คัดลอกลิงก์เเล้ว

Home บ้านใหม่

โดย PoLaLoyPloy

เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านคล้ายคฤหาสน์แห่งหนึ่ง ซึ่งภายนอกสวยงาม หรูหรา อลังการ โอ่อ่า แต่ภายใต้ภาพลักษณ์ภายนอกที่ต้องตาต้องใจนั้น มันมีเรื่องราวที่ใครๆ ได้ยินเป็นต้องขนลุกทุกครั้งไป โปรดติดตาม~~~

ยอดวิวรวม

182

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


182

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


2
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  30 ต.ค. 58 / 14:49 น.
นิยาย Home ҹ Home บ้านใหม่ | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
              ตึกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ  "นั่นเสียงอะไร"  ตากลมโตเบิกโพรงขึ้นเต็มดวงตาทันทีเมื่อได้ยินเสียงประหลาดดังขึ้น



"มะ...ไม่มีอะไรหรอกหน่า" 

น้องชายที่นอนร่วมห้องเดียวกันกล่าวขึ้นอย่างเสียงสั่นกลัว เพราะเขาเองก็ได้ยินเสียงปริศนานั้นไม่ต่างจากพี่สาวของเขา





เมื่อเสียงนั้นเงียบสงบลง ก็เกิดลมพัดมากระทบหน้าต่างจนเป็นที่หน้าตกใจแต่เด็กทั้งสองที่ต่างคนต่างกลัวจากเสียงปริศนานั้นอยู่แล้ว
          


ฯลฯ



               เรื่อง "HOME บ้านใหม่" เป็นเรื่องสั้นสยองขวัญของครอบครัวหนึ่ง โดยมีตัวเดินเรื่องหลัก ชื่อ "แทน" ซึ่งเขาจะเป็นไกด์พาทุกท่านไปทัวร์เยี่ยมชมบ้านใหม่ของเขา พร้อมทั้งเล่าเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในบ้านหลังนี้ และเขาก็เป็นคนเดียวที่จะเล่าเรื่องราวสุดสะพรึงนี้ให้ทุกคนได้สยองกันไปตามๆ กัน

               

               พร้อมแล้วหรือยังที่จะมาผจญภัยในบ้านใหม่กับเขา เขาจะพาเราเข้าไปทัวร์ในบ้านใหม่ที่ทุกคนจะไม่มีวันลืมลง เพื่อเป็นการต้อนรับเทศกาลเฮลโลวีน เมื่อพร้อมแล้ว เราไปกันเลย!!!!




               เรื่องสันนี้แต่งขึ้นเพื่อความบรรเทิงเท่านั้น



ขอบคุณที่ติดตาม


PLOY
ha .ha

เนื้อเรื่อง อัปเดต 30 ต.ค. 58 / 14:49


               ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาทัวร์บ้านใหม่กับผมนะครับ ก่อนอื่นเลยผมขอแนะนำตัวเองก่อน ผมชื่อ "แทน" มีพี่สาวชื่อ "ทีร่า" ผมอยู่ในบ้านหลังนี้ตั้งแต่เด็กๆ อายุอานามก็น่าจะราวๆ 5 ขวบกว่าๆ นี่แหละครับ พ่อผมเป็นคนอเมริกา  ส่วนแม่ของผมเป็นคนอีสานขนานแท้เลยล่ะครับ ทุกคนคงจะงงกันใช่มั้ยครับว่า ผมอยู่บ้านหลังนี้ตั้งแต่เล็กๆ แต่ทำไมถึงยังบอกว่าบ้านใหม่อยู่ เดี๋ยวผมจะค่อยๆ พาชมบ้านพร้อมกับเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังไปทีละขั้นตอนนะครับ


