คุณชอบหน้าอ่านนิยายแบบใหม่มั้ย
ช่วยบอกเราหน่อย
คัดลอกลิงก์เเล้ว

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

ตั ด ใ จ
[ฤดูร้อน 2015]

กิจกรรมบอร์ดนักเขียน
หนี... ไปพักร้อน

#คณะกรรมเกรียน#
- no one know
- Vanilla Ice
- K.W.E







 
star theme

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 12 เม.ย. 58 / 18:49

บันทึกเป็น Favorite


            นี่ฉัน... ทำไม...

ทำไมฉันถึงเลือกหนีมาพักร้อนที่นี่กันนะ

ทำไมกัน ทำไม

อยากจะเอาหัวโขกพื้นไปซะ เอาให้ลืมเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นไปให้หมด เอาให้ไม่รู้ว่าเคยคิดอะไรอยู่

...ในเมื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้า คือสิ่งที่ทำให้ฉันต้องถ่อมาที่นี่เพื่อหนีมัน

มันคือสิ่งที่ฉันต้องการจะลืม

ความจริงนั้น ความจริงที่อยู่ตรงหน้า ฉันไม่อยากเผชิญกับมัน

 

“นี่ปิ่น ทำไมเธอถึงไม่รับรักนายดนย์ซักทีล่ะ” อ้อ เพื่อนรักของฉันถามขึ้น

“ฉันบอกกี่ครั้งแล้วว่า ฉัน กับ เขา ไม่ ได้ มี อะ ไร กัน” ฉันตอบโดยเน้นคำท้ายๆ ประโยคอย่างเต็มที่

มันเป็นครั้งที่ล้านแล้วมั้งที่ยายอ้อถามฉันเรื่องนี้ เพื่อนในห้องก็แค่จิ้นๆ ฉันกับนายดนย์เท่านั้นแหละ แต่ยายอ้อกลับมโนเป็นตุเป็นตะไปเองว่ามันเป็นเรื่องจริงซะงั้น

“นี่ มีใครเค้าคิดแบบเธอบ้างฮะ ถามคนทั้งห้องเลยก็ได้ ดูด้วยตาตุ่มก็รู้ย่ะว่านายดนย์น่ะจีบเธออยู่ ซึ่งๆ หน้าเลยด้วย ชัดเจน แจ่มแจ้ง แดงแจ๋ ยิ่งกว่าทุกคู่ที่ฉันเคยเจอเลยมั้ง เห็นแล้วยังเลี่ยนแทนเลย บรึ๋ย!

“ตลกละ จีบอะไรของเธอฮะ” ฉันหันขวับอย่างหมั่นไส้เพื่อนเต็มที่ “ถ้าการที่เขาแกล้งฉันแบบนี้คือการจีบ ฉันว่าเค้าคงจีบทุกคนในโรงเรียนแล้วแหละ ก็เห็นแกล้งไปทั่ว”

“เฮ้อ เธอนี่มันไร้เซนส์ในเรื่องนี้ชะมัดเลยเพื่อน” อ้อถอนหายใจและตบหลังฉันเบาๆ หนึ่งที “ถามหน่อยเหอะ เธอคิดว่าใครจะแกล้งเพื่อนต่างเพศด้วยการปลดกระดุมเสื้อตัวเองโชว์ทีละเม็ดฮะ ดูยังไงก็ไม่ใช่แกล้งแล้ว...”

เอ้อ ก็รู้นี่ว่าไม่ใช่แกล้ง นั่นนะนิสัยปกติของเขาต่างหาก ชอบเชิบอะ...

“...ดูยังไงมันก็ อ่อย ชัดๆ!

ฮะ...

เดี๋ยวนะ...!?

ฉันฟังไม่ผิดใช่ไหม...

“อย่าทำหน้าแบบนั้นสิปิ่น ผู้ชายหล่อๆ แบบนั้นมาอ่อยเธอถึงที่ เธอควรดีใจมากกว่านะรู้ไหม ผู้หญิงทั้งรุ่นเค้าอิจฉาเธอกันตาร้อนผ่าวๆ กันเป็นแถว รีบๆ ตะครุบเค้าเอาไว้เลยย่ะ”

ช็อกสิคะ ช็อก!

เจอแบบนี้แล้วใครไม่ช็อกนี่ ฉันขอคารวะเลยค่ะ

“เธอกลับไปสังเกตเอาเองแล้วกัน ถึงนายดนย์จะแกล้งชาวบ้านไปทั่ว แต่คนที่เขาแกล้งมากที่สุดก็คือเธอ แถมดูแกล้งแต่ละอันสิ ได้ยินว่าเคยฟลัดสติ๊กเกอร์เป็นพันตัวให้ด้วยนี่ ของแบบนั้นไม่ใช่ว่าแกล้งกันได้ง่ายๆ นะ ถ้าเขาไม่สนใจเธอละก็ ไม่มีทางหรอก ไหนจะคุยกับเขาแทบทั้งวัน ไหนจะ... โอ๊ย เยอะ เอาเป็นว่าใช้ตาตุ่มดูยังรู้เลย”

...และคำพูดนั้นของอ้อ ก็เป็นจุดเปลี่ยนผันชีวิตของฉันก็ว่าได้

ฉันเริ่มมองเขาในแบบใหม่ ว่าบางที... เน้นว่าบางทีนะ

...เขาอาจจะคิดกับฉันเกินคำว่า เพื่อน

และเมื่อลองมองในมุมมองแบบนั้น ฉันก็พบว่า... มีโอกาสไม่น้อยเลยว่าจะเป็นแบบที่อ้อพูดจริงๆ

แต่ก็นะ ฉันไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองให้มากนัก ก็ฉันทั้งอ้วน ทั้งเตี้ย จมูกก็บาน แถมสิวยังเขรอะ บุคลิกก็ไม่ค่อยดี สมองก็แย่ จะมีใครหลงมาชอบฉันบ้างล่ะ ถ้าไม่ตาถั่วก็คงหาผู้หญิงไม่ได้แล้วจริงๆ นั่นแหละ

หนึ่งปีผ่านไป ที่ฉันมองเขาว่าเป็น เพื่อนต่างเพศ ที่สนิทที่สุด

หนึ่งปีมานี้ ฉันมองเขาแบบเพื่อนจริงๆ ไม่มีอะไรแอบแฝงเลยแม้แต่น้อย และฉันก็พยายามมองว่า เขามองฉันในแบบเดียวกัน

แต่ไม่ว่าฉันจะเอาเรื่องนี้ถามใคร ร้อยทั้งร้อยต่างก็ยืนยัน นั่งยัน นอนยัน ว่าดนย์จีบฉันอยู่จริงๆ

และนั่น... ก็ทำให้ฉันเริ่มหวั่นไหว

ตอนนั้นฉันไม่รู้ตัวว่าหวั่นไหวหรอก ไม่รู้เลยแม้แต่นิด เพราะชีวิตของฉันไม่เคยสัมผัสเลยว่าความรัก ความหวั่นไหวนั้นคืออะไร

ฉันไม่รู้จักมัน... ความรักเป็นอย่างไร

ไม่เลยแม้แต่นิดเดียว...

