คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย (Asura Fanfiction)Something i need to tell (Asura Fanfiction)Something i need to tell | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 25 เม.ย. 55 / 15:39


  
ในขณะที่คนหลายคนอาจจะกลัวที่จะเอ่ยปากบอกความจริง

มีคนบางคนกำลังทุกข์ทรมานปานขาดใจ

ยังคำพูดไม่กี่คำที่อยากบอกไป

แต่ใครคนนั้นกับไม่อยู่รับฟังเสียแล้ว

 

            “ขะ...เจ...”

          นั่นเสียงใครน่ะ?

          ร่างบางยืนอยู่ในโลกสีดำ เสียงของใครบางคนกระซิบข้างหู เป็นถ้อยคำที่จับใจความไม่ได้

            “ช...อ”

          เจ้าว่าอย่างไร ข้าไม่เข้าใจ

          นางร่ำร้องในใจ กวาดมองโดยรอบ นัยน์ตามรกตของนางเรียวยาวดุจนัยน์ตากวาง

            ซ่า...

            พลันเม็ดฝนก็ทิ้งตัวลงมาจากความมืดเบื้องบน เส้นผมบลอนซ์เปียกลู่แนบใบหน้าซีดขาว

            วันฝนตก...

          หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งกอดตัวเองด้วยความเหน็บหนาว ระหว่างที่ขดตัว แว่วเสียงฝีเท้าของใครบางคน

            ทุกย่างก้าวของบุคคลลึกลับ คล้ายเรียกความทรงจำเก่าก่อน เสียงรองเท้ากระทบพื้น จังหวะการเดินเหล่านั้นช่างคุ้นเคยนัก

            บุรุษหนึ่งยืนอยู่เหนือร่างเปียกปอนของนาง หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นอย่างเครียดขึง พยายามเงยหน้าขึ้นมอง

            ดวงตาของนางสอดประสานกับนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มดุ จากนั้นต้องเบิกโพลงด้วยอารามตกใจ ท้องไส้ของนางบิดเป็นเกลียว ริมฝีปากบางแห้งผาก ไม่มีเรี่ยวแรงจะร้องเรียกเสียด้วยซ้ำ

            นางด่าทอร่างกายอันอ่อนแอ เหตุใดไม่มีเสียง ขอเพียงเอ่ยถ้อยคำสักคำ จะบอกให้เขาได้รับรู้ถึงความในใจ จะแผดเสียงตะโกนให้รู้ว่าคิดถึงมากเพียงใด

            รอยยิ้มละมุนละไมของเขายังไม่เปลี่ยนเลย

            ร่างสูงเข้าโอบกอด ไออุ่นที่ถ่ายทอดมาให้คล้ายสยบความหนาวเหน็บทั้งปวง หยาดฝนที่โปรยปรายไม่อาจทำอะไรนางได้เลย

            “ข้า...” เสียงของเขากระซิบข้างหู เป็นเสียงเดียวกับเสียงขาดหายที่ได้ยินคราวแรก

            “...”

            “ข้าชอบเจ้าอยู่ ไม่รู้บ้างหรือไง”

            สิ้นคำพูดนั้น หญิงสาวแย้มยิ้มปิติยินดีที่สุดในชีวิต น้ำตากลิ้งตัวผ่านข้างแก้มนาง อยากจะบอกเขา ว่าตนก็รู้สึกลึกซึ้งไม่ต่างกัน

            ทว่าก่อนจะตัดสินใจทำสิ่งใด ประกายดาบก็แล่นพาดผ่าน

            เลือดสีสดสาดกระเซ็น เปรอะเปื้อนเนื้อตัว

            นางกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดสุดหัวใจ ความเคียดแค้นสุมอก ใครกันลงดาบนั้น ใครกันถือดีเพียงนั้น

            ท่ามกลางสายฝนนั้น ท่ามกลางโลกที่มืดหม่น

            เขาสิ้นใจลงในอ้อมแขนของนาง

           

            “เคนเนลท์!

            เฮือก!