               ตั้งแต่ผมจำความได้ผมเกิดอยู่ที่อเมริกาและกำลังจะเติบโตอยู่ที่นั่นกับครอบครัวที่แสนอบอุ่นที่มีทั้งพี่สาว พ่อ และแม่  แต่เหตุการณ์กลับพลิกผลัน เมื่อคุณยายที่อยู่ประเทศไทยป่วยหนัก ผม แม่ และพี่ทีร่า ต้องบินกลับมาเมื่องไทยอย่างกระทันหัน โดยไม่มีกำหนดกลับ ผมกับพี่ทีร่าต้องย้ายโรงเรียนมาเรียนที่เมืองไทย ผมต้องไปอยู่โรงเรียนประจำที่กรุงเทพกับพี่สาว ส่วนแม่ก็อยู่ที่ร้อยเอ็ดกับคุณยาย คุณพ่อท่านเป็นนักธุรกิจครับ ท่านจึงไม่สามารถจะทิ้งงานทั้งหมดกลับมาเมืองไทยกับพวกเราได้ แต่ท่านก็ไม่ได้ทิ้งพวกเรา ท่านคอยเป็นแรงทรัพย์ในการดูแลพวกเราที่อยู่เมืองไทยมาเป็นอย่างดี แต่ผ่านมาไม่ถึงเดือน อาการของคุณยายทรุดหนักลงไปอีก ประกอบกับคุณพ่อโอนเงินเข้าบัญชีผมกับพี่สาวอาทิตย์ละสิบล้านบาท ดูครอบครัวของเรร่ำรวยมากเลยใช่มั้ยครับ แต่นั่นมันคือจุดเริ่มต้นของหายนะของครอบครัวเรา ด้วยความที่แม่ไม่รู้ว่าทางพ่อมีปัญหา ก็คิดว่าที่โอนเงินมาครั้งละมากๆ ขนาดนี้ก็เพราะธุรกิจทางโน้นของเรากำลังเจริญรุ่งเรือง แต่เปล่าเลย "ธุรกิจของพวกเรากำลังจะล้มละลายต่างหาก"

               เวลาผ่านไปได้ไม่นานคุณยายของผมก็เสียชีวิตลง คุณพ่อที่อยู่อเมริกาต้องบินกับมาที่ไทยอย่างกระทันหัน เมื่อเสร็จงานศพคุณยายแล้ว ผมคิดว่าครอบครัวเราจะไปอยู่ที่อเมริกาเหมือนเดิม แต่มันไม่ได้เป็นอย่างที่ผมคิด พ่อบอกให้พวกเราอยู่ที่นี่ และจะเริ่มต้นทุกอย่างใหม่ที่นี่

"คุณคะ แล้วธุรกิจที่โน้นล่ะ คุณจะทำยังไง" แม่ถามพ่อด้วยความเป็นห่วง

"ผมมีคนที่จะมาดูแลจัดการแทนผมแล้ว เรามาเริ่มทำธุรกิจใหม่ที่ไทยกันนะ เราจะได้มีเงินเยอะๆ เพื่อลูกของเราไง มีธุรกิจหลายที่ไม่ดีหรอ" คำตอบของพ่อทำให้แม่คลายกังวลไปได้บ้าง

               หลังจากที่พ่อบินกลับไปจัดการเรื่องธุรกิจที่โน้น แม่ก็จัดการหาซื้อบ้านที่สร้างสำเร็จพร้อมอยู่เพื่อครอบครัวของเรา และก็ไม่ไปเจอกับคฤหาสน์หลังหนึ่งตั้งอยู่ชานเมืองไม่ไกลจากโรงเรียนประจำของผมกับพี่ทีร่าเท่าไหร่นัก และที่สำคัญไปกว่านั้นราคาไม่ถึงล้านทั้งที่หรูหราอลังการณ์ขนาดนี้ แต่นั่นมันก็ไม่ใช่ประเด็นที่แม่ของผมจะเก็บเอามาเป็นประเด็นในการตัดสินใจซื้อ เพราะบ้านที่ทั้งถูกทั้งหรูหรา ถ้าไม่คว้าเอาไว้ก็คงโง่เต็มทน แต่หารู้ไม่เลยว่าคนที่ไม่ยอมปล่อยให้มันหลุดมือไปนั่นแหละ โง่ยิ่งกว่าคนที่ไม่ซื้อเสียอีก


