คัดลอกลิงก์เเล้ว

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

Thunderstorm

 

 

Title : Thunderstorm

Author : Ignetuz

Series : Thor & The Avengers

Pairing : Thor x Loki

Rating : PG ?

#Warning# : YAOI

 

 

Intro

 

 

 



 

ราวกับเป็นการร่ำไห้ของเบื้องบนที่ปุถุชนธรรมดาจักต้องจำยอมรับรู้แม้จะไม่เต็มใจ... 

 

ราวกับพิรุณที่เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดสายต้องการจะทำให้จิตใจของใครหลายคนขุ่นมัวลง...

 

ราวกับเสียงพิโรธจากสรวงสวรรค์คำรามก้อง... 

 

ราวกับสุริยาจะมิอาจสามารถส่องสว่างมาสู่พื้นดินได้อีกต่อไป... 

 

 

 

 

 

 

 

                “เจ้าเห็นโลกิหรือไม่ เฮมดอลล์” เจ้าของเสียงทุ้มเอ่ยถามนายทวาร เส้นผมสีทองร่วงหล่นลงมาปรกหน้าปรกตา นัยน์เนตรสีฟ้าดูมัวหมองลงอย่างชัดเจนเมื่อครั้นถึงวันตัดสินโทษของน้องชายต่างสายเลือด ใบหน้าหล่อเหลานั้นก้มมองลงไปสู่จักรวาลเบื้องล่างพลางกำมือเข้าหากันแน่นเมื่อโสตประสาทได้ยินคำตอบจากเทพข้างกาย 

 

                “พระอนุชามิได้ร่ำไห้ถึงท่านอีกต่อไป...” 

 

                “...เพราะเขากำลังจะได้ของเล่นชิ้นใหม่ ที่ทำให้ลืมท่านได้” 

 

                ธอร์เงียบไปสักครู่ก่อนที่เสียงเรียบนิ่งจะเปล่งออกมาจากลำคอ 

                 

                “ส่งข้าไปยังมิดการ์ด”

               


















 

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 8 ก.ย. 56 / 14:18

บันทึกเป็น Favorite


Thunderstorm

 

 

Title : Thunderstorm

Author : Ignetuz

Series : Thor & The Avengers

Pairing : Thor x Loki

Rating : PG ?

#Warning# : YAOI

 



Notes ! :
1. มึนมาก
2. ทำใจก่อนอ่าน
3. เสี่ยง ooc







 

 

 




 

ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของท่าน...

 

ความอบอุ่น ความแข็งแกร่ง วงแขนที่เคยโอบกอดข้าเมื่อครั้งยังเยาว์วัย...

 

รอยยิ้มที่ท่านมักเคยส่งให้ข้าเสมอ ความอ่อนโยนที่ข้ามิเคยได้รับจากผู้ใด

 

ท่านเป็นผู้มอบความรักให้ข้า

 

แต่ท่าน... ก็เป็นผู้ฝังทุกอย่างนั้นไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดในใจข้าเช่นกัน

 

ธอร์...

 

 

 

 

                เสียงสายฝนที่เทกระหน่ำแว่วเข้ามาในโสตประสาท เมฆหมอกตั้งเค้าขมุกขมัวสร้างความหมองหม่นแก่บรรยากาศรอบข้าง ขอบตาคู่หวานร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไร้เหตุผลขณะที่กลีบกุหลาบบางเม้มเข้าหากันอย่างอดกลั้น

 

                หากแต่เพียงพริบตาเดียว หยาดน้ำตาที่เอ่อคลอกลับถูกปลายนิ้วเรียวยาวปาดออกอย่างไร้เยื่อใย นัยน์เนตรสีมรกตคู่สวยสะท้อนความเย็นชาและความแข็งกร้าวอย่างที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาในอดีต มือบางขยับขึ้นเพื่อเช็ดคราบหยดน้ำที่ยังปรากฏอยู่บนใบหน้า ขณะที่เปลือกตากระพริบถี่ราวกับจะพยายามทำให้ความชื้นแฉะบนขนตาแพรยาวนั้นเหือดแห้งไป ภาพตรงหน้าที่เลยเลือนรางกลับแจ่มชัดขึ้น

 

                เพียงแค่พายุฝนฟ้าคะนอง เหตุใดข้าถึงเปราะบางเช่นนี้...

 

                ช่างน่าขันนัก

 

                เทพแห่งความลวงยืดกายลุกขึ้นพลางผุดยิ้มสมเพชให้ตนเอง เท้าเปลือยเปล่าเลื่อนลงสัมผัสพื้นกระเบื้องเย็นเยียบ เส้นเกศาสีรัตติกาลยาวเรี่ยบ่าพลิ้วไปตามการก้าวย่างของเจ้าของ เสื้อเชิ้ตสีขาวพิสุทธิ์ตัวหลวมเผยให้เห็นต้นคอขาวเนียนจนถึงไหล่บางที่สะอาดหมดจดไร้รอยมลทิน โลกิผละจากเก้าอี้ริมหน้าต่างที่ตนนั่งคุดคู้มานานนับวัน ก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าบานกระจกใสพลางพิศดูใบหน้าอันซูบผอมของตนและกวาดสายตามองรอบห้องสีขาวสะอาดอย่างถี่ถ้วน

 

                หน้าต่างบานกว้างเต็มไปด้วยละอองน้ำ ผ้าม่านเนื้อบางเบาสีครึมถูกเก็บรวบไว้อย่างดี เก้าอี้โซฟาสีดำสนิทตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางห้องสีขาว ตู้เสื้อผ้าไม้เข้มตั้งอยู่อีกมุมหนึ่งขณะที่เตียงคู่ที่ผ้าปูเตียงยังคงเรียบราวกับไม่ถูกแตะต้องมาเป็นเวลานาน

 

                โลกิวางจุดสายตาไว้บนเตียงที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล นัยน์เนตรสีเขียวมรกตสะท้อนความรังเกียจออกมาอย่างชัดเจนก่อนที่มือบางข้างตัวจะเกร็งขึ้นมาอย่างช้า ๆ

 

                จะให้ข้า...นอนลงบนเตียงที่นางผู้เป็นที่รักของท่านใช้หลับนอนทุกราตรีเช่นนั้นหรือ ?

