` stop cooking! วุ่นนักดันไปติดกับรักเชฟหน้าหล่อ { yaoi boy's love }

ตอนที่ 11 : cooking ten { rewrite }

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3691
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    31 ส.ค. 56




















 
 

..Cooking Ten..

 

 

พิสูจน์

 

 

 

 

 

                  

                    ผมเดินออกมาจากห้องนอนส่วนตัวที่คุณธนากรเปิดให้พักแบบส่วนตัวด้วยท่าทางเหน็ดเหนื่อยเล็กน้อย เซ็งแฮะ เป็นผู้ช่วยในเรื่องการอบรมนี่มันไม่ได้ดีอย่างที่ผมคิดไว้เลยซักนิด ไหนจะต้องแยกห้องนอนกับเพื่อน ไหนจะต้องนอนคนเดียว แถมวันนี้ยังต้องตะโกนปากเปียกปากแฉะด่าเด็กเกรดสิบที่ล่อไปเกือบสองชั่วโมงอีกต่างหาก ขนาดเด็กเกรดสิบยังเป็นถึงขนาดนี้ ถ้าเด็กเกรดสิบเอ็ดมันจะขนาดไหนกันวะเนี่ย

 

 

 

 

                    พรุ่งนี้ผมรับหน้าที่คุมเด็กเกรดสิบเอ็ดด้วยน่ะสิ คอหอยพังแน่ๆเลยกู  ผมเดินเช็ดเส้นผมที่เปียกหมาดๆไปตามระเบียงทางเดินเพื่อที่จะไปหาเพื่อนรักทั้งสองคน ตอนนี้ก็เกือบจะสี่ทุ่มแล้ว ผมรู้ดีว่าพวกมันคงจะยังไม่นอนกัน และเดาได้อีกว่าอาจจะมีกิจกรรมอะไรสักอย่างเกิดขึ้นก็ได้

 

 

 

                    “อ้าว บล็อก เธอยังไม่นอนอีกเหรอ"คุณกรที่อยู่ฝั่งห้องพักวีไอพีเปิดประตูออกมาจ๊ะเอ๋กับผมพอดี

                    “เอ่อ ครับ...พอดีนอนไม่หลับ"

                    “งั้นก็พอดีเลย ฉันว่าจะขึ้นไปที่ผับชั้นบนสุดน่ะ สนใจไปด้วยกันไหม"เขายิ้มให้ผม

                    “เอ่อ...มันคงจะไม่ดีหรอกมั้งครับ ผมยังเป็นเด็กอยู่เลย"

                    “เด็กเดิกอะไรกัน อายุสิบแปดแล้วไม่ใช่เหรอ เอาน่าไปด้วยกันนะ นะ"คุณกรเดินมาโอบไหล่ผมพลางเซ้าซี้

                    “แต่ถ้าอาจารย์รู้ผมจะโดนว่าเอานะครับคุณกรผมยิ้มแห้งๆกลับไปอย่างลำบากใจ ผับเหรอ ก็อยากลองเข้าดูเหมือนกันนะ แต่ตอนนี้ผมมีอารมณ์อยากจะอยู่กับเพื่อนมากกว่า

                    “ไปกับฉันน่ะไม่มีใครเขาไม่กล้าว่าเธอหรอก ตกลงว่ายังไง อยากไปมั้ย"คุณกรถามไม่เลิกแถมยังโอบผมแน่นกว่าเดิม

                    “เอ่อ ก็ได้ครับแต่...ผมขอไปหาเพื่อนก่อนได้ไหม"

                    “ได้สิ แล้วรีบตามมาเร็วๆด้วยนะ"คุณกรยิ้มแล้วเดินขึ้นลิฟท์ไปชั้นบนสุด ส่วนผมก็กดลิฟท์อีกตัวลงไปที่ชั้นสามสิบที่นักเรียนเกรดสิบสองพักอยู่นั่นเอง

 

 

 

 

 

 

 

                    ก๊อกๆ

 

 

                เงียบ.........

 

 

                    ผมขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์  เป็นไปไม่ได้ที่พวกมันจะนอนเร็วกันขนาดนี้

 

 

 

                    ก๊อกๆ ก๊อกๆ ตึงๆ ปั่กๆ

 

 

                    ผมทั้งเคาะทั้งทุบทั้งตีประตูเพื่อให้ใครก็ตามที่อยู่ในห้องลุกมาเปิดประตูให้ผม

 

 

                    “โอ๊ยยย เออๆ เปิดแล้วโว้ย"

 

 

                    ผมได้ยินเสียงไอ้ซีโร่ตะโกนโวยวายอยู่ในห้อง ไม่นานนักประตูก็ถูกเปิดออกแต่ผมว่ามันน่าจะถูกกระชากมากกว่า ซีโร่อยู่ในสภาพเปลือยท่อนบนโดยที่ท่อนล่างมีผ้าเช็ดตัวแค่ผืนเดียวปกปิดเอาไว้เพียงเท่านั้น มันมองมาที่ผมด้วยสีหน้าไม่พอใจซักเท่าไหร่

 

 

                    ผมเลิกคิ้วให้ซีโร่ซักพักก่อนจะชะโงกหน้าเข้าไปดูในห้อง และเป็นไปตามที่ผมคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิด  ฮิคคัพเพื่อนรักอีกคนกำลังนอนทำหน้าเหลออยู่บนเตียง แน่นอนว่ากิจกรรมบางอย่างอาจจะเกิดขึ้นเร็วกว่านี้ถ้าผมมาช้าเพียงแค่เสี้ยววินาที

 

 

                    “กูไปล่ะ มากวนตีนเฉยๆ"ผมแสยะยิ้มให้ไอ้ซีโร่ นานๆจะได้กวนตีนมัน ฮี่ๆ

                    “เดี๋ยวกูถีบมึงแน่ไอ้บล็อก โชคดีนะตอนนี้กูมีอารมณ์อย่างอื่นอยู่ก่อนแล้ว"ซีโร่ตอบกลับมา

                    “จะทำอะไรกันก็ทำเถอะ แต่อย่าเสียงดังเกินไปล่ะ มันรบกวนพวกไอ้เซย์ที่อยู่ห้องตรงข้ามนะโว้ย"

 

 

 

                    ผมเดินเช็ดผมที่ยังเปียกอยู่ออกจากหน้าห้องเพื่อนรักทั้งสองคน พลางเดินต่อไปที่ลิฟท์และกดมันขึ้นไปชั้นบนสุดของโรงแรม  จะว่าไปผมยังไม่ได้เปิดดูน้องไอโฟนเลยนะเนี่ย  มีใครโทรฯมาบ้างวะ ....

 

 

                    ผมกดเปิดน้องไอโฟนและรอมันบูทข้อมูลอยู่ซักพัก ก็มีข้อความเตือนของเครือข่ายว่ามีคนโทรฯเข้ามาในขณะที่ปิดเครื่องเต็มหน้าจอไปหมด ผมเปิดอ่านก็พบว่ามีทั้งเมลอน มีทั้งใบชา มีไอ้ฮิคคัพสายหนึ่ง สงสัยจะเป็นตอนกินอาหารเย็นที่ผมไม่ได้ไปกินกับพวกมันสินะ

 

 

                    นอกจากนั้นก็เป็นของพิชเชอร์เกือบสี่สิบข้อความ ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ ไม่ทราบว่าไอ้โรคจิตนี้จะโทรฯมาทำไมให้มันเยอะแยะ มาเข้าค่ายนี่ก็ดีอยู่เหมือนกัน ไม่ต้องเจอหน้าให้มันรู้สึกกระอักกระอวนใจทุกวัน

 

 

 

 

 

 

                    แต่...โทรฯกลับไปหน่อยก็ดีมั้ง...

