คัดลอกลิงก์เเล้ว

รักวุ่นป่วนใจ (ยัยตัวร้ายกะนายกะล่อน)

ดีใจแทบตายตอนถูกคนที่ชอบบอกรัก..แต่พอเล่าให้เพื่อนสุดซี้ฟังดั๊นกลายเป็นเรื่องซะนี่...ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะว่าแกก็แอบชอบอีตาบ้านี่อยู่!!

ยอดวิวรวม

165

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


165

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  1 มิ.ย. 57 / 15:34 น.
นิยาย ѡعǹ (µ¡й¡͹) รักวุ่นป่วนใจ (ยัยตัวร้ายกะนายกะล่อน) | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

“ขอโทษนะ”

“แล้วแกจะขอโทษฉันทำไมกัน? เรื่องนี้ไม่มีใครผิดสักหน่อย” แคนดี้หัวเราะเบาๆ ก่อนจะเงียบไปอีกครั้ง

“เฮ้อ..นั่นสินะ” ฉันถอนหายใจพลางทิ้งตัวลงนอนข้างเพื่อนรัก “ถ้าจะมีคนผิดก็คงเป็นฟ้ามั้ง ที่ลิขิตให้ชะตาเราเป็นอย่างนี้”

“ไปโทษฟ้าแล้วได้อะไร? มันเป็นเรื่องของความรู้สึก ใครก็บังคับไม่ได้หรอก” แคนดี้หันมามองหน้าฉัน

“แต่ยังไงฉันก็รู้สึกผิด”

“ทำไมล่ะ?..รู้สึกผิดที่คบกับโซเดียร์น่ะเหรอ”

“อืม...พอรู้ว่าแกชอบเขา มันก็รู้สึกแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้ เหมือนว่าฉันเป็นคนเห็นแก่ตัวเลย” ฉันพูดก่อนจะถอนหายใจยาว

“อย่าคิดอะไรแบบนั้นเลยฟาเซีย..เรื่องที่ฉันชอบเขามันเป็นแค่ความรู้สึกของฉันเท่านั้น แกอย่าได้รู้สึกลำบากใจที่จะตอบรับความรู้สึกจากเขาเลย..ถ้าแกรู้สึกแบบนั้นสิฉันจะโกรธให้”

เนื้อเรื่อง อัปเดต 1 มิ.ย. 57 / 15:34


ปล. เรื่องนี้มีการใช้ภาษาวิบัติเพื่อเพิ่มความบันเทิงค่ะ ขอบคุณที่อ่านนะคะ 
 

รักวุ่นป่วนใจ

 

 

ตึ๊งตึ่ง!

ฉันเปิดไลน์ดูเมื่อได้ยินเสียงเตือน รอยยิ้มปรากฏขึ้นเมื่อเห็นว่าใครเป็นคนส่งมา...ยัยแคนดี้ เพื่อนซี้ตัวแสบ

“อากาศหนาวจุง แต่ก็มิสามารถทำไรเราได้ คริๆ อิจฉาล่ะเซ่ เด่วเที่ยวเผื่อนะตัวเทอว์ จุ๊บ” ข้อความยาวๆ ก่อนจะต่อด้วยสติ๊กเกอร์ชวนหมั่นไส้ทำเอาฉันเผลอหลุดหัวเราะเบาๆ

“ย่ะ..แม่นาง รีบๆ โกยหิมะมาฝากด้วยนะ แต่จะให้ดีพาหนุ่มเกาหลีมาเกาหัวให้หน่อยจะกรี๊ดมากเบย คิกๆ” ฉันส่งตอบไป ไม่ทันจะหาสติ๊กเกอร์ได้อย่างใจ ยัยแคนดี้ก็ส่งตอบกลับมา

“เพคะ แต่ก่อนจะหาให้หล่อน ฉันคงต้องอ่อยให้ตัวเองก่อนน้า อิอิ เจอกันอาทิตย์หน้าค่ะ” แล้วชีก็ส่งน้องต่ายวิ้งมาให้ดูต่างหน้า ฉันย่นจมูกเล็กน้อยก่อนจะปิดแอพไลน์แล้วหันมาจดจ่ออยู่กับหน้าเฟสบุ๊คต่อ

“นี่! ยัยมาเฟีย ฉันทักแล้วทำเฉยเรอะ กล้ามากนะ” ไม่ทันไรโปรแกรมแชทก็เด้งขึ้นพร้อมกับเจ้าของชื่อที่ทำให้ฉันต้องเผลอยิ้มออกมา

“ตลกล่ะไอ้โซฟี ฉันชื่อซาเฟีย ไม่ใช่มาเฟีย เดี๋ยวปั๊ดโดดถีบให้”ฉันพิมพ์ตอบกลับไป

“เธอซิตลก ฉันชื่อโซเดียร์เฟ้ย โซฟงโซฟีอะไร ไม่ใช่แบบกระชับหลับสบายตลอดคืนซะหน่อย ชิชะ”

“คิกๆ ฮ่าๆๆๆๆๆ”

“เอ้า..ขำๆๆๆ หัวเราะให้ขาดอากาศตายไปเลยนะ” ก็มันตลกจริงๆ นี่นาจะไม่ให้หัวเราะได้ไง

“เอ้า..ว่ามา มีไร” ฉันพิมพ์กลับไปทั้งที่ยังไม่หยุดหัวเราะ

“พรุ่งนี้ว่างป่ะ” คำถามที่ส่งมาทำเอาใจแกว่งไปนิด

“ทำไม..จะชวนฉันออกเดทเรอะ” ฉันลองแกล้งถามทั้งๆ ที่รู้คำตอบอยู่แก่ใจ

“ฮึ้ย! พูดบ้าอะไร ขนลุก”

“แหมมม พูดเล่นหน่อยเดียวก็ไม่ได้ เชอะ” ฉันตอบกลับไปเหมือนจะไม่ใส่ใจ แต่ในใจนั้นมันปวดหนึบอย่างบอกไม่ถูก

            “แล้วสรุปพรุ่งนี้ว่างป่าว”

            “อืม ว่าง”

            “งั้นสิบโมงเตรียมตัวรอนะ เด่วฉันไปรับ โอเค้?”

            “เออ แล้วเจอกัน” ฉันตอบรับคำชวนก่อนจะปิดโปรแกรมแชทแล้วล้มตัวนอนบนเตียงพลางถอนลมหายใจยาว

            “เฮ้อออ...รู้ทั้งรู้ แต่ก็ทำใจไม่ได้ซะทีนะเรา” ฉันหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อนก่อนจะปล่อยความคิดให้ไหลเวียนไปทั่วสมอง

            ฉันได้รู้จักกับโซเดียร์ก็ตอนไปออกค่ายของมหาวิทยาลัย เราสองคนกัดกันตั้งแต่แรกเจอ เรียกได้ว่าไม่ถูกชะตากันเลยจะดีกว่า แต่พอกลับจากค่ายครั้งนั้นเราสองคนก็บังเอิญได้เจอกันตลอดทั้งๆ ที่เรียนคนละคณะ ปกติแล้วการที่คณะของเราจะโคจรมาพบกันนั้นแทบจะไม่มีทางเป็นไปได้เลย ก็ตั้งแต่นั้นล่ะมั้งที่เราสนิทกันขึ้นเรื่อยๆ จนเพื่อนในเอกต่างแซวเป็นเสียงเดียวกันว่าเราเป็นแฟนกัน ฉันได้แต่หัวเราะกับคำแซวเหล่านั้นด้วยเพราะไม่คิดอะไร

            พอเวลาผ่านไป สิ่งที่เคยรู้สึกกลับเปลี่ยนไป ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่ฉันเริ่มหวั่นไหวไปกับการกระทำที่บางครั้งมันก็เกินเพื่อนของเขา ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ฉันอยากเก็บรอยยิ้มของเขาไว้คนเดียว และตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจรู้ได้ที่ฉันอยากให้คำแซวของเพื่อนเป็นจริงเหลือเกิน แต่คำว่ามิตรภาพมันทำให้ฉันไม่กล้าที่จะบอกความในใจออกไป ด้วยเพราะกลัวที่จะต้องเสียเขาไป ดังนั้นฉันจึงได้แต่เก็บงำความรู้สึกนี้ไว้ในใจและหวังว่ามันคงจะไม่เติบโตไปมากกว่านี้

           

            ปี๊นๆ

            เสียงแตรเรียกให้ฉันที่กำลังเล่นเฟสบุ๊ครีบลุกจากเก้าอี้หวายบริเวณด้านล่างหอพักก่อนจะรีบเดินออกไป รถซีวิคสีดำจอดขวางประตูรั้วอย่างไม่สนใจใครพลันประตูข้างคนขับก็เปิดออกอย่างเร็วแล้วชายหนุ่มในเสื้อยืดสีดำพอดีตัวก็ตะโกนเรียก