 

                เพล้ง !’

 

                กำปั้นจากร่างโปร่งบางพุ่งทำลายกระจกตรงหน้าจนแตกละเอียด โลหิตสีแดงฉานค่อย ๆรินไหลออกจากปากแผล กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วห้องชุดเพราะเครื่องปรับอากาศ เจ้าชายองค์รองแห่งแอสการ์ดเสมองไปยังทิวทัศน์เบื้องล่างผ่านม่านหมอกของหยดน้ำที่บดบังทัศนวิสัยจนย่ำแย่ หากแต่เจ้าของใบหน้าที่งดงามไม่แพ้สตรีกลับจ้องลองราวกับท้องถนนเบื้องล่างเต็มไปด้วยความดึงดูดอันน่าสนใจ

 

                ดวงเนตรคู่หวานปรากฏประกายระริกขึ้นดูคล้ายราวกับเด็กน้อยที่โดดเดี่ยวกำลังจะได้ของเล่นชิ้นใหม่มาเป็นเพื่อนคู่ใจ เรียวปากบางยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจเพียงชั่วขณะก่อนจะกลับมาเหยียดตรงอีกครั้ง

 

                โลกิเดินเข้าห้องน้ำพลางปลดเปลื้องอาภรณ์ลงบนพื้นอย่างช้า  อากาศที่หนาวเย็นนั้นมิอาจทำให้ร่างโปร่งบางระคายได้เลยแม้แต่น้อย มือเรียวยาวที่ถูกชโลมไปด้วยเลือดแกว่งไปตามแรง ของเหลวข้นสีแดงเข้มค่อย ๆหยดลงแปดเปื้อนกระเบื้องเรียบลื่นทีละเล็กทีละน้อย

 

 

 

                Ϟ

 

               

               

                ประตูตู้เสื้อผ้าถูกเลื่อนออกอย่างแผ่วเบา เทพแห่งคำโกหกพาร่างที่ชุ่มโชกขึ้นจากอ่างอาบน้ำ ริมฝีปากอิ่มขึ้นสีระเรื่อเพราะอุณหภูมิของน้ำอุ่นที่เพิ่งผละจากมา ดวงเนตรคู่งามกระพริบตามองชุดเครื่องแต่งกายตรงหน้าอย่างเอือมระอาระคนสมเพช ก่อนที่จะจำต้องเลือกชุดแต่งกายที่เรียบง่ายและกลมกลืนไปกับฝูงชนขึ้นมาเสียชุดหนึ่ง

 

                เสื้อยืดคอปาดเนื้อบางเบาสีดำสนิทถูกสวมใส่พลางปล่อยให้คอเสื้อเอียงกะเท่เร่เผยผิวเนียนละเอียดที่เกินกว่าบุรุษเพศจะพึงมี ตั้งแต่ไหล่มนถึงซอกคอขาวที่น่าประทับรอยทิ้งไว้ เสื้อคลุมแขนกุดสีเทาอ่อนถูกสวมทับอีกชั้น ท่อนขาเรียวยาวถูกปกปิดด้วยกางเกงยีนส์ขาเดฟสีนิล เข็มขัดสีขาวโอบรัดรอบสะโพกก่อนที่แขนเสื้อจะถูกพับขึ้นมาจนถึงข้อศอก ร่างโปร่งบางจัดการทำแผลให้ตนเองอย่างแผ่วเบา แต่กระนั้นความเจ็บปวดก็มิได้ทุเลาลงเลยแม้แต่น้อย

 

                โลกิยืดกายขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำสไตล์หรูอีกครั้งเพื่อส่องกระจก แววตาที่สะท้อนออกมาดูจะประหลาดใจกับภาพลักษณ์ใหม่ของตนเอง เทพหนุ่มเอื้อมมือขึ้นขยี้หัวเบา ๆเพื่อให้เส้นผมไม่เรียบตรงจนเกินไป ร่างโปร่งบางหันซ้ายขวาพลางสำรวจตนเองก่อนจะยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจ

 

                รองเท้าบูทหนังสีดำสนิทห่อหุ้มเท้าทั้งสองข้าง เส้นเชือกถูกขมวดเป็นปมอย่างรวดเร็วหากแต่แน่นหนา ก่อนที่ห้องขังเทพเจ้าแห่งคำลวงที่มิดการ์ดจักจำต้องร้างผู้คน ก่อนที่อนธการจะคลืบคลานและกลืนกินทั่วบริเวณ

 

 

                หากข้าไม่ตัดสินใจผละจากท่าน

 

                และท่านเอ่ยรั้งข้าไว้

 

                เราทั้งสองคนก็คงไม่จบลงแบบนี้...

 

 

 

 

 

 

 

                แน่ใจหรือว่านี่คือการลงทัณฑ์ข้า... โอดิน

 

 

 

 

                เสียงดนตรีขับกล่อมผู้คนในยามวิกาลดังสะท้อนเข้ามาให้ได้ยิน เทพหนุ่มที่ต้องใช้ชีวิตเดินดินดังเช่นมนุษย์ทั่วไปเพราะโทษทัณฑ์กำลังนั่งเท้าคางอยู่บนเคาท์เตอร์บาร์ ภายในบาร์เรียบหรูที่ตกแต่งด้วยแผ่นไม้สีเข้มเป็นหลักที่แน่นขนัดไปด้วยผู้คนที่โปรดปรานความบันเทิงในยามราตรี เล็บยาวงุ้มบนปลายนิ้วเรียวยกขึ้นลงเคาะโต๊ะไม้ไปตามจังหวะเพลงขณะที่กำลังรอเครื่องดื่มอย่างสบายอารมณ์ ก่อนที่ความสุนทรีย์นั้นจะถูกทำลายด้วยน้ำเสียงของใครบางคนที่เพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรก

 