 

 

 

 

                    ผมยืนคิดอยู่ในลิฟท์ซักพัก ก็ตัดสินใจโทรฯกลับไปหาพิชเชอร์  รอไปเกือบหลายตู๊ดกว่ามันจะรับ

 

                    “( ฮัลโหล )

 

                    “....เอ่อ....นอนหรือยัง"

 

 

 

                    เพียงแค่ได้ยินเสียงของคนในสาย มันทำให้หัวใจผมรู้สึกวูบวาบขึ้นมาทันที

 

 

 

                    “( ถ้านอนแล้วจะรับโทรศัพท์ไหมล่ะ )

 

 

 

                    กวนตีนอีกแล้วนะมึง

 

 

 

                    “เออๆ งั้นทำอะไรอยู่ล่ะ"ผมถามมันอย่างอารมณ์เสีย

                    “( คุยโทรศัพท์กับนายอยู่น่ะสิ )

                    “นี่นายเป็นอะไรของนายหา"

                    “( โทรฯไปทำไมไม่รับ โทรฯไปทำไมต้องตัดสาย โทรฯไปทำไมต้องปิดเครื่องใส่ด้วย )พิชเชอร์ถามผมกลับมาเป็นชุด

                    “เอ่อ...ก็มันยุ่งนี่นา ฉันต้องดูแลเด็กปากดีตั้งสี่สิบคนเลยนะ รู้ไหม"

                    “( งั้นเหรอ ไปทำอะไรให้เด็กกลัวหรือเปล่านั่น อย่างเช่นทรมาณด้วยการปอกหัวหอมให้ดูน่ะ )

                    “เฮ้ย  นายรู้ได้ไงอ่ะ"ผมถามด้วยความประหลาดใจ

                    “( นี่นาย ใช้วิธีป่าเถื่อนแบบนั้นจริงๆงั้นเหรอ ให้ตายเถอะ )พิชเชอร์ขำ ผมเม้มปากเพื่อไม่ให้ตัวเองยิ้มออกมา

                    “มันป่าเถื่อนตรงไหนกัน ฉันคิดวิธีกำราบเด็กใหม่ได้แล้วล่ะ เอาพริกแกงมาผัดใส่ใบกระเพราแล้วให้พวกมันดม ฮี่ๆ แสบตาแสบจมูกจนมันจะต้องร้องขอชีวิตเลยล่ะ>_<”

                    “( ก๊ากกก คงจะมีแต่นายเท่านั้นที่คิดวิธีทรมาณแบบนี้ออก )ผมและพิชเชอร์พากันหลุดขำออกมา

                    “ว่าแต่ นายปิดร้านดีหรือเปล่า ไม่ได้ลืมล็อคด้านหลังร้านแบบคราวที่แล้วแน่นะ"

                    “( ฉันเช็คแล้วน่า ...... )

                    “งั้นฉันจะวางแล้วนะ"

                    “( .....ฉัน... )

 

 

                    พิชเชอร์เหมือนจะพูดอะไรซักอย่างแต่ก็หยุดไป เป็นเวลาพอดีกับลิฟท์ที่พาผมมาส่งที่ชั้นห้าสิบเอ็ดหรือดาดฟ้าโรงแรม ชั้นบนสุดที่มีผับและสระว่ายน้ำหรูๆอยู่  เมื่อผมเดินออกจากลิฟท์ก็มองเห็นคุณกรกำลังโบกมือให้พอดี

 

 

                    “( นายอยู่ไหนน่ะบล็อก..เสียงดังชะมัด )พิชเชอร์ถามผม คงเป็นเสียงดนตรีจากผับสินะ เปิดแบบนี้ขี้หูเต้นระบำกันพอดี  ผมเอามืออุดหูข้างอีกเพื่อให้ได้ยินเสียงพิชเชอร์ชัดขึ้น

 

                    “ฉันต้องวางแล้วนะ"ผมตะโกนแข่งกับเสียงเพลง โดยที่ไม่รู้คุณกรเดินเข้ามาหาตั้งแต่เมื่อไหร่

                    “บล็อก เป็นยังไงบ้าง ผับด้านบนนี้สวยดีนะว่ามั้ย"คุณกรเอียงหน้ามาถามใกล้ๆกับหูข้างที่ผมกำลังคุยโทรศัพท์

 

 

                    “( บล็อก นั่นเสียงไอ้กรไม่ใช่เหรอ บล็อก...!! )

 

 

                    ตู๊ดตู๊ดตู๊ด

 

 

                    “อยู่บนนี้เขาห้ามคุยโทรศัพท์นะบล็อก"

 

 

                    คุณกรที่เป็นคนกดตัดสายบอก ผมได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆกลับไป ก่อนจะเดินตามคุณกรไปเพื่อหาที่นั่ง ผับบนดาดฟ้านี่ดูหรูหราใช่เล่นถ้าเกิดมาตอนกลางวัน พอตอนกลางคืนนี่เหมือนกลายเป็นที่มั่วสุมของเหล่าไฮโซจนเห็นได้ชัด ความจริงผมค่อนข้างจะเกลียดสถานที่ที่เสียงดัง คนเยอะ เพราะผมเป็นคนที่ขี้รำคาญง่ายนั่นเอง อารมณ์อยากเที่ยวของผมน่ะ  มันเกิดขึ้นได้ยากมีเปอร์เซ็นต์เป็นไปได้แค่สองเปอร์เซ็นต์เท่านั้น

 

 

 

                    “ดูท่าทางเธอจะไม่ค่อยชอบที่นี่เลยนะ"คุณกรถามอย่างรู้ทัน

                    “ผมไม่ค่อยถูกกับสถานที่แบบนี้น่ะครับ แต่นานๆครั้งมาทีมันก็ดีเหมือนกัน"ผมหยิบแก้วน้ำเปล่าขึ้นมาดื่ม

                    “งั้นไปหาที่เงียบๆนั่งคุยกันไหม ด้านบนนี้ถึงจะเสียงดังแต่ยังพอมีที่เงียบๆให้อยู่เหมือนกันนะ"

 

 

                    คุณกรเสนอ ผมพยักหน้าด้วยความดีใจ ไปอยู่ในที่เงียบๆยังดีกว่าอยู่ในที่ๆเสียงดังจนน่ารำคาญซะอีก คุณกรโอบไหล่ผมก่อนจะพาเดินไปทางอีกด้านของดาดฟ้าเผยให้เห็นประตูสีดำอยู่หนึ่งบาน คุณกรเอื้อมมือไปเปิดมันแล้วจัดการดันตัวผมเข้าไปข้างใน

 

 

 

                    “เอ่อ....

