เรื่องเล่าจากเงามืด

ตอนที่ 9 : เสียงปริศนา (ตอนที่เจ็ด)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 201
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    7 มิ.ย. 53

หลังจากสามสาวออกจากห้องพักของผู้ป่วย สมภพก็นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ไปเรื่อยๆ สิบนาทีผ่านไป จึงก้มมองดูนาฬิกาที่ข้อมือ ก่อนหันไปมองร่างบางที่อยู่บนเตียง จะหนึ่งทุ่มอยู่แล้ว แต่คุณลินยังไม่ตื่นอีก

“เอาไงดี” สมภพพึมพำเบาๆ ลุกขึ้นเอาหนังสือพิมพ์ไปเก็บ แล้วเดินมานั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ข้างเตียง เพื่อมองหน้าคนป่วยให้ชัดๆ นลินยังคงนอนหลับสนิท ใบหน้าหวานแม้จะซีดเซียวไปบ้าง แต่ก็ยังน่ามองอยู่ดี สมภพมองนลินอยู่ครู่หนึ่งแล้วยิ้มออกมา เอ..หรือว่าต้องใช้วิธีปลุกแบบเดียวกันกับเจ้าหญิงนิทรา คุณลินถึงจะยอมตื่น

 วิธีนี้จะว่าไปแล้ว มันก็ดีอยู่หรอกนะ หากทำครั้งแรกแล้วยังไม่ตื่น ก็ค่อยทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตื่น แต่ว่า..สมภพเหลือบตามองขวดน้ำเกลือ ที่แขวนไว้ตรงเสาข้างเตียงแล้วส่ายหัวไปมา อย่าเสี่ยงดีกว่า หากใช้วิธีนั้นปลุกนลินจริงๆ มีหวัง เขาคงได้ถูกนลินใช้ขวดน้ำเกลือทิ่มปากแตกกันพอดี

แม้ว่าขวดน้ำเกลือสมัยนี้จะเป็นพลาสติก และตอนนี้น้ำเกลือใกล้หมดขวดแล้วก็ตาม แต่ยังเสี่ยงอยู่ดี หากเอาขวดพลาสติกทิ่มใส่ปากตรงๆ แบบไม่ออมแรง ปากก็พังได้เหมือนกัน เผลอๆ อาจจะถูกเสาที่แขวนขวดน้ำเกลือฟาดหัวแบะแถมให้อีกด้วย โทษฐานฉวยโอกาสกับคนป่วย แค่คิดก็สยองแล้ว ถ้าอย่างนั้น ใช้วิธีนี้ดีกว่า เผื่อว่าจะได้ผล สมภพลุกขึ้นจากเก้าอี้ ขยับเข้ามาใกล้นลินอีกนิด โน้มหน้าลงต่ำก้มลงกระซิบที่ข้างหูนลินเบาๆ 

“ผมขออนุญาตมองหน้าคุณลินสักพักนะครับ เผื่อกระแสจิตของผม จะช่วยกระตุ้นให้คุณลินรู้สึกตัวเร็วขึ้น ขอแค่นี้คงไม่ว่ากันนะครับ” พูดจบ สมภพก็กลับมาที่เก้าอี้ข้างเตียง นั่งมองหน้านลินฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ

สมภพนั่งมองนลิน ไล่ไปตั้งแต่หน้าผาก ดวงตา จมูก แก้มและปากบางหยักสวยได้รูป เห็นแบบนี้แล้วต้องยอมรับว่า นลินเป็นผู้หญิงที่มีรูปหน้าสวยมาก เครื่องหน้าทุกชิ้นช่างรับกันได้เหมาะเจาะกลมกลืน เมื่อรวมกับผมยาวสลวยที่ดำขลับเหมือนขนกาด้วยแล้ว ก็มองเพลินตาได้ไม่เบื่อจริงๆ

 แม้ใบหน้ายามหลับของนลินจะน่ามองมากเพียงใด แต่สมภพกลับชอบเวลานลินตื่นมากกว่า เขาชอบมองดวงตากลมโตสดใสมีชีวิตชีวาของนลิน เพราะเป็นสิ่งที่สื่อความรู้สึกต่างๆ ที่อยู่ข้างในได้ชัดเจนที่สุด ก็แปลกดีเหมือนกัน ทั้งๆ ที่เพิ่งรู้จักกันเมื่อวาน แต่ไม่รู้ทำไม เขาถึงได้จดจำแววตาและท่าทาง ตลอดจนน้ำเสียงของคนปากแข็งที่ดื้อเอาแต่ใจ ซึ่งนอนอยู่บนเตียงได้ติดตา เจ้าตัวจะรู้ไหมว่า ทุกอากัปกิริยาที่แสดงออกมานั้น มีเสน่ห์ชวนมองเหลือเกิน และยังทำให้ใจของใครบางคนสั่นไหวแปลกๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ยิ่งมองไปนานๆ ดวงตาคมปลาบสีน้ำตาลอ่อนก็ทอดอ่อนลงทุกที นลินในตอนนี้ เหมือนตุ๊กตาเจ้าหญิงไม่มีผิด ทั้งงดงาม บอบบางและน่าทะนุถนอม เห็นแล้วชวนให้เกิดความรู้สึกอยากอยู่ใกล้ๆ เพื่อดูแลและปกป้องคุ้มครองให้พ้นจากอันตรายต่างๆ คิดแล้วก็อดแปลกใจไม่ได้ นี่เขาเกิดความรู้สึกแบบนี้กับนลินตั้งแต่เมื่อไหร่

ไม่รู้เป็นเพราะถูกมองมากเกินไปหรือเปล่า ร่างบางที่หลับสนิทจึงขยับตัว พลิกตะแคงมาด้านข้าง ซึ่งเป็นด้านเดียวกับที่สมภพนั่งอยู่ สมภพมองอย่างชั่งใจ ก่อนลุกขึ้นเดินเข้าไปใกล้ ใช้มือปัดปอยผม ที่หล่นมาปรกหน้านลินให้อย่างเบามือ นี่ถ้าคุณลินตื่นขึ้นมาตอนนี้พอดี เขาจะถูกตบด้วยขวดน้ำเกลือหรือเปล่านะ สมภพคิดอย่างนึกขำ แต่ต้องสะดุ้ง เมื่อจู่ๆ มือเล็กเรียวบางของคนป่วยก็คว้าหมับเข้าที่มือของเขาพอดี

“คุณสมภพ” เสียงหวานใสดังออกมาจากปากบางแผ่วเบา ทั้งๆ ที่เปลือกตายังปิดสนิท แต่นลินก็จับมือเขาซะแน่น สมภพย่นคิ้วเข้าหากัน รู้สึกได้ถึงความชื้นของเหงื่อที่ซึมขึ้นมา จากมือเล็กที่จับมือเขาเอาไว้

“คุณลินครับ” สมภพเรียกน้ำเสียงนุ่มนวล แต่นลินไม่รู้สึกตัว ยังคงเรียกชื่อสมภพซ้ำไปซ้ำมา ใบหน้าหวานมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นมา สมภพมีสีหน้าตกใจ ท่าทางคุณลินดูแปลกๆ เกิดอะไรขึ้นกับคุณลิน

“คุณสมภพช่วยด้วย!” นลินตะโกนเสียงดัง ร่างบางสะดุ้งเฮือก เด้งตัวจากที่นอนอย่างตื่นตระหนก ลุกขึ้นนั่งหายใจหอบจนตัวโยน โดยที่มือยังคงจับมือของสมภพไม่ยอมปล่อย