               เมื่อได้บ้านหลังนี้มาแล้วพวกเราจัดการย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ทันที ช่วงแรกๆ ก็ยังไม่เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น อาจเป็นเพราะผมกับพี่ทีร่าอยู่แต่โรงเรียนประจำมั้ง ส่วนแม่ก็ไปอยู่ที่ร้อยเอ็ด จะมีก็แต่ทีมแม่บ้านที่พวกเราจ้างมาต่างพากันลาออกไม่เว้นแต่ละวัน ไม่มีใครที่จะสามารถอยู่ถึงเดือนเลยสักคน จนกระทั่งพ่อบินกลับมา ซึ่งตรงกับที่ผมและพี่ทีร่าก็ปิดเทอมมพอดี พวกเราจึงได้มาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาที่บ้านใหม่หลังนี้ และแม่ก็ได้พาสาววัยแรกรุ่นอายุราวๆ 20-22 ปีได้ มาเป็นพี่เลี้ยงและคนใช้จากร้อยเอ็ดมาด้วย 2 คน ชื่อพี่จุ๊บกับพี่แจง ถึงคฤหาสน์จะกว้างใหญ่โอ่อ่า แต่ใช้สอยพื้นที่ไม่มากนัก ที่จะใช้อยู่บ่อยๆ ก็จะเป็นห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร และห้องครัว พวกเราก็ช่วยกันทำความสะอาดอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องจ้างแม่บ้านมากถึงยี่สิบสามสิบคน พี่จุ๊บกับพี่แจงก็จะมีหน้าที่ดูแลพวกเราเป็นหน้าที่หลัก และดูแลเรื่องอาหารการกินของครอบครัว 


               ในอาทิตย์แรกที่พวกเราเข้ามาอยู่ก็ยังไม่มีอะไรที่ผิดปกติอย่างที่แม่บ้านหลายๆ ทีมได้ใช้เป็นข้ออ้างในการลาออก พวกเราอยู่กันอย่างมีความสุขดีครับ


               จนกระทั่ง...คืนนั้น เป็นคืนที่ผมว่าประหลาดที่สุดเท่าที่อยู่บ้านหลังนี้มาเลยก็ว่าได้ ผมกับพี่ทีร่านอนอยู่ห้องเดียวกัน เป็นเตียงสองเดียงที่แยกออกจากกัน เตียงของผมจะติดกับประตูของห้องนอนหันหัวชนกำแพง ถ้าผมนอนอยู่ผมสามารถเอื้อมมือไปเปิดลูกบิดประตูห้องนอนได้ ส่วนเตียงของพี่สาวผมอยู่ตรงข้ามกัน หันหัวชนกำแพงอีกฝั่งนึง (หันหัวไปคนละทางหันปลายเท้าชนกัน) ในขณะที่ผมกำลังจะนอนก็ได้ยินเสียงประหลาดดังมาจากบรรได ตอนแรกคิดว่าเป็นพี่จุ๊บกับพี่แจงที่ดูละครตอนดึก แต่ฟังๆ ไป มันเป็นเสียงรองเท่าส้นสูงของผู้หญิง ซึ่งแม่ของผมไม่มี แต่ถ้าเป็นของพี่จุ๊บกับพี่แจง เขาจะใส่รองเท้าส้นสูงในบ้านทำไม เสียงนั้นได้ยินดังเข้ามาเรื่อยๆ จนพี่สาวของผมตื่น


"แทน...ได้ยินเสียงอะไรมั้ย" พี่สาวถามมาที่ผมเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ยินเพียงคนเดียว


"ดะ..ดะ..ได้ยิน" เสียงของผมสั่นๆ ด้วยความหวาดกลัว


               เสียงปริศนานั้นดังขยับเข้ามาเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องของผมกับพี่สาว

"นายลองเปิดประตูดูสิ" สาวน้อยน่าตาน่ารักผมบิดเป็นเกลียวสีบลอนทองคล้ายตุ๊กตาบลายได้บอกน้องชายที่อยู่ใกล้ประตู