 

 

                    ผมพูดไม่ออกเมื่อได้เห็นสิ่งที่อยู่ด้านในห้องนี้ ในห้องหลังบานประตูสีดำยังถูกแบ่งเป็นห้องเล็กๆที่ติดกระจกใสจนมองเห็นด้านในได้ชัดเจน  บรรดาคู่รักมากมายที่อยู่ในแต่ละห้องกำลังดูดดื่มกับรสจูบของทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นหญิงชาย ทอมดี้ หรือกระเทย เกย์ตุ๊ด บางห้องยังปิดผ้าม่านสีดำเอาไว้เหมือนบ่งบอกให้รู้ว่ากำลังจัดหนักกันอยู่

 

 

 

                    โอ้มายก็อด.... นี่....มันอะไร...กัน

 

 

                    “เป็นอะไรไปเหรอ บล็อก"คุณกรสะกิดถามผม

 

 

                    เป็นอะไรน่ะเหรอ .... กูก็อึ้งน่ะสิครับ O_O

 

 

 

                    “เอ่อ ที่นี่มัน...ในโรงแรมมีที่แบบนี้ด้วยเหรอครับ"

 

                    “ที่นี่ห้องสวีทสาธารณะน่ะ มีแต่แขกพิเศษเท่านั้นที่จะรู้ ในห้องน่ะมีทั้งถุงยางหรือของที่ทำให้เกิดอารมณ์แปลกๆเต็มเลยนะ แถมห้องก็เก็บเสียง แต่ผ่านมาหลายปีมันก็เริ่มเสื่อมแล้วล่ะ บางทีนั่งๆอยู่อาจจะได้ยินเสียงห้องข้างๆครางดังมาเป็นระยะๆด้วย ว่าไงบล็อก นั่งคุยกันที่นี่ไหม"คุณกรไม่อธิบายเปล่ายังก้มหน้าลงมากระซิบที่ข้างหูของผมอีก อ๊าก กูขนลุกไปหมดแล้ว

 

 

                    “เอ่อ เอ่อ...คือผมว่าผมง่วงนอนแล้วน่ะครับ ผมไปก่อนดีกว่า"

 

 

                    ผมผลักคนตัวใหญ่ตรงหน้าออกเต็มแรง ก่อนจะใส่เกียร์หมาวิ่งไปกดลิฟท์ทันที ทำไม...ไปที่ไหนที่ไหนก็เจอแต่คนแปลกๆทั้งนั้นเลยวะเนี่ยกู ว่าแต่คุณกรเขาอาจจะไม่ได้คิดที่จะทำอะไรน่าขนลุกแบบนั้นหรอกมั้ง คงจะมีเจตนาแค่พาไปนั่งคุยเงียบๆเท่านั้นก็เป็นได้นะ แต่ใครหน้าไหนมันจะไปทำใจนั่งคุยในห้องที่มั่วเซ็กส์กันโจ่งแจ้งแบบนั้นได้กันล่ะ

 

 

                    ผมเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องตัวเองด้วยความรู้สึกหมดแรง เหนื่อยก็เหนื่อย ยังต้องมาเจอเรื่องแบบนี้อีก ผมถอนหายใจออกมาก่อนจะล้วงกระเป๋ากางเกงเพื่อหากุญแจ หลังจากนั้นก็จัดการไขลูกบิดประตูห้องและทิ้งตัวลงนอนบนเตียงทันที คิดถึงไข่เจียวน้องรักจังเลยโว้ย T_T คิดถึงไอ้แฝดนรกนั่นด้วยไม่รู้ตอนนี้แอบหนีไปเที่ยวที่ไหนบ้างหรือเปล่า

 

 

 

 

                    เฮ้อ....แล้วก็คิดถึง........

 

 

                    ผมขยี้หัวตัวเองอย่างไม่สบอารมณ์เมื่อกำลังคิดถึงใครบางคน

 

 

 

                    คิดถึง....ใครกันนะ ...............


  

 

 

 

 

 

 

                    ผมหาววอดๆเมื่อนาฬิกาปลุกน้องหมาที่แอบเอามาด้วยดังขึ้น ผมตั้งให้มันปลุกตอนเจ็ดโมงตรงเหมือนทุกที ผมขยี้ตาก่อนจะเอื้อมมือไปกดปิดเสียงนาฬิกาปลุกและลุกขึ้นยืนเพื่อบิดตัวให้หายจากอาการเมื่อยล้า ก่อนจะลุกขึ้นล้างหน้าแปรงฟันแล้วเปลี่ยนเป็นชุดนักเรียน ไม่ค่อยอยากอาบน้ำเพราะอากาศในเช้าวันนี้หนาวมาก

 

 

 

                    ผมกดลิฟท์ลงไปชั้นยี่สิบเพราะมีห้องอาหารสำหรับโรงเรียนของผมที่ทางโรงแรมสลิมสเลนจัดไว้ให้ให้เป็นพิเศษอยู่  นี่ก็ใกล้จะได้เวลาเริ่มกิจกรรมตอนเช้าแล้ว นักเรียนคนอื่นๆคงจะเริ่มตื่นมาทานอาหารกันแล้วสินะ  ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีผมก็ลงมาถึงชั้นที่ยี่สิบ(ลืมบอกไปว่าผมอยู่ชั้นสามสิบเอ็ด) ผมเดินเข้าไปในห้องอาหารก็พบว่าไอ้ฮิคคัพกับไอ้ซีโร่ตื่นลงมากินอาหารเช้าแล้วเรียบร้อย

 

 

                    “ทำไมตื่นเช้ากันจังวะ"ผมเดินไปทักพวกมันพลางนั่งลงที่เก้าอี้ตัวที่ว่างอยู่

                    “กูแทบไม่ได้นอนเลยต่างหากไอ้บล็อก"ฮิคคัพบอกผม แล้วหาวโดยที่ไม่ปิดปาก

                    “ทำไมไม่ได้นอน หรือว่า....ผมทำหน้างงในตอนแรก แต่ก็ถึงบางอ้อแล้วชี้ไปที่ซีโร่

                    “กูทำแค่รอบเดียวก็พอ"ซีโร่ตอบหน้านิ่งมาก มีแต่ไอ้ฮิคคัพที่หน้าแดงขึ้นมา

                    “ชั้นที่พวกกูอยู่อ่ะ เหมือนแม่งมีอะไรแปลกๆ"ฮิคคัพทำหน้ากระอักกระอ่วน

                    “ยังมีอะไรที่แปลกไปกว่าพวกมึงสองคนอีกเหรอวะ"ผมพูดติดตลกจนโดนซีโร่ตบหัว

                    “มึงเลิกกวนตีนซักที พวกกูซีเรียสนะโว้ย"

                    “เออๆ มันแปลกยังไงไหนลองเล่ามาสิ"ผมเอามือลูบหัวไปมาด้วยความรู้สึกเจ็บ ก่อนจะตั้งใจฟังพวกมันเล่า

 

 

                    “เมื่อคืนนี้หลังจากที่กูกับมันเอ่อ...นะ มึงก็พอจะเดาได้ใช่ไหม พอนอนกันไปได้ซักพักอยู่ๆกูก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนมาเคาะประตู ตอนแรกก็ไม่ค่อยแน่ใจหรอก พอครั้งที่สองนี่ถึงขั้นทุบประตูจนไอ้ซีโร่มันตื่นมาได้ยินเหมือนกันเลยนะเว้ย โคตรขนลุกเลยมึงเอ๊ย"ฮิคคัพเล่าไปถูแขนไป  ผมที่กลัวผีเป็นอันดับหนึ่งของโลกเริ่มนั่งไม่ติด

 

 