“คุณลินครับ”

นลินเงยหน้ามองตามเสียง เมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่ตรงหน้า นลินก็เบิกตากว้าง โผเข้ากอดสมภพแน่น ทำเอาสมภพเสียหลักแทบหงายหลัง แต่มือยังไวคว้าขอบเตียงไว้ได้ทัน

“คุณสมภพจริงๆ ด้วย” นลินถอนหายใจอย่างโล่งอก หลับตาลงซุกหน้ากับอกของสมภพ เหมือนกับต้องการจะยึดอีกฝ่ายเป็นที่พึ่ง สมภพใช้มือลูบหัวนลินเบาๆ อย่างปลอบโยน

“คุณลินฝันร้ายหรือครับ”

“ค่ะ” นลินตอบเสียงอู้อี้คล้ายคนเป็นหวัด ใช่! เธอฝันร้าย ตั้งแต่จำความได้ ไม่เคยมีความฝันครั้งไหน ที่ให้ความรู้สึกเหมือนจริงและน่ากลัวแบบนี้มาก่อน

 “โบราณว่าฝันร้ายมักจะกลายเป็นเรื่องดีนะครับ”

นลินเงยหน้ามองอีกฝ่าย ดวงตาคู่สวยฉายแววหวาดหวั่นเห็นได้ชัด เธออยากคิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่ไม่รู้ทำไม จึงรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างบอกไม่ถูก เกรงว่าอาจจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นกับตัวเอง

“ทำไมคุณลินมองหน้าผมแบบนี้ล่ะครับ หรือว่าไม่เชื่อคำโบราณที่ผมยกมาอ้าง”

“ลินก็อยากจะเชื่ออย่างนั้นเหมือนกันค่ะ แต่ว่า..”

“แต่อะไรครับ”

“ลิน..เอ่อ..ช่างมันเถอะค่ะ บางที..ลินอาจจะกังวลมากไป” นลินปฏิเสธแล้วกวาดตามองไปโดยรอบ เมื่อไม่เห็นส้มหรือหญิงอยู่ในห้องนี้ด้วย นลินก็หันมาถามสมภพ

“ส้มกับหญิงไปไหนคะ”

“สองคนนั้นออกไปคุยกับน้องสาวของผมนอกห้องครับ อีกสักพักคงจะเข้ามา” สมภพบอก แล้วอธิบายเพิ่มเติมว่า เขาพาน้องสาวมาเยี่ยมนลินด้วย และบังเอิญว่าน้องสาวเขาเป็นเพื่อนกับส้มและหญิง ทั้งสามคนจึงชวนกันออกไปคุยข้างนอก โดยยกหน้าที่ดูแลคนป่วยให้เขาจัดการแทน

“เหรอคะ ลำบากคุณสมภพแย่ แล้วนี่คุณสมภพมานานหรือยังคะ”  

“ผมมาถึงได้สักพักใหญ่ๆ แล้วครับ”

นลินพยักหน้า แสดงว่าคุณสมภพคงนั่งเฝ้าเราอยู่นานทีเดียว คิดแล้วก็นึกขึ้นได้ ว่าตัวเองยังอยู่ในอ้อมกอดของอีกฝ่าย ใบหน้านลินเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ รีบผละออกมาทันที ความที่เคลื่อนไหวร่างกายเร็วเกินไป เสาที่ใช้แขวนขวดน้ำเกลือจึงถูกดึงให้เสียหลัก เอียงวูบฟาดโครมลงมาบนเตียง

เสียงเหล็กกระทบเนื้อดังปึก นลินหลับตาปี๋ นึกในใจว่า คงได้หัวร้างข้างแตกกันบ้าง แต่ต้องแปลกใจ เมื่อไม่รู้สึกเจ็บตรงส่วนไหนของร่างกายสักนิด ตรงกันข้าม กลับรู้สึกอบอุ่นไปทั่วร่าง จึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น

ที่นลินรู้สึกอบอุ่นไปทั่วร่างและไม่เจ็บตัวอะไรเลยนั้น เป็นเพราะสมภพเอาร่างตัวเองเข้ามาบังไว้ให้ เสาที่ใช้แขวนขวดน้ำเกลือจึงฟาดใส่หลังของสมภพเต็มๆ ส่งผลให้ร่างของทั้งคู่เสียหลักล้มลงไปบนเตียงด้วยกัน

“คุณสมภพ! เป็นยังไงบ้างคะ!” นลินถามอย่างตกใจ เมื่อเห็นเสาที่ใช้แขวนขวดน้ำเกลือพาดอยู่บนร่างของสมภพ จึงพยายามขยับตัวจะลุกขึ้นนั่งแต่ไม่ถนัด เพราะร่างของสมภพคร่อมทับร่างของตัวเองเอาไว้

“คุณสมภพ! คุณสมภพคะ!” นลินใช้มือเขย่าไหล่ของสมภพเบาๆ แต่อีกฝ่ายไม่ขยับตัวสักนิด นลินเริ่มใจเสีย ทำไมคุณสมภพนอนนิ่งแบบนี้ล่ะ หรือว่าโดนเสาฟาดถูกหัวจนเลือดคั่งในสมองตายไปแล้ว

“คุณสมภพ ได้ยินเสียงลินไหมคะ อย่าเพิ่งตายนะ ลุกขึ้นมาคุยกันก่อนสิ” นลินพูดเสียงสั่น น้ำตารื้นขึ้นมาด้วยห่วงสมภพจับใจ แต่ต้องสะดุ้ง เมื่อได้ยินเสียงทุ้มนุ่มหู ดังขึ้นใกล้ๆ หูของตัวเอง

“ยังมีชีวิตอยู่ครับ แต่จุกจนพูดไม่ออก ขอผมอยู่อย่างนี้สักครู่นะครับคุณลิน มันนิ่มและก็อุ่นดี” ท้ายประโยค สมภพพูดพึมพำเบาๆ แต่นลินก็หูดีชะมัด ใบหน้าหวานเปลี่ยนเป็นสีเข้มด้วยความอายผสมความโกรธ

 “คนบ้า! ลุกขึ้นเลยนะ!” นลินใช้มือผลักอกของสมภพ แต่อีกฝ่ายทำหูทวนลม นอนนิ่งไม่ยอมขยับ นลินหน้าแดงจัดเป็นลูกตำลึงสุก ดิ้นขลุกขลักไปมา โดยไม่รู้ว่าคนที่นอนฟุบหน้าอยู่กับเตียง ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ในการกลั้นเสียงหัวเราะไม่ให้หลุดออกมา

“คุณสมภพ! ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้! ถ้าคุณยังไม่ยอมลุกขึ้น ลินจะเอาเสาแขวนขวดน้ำเกลือฟาดหัวคุณซ้ำอีกรอบ คราวนี้ล่ะ คุณได้หลับยาวสมใจแน่!” นลินพูดปนหอบเพราะดิ้นจนเหนื่อย ผมยาวสลวยสีดำขลับพันกันยุ่งเหยิง สมภพนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วผงกหัวขึ้นมาจากที่นอนพร้อมกับส่งยิ้มให้

นลินมองตาเขียว คนฉวยโอกาส! ยังมีหน้ามายิ้มอีกนะ พอขยับปากจะต่อว่าอีกฝ่าย นลินก็ชาวาบไปทั้งร่าง เมื่อสมภพใช้นิ้วชี้แตะปากนลินเบาๆ 