 

และวันหนึ่ง ดนย์ก็เข้ามาพูดกับฉัน ในเรื่องเกี่ยวกับความรักของตัวเขาเอง อย่างที่ฉันไม่เคยคาดคิดมาก่อน

“นี่ๆ เราแอบชอบอ้อเพื่อนเธออ่ะ เราควรทำไงดี”

หัวใจของฉันรู้สึกเจ็บแปลบเล็กน้อย... แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ตอนนั้นฉันคิดเพียงแค่ว่า ถ้าคู่นี้รักกันจริงแล้ว ฉันคงจะมีเพื่อนคุยน้อยลงไป เพราะเขาสองคนจะคุยกันมากจนไม่ได้คุยกับฉันเยอะเหมือนเดิม

ฉันคิดแค่นั้นแหละ... ก็แค่หวงเพื่อนเท่านั้น ไม่ใช่ความรักอะไรหรอก

และเพราะฉันนี่แหละ ที่เป็นแม่สื่อให้สองคนนั้นได้เป็นแฟนกันจริงๆ

 

หลังจากนั้นไม่นาน ฉันทะเลาะกับอ้อ

แม้ฉันจะทะเลาะกับเพื่อนคนเดียว แต่ฉันกลับเสียเพื่อนถึงสองคน นับจากวันนั้น ฉันไม่ได้คุยกับผู้ชายที่ชื่อดนย์อีกเลย เขาบล็อกเฟสฉัน บล็อกไลน์ บล็อกแม้กระทั่งเบอร์โทร ซึ่งก็ไม่เคยโทรคุยกันอยู่แล้วตั้งแต่แรก

ความเย็นชาของเขาในวันนั้น ทำให้ฉันได้รู้ว่า...

...ความรักนั้น มีรสชาติเป็นอย่างไร

ฉันรักเขามากจริงๆ รักมากมานานแล้ว

แต่กลับไม่เคยรู้ตัวเลย... ว่ารัก

 

แย่หน่อยตรงที่ฉันรู้จักความรักตอนที่สูญเสียมันไปแล้ว

ฉันพยายามลืมเขา เฝ้าบอกตัวเองว่าเขาไม่ได้คิดอะไรกับฉันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

แต่ไม่รู้ทำไม ทันทีที่คิดว่าจะลืมเขาได้ เขาจะโผล่มาทำดีกับฉันให้ฉันลืมเขาไม่ลงทุกครั้งไป

หนึ่งปีที่ฉันต้องเฝ้าทุกข์ทรมาน หนึ่งปีที่ฉันต้องมองความหวานแหววของคนสองคน คนสองคนที่เป็นตัวต้นเหตุให้ฉันรู้จักความรัก... และความเจ็บปวดจากการสูญเสียความรัก

 แม้ฉันกับอ้อจะไม่ได้ทะเลาะกันแล้ว แต่ผู้ชายที่ชื่อดยน์ยังคงไม่พูดไม่คุยกับฉันเลย

ถึงแม้ฉันจะไม่มีสิทธิ์แตะต้องเขาอีกต่อไป แต่ขอให้เขากลับมาคุยกับฉันซักนิด... จะเพื่อน หรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่ต้องเหมือนเมื่อก่อนก็ได้ ขอแค่คุยกันซักหนึ่งในสิบของเมื่อก่อนก็พอแล้ว

แต่ก็นั่นแหละ มันก็เป็นได้แค่ความฝันลมๆ แล้งๆ

ฉันทนมามากพอแล้ว หนึ่งปีนี้มันเกินไปจริงๆ

 สุดท้าย ฉันตัดสินใจที่จะหนีไปพักร้อน... พักหัวใจจากการเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นี่จึงเป็นที่มาของทริปหนีรักไปพักร้อน ที่พัทยา ห้าวันสี่คืน

ปิดเทอมในฤดูร้อนนี้ หวังว่าเกลียวคลื่นและหาดทรายจะช่วยพัดพาความเจ็บนี้ออกไปได้บ้าง

 

แต่ภาพตรงหน้านี้ ก็ตอกย้ำได้เป็นอย่างดีว่าฉันคิดผิด

...เมื่ออ้อกับดนย์กำลังเดินเคียงคู่กัน เข้ามาในโรงแรมที่ฉันพักอยู่

มิหนำซ้ำ ทางที่ทั้งคู่จะเดินไป... พวกเขาเดินเข้ามาหาฉัน

            นี่ฉัน... ทำไม...

ทำไมฉันถึงเลือกหนีมาพักร้อนที่นี่กันนะ

อยากจะเอาหัวโขกพื้นให้สลบๆ ไปซะตรงนี้ เผื่อจะลืมไปว่าฉันเคยรักใครคนหนึ่งมากแค่ไหน

ความจริงนั้น ความจริงที่อยู่ตรงหน้า ฉันไม่อยากเผชิญกับมัน!

 “อ้าวปิ่น!” อ้อร้องทัก “เป็นไงบ้าง”

“ก็... ดีแหละ”

จะให้ตอบได้ยังไงว่า กำลังป่วยใจเรื่องความรักที่มีให้กับแฟนของเธอ มันอึดอัดรู้ไหม

ดังนั้น ขอร้องเถอะอ้อ... ขอร้อง อย่าพูดอะไรอีก ฉันยังไม่พร้อมจะรับรู้อะไรทั้งนั้น

แต่หัวใจก็ไม่เคยเชื่อฟังคำสั่งจากสมองเลยซักครั้ง เมื่อมันเต้นโครมครามในอกอย่างรุนแรงในทันทีที่ได้สบตากับผู้ชายที่ชื่อดนย์

“มาเที่ยวเหมือนกันเหรอ” คราวนี้เป็นดนย์ที่ถามขึ้น

“อะ... อื้ม ใช่”

ฉันโกหกเนียนหรือเปล่านะ เขาจะรู้ไหมว่าจริงๆ แล้วฉันหนีความสวีทหวานแหววของพวกเขามา ให้ตายเถอะ! ความเขินนี่มันอะไรกัน ทำไมรู้สึกทำอะไรไม่ถูกเลยซักนิด โอ๊ย!

