` stop cooking! วุ่นนักดันไปติดกับรักเชฟหน้าหล่อ { yaoi boy's love }

ตอนที่ 7 : cooking six { rewrite }

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4327
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    28 ส.ค. 56








 






..Cooking six..

 


 

"ซื้อเสบียง"

 

 











 

 

 

               ร้อนจัง"

 
 

                     ผมบ่นออกมาในขณะที่กำลังยืนเรียกลูกค้าอยู่หน้าร้าน นี่ถ้าอยู่ที่บ้านหรือโรงเรียนผมคงจะตะโตนว่า ร้อนจุงเบยยยย ไปแล้วล่ะครับ 

 

                     ตอนนี้ผมกำลังอยู่ในหน้าที่ ต้องรักษาภาพพจน์ตัวเองสักหน่อย เพราะตั้งแต่พิชเชอร์มันสร้างวีรกรรมต่อยกับลูกค้าไปในวันก่อนนั้น ไม่รู้ว่าไอ้พวกขี้เมานั่นมันไปปล่อยข่าวไม่ดีไว้บ้างหรือเปล่าน่ะสิ ผมเลยต้องยิ้มรับลูกค้าด้วยความตั้งใจมากกว่าเดิม ถึงแม้จะโดนลูกค้ายั่วโมโหว่าผมเป็นตุ๊ดเป็นแต๋วบ้าง ผมก็ต้องอดทน ท๊นนนนนนน

 

                      “เข้ามาอยู่ด้านในได้แล้วน่า"พิชเชอร์เปิดประตูร้านออกมาเรียกผม

                      “ทำไมเล่า ลูกค้ายังไม่เต็มร้าน"

                      “อีกโต๊ะเดียวมันก็จะเต็มแล้ว นายจะรอให้ลูกค้าเต็มก่อนแล้วค่อยมารับออเดอร์หรือไง

                      หมอนั่นทำหน้าดุใส่ ผมเผลอทำหน้าเหลอไปพักนึง เออจริงด้วย เอาแต่เรียกลูกค้าจนลืมรับออเดอร์ลูกค้าที่อยู่ในร้านไปซะสนิท

 

                      “รู้แล้วน่า นายกลับเข้าไปอยู่ในครัวเลยไป น่ารำคาญจริง"

                      “พูดแบบนี้ซักวันจะไล่ออกให้ดู!!

                      “ก็ไล่เลยดิ ตอนนี้เลย"ผมท้าทาย พิชเชอร์ได้แต่เม้มปากแล้วเดินหนีเข้าไปในร้าน

 

 

                      โด่วว เอาเข้าจริงก็ไม่กล้านี่หว่า

 

 

                      ผมเดินกลับเข้าไปในร้านเพื่อไปรับออเดอร์จากลูกค้า จากที่เมื่อก่อนในร้านมีแค่สิบโต๊ะ ผมขอให้พิชเชอร์สั่งโต๊ะมาเพิ่มในร้านอีกสามโต๊ะ เพราะลูกค้าประจำของร้านเริ่มเยอะขึ้นกว่าเดิม

 

                      ผมทำงานพิเศษที่ร้าน after tea time ของพิชเชอร์มาเกือบสามอาทิตย์แล้ว เราสองคนเริ่มคุยกันดีๆมากขึ้น แต่ก็ยังเหลือเคล้าความกวนประสาทเอาไว้อยู่ พิชเชอร์ไม่แตะต้องตัวผมอีกเลย นับตั้งแต่วันที่ได้แผลช้ำๆที่มุมปากมาประดับใบหน้า  ก็ดีแล้วล่ะ ผมจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขซักที

 



 

                      “ขอโทษนะครับที่มารับออเดอร์ช้า จะสั่งอะไรกันดีครับ"

 

                      ผมใช้วิชายิ้มชนะใจใส่ลูกค้าที่นั่งรอพนักงานมารับออเดอร์ พอทำงานมาเกือบสองอาทิตย์ ผมก็ค้นพบวิธีกำราบลูกค้าในแบบฉบับของตัวเองเข้า เพื่อให้ลูกค้าติดใจและบรรเทาอารมณ์ร้อนลงได้นั่นก็คือ ฉีกยิ้มกว้างให้เห็นเหล็กดัดฟันสีฟ้าของผม ใช้ได้กับผมคนเดียวนะ ถ้ากับลุงเดรโกล่ะก็ ลูกค้าอาจะแขยงฟันที่โดนแมงกินของแกได้

 

                      ผมรับออเดอร์ทั้งสิบสามโต๊ะเสร็จ ย้ายตัวไปนั่งรอพิชเชอร์ทำอาหารอยู่ที่เคาเตอร์พนักงานใกล้ๆกับห้องครัว พลางใช้สายตาสอดส่องลูกค้าที่กำลังนั่งรออาหารอยู่ว่าต้องการรับอะไรเพิ่มอีกหรือเปล่า ขนาดผมอยู่ในห้องแอร์ยังรู้สึกร้อนอยู่เลยแฮะ ประเทศไทยร้อนขึ้นทุกวัน!!

 

                      “โทรฯไปบอกเมลอนให้เอาน้ำแข็งใส่น้ำให้ไข่เจียวมันกินดีกว่า"ผมที่อยู่ๆก็เกิดเป็นห่วงน้องชายสุดที่รักขึ้นมา ก็หยิบน้องไอโฟนออกมาโทรฯหาเมลอนทันที

 

 




 

                      ตู๊ด....ตู๊ด.....ตู๊ด........ตู๊ดตู๊ดตู๊ดตู๊ด

 

 

                      ไม่รับสายกูไม่ว่า นี่เสือกตัดสายกูอีกนี่มันยังไง

 

                      ไม่เป็นไร มันอาจจะนอนกันอยู่ล่ะมั้ง โทรฯหาใบชาก็ได้รายนี้ยังไงก็ต้องรับอยู่แล้ว

 

 

                      “เบอร์ใบชาอยู่ไหนวะ อ๊ะ เจอแล้วๆ"

 

                       ตู๊ด....ตู๊ด..... ตู๊ด.......ตู๊ดตู๊ดตู๊ดตู๊ด

 

 

                      ไอ้บ้านี่ก็ไม่รับงั้นเหรอ!!! สงสัยต้องโทรฯเข้าบ้านแล้วสินะ ไม่รับไม่ได้แล้วล่ะโทรศัพท์บ้านเสียงดังยังกับลำโพงวัด

 

 

                      ตู๊ดตู๊ดตู๊ดตู๊ดตู๊ดตู๊ด

 

                      ผมแทบปาน้องไอโฟนลงพื้นหลังจากที่ได้ยินเสียงตอบกลับมา

 

                      “ไอ้....น้อง....บ้า...หนีเที่ยวกันอีกแล้วสินะ ฮึ่มม!

 

                      ทรมาณมาก ที่ตะโกนระบายอารมณ์ไม่ได้ ผมเก็บน้องไอโฟนลงในกระเป๋ากางเกงเหมือนเดิม ค่อยๆเอามือทั้งสองข้างมาตบหน้าตัวเองสองสามทีเพื่อให้อารมณ์เย็นลง

 

 

                      ติ๊งต่อง!

 

 

                      ผมเดินหน้ามุ่ยเข้าไปในครัวเมื่อได้ยินเสียงกดเรียกจากพิชเชอร์ เมื่อเดินเข้ามาก็พบภาพที่คุ้นเคยดีมาตลอดสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ร่างสูงโปร่งกำลังตั้งหน้าตั้งตาผัดสปาเกตตี้ครีมซอสอยู่  เขาเหลือบมองผมนิดหน่อยก่อนจะหันไปผัดอาหารในกระทะต่อ

 

                       “ช่วยทำอาหารหน่อยสิ"

 

                       “หาผมทำหน้างง

 

                       “นายรับออเดอร์ช้าจนมันไม่เป็นระบบ ตอนนี้ออเดอร์ค้างเยอะมาก มาช่วยทำเลย"

 

                       สรุปนี่กูผิดใช่มั้ย ทีหลังก็ไปรับออเดอร์เองเลยสิ!! ผมเดินหน้ามุ่ยไปหยิบออเดอร์ที่ค้างอยู่ตอนนี้ขึ้นมาดู

 

 

 

 

                       ข้าวหน้าหมูทอด สปาเกตตี้ผัดฉ่า ชุดอาหารกลางวันข้าวคาราเกะแบบญี่ปุ่น ซุปกระดูกหมูสอง

 

 

 

                       จะสั่งเยอะไปไหนวะเนี่ย

 

                       ผมลงมือทำข้าวหน้าหมูทอดที่ง่ายที่สุดก่อนเป็นอันดับแรก และพิชเชอร์ก็เอาแต่บ่น ๆ

 

                       “เวลาทอดหมู นายควรตั้งน้ำมันให้ร้อนก่อน แล้วค่อยชุบไข่ ชุบแป้ง เกล็ดขนมปัง...