“อย่าขู่กันสิครับ ได้ยินแล้วใจแป้วเลยนะนี่ ที่จริงผมจะลุกตั้งนานแล้วครับ แต่เสาแขวนขวดน้ำเกลือ มันทับหลังผมอยู่ รบกวนคุณลิน ช่วยเอาออกให้หน่อยสิครับ”

“แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรกล่ะคะ” นลินค้อนใส่ให้วงใหญ่ พยายามใช้มือดึงเสาแขวนขวดน้ำเกลือออกจากหลังของสมภพ แต่ทำได้ไม่ถนัดนัก จึงหันมาทุบไหล่สมภพดังพลั่ก

“ขยับตัวหน่อยสิคะ คุณนอนทับลินแบบนี้ ทำให้ลินหยิบเสาไม่ถนัด ไม่รู้หรือไงว่ามันหนักนะ”

“เอ๊ะ ผมว่าน้ำหนักตัวของผมก็ไม่มากนะครับ เอ..หรือว่าเมื่อเช้าผมดูตาชั่งผิดไป” สมภพพูดหน้าตาย แต่ต้องสะดุ้งร้องโอ๊ยดังลั่น เมื่อนลินหยิกหมับเข้าให้ที่แก้มของคนช่างพูด

“หูย! เจ็บนะครับ คุณลิน” สมภพยกมือลูบแก้มเบาๆ ผู้หญิงอะไรกันนี่ ตัวเล็กนิดเดียว แต่มือหนักชะมัด

“อย่าพูดมากนะ! ขืนพูดออกมาอีกแม้แต่คำเดียว ลินหยิกปากคุณขาดจริงๆ ด้วย!” นลินพูดเสียงห้วน ใบหน้าหวานบึ้งตึงผิดไปจากที่เคยเป็น สมภพทำตาโต โห! ดุเหมือนกันแฮะ ดูตาสิ วิบวับเชียว ขืนแกล้งคุณลินไปมากกว่านี้ ชีวิตเราอาจมอดม้วยได้นะนี่ คิดแล้วสมภพก็ขยับตัว ลุกขึ้นจากร่างนลินลงไปยืนข้างเตียง แล้วหันมาหยิบเสาแขวนขวดน้ำเกลือ พร้อมกับเก็บขวดน้ำเกลือที่หล่นอยู่บนพื้นขึ้นมานำไปวางไว้ที่เดิม

 “เรียบร้อยแล้วครับ คุณลิน” สมภพหันมายิ้มให้ นลินมองสมภพตาขุ่น หนอยแน่ะ! ที่แท้ก็ลุกขึ้นได้เอง แต่ก็ไม่ยอมลุก เจ้าเล่ห์นักนะ!

“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะครับ หรือว่าเจ็บตรงไหน” 

“เจ็บใจค่ะ!” นลินตอบเสียงสะบัด อยากจะเอาเสาแขวนขวดน้ำเกลือ ฟาดหัวคนเจ้าเล่ห์จริงๆ

“ฮ้า! จริงเหรอครับ เจ็บที่ใจถือว่าเป็นเรื่องใหญ่เชียวนะครับ ไหนผมขอเข้าไปดูใจคุณลินใกล้ๆ หน่อยสิครับ ว่ามันช้ำหรือกลัดหนองตรงไหน ทำไมจู่ๆ ถึงได้เจ็บขึ้นมาได้” สมภพทำหน้าตกใจเกินจริง เดินเข้ามาหาคนป่วยที่นั่งหน้าหงิกอยู่บนเตียง นลินรีบหยิบผ้าห่มขึ้นมาม้วน แล้วพับครึ่งเป็นก้อนกลมถือไว้ในมือ พูดเสียงเข้ม

“หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะคะ ถ้าคุณเข้ามาใกล้อีกก้าวเดียว ลินเอาไอ้นี่ขว้างใส่หัวคุณแน่!”

สมภพทำตาโต โห! ถึงขนาดหยิบของใกล้ตัว อย่างผ้าห่มมาทำเป็นอาวุธป้องกันตัวเลยเหรอ คิดได้ไงนี่

“คุณลินครับ ผมแค่อยากเข้าไปดูใจคุณลินใกล้ๆ ก็เท่านั้นเอง ไม่ได้คิดจะเข้าไปปล้ำคุณลินสักหน่อย แล้วทำไมคุณลินถึงได้ใจร้าย คิดจะทำร้ายร่างกายผมด้วยอาวุธพิเศษแบบนั้นล่ะครับ” สมภพทำตาละห้อย นลินมองอย่างหมั่นไส้ ขณะเดียวกันก็อดสงสัยไม่ได้ ไหนส้มกับหญิงบอกว่า คุณสมภพเรียบร้อยและขี้อายยังไงล่ะ แต่ที่เห็นในตอนนี้ มันคนละเรื่องเลยนะ สองคนนั้นมองผิดไปหรือเปล่า 

 บุคลิกภายนอกของสมภพ ที่คนอื่นเห็นจนชินตาคือ สุภาพเรียบร้อย ใจดีและเงียบขรึม มีเฉพาะคนในครอบครัวและญาติสนิทเพียงไม่กี่คน ที่รู้ดีว่าภายใต้ท่าทีเคร่งขรึมนั้น เขามีนิสัยขี้เล่นและชอบแกล้งซ่อนอยู่ แต่น้อยคนนักที่จะได้เห็นนิสัยนี้ของเขา และนลินก็เป็นหนึ่งในจำนวนน้อยคนที่ว่านั่นด้วย

  เมื่อเห็นนลินไม่ตอบ สมภพก็ขยับเข้ามาใกล้อีกนิด นลินเม้มปากแน่น ขว้างผ้าห่มในมือออกไปสุดแรง แต่สมภพเบี่ยงกายหลบได้ทัน ผ้าห่มจึงลอยหวือไปหน้าประตูห้อง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ประตูเปิดเข้ามาพอดี 

“โอ๊ย!” สมฤดีร้องลั่น เมื่อโดนวัตถุลึกลับกระแทกใส่หน้าเข้าอย่างจัง ถึงผ้าห่มจะมีน้ำหนักไม่มากนัก แต่พอม้วนเป็นก้อนกลมๆ บวกกับแรงขว้างของนลิน ก็ทำเอาสมฤดีหน้าหงายไปเหมือนกัน

 ไม่เพียงแค่หน้าหงายเท่านั้น แต่ร่างสมฤดียังผงะถอยหลังไปชนหญิงกับส้มที่เดินตามมาติดๆ อีกด้วย ทำเอาทั้งคู่ร้องเสียงหลง เพราะถูกศีรษะของสมฤดีกระแทกใส่หน้าผากดังโป๊ก ส้มกับหญิงยกมือกุมหน้าผากพร้อมกับสูดปากเบาๆ อูย! เจ็บๆๆ กะโหลกจะแตกหรือเปล่านี่

นลินมีสีหน้าตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนสมภพทำตาปริบๆ คิดไม่ถึงว่านลินจะขว้างของได้แม่นยำแบบนี้ เมื่อกี้หากเขาหลบไม่ทัน มีหวังคงหน้าหงาย มองเห็นดาวระยิบระยับเต็มหัว แทนยายตัวเล็กเป็นแน่แท้ คิดแล้วก็รีบเดินเข้าไปหาสมฤดี ที่ยืนมึนอยู่หน้าประตูห้องอย่างเป็นห่วง