“พักที่ไหนอ่ะปิ่น” คำถามของอ้อเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงของฉันให้กลับมาอีกครั้ง

“อ๊ะ... ดะ... ได้เวลานัดแล้วล่ะ ฉันต้องไปแล้วนะ บ๊ายบาย” ฉันรีบวิ่งออกมาทันที

ภาพบาดตาบาดใจนั่น ไม่อยากเห็นอีกแม้แต่วินาทีเดียว

 

สุดท้ายการหนีมาพักร้อนของฉันก็ล้มไม่เป็นท่า...

ทั้งที่อาหาร สถานที่ และบรรยากาศของทะเลหาดจอมเทียนนั้นไม่ได้เปลี่ยนไปจากวันแรกแม้แต่วันเดียวแท้ๆ แต่ฉันกลับไม่รู้สึกสนุกซักนิด

ช่างเถอะ อีกสองวันฉันก็จะกลับแล้ว ทนอีกนิด...

ทนอีกนิดเดียวเท่านั้น...

นิดเดียว...

 

ไม่ว่าอย่างไร ฟ้าก็เล่นตลกกับฉันเสมอ

ครั้งนี้ก็เช่นกัน...

อยู่ๆ ดนย์ก็เดินเข้ามาทักฉันเพียงลำพัง

ฉันอยากจะกรีดร้องกับการกระทำของเขาเหลือเกิน... ทำไมนะ ทำไม ทั้งที่ฉันอยากจะลืมเขาใจจะขาด

...ทำไมเขาต้องมาทำให้ฉันหวั่นไหวด้วย!

“ทำไมถึงมาเที่ยวที่นี่อ่ะปิ่น”

“ไม่รู้สิ”

“เนี่ย รู้ไหม วันก่อนนะ เราไปที่...” เขาเล่าอะไรยืดยาวให้ฉันฟัง แต่โสตประสาตหูของฉันไม่รับรู้เสียงเล่าของเขาอีกต่อไป

ทุกอย่างมันอื้ออึงไปหมด ความรู้สึกหลายๆ อย่างตีกันในตัวอย่างรุนแรง

ระหว่างหัวใจที่ชอบ กับสมองที่ไม่ต้องการ

แต่สมองนั้นมีสิ่งที่เรียกว่า ความถูกต้อง อยู่ มันจึงเอาชนะหัวใจไปได้อย่างฉิวเฉียด

ฉันได้แต่จ้องเขาตาเขียว ทำสีหน้าไม่พอใจ เผื่อเขาจะรู้ตัวซักทีว่าฉันไม่ชอบให้เขามาทำแบบนี้มากแค่ไหน

“...เฮ้! นี่เธอ ฟังเราป่ะเนี่ย”

ฉันเลือกที่จะเงียบ ทำสีหน้าไม่พอใจมากขึ้นอีก เผื่อเมื่อกี้เขาจะไม่ทันสังเกตเห็น

“ฮัลโหลๆ” เขาโบกมือผ่านหน้าฉันไปมา “ยังมีชีวิตอยู่ไหม”

เหมือนเขาจะไม่รู้จักศาสตร์ในการอ่านสีหน้าคนเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่ฉันแสดงสีหน้าออกอย่างชัดเจนขนาดนี้แท้ๆ เชียว... ต่อให้เป็นเด็กอนุบาลยังพอดูออกเลยว่าฉันรู้สึกยังไง

“เฮ้...” เขาเอามือขึ้นมาจะแตะตัวฉัน แต่ฉันปัดมันออกไป

...ขืนถ้าฉันปล่อยให้เขาจับตัวฉันจริงๆ ขึ้นมา ฉันคงลืมเขาไม่ลงไปอีกนาน

“พอซักที”

น้ำเสียงฉันดูราบเรียบได้อย่างน่ากลัว ชนิดที่ว่า ชีวิตนี้ฉันไม่เคยคิดมาก่อนว่าเสียงของตัวเองจะดูน่ากลัวได้ถึงขนาดนี้

ดนย์ดูชะงักไปซักพัก... ในที่สุดก็ดูออกซักทีสินะว่าฉันอยากให้นายเลิกทำแบบนี้มากแค่ไหน

“เธอโกรธอะไรของเธอเนี่ย” เขาถามเสียงอ่อน

“ไม่ได้โกรธ”

ใช่ ฉันไม่เคยโกรธเขาเลย ลึกๆ แล้วฉันต้องการให้เขาทำแบบนี้ตลอดไป ท่าทางแบบนี้ของเขา ฉันเคยโหยหามันมาตลอด... แต่ด้วยความถูกต้อง ในเมื่อเขามีแฟนเป็นตัวเป็นตนแล้ว ฉันไม่ควรจะหวั่นไหวกับเขา

แต่ในเมื่อฉันห้ามหัวใจของตัวเองไม่ได้ สิ่งเดียวที่ฉันทำได้คือการห้ามการกระทำของเขาเท่านั้น

“งั้นเธอทำแบบนี้ทำไม”

“ไม่ต้องรู้หรอก”

“ทำไมอ่ะ”

“ฉันไม่อยากบอก เลิกถามได้แล้ว”

“บอกหน่อยน่า นะๆๆ นี่ก็ปิดเทอมแล้ว เจอหน้าเธออีกทีก็นู่น เปิดเทอม ตอนนั้นก็ลืมหมดแล้วแหละ เพราะงั้นบอกมาเหอะ”

ถ้าฉันบอกว่าฉันชอบเขา... เขาจะลืมมันลงได้เหรอ

ยิ่งเขารักกับแฟนเขาปานจะกลืนกินขนาดนั้น... ดีไม่ดีฉันอาจได้ขาดกับอ้อเป็นรอบที่สอง

แต่คิดๆ ดู บอกไปเลยก็ดีเหมือนกันแฮะ เขาจะได้เลิกยุ่งกับฉันซักที ฉันก็จะได้ระบายความอึดอัดนี้ออกไป

“ถ้าอยากรู้นัก ปีหน้าค่อยมาถามแล้วกัน... ปิดเทอมตอนจบมอหกน่ะนะ”

สุดท้ายฉันก็เลือกที่จะเก็บมันไว้กับตัวตลอดไป... คนอย่างเขาน่ะไม่มีทางจำเรื่องเล็กๆ แค่นี้ได้ถึงหนึ่งปีหรอก ถ้าไม่บอกแบบนี้เขาก็คงไม่เลิกถามฉันง่ายๆ และถึงเขาจำได้และมาถามจริงๆ ฉันก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดบังเขาอีก

ความกลัวที่จะเข้าหน้ากันไม่ติดหลังบอกรักไป... มันไม่มีผลในวันสุดท้ายที่ได้เจอกันหรอก