                    “พวกไอ้เซย์หรือเปล่า ทำเป็นขนลุกไปได้"ผมยังพยายามเฉไฉ

                    “ถ้าเป็นไอ้เซย์จริงๆมันก็ต้องตะโกนเรียกพวกกูไปแล้วจริงไหม"ซีโร่ถาม

                    “มึงจะมาเล่าให้กูฟังทำไมวะไอ้บ้า มึงก็รู้ดีนี่ว่ากูกลัวผีขนาดไหน TTOTT”ผมโวยวาย

                    “แบบนั้นยิ่งต้องเล่าใหญ่เลยน่ะสิ"ซีโร่ยิ้มเจ้าเล่ห์ ผมแทบยกตีนเสยใส่หน้ามัน

                    “ต่อเลยนะเว้ย  พอครั้งที่สองเงียบไป ซีโร่แม่งก็พากูลุกไปเปิดประตูห้อง พอเปิดไปเท่านั้นแหละ ก็เห็นพวกไอ้เซย์ที่อยู่ห้องตรงข้ามกำลังเปิดประตูออกมาเหมือนกัน"ฮิคคัพเล่าต่อ

                    “สรุปพวกมันเป็นคนแกล้งจริงๆสินะ"ผมถาม หวังว่าจะเป็นแบบที่ตัวเองคิด

                    “ตอนแรกกูก็คิดแบบนั้นแหละบล็อก แต่ไอ้เซย์มันดันถามกูว่า เมื่อกี้กูกับไอ้ซีโร่ได้มาทุบประตูห้องมันหรือเปล่าน่ะสิ"

 

 

                    ผมรู้สึกได้เลยว่าตัวเองเหงื่อเริ่มออกเยอะขึ้นเรื่อยๆ ทำไมต้องมาฟังเรื่องชวนเครียดแบบนี้ตั้งแต่เช้าวะเนี่ย รู้สึกขอบคุณคุณกรขึ้นมาทันทีที่ย้ายห้องผมให้ไปอยู่อีกชั้น ทำให้ผมไม่ต้องมาเจอเรื่องบ้าๆแบบเพื่อนสนิททั้งสองคน

 

 

                    “ขอโทษครับ ตอนเช้ามีเมนูอะไรบ้าง"ผมรีบเปลี่ยนเรื่องโดยการหันไปถามพนักงานที่กำลังเสิร์ฟอาหารอยู่

                    “มีชุดอาหารเช้าแบบอังกฤษ โจ๊กหมูสูตรพิเศษ และครัวซองด์อบชีส เสิร์ฟพร้อมกับนมสดครับ จะรับเมนูไหนดี"

                    “ผมขอครัวซองต์อบชีสก็แล้วกัน พวกมึงอ่ะเอาอะไร"ผมสั่งและหันไปถามเพื่อนทั้งสองคน

                    “ของผมขอเป็นชุดอาหารเช้าแบบอังกฤษก็แล้วกัน"ซีโร่พูด

                    “ผมด้วยครับ"

 

                    ฮิคคัพหันไปบอกพนักงานด้วยอีกคน  ผมล่ะอยากจะอ้วกกับบรรยากาศหวานแหววของพวกมันสองคนจริงๆ โธ่วววว จะกินยังต้องกินอาหารแบบเดียวกันอีก พวกเราสามคนนั่งคุยกันไปเรื่อยๆ ไม่นานนักอาหารก็มาเสิร์ฟ ขณะที่เรากำลังทานอาหารกันอยู่นั้น ผมก็ได้เล่าเกี่ยวกับการอบรมเด็กเกรดสิบเมื่อวานให้พวกมันฟัง

 

 

                    “ในที่สุดเด็กเกรดสิบก็ได้ลิ้มรสความน่ากลัวของท่านบล็อกแล้วสินะ"ฮิคคัพทำหน้าล้อเลียน

                    “แน่นอน ว่าแต่อบรมของพวกมึงเป็นยังไงบ้าง"

                    “ก็งั้นๆแหละว่ะ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เรียนไปแล้วทั้งนั้น แต่ก่อนจะหมดคาบอบรมคุณธนากรเขาก็เข้ามาสอนด้วย"ซีโร่เล่าพลางใช้ส้อมจิ้มไส้กรอกขึ้นมากิน

 

                    “โห น่าอิจฉาจังเลย>_<”ผมแทบดิ้นเมื่อได้ยิน อยากจะเรียนกับคุณกรบ้างจัง

                    “เหรอ เขาเก่งก็จริงนะ แต่กูว่าเขาดูแปลกๆว่ะฮิคคัพบอก

                    “แปลกยังไง กูว่าเขาก็ปกติดีนะ"

 

 

 

                    ถ้าไม่นับรวมเรื่องเมื่อคืนเข้าไปน่ะนะ

 

 

 

 

                    “ไม่รู้ รู้แต่ว่าแปลกๆ เหมือนซ่อนอะไรอยู่แบบนั้นอ่ะ ว่าแต่บล็อก โทรศัพท์มึงดังอ่ะ จะไม่รับหรือไง"ฮิคคัพเตือน ผมได้แต่ถอนหายใจพลางส่ายหน้าใส่มัน

                    “คงจะเป็นพิชเชอร์อีกนั่นแหละ ฉันยังไม่มีอารมณ์จะคุย"

                    “น่าสงสารท่านอาจารย์จริงๆ ที่ต้องมาคอยโทรฯตามเด็กน้อยน่ารักแต่ปากดันแข็งแบบมึง"ฮิคคัพทำหน้ามุ่ย

                    “ใครปากแข็ง

                    “แหน่ะ อารมณ์เสียอีกแล้ว ซีโร่~ ช่วยฉันด้วยสิ บล็อกมันทำหน้าดุใส่อีกแล้วอ้ะไม่พูดเปล่า ฮิคคัพเอาหน้าไปซุกที่ซอกคอของซีโร่ทันที ส่วนไอ้ซีโร่ก็.... 

 

 

                    สุขสุดๆเลยสินะมึง

 

 

                    ผมพ่นลมหายใจออกมาด้วยความรำคาญบรรยากาศหวานแหววแบบนี้เต็มทน จะขนลุกก็ไม่ขนลุก จะอิจฉาก็ไม่อิจฉา เห็นเพื่อนรักกันมันก็รู้สึกยินดีอยู่หรอกนะ แต่พวกมึงอย่าลืมว่าเป็นผู้ชายด้วยกันทั้งคู่นะครับ

 

 

                    “ฮิคคัพ ซีโร่"อยู่ๆไอ้เซย์ที่เดินมาจากไหนไม่รู้ก็โผล่มาเรียก

                    “ว่าไงวะ"

                    “เรื่องเมื่อคืนน่ะ พวกมึงอยากรู้มั้ยว่ามันคืออะไร"

 

                    ผมแทบจะตีลังกาออกห่างจากวงสนทนานั้นทันที หากแต่โดนเพื่อนในกลุ่มไอ้เซย์ล้อมไว้รอบๆโต๊ะเรียบร้อย

 

                    “อยากดิวะ ว่าแต่พวกมึงรู้แล้วเหรอไอ้เซย์"ซีโร่ทำท่าทางอยากรู้ ไอ้ฮิคคัพก็เช่นเดียวกัน

 

 

                    พวกมึงช่วยเปิดทางให้กูออกจากโต๊ะนี้ทีเถอะ กูไม่อยากรู้อะไรทั้งนั้น T_T

 

 

                    “ยังไม่รู้ แต่คืนนี้แหละกูต้องรู้ให้ได้ ด้วยไอ้นี่!!ไอ้เซย์พูดปลุกกำลังใจและโชว์กล้องวีดีโอที่ติดตรงผนังห้องได้ออกมา