            “เฮ้ย! ยัยมาเฟีย รีบขึ้นรถเร็ว เดี๋ยวก็มีคนด่าตามหลังหรอก!” ไม่รอให้มีคนกระทำอย่างที่พูดฉันรีบขึ้นรถอย่างรวดเร็วก่อนที่คนขับจะรีบบึ่งออกไป

            “นี่..ไอ้โซฟี! เรียกชื่อคนให้มันถูกๆ หน่อยได้มั้ยยะ? เสียหายหมด” ฉันชี้หน้าคนขับอย่างเอาเรื่อง

            “ไม่ต้องมาพูดเลย...ทีเธอยังเรียกซะฉันไม่กล้าหันเลย” คนถูกต่อว่ายักไหล่

            “ทำไมอ่ะ? ฉันว่าเก๋ดีออก ชื่อแน้วแนว ฮ่าๆๆ” แอบเห็นคนขับเหล่ตามองฉันแวบนึงก่อนจะกลับไปมองถนนใหญ่เบื้องหน้า

            “ฉันว่าชื่อมาเฟียก็น่ารักดีออก..ฉันชอบ” ฉันถึงกับไปไม่เป็นเมื่อได้ยินคำว่าชอบจากปากอีกฝ่าย ฉันกำมือแน่นพลางข่มความรู้สึกข้างใน ไม่มีอะไร ไม่คิดอะไร ไม่มีอะไร ไม่คิดอะไร เป็นเหมือนคาถาที่ป้องกันจิตใจไม่ให้อ่อนไหวไปมากกว่านี้

            “..ล..แล้วจะพาฉันไปไหนเนี่ย?” ฉันรีบเปลี่ยนเรื่องทันที

            “ไปเดท” คำตอบสั้นๆ แต่ทำเอาใจฉันสั่น ไม่มีอะไร ไม่คิดอะไร ไม่มีอะไร ไม่คิดอะไร ฉันพยายามท่องคาถา

            “อุ๊บ..คิกๆ ฮ่าๆๆๆ” ฉันสะดุ้งเล็กน้อยกับเสียงหัวเราะ เมื่อหันไปมองก็เห็นโซเดียร์พยายามกลั้นเสียงหัวเราะอย่างเอาเป็นเอาตาย...แต่เท่าที่ฉันเห็นมันไม่ได้มีความพยายามตรงไหนเลย เมื่อเสียงหัวเราะยังคงมีมาให้ได้ยินเป็นช่วงๆ

            “นี่! ขำบ้าอะไรยะ?”

            “ก็ขำเธอน่ะสิ เป็นอะไร? เดี๋ยวหน้าแดง เดี๋ยวหน้าซีด สักพักก็บ่นงึมงำอะไรไม่รู้คนเดียว ไม่สบายป่ะเนี่ย?” พูดจบก็หัวเราะอีก

            “อีตาบ้า...” ฉันสบถเบาๆ

            “ถ้าไม่ไหวก็บอกนะ..จะได้พาไปส่งโรงพยาบาล......” หน้าหล่อๆ เหลือบมามองก่อนจะยักคิ้วให้แล้วพูดต่อ “โรงพยาบาลประสาทน่ะ”

            “ไอ้โซฟี! ไอ้ปากหมา!!” ไม่ว่าเปล่าฉันทุบกำปั้นเข้าที่หน้าขาอย่างแรงจนคนถูกทุบร้องโวยวาย

            “โอ๊ยๆ! ยัยบ๊อง! แรงควาย! เจ็บนะโว้ย!!” พอดีกับที่รถติดไฟแดง มือหนาจับมือฉันไว้แน่น ฉันพยายามจะดึงออกแต่ก็ไม่เป็นผล

            “ปล่อย!

            “เรื่องดิ..ขืนฉันปล่อย เดี๋ยวเธอก็ตีฉันอีก” โซเดียร์ทำหน้าทะเล้นก่อนจะออกรถเมื่อสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว เขาขับรถต่อไปโดยที่ยังจับมือฉันไว้แน่น

            “ปล่อยเหอะ ฉันไม่ตีนายแล้วก็ได้” ฉันพูดเสียงเบาๆ พลางช้อนตามองอีกฝ่าย คิดว่าการกระทำนี้จะดูแอ๊บแบ๊วน่ารักเหมือนคนอื่นเขาทำกันบ้าง

            “ทำหน้าอะไรของเธออ่ะ ตลกชะมัด” ไม่เพียงแต่ไม่ปล่อยมือยังกล้ากัดฉันต่ออีก ฉันกลอกตาไปมาอย่างเซ็งในอารมณ์ก่อนจะเบือนหน้ามองออกไปนอกกระจก อยากทำอะไรก็ทำ

            “จับนิดจับหน่อยไม่ได้รึไง...ก็คนอยากจับนี่” ฉันหันขวับไปมองคนพูดที่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ราวกับไม่ได้เป็นคนพูดประโยคนั้นเอง

            “นายว่าอะไรนะ?”

            “อะไร?” แน่ะ ถามกลับซะงั้น

            “เออ..ช่างเหอะ” ฉันพูดอย่างไม่ใส่ใจทั้งที่ในใจเต้นรัวอย่างกับกลองสะบัดชัย หวังเหลือเกินว่าอีกฝ่ายจะไม่รู้สึกถึงชีพจรและอุณหภูมิที่ขึ้นพรวดพราดอย่างควบคุมไม่ได้

 

            “นี่! นี่...ไอ้โซฟี!

            “โซเดียร์”

            “ไอ้โซฟี!!

            “โซเดียร์”

            “โอเค..ไอ้คุณชายโซเดียร์คะ ไม่ทราบว่าเมื่อไหร่คุณชายจะปล่อยมือดิฉันคะ ร้อนค่ะ” ฉันพยายามสะบัดมือของอีกฝ่ายออกตั้งแต่ออกจากลานจอดรถของห้างใหญ่ จนตอนนี้เดินจนครบชั้นหนึ่งแล้วก็ยังไม่มีทีท่าจะปล่อยสักที

            “ก็ยังไม่อยากปล่อยอ้ะ มีไรป่าว?” ใบหน้าหล่อหันมามองหน้าก่อนจะยักคิ้วน้อยๆ เพิ่มดีกรีความกวน

            “เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าก็เอาไปลือแปลกๆ อีก ฉันเบื่อที่จะมีข่าวกับนายเต็มทนแล้วนะ” พูดพลางก็แกะมือใหญ่ที่กลายร่างเป็นมือตุ๊กแกออก

            “แล้วทำไมล่ะ เร้าใจดีออก” เมื่อเห็นทีท่าไม่สนใจชาวโลกของอีกฝ่ายฉันก็ถอนหายใจเบาๆ

            “อยากทำอะไรก็เชิญ”

ภายใต้สีหน้าเฉยชาฉันพยายามเก็บซ่อนความดีใจและความหวั่นไหวไว้ให้มันนิ่งสนิทอยู่แค่ภายในใจ ไม่กล้าแม้แต่จะเปิดช่องให้มันโผล่ออกมาแสดงบนสีหน้า ยิ่งฉันรู้สึกดีใจกับการกระทำของฝ่ายตรงข้ามมากเท่าไหร่ ฉันก็ต้องยิ่งตีหน้าเฉยชามากเท่านั้น

“ดูหนังนะ” ฉันพยักหน้าตามคนชวน “อยากดูเรื่องอะไร?”

“...ฉันกับนายรสนิยมเดียวกัน นายอยากดูเรื่องไหน ฉันก็ดูเรื่องนั้นแหละ” ฉันตอบไปตามความจริง

“ไม่อยากดูหนังรักดราม่าเคล้าน้ำปลาบ้างเหรอ?” ฉันหันไปมองหน้าคนถามที่กำลังมองมาด้วยสายตาแปลกๆ ไม่เหมือนทุกที

“ไม่เอาอ่ะ...เดี๋ยวหลับ”

“ฮ่าๆ เธอนี่น้า...จริงๆ เลย” พูดจบก็ลากฉันไปซื้อตั๋วหนัง สุดท้ายก็เลือกดูหนังแอ็คชั่นบู๊ล้างผลาญยิงกันเลือดเต็มจอจนได้

“รอบบ่ายแน่ะ ไปหาอะไรกินก่อนเหอะ หิวแล้ว” ฉันพยักหน้าเห็นด้วย แล้วมื้อกลางวันที่มาแนวหวานแบบงงๆ ก็ทำเอาฉันไปไม่เป็นเมื่อจู่ๆ โซเดียร์ก็เทคแคร์ฉันเกินว่าปกติจนฉันอดสงสัยไม่ได้ว่านี่คือการกลั่นแกล้งแนวใหม่รึเปล่า เพราะตลอดเวลาที่เรารู้จักกันมาเขาไม่เคยทำอะไรแบบนี้กับฉันเลย ฉันได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ

หลังจากดูหนังจบ เราก็แยกย้ายกันไปเข้าห้องน้ำ ฉันมองตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่เบื้องหน้า หญิงสาวหน้าคมจมูกโด่งตาโต ผมเปียยาวสีดำสนิทคลอเคล้าแก้มขาวผ่องก็มองตอบกลับมา ฉันได้แต่ถามตัวเองว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ยิ่งคิดหาคำตอบก็ยิ่งไม่เข้าใจในการกระทำของอีกฝ่าย ฉันส่ายหัวไปมาเพื่อขับไล่ความคิดที่ผุดขึ้นมาว่าเขาอาจจะมีใจให้ฉัน ฉันแค่นยิ้มกับความคิดแปลกๆ ก่อนที่จะสำรวจตัวเองในกระจกอีกครั้งแล้วเดินออกจากห้องน้ำไป

“นึกว่าตกส้วมซะแล้ว..หายไปนานเลย” ฉันกลอกตากับคำทัก ก็เป็นซะอย่างนี้จะให้คิดว่ามีใจให้ได้ยังไง

“ถ้าตายแล้วก็ไม่มาอยู่ตรงนี้หรอกย่ะ”

“ก็นึกว่าเฮี้ยนจนตามมาหลอกหลอน”

“ไอ้บ้าโซฟี!” ฉันชี้หน้าอีกฝ่ายอย่างโมโห โซเดียร์หัวเราะก่อนจะจับนิ้วชี้ฉันแล้วยักคิ้วน้อยๆ

“น่ากลังจุงเบย” ใบหน้าทะเล้นทำสีหน้าว่ากลัวซะเต็มประดา ฉันกระชากนิ้วกลับมาก่อนจะสะบัดหน้าแล้วเดินหนี คนบ้าอะไรยิ่งคุยยิ่งกวน

“เฮ้! รอก่อนสิ ฟาเซีย..รอก่อน” ฉันแทบสะดุดฝุ่นล้มเมื่อได้ยินว่าเขาเรียกชื่อฉันอย่างถูกต้อง ไม่ทันจะหันกลับไปมองมือหนาก็จับมือฉันไว้ เอาล่ะสิ...แล้วแบบนี้จะให้ฉันหันกลับไปเผชิญหน้าได้ไง เดี๋ยวรู้หมดว่ารู้สึกยังไง ฉันพยายามหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะถอนลมหายใจออกมา ปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วหันไปมองหน้าอย่างเฉยชา

“อะไร?” ฉันถามเสียงห้วนโดยหวังว่าเสียงจะไม่สั่นเพราะความตื่นเต้น

“งอนเหรอ?” บร๊ะ! วันนี้มันเกิดอะไรขึ้น

“นี่..วันนี้นายกินยาไม่เขย่าขวดเหรอ..แปลกๆ นะ” ฉันลองถามสิ่งที่หาคำตอบมาทั้งวัน

“แปลกเหรอ?..งั้นมั้ง?” แน่ะ! ไม่ตอบรับแต่ก็ไม่ปฏิเสธ

“จะไปรู้นายเหรอ..” ฉันพยายามดึงมือกลับแต่ไม่เป็นผล เลยปล่อยให้อีกฝ่ายจับอยู่อย่างนั้น

“งั้นไปกันเหอะ” พูดจบก็เดินนำฉันไป

“ไปไหน?”

“ไม่บอก..” ไม่พูดเปล่าหันมายิ้มเจ้าเหล่ใส่ก่อนจะยักคิ้วให้เป็นของแถม ฉันได้แต่ถอนหายใจและเลิกคิดหาคำตอบกับการกระทำของโซเดียร์ ช่างเถอะ อะไรจะเกิดก็ปล่อยมันไป

 

“นี่..”

“อะไร?..”

“เธอเกลียดฉันรึเปล่า?” ฉันหันขวับไปมองคนถามที่ยังคงมองวิวแม่น้ำเบื้องหน้าอย่างเดาอารมณ์ไม่ถูก

“ก็...ถ้าเกลียดจะมาด้วยแบบนี้เรอะ” ฉันตอบก่อนจะกลับมามองวิวสวยตรงหน้า ลมแม่น้ำพัดความเย็นมาปะทะใบหน้าทำให้รู้สึกสดชื่น

“งั้น...ชอบฉันรึเปล่า?”

“ห๊ะ?!” ฉันได้ยินผิดไปรึเปล่า

“เอ่อ..ก็เธอชอบฉันรึเปล่าไง วู้! หูตึงรึไงวะ” ฉันหันไปมองคนถามด้วยสีหน้างงๆ ไม่เข้าใจ โซเดียร์ยกมือขึ้นเกาหัวก่อนจะหันมาสบตากับฉันที่ยืนเอ๋อรับประทาน

“ตกลงว่าไง?...” ฉันพยายามเพ่งมองผ่านแสงสลัวหวังจะเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายให้ชัดเจนแต่ก็ไม่เป็นผล ในสมองพลุ่งพล่านไปด้วยคำถามต่างๆ นานา นี่คือการกลั่นแกล้งรึเปล่า? หรือว่าเจ้าตัวรู้ว่าฉันคิดอะไรเกินเลยรึเปล่า? หรืออะไร? ยังไง?

“นี่! วิญญาณหลุดไปแล้วเรอะ?” มือแกร่งเขย่าไหล่ฉันจนหลุดจากห้วงความคิด ใบหน้าคมใกล้กว่าทุกครั้งจนต้องเบนหน้าหลบ

“ก..ก็..ก็นายถามบ้าอะไรล่ะ ชอบไม่ชอบ? ก็ต้องชอบสิ...นายเป็นเพื่อนนี่!” ฉันโพล่งออกไป รู้สึกได้ถึงแรงบีบที่หัวไหล่

“โอ๊ย! ฉันเจ็บนะ”    

“ถ้า...ถ้าฉันบอกว่าฉันชอบเธอ..เธอจะเกลียดฉันรึเปล่า?” คำพูดฉายซ้ำวนเวียนอยู่ในโสตประสาท ไม่กล้าแม้แต่จะหันมองหน้าคนที่จับไหล่ฉันอยู่ หัวใจเต้นแรงเหมือนจะระเบิด หน้าร้อนวูบวาบเหมือนมีไข้สูงกะทันหัน ในหัวอื้ออึงคิดอะไรไม่ออก ตัวสั่นจนรู้สึกได้ แต่ก่อนที่ฉันจะโพล่งอะไรออกไปเหมือนเมื่อกี้ เสียงหัวเราะเบาๆ ก็ลอยมาให้ได้ยิน

“อุ๊บ..คิกๆ อุ๊บ..” ฉันรวบรวมความกล้าทั้งหมดหันไปเผชิญหน้ากับคนที่คาดว่าจะเป็นเจ้าของเสียงหัวเราะ

“นี่..นาย..นายแกล้งฉันเหรอ? ไอ้โซฟี!

“เปล่า..อุ๊บ คิกๆๆ” ฉันสะบัดตัวออกมาก่อนจะยืนชี้หน้าโซเดียร์ตัวสั่น

“เปล่าบ้าอะไร? ห๊ะ? ไอ้เลว! ไอ้ชั่ว! ไอ้บ้าโซฟี! พอเลย!..ฉันเกลียดนาย! คนบ้า!” ฉันหันหลังวิ่งออกห่างจากคนนิสัยไม่ดีที่กล้าเอาคำว่าชอบมาล้อเล่นกันอย่างนี้ ได้ยินเสียงเรียกดังลอยมาแต่ฉันก็ไม่สนใจ ไม่สนแม้ว่าตัวเองจะร้องไห้เป็นบ้าขนาดไหน

“เดี๋ยว! ยัยมาเฟีย! รอก่อน! ฟาเซีย..ระวัง!

โครม!!

สิ้นเสียงตะโกนฉันล้มลงไปกองอยู่ที่พื้นท่ามกลางสายตานับสิบคู่ ไม่มีแม้แต่แรงจะเงยหน้าขึ้นมองสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ฉันหลับตาแน่นอยู่อย่างนั้นจนสัมผัสร้อนจากมือแกร่งกระชากฉันให้ลุกจากพื้น

“ยัยซุ่มซ่ามเอ๋ย! ชนอะไรไม่ชน ดันวิ่งไปชนถังขยะ เฮ้อ..” โซเดียร์บ่นพลางปัดเสื้อผ้าที่เลอะเทอะให้ ก็ซึ้งในน้ำใจหรอกนะ แต่เลิกตอกย้ำกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้มั้ยเนี่ย อายเป็นนะยะ

“เลิกพูดได้แล้วน่า!” ฉันก้มหน้างุดพลางปัดเศษฝุ่นออกจากแขนขา

“ถ้าอยากจะเป็นนางเอกเกาหลีก็วิ่งไปให้รถชนโน่น นี่อะไรวิ่งไปชนถังขยะ!..ถังมันก็อยู่ของมันดีๆ วิ่งไปชนมันทำไมกันเล่า...ไม่ไหวเลย ยัยมาเฟียบ๊องนี่!