“ตัวเล็ก เป็นยังไงบ้าง” สมภพถามพร้อมกับก้มหยิบผ้าห่มที่กองอยู่บนพื้นหน้าห้องขึ้นมาถือไว้

“เจ็บนิดหน่อยค่ะ แล้วนี่ตัวเล็กโดนอาวุธประเภทไหนโจมตีใส่คะ เฮียภพ ทำไมมันถึงได้เงียบเชียบ ไร้สี และไร้เสียงแบบนี้ ทำเอาตัวเล็กมึนหัวไปหมด อย่างกับถูกหมัดของเขาทรายชกใส่แน่ะค่ะ” สมฤดีสะบัดหัวไปมาสองสามครั้ง สมภพมองน้องสาวอย่างนึกขำ ขนาดเจ็บตัวนะนี่ ยายตัวเล็กยังมีอารมณ์พูดเล่นอีกนะ เอ..แล้วจะตอบยังไงดีล่ะ สมภพอมยิ้ม หันมามองนลินที่นั่งหน้าเจื่อนอยู่บนเตียง แล้วพูดขึ้น

“เฮียก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าอาวุธที่ใช้โจมตีตัวเล็ก เป็นอาวุธประเภทไหน ถ้าตัวเล็กอยากรู้ล่ะก็ ลองถามพี่ลินดูสิ เพราะอาวุธเมื่อกี้นี้เป็นของพี่ลิน”

นลินสะดุ้งเมื่อสมภพโยนมาให้ตัวเองตอบ สมฤดีหันขวับมามองนลินที่นั่งอยู่บนเตียง ส้มกับหญิงก็หันมามองนลินเหมือนกัน นลินยิ้มแห้งๆ เหงื่อแตกพลั่ก ตอบอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง

“เอ่อ.อาวุธเมื่อกี้..เป็นอาวุธที่ผลิตจากใยสังเคราะห์..เอ่อ..เป็นชนิดที่ให้ความอบอุ่นกับร่างกายค่ะ”

“หือ?” สามสาวพร้อมใจกันทำตาปริบๆ พยายามนึกภาพอาวุธต่างๆ เท่าที่รู้จักหรือเคยได้ยินมา แต่ก็ไม่มีชนิดไหน ใกล้เคียงกับอาวุธที่นลินพูดถึงสักนิด เอ..หรือว่าจะเป็นอาวุธรุ่นใหม่ล่าสุด พวกเราถึงไม่รู้จัก

ขณะที่นลินกำลังตอบคำถามเรื่องอาวุธให้สามสาวฟัง สมภพซึ่งถือผ้าห่มอยู่ในมือ ก็เดินเข้าไปใกล้นลิน แล้วยื่นผ้าห่มส่งคืนให้ พูดน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ   

“ผมเอาอาวุธที่ผลิตจากใยสังเคราะห์มาคืนคุณลินครับ” 

สามสาวมองสิ่งที่สมภพเรียกว่า “อาวุธ” ตาค้าง อาวุธที่พี่ลินพูดถึง คือไอ้นี่เองหรอกหรือ มิน่าล่ะ ถึงว่า ทำไมนึกภาพไม่ออกเลยว่า มันเป็นอาวุธแบบไหน ที่แท้ก็คือผ้าห่มนี่เอง 

“ขอบคุณค่ะ” นลินพูดเสียงลอดไรฟัน มองสมภพตาเขียว แต่เขากลับยิ้มชอบใจ มองนลินตาเป็นประกาย จนนลินต้องเป็นฝ่ายหลบตา แล้วหันหน้าไปมองทางอื่นแทน รู้สึกได้เลยว่า หัวใจของตนเต้นผิดจังหวะ แถมยังร้อนวูบวาบไปทั่วตัวอีกด้วย   

อากัปกิริยาของสมภพกับนลิน ตกอยู่ในสายตาของส้ม หญิงและสมฤดีที่มองอยู่ สามสาวหันมายิ้มให้กันด้วยความพอใจ ดูเหมือนว่า แผนทิ้งให้อยู่ด้วยกันตามลำพังจะใช้ได้ผล ดูสิ มีส่งสายตาให้กันด้วย

“พี่ลินคะ เรายังไม่ได้ทำความรู้จักอย่างเป็นทางการเลยนะคะ” สมฤดีพูดด้วยรอยยิ้ม เดินเข้ามาใกล้นลินพร้อมกับยกมือไหว้และแนะนำตัวให้นลินรู้จัก

“สวัสดีค่ะ พี่ลิน ตัวเล็กเป็นน้องสาวของเฮียภพค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ”

“สวัสดีค่ะ น้องตัวเล็ก ชื่อน่ารักนะคะ” นลินรับไหว้พร้อมกับยิ้มตอบ มองสมฤดีอย่างเอ็นดู น้องสาวของคุณสมภพหน้าตาน่ารักดี ท่าทางจะคุยเก่งไม่เบาเหมือนกัน

“ขอบคุณค่ะ พี่ลินก็ชื่อน่ารักเหมือนกันค่ะ” สมฤดียิ้มจนตาหยี ดีใจที่มีคนชมว่าชื่อตัวเองน่ารัก ที่จริงชื่อตัวเล็ก มีเฉพาะคนในครอบครัวเรียกเท่านั้น ส่วนเพื่อนๆ หรือคนอื่นจะเรียกเล็กเฉยๆ การที่สมฤดีบอกนลินว่าตน ชื่อตัวเล็กนั้น ก็เพื่อต้องการบอกเฮียภพทางอ้อมว่า ตนยอมรับนลินให้เข้ามาเป็นสมาชิกคนใหม่ของครอบครัว ซึ่งสมภพเองก็เข้าใจความหมาย ที่น้องสาวต้องการสื่อได้เป็นอย่างดี จึงยิ้มออกมาด้วยความพอใจ

 “เห็นคุณสมภพบอกว่า ตัวเล็กเป็นเพื่อนกับหญิงและส้มหรือคะ” นลินถามอย่างสนใจ

“ใช่ค่ะ พวกเราเรียนที่เดียวกันและอยู่กลุ่มเดียวกันอีกด้วย ก็เลยสนิทกันมากกว่าคนอื่นๆ ที่จริงตัวเล็กก็ไม่รู้นะคะว่า พี่สาวที่สองคนนี้พูดถึงอยู่บ่อยๆ จะเป็นคนๆ เดียวกันกับเพื่อนเฮียภพ เพิ่งมารู้เมื่อกี้เองค่ะ”

“เหรอจ๊ะ เอ..ทำไมส้มกับหญิงไม่เห็นบอกพี่เลยว่า คุณสมภพเป็นพี่ชายของเพื่อนสนิท”

“สองคนนี้เพิ่งจะรู้เมื่อกี้เองค่ะ ว่าเฮียภพเป็นพี่ชายของตัวเล็ก เพราะตัวเล็กไม่เคยเล่าเรื่องพี่ชายให้เพื่อนๆ ฟัง เมื่อกี้ตอนที่ตัวเล็กตามเฮียภพเข้ามาในห้องนี้ ส้มกับหญิงตกใจกันใหญ่ งงว่าตัวเล็กมาที่นี่ได้ยังไง พอคุยไปคุยมา ถึงได้รู้ว่าเฮียภพเป็นพี่ชายของตัวเล็กค่ะ” สมฤดีเล่าให้นลินฟังด้วยน้ำเสียงร่าเริง