“แน่ะ พูดแล้วไม่คืนคำนะ” เขาฉีกยิ้ม ก่อนจะเดินจากไป

ให้ตาย... เขาเคยรู้ตัวบ้างไหมว่ารอยยิ้มของเขากระชากใจฉันได้รุนแรงแค่ไหน

 

ฉันไม่เจอดนย์กับอ้ออีกเลย ซึ่งมันก็เป็นตามที่ฉันหวังไว้ทุกประการ

มันเกือบดีอยู่แล้วเชียว... ถ้าไม่มีวันสุดท้ายของทริป หนีรักไปพักร้อน ของฉัน และของพวกเขาทั้งสองคน

ดนย์เดินมาทักฉันในตอนเช้าเพียงลำพัง ไร้ซึ่งเงาของอ้ออยู่ข้างกาย

“ว่าไง”

“ก็ดี” ฉันตอบสั้นๆ และทำเป็นไม่สนใจเขา แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นแรงขึ้นทุกทีๆ

“เราขอปรึกษาอะไรหน่อยได้ไหม” ดนย์ถาม พร้อมกับส่งสายตาเว้าวอนอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นจากเขา “ขอร้องล่ะ ออกไปคุยกันที ได้ไหม”

“ไม่...” ฉันตอบแบบอัตโนมัติ แต่เมื่อเห็นแววตาเศร้าสร้อยของเขาแล้ว ก็ทำเอาฉันใจอ่อน “ก็ได้ ไปสิ”

ดนย์จับมือฉันทันทีที่ตอบตกลง เขาจูงมือฉันออกไปนอกล็อบบี้โรงแรม ฉันสัมผัสความเกร็งที่มือเขาได้อย่างชัดเจน... คงจะมีเรื่องที่เครียดน่าดู และคงจะบอกอ้อไม่ได้ ถึงต้องมาหาฉันแทน

แม้จะเป็นแค่ตัวเลือกที่สองก็ตามทีเถอะ แต่ฉันก็แอบดีใจที่อย่างน้อยเขาก็ยังเลือกตัวเลือกที่สองนี้

โมเมนต์จับมือกัน เดินไปตามทะเล... โอย ฉันอยากจะหยุดเวลาไว้ตรงนี้จริงๆ

จะว่าฉันเห็นแก่ตัวก็ว่าได้ เพราะถึงอย่างไร ส่วนลึกๆ ของทุกคนนั้นก็เรียกร้องหาความสุขให้ตัวเองกันทั้งนั้นแหละ แค่มีสิ่งที่เรียกว่าความถูกต้องมาป้องกันไม่ให้ทำในสิ่งผิดๆ เท่านั้นเอง

ซึ่งฉันก็ได้แต่คิดเท่านั้นแหละ... จะให้ทำจริงก็คงไม่

“โอเค ตรงนี้แหละ” ดนย์ปล่อยมือฉัน “จากนี้ไป ช่วยรับฟังจนจบทีนะ”

“อืม” ฉันตอบตกลง

“คือ... เราอยากมีความรัก” ดนย์โพล่งขึ้นมา

“ฮะ อะไรนะ” ฉันอ้าปากค้าง

ตกใจ ช็อก ทึ่ง ยังไงดี ไม่รู้ว่าแบบนี้เรียกว่าอยู่ในอารมณ์ไหนเลย คือไม่คิดจริงๆ ว่าคนอย่างเขาจะพูดประโยคแบบนี้ออกมา

อยากจะถามจริงๆ เลยว่า ที่สวีทหวานแหววกับอ้อทั้งวันนั่น ยังเรียกว่ามีความรักไม่พออีกหรือไง!

“เราอยากมีความรัก... จริงๆ นะ”

“ก็เอาเวลานี้ไปอยู่กับอ้อสิ จะได้รู้สึกมีความรักซักที นายควรเอาไปปรึกษาอ้อนะ ไม่ใช่ฉัน”

“ปรึกษาเธอนั่นแหละ ถูกแล้ว”

คำตอบนั้นของดนย์ทำฉันขมวดคิ้วอย่างงุนงง

“นี่เธอไม่เคยรู้ตัวจริงๆ เหรอฮะปิ่น”

“ฮะ ระ... รู้อะไรเหรอ”

“เธอนี่มัน... จริงๆ น้า” ดนย์ถอนหายใจและทำสีหน้าปลงเต็มที่ “เราเลิกกับอ้อเมื่อวานแล้ว”

“ฮะ... ทำไมล่ะ ดูรักกันจะตายนี่ ก็พวกนาย ทำไม...” ฉันถามเขา โอย สับสน งงไปหมด จะเรียบเรียงคำให้ถูกยังทำไม่ได้ เหมือนลิ้นมันพันกันอยู่ในปาก เหมือนไม่ได้พูดตามที่สมองสั่งเลยซักนิด

“เราไม่ได้รักอ้อ และไม่เคยรักอ้อเลย เราเพิ่งจะรู้ตัวว่ามันเป็นแค่ความสนิทแบบเพื่อนกันเท่านั้น เราเคยคิดว่าเราชอบอ้อเพราะอ้อสวย น่ารัก มีเสน่ห์ แต่ก็ไม่เลย มันเป็นแค่ความชื่นชมในความสวยเท่านั้น... ไม่เคยรู้สึกหวือหวาแบบคนรักเลยซักครั้ง อ้อเองก็รู้ และเราทั้งคู่ก็รู้สึกเหมือนกัน เธอเป็นคนบอกให้เราเลิกกันเอง แต่ขอให้ไปเดทกันเป็นครั้งสุดท้ายแทนคำจากลา”

ไม่มีเสียงใดออกมาจากปากของฉัน... หรือเรียกให้ถูกก็คือ ฉันไม่สามารถขยับได้เลยแม้แต่น้อย

“แล้ว... นายจะทำไงต่อ”

“เธอเคยเป็นเพื่อนที่ดีของเราคนหนึ่งนะปิ่น หวังว่าคงจะจำได้...” ดนย์พูดต่อ

แน่นอน ใครจะจำไม่ได้กันล่ะ ก็นายคือคนสำคัญของฉันนี่นา ฉันสิต้องเป็นฝ่ายถามนายว่า นายยังจำได้อยู่เหรอว่าเราเคยเป็นเพื่อนที่สนิทกันขนาดไหน...