                       “รู้แล้วน่า ทำของตัวเองให้ไวๆเอาเถอะ"ผมหันไปแว้ดใส่

 

                       “ถ้ามันไม่อร่อย ฉันจะจูบนายจริงๆด้วย

 

 

                       อึ๋ยยยยยยยยยยยยย อยู่ๆผมก็หน้าแดงขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย พิชเชอร์เมื่อเห็นอย่างนั้นก็แอบยิ้มชอบใจ หนอย พูดเรื่องหน้าอายออกมาได้หน้าตาเฉยเลยนะ ไอ้โรคจิตเอ๊ย

 

 

                       ผมก้มหน้าก้มตาทำอาหารด้วยความอาย แต่ก็ไม่ลืมใส่ใจลงไปในตอนที่กำลังปรุงมัน แถมยังใช้เวลาในการทำเร็วกว่าเมื่อก่อนเยอะ พิชเชอร์ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง ถ้าคิดจะเป็นเชฟในอนาคตต้องใส่ใจทุกขั้นตอน ต้องใช้วัตถุดิบที่สดใหม่ มีคุณภาพ เก็บไว้ได้นานและรสชาติมันจะไม่แย่ลง

 

 

                       ไม่ถึงสิบนาทีผมก็ทำอาหารเสร็จเกือบทั้งหมด ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า ทั้งผมและลุงเดรโกต้องมาคอยช่วยกันเสิร์ฟอาหาร ส่วนหัวหน้าพ่อครัวกับเจ้าของร้านอย่างไอ้พิชเชอร์ เข้าสู่ภวังค์ในเคาเตอร์สกปรกๆไปแล้วเรียบร้อย

 

 

 

                       “เอ่อ พริกหยวก"

 

 

                       ผมยังคงวิ่งวุ่นอยู่ภายในครัวเพราะยังเหลือออเดอร์ค้างอีกสองสามจานที่ยังไม่ได้ทำ พิชเชอร์นอนหลับสนิทไป ผมไม่โกรธเลยด้วยซ้ำที่เขาหลับในเวลาทำงาน เพราะในที่สุดผมก็ได้ครอบครองครัวซักที มาสมัครทำงานตำแหน่งพ่อครัวแท้ๆ แต่หมอนี่นั่นถีบผมให้ไปทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟเฉยเลย วันนี้แหละอาหารสามในสี่ส่วนจะเป็นฝีมือผมทั้งหมด มีความสุขเว้ย ฮิ

 

 

                       เมื่อผมทำอาหารที่เหลืออยู่จนเสร็จ ก็ยกหน้าที่เสิร์ฟให้กับลุงเดรโก และหันมาทำความสะอาดภายในครัวแทน ตอนนี้พื้นในห้องครัวเต็มไปด้วยเศษผักหล่นเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด แถมบนเคาเตอร์ทำอาหารที่พิชเชอร์ใช้เป็นเตียงนอนอยู่นั้นเต็มไปด้วยคราบซอสเหมือนกัน

 

 

                       ผมปัดกวาดเช็ดถูพื้นห้องครัวจนสะอาดเอี่ยมอ่อง นำผ้ามาเช็ดคราบที่เตาแก๊ส  เนื่องจากผมชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับการทำความสะอาดครัว ยึดหลักที่ว่า ถ้าเราทำอาหารเสร็จแล้ว เราควรรีบทำความสะอาดทันทีเพราะมันจะแสดงถึงความใส่ใจยิ่งกว่าการทำอาหารให้อร่อยซะอีก

 

 

                       “คร่อกกกก"

 

 

                      ผมเหลือบมองพิชเชอร์ที่กรนออกมาพลางถอนหายใจ เผลอเดินไปหยุดตรงที่ร่างสูงใหญ่นอนอยู่อย่างไม่รู้ตัว เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนที่ทำสีทองแซมมานิดหน่อยของเขามันดูมีเสน่ห์จริงๆ ผมลองเอื้อมมือไปจับดูก็พบว่ามันนุ่มสลวยเหมือนที่ตาเห็นจริงๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นลูบไล้ใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังหลับใหลของเขาแทน เปลือกตาที่ปิดสนิทอยู่นั้น ถ้าลืมตาขึ้นมาคงจะเผยให้เห็นดวงตาสีน้ำตาลที่ทำให้หัวใจของผมอ่อนระทวยได้แทบทุกทีเลยสินะ

 

 

                      ผมรู้สึกว่าสมองกำลังต่อต้านบางสิ่งบางอย่างในร่างกายของผมอยู่ บางสิ่งบางอย่างที่ในตอนนี้กำลังเต้นเร็วมากเกินจนดูน่ากลัว มันกำลังสั่งให้ผมโน้มตัวไปใกล้ริมฝีปากหนาของพิชเชอร์ ใกล้ขึ้นเรื่อยๆจนปากของผมและเขาประกบกันเบาๆ ผมหลับตาลงรับรสสัมผัสที่น่าคิดถึง

 

 

                       “ไอ้หลานชาย ออกมาช่วยลุงด้านนอกหน่อยสิลูก"

 

 

                       เสียงลุงเดรโกตะโกนเรียกมาจากข้างนอก ผมเบิกตากว้างและรีบผละออกจากริมฝีปากออกจากพิชเชอร์ หมอนั่นยังคงหลับไม่รู้เรื่องอยู่เหมือนเดิม ผมเอามือมาลูบริมฝีปากของตัวเองเบาๆ พลางถามตัวเองอยู่อย่างนั้น ว่าทำไมถึงทำเรื่องแบบนี้ไปได้ บางสิ่งบางอย่างที่เรียกว่า หัวใจ เริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะเดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้า อีกไม่นานกูคงจะเป็นโรคหัวใจแล้วสินะ เมื่อตั้งสติได้ผมก็รีบวิ่งออกจากครัวเพื่อไปช่วยลุงเดรโกทันที

 

 

                       พิชเชอร์ลืมตาขึ้นหลังจากเสียงฝีเท้าของบล็อกโคลี่เริ่มไกลออกไป เขาหลับไปตั้งนานแล้วแต่รู้สึกเจ็บแผลช้ำตรงบริเวณมุมปากของตัวเอง จึงลืมตาขึ้นมา เขาพบบล็อกโคลี่ตัวแสบกำลังแอบจูบเขาอยู่ ร่างสูงเผลออมยิ้มออกมา พลางยกมือหนาทั้งสองข้างขึ้นมาปิดใบหน้าของตัวเองเอาไว้ การที่เขาคิดถึงรสจูบจากคนตัวเล็กที่เพิ่งจะเกิดขึ้นไปเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา ทำให้ใบหน้าของเขาร้อนขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ แต่สัมผัสจากจูบในครั้งนี้ไม่ยอมจางหายไปง่ายๆ เขายังรู้สึกดีอยู่แบบนั้นไปนานหลายนาที    

                       

 

                       เมื่อผมส่งลูกค้ากลุ่มที่เหลือเสร็จ บรรยากาศภายในร้านก็กลับมาเงียบเหงาเหมือนเดิม ผมได้แต่นั่งเหม่ออยู่ที่เคาเตอร์พนักงาน เอาแต่คิดถึงสิ่งที่ตัวเองเผลอทำลงไปเมื่อกี้ 

 

 

                       เราไปจูบไอ้โรคจิตนั้นทำไมนะ ความต้องการส่วนลึกงั้นเหรอ

 

 

                      แต่มันก็ยังทำให้ผมรู้สึกดีเหมือนเดิมแฮะ....

 

 

                       แกร๊ง

 

 

                       เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นบ่งบอกว่ามีลูกค้ากลุ่มใหม่กำลังผลักประตูเข้ามา ผมปล่อยให้ลุงเดรโกต้อนรับแต่ก็เผลอเหลือบสายตาไปมอง ผู้ชายตัวใหญ่กับผู้ชายตัวเล็ก ทั้งคู่กำลังมองหาที่นั่งอยู่ ลุงเดรโกพาทั้งคู่ไปนั่งที่มุมคู่รัก

 

 

                       ผมมองตามโดยไม่ยอมละสายตา เพราะไอ้ผู้ชายตัวใหญ่ผมสีแดงนั่นคือ ไอ้เมลอนน้องชายผมเอง ที่มันกล้าเข้ามาในร้านนี้ เพราะคงไม่รู้สินะว่าพี่ชายสุดที่รักของมันทำงานพิเศษอยู่ที่นี่

 

                       หึๆ บังอาจทิ้งไข่เจียวน้องชายกูให้นอนร้อนตับแตกอยู่ที่บ้าน ส่วนตัวเองออกมาเที่ยวสบายใจเฉิบเนี่ยนะ อภัยให้ไม่ได้!!