                “ผมค่อนข้างแปลกใจ ใครกันนะที่กล้าปล่อยให้คุณต้องรอ...” โลกิเหลือบตามองบุรุษแปลกหน้าที่ถือวิสาสะทรุดตัวนั่งลงข้างกาย ดวงตาคู่คมสีอัลมอนด์พราวระยับรับกับใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติ ดั้งจมูกโด่งเป็นสันและทรงผมตัดสั้นสีดำสนิท เสื้อเชิ้ตสีเทาเข้มที่กระดุมสองเม็ดบนถูกปลดออกเผยให้เห็นร่างกำยำของอีกฝ่าย เรียวปากของคนตัวสูงกว่าขยับยิ้มก่อนที่เสียงทุ้มจะเปล่งออกมาอีกครั้ง

 

                “ผมต้องขอโทษจริง ๆที่เสียมารยาท แต่ก็หวังว่าคุณจะไม่ว่าอะไร ใช่ไหมครับ ?”

 

                ร่างโปร่งบางไม่เอ่ยตอบสิ่งใดพลางเอื้อมมือไปรับแก้วค็อกเทลสีฟ้าเข้มจากบาร์เทนเดอร์ขึ้นมาดื่มโดยไม่แม้แต่จะสนใจคนข้างกาย ขณะที่ผู้มาใหม่กลับยิ้มให้กับการกระทำนั้นพลางจับจ้องอย่างไม่วางตา

 

                “หน้าฉันมันสวยจนนายละสายตาไม่ได้เลยสินะ ?” แว่วเสียงหวานจากริมฝีปากอิ่มขณะที่ปลายนิ้วเรียวไล่วนไปตามขอบแก้ว ขนตาแพรยาวกระพริบขึ้นลงก่อนที่นัยน์เนตรสีมรกตจะหันมาสบตาของคนสูงกว่า

 

            ช่างเป็นคนที่หยิ่งยโสซะเหลือเกิน

 

                แต่ก็นั่นละนะ... ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆว่าความงามของคน ๆนี้น่าหลงใหลยิ่งกว่าสิ่งใดหรือใครที่เคยพบเจอ

 

                “ก็คุณเล่นสวยซะขนาดนี้ ใครจะละสายตาจากคุณได้ละครับ ?” ชายหนุ่มยกยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงมิอาจหาญสู้รอยยิ้มจากเทพแห่งเล่ห์กลได้

 

                “มีสิ... คนที่ฉันรู้จักคนหนึ่งละ”

 

                “งั้นเขาก็คงเป็นคนที่พลาดสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตไป” คาสโนว่าเจ้าเสน่ห์เอียงคอมองคนตรงหน้าก่อนที่เสียงทุ้มจะเอ่ยต่อ “ผมชื่อวิคเตอร์- -”

 

                “ช่างเป็นชื่อที่บ่งบอกนิสัยใจคอของนายได้ดีจริงเชียว” โลกิหัวเราะในลำคอพลางช้อนตาขึ้นมองคนสูงกว่าขณะที่มือบางยกขึ้นเล่นปลายผมของตนเอง “แล้วฉันจำเป็นต้องบอกชื่อให้นายรู้รึเปล่านะ...”

 

                “ตามธรรมเนียม มันก็ควรจะเป็นอย่างนั้นไม่ใช่หรอครับ ?” วิคเตอร์กระซิบถามก่อนจะกระดกของเหลวสีชาในแก้วใสให้ลื่นไหลลงคอไป

 

                “แต่พอดีว่าฉันเป็นพวกชอบแหกกฏซะด้วยสิ” เทพหนุ่มยกยิ้มขึ้นที่มุมปากก่อนจะดื่มค็อกเทลสีฟ้าแก้วใหม่ตรงหน้าอีกครา เรือนผมสีรัตติกาลถูกเลื่อนจับให้ทัดใบหูด้วยฝีมือของเจ้าตัว ก่อนที่นัยน์เนตรคู่คมจะเหลือบมองคนข้างกายเมื่อสัมผัสได้ถึงการรุกล้ำบนเนินไหล่ขาว

 

                “งั้นผมก็คงต้องรู้ให้ได้แล้วละนะ... ว่าคืนนี้ผมควรจะเรียกคุณว่าอะไรดี ?”

 

                มนุษย์ช่างเป็นสิ่งมีชิวิตที่...โสโครกยิ่งนัก

 

                โดยเฉพาะบุรุษผู้นี้

 

                “เอามือสกปรกของนายออกไป” โลกิเอ่ยตัดบทด้วยเสียงเรียบนิ่งพลางปัดมือหนาที่วางบนผิวกายของตนทิ้ง วิคเตอร์ขยับยิ้มอย่างพอใจเมื่อร่างโปร่งบางผละออกจากที่นั่งไป

 

                “เล่นตัวจังเลยนะ...”

 

                บทเพลงที่ครั้งหนึ่งเคยเนิบช้าชวนให้คล้อยตามกลับแปรเปลี่ยนเป็นจังหวะเร็วจนใครหลายคนต้องลุกขึ้นมาขยับกาย แสงสีส้มอ่อนถูกปิดลงและแทนที่ด้วยแสงสีมากมายที่สาดส่องไปมาจนรู้สึกปวดตา โลกิพยายามฝ่าดงมนุษย์ที่ดิ้นเต้นไปตามจังหวะเพลงอย่างยากลำบาก กายกระทบกายที่แทบจะผลักให้ร่างโปร่งบางกระเด็นและล้มลงไป เทพหนุ่มกัดฟันแน่นอย่างอดทนพลางพยายามพร่ำบอกตนเองเสมอให้ใจเย็น ไม่ระเบิดสถานที่นี้ทิ้งให้กลายเป็นจุล ถ้าไม่ติดว่าโดนลงทัณฑ์อยู่ละก็นะ... เจ้ามนุษย์ชาวมิดการ์ดไม่ได้สังสรรค์เช่นนี้แน่

 