                    “มึงเอากล้องมาด้วยเหรอวะ"ผมที่เงียบอยู่ถามออกไปอย่างลืมตัว

                    “เออดิ กูเดาไว้แล้วว่าจะต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นแน่ๆ มึงจะร่วมด้วยไหมไอ้บล็อก"ไอ้เซย์หันมาถาม ผมรีบส่ายหน้าเป็นพัลวันทันที  อย่าได้ลากกูเข้าไปเกี่ยวกับเรื่องนี้เชียวนะ

                    “เฮ้ย บล็อก นี่มึงเป็นเพื่อนรักพวกกูจริงหรือเปล่าวะ มึงจะปล่อยให้พวกกูแค่สองคนไปเผชิญหน้ากับผีจริงๆเหรอวะ"

                    ไอ้ฮิคคัพเริ่มทวงบุญคุณที่ไม่รู้ว่าผมไปติดค้างมันไว้เมื่อชาติปางไหน และไม่รู้ว่าทำไมทุกครั้งที่คนเป็นเพื่อนทุกคนพูดประโยคนี้ออกมาใส่ผม มันสามารถทำให้ผมใจอ่อนได้ทุกทีเลยสิน่าT_T

                    “เป็นอันว่าตกลงนะไอ้บล็อก ตอนเที่ยงคืนลงมาวางแผนกันก่อน เจอกันที่ห้องพวกกู อย่าลืมนะโว้ย"ไอ้เซย์พูดจบก็พาเพื่อนอีกสี่ห้าคนของมันเดินออกไปทันที

                    “ทำไมกูต้องไปพิสูจน์ผีอะไรกับพวกมึงด้วยวะเนี่ย!!ผมโวยวายให้ได้ยินแค่ที่โต๊ะของพวกผมสามคนเท่านั้น

                    “นี่ประสบการณ์ก่อนจบเกรดสิบสองเลยนะโว้ย แบบนี้แหละถึงจะมันส์

 

                    ฮิคคัพทำหน้าตื่นเต้นสุดขีด ต่างจากผมที่หน้าซีดเป็นเผือกต้มแช่อิ่มดองด้วยน้ำผึ้งราดด้วยน้ำมะนาว(เกินไปแล้ว) ถ้าผมรับปากแล้วไม่ไปได้โดนพวกไอ้เซย์รุมยำแน่ๆ พวกมันเกิดมาเพื่อที่จะเป็นนักเลงจริงๆ

 

                    “นี่มันเพิ่งจะเทอมแรกเองไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวตอนเทอมสองเขาก็พาไปเข้าค่ายอีกนี่หว่า ค่อยไปหาประสบการณ์เอาตอนนั้นก็ได้ ประสบการณ์ที่ทำร่วมกันนะมีตั้งเยอะแยะ!!

 

                    ที่ไม่ใช่ประสบการณ์ล่าท้าผีน่ะนะ

 

                    “ว่าแต่ตัวเองรู้หรือยังฮันนี่"ไอ้ซีโร่ทำแกล้งหันไปคุยกับไอ้ฮิคคัพ

                    “รู้อะไรเหรอดาร์ลิงค์ไอ้ฮิคคัพก็เล่นตอบ  เอาเข้าไปนะพวกมึง

                    “ก็เค้าอ่ะไปได้ยินพวกอาจารย์คุยกันน่ะสิว่า ค่ายตอนเทอมสองน่ะเป็นค่ายทหารแล้วก็เป็นป่าช้าเก่าด้วยนะ"ไอ้ซีโร่ทำเป็นพูดจีบปากจีบคอ ผมหน้าซีดกว่าเดิมทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้น

                    “โหย จริงเหรอตัวเอง เค้ากลัวจังเลยอ่ะ แบบนี้ประสบการณ์ล่าท้าผีก็เพียบเลยอ่ะดิ

 

 

                    อยากจะกระโดดถีบให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!!!

 

                    ปึง!!

 

 

                    “พอเลย!! พวกมึงนี่มันกวนส้นตีนน้อยๆของกูจริงๆ กูไประบายอารมณ์ใส่ไอ้เด็กเกรดสิบเอ็ดที่รออยู่ในห้องอบรมดีกว่าโว้ย!!

 

                    ผมลุกขึ้นพลางตบโต๊ะเสียงดัง ก่อนจะโวยวายใส่พวกมันด้วยความโมโห(บวกกับความกลัว) และเดินออกจากโต๊ะไปเพื่อมุ่งหน้าไปที่ห้องอบรมหมายเลขสอง

 

 

                    “จำไว้เลยไอ้บล็อก ทั้งค่ายนี้และค่ายตอนเทอมสองน่ะ มีผีเหมือนกันหมดนั่นแหละโว้ย!!ซีโร่ตะโกนไล่หลังมา

 

 

                    โอ้ ขอบคุณมากเลยเพื่อนที่อุดส่าห์เตือน ซึ้งจนน้ำตากูแทบจะไหล TT_TT

 

 

 

 

 

 

 

         

    

                ณ เวลา 11.30 น.

 

                    ผมยืนมองนาฬิกาแขวนของโรงแรมที่มันไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเดินด้วยความรู้สึกหนักใจ อีกสามสิบนาทีก็จะถึงเวลานัดแล้วสินะ  กูจะไปดีไหมวะเนี่ย

 

 

 

                    ผมขยี้หัวตัวเองเมื่อรู้สึกสับสนก่อนจะเดินไปเปิดตู้เย็นแล้วหยิบน้ำขึ้นมาเปิดดื่ม ก่อนจะกวาดสายตาไปมองรอบๆห้อง ห้องที่คุณกรเปิดให้พักนี่มีของอำนวยความสะดวกครบครันเลย มีทั้งทีวีจอแบน เครื่องเล่นเพลงที่ดูท่าทางจะราคาแพง ในห้องน้ำนี่เป็นอ่างจากุ๊ดชี่เชียวนะ พื้นที่ในห้องน้ำก็ไม่รู้จะเว้นไว้ให้รถที่ไหนจอด กว้างเกินความจำเป็น ท่าทางห้องนี้จะราคาสูงมากๆต่อวัน แถมผมยังมีโอกาสได้พักตั้งสามวัน ชักรู้สึกเกรงใจขึ้นมาแล้วสิ

 

 

 

 

              ~ Shy Shy Shy Boy Oh Oh Oh~

 

 

 

                ผมล้วงน้องไอโฟนออกมาจากกางเกงชุดนอนก็พบว่าเป็นไอ้ฮิคคัพที่โทรฯเข้ามา

 

                    “มีอะไรวะ"

 

                    “( ไฟห้องมึงดับหรือเปล่า )ฮิคคัพพูดด้วยเสียงสั่นๆ ผมที่กำลังจะตอบกลับไปก็เกิดอาการช็อคขึ้นมาซะก่อน

 

 

 

 

                    พึ่บ!

 

 

 

                    โอ้....มายก็อด O_O!!

 

 

 

                    ไฟในห้องนอนสุดหรูที่ยังสว่างไสวจนถึงเมื่อกี้ได้ดับลงแล้ว !!