 

 

                       ผมเดินดุ่มๆไปหาลุงเดรโกที่หยิบกระดาษจะไปรับออเดอร์จากโต๊ะไอ้เมลอน

 

 

                       “เดี๋ยวผมไปรับให้เองครับลุง"

 

                       ผมไม่รอฟังลุงแกพูด แย่งกระดาษในมือมาทันทีและเดินไปหยุดอยู่ที่โต๊ะไอ้น้องชายตัวแสบที่มันกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านเมนู

 

                       “รับอะไรดีครับ"

                       “เอ่อ ขอสปาเกตตี้ผัดฉ่านะ แล้วก็น้ำมะนาวปั่น...จีฮยอน นายล่ะจะกินอะไร"

 

                       ไอ้เมลอนสั่งโดยไม่มองหน้าผมแต่เงยหน้าไปพูดกับผู้ชายตัวเล็กตรงหน้าแทน ผมจดยิกๆแต่สายตาก็ยังจ้องไอ้เมลอนตาขวาง

 

                       “ของผมเอาไก่ทอดสไปซี่ กับโค้กครับรุ่นพี่"จีฮยอนอะไรนั่นตอบกลับมา เมลอนพยักหน้า คราวนี้มันเงยหน้าขึ้นมาปะทะสายตากับผมจังๆ

 

 

                       “แล้วก็เอาไก่สไป... แย๊กกกกกกก!!!!!!

 

                       “ตะโกนหาแม่แกหรือไงไอ้น้องเวรเอ๊ย!!!!

 

                       ผมโยนกระดาษรับออเดอร์ทิ้งแล้วกระโดดเข้าตะครุบไอ้เมลอนทันที

 

                       “พี่ครับ ผมขอทวดดดดดดด"

 

                       เมลอนยกมือไหว้เมื่อโดนจิกผมที่มันอุดส่าห์เซ็ตมาซะดิบดี กูจะเอาให้มึงหมดหล่อก็วันนี้แหละไอ้ตัวแสบ !!!

 

 

                       “ฉันไม่ยกโทษให้โว้ยยย แกบังอาจทิ้งน้องไข่เจียวของฉันไว้บ้าน แล้วตัวเองออกมาหาความสุขอยู่ข้างนอกกับไอ้...

 

 

                       ผมโวยวายพลางหันไปชี้จีฮยอนอะไรนั่นที่มันพามาด้วย แต่ก็ต้องตกใจเมื่อได้มองหน้าจีฮยอนชัดๆ

 

 

                       โคตรน่ารักอ่ะ!!!!!

 

 

                       ผมกระพริบตาปริบๆมองคนที่อยู่ตรงหน้า จีฮยอนที่ว่านั้นเป็นเด็กผู้ชายไว้ผมสั้นประคอ ดวงตากลมโต ริมฝีปากสวยเป็นกระจับ สรุปคือเขามีหน้าตาน่ารักมากนั่นเอง หน้าเขาหวานกว่าผมซะอีก นี่ถ้าจับใส่วิกหรือชุดผู้หญิงเข้าซักหน่อยคงไม่เหลือเคล้าผู้ชายให้พวกเราได้เห็นแน่ ผมมั่นใจว่าถ้าเกิดผมแต่งเป็นผู้หญิงเข้าซักวัน มันก็ยังต้องเห็นกล้ามเนื้อขาที่ถีบไอ้น้องฝาแฝดทุกวันแน่ๆ

 

                       “ตุ๊ดเรอะ...ผมกระซิบถามเมลอน

                       “ตุ๊ดที่ไหนเล่า รุ่นน้องผมเอง"มันตอบแต่ดันหน้าแดง

                       “รุ่นน้องที่มาสารภาพรักน่ะเหรอ หึๆ"

 

                       ผมมองเมลอนอย่างรู้ทัน คราวนี้น้องชายตัวแสบหน้าแดงยิ่งกว่าเก่า อีทีตอนที่น้องเขามาสารภาพรักแรกๆ ก็เอาแต่นั่งอมทุกข์เหมือนขี้ที่อยู่ในส้วม ตอนนี้เริ่มเปิดใจแล้วสินะไอ้เมลอน จะไม่ให้เปิดใจได้ยังไง น้องจีฮยอนน่ารักซะขนาดนี้ ผมที่นั่งทับไอ้เมลอนอยู่ก็ผละออกจากมันเพื่อกลับไปรับออเดอร์อาหารเหมือนเดิม

 

                       “เอ่อ คุณคือพี่ชายของรุ่นพี่เมลอนเหรอครับ"จีฮยอนชวนผมคุย

                       “ใช่ครับ ยังไงก็ตามสบายเลยนะ ส่วนแกไอ้เมลอน ฉันจะคิดค่าอาหารของแกเพิ่มเป็นสองเท่า!!ผมหันไปยิ้มให้จีฮยอน และหันไปทำหน้าดุใส่เมลอน มันทำปากเบะ

                       “ไม่เอาอ่ะครับพี่  อย่าทำกับน้องชายแบบนี้สิ นะ นะ นะ น๊าาาา เมลอนทำหน้าออดอ้อน ซึ่งเป็นจุดอ่อนของผมนั่นเอง

                       “เออๆ กินเสร็จแล้วรีบกลับไปบ้านไปอยู่กับไอ้ไข่เจียวเลยนะ

                       “คร้าบบบบ พี่ของผมน่ารักที่สุดเลย

 

 

                       พูดตรงๆ ถ้าไอ้เมลอนมันอ้อนขึ้นมาล่ะก็ มันจะน่ารักกว่าไอ้ใบชาเป็นร้อยเท่าเชียวนะ -///-

 

 

 

 

                       เวลาล่วงเลยผ่านไปนานจนเกือบจะถึงเวลาที่ต้องปิดร้าน ตอนนี้ไม่มีลูกค้าอยู่ในร้านซักคน แต่ผมพอใจแล้วล่ะ เพราะวันนี้ขายดีมากๆในช่วงเวลากลางวัน ผมนั่งหาวระลอกใหญ่อยู่ที่เคาเตอร์พนักงานจนเผลอฟุบหน้าลงไป

 

                       “บล็อก ปิดร้านได้แล้ว ลูกค้าคงไม่มีแล้วล่ะ"พิชเชอร์เดินออกมาจากครัว

                       “อย่ามาเรียกตีสนิทได้ไหมไอ้โรคจิต"ผมเงยหน้าแล้วพูดย้อน

                       “ไอ้เด็กเวร เดี๋ยวก็ถีบตกเก้าอี้ซะหรอก"

                       “ก็ลองเซ่ มาๆ"ผมลุกขึ้นทำท่าออกหมัดชกมวยไปมา พิชเชอร์หลุดขำออกมาก่อนจะผลักหัวผมไปอีกทาง

 

 

                       ไอ้เวรนี่ ผลักกูที กูแทบล้ม O_O!!

 

                       “เก็บร้านได้แล้ว"

 

                       “รู้แล้วน่า"

 

                       ผมกับพิชเชอร์พากันเดินไปจัดโต๊ะและเก้าอี้ทั้งหมดที่มีอยู่ภายในร้าน ส่วนลุงเดรโกหนีกลับบ้านไปก่อนแล้วเหมือนเดิม พิชเชอร์เดินเอาผ้าเช็ดโต๊ะตามติดผมไปทุกที่ไม่ว่าผมจะเดินไปอยู่โต๊ะไหน ไอ้บ้านี่มันกำลังกวนประสาทกันอยู่หรือไง

 


 

                       “พรุ่งนี้ฉันปิดร้านนะ"อยู่ๆเขาก็พูดขึ้น

                       “อะไรของนาย นึกจะปิดก็ปิด"

                       “กำหนดใหม่แล้ว ฉันจะปิดร้านทุกวันอาทิตย์"

                       “เหรอ ก็ดีนี่"ผมตอบพลางหันไปจัดเก้าอี้ต่อ

                       “แต่พรุ่งนี้นายต้องไปซื้อเสบียงกับฉันด้วย"พิชเชอร์พูดต่อหลังจากที่เช็ดโต๊ะจนสะอาด

                       “เสบียง เสบียงของร้านน่ะเหรอ ทำไมนายไม่ไปกับลุงเดรโกล่ะ เขาเป็นคนใช้บ้านนายนี่"ผมทำหน้าสงสัย

                       “จะถามอะไรออกมา ใช้สมองกลั่นกรองก่อนจะได้ไหม"ดูมันย้อน

                       “เออๆ ทำไมต้องเป็นฉันด้วยวะหา"

                       “ฉันจะพานายไปฝึกการเลือกวัตถุดิบน่ะสิ ไม่อยากไปหรือไง"

                       “จริงอ่ะ อยากไปสิอยากไปมากกก"ผมทำหน้าตื่นเต้น เขาคงจะพาไปซื้อวัตถุดิบในร้านแพงๆคุณภาพดีแน่ๆเลย โอ้ววววววเย้ !!