“นี่! พูดอยู่ได้..นายเกลียดฉันนักรึไง? ห๊ะ! ฮึก..ฮ..ฮึก...” ในที่สุดน้ำตาที่แห้งไปตั้งแต่ตอนที่ล้มไม่เป็นท่าก็หยดแหมะลงมาจนได้

“เฮ้ย! ร้องทำไมเล่า เดี๋ยวคนอื่นเขาก็หาว่าฉันทำเธอท้องแล้วไม่ยอมรับถึงได้มาร้องห่มร้องไห้กลางที่สาธารณะอย่างนี้...มานี่เลยมา!” พูดจบก็พยายามจะลากให้ฉันตามไป แต่ขอโทษ...ไม่ไปย่ะ

“ม..ไม่เอา..ฮึก..ม..ไม่ไป..ฮือ..” ฉันเริ่มงอแงเหมือนเด็กๆ ใครจะมองก็ช่าง ไม่สนแล้ว

“มาเหอะน่า..ไม่พาไปปล้ำหรอก” มือแกร่งพยายามจะลากแต่ฉันก็รั้งไว้ไม่ยอมเดิน

“..ม..ไม่เอา ฮึก..จ..เจ็บ ฮือ..เจ็บ..ข..ขา..เจ็บขาอ่ะ”

“ปัดโถ่! มานี่มา” ว่าแล้วก็พยายามจะให้ฉันขึ้นไปขี่หลัง

“ไม่เอา..อุ้ม” ฉันบอกพลางทำหน้าเหยเกก่อนจะยื่นสองแขนไปข้างหน้า “อุ้มหน่อยสิ..เจ็บขา ฮึก..” แอบเห็นโซเดียร์ถอนหายใจก่อนจะทำตามที่ฉันต้องการ

“ตัวหนักอย่างกับหมีท้อง..” ได้ยินคำบ่นแว่วๆ แต่ช่างปะไรฉันไม่สนใจหรอก เพราะจำได้ดีว่ามันเป็นคำบ่นแก้เขินประจำตัวที่ฉันได้ยินเสมอเวลาที่ต้องทำอะไรแบบนี้

“ก็เพราะใครล่ะ..” ฉันว่าก่อนจะซุกหน้าลงยังต้นคอขาวของอีกฝ่ายเพื่อปิดบังรอยยิ้มและใบหน้าแดงซ่าน อันที่จริงก็ไม่ได้เจ็บขนาดเดินไม่ได้หรอก เพียงแต่อยากเอาคืนที่ทำให้ฉันขายหน้าและเสียน้ำตาบ้างก็เท่านั้นเอง

“เอ้า! ถึงรถแล้วครับเจ้าหญิง เชิญลง” ร่างสูงปล่อย (เอ่อ..เรียกว่าโยนดีกว่า) ฉันลงบนเบาะรถด้วยแรงไม่เบานัก

“อีตาบ้านี่! ฉันเจ็บอยู่นะยะ” ฉันโวยวายทันที

“เหรอออ...” โซเดียร์ลากเสียงยาว “อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่าเธอแกล้งเจ็บน่ะ..” นิ้วชี้ยาวๆ จิ้มเข้าที่หน้าผาก

“รู้แล้วแต่ก็ยังอุ้มมาถึงรถเนี่ยนะ..จะแสดงความเป็นสุภาพบุรุษให้ชาวโลกเห็นรึไงยะ?” ฉันปัดนิ้วชี้ออก

“ก็อยากร้องไห้ทำไมล่ะ” พูดจบก็ปิดประตูรถใส่หน้าก่อนจะเดินอ้อมไปขึ้นอีกทาง

“อ๋อ..ลืมไป ว่านายมันแพ้น้ำตาผู้หญิง!” 

“ก็แค่น้ำตาเธอเท่านั้นแหละ...” ฉันแทบจะสำลักลมหายใจเมื่อได้ยินอะไรที่มันไม่คุ้นหู

“นี่! ไอ้โซฟี! วันนี้เกิดเฮี้ยนอะไรขึ้นมายะ? ห๊ะ? เป็นอะไรของนายเนี่ย..ฉันขนลุกนะ!” ถึงปากจะพูดไปแบบนี้แต่ในใจนี่บอกได้คำเดียวว่าใจสั่นระรัว ถ้าเป็นโรคหัวใจก็คงได้หัวใจวายกันวันนี้แหละ

“นี่เธอดูไม่ออกจริงๆ เหรอ?”

“ก็ไม่รู้น่ะซิถึงได้ถาม..ห๊ะ? ตกลงเป็นอะไร? อย่าบอกนะว่าจะขอเป็นแฟนน่ะ..ตลกไม่ออกนะยะ” ฉันพูดออกไปเล่นๆ ทั้งที่ก็แอบหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น

“แล้วถ้าบอกว่าใช่ล่ะ..เธอจะตกลงมั้ย?” ฉันหันขวับไปมองหน้าคนพูดด้วยความตกใจ

“นี่นายล้อฉันเล่นใช่มั้ย?”

“ถ้าฉันบอกว่าจริง..เธอจะเชื่อฉันรึเปล่า?” ดวงตาเรียวหันมามองสบตา แววตาที่ทอดมองมาสงบนิ่งจนฉันเดาไม่ออกว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร

“......” ไร้ซึ่งคำพูดใดๆ ร่างสูงก็โน้มตัวลงมาใกล้ มือหนาแกร่งประคองหน้าฉันไว้ทำให้ไม่สามารถถอนหน้าและสายตาออกจากคนตรงหน้าได้เลย ลมหายใจอุ่นปะทะแผ่วเบาจนรู้สึกหวิวไหว ใจอยากจะหลับตาลงเพื่อสัมผัสกับสิ่งที่น่าจะเกิดต่อจากนี้ แต่สมองกลับสั่งการให้หยุดทุกสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น สงครามเล็กๆ ระหว่างสมองและหัวใจจึงเริ่มขึ้น ระหว่างเหตุผลกับความรู้สึกสิ่งที่สั่งให้ร่างการขยับก็คือเหตุผลจากสมอง

ฉันรีบยกมือขึ้นดันร่างโซเดียร์ให้ออกห่างก่อนจะมองหน้าอีกฝ่าย แววตาที่เคยสงบนิ่งสั่นระริกก่อนจะกลับไปสงบนิ่งเช่นเดิม

“นายชอบฉันเหรอ?” ร่างสูงขยับกลับเข้าที่เดิมก่อนจะถอนหายใจยาว

“ถ้าบอกว่าชอบ...เธอจะเชื่อรึเปล่าล่ะ?”

“ก็จริงรึเปล่าล่ะ?”

“ก็เชื่อรึเปล่าล่ะ?

“ก็แล้วมันจริงมั้ยล่ะ?

“ก็จะเชื่อมั้ยล่ะ?”

“โอ๊ยยย! อีตาบ้า! คิดอะไรก็พูดออกมาซิยะ จะเชื่อไม่เชื่อก็ต้องอีกเรื่องนึง เล่นถามไปถามมาแบบนี้ คืนนี้มันจะรู้เรื่องมั้ยเนี่ย! ห๊ะ?”

“ฉันชอบเธอ..คบกับฉันนะ” สีหน้าจริงจังและสายตาแน่วแน่ทำเอาอึ้งเล็กน้อย ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีวันนี้ได้

“จริงอ่ะ? ไม่ได้แกล้งใช่มั้ยเนี่ย?” ฉันทำสีหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ก็อยากจะเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริงนะ แต่พอคิดๆ ดูก็ไม่เห็นวี่แววว่าอีกฝ่ายจะคิดอะไรแบบนี้ได้แถมยังชอบแกล้งอีก จะให้เชื่อเลยก็กลัวจะหน้าแตกแบบโรงพยาบาลยันฮียังไม่รับซ่อม

“เห็นมั้ย!..ยังไงเธอก็ไม่เชื่ออยู่ดี” ใบหน้าหล่อง้ำลงเล็กน้อย

“ถ้าอยากให้ฉันเชื่อ....” ฉันมองหน้าโซเดียร์อย่างท้าทาย “ก็ลงไปวิ่งรอบรถสามรอบแล้วยืนด้วยมือตะโกนบอกใหม่ซิ..คราวนี้อาจจะเชื่อก็ได้”

“....” สายตาอาฆาตถูกส่งมาให้อย่างไม่ปิดบังก่อนที่เจ้าตัวจะเปิดประตูรถแล้วเริ่มทำตามที่ฉันบอกทุกประการ

“ฉันชอบเธอ! คบกับฉันนะ!” แม้เสียงจะไม่ดังนักแต่มันก็กระแทกเข้าเต็มหัวใจ หยดน้ำใสเริ่มไหลรินช้าๆ ฉันพยายามจะหยุดมันก่อนที่ร่างสูงจะขึ้นมานั่งประจำที่แต่ก็ไม่เป็นผลน้ำตาร้อนยังคงไหลเรื่อยๆ

“ทีนี้เชื่อรึยัง?” โซเดียร์กระแทกตัวลงนั่งกับเบาะก่อนจะปิดประตูเสียงดัง

“อืม...” ฉันพยักหน้าเบาๆ “อุ๊บ..คิกๆๆ ฮ่าๆๆ...ฮือ ฮ..ฮึก ฮ่าๆๆ”