 

 

 

                    “( ไอ้บล็อก มึงได้ยินที่กูถามหรือเปล่าเนี่ย!! )ฮิคคัพตะโกนใส่โทรศัพท์จนผมเอาน้องไอโฟนออกห่างจากกูแทบไม่ทัน

 

                    “ดะ..ดับแล้วเมื่อกี้ยังติดอยู่เลย ทำไงดีวะ กูจะทำยังไงดี กูกลัวความมืดนะโว้ย T_T”

 

                    “( ใจเย็นๆก่อนนะเว้ย เดี๋ยวกูจะวางหูแล้ว มึงใช้ไฟจากโทรศัพท์ส่องแล้วลงบันไดมาที่ห้องไอ้เซย์นะเข้าใจไหม )

                    “ไม่เข้าใจโว้ย !! ทำไมพวกมึงไม่ขึ้นมารับกูล่ะ กูกลัวจริงๆนะสัตว์ ถ้ามึงไม่ขึ้นมารับกูจะนอนตายอยู่ในห้องนี้นี่แหละ"

                    “( มึงคิดผิดคิดใหม่ได้นะไอ้บล็อก ข้างล่างนี่พวกกูอยู่กันตั้งแปดคน มึงจะเลือกอยู่ในห้องมืดๆนั่นคนเดียวใช่ไหม )

 

 

                    “เอ่อ... T_T กะ..กูลงไปก็ได้วะ"

 

 

 

                    เมื่อผมพูดจบ ไอ้ฮิคคัพก็กดตัดสายไปทันที ผมยืนทำใจอยู่ซักพักก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูห้องพักออกไป  น้องไอโฟนที่มีแบตเตอรี่เหลืออยู่แค่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ช่วยทำให้ผมมองเห็นทางเดินในระยะใกล้ๆได้สบาย ว่าแต่ทำไมมันถึงได้เงียบแบบนี้ แถมรอบๆตัวผมมันยังมืดมากอีกด้วย

 

 

 

 

                    จริงอยู่ที่ชั้นสามสิบเอ็ดที่ผมพักอยู่มีห้องอยู่แค่ไม่กี่ห้องสำหรับพวกวีไอพีกระเป๋าหนัก แต่ทางเดินกลับยาวมากเพื่อเว้นระยะห่างความเป็นส่วนตัว บันไดหนีไฟหรือบันไดฉุกเฉินเวลาลิฟท์ใช้การไม่ได้ก็อยู่อีกฝั่งที่ไกลมากๆ 

 

 

                    สำหรับผม ถ้าตอนมันสว่างมันก็ไม่ไกลมากหรอกนะ ผมค่อยๆก้าวเดินไปอย่างเชื่องช้า ใช้เวลาห้านาทีก็ถึงราวบันได ผมลงด้วยความระมัดระวังเพราะแสงไฟจากน้องไอโฟนเริ่มริบรี่ลงเนื่องจากแบตฯใกล้จะหมด

 

 

                    “ไม่ๆ ม๊ายยยยยย อย่าเพิ่งหมดสิ"

 

 

                    ผมพูดกับน้องไอโฟน ก่อนจะยกมันขึ้นมาดูก็พบว่าเหลือแค่แปดเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ใช้แสงสว่างระดับสูงสุดเลยนี่หว่าจะไม่ให้มันหมดเร็วได้ยังไง แถมลดระดับแสงก็ไม่ได้ด้วยถ้าทำแบบนั้นจะมองไม่เห็นทางเลยน่ะสิ  ผมรีบเดินลงบันไดด้วยความกลัว(แบตจะหมด) เมื่อลงมาถึงชั้นสามสิบได้โดยสวัสดิภาพก็มีคนโทรฯเข้ามาพอดี

 

 

                    “ฮัลโหล"ผมรับด้วยความดีใจ คงเป็นพวกไอ้ฮิคคัพแน่ๆ

 

                    “( นายอยู่ชั้นไหนน่ะ )ปลายสายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงร้อนรน

 

                    “ฉันอยู่ทางขึ้นบันไดตรงชั้นสามสิบ"

 

                    ผมแอบงงกับสรรพนามที่แปลกไป แถมเสียงในสายนั้นก็ฟังดูคุ้นหูแปลกๆ ไม่ใช่ทั้งไอ้ฮิคคัพ ไม่ใช่ไอ้ซีโร่ และไม่น่าจะใช่พวกไอ้เซย์อีกด้วย

 

                    “( รอเดี๋ยวนะ...ฮัลโหล..ฮัล... )ผมขมวดคิ้วเมื่อคนในสายเงียบไป จึงย้ายน้องไอโฟนออกจากหูเพื่อดูว่ามันเป็นอะไร  อ๋อ แบตกำลังจะหมดสินะ ... แบต ....

 

 

 

                    “อ๊ากกกกก!!!ผมตะโกนออกมาด้วยความตกใจ น้องไอโฟนดับไปแล้ว เหลือแค่ผมที่กำลังอยู่ในความมืดแค่คนเดียวเท่านั้น

 

 

                   ผมได้แต่เอามามือกุมหัวไว้ด้วยความกังวล พลางหันหน้าไปทางที่คิดว่าน่าจะเป็นระเบียงทางเดิน ตอนนี้ทุกสิ่งตรงหน้ามืดสนิท มองไม่เห็นแม้กระทั่งกระถางต้นไม้ หรือแสงไฟจากด้านนอกเพราะชั้นสามสิบก็นับมาสูงมากจริงๆ ผมทรุดตัวนั่งลงก่อนจะใช้มือคลำพื้นเพราะมองอะไรไม่เห็น จึงเกิดความคิดว่าจะคลานไปเคาะทีละห้องดีไหม แต่ถ้าเกิดคลำไปคลำมาแล้วเจอผีที่ว่านั่นล่ะ ผมจะทำยังไงดี ....

 

 

           

 

                    กลัว   ผมกลัวจังเลย ..... หัวใจเต้นแรงจนแทบหายใจไม่ออก ....

 

 

 

 

                    ตึก..ตึก..ตึก..ตึก

 

 

 

                    นั่นไม่ใช่เสียงหัวใจของผม .....  ผมเบิกตากว้างพลางมองหาที่มาของเสียง มันไม่ได้มาจากด้านบน ไม่ได้จากระเบียงทางเดิน แต่เป็นเสียงคนกำลังเดินขึ้นบันไดมาต่างหาก ผมถอยหนีจนแผ่นหลังตัวเองไปชนชิดติดกับกำแพง

 

 

 

                    ไม่ไม่ไม่ไม่ไม่ ใครกัน ...นั่นใช่คนหรือเปล่า

 

 

 

                    ผมมองไปที่บันไดด้วยความหวาดกลัวจนรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังตัวสั่นอีกแล้ว  แสงสว่างค่อยๆโผล่มาทีละนิดจากทางบันได มันลอยมาเรื่อยๆก่อนจะหยุดอยู่ตรงหน้าผม เผยให้เห็นร่างของคนๆนึงกำลังยืนจ้องมองตรงมาที่ผมอยู่

 

 

                    “แกเป็นใคร ...

 

 

                    ผมถามสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก่อนจะถอยหลังไปเรื่อยๆ แต่ลืมไปซะสนิทว่าติดกำแพงอยู่

 

                    “.....”

 

 

                    “ปะ...เป็นผีใช่ไหม แกสินะที่เที่ยวไปเคาะประตูคนในโรงแรมเขาน่ะ"

 

 

                    ผมโวยวาย ช่างหัวมันแล้ว เป็นผีกูก็จะไม่เว้นแล้ว จะด่าให้เสียหลักเลยคอยดูโทษฐานที่มาทำให้กูกลัว  ไม่รอช้าผมยกเท้าทั้งสองข้างขึ้นถีบสิ่งที่อยู่ตรงหน้าทันที โดนไม่โดนไม่รู้หรอกเพราะมันมืดมาก แต่เหมือนขาข้างขวาจะถีบไปโดนที่หัวเข่าของมันเต็มแรง จนมันเสียหลักล้มลงมาทับผม

 

 

                    OoO...