                       “เอ้า เสร็จซักที รีบไปปิดไฟในร้านซะ เดี๋ยวฉันจะไปส่งที่บ้านเหมือนเดิม"

                       “โอเค

 

                       เนียนไปส่งกูทุกวันแบบนี้  มึงคิดอะไรกับกูอยู่หรือเปล่าวะเนี่ย

 

 
 

 







 

วันอาทิตย์ 05.00 น.

 

 

 

                        ออดดดดด

 

                       ปริ้นนนนนนนนนน!

 

 

                       ผมลืมตาขึ้นด้วยความตกใจกับเสียงออดหน้าบ้าน พลางหันไปมองนาฬิการูปน้องหมาเพื่อดูเวลา

 

 

 

                       ตีห้าเรอะ ?

 

 

                       ใคร....มันมากดออดเวลานี้แถมยังบีบแตรรถเสียงดังอีก เดี๋ยวพ่อจะจับเอาหน้ามาถูกับไม้เบสบอลซะเลยดีไหมเนี่ย ผมเดินลงบันไดมาด้วยงัวเงียปนกับโมโห พร้อมกับลากไม้เบสบอลที่พ่อซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดลงมาด้วย ใช้เวลากับขาสั้นๆไม่นานเพื่อเดินมาถึงหน้าประตูบ้าน ผมกระชากประตูหน้าบ้านออก หมายจะดูหน้าของไอ้คนไร้ยางอายคนนั้นว่ามันเป็นใคร

 

 

                       พิชเชอร์!!

 

 

                       “แกเองเรอะ"

 

                       ผมพูดด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตร เหวี่ยงไม้เบสบอลขึ้นมาพาดที่หัวไหล่ สายตามองตรงไปหาพิชเชอร์ที่ยืนหน้าซีดเป็นไก่ต้มอยู่เหมือนกับรู้ชะตากรรมของตัวเอง

 

                       “ใจเย็นก่อนนะคนดี เอาไม้เบสบอลลงมาด้วยทำไมครับเนี่ย"มันพยายามพูดเพราะให้ดูน่าฟัง แต่มันได้ผลตรงกันข้ามกับผม

 

 

                       อย่ามาเรียกกูว่าคนดี พอดีกูเป็นคนเลวโว้ยยยย !!

 

                       “เอามาฟาดหน้าหล่อๆของแกนั่นแหละโว้ย ย๊ากกก"

 

                       และแล้วเราก็วิ่งไล่กันอยู่ในสวนนอกบ้านของผมจนเวลาผ่านไปเกือบสิบนาที

 

 

 

                       “แฮ่กๆ"

 

                       ผมหอบพลางย่อตัวชันเข่าเพื่อพักเหนื่อย ต่างกับไอ้พิชเชอร์ที่ยังดูสบายๆอยู่เลย

                       “พอใจหรือยัง รีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็วๆเข้า"

                       “ไม่พอใจเว้ยถ้าฉันยังไม่ได้เอาเลือดหัวแกออก วันนี้มันเป็นวันอาทิตย์แท้ๆ จะไปซื้อเสบียงตอนสายๆหน่อยไม่ได้หรือไง"

                       “ไม่ได้หรอก เพราะฉันต้องไปทำสัญญาขนส่งด้วย ตั้งแต่เปิดร้านมาฉันยังไม่มีร้านวัตถุดิบขาประจำเลย"พิชเชอร์ตอบ ผมถอนหายใจออกมาเสียงดัง วางไม้เบสบอลเอาไว้ที่สวนก่อนจะเดินเข้าบ้านเพื่อไปอาบน้ำ

 

                       “นายเข้าไปรอในบ้านก่อน ห้ามหยิบห้ามแตะอะไรทั้งนั้น"

                       “รู้แล้วน่าไอ้เด็กดื้อ"

 

 

 

                       ผมใช้เวลาอาบน้ำเกือบสิบนาทีได้ ก่อนจะลงมากินข้าวผัดกุ้งที่ไอ้พิชเชอร์ทำเอาไว้รอเราสามคนพี่น้อง อุตส่าห์ห้ามเอาไว้แล้วว่าห้ามหยิบห้ามแตะอะไรทั้งนั้น มันก็ไม่ฟังสินะ แต่ข้าวผัดกุ้งอร่อยม้วกผมจะให้อภัยก็ได้ (เห็นแก่กินนี่)

 

 

                       กว่าผมจะกินข้าวเสร็จก็เกือบหกโมงเช้าแล้ว พิชเชอร์นำข้าวผัดกุ้งสำหรับฝาแฝดสองคนที่นอนหลับเป็นตายอยู่ข้างบน ใส่กล่องแล้ววางเอาไว้ในตู้เย็น ก่อนจะพาผมออกเดินทางไปนครราชสีมาทันที

 

                       “ทำไมต้องไปไกลขนาดนี้ด้วย"ผมถามขณะที่กำลังปีนป่ายรถของพิชเชอร์เมื่อหาขนมมาเคี้ยวเล่น

                       “แถวนั้นฟาร์มเยอะ ไม่ว่าจะฟาร์มโคนม โคเนื้อ หรือพวกผักต่างๆที่อร่อยน่ะ ว่าแต่หาเจอหรือยังขนมน่ะ รีบหันกลับมานั่งดีๆได้แล้ว"

 

                       พิชเชอร์ตอบพลางหันมาบ่น ผมทำหน้ามุ่ยแล้วหาขนมต่อไป ขนมในรถเขาเยอะจริงๆ แถมยังมีแต่ของโปรดของผมทั้งนั้นเลย ทำให้ไม่รู้จะเลือกกินห่อไหนดี เอาวะ กินเลย์แม่งเลย

 

                       “หาตั้งนาน สุดท้ายก็เลือกเลย์สินะ"พิชเชอร์แซว

                       “บนรถนายมีแต่ของโปรดฉันทั้งนั้น ก็เลยไม่รู้จะเลือกกินอะไรดี"

                       ผมตอบพลางแกะห่อเลย์แล้วหยิบมันมากินทีละชิ้น  พิชเชอร์ตั้งหน้าตั้งตาขับรถต่อไป แต่อยู่ๆเขาก็พูดบางอย่างออกมา

 

 

                       “อยากกินบ้างอ่ะ"

 

                       ผมหันไปมองหน้าเขาและส่งถุงขนมให้ หมอนั่นทำหน้ามุ่ยใส่ผมให้ดูน่ารัก

 

                       “ขับรถอยู่แบบนี้หยิบเองไม่ได้หรอก"

 

                       “งั้นก็ไม่ต้องกิน"ผมชักถุงขนมกลับ พลางหยิบขึ้นมากินอย่างมีความสุขต่อ

 

                       “เฮ้ยย ป้อนหน่อยดิ นะ นะ นะ"

 

                       พิชเชอร์หันมาทำสายตาอ้อนใส่ผม ผมเม้มปากด้วยความหมั่นไส้ก่อนจะกำเลย์ขึ้นมาจนล้นมือแล้วยัดใส่ปากเขาด้วยความรวดเร็ว พิชเชอร์ตกใจเล็กน้อยที่อยู่ๆผมก็ยัดขนมจนเต็มปากของเขา สมน้ำหน้า อยากทำหน้าออดอ้อนดีนัก

                          

                       ผ่านไปเกือบสองชั่วโมงพิชเชอร์ก็ขับรถมาถึงฟาร์มผักชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา

                       “โห ฟาร์มที่นี่สวยมากเลยอ่ะ แต่ทำไมไม่เห็นเรือนเพาะชำซักหลังเลยล่ะ"

                       ผมเอามือไปเกาะกระจกรถพลางกวาดสายตามองไปทั่วๆฟาร์มที่พิชเชอร์พาเข้ามา ทั่วทั้งฟาร์มเต็มไปด้วยพื้นหญ้าสีเขียวขจี ดูสวยสบายตาไปอีกแบบ

                       “ที่นี่น่ะเขาปลูกแบบกลางแจ้ง ทำให้ได้ผักที่มีสีสดกว่าในเรือนเพาะชำเยอะ แถมให้คุณประโยชน์เยอะกว่าอีกด้วย"พิชเชอร์อธิบายในขณะที่กำลังถอยรถ เมื่อพวกเราทั้งคู่ลงจากรถ คุณลุงที่ดูท่าทางใจดีก็เดินเข้ามาต้อนรับพวกเรา

 