                คิดยังไม่ทันจบดี หญิงสาวคนหนึ่งก็เซมาชนกับเทพหนุ่มร่างโปร่ง โลกิเบิกตากว้างขึ้นอย่างตระหนกเมื่อรับรู้ว่าตนกำลังจะล้มลงไปนอนกับพื้นและเสี่ยงกับการถูกรุมประชาทัณฑ์ทางอ้อม แต่ดวงตาคู่งามกลับแสดงออกถึงความประหลาดใจระคนคาดไม่ถึงมากกว่า เมื่อชายหนุ่มที่เพิ่งผละจากมาเป็นคนรับร่างของตนไม่ให้ล้มลงไปนอนบนพื้น

 

                วิคเตอร์ก้มลงมองใบหน้าหวานของคนในอ้อมแขนราวกับต้องมนตร์สะกด นัยน์ตาสีมรกลที่ดูลึกลับเกินกว่าจะหยั่งถึงช่างเป็นการกระตุ้นให้รู้สึกอยากค้นหามากกว่าสิ่งใด เรียวปากกลีบกุหลาบกับปลายจมูกเชิดรั้นที่แสดงออกถึงความดื้อดึงของอีกฝ่าย ผิวขาวเนียนละเอียดสีซีดตัดกับอาภรณ์และเส้นผมที่กลืนไปกับราตรี กลิ่นหอมอ่อนจางอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวลอยมาแตะจมูก วิคเตอร์จ้องมองใบหน้าของคนตัวเล็กกว่าเนิ่นนานอาการไม่ต่างกับคนที่ถูกสะกดไว้

 

                โลกิขมวดคิ้วเล็กน้อยเป็นเชิงไม่พอใจกลาย ๆก่อนที่จะยันกายของตนให้ลุกขึ้นยืน มือเรียวยาวปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าของตนเองด้วยท่าทางรังเกียจ เส้นผมสียาวเหยียดตรงและนุ่มลื่นประดุจแพรไหมพลิ้วสะบัดตามแรง เพียงพริบตาเดียว ร่างโปร่งบางก็กลืนหายไปกับฝูงชนในบาร์ใหญ่

 

                วิคเตอร์กระพริบตาพลางพยายามตั้งสติ ใบหน้าคมสันหันซ้ายขวาอย่างรวดเร็วก่อนที่จะรีบรุดตามคนตัวเล็กกว่าไป แม้จะไม่เห็นว่าคน ๆนั้นเดินไปทางไหน แต่ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมานานจึงพอจะเดาได้ว่าจุดหมายปลายทางนั้นควรเป็นที่แห่งใด

 

                ผมจะบอกอะไรให้นะ... คุณคนสวยไม่มีทางหนีผมพ้นหรอก

 

 

 

                Ϟ

 

               

               

 

                ไม่น่าลงมาจริง ๆด้วย...

 

                โลกิหลับตาลงพลางถอนหายใจ ศีรษะของร่างโปร่งพิงกำแพงหินสีเทาซีดที่เริ่มผุกร่อนไปตามกาลเวลา ผิวกายกระทบละอองฝนที่ถูกพัดพามาตามแรงลม เปลือกตาที่ซ่อนดวงเนตรสีมรกตค่อย ๆเปิดขึ้นก่อนที่เทพหนุ่มจะพินิจสภาพแวดล้อมรอบกายของตน

 

                ตรอกแคบระหว่างบาร์ที่ตนเพิ่งจากมากับภัตตาคารอาหารฝรั่งเศสดูขมุกขมัวและให้ความรู้สึกในทิศทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เทพหนุ่มเจ้าของเส้นผมสีรัตติกาลขยับยิ้มสมเพชก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มืดสนิทสะท้อนอารมณ์ของเขาไม่ต่างกัน

 

                มนุษย์... มักทำให้ฉากหน้าของตนดูดีเสมอ

 

                หากแต่เบื้องหลังของหน้ากากที่งดงามนั้น กลับอัปลักษณ์ เน่าเฟะและผุพังไม่ต่างกัน

 

                นี่น่ะหรือ... โลกที่ท่านต้องการปกป้องจากน้ำมือของข้า

 

                แต่ก็นั่นสินะ... โลกที่เป็นบ้านเกิดของหญิงสาวที่ท่านรัก

 

                ท่านย่อมต้องหวงแหนมันเป็นธรรมดา

 

                “คุณอยากจะได้ความเป็นส่วนตัวก็ไม่บอกผมตั้งแต่แรก” เสียงทุ้มที่คุ้นหูดังขึ้นขัดกระแสความคิดของเทพร่างโปร่งอีกครั้ง โลกิมองคนตัวสูงกว่าด้วยหางตา ใบหน้าหวานเรียบนิ่งไร้ความรู้สึกขณะที่ความเย็นชาสะท้อนออกจากแววตา หากแต่สิ่งเหล่านั้นมิได้ทำให้วิคเตอร์รู้สึกหวั่นกลัวเลยแม้แต่น้อย

 

                “ฉันกำลังสงสัยอยู่ ว่าหน้านายมันทำมาจากอะไร” ร่างโปร่งบางขยับยิ้มเล็กน้อย “ทำไมมันหนาได้ขนาดนี้”

 

                เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาหัวเราะออกมาเบา ๆ ถึงแม้ว่าจะแอบรู้สึกชาเพราะคำพูดจากเรียวปากอิ่มแต่เขาก็มาไกลเกินกว่าที่จะถอยหลังกลับ ท่าทางของร่างโปร่งบางที่ดูเชิญชวนนั้นอดทำให้คิดไปไกลไม่ได้แต่ทว่าเมื่อเหลียวมองดูบรรยากาศรอบกายก็ดูคล้ายจะเป็นใจซะเหลือเกิน

 

                “ไม่เอาน่า... ผมรู้ว่าคุณก็อยาก”

 

                โลกิเลิกคิ้วมองร่างสูงที่ก้าวมาหยุดยืนตรงหน้าตนเอง ดวงเนตรคู่หวานมองวิคเตอร์ตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก มือเรียวยาวกำเสื้อเชิ้ตสีเทาเข้มของร่างกำยำตรงหน้าและดึงต่ำลงมาให้ชายหนุ่มต้องโน้มตัวลงมาก่อนที่เสียงกระซิบจะเล็ดลอดออกมาจากลำคอบางระหงส์