“ตกลงจะหัวเราะหรือร้องไห้..เลือกเอาสักอย่างได้มั้ยยัยมาเฟีย” ปากบ่นแต่มือหนาก็ช่วยฉันปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม

“ทำสองอย่างไม่ได้รึไงเล่า?” ฉันปาดน้ำตาอย่างทุลักทุเล เครื่องสำอางบางๆ ที่อุตส่าห์โบ๊ะมาคงละลายหายไปหมดแล้ว

“สรุปว่า...เชื่อแล้วใช่มั้ย?” มือหนาเริ่มไล้ไปที่แก้มคลอเคลียเบาๆ เล่นเอาขนลุกซู่ซ่า

“อึก..เชื่อดีมั้ยล่ะเนี่ย” ฉันเบนสายตามองไปที่อื่น ไม่กล้าจะสบตาคนตรงหน้า

“งั้นคงต้องใช้ท่าเผด็จศึก” ไม่ทันจะหายสงสัยกับคำพูด ริมฝีปากร้อนก็ประทับเข้าพวงแก้มอย่างไม่ทันตั้งตัวก่อนจะประกบเข้ากับปากของฉัน

“อื้อ!..” สัมผัสร้อนทำเอาความตกใจละลายหายไปทีละน้อยเหลือทิ้งไว้เพียงความรู้สึกล่องลอย

“ไง...เป็นแฟนกับฉันนะ” โซเดียร์ถอนปากออกก่อนจะกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูเพิ่มดีกรีความล่องลอยให้มากขึ้น

“ก็ได้...”

 

“กรี๊ดดด อะไรกันยะ..มันเกิดอะไรขึ้น นี่ฉันไม่อยู่อาทิตย์เดียว เพื่อนสาวฉันขายออกซะแล้วเหรอ ไม่จริ๊ง!” ยัยแคนดี้กรีดร้องหลังจากฉันเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังจบ

“จะขายไม่ออกได้ไงยะหล่อน..ฉันออกจะน่ารักขนาดนี้ อิจฉาล่ะสิ!

“ใคร๊? ใครบอกว่าอิจฉายะ? ไม่มี๊! ไม่มีสักหน่อย!

“เสียงหล่อนจะสูงเวอร์ไปไหนยะ?” แล้วเราสองคนก็หัวเราะคิกคักกัน

“ฉันรึอุตส่าห์ไปตามหาถึงเกาหลี นึกว่าจะได้เจอหนุ่มหล่อแดนกิมจิซะหน่อยกะว่าถ้าได้นี่จะปิดซอยเลี้ยงเลยนะ..ที่ไหนได้..เพื่อนฉันแซงหน้าไปซะแล้ว โถ่..คิดแล้วเสียดายตังค์”

“แหม..แกก็”

“แล้วไหนอ่ะ? ดูหน้าคุณแฟนสุดที่รักของแกหน่อยสิ จะหล่อเหมือนดารากิมจิรึเปล่า?” แคนดี้รีบคว้าเอามือถือที่อยู่ข้างๆ มากดดูรูป “ไหนๆ?”

“เอามานี่!” ฉันเลื่อนหารูปที่ดูดีที่สุดของโซเดียร์ให้เพื่อนซี้ตัวแสบดูสนองความอยากรู้อยากเห็น ใจจริงก็อยากอวดแฟนตัวเองนั่นแหละ “คนนี้ไง..แกก็น่าจะเคยเห็น...ที่ชื่อโซเดียร์อ่ะ” ฉันยื่นมือถือให้แคนดี้ดู

“....” ความเงียบเกิดขึ้น

“มีอะไรเหรอ?” ฉันลองถามเมื่อเห็นเพื่อนซี้นั่งเงียบไป

“อ..อ๋อ เปล่า..ไม่มีอะไร แค่ตกใจนิดหน่อย...ไม่คิดว่าจะเป็นคนนี้” เสียงพูดเบาลงก่อนจะคืนมือถือมาให้แล้วเดินเข้าห้องน้ำไป

“เป็นอะไรของมัน?” ฉันมองตามหลังแคนดี้ไปงงๆ

..เธอคือคนที่ฉันตามหา คือสิ่งที่ฉันขาดหาย มาเปลี่ยนชีวิตในวันนี้..

เสียงเรียกจากมือถือทำให้ฉันละความสงสัยในอาการของเพื่อนซี้ เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนโทรเข้ามารอยยิ้มก็ผุดขึ้นทันที

“ห้าโหล ห้าโหล สองโหลยี่สิบสี่ ห้าโหลหกสิบ?”

“รับโทรศัพท์ได้กวนโอ๊ยไม่เปลี่ยนเลยนะ” ปลายสายหัวเราะคิกคักเบาๆ “ทำไรอยู่อ่ะ?”

“กำลังหายใจ..มีอะไรป่ะ?”

“นึกว่ากำลังคิดถึงแฟน...” คำว่าแฟนทำเอาหน้าแดงอย่างช่วยไม่ได้ “หิวป่ะ?..ไปหาอะไรกินกัน”

“อืออ..ไม่เอาดีกว่า พอดีอยู่กับเพื่อนน่ะ...อีกอย่าง..อิ่มแล้วด้วย” ฉันพูดเขินๆ

“อิ่มอกอิ่มใจล่ะสินะ...” เสียงทุ้มพูดพลางกลั้วหัวเราะ “ไปเหอะน่า...นะ อยากเจอ บ่องตง ฮ่าๆ”

“เกลียดจริงคนรู้ทัน..โอเค ไปก็ได้..ไม่ใช่ว่าอยากเจอนะ แค่อยากกินของฟรี”

“ครับๆ ยัยมาเฟียตัวแสบเอ๊ย...เดี๋ยวไปรับ ลงมารอเลยนะ ขี้เกียจส่งหัวใจไปเรียก เดี๋ยวถูกใครขโมยไประหว่างทางจะยุ่งเอา”

“ย่ะ พ่อคนเนื้อหอมมม” สายตัดไปแล้วแต่หัวใจยังเต้นผิดจังหวะ

“คุยกับใครอ่ะ?” เสียงทักจากยัยแคนดี้ทำเอาฉันสะดุ้งน้อยๆ ฉันหันมองไปทางต้นเสียงเห็นแคนดี้หน้าตาเปียกโชกออกมาจากห้องน้ำ

“อ๋อ..พอดีโซเดียร์ชวนไปหาอะไรกิน ไปด้วยกันมั้ย?” ฉันยังคงไม่ละสายตาไปจากเพื่อนซี้ขณะที่เจ้าตัวหยิบผ้าขนหนูขึ้นซับหน้า

“เอ๊ะ?...” มือขาวหยุดนิ่งเพียงชั่วครู่ก่อนจะขยับเพื่อซับหน้าต่อ “ไม่อ่ะ ไม่อยากเป็นก้างขวางคอ” รอยยิ้มถูกส่งมาให้

“ไม่เป็นไรหรอกน่า..ฉันไม่คิดมากหรอก”

“ไม่เอาอ่ะ..เดี่ยวฉันกลับหอดีกว่า” พูดจบก็พาดผ้าขนหนูชุ่มน้ำไว้บนราวก่อนจะเริ่มเก็บของลงกระเป๋าสะพาย

“งั้นเดี๋ยวฉันไปส่ง” ฉันคว้าข้อมือแคนดี้แต่อีกฝ่ายกลับสะบัดออกอย่างตกใจ

“ข..ขอโทษ ฉันกลับล่ะ ไว้ค่อยเจอกันนะ” เจ้าตัวพูดก่อนจะก้มหน้าก้มตาใส่รองเท้าแล้วรีบเดินออกนอกห้องไป

“เฮ้ย! เดี๋ยว! รอก่อน! แคนดี้!..” ฉันรีบคว้ากระเป๋าเงินและกุญแจห้องจัดแจงล็อคประตูเรียบร้อยแล้วจึงวิ่งตามแคนดี้ไป

“รอก่อนสิ! เป็นอะไรของแกอ่ะ?” ฉันถามหลังจากจับเจ้าตัวได้ที่หน้าประตูหอ

“เปล่านี่..แค่ไม่อยากอยู่เป็นก้างอ่ะ ขืนฉันอยู่ด้วยแกก็สวีทกับแฟนแกไม่ได้น่ะสิ..” คำพูดทีเล่นทีจริงถูกส่งมาให้แต่ฉันกลับไม่สบายใจที่ได้ยิน

“ไม่เอาน่ะ..ไปด้วยกันเหอะ นะ..น้า” ฉันคงจะรู้สึกไม่ดีแน่ๆ ถ้าปล่อยให้เพื่อนสนิทกลับไปทั้งอย่างนี้

“ไม่อ่ะ ไม่อยากกวนพวกแกสองคน” อีกฝ่ายยังยืนยันคำเดิม

“โอเค..งั้นเดี๋ยวฉันโทรไปยกเลิกนัดแล้วให้ฉันไปส่งแกที่หอนะ” สิ้นคำพูดก็หยิบเอามือถือขึ้นมาเพื่อจะโทรไปหาคนที่นัดด้วยแต่คนตรงหน้ากลับยึดมือถือไป

“ไม่ได้! รับปากแล้วก็ไปเถอะ ฉันไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อยไม่ต้องไปส่งก็ได้”

“ถ้าไม่ได้เป็นอะไรก็ไปด้วยกันเหอะนะ” ฉันพยายามแย่งมือถือคืนพลางขอร้อง

“ไม่เอา! ไม่อยากเป็นก้าง!