 

 

                    กูช็อค..... ผีอยู่ห่างแค่ไม่กี่เซนติเมตร โอ้... มายลอร์ดดดดด !!

 

 

                    “เจ็บนะเว้ย ไอ้เด็กเวรนี่!!ไอ้ผีบ้านั่นสบถ ก่อนใช้แสงไฟจอหน้าตัวเอง "ดูให้มันดีๆว่าฉันเป็นใคร"

                    “หะ...หา"ผมที่หลับตาปี๋อยู่ก็ค่อยลืมตาขึ้นมามองผีตนนั้น

                    “ว่าไง เห็นหรือยังว่าฉันเป็นใคร"คนตรงหน้ายังถามซ้ำอีกครั้ง ผมอึ้งไปในทันทีก่อนจะใช้มือจับใบหน้าของเขา

 

 

 

                    “พิชเชอร์"

 

 

                    “เออสิ"

 

 

                    “นี่....นายตายแล้วตามมาหลอกฉันหรือเปล่า"ผมเผลอถามสิ่งที่คิดออกไป เหมือนพิชเชอร์จะอึ้งไปนิดหน่อย

 

 

                    “ถ้าฉันตาย  นายจะจับตัวฉันได้แบบนี้เหรอ"มันย้อน 

 

                    ผมมองสำรวจรอบๆตัวของพิชเชอร์ ก็พบว่าแสงไฟที่เห็นนั้นคือแสงจากโทรศัพท์ของมันนั่นเอง แต่ว่า...นี่มันจังหวัดกระบี่เชียวนะ พิชเชอร์มันจะมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน

 

                    “ออกไปนะเว้ย ฉันไม่เชื่อหรอกว่าแกเป็นพิชเชอร์จริงๆน่ะ"ผมผลักคนตรงหน้าออกไปเต็มแรง

                    “นี่นายจะบ้าหรือไง ฉันพิชเชอร์นะโว้ย!!มันตะโกนใส่หน้าผมครับ

                    “นายอาจจะเป็นผีที่หน้าเหมือนพิชเชอร์ก็ได้ มีอะไรมาพิสูจน์ล่ะว่านายเป็นไอ้โรคจิตพิชเชอร์นั่นจริงๆน่ะ"

                    “งั้นเอาแบบนี้....ผีที่หน้าเหมือนพิชเชอร์ถอนหายใจก่อนจะวางโทรศัพท์ลงไปกับพื้น

                    “จะทำอะไรน่ะ...แบบนี้ก็มองไม่...ผมโวยวายพลางจับมือข้างที่มันวางโทรศัพท์ไว้แน่น

 

 

 

                    เหมือนโดนมือของใครซักคนกดไปที่หัวไหล่ด้านขวาให้ไปชิดกับกำแพงเข้าอย่างเต็มแรง ผมเบิกตากว้างจนมันแทบจะถลนออกมา ในใจคิดแต่ว่ากูคงจะโดนผีหลอกเข้าแล้วสินะ ก่อนที่จะอ้าปากตะโกนขอความช่วยเหลือ ผมกลับโดนประกบปากโดยคาดว่าน่าจะเป็นฝีมือของคนตรงหน้าอย่างแน่นอน มันบิดขยี้ริมฝีปากลงมาอย่างแนบแน่นและแช่ค้างอยู่อย่างนั้นจนเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายวินาที

 

 

                    ผมที่ได้แต่เบิกตากว้างและดิ้นจนสุดแรงเกิดนั้นก็เริ่มหยุดขัดขืน ปรือตามองคนที่อยู่ตรงหน้าผ่านความมืด มองด้วยความคิดถึงอย่างประหลาด

 

 

                    อืม....พิชเชอร์ตัวจริงแฮะ...

 

 

                    “ว่าไง เชื่อหรือยัง...พิชเชอร์ถอนจูบออกพลางถาม และใช้ฝ่ามือหยาบลูบไล้ใบหน้าของผม

 

 

                    “ไอ้โรคจิต"

 

 

                    สิ้นสุดคำด่าของผม พิชเชอร์ก็ประกบริมฝีปากลงมาอีกครั้ง ทำไมกันนะ...ทุกครั้งที่โดนไอ้โรตจิตบ้านี่จูบ มันรู้สึกเหมือนกับผมกำลังลืมสิ่งรอบข้างไปซะสนิท ลืมว่ากำลังทำอะไรอยู่ เหมือนโดนสาปให้จ้องมองพิชเชอร์แค่คนเดียวเท่านั้น

 

 

                    เราแลกลิ้นกันอย่างร้อนแรงจนผมรู้สึกเหมือนว่าหัวใจตัวเองเต้นเร็วและแรงจนเกือบจะแตกเป็นเสี่ยงๆอยู่แล้ว พิชเชอร์ที่ไม่ยอมหยุดง่ายๆก็กดริมฝีปากให้แน่นขึ้นอีกเหมือนกำลังโหยหาอะไรซักอย่าง

 

 

 

                    ใช่....เหมือนเขา...กำลังโหยหาผมอยู่เลยก็เป็นได้...

 

 

 

                    ผ่านไปเกือบห้าสิบวินาทีพิชเชอร์ก็ถอนจูบออกเพื่อให้ผมได้พักหายใจ ผมหายใจไม่ทันเพราะจูบที่แสนจะเร่าร้อนนั่นแท้ๆ มันทำให้ผมรู้สึกอึดอัดในหัวใจจริงๆ  พิชเชอร์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อให้มองเห็นหน้ากันทั้งคู่

 

 

                    “หน้าแดงจังเลยนะ"มันแซว

                    “หุบปากซะ"

 

                    ผมชี้หน้ามันก่อนจะเอามือทั้งสองข้างมาปิดหน้าด้วยความรู้สึกอาย ได้ยินพิชเชอร์หลุดขำออกมานิดหน่อย  ก่อนจะถึงตัวผมเข้าไปกอดไว้แน่น

 

 

                    “นี่...มันอึดอัด"ผมพยายามจะดันตัวเองออกแต่ก็สู้แรงของพิชเชอร์ไม่ได้

 

                    “..... คิดถึงจัง"พิชเชอร์ที่เงียบไปซักพักกระซิบที่ข้างหูของผมเบาๆ

 

 

 

 

                    "คิดถึง...คิดถึงมากเลย"

 

 

 

 

                    “พูดอะไรน่ะ...ไม่อายบ้างหรือไง"ผมโวยวาย

 

 

                    หากแต่ร่างกายกำลังอ่อนระทวยลงเรื่อยๆ รู้สึกไร้เรี่ยวแรงและกำลังเมื่อได้ยินน้ำเสียงของพิชเชอร์ ถึงมันจะแผ่วเบา แต่มันกลับบีบรัดหัวใจของผมซะจนแน่นคล้ายกับอ้อมกอดที่แนบแน่นของพิชเชอร์มอบให้ในตอนนี้ พิชเชอร์กระชับอ้อมกอดอีกครั้งและกระซิบคำว่า คิดถึง ไม่ยอมหยุด ผมได้แต่ตัวสั่น รู้สึกเสียววูบที่บริเวณซอกหูของตัวเอง มันเกร็งเมื่อลมหายใจของพิชเชอร์จรดอยู่เพียงแค่ตรงนั้น

 

 

                    “นี่...บอกหน่อยสิ...นายคิดถึงฉันบ้างหรือเปล่า"

                    “หะ..หา  เรื่องแบบนี้ใครเขาจะบอกกัน"ผมดันตัวพิชเชอร์ออกเต็มแรง และมันก็ยอมผละอ้อมกอดออกอย่างง่ายดายโดยการเปลี่ยนวิธีมาสบตากับผมแทน 

 

 

                    “บอกหน่อยสิ"

 

                    “อะ...เอ่อ"

 

 

                    เมื่อถูกจ้องมองด้วยดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นแล้วมันทำให้หน้าของผมร้อนขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด ถึงแม้วันนี้ดวงตาคู่นั้นจะดูส่องสว่างมากกว่าปกติเพราะแสงไฟจากโทรศัพท์ก็ตาม มันก็ยังทำให้ผมไม่สามารถละสายตาไปไหนไม่ได้เหมือนเดิม ผมกลั้นใจหลบสายตาพิชเชอร์ก่อนจะเอาหน้าหนีไปซบที่บริเวณแผ่นอกกว้างที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของมัน

 

 

 

                    “......”