“ตอนนั้นเราก็คิดว่า เราสองคนเป็นเพื่อนกัน... แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับเธอน่ะ มันไม่เหมือนเพื่อนๆ คนอื่นเลย”

“ละ... แล้ว... มันยังไง”

ใจเต้นตึกตักไปหมดแล้ว ให้ตายเถอะ! ถ้ามันออกมาเต้นข้างนอกได้มันคงออกมานานแล้ว ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่านะ แต่เขาขยับเข้ามาใกล้ฉันมากขึ้นเรื่อยๆ

“เรามีความสุขมากตอนที่ได้อยู่กับเธอ มีความสุขที่ได้แกล้งเธอ มีความสุขที่เห็นเธอทำหน้างอนตุ๊บป่องใส่ มันก็เหมือนว่าชอบนั่นแหละ แต่...” ดนย์ถอนหายใจเบาๆ “ใครจะคิดล่ะ ว่าตัวเองจะมีรสนิยมต่ำขนาดชอบคนอย่างเธอได้”

“นี่ หมายความว่าไงฮะ” ฉันตวาดใส่ แต่ก็แอบอมยิ้มเล็กๆ... ถ้าฉันไม่ได้เข้าข้างตัวเองจนเกินไป เมื่อกี้เหมือนจะได้ยินคำว่าชอบจากเขาหน่อยนึง

“คนอะไร หน้าตาก็ดูไม่ได้ สิวฟ้ากระดำกระด่างเต็มหน้า อ้วนก็อ้วน ชาตินี้จะหาแฟนได้ไหมก็ไม่รู้ ยืนคู่กับเพื่อนเธอทีไร เหมือนนางฟ้าอยู่คู่กับหมาถูกสาดน้ำกรดใส่หน้า... โอ๊ย กว่าเราจะรู้ตัวว่าชอบไอ้หมาถูกน้ำกรดสาดใส่หน้าตัวนั้น เราก็ดันเป็นแฟนกับนางฟ้าคนนั้นไปแล้ว”

โอเค... ตอนนี้ ต่อให้ไม่คิดเข้าข้างตัวเอง คำพูดของเขาก็บ่งบอกจนไม่สามารถคิดอย่างอื่นได้อีกแล้ว

นี่ฉันไม่ได้ฝันไปจริงๆ ใช่ไหม

ให้ตายเถอะ...

พระเจ้า! บอกฉันทีว่ามันไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

เขากำลังบอกรักฉันจริงๆ ใช่ไหม

“เราพยายามจะลืมเธอไป แล้วมอบความรักให้กับอ้อ แต่เราทำไม่ได้... ยิ่งพยายามลืมกลับยิ่งจำ เราพยายามลืมด้วยการเลิกคุยกับเธอ เลิกยุ่ง เลิกมองหน้า บล็อกช่องทางสื่อสารทุกทางไปหมด แต่สุดท้ายก็ไม่เคยทนได้ถึงเดือนเลยซักครั้ง”

ให้ตาย... เขากำลังทำฉันน้ำตาไหล

เราช่างเหมือนกันจริงๆ ที่กว่าจะรู้ตัวว่ารักก็สายเกินไป

“ความผิดเราเองที่รู้จักคำว่ารักสายเกินไป ดังนั้น...” ดนย์ทำหน้าจริงจัง “ขอโอกาสเราซักครั้งนะปิ่น เราอยากจะมีความรักจริงๆ ซักครั้ง ตอนนี้เรารู้แล้วว่าเราไม่ได้ต้องการคนสวยเลยซักนิด เราต้องการคนที่อยู่ด้วยแล้วมีความสุข และเราขอร้อง...”

“...คนนั้นน่ะ เป็นเธอได้ไหมปิ่น”

“ฉันขอโอกาสที่จะจีบเธออย่างจริงจัง ได้ไหม”

ณ จุดจุดนี้ ฉันไม่อยากจะได้ยินอะไรอีกแล้ว อยากจะหยุดเวลาไว้ตรงนี้เลย ไม่อยากจะได้ยินประโยคต่อไป เขาจะพูดว่าล้อเล่นหรือเปล่า กลัวว่าเหตุการณ์ต่อจากนี้จะทำให้มันไม่ได้เป็นแบบนี้อีก หรือถ้านี่เป็นความฝัน ฉันก็อยากจะขอไม่ให้ตัวเองตื่นจากฝันดีนี้อีกเลย

อยากจะทรุดลงไปกับพื้น ปล่อยโฮซักที แล้วตอบตกลงเขาไปซะ

แต่เพื่อนๆ ที่โรงเรียนจะเข้าใจฉันจริงๆ หรือ...

“เพื่อนที่โรงเรียนจะคิดยังไง” ฉันแทบจะกัดลิ้นตัวเองเมื่อต้องพูดประโยกที่คล้ายๆ จะปฏิเสธ ทั้งที่หัวใจอยากจะตอบตกลงใจแทบขาด “นายเลิกกับอ้อแค่วันเดียว แล้วก็มาหาฉันทันที ฉันไม่ถูกมองว่าเป็นมือที่สามหรือไง โรงเรียนเราน่ะข่าวเร็วจะตายชัก ยิ่งนายกับอ้อน่ะก็ดังไม่ใช่ย่อย คนอื่นจะคิดยังไงกับฉันล่ะ”

“พูดแบบนี้แสดงว่าไม่รังเกียจเราใช่ไหมปิ่น” เขาอมยิ้ม ทั้งๆ ที่เพิ่งได้รับคำกึ่งๆ ปฏิเสธเนี่ยนะ แต่เขายังยิ้มแบบนี้ได้อีก เห็นแล้วรู้สึกหมั่นไส้เป็นบ้า

“ถ้าเธอกลัว เราคุยกันแค่ทางไลน์อย่างเดียวก็ได้นะ ข้างนอกก็ทำตัวเหมือนเดิมซักพัก พอถึงเวลาที่เหมาะสมค่อยเปิดเผย ขอแค่โอกาสให้ฉันได้จีบเธอเท่านั้นแหละ ได้ไหม”

ฉันอึ้ง เงียบ ไม่รู้ว่าควรตอบเขาว่าอะไรดี มันสับสนไปหมด... เกิดมาในชีวิตเพิ่งเคยถูกบอกรักครั้งแรก

รู้แค่ว่าตอนนี้ฉันน้ำตาไหลด้วยความยินดี และเขาที่อยู่ตรงหน้ากำลังบอกรัก... ฉันรู้แค่นั้นจริงๆ

แค่คำบอกรักของเขาแค่คำเดียว แต่กลับส่งผลให้ฉันเป็นได้ขนาดนี้

ไม่เคยคิดมาก่อนเลย ว่าความรักมันเปลี่ยนคนได้มากขนาดไหน

“เอาเป็นว่าเธอไม่ปฏิเสธ ก็เป็นอันว่าตกลง” ดนย์ยิ้มกว้าง เขาหยิบโทรศัพท์มือถือของเขาขึ้นมา และไม่นานโทรศัพท์ของฉันก็สั่น “รู้ไหมเราแทบจะเป็นบ้า เธอน่ะเย็นชาใส่เราตลอดที่มาพัทยานี่เลยรู้เปล่า นึกว่าจะโดนเกลียดซะแล้ว”

แจ้งเตือนอันหนึ่งเด้งขึ้นที่หน้าโทรศัพท์ ข้อความไลน์จากเขา... ไลน์ที่เขาบล็อกฉันไปเกือบปี

สวัสดีครับที่รัก... นี่คือคำที่เขาส่งมาเป็นคำแรก

เขินชะมัดเลยให้ตาย!