 

                “ถ้าคิดจะทำให้ข้าแปดเปื้อน ยังเร็วไปร้อยปีนะ  เจ้าหนุ่ม”

 

                เสียงขู่ฟ่อดังขึ้นข้างหูของคนตัวสูงกว่าขณะที่วิคเตอร์รู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่โอบล้อมรอบบ่าแกร่งของตน ดวงตาสีน้ำตาลอัลมอนด์ค่อย ๆเหลียวมองดูสิ่งมีชีวิตที่เพิ่งปรากฏ... งูหางไหม้อยู่ห่างจากใบหน้าของเขาไม่ถึงคืบ

 

                วิคเตอร์ร้องลั่นก่อนจะถอยหลังจากร่างโปร่งบางราวกับคนตัวเล็กกว่าเป็นตัวอันตราย มือหนาพยายามปัดไล่สัตว์เลื้อยคลานที่ค่อย ๆพันเกี่ยวร่างของตนอย่างเนิบช้า โลกิยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจก่อนจะสะบัดมือเพียงเล็กน้อย อสรพิษก็อันตรธานหายไปโดยพลัน

 

                ร่างสูงหอบหายใจพลางทรุดตัวลงไปนั่งบนพื้นอิฐ โลกิมองคนตัวสูงกว่าด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่ายระคนระอา หากแต่ดวงตากลับเป็นประกายระยับราวกับเด็กน้อยที่เจอของเล่นที่ถูกใจ ร่างโปร่งบางย่อตัวลงก่อนจะเปล่งเสียงอีกครา

 

                “อยากให้ฉันปลอบนายไหมละ”

 

                “...!?”

 

                และโดยไม่รอให้วิคเตอร์ได้อ้าปากตอบ มือเรียวยาวเชยคางของเจ้าของใบหน้าคมสันขึ้นก่อนจะค่อย ๆเลื่อนใบหน้าของตนเข้าหาอย่างช้า ๆ

 

                ระยะห่างระหว่างริมฝีปากของทั้งคู่ค่อย ๆหดสั้นลงเรื่อย ๆ

 

                และ....

 

                เปรี้ยง !’

 

                อสนีบาตลงสู่พื้นดินพร้อมกับเสียงคำรามก้องราวกับสรวงสวรรค์กำลังพิโรธ ปรากฏร่างว่าที่กษัตริย์แห่งแอสการ์ดอยู่ห่างออกไปไม่ไกลจากเทพแห่งความลวง โลกิตวัดสายตาไปยังผู้มาใหม่อย่างไม่พอใจก่อนที่หลังมือเรียวจะกระทบกับใบหน้าของวิคเตอร์จนหันไปอีกทางหนึ่ง ร่างโปร่งบางยืดกายขึ้นก่อนจะยกยิ้มเย็นชาให้ผู้มีศักดิ์สูงกว่าตรงหน้า

 

                “ท่านมีธุระอันใดที่ต้องสะสางที่มิดการ์ดหรือ พี่ข้า”

 

                ธอร์ไม่เอ่ยตอบสิ่งใด นัยน์เนตรสีฟ้าสดใสเบนความสนใจให้ร่างสูงเบื้องหลังคนตัวเล็กกว่าที่ทรุดอยู่ไม่ไกล เส้นผมสีทองของเทพแห่งสายฟ้าถูกมัดรวบไว้อย่างลวก ๆขณะที่อาภรณ์ที่ปกคลุมกายมิใช่ชุดเกราะและผ้าคลุมสีแดงสดอีกต่อไป ร่างโปร่งบางมองปราดเดียวก็สามารถเข้าใจถึงเหตุผลที่ธอร์ลงมาครั้งนี้ได้ทันที หากแต่สุรเสียงนุ่มหวานอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวยังคงเปล่งออกไปราวกับพยายามยั่วโทสะคนตรงหน้า

 

                “เจ้าออกไปให้พ้นสายตาข้า” ธอร์เอ่ยเสียงห้วนพลางชี้ไปยังวิคเตอร์ที่เพิ่งจะผุดลุกขึ้น มนุษย์ชาวมิดการ์ดรีบรุดเข้าไปในบาร์อย่างลนลานและรีบร้อน โลกิหันไปมองเหยื่อของตนที่เพิ่งผละจากไปอย่างเสียดายก่อนที่ท่อนแขนเรียวจะถูกดึงกระชาก ร่างโปร่งบางซวนเซไปตามทิศทางที่พละกำลังที่มากกว่านั้นนำพา โลกิช้อนตาขึ้นมองคนตัวสูงกว่าอย่างนึกโกรธขณะที่บัดนี้ร่างของตนถูกรวบให้แนบชิดกับแผ่นอกแกร่งด้วยวงแขนของคนตัวสูงกว่า

 

                “ตอบมาสิ น้องข้า... เหตุใดเจ้าจึงทำเช่นนั้น” ธอร์กระซิบเสียงแผ่วเบา ดวงตาคู่คมที่หม่นแสงและขุ่นมัวนั้นดูเศร้าสร้อยยิ่งกว่าครั้งใดที่โลกิเคยพบเจอ ใบหน้าหล่อเหลามีหนวดเคราขึ้นบ้างประปราย สายตาที่มองมาอย่างออดอ้อนระคนเศร้าโศกนั้นแทบจะทำให้เปลือกนอกที่แข็งแกร่งของร่างโปร่งบางอ่อนยวบลงไปในทันที

 

                หากแต่เมื่อใบหน้าของเจน ฟอสเตอร์ฉายขึ้นมาในห้วงความคิด

 

                ความเย็นชาไร้ความรู้สึกกลับเข้ามาแทนที่บนใบหน้าหวานอีกครั้งครา

 