 

 

 

 

                    เรากำลังจะพูดเหรอ......

 

 

 

 

 

                    “คะ..คิดถึง........"

 

 

 

 

                    “.....”

 

 

 

 

                    พูดออกไปแล้วสินะ....

 

 

 

                    “คิดถึงล่ะมั้ง"




 

100 %






 


 
"คิดถึงล่ะมั้ง"ด้วย อร๊ายยยย 55555
ตอนนี้ยาวมากกกกกกกกก เพราะฉะนั้นถ้าเม้นน้อยกว่า 10 คอมเม้น
จะไม่มาต่อให้นะ !! (ล้อเล่น) อยากเม้นหรือไม่เม้นก็ตามใจเลย 
นี่น้อยใจอยู่นะ 55555555555
แค่เม้นสั้นๆก็พอครับ สนุก ห่วย อะไรก็ว่าไป
ให้ไรเตอร์ชื้นใจนิดนึงว่ายังมีคนอ่านเรื่องนี้อยู่
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนิยายปัญญาอ่อนเรื่องนี้นะครับ 









 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

864 ความคิดเห็น

  1. #820 notgood (@iamanr) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 มกราคม 2558 / 19:32
    คุณกรดูน่ากลัวอะ ;0; ซีโร่กับฮิคคัพนี่... -////-555555555555 พิชเชอร์ละมุนจังเลย งื้อออ น่ารักอะ
    #820
    0
  2. #814 -SWAGGER- (@sgswag) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 มกราคม 2558 / 09:14
    เกร้ดดดดดดดดดดดดด ฿%##*"(%-฿&#+#)@*#&#+ โคตรพ่อโคตรแม่เขินนน 55555555555
    #814
    0
  3. #807 I'm tinkerbell (@lovely8059) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2557 / 11:23
    งุ้ยยยย เขิล กรี๊ดด ตะมายน่ารัก -///-
    #807
    0
  4. #794 poungsaed (@tanakarn03) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 เมษายน 2557 / 13:06
    พิชเชอร์ บล๊อก น่ารักไปแล้วววว ^_^
    #794
    0
  5. #776 oookkkii (@noookkkii) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 31 มีนาคม 2557 / 23:30
    ซึนจริงๆๆ เขิลอะ
    #776
    0
  6. #754 ฮาร์ดแวร์ (@jokkey) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2557 / 00:02
    " คิดถึงมั้ง " แหม่มมมมมมมมมมมมมมม//ฟินแป๊บ
    #754
    0
  7. #740 Mikojin (@mikojin) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 มกราคม 2557 / 20:10
    เอิ่ม ละมั้งนี่ไม่ต้องใส่จะน่ารักกว่านี้น่ะ
    #740
    0
  8. #712 -[TeaTime]- (@at-tea-time) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2556 / 16:23
    อร๊ายยยยยยยย โดนจัดหนักทั้งขึ้นทั้งร่องงี้ก็ไม่ไหวน๊าาา .. เขิลลลล >////<
    #712
    0
  9. #711 -[TeaTime]- (@at-tea-time) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2556 / 02:27
    ชอบอ่าาาา .. ปากแข็งจริงนะ บล็อกกี้(?) 5555
    #711
    0
  10. #610 jjeepppp (@jjeepppp) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 กันยายน 2556 / 19:06
    ฟินมากขร่าาาาาา
    #610
    0
  11. #582 The.Joker (@blackholp) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 9 กันยายน 2556 / 21:42
    //มึ* ตายจ้า 554455
    #582
    0
  12. #567 thenumberten (@thenumberten) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 กันยายน 2556 / 21:38
    อร๊ายยยยยยยยยย>\\\<
    #567
    0
  13. #551 Inno (@super-gun) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 กันยายน 2556 / 13:15
    จะหวานไปแล้วววว เต็มจอเลย
    #551
    0
  14. #519 lovegun-rit (@lovegun-rit) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 กันยายน 2556 / 19:20
    ตามหัวใจมาถึงกระบี่ เพื่อบอกว่าคิดถึง หวานเวอร์
    #519
    0
  15. #488 sleepybear (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2556 / 20:06
    ในที่สุด บล็อกก็หลุดปากบอกความรู้สึกออกมาแล้วววววววววววววววว
    #488
    0
  16. #484 คนผ่านมา (@ras21) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2556 / 15:15
    พิสูจน์ว่าเป็นพิชคุง อืมม โลกทั้งโลกมีเพียงเรา
    บล็อกกลัวได้น่ารัก เขิลได้น่ารัก พิชคุงตามหารักฮ่าๆๆๆๆ คิดถึง โหยหา....  หลงหัวปักหัวปำ


    อั้ยยะ เขิลทั้งเรื่องไรท์อ้ารีบมาต่อเลยนะ กำลังเข้าได้เข้าเข็ม
    ขัดอารมฟินมันบาปนะคร้า รุปะเนี่ย บาปมากๆ รีบๆมาต่อเลย//ฉุดกระฉากลากถูไรท์มาอัพ

    วันนี้เอามาอีกตอนเลย ติดงอมแงมอะ อ่านวันละรอบจิตแจ่มใส
    #484
    0
  17. #475 ninnyvip (@ninnyvip) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2556 / 08:08
    กรี๊ดดดด เขิน
    #475
    0
  18. #469 lucifervampire (@vampirelucifer) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2556 / 20:50
    อ้ากกกกกกกก เขิลลลลล
    ฮ่าๆๆๆ
    มาต่อเร็วๆ นะครับ^^
    #469
    0
  19. #379 MeloDY_ThailanD (@chanyeol_minhyuk) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 เมษายน 2556 / 20:39
    อ่านไปเขินไปโอ้ย!!ไม่ไหวเเล้วหวานกันจริง-//-
    #379
    0
  20. #361 Momay (@momay2542) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 เมษายน 2556 / 22:10
    <3 >///< มดกัดแล้วววว
    #361
    0
  21. #325 мαчנαɴɢ (@may2828) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2556 / 21:20
    น่ารัก -/-
    #325
    0
  22. #308 At love (@ben161139) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2555 / 00:56
    ยิ่งโมโห ยิ่งน่ารักนะ
    #308
    0
  23. #260 Wang# BOOM <naikul> (@punwang) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2555 / 10:11
    อมยิ้มเลย น่าร๊อ คคคค
    #260
    0
  24. #228 ihaew (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2555 / 00:18
    น่ารักกกกกกกกกกก
    #228
    0
  25. #195 sa_i (@rianbow) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2555 / 14:10
    โอ๊ยเขินอีกแล้ว><
    บล็อกอย่าปากแข็งเลย5555
    #195
    0