                       “คุณพิชเชอร์ สวัสดีครับ คุณอิทธิพลแจ้งไว้แล้วว่าคุณจะมาวันนี้"คุณลุงคนนั้นก้มหัวให้พิชเชอร์เล็กน้อย และหันมายิ้มให้ผมด้วยอีกคน

                       “ไม่ต้องเรียกคุณหรอกครับ ยังไงลุงก็เป็นเพื่อนสนิทของคุณลุงของผม"พิชเชอร์ตอนนี้เปลี่ยนบุคลิกท่าทางกลายเป็นคนที่ดูสุขุม น่าหลงใหลเรียบร้อย

                       “ไม่ได้หรอกครับ ถึงจะสนิทกันมาก แต่ท่านก็ยังเป็นเจ้านายของผมอยู่ดี งั้นเชิญตามผมไปดูแปลงผักทางด้านนี้ได้เลยครับ"

 

 

                       คุณลุงเดินนำพวกเราไปที่แปลงปลูกผักของฟาร์ม พิชเชอร์มีท่าทางสนุกสนานตอนที่เขากำลังเลือกวัตถุดิบ ผมได้แต่มองตามด้วยความอยากรู้ ดูจากการคัดเลือกผักของเขาแล้ว ทำให้ผมเริ่มเชื่อแล้วว่า พิชเชอร์เป็นมืออาชีพทางด้านนี้จริงๆ

 

 

                       ฟาร์มของคุณลุงปลูกผักแทบทุกชนิดกว่าจะเดินดูหมดนี่ก็เกือบเย็นเข้าไปแล้ว เพราะแต่ล่ะแปลงของแกนี่กว้างมากก ผมเดินขาลากเกาะชายเสื้อพิชเชอร์ที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยไปด้วยความลำบาก แต่ปลูกผักเกือบทุกชนิดแบบนี้ ไม่เห็นมีเห็ดซักต้นเลยแฮะ

 

                       “คุณลุงครับ คุณลุงไม่ปลูกพวกเห็ดเหรอครับ"ผมตัดสินใจถามคุณลุงที่กำลังพาเดินกลับไปที่ห้องต้อนรับ

                       “นั่นสิครับ"พิชเชอร์ถามด้วย เขาคงกำลังมองหาพวกเห็ดเหมือนกัน

                       “ปลูกสิครับ แต่อยู่บนภูเขานู่นแน่ะ"คุณลุงชี้ไปที่ภูเขาลูกใหญ่ข้างๆฟาร์ม

                       “นี่คุณลุงซื้อภูเขาทั้งลูกเลยเหรอครับ!!ผมถามด้วยความตกใจ แต่ได้เสียงหัวเราะของคุณลุงกลับมาแทน

                       “ไม่ใช่หรอกครับ ตระกูลของลุงอยู่ที่มาหลายชั่วอายุคนแล้ว ภูเขานี่เป็นของคนแถวนี้ทุกคนนั่นแหละ แต่เราแบ่งพื้นที่กัน ฟาร์มของลุงก็ได้แบ่งเอาไว้ด้วย เราปล่อยให้เห็ดโตกันเองตามธรรมชาติ แต่มีคนคอยขึ้นไปดูแลสภาพทุกวันนั่นแหละครับ"

                       ผมพยักหน้าขึ้นลงเมื่อเข้าใจในสิ่งที่คุณลุงพูด ท่าทางเห็ดด้านบนคงจะอร่อยน่าดู

                       “อยากขึ้นไปดูหรือไง"พิชเชอร์ถามผม

                       “อยากสิ แต่เดินมาเกือบทั้งวัน คงขึ้นไปไม่ไหวแล้วล่ะ"

                       “ลุงก็ไปต่อไม่ไหวแล้วเหมือนกัน"คุณลุงพูดด้วย  เราสามคนตัดสินใจกลับไปที่ห้องต้อนรับเพื่อพักเหนื่อยกันเสียก่อน พอเดินได้เกือบสามสิบนาทีในที่สุดก็ถึง

 

                       โอ๊ยยย ขาสั้นๆของผมสั่นไปหมดแล้ว เมื่อยจังเลยโว้ย พิชเชอร์เดินไปหยิบน้ำฝรั่งของขายดีประจำฟาร์มมาให้ผมดื่ม แต่สายตาผมก็เหลือบไปเห็นเรือนเพาะชำหลังหนึ่งซึ่งมีขนาดเล็กมาก ถ้าไม่มองดีๆก็คงไม่เห็น

 

                       “พิชเชอร์ ในนั่นเขาปลูกอะไรน่ะ"ผมถามพิชเชอร์เพราะคุณลุงเดินไปไหนไม่รู้

                       “ไม่รู้สิ เราไปดูกันเถอะ"หมอนั่นไม่พูดเปล่าจับมือผมแล้วดึงให้ลุกขึ้นซะงั้น

                       “จะดีเหรอ คุณลุงเขาไม่อยู่นี่นา"

                       “ฟาร์มนี้เป็นฟาร์มเปิดให้เดินชมอยู่แล้ว แค่ไม่ไปทำลายของเขาก็พอ ไปเหอะน่า"

                       พิชเชอร์ลากผมด้วยแรงควายมหาศาลจนผมต้องเดินตามไปอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อเราเดินมาถึงเรือนเพาะเล็กๆนั่นก็พบว่า มีต้นบร็อคโคลี่เต็มไปหมด

                       “อ้าว นั่นนายนี่นา"

                       พิชเชอร์พูดแซว ถึงจะเป็นบร็อคโคลี่ แต่ก็เขียนต่างกันนะ  แม่ให้เหตุผลว่าจากที่จะเป็นบร็อค แม่กลับชอบ บล็อก มากกว่าเพราะอะไรก็ไม่รู้ แม่ผมอินดี้จริงๆ

                       “ปล่อยมือได้แล้ว"ผมพูดพลางขยับมือที่โดนมือใหญ่ๆของเขากุมไว้แน่น

                       “ไม่ปล่อย"พิชเชอร์ทำเป็นไม่สนใจ ก่อนจะดึงบร็อคโคลี่ออกมาต้นนึง ผมทำหน้าเหวอทันที

                       “นี่นาย ไหนบอกว่าอย่าไปทำลายของของเขาไง"

                       “เขาไม่ว่าฉันหรอกน่า ยังไงลุงฉันก็เป็นเจ้านายเขานี่นา ว่าแต่นายดูนี่สิ"พิชเชอร์โชว์บร็อคโคลี่ที่เขาเพิ่งดึงมาให้ผมดู

 

                       “ดูแล้วยังไง ก็สวยดีนี่"

 

                       “เนอะ แถมยังน่ารักอีก"ผมได้แต่กระพริบตาปริบๆด้วยความงงก่อนจะถึงบางอ้อ

 

                       “.....”

 

                       “น่ากินชะมัดเลย"


 

                       เขาวางบร็อคโคลี่ต้นนั้นลงไปเหมือนเดิม แต่ยังไม่ยอมละสายตาจากผม ผมเริ่มรู้ตัวเกี่ยวกับสิ่งที่เขากำลังจะสื่อแล้วล่ะ ผมถอยห่างออกจากตัวพิชเชอร์ แต่มือของเราทั้งคู่ที่จับกันไว้นั้นทำให้เขาเขยิบตามผมมาได้อย่างง่ายดาย  พิชเชอร์ยื่นหน้ามาใกล้ๆ ตั้งใจสบสายตากับผม หนอย ซักวันเถอะฉันจะจิ้มดวงตาสีน้ำตาลของนายให้บอดไปเลย!!

 

                       “บล็อก

                       “อะไร"

                       “อย่าบีบมือฉันสิ มันเจ็บนะ"

                        

                       “แกก็ปล่อยมือของแกซะทีสิโว้ย แล้วก็เอาหน้าออกไปห่างๆด้วย!!!ผมโวยวายพลางดันหน้าพิชเชอร์ออกไป

                       “ไม่เอาาา" มันขืนแรงผม

 

                       นั่นไง ก็ชอบกวนประสาทแบบนี้ไง ระวังจะตายเร็วนะไอ้โรคจิตเอ๊ย

 

                       “ปล่อย"

 

                       “ไม่ปล่อย"

                       “น่ารำคาญ"ผมกลอกตาไปมาด้วยความรำคาญจริงๆ แต่พิชเชอร์ก็เอาแต่อมยิ้ม

 

                       “เรากลับกันเถอะ"

                       พิชเชอร์ลากผมไปที่ห้องต้อนรับเหมือนเดิม แล้วจัดการเซ็นสัญญาขนส่งผักของฟาร์มคุณลุงจนเรียบร้อย กว่าพวกเราจะได้ขึ้นรถกลับบ้านมันก็เกือบจะสองทุ่มอยู่แล้ว เฮ้อ กว่าจะถึงบ้านก็คงเกือบสี่ทุ่มห้าทุ่มเลยล่ะมั้ง เพราะจังหวัดนี้ค่อนข้างกว้าง ขับรถออกจากจังหวัดนี้ได้ก็สองชั่วโมงแล้ว

 

                       ตอนนี้ตาของผมเริ่มหนักขึ้นด้วยความง่วงปนความอิ่มและเบื่อรถที่ติดไม่ยอมขยับซักที จึงเอื้อมมือไปเปิดวิทยุเผื่อจะแก้ง่วงได้บ้าง แต่พิชเชอร์ดันเอามือมาตีผม

 

                       “อะไรของนาย อยากตายหรือไง"

                       “ง่วงก็นอนไปเลย ไม่ต้องเปิดวิทยุหรอกน่า"

                       “ก็อยากเปิดอ่ะ อยากฟังเพลง"ผมเถียงแต่ตาก็จะใกล้จะปิดเต็มที และก็เข้าสู่ภวังค์โดยไม่รู้ตัว

                        

 

 

          

 

 

 

 

 

        Pitcher's Mode.