ส้มกับหญิงที่เข้ามายืนใกล้เตียง มองคนช่างพูดอย่างหมั่นไส้ ใครบอกว่าไม่เคยเล่าเรื่องพี่ชายให้เพื่อนๆ ฟัง กะล่อนล่ะสิไม่ว่า ที่จริงยายเล็กเล่าเรื่องพี่ชายกรอกหูเพื่อนๆ ทุกวัน จนเพื่อนในกลุ่มจำเรื่องราวพี่ชายของเล็กได้ขึ้นใจ มากกว่าจำเนื้อหาในหนังสือเรียนซะอีก

“ฉันว่าขืนให้เล็กพูดมากไปกว่านี้ เรื่องที่เฮียภพจบวิศวกรมา มีหวังแตกดังโพล๊ะแน่” ส้มหันมากระซิบกับหญิงเบาๆ พอให้ได้ยินกันสองคน หญิงพยักหน้าเห็นด้วย  ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ งานนี้ ได้มีรายการตายหมู่เกิดขึ้นในห้องนี้อย่างไม่ต้องสงสัย คิดได้ดังนั้น หญิงก็กระแอมเบาๆ

“อะแฮ่ม! พี่ลินเพิ่งจะรู้สึกตัวเองนะ แกอย่าเพิ่งชวนพี่ลินคุยได้ไหม”

“นั่นสิ เสียงแกยิ่งแจ้วๆ เหมือนนกกระจอกแตกรังซะด้วย ขืนแกพูดกรอกหูพี่ลินมากๆ เดี๋ยวพี่ลินก็หมดสติไปอีกรอบหนึ่งหรอก” ส้มแกล้งว่า จึงโดนสมฤดีประเคนฝ่ามือใส่แขนไปหนึ่งเพี๊ยะ

“แกนี่หูไม่ถึงจริงๆ รู้ไหมว่า สมัยที่ฉันเรียนอยู่ชั้นประถม อาจารย์ที่สอนภาษาไทยเคยชมว่า เสียงของฉันไพเราะน่าฟัง เหมือนกับเสียงนกการเวกที่อยู่ในป่าหิมพานต์เชียวนะ แล้วอย่างนี้ แกจะมีหน้ามาบอกว่าเสียงของฉันเหมือนนกกระจอกแตกรังได้ยังไงฮะ ยายส้ม”

“อาจารย์คนนั้นแกล้งชมตัวเล็กหรือเปล่า หรือไม่ก็ ตัวเล็กอาจจะฟังผิดก็ได้” สมภพถามขึ้นมา หลังจากฟังอยู่นาน สมฤดีทำตาโต หันมาฟ้องนลินทันที

“พี่ลินดูสิคะ แทนที่จะเข้าข้างน้อง เฮียภพกลับมาว่าตัวเล็กซะงั้น เฮียภพเป็นพี่ที่ใช้ไม่ได้เลย ใช่ไหมคะ”

นลินหัวเราะออกมาเบาๆ เหลือบตามองพี่ที่ใช้ไม่ได้นิดหนึ่ง แล้วพูดน้ำเสียงนุ่มนวล

“พี่คิดว่าเฮียภพคงแค่อยากแซวตัวเล็กเล่นเท่านั้นเอง แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้มีเจตนาหรือตั้งใจจะว่าตัวเล็กหรอกค่ะ ตัวเล็กอย่าไปต่อว่าหรือโกรธเฮียภพเลยนะคะ”

สมภพยิ้มน้อยๆ ในสีหน้า มองนลินด้วยความชื่นชม ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งจะแกล้งนลินไปแท้ๆ แต่นลินก็ไม่ได้นำเรื่องเมื่อกี้มาปะปนกับเรื่องนี้  แสดงว่านลินรู้จักแยกแยะเรื่องราวต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่น ก็คงจะผสมโรง ร่วมต่อว่าเขาไปกับยายตัวเล็กด้วย ผู้หญิงที่มีเหตุผลแบบคุณนลินหายากจริงๆ  

สมฤดีแกล้งถอนหายใจเสียงดัง แต่ความจริงพอใจนลินมาก ด้วยเหตุผลเดียวกันกับพี่ชาย ถ้านลินร่วมผสมโรงต่อว่าเฮียภพด้วย สมฤดีก็ไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว เพราะผู้หญิงส่วนใหญ่มักเป็นแบบนั้น แต่ถ้าเป็นไปได้ สมฤดีไม่อยากให้ใครมาว่าพี่ชายตัวเองหรอก การที่นลินไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่น ทำให้สมฤดียิ่งชอบนลินมากขึ้นไปอีก

ระหว่างที่นลินและสมฤดีคุยกันนั้น หญิงซึ่งอยู่ใกล้นลินมากกว่าคนอื่น สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างที่ข้อมือของนลิน จึงชะโงกหน้าเข้าไปดูใกล้ๆ ก่อนอุทานออกมา

“อุ้ย สายน้ำเกลือของพี่ลินหลุดค่ะ”

“จริงด้วย ดูสิ เลือดหยดใส่ที่นอนเป็นดวงเชียว” ส้มบอกอย่างตกใจ หันไปกดกริ่งเรียกพยาบาลให้เข้ามาในห้อง นลินก้มมองข้อมือของตนอย่างสงสัย สายน้ำเกลือหลุดตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมเราถึงไม่รู้ตัวเลย ขณะคิดอยู่นั้น สายตาก็หันไปเจอดวงตาคู่คมของคนร่างสูง ที่ยืนกอดอกกลั้นยิ้มจนแก้มตุ่ยเข้าพอดี 

 นลินหน้าร้อนผ่าว เมื่อเห็นสายตาของสมภพ นึกออกทันทีว่า สายน้ำเกลือหลุดตอนไหน คนบ้า! ยังจะมีหน้ามายืนยิ้มกวนประสาทอีกนะ ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห ขณะเดียวกันหน้าก็แดงขึ้นเรื่อยๆ ลามไปถึงใบหูและลำคอ

ไม่เพียงแค่สังเกตเห็นสายน้ำเกลือหลุดเท่านั้น แต่หญิงยังเห็นอีกด้วยว่า ผมของนลินก็ยุ่งเหยิง เสื้อผ้าก็ดูเหมือนจะยับยู่ยี่เล็กน้อย เอ๊ะ พี่ลินนอนดิ้นขนาดนี้เลยเหรอ คิดแล้วก็มองหน้านลิน แต่ต้องแปลกใจซ้ำอีกรอบ ทำไมพี่ลินหน้าแดงแบบนั้นล่ะ หรือว่าไข้ขึ้น

หญิงใช้มือสะกิดแขนส้ม พร้อมบุ้ยปากให้ดูผมกับเสื้อผ้าของนลิน รวมไปถึงหน้าของนลินที่แดงจัดเห็นได้ชัด ส้มมองตามสายตาของหญิงแล้วทำตาโต ก่อนหันไปมองสมภพที่ยืนอมยิ้ม นึกสงสัยขึ้นมาครามครันว่า เฮียภพเฝ้าไข้คนป่วยยังไง ทำไมเสื้อผ้าของพี่ลินถึงได้ยับยู่ยี่ ผมเผ้าก็ยุ่งเหยิง แถมสายน้ำเกลือยังหลุดอีกต่างหาก เฮ้ย! หรือว่า.. ส้มยกมือปิดปากเอาไว้ได้ทัน ใบหน้าใสแดงระเรื่อ เมื่อคิดเลยเถิดไปถึงไหนต่อไหน