                “ข้ามิได้ทำอะไร” เสียงเรียบนิ่งดังลอดจากกลีบกุหลาบบนใบหน้าหวาน ธอร์ขบกรามแน่นเมื่อได้ยินประโยคถัดมา “ข้าเพียงแต่พบเจอบุรุษที่น่าสนใจกว่าผู้ใด... ก็เท่านั้น”

 

                ...ทั้งที่เจ้าเคยกล่าวว่า จะมีข้าเพียงผู้เดียว

 

                เจ้ากลับทำให้คำเหล่านั้นเป็นคำเท็จ

 

                โลกิผลักร่างสูงกว่าออกไปด้วยกำลังทั้งหมดที่มี นัยน์เนตรสีมรกตมองคนตรงหน้าด้วยแววตาตัดพ้อ ความจริงที่เคยดังออกจากปากไม่เคยมีค่าเท่าคำลวงที่ใครต่อใครเชื่อถือ กรณีนี้ก็เช่นกัน ร่างโปร่งบางรับรู้ได้ว่าคนตรงหน้ากำลังใช้ความพยายามในการสะกดอารมณ์โกรธมากเพียงใด โลกิกำมือเข้าหากันแน่น เล็บยาวจิกลงบนเนื้อของตนเองขณะที่โสตประสาทกำลังรอถ้อยคำจากปากธอร์

 

                “เจ้ารู้สึกสนุกมากใช่ไหมที่ได้ใครต่อใครเป็นของเล่น เป็นเครื่องมือให้เจ้าใช้งานเพื่อฆ่าเวลา” เจ้าของค้อนโยเนียร์มองใบหน้าหวานตรงหน้าที่เบือนหนีราวกับไม่อยากมอง “ขอเพียงเจ้าเป็นเด็กดีเพียงเท่านั้น เราก็จะได้กลับบ้านแล้วอยู่ด้วยกันดังเช่นวันวาน หากเจ้าฟังคำข้าและประพฤติตนอยู่ในกรอบเพียงเท่านั้น แต่เจ้าไม่แม้แต่จะคิดทำ !

 

                โลกิหัวเราะก่อนจะถ่มน้ำลายลงบนพื้น “ว่าที่กษัตริย์แห่งแอสการ์ดจะพิโรธไปทำไมเล่า ยักษ์น้ำแข็งเช่นข้ามิคู่ควรกับท้องพระโรงมาตั้งแต่แรกแล้วด้วยซ้ำ”

 

                “แล้วเหตุใดข้าจักต้องเป็นทำตนเช่นสัตว์เลี้ยงแสนซื่อสัตย์เพื่อให้กลับไปยังครอบครัวจอมปลอมนั่นด้วยละ ถูกไหม ?” โลกิเอ่ยด้วยน้ำเสียงยียวนก่อนจะโดนกระชากข้อมืออย่างแรง

 

                “โลกิ !” ธอร์ขึ้นเสียง เทพหนุ่มร่างสูงบีบข้อมือของน้องชายต่างสายเลือดตรงหน้าจนอีกฝ่ายรู้สึกเหมือนราวกับว่ากระดูกภายในใกล้จะแหลกละเอียดเต็มที “นอกจากเจ้าจะทำตัวโสมมเช่นนั้นแล้ว เจ้ายังคง... เกลียดข้าไม่เปลี่ยนแปลงใช่หรือไม่” แม้ว่าเสียงธอร์จะดังและน่าเกรงขามในช่วงแรก หากแต่ท้ายประโยคกลับแผ่วเบาจนไม่น่าเชื่อ โลกิแค่นยิ้มรับคำกล่าวนั้นก่อนจะกระซิบเรี่ยข้างหูของอีกฝ่าย

 

                “ข้าเกลียดท่านตั้งแต่แรกแล้วละ ธอร์”

 

                ราวกับมีดนับพันเล่มปักลงหัวใจข้า เมื่อข้าเอ่ยว่าเกลียดท่าน

 

                “แต่ข้าไม่เคยคิดเกลียดเจ้า... โลกิ” เสียงทุ้มเอ่ยตอบกลับอย่างแผ่วเบา

 

                ท่านจงอย่าได้เอื้อนเอ่ยคำนั้นเป็นครั้งที่สองได้หรือไม่... พี่ข้า

 

                “ไม่ว่าท่านจะพูดยังไง ความจริงก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง...” เทพร่างโปร่งกระซิบตอบ ดวงเนตรคู่งามสบกับนัยน์ตาสีฟ้าสดใสเพียงชั่วขณะก่อนจะกระแทกเข่าเข้าที่ท้องของธอร์จนจุก ขายาวรีบก้าวพาร่างเพรียวหนีทันทีที่ข้อมือปราศจากการเกาะกุม โลกิวิ่งอย่างสุดชีวิตขณะที่ธอร์ได้แต่งอตัวอยู่ในตรอกแคบ

 

                หากแต่เทพแห่งคำลวงอาจหลงลืมไป

               

                ว่าฝีเท้าของนักเวทย์หรือจะอาจทัดเทียมกับนักรบได้ ?

 

                “โอ้ย !” โลกิร้องลั่นขณะที่ท่อนแขนเรียวถูกดึงเข้าหาร่างสูงที่วิ่งตามทันอย่างง่ายดาย ร่างโปร่งกระแทกกับกำแพงหินขรุขระอย่างแรง คนตัวเล็กกว่าคิดขยับหนีเพียงเล็กน้อย แขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของคนตัวสูงกว่าก็ยกขึ้นกันทั้งซ้ายขวา ดวงเนตรสีมรกตตวัดมองคนตรงหน้าอย่างไม่พอใจและเย่อหยิ่ง

 

                “ท่านไม่มีสิทธิ์ในตัวข้า ธอร์ !” โลกิตวาดเสียงห้วนพลางพยายามดันอกแกร่งที่ขยับเข้าใกล้ให้ห่างจากตนขณะที่แผ่นหลังรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบจากกำแพงที่แนบติดกับผิวกาย ธอร์อยู่ในท่าลักษณะดันกำแพงก่อนที่มือหนาจะเชยคางเจ้าของริมฝีปากกลีบกุหลาบขึ้น เทพร่างโปร่งมองใบหน้าหล่อเหลาของพี่ชายต่างสายเลือดด้วยสายตาที่ว่างเปล่า “ปล่อยข้าซะ...”