 

 

                       

                       “ง่วงก็นอนไปเลย ไม่ต้องเปิดวิทยุหรอกน่า"

                       “ก็อยากเปิดอ่ะ อยากฟังเพลง....

 

 

                       ฟี้...

 

                       ผมเผลอยิ้มออกมาเมื่อเห็นบล็อกโคลี่ผล็อยหลับไปโดยที่กำลังเถียงกับผมอยู่ หมอนี่เป็นเด็กที่แปลกจริงๆ กล้าต่อปากต่อคำกับผมที่เป็นเจ้านายของเขาได้ฉอดฉอด ไม่ให้ความเคารพนับถือผมเลยซักนิด ตั้งแต่วันแรกที่ได้พบกัน ผมมีความรู้สึกแปลกๆกับไอ้ตัวเล็กนี่มาตลอด

 

 

                       เราจูบกันกี่รอบแล้วนะ

 

 

                       แต่ละครั้งที่เราสองคนจูบกัน ผมรู้สึกดีสุดๆไปเลย จนลืมไปว่าคนที่ผมจูบด้วยนั้น เขาเองก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน สองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมตัดสินใจจะไม่แตะต้องตัวบล็อกโคลี่อีก แต่เมื่อวานนี้ หมอนี่ดันมาแอบลักจูบผมตอนหลับไปซะอย่างงั้น เล่นเอาผมหมดอารมณ์ขี้เซาและเกิดอารมณ์อย่างอื่นขึ้นมาแทนทันทีเลย

 

 

                       วันนี้ผมลากบล็อกโคลี่มาซื้อเสบียงให้กับร้านด้วยโดยใช้ข้ออ้างว่าผมจะสอนวิธีการเลือกวัตถุดิบ จริงๆแล้วผมแค่อยากจะมากับไอ้เด็กนี่เฉยๆเท่านั้น แต่ผมก็สอนอย่างที่พูดจริงๆนะ ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน ผมถึงได้อยากอยู่ใกล้มันมากขนาดนี้

 

 

                       ผมขับรถมาถึงกรุงเทพฯโดยที่ใช้เวลาแค่หนึ่งชั่วโมงครึ่งเพราะถนนเริ่มโล่งแล้ว ปกติถ้าผมขับรถนานๆขนาดนี้ ตามนิสัยที่ฝังลึกมันจะทำให้ผมง่วงและล้ามาก แต่เมื่อมองหน้าคนที่หลับอยู่บนเบาะข้างๆตอนนี้ มันกลับทำให้ผมหลับไม่ลง เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของเด็กคนนี้เหลือเกิน

 

                       ระหว่างทาง ผมนึกได้ว่าลืมซื้อพวกเครื่องปรุงรส จึงขับรถเปลี่ยนเส้นทางไปซุปเปอร์มาร์เก็ตที่คุณลุงของผมเป็นเจ้าของ

 

                       “บล็อก...บล็อกโคลี่"ผมเขย่าตัวคนข้างๆเพื่อที่จะให้หมอนั่นตื่น ให้ตายสิ ไอ้เด็กบ้านี่นอนน้ำลายไหลด้วย

 

                       ก็น่ารักดี แต่เบาะกูเปลื้อนหมดแล้วล่ะมั้งครับเนี่ย

 

                       “เฮ้ย ไอ้เด็กบ้า ตื่นได้แล้ว!!

                       “อืม..ได้ผลทันทีหลังจากที่ผมตะโกน มันเริ่มลืมตาขึ้นมาทำท่าทางงัวเงียใส่ มองหน้าผมพลางทำปากเบะ

                       “ตามมาเร็ว"ผมก้าวลงรถของตัวเองและรอให้ไอ้ตัวเล็กมาย่างก้าวออกมา

                       “นี่มันเกือบจะห้าทุ่มแล้วนะ ปัญญาอ่อนหรือเปล่าที่มาซุปเปอร์มาเก็ตตอนนี้"พอตื่นมามันก็ปากหมาทันที

                       “นี่ซุปเปอร์มาเก็ตของลุงฉัน ฉันจะเข้าเวลาไหน หยิบของออกไปเท่าไหร่ก็ได้"ผมพูดตามความจริง แต่ไอ้เด็กกลับแซวขึ้นมาอีก

                       “โถ่วๆ พ่อคุณชาย ไปที่ไหนต่อไหนก็มีแต่ของตัวเองหมดเลยนะ"

 

                       ผมยักคิ้วรับคำชมปนประชดของมัน ก่อนจะหยิบบัตรประจำซุปเปอร์มาร์เก็ตที่คุณลุงให้ไว้จ่อไปที่หน้าประตูกระจก ไม่นานนักประตูก็เลื่อนเปิดออก บรรยากาศภายในซุปเปอร์มาร์เก็ตมืดสนิทเพราะปิดบริการมาได้ซักพักแล้ว

 

 

                       “เปิดไฟได้ไหม"บล็อกโคลี่ดึงชายเสื้อผม

                       “ขี้เกียจ"ผมแกล้ง

                       “ไอ้บ้านี่ ไปเปิดไฟเดี่ยวนี้เลย"

                       “อยากเปิดก็ไปเปิดเองสิ แบร่"ผมแลบลิ้นใส่มัน แต่ไม่รู้ว่ามันจะเห็นหรือเปล่า ก่อนจะวิ่งหนีมันไปด้วยความเร็วแสง และตรงไปที่ห้องเก็บสินค้าที่ยังไม่ติดบาร์โค้ตทันที

 

 

 

 

 

                      

                       “พิชเชอร์ ....

 

                       ผมเรียกชื่อของเจ้านายโรคจิตด้วยเสียงที่แผ่วเบา พลางเดินคลำทางที่มืดสนิทไปด้วยความยากลำบาก ไอ้บ้าเอ๊ย มันหายไปไหนของมันนะ ถ้าเจอตัวล่ะก็ฉันจะจับแกทำเป็นเนื้อบดให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย

 

 

                       ผมเดินไปซักพักก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะไม่ไหว เนื่องจากโรคประจำตัวของผมมันเริ่มออกลาย ผมกลัวผีเป็นอันดับหนึ่งจากทุกอย่างในโลกนี้ นั่นทำให้ผมกลัวความมืด ผมอยู่คนเดียวในความมืดไม่ได้

 

 

                       ไม่ไหวแล้วมองอะไรไม่ค่อยเห็นเลย แสงไฟจากด้านนอกมันช่วยผมไม่ได้มากนัก ผมพยายามฝืนตัวเองให้เดินต่อไปเรื่อยๆ จนเริ่มมองเห็นแสงไฟสีขาวจากตู้แช่แข็ง ผมรีบเดินไปที่ที่มีแสงว่างนั่นทันที

 

 

 

                       “ไอ้พิชเชอร์

                       “ไอ้บ้าเอ๊ย!!ออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ"

                       ผมตะโกนเรียกพิชเชอร์ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือมากขึ้น แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับใดๆกลับมาเลย

 

 

                       ไม่ตลกเลยนะ อยู่ๆมันเล่นอะไรของมันเนี่ย ร่างกายของผมเริ่มชาจนไม่สามารถทรงตัวยืนอยู่ได้ ผมทรุดตัวลงนั่งเพราะหมดแรง รู้สึกเหมือนน้ำตามันมาคลออยู่ที่เบ้าตาเรียบร้อย ความกลัวที่ต้องอยู่คนเดียวเริ่มถาโถมเข้าใส่มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผมทรมาณจนแทบจะทนไม่ไหว

 

 

                       “พิชเชอร์ ขอร้องออกมาเถอะ"

 

                       “ช่วยฉันด้วย ฉันไม่ไหวแล้ว พิชเชอร์"

 

                       “ฉันกลัว.....