ส้มชำเลืองมองนลินกับสมภพสลับกัน บางที..อาจจะไม่ใช่อย่างที่คิดก็ได้ แม้ว่าสภาพของพี่ลินจะชวนให้คิดลึกก็เถอะ แต่เวลาสั้นๆ แค่นี้ คงยังไม่ทันได้ทำอะไรกันหรอก อีกอย่าง พี่ลินหวงตัวจะตาย ส่วนเฮียภพก็ไม่น่าจะเป็นคนที่หื่นจัด คิดปล้ำคนป่วยที่นอนซมได้ลงหรอก ส้มคิดในแง่ดีแล้วถอนหายใจออกมา

“แกถอนหายใจทำไม มีอะไรเหรอ” หญิงกระซิบถามเบาๆ แต่ส้มส่ายหัวปฏิเสธ พลันเสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นสองครั้ง ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน คุณหมอวัยกลางคน เดินเข้ามาพร้อมกับพยาบาลหนึ่งคน 

“อ้าว คุณสมภพ คุณสมฤดี มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ” คุณหมอณรงค์ ทักทายสองพี่น้องอย่างคุ้นเคย

“สักพักใหญ่แล้วครับ” สมภพตอบแล้วบอกให้คุณหมอรู้ว่า สายน้ำเกลือของนลินหลุด เมื่อได้ยินดังนั้น พยาบาลก็รีบเข้ามาจัดการให้ โชคดีว่าน้ำเกลือหมดขวดพอดี ขณะที่รอพยาบาลเปลี่ยนขวดน้ำเกลือให้ใหม่ คุณหมอณรงค์ก็ตรวจร่างกายของนลิน พร้อมกับซักถามอาการควบคู่กันไปด้วย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา 

 “ร่างกายของคุณนลินโดยรวมดีขึ้นมากครับ แต่หมอคิดว่า คุณนลินควรจะนอนพักฟื้นอยู่ที่นี่อีกหนึ่งคืน รอให้น้ำเกลือขวดนี้หมดก่อน พรุ่งนี้เช้า หมอจะขึ้นมาตรวจอีกครั้ง ถ้าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง คิดว่าช่วงบ่ายคงจะกลับบ้านได้ครับ” คุณหมอณรงค์บอกด้วยรอยยิ้ม

“ขอบคุณ คุณหมอมากค่ะ” นลินยกมือไหว้พร้อมกับยิ้มให้

“ไม่เป็นไรครับ” คุณหมอณรงค์พยักหน้ารับ หันมายิ้มให้สมภพกับสมฤดีที่ยืนอยู่ข้างกัน แล้วพูดขึ้น

“เมื่อกี้ก่อนผมจะขึ้นมา บังเอิญเจอคุณหมอก้องศักดิ์ระหว่างทางพอดี ท่านบอกว่า หากผมเจอคุณสมภพที่นี่ ให้บอกคุณสมภพด้วยว่า หากคุณสมภพเสร็จธุระแล้ว รบกวนเชิญไปพบท่านที่ห้องทำงานด้วยครับ”  

“ขอบคุณมากครับ”

หลังจากคุณหมอณรงค์และพยาบาล ออกไปจากห้องผู้ป่วย หญิงกับสมฤดีอาสาลงไปซื้อโจ๊กมาให้นลิน เพราะตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ นลินยังไม่ได้ทานอะไร ส่วนส้มก็จัดการเปลี่ยนผ้าปูที่นอนผืนใหม่ให้นลิน

เมื่อเห็นว่าอาการของนลินดีขึ้นมาก และไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง สมภพก็ขอตัวไปหาคุณหมอก้องศักดิ์ โดยก่อนจะออกไปจากห้อง เขาบอกให้นลินรู้ว่า อีกสักครู่ ชลิตคงจะมาถึงที่นี่

“คุณชลิต คนที่เป็นเจ้าของหอพักน่ะหรือคะ เฮียภพ” ส้มซึ่งเปลี่ยนผ้าปูที่นอนเสร็จแล้ว และได้รับอนุญาตจากสมภพ ให้เรียกเฮียภพตามสมฤดี หันมาถามอย่างแปลกใจ

“ใช่ ตอนที่เฮียมาถึงที่นี่ คุณชลิตโทรเข้ามาพอดี จึงรู้ว่าคุณลินไม่สบาย ถ้าคุณชลิตมาถึงก่อนที่เฮียจะกลับมาจากคุยกับคุณหมอก้องศักดิ์ รบกวนส้มช่วยบอกคุณชลิตให้รอเฮียด้วยนะ”

“ได้ค่ะ เฮียภพ” ส้มรับคำเสียงใส สมภพหันไปยิ้มให้นลิน

“เดี๋ยวผมมานะครับ คุณลิน”

“ค่ะ” นลินตอบโดยไม่มองหน้าสมภพ เพราะเวลาเห็นเขายิ้มแบบนี้ทีไร หัวใจของตนเองมักจะเต้นผิดจังหวะทุกครั้ง แถมอุณหภูมิความร้อนในร่างกายก็พุ่งสูงขึ้น ทำให้ใบหน้าร้อนจัดเหมือนถูกไฟเผาอีกด้วย

คล้อยหลังสมภพได้ไม่ถึงสิบนาที ชลิตก็เดินทางมาถึงพร้อมกับกระเช้าเยี่ยมไข้คนป่วย หลังจากทักทาย กันพอเป็นพิธี ชลิตก็นั่งบนเก้าอี้ข้างเตียงคนป่วย ส้มจึงหยิบหนังสือพิมพ์ไปนั่งอ่านที่เก้าอี้รับแขก แต่เงี่ยหูฟังคำสนทนาของทั้งคู่ด้วยความสนใจ

“เห็นสมภพบอกว่า ตอนที่คุณลินเข้าไปดูเขาทำงาน จู่ๆ คุณลินก็หมดสติไปหรือครับ”

“ค่ะ ลินหน้ามืดกะทันหัน แล้วหลังจากนั้นก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย” นลินตอบเสียงเรียบ แต่ดวงตาฉายแววกังวลบางอย่าง ซึ่งชลิตสังเกตเห็นเช่นกัน จึงกระแอมเบาๆ สองครั้ง แล้วพูดขึ้น

“อย่าหาว่าผมยุ่งเลยนะ แต่ผมอาบน้ำร้อนมาก่อนคุณ จึงมองออกว่า ท่าทางของคุณในตอนนี้ เหมือนมีเรื่องกังวลใจอะไรสักอย่าง ถ้าให้เดาผมคิดว่าน่าจะเกี่ยวกับ เรื่องศพที่เจออยู่ในห้องพักของคุณ เพราะผมเห็นคุณสนใจเรื่องนี้มากเป็นพิเศษมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ผมพูดถูกหรือเปล่า”

นลินมองชลิต ด้วยแววตาสงสัยระคนแปลกใจ ได้ยินเสียงชลิตพูดต่อ

“เมื่อวานหลังจากเสร็จเรื่องที่หอแล้ว ผมมีแวะไปคุยกับเพื่อนคนหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องของคุณ”

“เรื่องของลิน?”