“น่า..ไปด้วยกันนะ ฉันไม่คิดอะไรหรอก”

“ไม่เอา! ไม่ไป!

“แกจะอะไรหนักหนาอ่ะ แค่ไปกินอะไรด้วยกันแค่นี้..ไม่มีใครเขาคิดมากหรอกน่า”

“แต่ฉันคิดนี่!

“....” ฉันตกใจกับสิ่งที่เพื่อนรักโพล่งออกมาแต่เมื่อเห็นแววตาที่จ้องมองมาก่อนจะเบนหลบไปความสงสัยก็เริ่มกระจายอยู่เต็มสมอง

ปี๊นๆ

เสียงแตรรถที่ดังขึ้นทำลายความเงียบและความกระอักกระอ่วนให้จางหายไป ฉันลากยัยแคนดี้ขึ้นรถโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะทำสีหน้ายังไง

“อ้าว! ยัยลูกกวาดนี่” โซเดียร์ทักทันทีเมื่อเห็นหน้า

“รู้จักกันด้วยเหรอ?” ฉันถามพร้อมกับรถที่เคลื่อนตัวไปข้างหน้า

“ก็ประมาณนั้น” เสียงทุ้มตอบ ฉันหันกลับไปมองเบาะหลังที่ยัยแคนดี้นั่งทำหน้าบึ้งบอกบุญไม่รับอยู่เงียบๆ

“อืม..” ฉันตอบรับก่อนจะหันกลับ

“นึกไม่ถึงว่าพวกเธอสองคนจะรู้จักกัน”

“ไม่ใช่แค่รู้จักย่ะ..สนิทกันเลยแหละ ก็อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลนี่นะ..ถึงแม้จะเรียนคนละเอกก็เหอะ”

“เหรอ...ว่าแต่อยากกินอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า?” โซเดียร์หันมาถามฉันก่อนจะมองกระจกหลัง “ว่าไงยัยลูกกวาด..ไม่ได้เจอตั้งนาน..รีเควสได้เลยนะ”

“.....” ไม่มีคำตอบจากด้านหลัง

“นี่! โซเดียร์เขาถามเธอนะ..พูดอะไรหน่อยสิ” ฉันหันกลับไปพูดกับอีกฝ่าย

“.....” มีเพียงความเงียบและแววตาแปลกๆ ที่จ้องกลับมา

“แคนดี้!..”

“..อด..” คำพูดจับความไม่ได้ลอยมาให้ได้ยิน

“ห๊ะ?..แกว่าอะไร?” ฉันขมวดคิ้วพร้อมกับยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ

“จอด”

“จอด?” ฉันทวนคำ

“ฉันบอกให้จอดรถ!” ฉันสะดุ้งก่อนจะหันไปมองหน้าโซเดียร์ที่ทำหน้างงๆ เหมือนไม่เข้าใจสถานการณ์

“แกเป็นอะไรวะ?” ฉันพยายามยื่นมือไปจับไหล่แต่ก็ถูกอีกฝ่ายสะบัดออกอย่างแรง

“จอดรถเดี๋ยวนี้นะโซเดียร์..ฉันจะลง!” แววตาแดงก่ำเหมือนคนโกรธจัดส่งมาให้ก่อนจะขยับตัวมากระชากไหล่โซเดียร์จนรถเขวออกนอกเส้นทาง

“เฮ้ย!..โอเคๆ” เมื่อโซเดียร์บังคับรถให้จอดริมฟุตบาตรเป็นที่เรียบร้อย ยัยแคนดี้ก็เปิดประตูลุกพรวดออกจากรถทันที

“เดี๋ยวมานะ..” ฉันหันไปบอกคนข้างๆ ที่ยังทำหน้าเหวอก่อนจะรีบลงจากรถวิ่งตามเพื่อนรักไป

“แคนดี้..คุยกันก่อนสิ!” ฉันพูดขึ้นทันทีที่คว้าข้อมือเพื่อนสาวได้

“ฉันจะกลับ! ปล่อย!” อีกฝ่ายสะบัดออกแล้วเดินต่อโดยไม่หันมามอง

“ฉันขอโทษ!...แกมีอะไรก็พูดมาสิวะ!” ร่างบางหยุดนิ่งอยู่กับที่ ฉันจึงใช้โอกาสนี้รีบวิ่งเข้าไปคว้าแขนอีกฝ่ายไว้

“ฉันพูดแล้วแกจะฟังเหรอ?” คำตัดพ้อถูกส่งมาให้อย่างแผ่วเบา ใบหน้าสวยมั่นที่ฉันเคยอิจฉาหมองลงจนนึกว่าเป็นคนละคน

“เฮ้ย! ไม่เอาน่า..เราเพื่อนรักกันนะ...ฉันฟังทุกเรื่องอยู่แล้ว” ฉันตบไหล่แคนดี้เบาๆ ก่อนจะถูกดึงไปก่อนแน่น

“ฉัน...ฉัน..”

“ยัยมาเฟีย! ยัยลูกกวาด!” เสียงห้าวคุ้นหูส่งเสียงดังมาแต่ไกลจนคนที่กอดฉันอยู่สะดุ้งเบาๆ

“แคนดี้?” เจ้าตัวดันตัวฉันออกก่อนจะส่งยิ้มมาให้

“ขอโทษนะ..สงสัยจะมาเมนท์ละมั้ง..เลยอารมณ์แปรปรวน ยังไงก็ฝากขอโทษแฟนแกด้วยละกัน ฉันขอกลับก่อนล่ะ” พูดจบก็รีบเดินจ้ำอ้าวไปโบกรถรับจ้างแล้วขึ้นรถไป

“อ้าว! แล้วยัยลูกกวาดล่ะ?” คำถามมาพร้อมไออุ่นจากมือแกร่งที่วางบนหัวไหล่

“กลับไปแล้ว” ฉันตอบพลางส่งยิ้มให้ร่างสูงก่อนจะพากันเดินกลับไปที่รถ

 

“รู้จักกับแคนดี้ได้ยังไงเหรอ?” คู่สนทนามองหน้าฉันด้วยแววตาแปลกๆ ก่อนจะยิ้มออกมา

“หึงรึไง?”

“บ้า!..ใครจะหึงนายกัน หลงตัวเองไปรึเปล่ายะ?” ฉันตอบปัดทั้งที่หน้าเริ่มร้อนนิดๆ

“ก็เห็นทำหน้าเครียดตั้งแต่ตอนโน้นนน” โซเดียร์ลากเสียงยาว “คิดอะไรอยู่เหรอ?” น้ำเสียงอ่อนโยนทำให้ความสับสนจางลงเล็กน้อย

“ก็....ไม่มีอะไรหรอก” ฉันส่งยิ้มกลับให้อีกคนที่นั่งตรงข้ามก่อนจะเบนหน้าหลบสายตาที่จ้องมองมา

“อย่างนี้ทุกที...อ้อนฉันบ้างก็ได้นะ ไม่คิดตังค์หรอก” ฉันหลุดขำกับประโยคสุดท้ายพลันความอบอุ่นก็แล่นเข้าสู่หัวใจเมื่อมือหนาแกร่งกุมมือฉันไว้หลวมๆ

“..แน่ใจนะว่าไม่คิดตังค์? ไม่ใช่ว่าพอปรึกษาไปแล้วดันมาเรียกเก็บค่าตอบแทนทีหลัง..ฉันไม่มีให้นะยะ” ฉันตอบกลับขำๆ

“ไม่เรียกค่าตอบแทนเป็นเงินทองหรอก...แต่ถ้าเรียกเป็นอย่างอื่นก็..ไม่แน่เหมือนกัน” ฉันขมวดคิ้วกับคำพูดก่อนจะหน้าร้อนเมื่อได้ยินประโยคถัดไป “ฉันขอรับเป็นร่างกายก็แล้วกันนะ..ที่รัก” ใบหน้าหล่อสิ่งยิ้มเจ้าเล่ห์มาให้ก่อนจะเลื่อนปลายนิ้วขึ้นไปตามแขนจนถึงหัวไหล่

“ทะลึ่ง!” ฉันปัดแขนอีกฝ่ายออกทำเอาโซเดียร์หัวเราะเบาๆ

“น่ารักจัง”