083-674-398X บล็อกเบอร์ไปทำไมก็ไม่รู้ ในเมื่อจำได้ขึ้นสมอง” ดนย์บ่นขึ้น “ยังไม่เปลี่ยนเบอร์ใช่ไหมครับที่รัก”

“ใครที่รักนายกันยะ ไอ้บ้า” ฉันตอบกลับอย่างเขินๆ “ถ้านายยังจีบฉันไม่ติด ไม่มีสิทธิ์ใช้คำนั้น รู้ไว้ซะ แล้วก็ลบคำนั้นออกจากชื่อฉันเลย”

ฉันรีบแย่งโทรศัพท์เขามาลบชื่อที่เขาจะเมมเบอร์ของฉันไป ให้ตาย... สุดที่รักที่กำลังตามจีบอยู่ เขาใช้สมองส่วนไหนคิดชื่อกันเนี่ย

“งั้นก็เอาแบบนี้แล้วกัน” เขาแย่งโทรศัพท์ของเขากลับไปพิมพ์ยึ้กๆ ก่อนจะโชว์หน้าให้ฉันดู “หมาถูกน้ำกรดสาดใส่ โอเคไหม”

“ชื่อปิ่นนี่ เรียกไม่ได้หรือไง ทำไมต้องสรรหาชื่อบ้าๆ หลุดโลกมาให้ด้วย”

“เรียกแบบนั้นก็ไม่ใช่คนพิเศษน่ะสิ แบบนี้แหละดีแล้ว”

อืม... ก็สมกับเป็นเขานั่นแหละนะ

ฉันยิ้มอย่างมีความสุข... ถ้าใครถามว่า ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดของคุณคือตอนไหน ฉันจะตอบอย่างไม่ลังเลว่า ตอนนี้เนี่ยแหละ ตอนที่ความปรารถนาหนึ่งปีของฉันเป็นจริง

“อยากรู้ไหมว่าวันนั้นฉันโกรธอะไร” ฉันถามขึ้น

“เอ้า! ไหนบอกว่าจะบอกตอนปิดเทอมมอหกไง”

“ไม่จำเป็นแล้วล่ะ” ฉันหัวเราะเบาๆ “สรุปว่าอยากรู้ไหมล่ะ”

“ไม่อ่ะ แต่เห็นเธออยากเล่า ก็อยากรู้ก็ได้นะ”

“เปล่า งั้นก็ไม่เล่า” ฉันตอบยิ้มๆ รู้ว่ายังไงเขาก็ต้องบอกว่าอยากรู้แน่ๆ

“เฮ้ย อยากรู้สิอยากรู้! เล่ามาเลย”

“เพราะฉันชอบนายไง ฉันอยากจะลืมนาย แต่นายมาทำแบบนี้ฉันก็ลืมไม่ลง ฉันถึงโกรธไง”

เมื่อฉันพูดจบเขาก็ยิ้มกว้างทันที

“เราชอบเธอ เธอชอบเรา งั้นเราจะจีบเธออีกทำไม มาเป็นแฟนกันเลยมา”

“ไม่เอา” ฉันย่นจมูกเล็กน้อย “ส่วนนั้นกับส่วนนี้มันคนละส่วนกัน ชอบไม่ได้หมายว่าจะเป็นแฟนซักหน่อย เคนะ”

“ได้คร้าบ งั้นจะตามจีบทุกเช้าเย็นให้เธอใจอ่อนเลยครับที่รัก เตรียมใจไว้ให้ดีๆ ล่ะ”

 

สุดท้ายการหนีมาพักร้อนของฉันก็ล้มไม่เป็นท่า...

จุดประสงค์ที่ฉันอยากมาที่นี่เพื่อลืมเขา แต่มันก็ไม่สำเร็จ

แต่พังไม่เป็นท่าแบบนี้... ฉันยิ่งกว่ายินดีที่จะให้มันพัง

 

นี่ปิ่น ทำไมเธอถึงไม่รับรักนายดนย์ซักทีล่ะอ้อ เพื่อนรักของฉันถามขึ้น

“ไม่รู้สิ อาจจะตอนจบมอหกมั้ง” ฉันตอบอ้อ เพื่อนเพียงคนเดียวที่รู้ว่าฉันกับดนย์เป็นอะไรกัน

“โอ๊ย รีบๆ รับรักเค้าได้แล้ว นายนั่นน่ะเป็นคนดีจะตาย ฉันกล้ายืนยัน นั่งยัน นอนยันเลย” อ้อตบหลังฉันเบาๆ “นายดนย์นั่นมาบ่นให้ฉันฟังทุกวันแล้วเนี่ย แถมยังมาโทษฉันอีกว่าเป็นเพราะฉันสวยเกินไป มันถึงต้องเสียเวลาเป็นปีกว่าจะได้รู้จักความรักที่แท้จริง ติงต๊องเป็นบ้า”

“ฉันไม่อยากให้เพื่อนในรุ่นคนไหนรู้น่ะ”

“อ๋อ เรื่องนั้นน่ะเอง” อ้อพูด “อยากให้ฉันบอกไปว่าฉันหักอกนายดนย์ยับเยินไหมล่ะ จะได้ไม่มีข่าวมือที่สามอย่างที่เธอกังวล”

“ดนย์เล่าให้เธอฟังอีกแล้ว?” ฉันถามเสียงสูง “ให้ตาย เธอจะสนิทกับเขามากกว่าที่ฉันสนิทกับเขาแล้วนะ”

“ก็แหม... พอไม่ต้องคิดว่าเป็นแฟนกัน พอคิดว่าเป็นเพื่อนเท่านั้นแหละ อะไรๆ ที่เคยเกรงใจก็หายไปซะหมด ก็เลยสนิทกันมากขึ้นไง” อ้อพูดยิ้มๆ

“ฉันสิ ยังไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาจีบฉันจริงๆ เฟสฉันเขาก็ยังบล็อกอยู่เลย อ้างว่ามันอินดี้ดี”

“นี่...” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากข้างหลัง ไม่ใช่อ้อ ไม่ใช่ใครอื่นไกล

ดนย์นั่นเอง...