 

                “หากเจ้ายังคงดื้อดึงเช่นนี้... ข้าคงจะต้องรุนแรงกับเจ้าแล้วกระมัง น้องข้า” สิ้นเสียงแหบพร่าจากปากว่าที่กษัตริย์ ริมฝีปากอิ่มก็ถูกครอบครองในทันใด ถ้อยคำต่อว่ามากมายที่กำลังจะดังลอดออกจากโพรงปากหวานกลับต้องกลืนหายลงไป โลกิส่งเสียงประท้วงในลำคอขณะที่กำปั้นทั้งสองทุบบ่าแกร่งของคนสูงกว่าอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

 

                ลิ้นร้อนกวาดหารสชาติที่คุ้นเคยก่อนจะตักตวงความหวานอย่างไม่รู้เบื่อ แม้ว่าอีกฝ่ายจะพยายามหลบเลี่ยงเพียงใด หากแต่ผู้มากประสบการณ์กลับตวัดเกี่ยวกลับมาได้ทุกครั้ง ธอร์ผละออกก่อนที่โลกิจะได้กัดลิ้นของตน คนตัวสูงกว่าประทับจุมพิตบนริมฝีปากบวมช้ำอีกครั้งก่อนจะละเรี่ยเรื่อยไปถึงซอกคอขาวพลางฝากรอยประทับสีแดงเข้มไว้โดยไม่สนใจสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดสายเลยแม้แต่น้อย

 

                ฝ่ายคนไร้ทางสู้ก็รู้สึกราวกับว่าเรี่ยวแรงทั้งหมดถูกสูบออกไปเพียงคราเดียวด้วยรสจูบจากคนตัวสูงกว่า หากไร้ซึ่งวงแขนที่ประคองร่างแล้ว ขาเพรียวที่ไม่มีกำลังหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อยคงทรุดลงไปกองกับพื้นที่ชุ่มแฉะด้วยแอ่งน้ำ โลกิหอบหายใจพยายามตักตวงอากาศเข้าสู่ปอดพลางใช้หลังมือเช็ดถูริมฝีปากจนช้ำหนักกว่าเดิม ใบหน้าหวานแสดงออกมาอย่างชัดเจนว่าขยะแขยงและรังเกียจมากเพียงใด แต่ดูเหมือนเจ้าของใบหน้าคมสันจะไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย

 

                “นี่เป็นเพียงการเริ่มต้น... ที่เจ้ากับมนุษย์ผู้นั้น--”

 

                “อย่าเอะอะไป กายาข้ายังมิแปดเปื้อนกลิ่นมนุษย์เลยสักนิด” ปลายนิ้วเรียวถูกยกขึ้นจรดริมฝีปากเป็นเชิงบอกให้ร่างสูงหยุดการกระทำทุกอย่างและฟัง “ทีท่านกับนาง ข้ายังมิว่าอะไรเลยด้วยซ้ำ”

 

                “...ทั้ง ๆที่ท่านเอ่ยเองมิใช่หรือว่าเห็นข้าเป็นเพียงอนุชา แล้วเหตุใดเล่า ธอร์ เหตุใดท่านจึงแสดงอาการออกนอกหน้าออกตาเช่นนี้”

 

                ร่างสูงกัดริมฝีปากของตนแน่น ดวงตาสีฟ้าสดใสพินิจมองใบหน้าของบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นน้องชายต่างสายเลือดตรงหน้า ความงดงามนั้นยังไม่เสื่อมคลาย กลีบกุหลาบสีระเรื่อกลับต้องแดงช้ำขณะที่หยดน้ำเย็นเยียบค่อย ๆรินไหลไปตามโครงหน้าหวาน

 

                ใบหน้าที่เห็นตั้งแต่เมื่อครั้งยังเยาว์วัย

 

                ใบหน้าของคนที่ไม่เคยห่างหายไปไหน...

 

                “ก็ในเมื่อเจ้าเคยกล่าวว่าข้ามิใช่พี่ชาย แล้วใยข้าจักต้องยังคงยึดมั่นกับยศศักดิ์ในนามของเจ้าและข้าด้วยเล่า ในเมื่อเจ้าปรารถนาไม่เป็นอนุชาของข้าตั้งแต่แรก ข้าก็จะสนองความต้องการเจ้ายังไงละ โลกิ”

 

                “ถ้าเช่นนั้น...” เสียงหวานนุ่มขาดห้วงไปราวกับจะคาดเดาคำตอบที่จะออกจากปากของคนตรงหน้าได้

 

                ถ้าอย่างนั้น...

 

                “...เจน ฟอสเตอร์ คือทุกอย่างในชีวิตข้า โลกิ”

 

                ไม่...

 

                ไม่ใช่แบบนี้...

 

                มันต้องไม่ใช่แบบนี้ !

 

                จู่ ๆก็ราวกับว่ามีก้อนประหลาดขึ้นมาจุกที่ลำคอ ขอบตารู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง โลกิจิกลงบนไหล่ของคนสูงกว่าที่เอ่ยถ้อยคำออกมาราวกับไร้ความรู้สึก หากแต่ร่างโปร่งบางพยายามฝืนกลั้นน้ำตาที่เริ่มเอ่อคลอขึ้นในคลองจักษุ น้ำเสียงประชดประชันที่เปล่งออกจากลำคอช่างขัดกันกับหยาดวารีที่กำลังจะรินไหลลงมาในอีกไม่ช้า

 

                “ใช่สิ... ข้าเป็นเพียงเงาที่ท่านไม่เคยแม้แต่จะชายตามอง”

 

                ทำไมนะ... ทำไมเสียงเราถึงสั่นแบบนี้

 

                “ข้าเป็นเพียงของเล่นสนองความต้องการท่าน ไม่เคยแม้แต่จะมีสิ่งใดเทียบสตรีผู้นั้นได้เลยสักนิด...”