“อีตาบ้า!” ฉันถลึงตาใส่คนที่ยังหัวเราะคิกคักชอบใจ

“เอ้า! ยิ้มหน่อย! หัวเราะหน่อยสิ...ฉันชอบเวลาเธอยิ้มนะ” ไม่ว่าเปล่านิ้วเรียวยื่นมาบีบจมูกฉันเบาๆ ก่อนจะหัวเราะคิกคักต่ออย่างชอบใจ ในที่สุดฉันก็อดอมยิ้มออกมาไม่ได้ ให้ตายสิ..ไม่ว่าเมื่อไหร่ นายก็ทำให้ฉันยิ้มได้เสมอ

เมื่อกลับถึงห้องพักฉันนั่งเรียบเรียงข้อมูลที่ได้ฟังมาจากโซเดียร์ว่ารู้จักกับแคนดี้ตอนเรียนกวดวิชาสมัยมัธยมปลาย ไม่รอช้าฉันรีบรื้อสมุดไดอารี่เก่าเก็บสมัยมัธยมปลายออกมาอ่านหวังว่าจะเจอคำตอบที่ทำให้ปมคำถามในใจคลายลงสักที

วันแรกของการแลกไดอารี่ ให้ตายสิ ทำไมต้องทำอะไรเหมือนเด็กอย่างนี้ด้วยนะ แต่ไม่เป็นไร..เพราะว่าสนุกดี อิอิ แล้วฉันก็ไม่อยากจะบอกหล่อนเลยนะว่า...ฉันเจอคนที่ชอบแล้ว ไม่อยากบอกจริงๆ นะ ไม่อยากบอกเลย...จริงๆ นะ ฮ่าๆๆ หวังว่าหล่อนจะอิจฉาฉันนะ คิกๆ

ลายมืออันเป็นเอกลักษณ์ของยัยแคนดี้ทำให้ความทรงจำตอนมัธยมปลายที่พวกเราเกิดเฮี้ยนอยากแลกเปลี่ยนไดอารี่กันอ่านผุดวาบขึ้นมา จำได้ว่าเป็นช่วงเริ่มเทอมหนึ่งตอนม.หก ที่เหล่านักเรียนต่างพากันเตรียมตัวยัดความรู้ใส่สมองเพื่อสอบเข้ามหาลัย ฉันกับแคนดี้เราเลือกสอบเข้ามหาลัยเดียวกันแต่คนละสาขาจึงต้องเรียนกวดวิชาคนละที่ ตอนนั้นล่ะมั้งที่ฉันเริ่มรู้สึกว่าแคนดี้สวยขึ้นผิดหูผิดตา พอถามกลับบอกว่าเป็นความลับ แต่ในที่สุดฉันก็รู้ความลับของยัยแคนดี้จนได้เมื่อเราแลกเปลี่ยนไดอารี่กัน

ความลับของยัยเพื่อนรักก็คือหล่อนมีคนที่ชอบแล้ว แล้วไง? ฉันก็รู้แค่นั้นแหละ ต่อให้ถามยังไงชีก็ไม่ยอมบอกว่าชื่ออะไร เรียนที่ไหน ไม่เคยเห็นแม้แต่หน้าตา รู้แค่ว่าชื่อย่อS จนฉันเรียกติดปากว่า ยอดชายนายซาดิสต์

วันนี้Sเข้ามาทักฉันด้วยล่ะ คิกๆ ดีใจจนตัวลอยแต่ก็ต้องเก็กหน้าสวยไว้ ให้ตายสิ..ผู้ชายอะไรน่ารักน่าลากที่สุดในสามโลก อ่อ! แล้วหล่อนก็ไม่ต้องมาเรียก(ว่าที่)สุดที่รักของฉันว่ายอดชายอะไรนั่นหรอกนะ ชื่อเขาไพเราะเพราะพริ้งกว่ากันเยอะย่ะ เชอะ!’

ยิ่งอ่านมากเท่าไหร่ความสงสัยก็ยิ่งพอกพูนในใจ ข้อสันนิษฐานที่เกิดขึ้นในสมองทำให้ฉันรู้สึกร้อนรนเพราะอะไรหลายๆ อย่างมันทำให้ฉันคาดเดาข้อสรุปอันโหดร้ายได้อย่างน่ากลัว และไม่ว่าจะพยายามคิดให้เข้าข้างทุกฝ่ายยังไงคำตอบก็มีเพียงอย่างเดียว...แคนดี้ชอบโซเดียร์

เมื่อได้คำตอบในใจแล้วก็เหลือเพียงยืนยันคำตอบนี้กับเพื่อนรักว่าจริงเท็จประการใด ไม่รอให้คำตอบทำร้ายหัวใจไปมากกว่านี้ฉันรีบไปหาแคนดี้ที่หอพักของเจ้าตัวทันที

ก๊อกๆๆ

ประตูเปิดออกพร้อมเพื่อนรักที่โผเข้ากอดจนเซถอยหลังไปหลายก้าว ร่างบางในชุดเสื้อกล้ามกางเกงขาสั้นสบายๆ มองหน้าฉันด้วยแววตาที่อธิบายไม่ถูกก่อนจะพาฉันเข้าห้องไป

“...ฉันรู้แล้วนะ” ฉันบอกพลางส่งยิ้มให้เพื่อนรัก

“งั้นเหรอ...ขอโทษนะ” ฉันพยายามจะสบตาอีกฝ่ายแต่แคนดี้กลับหลบสายตา

“ทำไมแกต้องขอโทษฉันด้วย? ฉันยังไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย”

“ก็ไม่รู้สิ...รู้สึกผิดมั้ง” ร่างบางทิ้งตัวลงบนเตียงนอนก่อนจะถอนหายใจยาว “เฮ้อ..ไม่นึกเลยนะว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดกับเราสองคน” คราวนี้เป็นฉันที่หลบสายตาของแคนดี้

“ขอโทษนะ”

“แล้วแกจะขอโทษฉันทำไมกัน? เรื่องนี้ไม่มีใครผิดสักหน่อย” แคนดี้หัวเราะเบาๆ ก่อนจะเงียบไปอีกครั้ง

“เฮ้อ..นั่นสินะ” ฉันถอนหายใจพลางทิ้งตัวลงนอนข้างเพื่อนรัก “ถ้าจะมีคนผิดก็คงเป็นฟ้ามั้ง ที่ลิขิตให้ชะตาเราเป็นอย่างนี้”

“ไปโทษฟ้าแล้วได้อะไร? มันเป็นเรื่องของความรู้สึก ใครก็บังคับไม่ได้หรอก” แคนดี้หันมามองหน้าฉัน

“แต่ยังไงฉันก็รู้สึกผิด”

“ทำไมล่ะ?..รู้สึกผิดที่คบกับโซเดียร์น่ะเหรอ”

“อืม...พอรู้ว่าแกชอบเขา มันก็รู้สึกแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้ เหมือนว่าฉันเป็นคนเห็นแก่ตัวเลย” ฉันพูดก่อนจะถอนหายใจยาว

“อย่าคิดอะไรแบบนั้นเลยฟาเซีย..เรื่องที่ฉันชอบเขามันเป็นแค่ความรู้สึกของฉันเท่านั้น แกอย่าได้รู้สึกลำบากใจที่จะตอบรับความรู้สึกจากเขาเลย..ถ้าแกรู้สึกแบบนั้นสิฉันจะโกรธให้”

“แต่..” ฉันพยายามจะเถียงแต่ก็ถูกแคนดี้เอามือปิดปาก

“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น เขาชอบแก แกชอบเขา..มันเป็นเรื่องของคนสองคน ไม่ควรจะเอาความรู้สึกของคนที่สามอย่างฉันเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรอกนะ” ถึงแม้แคนดี้จะพูดให้ฉันรู้สึกดีแต่ความรู้สึกลึกๆ ในใจก็ยังปฏิเสธความหวังดีนั้น

“ต่อให้แกพูดยังไง..ฉันก็รู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง แกเจอเขาก่อนฉัน ชอบเขาก่อนฉัน...แกมาก่อนแต่ทำไมฉันถึงได้ไปล่ะ..ฉันว่ามันไม่ถูกต้องนะ” ฉันเถียงกลับอย่างดื้อดึงพลางผุดลุกนั่ง

“แล้วไงล่ะ? ถึงฉันจะเจอเขาก่อน ชอบเขาก่อน..แต่สุดท้ายเขาก็เลือกแก สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องใครมาก่อนมาหลัง..แต่เป็นเรื่องของความรู้สึกว่าเขาเลือกใครต่างหาก แกต้องมองความจริงสิ..เขาชอบแกนะฟาเซีย และที่สำคัญแกเองก็ชอบเขา แล้วแกจะต้องมารู้สึกผิดต่อฉันทำไม?” แคนดี้ลุกนั่งตามพลางโอบไหล่ฉันหลวมๆ