            ร่างบางสะดุ้งเฮือกขึ้นจากเตียง เม็ดเหงื่อเย็นเฉียบผุดพราย สองมือยกขึ้นปิดใบหน้าชุ่มน้ำตาก่อนจะปล่อยเสียงสะอื้นออกมา

            เสียงฝีเท้าดังขึ้นนอกห้อง ก่อนรูมเมตสาวจะเปิดประตูผลัวะเข้ามา

            “เกิดอะไรขึ้นไลลา ข้าได้ยินเสียงเจ้าร้อง”

            “...เคนเนลท์” ไลลาเกริ่นเพียงแค่นั้น

            “เจ้าฝันถึงเรื่องเมื่อสองปีก่อนอีกแล้วอย่างนั้นหรือ” อีกฝ่ายถามอย่างห่วงใย ก่อนจะเดินเข้ามาปลอบประโลม “ไม่เป็นไร อย่าร้องนะ”

            ยิ่งปลอบยิ่งยุ น้ำตาของนางหลั่งไหลออกมาไม่ขาดสาย

            “ข้าลืมเขาไม่ได้ ทำไมทุกอย่างต้องเป็นแบบนี้”

            “...”

            “ข้ายังไม่ได้บอกเขาเลยเฟย์ เจ้าบ้านั่นยังไม่เคยรู้เลยว่าข้ารู้สึกยังไง!

 

3 years ago

Death Valley

            “เจ้า...เจ้านั่นแหละตัวเล็ก”

            เสียงใครบางคนเรียกมาจากที่ไกล ๆ ไลลาเบือนหน้าไปมอง พบว่าเป็นเทรเชอร์ฮันเตอร์ของกิลด์แสงสุดท้ายที่กำลังครองเมืองนี้ และที่สำคัญเป็นคู่อริกับสมาคมของนาง

            “ว่า?” สาวน้อยเลิกคิ้ว

            “ว่างไหม” เขาถามขณะเดินเข้ามาใกล้ ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มยื่นมาใกล้จนผู้ใช้เวทสาวต้องผงะถอย “ข้าเบื่อจัง ไปแย่งมินิบอสกับข้าหน่อยสิ”

            “แย่งจากคนกิลด์ข้าหรือไง”

            “เอาน่า” รอยยิ้มมุมปากของเขาส่งมาให้ “กลัวเหรอ”

            ไลลาเชิดหน้าสูง ถูกชะตากับบุรุษเบื้องหน้าอย่างน่าประหลาด โต้ตอบอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มถือดี

            “ข้ากลัวใครที่ไหนล่ะ”

            “งั้นก็ไปกัน” ชายหนุ่มประตูวาร์ป แล้วเอื้อมมือมาจับมือนาง “อ้อ ข้าชื่อเคนเนลท์นะ”

 

            เคนเนลท์พาเธอมาที่วิหารจตุกร ซึ่งมินิบอสจะเกิดถึงครั้งละสี่ตัว ชายหนุ่มบอกว่านี่ใกล้เวลามันเกิดแล้ว ไลลาสะบัดมือเรียกไม้เท้าเกล็ดน้ำแข็งของตนออกมา

            “ว่าแต่เจ้าชื่ออะไร?” เสียงทุ้มถามไถ่

            “ไลลา” นางตอบ ก่อนจะพลิ้วกายไปมาอย่างคล่องแคล่วสมชื่อของตน นามไลลานั้น คือไลลาที่หมายถึงเยื้องกราย

            “ลูกเล่นเยอะจัง อะโน่นมันเกิดแล้ว ไหนแสดงฝีมือให้ข้าดูหน่อยซิ อยากรู้ว่ากิลด์ซิลวาเนียมีดีแค่ไหน”

            จตุกรตัวหนึ่งปรากฏขึ้นไม่ไกลนัก หญิงสาวหันมาพรายยิ้มหวาน ก่อนจะจิกกัดอย่างไม่ยอมแพ้

            “ฝีมือดีกว่าแสงสุดท้ายเยอะก็แล้วกัน”

            ร่างบางพลิ้วไหวดุจพรายล่องลม ไม้เท้าในมือสะบัดขวับ กรงน้ำแข็งปรากฏขึ้นรอบกายจตุกรร่างยักษ์ ตามมาด้วยสายลมอันหนาวเหน็บกลางฤดูหนาว

            “แรงโน้มถ่วง”

            วาบ!

            ลูกพลังหลอมรวมเข้าด้วยกันเหนือศีรษะของจตุกร ก่อนจะค่อย ๆ ทิ้งลงบนพื้น พลังมหาศาลของมัดเสียดสีกับอากาศจนรอบด้านสั่นสะเทือน

            “ธรณีพิโรธ...พสุธาทะลาย”

            โครม!