“ใช่ พูดกันตรงๆ ผมสนใจเรื่องที่คุณสามารถติดต่อ กับวิญญาณของคนตายได้ อย่างที่รู้กันดีว่า ก่อนหน้านี้ มีคนมาขอเช่าห้อง 404 ไม่รู้ตั้งกี่ราย แต่ไม่มีใครอยู่ได้เกินสามวันสักคน ทุกคนที่ย้ายออกไป ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ได้ยินเสียงแปลกๆ ดังอยู่ในห้อง ฟังคล้ายเสียงพูดปนสะอื้น แต่ฟังไม่ออกว่าพูดอะไร”

“แต่คุณกลับฟังออกชัดเจน และยังได้เจอเจ้าของเสียง จนนำไปสู่การพบศพของส้มโออีกด้วย ผมจึงสงสัยว่า ทำไมจึงมีเฉพาะคุณเท่านั้น ที่สามารถสื่อสารกับส้มโอได้เป็นเรื่องเป็นราว ในขณะที่คนอื่นทำไม่ได้”

ใช่แต่ชลิตที่แปลกใจ นลินก็สงสัยเช่นกันว่า ทำไมจึงมีเฉพาะตนเท่านั้น ที่เจอส้มโอในสภาพหลอนๆ ตลอด ทีกับคุณสมภพ ส้มโอไม่โผล่มาให้เห็นแบบเดียวกันบ้าง คิดแล้วน่าน้อยใจชะมัด

“เรื่องนี้ ลินเองไม่รู้เหมือนกันค่ะ เมื่อกี้คุณชลิตบอกว่า เมื่อวานแวะไปหาเพื่อน เพื่อคุยเกี่ยวกับเรื่องของลิน ไม่ทราบว่าคุยเรื่องอะไรกันคะ”

“คุยเรื่องนี้นั่นแหละ เพื่อนผมสนใจคุณมากเลยนะ เขาบอกว่า บางคนมีสัมผัสที่หก สามารถมองเห็นหรือได้ยินเสียงของวิญญาณก็จริง แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่านั้น ไม่เหมือนในกรณีของคุณ”

“เอ๊ะ กรณีของลิน ทำไมหรือคะ”

 “กรณีของคุณ ต่างจากคนอื่นตรงที่ นอกจากจะมองเห็นภาพและได้ยินเสียงแล้ว คุณยังช่วยเหลือ และตอบสนอง คำร้องขอของวิญญาณได้ ซึ่งกรณีนี้มีไม่บ่อยนัก เพื่อนผมบอกว่า คุณกับส้มโอต้องมีกรรมสัมพันธ์ร่วมกันมาก่อนตั้งแต่อดีตชาติ เพราะถ้าไม่อย่างนั้น คุณไม่มีทางหาศพของส้มโอที่ถูกซ่อนไว้จนเจอหรอก”

“กรรมสัมพันธ์ร่วมกันหรือคะ”

“ใช่ ผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ถ้าอยากรู้รายละเอียดมากกว่านั้น คุณต้องไปคุยกับเขาเอง”

“เหรอคะ แล้วบ้านเขาอยู่ที่ไหนคะ”

“เพื่อนผมคนนี้รักสันโดษ เลยไปซื้อที่ทิ้งไว้แถวนอกเมือง เขาเพิ่งสร้างบ้านเรือนไทยเสร็จ เมื่อปลายปีที่แล้วนี่เอง และย้ายเข้าไปอยู่ที่นั่นเมื่อสองเดือนก่อน คุณลินสนใจจะไปคุยกับเขาไหม ผมจะได้พาไป”

“ไม่เป็นไรค่ะ คุณชลิตแค่บอกทางลินมาก็พอ ไว้ลินว่างเมื่อไหร่ อาจจะแวะไปคุยกับเขาสักครั้ง”

“โอ๊ย ไม่ลำบากหรอกครับ แสดงว่าคุณมีเรื่องกังวลใจจริงๆ น่ะสิครับ ถึงได้อยากไปคุยกับเขา”

“ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ พอดี..ลินมีเรื่องสงสัยอยากสอบถามเขานิดหน่อย”

“หือ? สงสัยเกี่ยวกับเรื่องอะไรหรือครับ พอจะบอกผมได้ไหม ไม่ใช่อะไรหรอก ผมจะได้บอกให้เพื่อนผมเตรียมหาคำตอบตั้งไว้ให้คุณเสียแต่เนิ่นๆ เวลาคุณไปหามันแล้ว จะได้ไม่เสียเวลา” ชลิตตะล่อมถามอย่างใจเย็น

“คือ..” นลินเงียบไปนิด แล้วตัดสินใจเล่าให้ฟังว่า เมื่อวานตอนที่เข้าไปดูสมภพทำงานในห้อง 404 ตนเห็นส้มโออยู่ในห้องด้วย แต่เห็นเฉพาะศีรษะกับเส้นผมเปียกชื้นเท่านั้น

“คุณแน่ใจนะว่าไม่ได้ตาฝาด” ชลิตถามอย่างตกใจ เช่นเดียวกับส้มที่สะดุ้งโหยงหันขวับมามองเช่นกัน

“แน่ใจค่ะ ลินเห็นศีรษะของส้มโอลอยข้ามไหล่คุณสมภพเข้ามาหาลิน แล้วเขาก็ร้องไห้กับลิน พร้อมกับ บอกให้ช่วยปลดปล่อยเขาด้วย จากนั้นลินก็หมดสติไป มารู้สึกตัวอีกครั้งก็นอนอยู่ที่โรงพยาบาลแล้วค่ะ”

“ปลดปล่อย เอ๊ะ ก็เจอศพของเขาแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วจะให้ปลดปล่อยอะไรอีก” ชลิตย่นคิ้วอย่างสงสัย ส้มซึ่งนั่งอ่านหนังสือที่เก้าอี้รับแขก ลุกขึ้นเดินเข้ามาใกล้ แล้วพูดน้ำเสียงเกรงใจ

“เอ่อ..ขอโทษนะคะ ที่เข้ามาขัดจังหวะ แต่ส้มขอแสดงความเห็นสักนิดได้ไหมคะ”

“ได้สิจ๊ะ ส้มจะพูดอะไรเหรอ” นลินยิ้มให้ ชลิตไม่ได้ยิ้มให้ส้ม แต่พยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต

“ส้มคิดว่า พี่ส้มโออาจต้องการให้ช่วยปลดปล่อยวิญญาณให้ค่ะ” ส้มบอกแล้วอธิบายให้ฟังว่า ตนเคยได้ยินมาว่าฆาตกรบางคน เมื่อสังหารเหยื่อแล้ว มักจะทำการสะกดวิญญาณของเหยื่อไว้ในที่เกิดเหตุด้วย ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้วิญญาณตามมาล้างแค้น การทำแบบนี้ นอกจากจะทำให้วิญญาณไม่ได้ไปผุดไปเกิด ยังสร้างความทุกข์ทรมานให้วิญญาณอีกด้วย เพราะต้องถูกกักขังอยู่ในสถานที่แห่งนั้นตลอดกาล

“สะกดวิญญาณ? แล้วหนูคิดว่า ฆาตกรใช้วิธีไหนสะกดวิญญาณของส้มโอ” ชลิตถามอย่างสนใจ

“เอ่อ..ส้มไม่แน่ใจค่ะ อาจเอาเหรียญวางไว้ในปากของศพคนตาย ไม่ก็เอาเส้นผมหรือเล็บของคนตายมาใส่ในถุงผ้าแล้วเขียนยันต์กำกับไว้ จากนั้นก็นำไปซ่อนในบริเวณใกล้ๆ กัน เพื่อไม่ให้คนอื่นหาเจอค่ะ”

นลินนิ่งคิด อาจเป็นไปได้ เพราะถ้าไม่ถูกสะกดวิญญาณเอาไว้ ส้มโอคงตามล่าฆาตกรไปตั้งนานแล้ว ไม่มีวันปล่อยให้ฆาตกรลอยนวลหรอก แค่ฆ่าและนำศพไปซ่อนในผนังห้องน้ำก็เลวมากอยู่แล้ว แต่ทำถึงขนาดสะกดวิญญาณไม่ให้ไปผุดไปเกิดแบบนี้ มันโหดร้ายและเลือดเย็นเกินไป!