 “ถ้าทำขนาดนี้แล้วยังไม่เชื่ออีก ต้องให้ยกขันหมากมาเลยไหมฮะ”

“เฮ้ย ปะ... เปล่า ไม่ได้หมายความว่าแบบนั้นซักหน่อย”

“นี่คุณปิ่นครับ ใจคอจะให้ผมรอไปถึงจบมอหกเลยจริงๆ เหรอครับ”

“ใช่” ฉันตอบทันทีแบบไม่ต้องคิด

“ใจร้ายเป็นบ้า” ดนย์ทำหน้ามุ่ย “แต่ทำไงได้ คนมันรัก ก็ต้องยอมทุกอย่างแหละ”

“นี่ดนย์”  อ้อขัดขึ้น “ทำไมตอนคบกับฉันไม่เคยพูดแบบนี้มั่งฮะ ฉันก็อยากได้คำพูดแบบนี้บ้างนะเนี่ย คนอะไรเสี่ยวเป็นบ้า”

“รั่วอย่างเธอน่ะไม่ต้องหรอก” ดนย์แหวใส่

“งั้นฉันไปก่อนล่ะ เป็น ก.ข.ค. มานานพอละ บ๊ายบาย” อ้อยิ้มอย่างสดใส ก่อนจะรีบหนีออกไปนอกห้องทันที

“เอางี้ ถ้าปิ่นยังไม่อยากเป็นแฟนกับเรา งั้นเราเป็นแฟนกับปิ่นก่อนก็ได้นะ”

“เอางั้นก็ได้” ฉันตอบขำๆ ในความพยายามของเขา “แต่ฉันยังไม่ได้เป็นแฟนนายนะ จำไว้ให้ดีล่ะ”

“ครับผม” ดนย์ฉีกยิ้มกว้าง พร้อมทำท่าตะเบ๊ะหนึ่งที

ฉันอยากรู้จริงๆ... ว่าถ้าวันนั้นฉันไม่หนีรักไปพักร้อนที่พัทยา ฉันจะได้มีความสุขกับเขาไหมนะ?

 

 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ StarLullaby จากทั้งหมด 23 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

6 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 8 มิถุนายน 2558 / 17:01
    .

    หลังจากที่อ่านเรื่องรักเศร้า รักเหนื่อยๆ ก็มาเจอรักหวานๆต่อ หลากรสดีการประกวดหนนี้ สำหรับเรื่องนี้ก็เป็นการนำเสนอในประเด็นโจทย์การหนี ว่า หนีความรักไปพักร้อนที่ทะเล แต่ก็กลับต้องไปเจอคนรักที่พยายามหนีหน้า จนเป็นเหตุให้เกิดการพลิกผัน

     

    ในส่วนของคะแนน... ส่วนนี้ก็ถือว่าทำได้ดีครับ เป็นอีกเรื่องที่อ่านได้แบบไม่รู้สึกสะดุดเลย การตรวจเช็คภาษาก็ทำได้โอเค

    แต่ไหนๆก็วิจารณ์ทั้งทีแล้ว ก็ขอหยิบจุดเล็กๆมาพูดแทนละกันนะครับ เผื่อไว้พิจารณาสำหรับปรับแก้แต่ไปในผลงานหน้าๆ ก็เป็นเรื่องของ คำซ้ำ ในประโยคเดียวกัน ซึ่งปกติแล้วผมจะมองว่าถ้าต้องใช้คำซ้ำจริง ก็ควรจะใช้ในแง่ลูกเล่นหรือต้องการเสนอแบบตอกย้ำความคิดจะได้ผลดีกว่า แต่สำหรับการใช้คำซ้ำในบทบรรยายทั่วไปแล้วเลี่ยงได้ก็เลี่ยงจะส่งผลดีต่อความไหลลื่นในการอ่านได้เยอะครับ ตัวอย่างที่เจอในเรื่องก็เช่น...

    1) “อิจฉาเธอกันตาร้อนผ่าวๆ กันเป็นแถว” ตัดสักคำออกไปผมว่าความสะดุดหายไปเลยล่ะ  

    2) “แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ตอนนั้นฉันคิดเพียงแค่ว่า...” ตัวเพียงพออกสักคำจะรู้สึกลื่นกว่านี้โดยไม่เสียความหมายที่จะสื่อครับ

                ก็ประมาณนี้เป็นต้น ส่วนคำผิดก็นิดหน่อยเจอจังๆน่าจะแค่ โสตประสาตหู อันนี้ผิดและซ้ำ น่าจะเลือกแค่โสต หรือ หู สักตัวจะดีกว่านะครับ

     

                อีกท่อนส่วนท้ายเหมือนจะคำถามไม่ล้อกับคำตอบนะครับ

    “นี่ปิ่น ทำไมเธอถึงไม่รับรักนายดลย์ซักทีล่ะ” (ถามเหตุผลที่ไม่รับรัก)

    “ไม่รู้สิ อาจจะตอนจบมอหกมั้ง” (ตอบเรื่องเวลา)

                น่าจะถามว่าเมื่อไหร่ถึงจะรับรัก หรือตอบว่ายังเร็วไป อยากให้จบมอหก ก่อน น่าจะใช่กว่านะครับ

     

    #6
    1
    • 8 มิถุนายน 2558 / 17:01

      การนำเสนอในมุมมองของบุคคลที่ 1 ก็ถือว่าทำได้ดีเช่นกันครับ มีการบรรยายสิ่งที่เกิด บรรยายความคิด สลับกับการรำพันของตัวละคร เรียกได้ว่าใช้เอกลักษณ์และจุดเด่นของการบรรยายในรูปแบบนี้ได้อย่างเต็มที่ ทำให้ผู้อ่านสามารถคิด จิตนาการและเข้าถึงความคิดของตัวละครได้เป็นลำดับๆไป และเข้ากับสถานการณ์และเนื้อเรื่อง