            มินิบอสตัวใหญ่ล้มลงฟาดกับพื้น ไลลาหันมามองเคนเนลท์

            “ตาเจ้าแล้วนะ”

 

            นักล่าสมบัติหนุ่มมีดีกว่าที่นางคิด มันเป็นเรื่องที่สาวน้อยไม่ค่อยอยากจะยอมรับแต่ให้ทำไงได้ เขาเก่งกว่านางเสียด้วยซ้ำ

            ก่อนที่จะจัดการจตุกรตัวสุดท้าย เคนเนลท์ก็ห้ามนางไว้เสียก่อน

            “ตัวนี้ข้าขอ พี่ในกิลด์จะจุ”

            “- -ได้ไง”

            “น่านะคนดี ไม่งั้นข้าจะเอาไปฟ้องว่าเจ้าเป็นหนอน”

          หนอนป้ามันสิ

            ไลลาได้แต่ก่นด่าในใจอย่างไม่จริงจังนัก เธอหัวเราะคิก ก่อนจะยักไหล่

            “ก็เอาสิ ข้าไม่ได้แล้งน้ำใจขนาดนั้น”

            นางโยนไม้เท้าขึ้นด้านบน มันหายวับไป ร่างเล็กเดินไปทรุดนั่งที่มุมกำแพง คนของแสงสุดท้ายสามสี่คนเข้ามาในแมพ ดูก็รู้ว่าเป็นคนใหญ่คนโต พวกเขาสนทนาอะไรบางอย่างกับเคนเนลท์ซึ่งไลลาก็ไม่ได้ใคร่ใส่ใจนัก รู้ตัวอีกทีสาวน้อยก็ผล็อยหลับไปเสียแล้ว

            เมื่อคนเหล่านั้นจากไป เทรหนุ่มก็เดินกลับมาหาคู่หูคนใหม่ มองนางหลับใหลแล้วลอบยิ้มบาง ใครจะรู้ เขาสะดุดตาเจ้าหล่อนมานานแสนนาน สะดุดนักกับเสียงเจื้อยแจ้วที่ชอบโวยวายในตลาดตอนเช้า ๆ ของคนที่กรี๊ดเสียงดังจนได้ยินไปทั่วแมพตอนตีบวกเสื้อแตก ทั้ง ๆ ที่ของมันก็ยศต่ำเตี้ยเรี่ยดินแท้ ๆ

            “ยายบ๊อง”

 

            หลังจากวันนั้นทั้งสองก็พบเจอกันบ่อยขึ้น เคนเนลท์ชอบลากไลลาไปทำนู่นทำนี่ที่นางไม่เคยทำ แย่งบอส เกรียนแบทเทิล แปลงเป็นมอนสเตอร์เพื่อฆ่าพวกที่หาสมุนไพรตามป่าเขา

            ไม่ทันรู้ตัว เทรหนุ่มก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของไลลาเสียแล้ว

            “ข้าอยากได้กุดเงินจัง” สาวน้อยชี้ไปที่มงกุฎสีเงิน ระหว่างที่ทั้งสองกำลังเดินอยู่ในตลาด

            “พอแล้ว ประหยัดหน่อย” เคนเนลท์ปราม

            “บ่นเป็นพ่อไปได้น่ะ สวยออก” ไม่ทันจะบ่นต่อ ร่างเล็กก็กระโดดแผล็วไปหน้าร้านเสียแล้ว “พี่สาวจ๋า กุดเงินเท่าไหร่”

            “แปดสิบเอ็มจ้ะ” คนขายตอบยิ้ม ๆ

            “ไลลา!” เคนเนลท์ส่งสายตาดุ ๆ มาให้ แต่คนถูกดุไม่ใส่ใจ

            “พี่สาวคนสวย ข้าขอลองใส่หน่อยได้ไหม”

            “ตามสบายจ้า”

            มงกุฎสีเงินถูกสวมลงบนศีรษะของนาง มันเปล่งประกายอย่างนุ่มนวล ขับให้ดวงหน้าของนางผ่องใส หากไม่รู้จักกัน อาจจะคิดว่านางเป็นองค์หญิงจากดินแดนใด

            “พี่สาวลดหน่อยนะ”

            “เจ็ดสิบห้าจ้า”

            “หกสิบนะ”

            เคนเนลท์กุมขมับ มองการต่อราคาแบบไม่กลัวแม่ค้าเขมือบของหญิงสาวแล้วอดสงสารไม่ได้ คงจะอยากได้จริง ๆ

            “-  -ไม่ขายจ้ะ” แม่ค้าสาวหน้าตึง แต่ไม่ขุ่นใจเพราะเอ็นดูลูกค้าวัยเยาว์ตรงหน้า

            “แต่ข้ามีเงินแค่นี้นี่นา”