"มะ...ไมได้หรอก  มือของผมขยับไม่ได้เลย" ผมตอบพี่สาวด้วยความกลัว


"ถ้างั้นเรามาผ่านคืนนี้ไปให้ได้กันเถอะ" เธอพูดขึ้นอีกครั้ง


"ยังไง" ผมถามเธอด้วยความสงสัย


               เธอจึงใช้ผ้าห่มของเธอคลุมตัวเองตั้งแต่หัวจรดขาอย่างรวดเร็ว และนั่นก็คือสิ่งที่ผมทำตามที่เธอบอกได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หลังจากที่ผมกับพี่สาวคลุมโปงกันได้ไม่นานสักพักก้ได้ยินเสียงปืนดังออกมาจากห้องคุณพ่อ

ปัง!!!!!!!!!!!!!!!

               กระสุนจ่อยิงเข้าที่ขมับซ้ายทะลุออกขมับขวาทันที พร้อมกับจดหมายลาตายที่คุณพ่อเขียนถึงพวกเราและแม่  แม่ผู้ที่วิ่งตามเสียงปืนมาเป็นคนแรกเห็นศพพ่อนอนจมกองเลือดอยู่ถึงกับช็อคหมดสติลงตรงนั้นทันที ส่วนผมกับพี่ที่ร่าถูกพี่แจงคุมตัวให้อยู่แต่ในห้อง พี่จุ๊บคอยดูแลแม่และโทรแจ้งตำรวจ ไม่นานนักตำรวจและกู้ภัยก็มาเต็มบ้านเรา แม่ฟื้นได้สติก็เอาแต่ร้องไห้จนหมดเรี่ยวแรง งานศพของพ่อถูกจัดขึ้นอย่างเงียบๆ ญาติที่อเมริกาก็มากันไม่มากนัก เพราะในจดหมายพ่อเขียนบอกไว้ให้บอกเพียงญาติที่สนิทเท่านั้น


               หลังจากผ่านงานศพพ่อได้ไม่นานก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้นกับบ้านของเรา แม่เริ่มเป็นประสาทหลอนกลัวว่าพวกเราจะทิ้งท่านไปอีก และบวกกับเสียงประหลาดที่ดังขึ้นทุกคืน  ทุกคืน  จนพี่จุ๊บกับพี่แจงทนอยู่ต่อไม่ไหวจะขอลาออก แต่เพราะด้วยเหตุใดไม่ทราบพี่จุ๊บกับพี่แจงก็ไม่ได้ย้ายออกไปตามที่ได้คุยกับแม่ไว้ จนเตุการล่วงเลยผ่านไปเกือบเดือน ผมกับพี่ทีร่าเปิดเทอมต้องย้ายไปอยู่ที่โรงเรียนประจำอย่างเช่นเคย ในขณะที่ผมกับพี่ทีร่ากำลังเก็บข้าวของอยู่นั้น แม่ก็เดินเข้ามาพร้อมกับน้ำส้มเย็นๆ สองแก้วมาให้พวกเราดื่ม

"แม่ค่ะ พวกเราไปเรียนคงจะคิดถึงแม่แย่เลย" ร่างเล็กสวมกอดผู้เป็นแม่อย่างออดอ้อน

"งั้นก็ไม่ต้องไปสิลูก อยู่กับแม่ ที่นี่เป็นบ้านของเรา" เสียงของผู้เป็นแม่นิ่งเรียบและเยือกเย็นจนผมขนลุก

"น้ำส้มนี่ของผมหรือเปล่าครับแม่" ผมถามด้วยน้ำเสียงร่าเริง เพื่อเปลี่ยนเรื่องที่แม่คุย

"ใช่จ๊ะ น้ำส้มนี่พี่จุ๊บเป็นคนทำ เขากำลังจะเอามให้ลูกพอดีแม่เห็นว่าว่ากำลังจำมาหาลูกเลยอาสาเอามาให้" น้ำเสียงของแม่ก็ดีขึ้นตามเสียงของผม 