      ในส่วนของเนื้อเรื่องนั้น ก็จัดอยู่ในแนวรักกุ๊กกิ๊กตามมาตรฐาน การหักมุมไปเจอรักอีกครั้งระหว่างเที่ยวเองก็ไม่ได้แปลกใหม่อะไรนัก เลยรู้สึกว่าไม่ได้เป็นอิมแพคมากมายอะไร แต่ก็ถือว่านำเสนอมุมมองตัวละครบุคคลที่ 1 ได้ชัดเจนดีครับ สัมผัสได้ถึงความสับสน ความคาดหวัง และการตัดสินใจ ต่างๆนานา ตัวเรื่องก็ให้ข้อคิดที่ดีอย่างว่า สุดท้ายแล้วถ้ารักเกิดจากความรู้สึก การจะคงอยู่ได้ หรือมีความสุขได้ก็ต้องมาด้วยความรู้สึกมากกว่าที่จะเป็นหน้าตา พูดอีกอย่างก็คือ เอาที่สบายใจหรือที่ชอบนั่นล่ะนะ สวยไม่สวยสำหรับบางคนแล้วอาจสำคัญน้อยกว่าสบายใจที่จะอยู่ พูดคุย หยอกล้อ หรือไม่มากกว่า

      โดยรวมแล้วถือเป็นเรื่องสั้นที่อ่านง่ายอ่านเพลินอีกเรื่องหนึ่งครับ แม้จะไม่ได้หักมุมหรือซ่อนเงื่อนรุนแรงอะไร แต่ก็ถือเป็นเรื่องสั้นเบาๆ ที่จบในตัวเองได้ อ่านอย่างสบายใจเลยทีเดียว



      K.W.E.
      วิจารณ์ เมื่อ 18 เม.ย. 58



      เนื่องจากต้องลงคำวิจารณ์ทั้งหมด 44 เรื่อง ผมอาจไม่ได้แวะเวียนมาหน้านิยายเรื่องสั้นๆบ่อย
      หากสงสัยหรือมีประเด็นประการใด หรืออยากพูดคุยทักทายแลกเปลี่ยนความเห็นใดๆ สามารถติดต่อผ่านทางกระทู้หลักได้เลยนะครับ

      http://www.dek-d.com/board/view/3516168/

      พอดีตั้งตอบกระทู้นั้นไว้ เวลามีอัพเดทจะรู้ตัวทันทีน่ะครับ
      #6-1
  2. วันที่ 18 เมษายน 2558 / 23:09
    เข้ามาลงชื่ออ่าน + ให้คะแนนครับผม

    แล้วเดี๋ยวจะตามมาลงคำวิจารณ์ในภายหลังนะครับ
    #5
    0
  3. วันที่ 9 เมษายน 2558 / 16:54
    ตอนอ่านค่อนข้างสับสนว่า ปิ่น กับ ปันใช่คนเดียวกันรึเปล่า แต่ดูท่าว่าคนแต่งจะยังแก้ไม่หมด

    สำนวนภาษาอ่านลื่นไหล จุดนี้ชอบมากเพราะอ่านเพลินไม่สะดุด และดูท่าจะไม่มีคำผิดด้วย
    อ่านแล้วค่อนข้างเดาเนื้อเรื่องได้ แต่มีบางจุดที่เราคิดว่ามันสามารถทำให้สุดๆ กว่าที่เป็น มันจะตรึงใจกว่านี้ได้ค่ะ

    ชอบความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนของอ้อ กับนางเอก (ขอเรียกแบบนี้นะคะ เพราะไม่รู้ว่าจะใช้ปิ่นหรือปันถึงจะถูก) เพราะเป็นเพื่อนกันย่อมเข้าใจเพื่อน และอ้อยังเป็นเพื่อนที่ดีไม่คิดมากเรื่องแฟนที่คบกันอยู่ จริงๆ แล้วชอบเพื่อนของตัวเองอีกด้วย

    อีกอย่างคือ ตอนที่นางเอกคิดจะเก็บความลับเรื่องที่ว่าเธอโกรธอะไรแล้วค่อยเล่าให้ดนย์ฟังตอนจบม.หก เราคิดว่าหากลองเปลี่ยนบทให้นางเอกยังเก็บความลับเอาไว้จริงๆ คงจะดี เรื่องจะได้มีอะไรลุ้นขึ้นมาหน่อย

    โดยรวมอ่านแล้วได้ความเพลิดเพลิน และชื่นชมมิตรภาพดีๆ ของเพื่อน
    ขอให้ได้เข้ารอบสุดท้ายนะคะท่านสตาร์ลัลลาบาย  ( ' w ' )Y
    #4
    1
  4. วันที่ 7 เมษายน 2558 / 12:06
    เรื่องนี้สมควรได้คะแนนพิเศษ เพราะรูปไอคอน (ใครวาดนะ ช่างดูดีอย่างเหลือเชื่อ 555+)
    // กลับมาก่อน อย่าเพิ่งเตลิด

    ช่วงแรก แอบงงเรื่องชื่อตัวละคร
    อ้อจะเรียกตัวเอกว่า "ปัน" ส่วนดนย์จะเรียกว่า "ปิ่น" คงเป็นชื่อเล่นกับชื่อจริง(ย่อ)สินะครับ

    โดยรวมผมคิดว่า เรียบง่ายไปหน่อย เรื่องอ่านเพลินแต่ไม่มีจุดพีค
    แล้วความรู้สึกร่วม(ของผม)ก็ขึ้นๆ ลงๆ เพราะเรื่องราวจะทำให้ลุ้นแล้วพัก ลุ้นแล้วพัก...

    ถามว่าชอบอะไรในเรื่องนี้ คงเป็นมิตรภาพและความมุ้งมิ่งของตัวละคร
    ทว่า มันไม่สุด มีบางอย่างให้ความรู้สึกขัดแย้ง หรือขาดหายไป
    อย่างเรื่องที่อ้อกับดนย์คบกัน ทั้งที่ช่วงแรกอ้อก็เชียร์ตัวเอก และท่าทีของดนย์

    อีกอย่าง รู้สึกบทสนทนาค่อนข้างเยอะไป ทำให้บางช่วงขาดความน่าสนใจ
    บางบทไม่พูดก็ได้ ลดลงบ้างอาจจะช่วยให้กระชับและลื่นไหลขึ้น

    แถมท้าย
    ถ้าเทียบกับเรื่อง"วันสุดท้าย"ของปีที่แล้ว ผมชอบเนื้อเรื่องของปีก่อนมากกว่า เพราะน่าสนใจกว่า
    แต่เรื่อง"ตัดใจ" ก็พัฒนาในเรื่องสำนวน ความมุ้งมิ้งขึ้นมาครับ

    ขอให้เรื่องได้เข้ารอบสุดท้ายนะครับผม ^^
    #3
    1
  5. วันที่ 2 เมษายน 2558 / 00:49
    อ่านในบอดแล้วเกิดอาการอยากรึ้อยากเห็น55อดไม่ได้เลยต้องเข้ามาดู
    #2
    0
  6. วันที่ 1 เมษายน 2558 / 08:38
    รีบๆเอามาลงเลย รออ่านอยู่
    #1
    0