            ทั้งสองจ้องตากันไม่ลดละ สุดท้ายคนขายก็พ่ายแพ้แววอ้อนวอนในดวงตาสีเขียวนั่นอย่างสมบูรณ์แบบ หล่อนถอนหายใจพรืด

            “หกสิบก็หกสิบ”

            “เย้”

 

            เขาอยู่ที่นั่นเสมอ ยามนางไม่เหลือใคร

            “ข้าจะมาอยู่เป็นเพื่อนไง ดีไหม”

            เขาคอยปลอบเสมอ เวลาร้องไห้

            “ร้องให้พอ แล้วอย่าลืมเงยหน้ามายิ้มให้ข้านะ”

            นับแต่วันนั้นในทุกความทรงจำของไลลา มีเคนเนลท์อยู่ในนั้น โดยไม่รู้ตัว

 

2 years ago

Guild wars

            ในที่สุดทุกอย่างก็ดำเนินไปถึงจุดแตกหัก จากคำว่าคู่ปรับกลับกลายเป็นศัตรูแค้น เมื่อหัวหน้าสมาคมซิลวาเนียได้ปลิดชีพคนรักของหัวหน้าสมาคมแสงสุดท้าย ศึกครั้งนี้ ความตายหมายถึงดับสูญไปจากโลกใบนี้ ความพ่ายแพ้หมายถึงปราสาทที่ครอบครองต้องเสียไป

            สมาชิกซิลวาเนียยืนประจำแต่ละจุดอย่างไม่ท้อถอย ไลลายืนอยู่ด้านหน้าสุด คอยรับมือกับทัพหน้าที่บุกเข้ามา

            เหล่านักเวทชูไม้เท้าขึ้น ปรากฏแรงโน้มถ่วงบนแผ่นดินรอบตัว

            พรึบ...

            เสียงอากาศหวีดหวิว ทุกอย่างเหมือนสูบหายไปในความเงียบ ไลลาชะงักกึก ก่อนจะรู้สึกถึงคมมีดที่พาดผ่านช่วงเอว

            ...แอสแซสซิน!

            “พวกมันมาแล้ว!” นางแผดเสียงบอกคนอื่น ๆ สะบัดมืออกด้านข้าง วงเวทสีฟ้าปรากฏขึ้นบนพื้น ก่อนแท่งน้ำแข็งมหาศาลจะทิ้งตัวลงมาอย่างแรง

            วิชาพรางตัวเสื่อมคลาย ร่างไร้วิญญาณของมือสังหารหนุ่มปรากฏขึ้น

            ฟ้าว!

            นักดาบคนหนึ่งโถมเข้ามาโดยที่ไลลาไม่ทันตั้งตัว นางเยื้องกรายหลบดุจร่ายระบำ ฟาดไม้เท้าลงมาในจังหวะที่กระโดด คลื่นพลังสีขาวกระแทกนักดาบผู้นั้นกระเด็นไปไกล

            พลันผ้าบริเวณที่ไหล่ของนางก็ปรากฏรอยขาดบาง ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ขาดออกจากกัน

            ความเจ็บแปลบเข้าจู่โจม ราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง แล้วเลือดสด ๆ ก็ฉีดซ่านออกมาจากปากแผล ไลลาถึงได้รู้ว่า ตนหลบเพลงดาบนั้นไม่พ้น

            “เจ้า!” เสียงคุ้นเคยกระทบโสต ใครบางคนเข้ามาประคองร่างบางก่อนที่จะทรุดลง พาคนกำลังบาดเจ็บออกจากสมรภูมิ

            “ไงพ่อคนขี้บ่น” ไลลาร้องทัก หัวใจแอบไหววูบไปกันอ้อมกอดนุ่มนวลของเขาไม่ได้

            “ยังจะพูดมากอีก ข้าจะหาคนรักษา”

            “-_-งั้นเจ้าจะเลือกอะไรดี ระหว่างโดนพระฝ่ายข้ายิงตายแล้วข้ารอด กับเอาข้าไปส่งให้เพื่อนเจ้า แล้วเขาก็แกล้งรักษาข้าพลาด”

            เคนเนลท์หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเขกศีรษะกลมมนนั้นด้วยความเอ็นดู

            “เพ้อจริง...เจ็บไหมนั่น”