 

                ไม่สิ... มันต้องไม่จบแบบนี้

 

                “ทำไมท่านไม่ฆ่าข้าซะเลยละธอร์ ! แค่กักบริเวณข้าในมิดการ์ดมันยังไม่สาสมกับสิ่งที่ข้าทำไว้เลยด้วยซ้ำ ธอร์ ฆ่าข้าซะสิ !” โลกิตะโกนคร่ำครวญขณะที่ร่างที่ไร้เรียวแรงจะค่อย ๆทรุดลงไปกองกับพื้น หยดน้ำอุ่นร้อนจากดวงตาปะปนไปกับความเย็นเยือกที่เริ่มกัดกินจิตใจ ธอร์ปล่อยให้ร่างเล็กตรงหน้าคร่ำครวญร่ำไห้โดยไม่แม้แต่มองใบหน้าหวานที่เงยหน้าขึ้นมามองอย่างตัดพ้อ

 

                สำหรับข้า... นางคือทุกอย่าง

 

                แต่เจ้า... โลกิ

 

                “เพราะข้ามิอาจสามารถทำลายหัวใจของตนเองได้... ” ธอร์หันหลังให้เทพแห่งคำลวง อาภรณ์ของเทพทั้งสองเปียกโชกด้วยสายฝนที่มาพร้อมกับพายุ  เทพเจ้าแห่งสายฟ้ากำหมัดเข้าหากันแน่นก่อนจะตัดสินใจเดินผละจากร่างโปร่ง ทอดทิ้งให้เจ้าของเรือนผมสีรัตติกาลไว้ข้างหลังเคียงข้างกับความมืดที่เริ่มแผ่ตัวไปทั่วบริเวณ

 

                “ลืมไปแล้วหรือพี่ข้า... ว่าใจข้าต้องแหลกสลายก็เพราะท่าน” โลกิกระซิบขณะที่แผ่นหลังกว้างนั้นค่อย ๆถอยห่างออกไป ไม่มีวี่แววเลยสักนิดว่าร่างสูงจะเหลียวหันหลังกลับมามองเป็นครั้งที่สอง

 

                ไม่มีอีกแล้ว

 

                “เพราะฉะนั้นใจท่าน... ก็ต้องแหลกละเอียดด้วยเช่นกัน”

 

               

-END-

 








 

ด้านล่างนี้เป็นเศษ(?)ไดอะล็อกที่คิด ๆไว้แต่ไม่ได้ใช้ครับ orz||

 

//             อย่าเอะอะไป กายาข้ายังมิแปดเปื้อนกลิ่นมนุษย์เลยสักนิด

 

                สิ้นเสียงจากลำคอบาง ปลายจมูกของร่างโปร่งบางกลับสัมผัสที่ข้างแก้มของคนสูงกว่าพลางเลื่อนไปประทับที่ริมฝีปากหยักเนิ่นนานก่อนจะผละออกอย่างแผ่วเบา ธอร์คลายมือที่กำรอบข้อมือทั้งสองข้างของอีกฝ่ายหากแต่ยังไม่ปล่อยจากการเกาะกุม

 

                เจ้าจะทำให้ข้าคลั่งตายรึไงกัน...

 

                หากเป็นเช่นนั้นก็ดีสิ พี่ข้าโลกิยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก ดวงตาซุกซนที่ฉายแววเจ้าเล่ห์หากแต่หยาดเยิ้มนั้นทำให้ธอร์...               //

 

 

//             “ท่านก็น่าจะรู้ดีนะ พี่ข้า” วงแขนเรียวโอบรอบคอคนตัวสูงกว่าพลางกดต่ำให้ใบหน้าคมสันโน้มลงเข้าหาตน เรียวปากบางยกยิ้มขึ้นพลางกระซิบเสียงแผ่วเบา “ว่าที่ใจข้าจำต้องแตกสลายก็เพราะท่าน” // - L

 

//             “อย่าได้คิดกล่าวว่าเจนเป็นครั้งที่สองอีก โลกิ !” ธอร์คำรามลั่นขณะที่แว่วเสียงเกรี้ยวกราดจากพายุ ดูคล้ายพิรุณจากท้องฟ้าสีดำทะมึนจะเทกระหน่ำหนักขึ้น เทพแห่งคำลวงมองบุคคลตรงหน้าอย่างไม่รู้สึกสะทกสะท้าน

 

                “ปกป้องกันนักนะ...”

 

                เพียะ !                   //

 

 

.

.

.

 

จบเถอะ

 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Ignetuz จากทั้งหมด 13 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

7 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 1 ธันวาคม 2560 / 10:51
    น้องงงงงงT0T
    #7
    0
  2. วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 / 22:00
    สงสารน้องกิ
    #6
    0
  3. วันที่ 16 มกราคม 2557 / 16:05
    ..ขอโทษน้ะค้ะทั้งไรต์ และ รีดเดอร ขอฝากเพจนี้หน่อยน้ะค้ะ เพจเค้าเอง

    เป็นเพจสนองนีด thorki  and  HiddlesWorth

    ขอบคุณมากๆค่ะ ^/\^#โค้งๆ 

     https://www.facebook.com/mazestars

    #5
    0
  4. วันที่ 15 พฤศจิกายน 2556 / 20:35
    มาทำร้ายกันก็ตอนจบนี่ละคะ....น้องกิจะฆ่าตัวตายเรอะ=[]=!!
    #4
    0
  5. วันที่ 14 พฤศจิกายน 2556 / 22:35
    ชอบมากอ่ะ



    ใช้คำสวยจังเลย



    แต่เศร้าอาะ



    สงสารโลกิ
    #3
    0
  6. วันที่ 28 กันยายน 2556 / 10:23
    เจ็บปวดอะ
    น่าสงสารโลกิจังเลย
    อ่านแล้วเศร้าแทน
    แต่ก็ชอบแบบนี้นะ
    #2
    0
  7. วันที่ 21 กันยายน 2556 / 15:50
    กรี๊ด!!!!มากค่ะชอบมากอ่ะ แต่โลกิน่าสงสารจุง
    #1
    0