“แต่แคนดี้...ถ้าฉันยังคบกับเขาต่อ..แกก็ต้องเสียใจสิ ฉันไม่อยากให้แกเสียใจนี่” ฉันหันไปสบตาอีกฝ่ายก่อนจะต้องร้องโอดโอยเมื่อมะเหงกถูกประเคนให้กลางกบาล “โอ๊ย! เจ็บนะ!” ฉันลูบหัวป้อยๆ

“ก็ใครใช้ให้แกทำตัวเป็นนางเอกล่ะยะ แหม...ได้ทีล่ะดราม่าเชียว จะลงชิงถ้วยออสการ์รึไง ต่อให้แฟนเขาไม่ใช่แก ยังไงฉันก็ต้องเสียใจอยู่ดีแหละย่ะ แกได้คบกับเขาสิฉันค่อยวางใจหน่อย..อย่างน้อยฉันก็รู้ว่าแกคงดูแลเขาได้และคงไม่ทำให้เขาเสียใจ”

“แต่..” ฉันกำลังจะค้านแต่เมื่อเห็นมือเรียวเงื้อขึ้นเหนือหัวคาดเดาองศาการตกแล้วคงไม่พ้นหัวฉันเป็นแน่จึงปิดปากเงียบกลืนคำพูดลงที่เดิม

“ถ้ายังเถียงอีกฉันฟาดให้แน่..” แคนดี้ถลึงตามองอย่างเอาเรื่อง “เอาเถอะน่า..ไม่ว่าเขาจะชอบแก ฉันจะชอบเขา หรือแกจะชอบเขาก็ตาม ยังไงมิตรภาพระหว่างเราก็ไม่เปลี่ยนแปลงหรอกนะเพื่อนรัก” แคนดี้ส่งยิ้มมาให้พร้อมคว้าฉันไปกอดแน่น

“นั่นสินะเพื่อนรัก” ฉันกอดตอบด้วยแรงไม่แพ้กัน ถึงแม้จะรู้สึกอึดอัดไปบ้างแต่ความอบอุ่นของมิตรภาพกลับทำให้เราต่างกอดกันแน่นอยู่อย่างนั้นจนสุดท้ายแคนดี้ก็เป็นฝ่ายปล่อยฉันก่อน แล้วเราก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน

“..ยังไงเขาก็เป็นแค่ผู้ชายที่ฉันชอบ ส่วนเธอสิ..เป็นเพื่อนที่ฉันรักที่สุด สำหรับฉันคำว่ารักมันมีความหมายกว่าคำว่าชอบหลายล้านเท่า แล้วจะแปลกตรงไหนถ้าฉันจะเลือกเพื่อนที่ฉันรักมากกว่าผู้ชายที่ฉันชอบ..จริงมั้ย?” ฉันได้แต่ยิ้มรับคำพูดของแคนดี้

“ขอบใจนะ”

 

“ว่าไงยัยมาเฟีย..เคลียร์เรื่องข้องใจได้แล้วเหรอ?” โซเดียร์ทักเมื่อฉันก้าวขึ้นรถเขา

“ก็นะ...” ฉันตอบก่อนจะส่งยิ้มให้ เวลาสองวันหลังจากที่ฉันเคลียร์ความรู้สึกกับยัยแคนดี้ เหมือนเมฆหมอกในใจได้ถูกขจัดทิ้งจนมองเห็นอะไรๆ ได้อย่างชัดเจน รวมถึงความรู้สึกของตัวเองด้วย 

“นี่..โซเดียร์”

“หืม..ว่าไง” เขาตอบขณะที่บังคับรถเข้าจอดหน้าร้านอาหารเล็กๆ

“ถ้าเกิดว่าเพื่อนนายมาชอบฉัน..นายจะรู้สึกยังไงเหรอ?” ฉันลองถาม

“หลงตัวเองไปรึเปล่า?” เสียงหัวเราะขึ้นจมูกทำเอาอารมณ์เสียนิดหน่อย

“อ่ะแน่นอน..ก็คนมันสวย” คำตอบกลับเรียกเสียงหัวเราะจากอีกฝ่าย

“คร้าบๆ คนสวย”

“ไม่ต้องประชดย่ะ..ก็แค่อยากรู้เฉยๆ วู้..ไม่สนนายแล้ว” ฉันพูดอย่างหัวเสียก่อนจะตัดสินใจผลักประตูรถหวังจะออกไปให้พ้นหน้าคนขี้แกล้งแต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่ออีกฝ่ายคว้าตัวเอาไว้

“แกล้งนิดแกล้งหน่อยทำเป็นงอนนะ” เสียงทุ้มนุ่มกระซิบบอกข้างใบหูทำเอาหน้าร้อนผ่าวอย่างช่วยไม่ได้

“ก็ใครใช้ให้นายแกล้งฉันล่ะ”

“หัวใจมันสั่งให้ทำนี่นา...ก็เวลาเธองอนแล้วน่ารักจะตาย...ฉันชอบ” คำพูดหวานหูทำเอาแทบสำลักลมหายใจ

“ร...ร โรคจิตรึเปล่ายะ?”

“ฉันเป็นอย่างนี้ก็เพราะเธอนั่นแหละ..รับผิดชอบด้วยล่ะ” ไม่ว่าเปล่าริมฝีปากร้อนประทับเข้าพวงแก้มอย่างไม่ทันตั้งตัว ฉันหันขวับไปมองหน้าคนทำที่ทำหน้าเหรอหราเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ได้แต่หน้าแดงซ่านด้วยความอาย “สำหรับคำตอบของคำถามที่ว่า..ถ้าเพื่อนฉันชอบเธอฉันจะรู้สึกยังไงน่ะ..สำหรับฉันนะ ฉันว่ามันขึ้นอยู่กับว่าเธอเลือกใคร ต่อให้เขาชอบเธอหรือฉันชอบเธอ มันก็ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับว่าเธอเลือกใครหรอก”

“...” ฉันก้มหน้างุดเมื่อได้ยินคำตอบ มันเหมือนกับที่แคนดี้บอก...สิ่งที่สำคัญคือคนที่เรารู้สึกชอบด้วยเขาเลือกใครต่างหากคือตัวตัดสินเรื่องทั้งหมด ฉันเงยหน้าขึ้นสบนัยน์ตาสวย

“ขอบใจนะที่เลือกฉัน” ฉันพูดก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปจูบปลายคางของอีกฝ่าย

“ธ..เธอ!” เป็นโซเดียร์ที่หน้าแดงก่ำจนฉันเผลอหลุดหัวเราะกับอาการเขินของเขา

“ฉันชอบนายนะ...” อีกครั้งที่ใบหน้าหล่อแดงก่ำราวกับแอปเปิ้ลสุกงอม ถึงตอนนี้ฉันเริ่มเข้าใจความรู้สึกที่โซเดียร์ชอบแกล้งฉันแล้ว...ก็เวลาแกล้งคนที่ชอบน่ะ...มันทั้งสนุกและสุขสุดๆ เลยน่ะซิ

“นี่เธอกล้าแกล้งฉันเหรอ?”

“ทำไมจะต้องเอาเรื่องจริงมาล้อเล่นด้วย?” ฉันถามกลับพลางอมยิ้มน้อยๆ “ฉันชอบนาย ชอบๆๆๆๆ ชอบมาก ชอบที่สุด” ยิ่งพูดก็ยิ่งสนุกเมื่อตอนนี้ไม่เพียงแต่ใบหน้าหล่อเหลาของโซเดียร์เท่านั้นที่แดงซ่าน ทั้งใบหู คอ แขนไปจนถึงปลายนิ้วแดงก่ำเหมือนคนเป็นไข้

“ฮึ้ย!..” ได้ยินโซเดียร์สบถเบาๆ ก่อนจะเอามือปิดหน้า “รับผิดชอบเลยนะยัยมาเฟีย!

“ไม่ต้องห่วงน่า...ฉันรับผิดชอบนายทั้งชีวิตแน่!


.................................................................................................................................................................
อย่างที่เห็นนะคะว่าเรื่องนี้มีการใช้ภาษาวัยรุ่น หรือคำวิบัติในการเขียน เนื่องจากตัวผู้แต่งเองต้องการสะท้อนให้เห็นว่าสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะในโลกโซเชียล ไม่ว่าจะเฟสบุ๊ค ไลน์ หรืออะไรต่างๆ คนจำนวนมากมักพิมพ์ภาษาเช่นนี้ลงไปไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ดังนั้นเรื่องนี้จึงมีการนำภาษาวัยรุ่นมาใช้เพื่อความบันเทิง มิได้เป็นการส่งเสริมให้ใช้ภาษาวัยรุ่นในการเขียนนิยายแต่อย่างใด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เน้นย้ำว่าเป็นการเพิ่มอรรถรสในการอ่านเท่านั้นนะคะ ขอบคุณที่อ่านจนจบค่ะ ขอบคุณค่ะ 

ผลงานทั้งหมด ของ แมแตร์

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. #1 ยัยตัวร้าย
    วันที่ 9 เมษายน 2557 / 20:30
    จบซะทีนะคะ
    #1
    0