            “ไม่หรอก” แม้จะบาดเจ็บ รอยยิ้มของนางยังสุกสาวดุจดาวบนฟ้า “คุยกับเจ้าเรื่อย ๆ มันก็ลืมเจ็บเองแหละ ติดลม”

            เสียงของไลลาแผ่วลงอย่างเหนื่อยอ่อน ชายหนุ่มก้มลงมองคนในอ้อมแขนอย่างเป็นห่วง

            “จะไปไหนเหรอ”

            เสียงเย็นชาร้องเรียกไว้ ไลลาฝืนหันไปมอง...พวกคนฝ่ายนาง ที่นางไม่คุ้นเคยนัก

            ลืมไปเลย เคนเนลท์อยู่ในถิ่นของซิลวาเนีย...เขาจะเป็นอันตราย

            เทรเชอร์ฮันเตอร์หนุ่มตวัดสายตาดุ ๆ ไปยังคนเหล่านั้น ในใจพะวงถึงแต่อาการของสาวน้อยในอ้อมแขนที่ดูแย่ลงเรื่อย ๆ

            “ข้าถามว่า จะไปไหน!?

            แอสแซสซินชายตวาด จากนั้นด้วยความเร็วที่มองไม่แทบไม่เห็น มีดสั้นสีเงินก็พุ่งผ่านใบหน้าคมคายเรียกเลือดสีแดงให้ไหลซึม

            “เขาเป็นเพื่อนข้า” ไลลาเอ่ย พยายามคุมน้ำเสียงให้นิ่งที่สุด

            “อ้อ จะบอกว่าตัวเองกบฏว่างั้น”

            “ไม่ใช่”

            จิตสังหารแผ่วูบ ไม่ใช่จากไลลา เป็นไอสังหารของเคนเนลท์ต่างหาก

            “พวกเจ้าใจจืดใจดำ นางทำเพื่อสมาคมของเจ้าจนบาดเจ็บขนาดนี้ ยังมีหน้ามากล่าวหาว่านางเป็นกบฏ”

            “เหอะ อ้างมากอ้างมาย ฆ่าทิ้งทั้งคู่ก็จบ”

            ร่างปราดเปรียวพุ่งตัวเข้ามา เคนเนลท์เปลี่ยนเป็นประคองสาวน้อยด้วยมือเดียว มืออีกข้างหยิบหน้าไม้จากด้านหลัง ยิงกราดใส่ศัตรูอย่างแม่นยำ

            เหมือนจะเป็นโชคร้ายของพวกเขา จู่ ๆ สายฝนก็โปรยตัวลงมา ไลลาขดตัวเข้าหาอ้อมแขนของคนตัวโตกว่าอย่างหนาวเหน็บ ริมฝีปากแห้งผาก ดวงตาพร่ามัว ส่วนเคนเนลท์ก็โจมตีลำบากมากขึ้น

            ราวกับพวกมันรู้ หนึ่งในมือสังหารเร้นกายเข้าใกล้ กระชากร่างบางออกจากอ้อมแขนของเขา เหวี่ยงนางกระแทกกำแพงอิฐดังอัก

            ดวงตาสีน้ำตาลเข้มตวัดมองร่างของนักเวทสาวอย่างตระหนก หัวใจร่วงหล่นไปอยู่แทบเท้า ความกลัวเข้าเกาะกุมเป็นครั้งแรกในชีวิต

            เป็นความกลัว...ที่จะสูญเสียใครสักคน

            มือสังหารชุดดำเงื้อมีด ไลลาเม้มปากแน่น เบือนสายตาไปสบมองร่างสูงของใครบางคน คนที่นางอยากจะจดจำแม้วินาทีสุดท้ายของชีวิต

            ข้า...มีอะไรอยากบอกเจ้า

            เสียงในใจของนางกู่ร้องแบบนั้น แต่ในความเป็นจริง แม้แต่กระซิบนางยังไม่มีเรี่ยวแรง

          มีอะไรอยากจะบอก...

          บอกกับเพื่อน...รัก ที่นางรักที่สุด

            คมมีดสะบัดลง รุนแรงดุจอินทรีย์โฉบ ความตายไล้ผ่านลำคอระหง ลมหายใจกระตุกฮวบ

            ฉัวะ!!