 

 

 

 

       ทางด้านพิชเชอร์

 

 

                       ผมเดินหอบของพะรุงพะรังออกมาจากห้องเก็บสินค้า ตรวจเช็คดูว่าปิดไฟหมดทุกดวงหรือยังพลางนึกถึงบล็อกโคลี่ตัวแสบไปด้วย ไอ้เด็กบ้านั่นคงโมโหเป็นบ้าเป็นหลังแล้วล่ะมั้ง  รีบออกไปหามันดีกว่าก่อนที่มันจะทำลายข้าวของในซุปเปอร์ฯลุงผมเอาซะก่อน

 

 

                       ผมเดินออกมาตรงบริเวณที่ผู้คนต้องเดินจับจ่ายเลือกซื้อของ ภายในร้านยังคงให้บรรยากาศที่เงียบและมืดสนิทจนดูน่ากลัวเหมือนเดิม แต่กลับไม่ปรากฎร่างเล็กของคนที่ผมพามาด้วยเลยซักนิด

 

 

                       มันหายไปไหน....

 

 

                       “ไอ้เด็กดื้อ นายอยู่ไหนน่ะ กลับบ้านกันได้แล้ว"ผมลองตะโกนเรียก

 

                       “พะ...พิชเชอร์ ฉันอยู่ตรงนี้เสียงตอบรับกลับมาแผ่วเบาซะเหลือเกิน

 

                       “ทำไมทำเสียงแบบนั้น รีบออกมาได้แล้วไม่ต้องไปซ่อนเลย ฉันอยากกลับบ้านแล้ว"

                       “ช่วยด้วย"

 

                       เสียงของหมอนั่นเริ่มแปลกไป ผมเริ่มเม้มริมฝีปากด้วยความกังวล ทิ้งของทุกอย่างที่อยู่ในมือลงกับพื้นอย่างไม่สนใจว่ามันจะเสียหายบ้างหรือเปล่า ก่อนจะวิ่งวุ่นหาสวิตซ์ไฟ

 

                       “สวิตซ์ไฟอยู่ไหนวะเนี่ย!!!

 

                       ผมที่หาสวิตซ์ไม่เจอก็เริ่มออกวิ่งอีกครั้งไปตามทางที่สต็อกสินค้า แต่ก็ยังหาบล็อกโคลี่ไม่พบ

 

                       “พิชเชอร์ ฉันกลัว...ฮึก..."

                       “นายอยู่ตรงไหนน่ะ บล็อก นายอยู่ตรงไหน"ผมยังคงวิ่งหาหมอนั่นต่อไป

                       “อยู่ตรงตู้แช่แข็ง"

                       “ตู้แช่แข็งมีตั้งเยอะ ฉันจะรู้ไหมว่านายอยู่ตรงไหน"ผมเริ่มใส่อารมณ์

                       “ตู้ที่มีแสงไฟอยู่ตู้เดียวน่ะไอ้โง่เอ๊ย แง้งงงง!!

 

 

                       เถียงกลับมาแบบนี้กูไม่ช่วยซะเลยดีไหมเนี่ย แต่รู้สึกว่าจะร้องไห้ด้วยนี่นา ผมมองหาตู้แช่แข็งที่บล็อกโคลี่พูดถึงอยู่ได้ไม่นานก็พบ จึงรีบเร่งฝีเท้าไปบริเวณนั้นทันที ร่างบางเล็กของบล็อกโคลี่กำลังนั่งกอดเข่า ตัวยังสั่นเทาเหมือนกำลังกลัวอะไรสักอย่างอยู่

 

 

                       ผมใช้ไฟฉายจากโทรศัพท์ส่องไปหาเขา คนตัวเล็กเงยหน้าที่เปลื้อนเปรอะไปด้วยคราบน้ำตา สายตามองมาที่ผมอย่างตัดเพ้อ

 

                       “ไอ้บ้า แกทิ้งฉันไว้คนเดียวได้ยังไง แกรู้บ้างไหมว่าฉันกลัวความมืด ฮึก..ฮือ

                       มันทุบผมไม่ยั้ง ผมได้แต่ทำหน้างงก่อนจะจับข้อมือเล็กไว้ทั้งสองข้าง แรงที่มีอยู่น้อยนิดของมันจึงสู้ผมไม่ได้

 

 

                       “ขอโทษ...ฉันไม่รู้"

 

                       ผมสำนึกในสิ่งตัวเองทำลงไป ดูเหมือนบล็อกโคลี่จะไม่ได้โกหกเรื่องที่มันกลัวความมืด บล็อกโคลี่ได้แต่เงียบและเอาแต่สะอึกสะอื้น ผมจึงดึงตัวมันเข้ามากอดหวังมาจะทำให้บรรเทาความกลัวลงไปได้บ้าง

 

                       “ขอโทษ"ผมพูดย้ำ

                       “เออ...

                       “งั้นก็เลิกร้องไห้ซักทีสิ"ผมแกล้งแซว

                       “ไอ้บ้า เอาตาตุ่มมองเหรอว่าฉันร้องไห้น่ะ"บล็อกโคลี่ยังคงปากแข็ง ผละตัวออกจากผมนิดหน่อยเพื่อเช็ดน้ำตา

                       “เอาตามองเต็มๆต่างหากเล่า"

 

                       ผมใช้มือเช็ดน้ำตาที่ไม่มีท่าว่าจะหยุดไหลของบล็อกโคลี่ด้วยความตลก ตลกตัวเองที่คิดว่ามันดูน่ารักมาก เวลาที่ใบหน้าหวานใสของเขากำลังบิดเบี้ยวอยู่  ทั้งน้ำตาที่ไหลของมาก็ยิ่งทำให้ขำ บล็อกโคลี่มองค้อนผมเล็กน้อย เรามองเห็นกันได้ลางๆจากแสงไฟของโทรศัพท์และตู้แช่แข็ง ผมเช็ดน้ำตาให้เขาไปเรื่อยๆ จนบล็อกโคลี่หยุดร้องไห้แต่ก็ยังไม่หยุดสะอื้น ไอ้เด็กดื้อตรงหน้าเงยหน้าขึ้นมาสบตากับผมตรงๆ

 

 

                       ผมว่ามุมนี้ของมันก็น่ารักดีนะ

 

                      

                       ไม่ไหวแฮะ

 

                       

                       ผมใช้ฝ่ามือหนาทั้งสองข้างโอบใบหน้าเรียวเล็กของบล็อกโคลี่เอาไว้อย่างอ่อนโยน สายตาที่บล็อกมองผมทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

 

 

                       อยากจูบ....

 

 

                       ความต้องการมันรุนแรงกว่าทุกความรู้สึกจริงๆ ผมเชื่อแบบนั้น ผมกดจูบลงไปที่ริมฝีปากบางด้วยความหมั่นไส้  ผมแค่กะจะจูบแช่แต่ไอ้เด็กบ้านี่ดันสอดลิ้นเข้ามาซะได้

 

                       หึ...

 

                       ผู้หญิงทุกคนที่ผมเคยคบมา ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าผมจูบเก่งจนเหมือนเซียนจูบตัวจริงเสียงจริง ไม่รู้ว่ามันเป็นความจริงหรือเปล่า แต่ผมขุดกลยุทธิ์การจูบทุกอย่างที่เคยจูบมาเพื่อมาใช้กับเด็กผู้ชายตรงหน้าคนนี้จนเกือบหมด 

 

 

                       หลังจากที่บล็อกโคลี่สอดลิ้นร้อนเข้ามา ผมตอบสนองโดยการสอดลิ้นกลับไป เราแลกลิ้นกันอยู่นาน จนผมรู้สึกว่าไอ้ตัวเล็กเริ่มหายใจไม่ทัน จึงผละจูบออกให้มันพักหายใจซะก่อน  ผมให้มันพักไม่กี่วินาทีก็จัดการประกบปากลงไปอีกครั้ง บล็อกดูตกใจเล็กน้อยแต่กลับไม่ขัดขืนผมเลยซักนิด แถมยังเอามือทั้งสองข้างมาโอบรอบลำคอของผมด้วยความเต็มใจซะอีก

 

 

                        อืม.....รู้สึกดีสุดๆ

 

 

                       ไม่อยากผละออกจากจูบครั้งนี้เลยซักนิด

 

 

                       ผมไม่อยากผละออกจากจูบของเด็กคนนี้ อยากจูบแช่แบบนี้ตลอดไปซะด้วยซ้ำ

 

 

                       คราวนี้บล็อกโคลี่เป็นฝ่ายผละจูบออกไปก่อน คงจะหายใจไม่ทัน ผมมัวแต่หลงใหลในรสจูบก็เลยลืมสนใจมันไปซะสนิท มันหอบเสียงดังในตอนที่กำลังพักหายใจ และมันก็เริ่มจูบผมอีกครั้ง ผมจำไม่ได้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ กี่นาที กี่วินาทีแล้วก็ไม่รู้ เราทั้งคู่นั่งจูบกันอยู่แบบนั้นไปกี่นาทีผมก็ไม่อาจจะรู้ได้  รู้แค่ว่าบล็อกโคลี่ยกตัวขึ้นคร่อมตักผมแล้วกลายเป็นฝ่ายรุกจูบแทน 

 

 

 

                       ไม่ไหวแล้ว... ถ้าไม่ผละจูบออกตอนนี้ ผมคงเกิดอารมณ์อย่างอื่นขึ้นมาแทนแน่ๆ

 

 

                       แต่ความต้องการที่มากขึ้นเรื่อยๆนี่มันคืออะไรกัน...