ดีจัง แฮะ ผมเปลี่ยนเสียงของแม่ได้ น้ำเสียงของแม่แบบนี้คือแม่พระของผมเลย

"แม่คะ ทำไมเดี๋ยวนี้พี่จุ๊บกับพี่แจงถึงไม่มาอ่านนิทานให้พวกเราฟังเลย" พี่ทีร่าถามแม่ขึ้นครั้งด้วยความสงสัย

"แม่เห็นว่าลูกๆ โตกันแล้ว ควรงดนินทาน แม่เลยให้พี่ๆ เขาไปทำอย่างอื่น" ผู้เป็นแม่ก็ตอบคำถามอย่างยิ้มแย้ม

"คืนนี้หนูอยากฟังนิทาน แม่ให้พี่จุ๊บกับพี่แจงมาเล่านิทานให้พวกเราฟังหน่อยนะคะ" สาวน้อยตากลมโตอ้อนแม่อีกครั้ง

"ถ้าลูกๆ อยากฟังนิทาน ก็ต้องดื่มน้ำส้มนี้ให้หมดแก้ว แล้วแม่จะไปตามพี่จุ๊บกับพี่แจงมาเล่านิทานให้ฟัง ดีมั้ย" แม่พูดเป็นเชิงต่อรอง


               ผมและพี่สาวก็พากันดื่มน้ำส้มจนหมดด้วยความที่อยากฟังนิทาน หารู้ไม่ว่าในน้ำส้มนั้นมียาพิษ!!!!!! 

ใช่!!!!! 


               ใช่แล้ว แม่ของผมเป็นฆาตกร พ่อตายด้วยน้ำมือแม่ในคืนนั้น โดยจัดฉากว่าเป็นการฆ่าตัวตายเพราะธุรกิจ แม่ของผมรู้เรื่องมาสักพักแล้วว่าธุรกิจของพ่อล้มละลายหลังจากที่คุณยายเสีย แม่เป็นโรคประสาทมาตั้งแต่นั้นและขาดการรักษาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งพ่อจะไปจัดการเรื่องธุรกิจ แม่ไม่อยากให้พ่อไปจึงจัดการฆ่าพ่อในคืนนั้นก่อนที่ท่านจะบินไปอเมริกา และที่พี่จุ๊บกับพี่แจงไม่ขึ้นมาเล่านิทานให้พวกเราฟัง ก็เพราะในวันที่พี่เลี้ยงทั้งสองขอลาออกแม่ก็จัดการฆ่าปาดคอและยัดศพไว้ในห้องนอนของพี่เขาเอง และอีกสองศพที่แม่ฆ่านั่นก็คือ ผมและพี่ทีร่า!!!!!


               หลังจากที่แม่ให้ผมกินน้ำส้มคั้น แม่ก็หยิบมีดมาแทงคอตัวเองตายตาม จนตอนนี้ครอบครัวของเราอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา มีพี่จุ๊บกับพี่แจงคอยดูแลพวกเราเหมือนแต่ก่อน 


               ในที่สุดบ้านหลังนี้ก็ถูกประกาศขายในราคาถูกอีกครั้ง เป็นที่ถูกตาต้องใจนายทุนยิ่งนัก แต่ทว่าบ้านหลังนี้ใครจะทุบทิ้งต้องมีอันเป็นไปทุกราย แต่ถ้าคิดจะเข้ามาอยู่ก็ต้องเจอจุดจบเช่นเดียวกันกับครอบครัวผม



               และนี่ก็คือเรื่องราวบ้านใหม่ของผมที่กำลังจะกลายเป็นบ้านใหม่ของใครอีกหลายๆ คน!!!!!



......................................"จบ".....................................


ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ PoLaLoyPloy จากทั้งหมด 3 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. #1 Eyes
    วันที่ 1 มกราคม 2559 / 13:51
    สนุกดี น่าจะมีต่ออีก
    #1
    0