            ร่างของไลลาถูกมือแกร่งกระชากให้หลบในวินาทีสุดท้าย ใครคนนั้นหมุนตัวเข้าปกป้อง คมดาบแทรกผ่านเนื้อ โลหิตสาดกระเซ็นดุจกลีบกุหลาบแห่งความตาย

          ทำ...ไม

            ดวงตาสีมรกตจ้องมองอย่างพรึงเพริด อยากจะกรีดร้องทว่าขยับตัวไม่ได้เสียด้วยซ้ำ

            “ทำไมน่ะเหรอ” เคนเนลท์เหมือนจะรู้ รอยยิ้มสว่างไสวของเขาระบายบนใบหน้า เอ่ยคำตอบที่นางอยากรู้นักรู้หนา “เพราะข้า...ชอบ...”

            เสียงของเขาแผ่วลง สายฝนชะล้างน้ำตาของไลลาออกไปจนสิ้น แต่ไม่อาจชำระเอาความเจ็บปวดทั้งมวลไป

            ความเจ็บปวดจากการสูญเสียคนรัก สิ่งที่คนไม่เคยมีรักอย่างนางเพิ่งเข้าใจ

            สิ่งที่...ค้นที่เพิ่งค้นพบ ว่าตนรักเขามากเพียงใด เพิ่งเข้าใจ

            ความหวาดกลัวบีบอัดสมองของนางจนแทบแหลกละเอียด บดขยี้วิญญาณของนางจนแตกเป็นเศษเสี้ยว

            วงเวทสีฟ้าสว่างวางออกจากบริเวณที่คนทั้งสองอยู่ด้วยกัน ด้วยความกราดเกรี้ยวของนักเวทสาว โดยที่นางไม่รู้ตัว มันซัดร่างของมือสังหารเหล่านั้นจนฉีกขาดเป็นส่วนเล็กส่วนน้อย

            ดวงตาทั้งคู่สอดประสาน แววตาอ่อนโยนของเขา...ไม่ต่างอะไรกับครั้งแรกที่เราเจอกัน

          เจ้า...เจ้านั่นแหละตัวเล็ก

          ถ้อยคำแรกของเขา จุดเริ่มต้นของชีวิตที่มีเขาเป็นส่วนหนึ่ง

            บัดนี้ความตายกำลังจะพรากเขาไป

            “ข้าชอบเจ้า...ไม่รู้เหรอไลลา”

            “...”

          ข้าก็ชอบเจ้า ข้ารักเจ้า!

          นางตะโกนบอกในใจทั้งน้ำตา

            “ข้าชอบเจ้า เป็นความรู้สึกแบบที่ผู้ชายคนหนึ่งจะมีให้ผู้หญิงคนหนึ่ง”

            ใบหน้าคมคายโน้มเข้ามาใกล้ ประทับรอยจูบเย็นเหยียบบนริมฝีปากนาง

            จุมพิตนั้นแผ่วเบาเหมือนขนนก อ่อนโยนเหมือนสายลมพัดเรี่ยยอดไม้ หวานนัก หวานหอมยิ่งกว่าสิ่งใดที่ลิ้มลอง

            “...รักเจ้านะ”

            ประกายตาของหญิงสาวสว่างวาบ ชายหนุ่มหัวเราะเสียงแห้งอย่างอ่อนล้า

            “อยากฟังอีกใช่ไหม...รักเจ้านะ”

            “...” คำรักของเขา หากเป็นสุราหวาน คงดื่มกินเท่าไหร่ไม่เพียงพอ

            “...รักเจ้านะ”

            ลมหายใจนั้นขาดห้วง ร่างสูงทรุดลงเหมือนหุ่นกระบอกเชือกขาด...แต่ในมือหุ่นกระบอกนั้น ยังโอบกอดร่างของคนที่รักที่สุดไว้

            ดวงตาสีมรกตเบิกโพลง หลุดจากโลกแห่งความฝันสีหวาน พร่ำบอกถ้อยคำที่ไม่มีเรี่ยวแรงจะเอื้อนเอ่ยซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนสิ้นสติไป

            เสียดายเพียงแต่...เขาคงไม่มีวันได้ยิน

            ข้าก็รักเจ้า

          ...ข้าก็รักเจ้า!!!


©

ผลงานอื่นๆ ของ zuli

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 28 มีนาคม 2556 / 22:03
    สมาคมคู่อาฆาต... เจ้าหญิง.... กับเจ้าชาย....

    เศร้าจังเลย ยังดีที่เรื่องจริง.... เจ้าหญิงกับเจ้าชายได้ครองรักกันมายาวนาน

    เพราะความตายไม่อาจพรากคู่รักต่างซีกโลกคู่นี้ได้ 5555
    #1
    0