 

                       แฮ่ก...

 

                       แฮ่ก.....

 

                       “กะ....กลับบ้านเถอะ...พรุ่งนี้ฉันต้องไปโรงเรียน"

 

                       จูบที่แสนนานเนิ่นนานได้จบลงแล้ว คนที่เป็นฝ่ายผละออกจริงๆก็คือบล็อกโคลี่ มันลุกขึ้นและปัดฝุ่นที่ไม่น่าจะมีตามเสื้อผ้าได้เลย มันคงจะเขินมากกว่า ผมเม้มปากเพื่อข่มอารมณ์บางอย่างที่มันเกือบจะเกิดขึ้น ก่อนจะลุกขึ้นเดินตามบล็อกโคลี่ไป แต่ก็ไม่ลืมเดินกลับไปเอาของที่โยนทิ้งไว้

 

                       “ส่งมือมา"ผมบอกบล็อกโคลี่

                       “ทำไมต้องส่ง"

                       “ไม่กลัวแล้วหรือไง"

                       “ไม่กลัวแล้วน่า"มันก็ยังเถียง ผมหมั่นไส้เลยคว้ามือมันมาจับ และมันก็ไม่ได้ขัดขืนอะไรกลับจับมือผมตอบด้วยซ้ำ

                       “นี่คงเป็นจูบครั้งที่สองที่นายไม่ด่าฉันว่าโรคจิตสินะ"

                       “ครั้งที่สอง...อะ..ไรมันเขิน "แล้วครั้งแรกน่ะเมื่อไหร่ มันไม่มีวันหรอกที่ฉันจะไม่ด่านายว่าโรคจิต"

                       “เมื่อวานนายแอบจูบฉันไม่ใช่เหรอ ตอนที่ฉันนอนอยู่ในห้องครัวน่ะ"

                       ผมยักคิ้วให้บล็อกโคลี่ มันหน้าแดงมากกว่าเดิมซะอีก ให้ตายเถอะ  น่ารักจริงๆเลยเด็กคนนี้

 

 

                       “นี่แกตื่นอยู่หรอกเรอะ!!!!!

 

 

                       ยิ่งตอนที่เขาโมโห นั่นยิ่งทำให้ไอ้เด็กดื้อคนนี้ดูน่ารักมากมายเหลือเกิน

 

 

 

 100 %

 

 

 


PORCELAIN  THEMEs
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

864 ความคิดเห็น

  1. #861 Yanapat. (@Mumu_story) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 มกราคม 2561 / 18:42
    น่ารักกกกก กรี๊ดดดด
    #861
    0
  2. #851 May Bytes (@080944041) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2560 / 22:37
    อร๊ายย
    #851
    0
  3. #847 Kagamine☆ (@bb159753) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2559 / 21:38
    กรี้ดดดดดด~~>\\\\\\\<!!!!!!นิยายนี้ฆ่ากันทางอ้อมชัดๆ!!!!!!!!

    ฟินนนนนนนชิบผายยยยย~~~!!!!!!
    #847
    0
  4. วันที่ 13 มกราคม 2559 / 20:52
    กริ้ดดดด มันฟิน><
    #837
    0
  5. #817 notgood (@iamanr) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 มกราคม 2558 / 21:35
    โอ๊ยยยย น่ารัก ฟินตอนซูเปอร์มาเก็ตขั้นสุด -////- บร็อกโคลี่น่ารักอะ เป็นพิชเชอร์ก็ทนไม่ไหวเหมือนกันล่ะวะ555555555 ขอบคุณที่แต่งมาให้อ่านนะ
    #817
    0
  6. #813 -SWAGGER- (@sgswag) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 มกราคม 2558 / 23:45
    น่ารักกกก >/////<
    #813
    0
  7. #810 Lolipop (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 / 17:44
    น่ารักตลอด >
    #810
    0
  8. #805 I'm tinkerbell (@lovely8059) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2557 / 10:37
    ง้วงงงงงงง น่ารัก เขิล -/////////-
    #805
    0
  9. #787 gwiwfwt (@wjgift) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 เมษายน 2557 / 13:57
    น่ารักเกิน
    ไรเตอร์แต่งได้น่ารักมากอ่ะ
    #787
    0
  10. #772 oookkkii (@noookkkii) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 31 มีนาคม 2557 / 21:54
    น่ารักอีกละ
    #772
    0
  11. #750 ฮาร์ดแวร์ (@jokkey) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 / 22:52
    หวานมาก น่ารักเว่อร์ อรั๊ยยยยยยย >///<
    #750
    0
  12. #735 bbeenn (@beexaost) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 มกราคม 2557 / 11:55
    ยิ่งอ่านยิ่งฟินนนนน
    #735
    0
  13. #732 The_Ghost-666 (@pop_pop) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 มกราคม 2557 / 23:09
    น่าร๊าก~~~♥♥♥♥♥
    #732
    0
  14. #607 !ดอะเอ๋o ๘๓ (@8aoe) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 กันยายน 2556 / 22:35
    น่ารักมาก มาก มาก มากๆ มาก  ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ
    #607
    0
  15. #563 thenumberten (@thenumberten) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 กันยายน 2556 / 19:26
    น่ารักกันมากมากเลยยน
    #563
    0
  16. #548 Inno (@super-gun) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 กันยายน 2556 / 02:16
    ว๊ากกกคิดไปไกลแล้ว555
    #548
    0
  17. #514 lovegun-rit (@lovegun-rit) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 กันยายน 2556 / 15:47
    หื้อ พูดไม่ออก รู้แค่ว่ายิ้มไม่หุบ มันหวานมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
    #514
    0
  18. #481 คนผ่านมา (@ras21) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2556 / 14:46
    แหมมมมม.......... พอเขาไม่แตะต้อง ดันไปแอบจุบเขานะ พิชคุง เกิดอารมณ์อย่างอื่นเลย
    ชอบตรงนี้ จูบเยอะดีฮ่าๆๆๆ จูบแบบดูดดื่มแบบเร่าร้อน//เริ่มพาเรท คือแบบความสัมพันธ์แบบ (เขิล/บิดบิด) ก็จูบงี้
    พิชรู้สึกดี บล็อกจังก็รู้สึกดี จูบกันเยอะๆนะ//หน้าแดง  บล็อกจังกลัวความมืดน่ารักดี แถมรุกเองเลย คร่อมเลยโอบเลย//โดนบล็อกถีบ

    ฮ่าๆๆ ไรท์ชอบๆๆๆ
    #481
    0
  19. #477 HiBaRi~ (@princessba) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2556 / 11:32
    sweet?!!
    แอร๊ เขินนน -\\\\\- 
    #477
    0
  20. #459 BAITOEY (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2556 / 06:13
    โอ้ยยย เลือดฉัน!! >ㅁ<

    ฟินไม่ไหวจะฟิน ❤
    #459
    0
  21. #444 Apple Maple (@phattanun) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2556 / 20:11
    อรั๊ย~~~ อ่านแล้วนั่งเขินอยู่คนเดียว ตอนนี้มันเป็นอะไรที่น่ารักมากมาย>\\<
    #444
    0
  22. #443 miyukitaro (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2556 / 20:15
    น่ารักเกิ้น

    #443
    0
  23. #359 Momay (@momay2542) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 เมษายน 2556 / 21:36
    บล็อกใจแตกกก พาป้อจายเข้าบ้านน กร๊ากกๆๆๆๆ (ใจแตกบ้านแกสิ !! : บล็อก)
    #359
    0
  24. #323 мαчנαɴɢ (@may2828) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2556 / 20:54
    พาเขยเข้าบ้าน 55555555555
    #323
    0
  25. #311 MeloDY_ThailanD (@chanyeol_minhyuk) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 เมษายน 2556 / 20:17
    ปู้จายกะปู้จายก็รักกันได้นะจ้ะคิๆๆ>/////<.
    #311
    0