“คุณลินคิดอะไรอยู่หรือครับ” ชลิตถาม เมื่อเห็นสีหน้าของนลิน

“ลินคิดว่า สิ่งที่ส้มพูดมา อาจมีความเป็นไปได้ค่ะ”

“งั้นเหรอครับ แต่ถ้าส้มโอถูกสะกดวิญญาณจริงๆ พวกเราก็ไม่รู้ว่า ฆาตกรใช้วิธีไหนสะกดวิญญาณของส้มโอ นอกจากนี้ พวกเราไม่รู้วิธีปลดปล่อยวิญญาณ ขืนไปทำสุ่มสี่สุ่มห้า แทนที่วิญญาณจะถูกปลดปล่อย อาจกลายเป็นว่า พวกเราไปทำลายวิญญาณของส้มโอเข้า ผมว่า เราควรนำเรื่องนี้ไปคุยกับคนที่รู้เรื่องน่าจะดีกว่า”

“คุณชลิตหมายความว่า อยากให้พวกเรานำเรื่องนี้ไปปรึกษากับเพื่อนของคุณชลิต ใช่ไหมคะ”

“ใช่ ผมคิดว่าเขาน่าจะช่วยพวกเราได้”

“ลินขอเวลาคิดสักสองวันได้ไหมคะ” นลินแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่รับปากทันที เพราะบ้านเพื่อนชลิตอยู่ไกลมาก ถึงชลิตอาสาพาไป แต่นลินรู้สึกแปลกๆ บอกไม่ถูก หากให้เลือกกันระหว่างสมภพกับชลิต นลินคิดว่าสมภพไว้ใจได้มากกว่า ไม่เพียงแค่ไว้ใจได้เท่านั้น แต่นลินยังรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย ยามได้อยู่ใกล้สมภพอีกด้วย  

“ได้ครับ ตัดสินใจได้แล้วค่อยโทรบอกผม” ชลิตยื่นนามบัตรให้นลิน แล้วถามถึงสมภพ ส้มจึงบอกให้รู้ว่า สมภพไปธุระข้างนอกอีกสักครู่คงกลับ พูดไม่ทันขาดคำ เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ทั้งสามคนหันไปมองพร้อมกัน

“อ้าว คุณชลิตมาถึงนานหรือยังครับ” สมภพทัก

“สักพักแล้วล่ะ แกมาก็ดีแล้ว ฉันมีเรื่องอยากจะคุยด้วย” ชลิตตอบ ลุกขึ้นยืนหันไปยิ้มให้นลิน

“ถ้าอย่างนั้น ผมขอตัวกลับเลยล่ะกัน ขอให้คุณลินหายไวๆ นะครับ”

“ขอบคุณค่ะ” นลินพนมมือไหว้อีกฝ่าย ชลิตพยักหน้าให้ เดินไปดึงมือสมภพให้เดินออกไปนอกห้อง

ชลิตพาสมภพมานั่งคุยบริเวณเดียวกันกับที่พวกสมฤดี นั่งคุยก่อนหน้า เมื่อนั่งเรียบร้อย ชลิตก็ซักถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานภายในห้อง 404 อีกครั้ง ซึ่งสมภพก็เล่าเหมือนเดิมว่า นลินหมดสติไป ขณะที่ตามเข้าไปดูเขาทำงานในห้อง ชลิตพยักหน้าแล้วพูดขึ้น

“เมื่อกี้ฉันคุยกับคุณลิน เห็นคุณลินบอกว่า เมื่อวานเขาเห็นส้มโอ อยู่ในห้องนั้นด้วย”

“ส้มโอ? คุณชลิตหมายถึงศพของผู้หญิง ที่ถูกฝังในผนังห้องน้ำน่ะหรือครับ”

“ใช่ คุณลินบอกว่าเขาไม่ได้ตาฝาด เขาเห็นส้มโออยู่ด้านหลังแก แต่ไม่ได้เห็นเต็มตัว เห็นเฉพาะหัวกับผม แล้วทีนี้หัวของส้มโอก็ลอยข้ามไหล่ของแก เข้ามาร้องไห้กับเขายกใหญ่ ทำให้เขาหมดสติไป”

สมภพย่นคิ้ว นึกทบทวนเรื่องเมื่อวานอีกครั้ง จะว่าไปแล้ว ตอนที่เขาก้มมองนลินใกล้ๆ เขาก็รู้สึกเย็นวาบแถวต้นคอเหมือนกัน หรือว่าตอนนั้นหัวของส้มโอกำลังลอยข้ามไหล่ของเขาพอดี

“เหรอครับ แล้วคุณชลิตมาบอกเรื่องนี้กับผมทำไมครับ”

“ตอนแรก ฉันอยากเร่งแกให้รีบทำงานให้เสร็จเร็วๆ คุณลินจะได้ไม่ต้องลำบากวิ่งรอกไปใช้ห้องน้ำที่ห้องคนอื่น แต่พอได้คุยกับคุณลิน ฉันก็เปลี่ยนใจแล้ว ฉันอยากให้แกหยุดงานซ่อมผนังห้องน้ำเอาไว้ก่อน”

“อ้าว ทำไมล่ะครับ”

“ถามมาได้ ก็ฉันเป็นห่วงแกน่ะสิ ไม่อยากเห็นแกมีสภาพเหมือนคุณลิน”

“แต่ผมกับคุณส้มโอไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลอะไร ที่คุณส้มโอจะมาหลอกผมนะครับ”

 “ที่แกพูดมามันก็ถูก แต่คุณลินก็ใช่ว่าจะรู้จักส้มโอมาก่อน แล้วทำไมส้มโอถึงได้มาหลอกคุณลินซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนคุณลินช็อคหมดสติ จนต้องมานอนให้น้ำเกลืออยู่ที่โรงพยาบาลแบบนี้ล่ะ”

“เรื่องนั้น อาจจะมีเหตุผลอะไรบางอย่าง ที่เราไม่รู้ก็ได้นะครับ”

“เฮอะ! แกพูดตลกนะสมภพ คนที่ตายไปแล้ว และโผล่มาหลอกคนอื่นแบบนี้ จะมีเหตุผลอะไรซะอีก ถ้าไม่ใช่ เพราะต้องการจะแกล้งคนที่มีชีวิตอยู่ให้ตกใจเล่น”

“คุณชลิตไม่เคยตายสักหน่อย แล้วทำไมถึงรู้ล่ะครับ ว่าคนตายส่วนใหญ่คิดแบบนี้” สมภพถามหน้าซื่อ

“พูดแบบนี้ เดี๋ยวเขกหัวแตกเลยนี่ ถ้าไม่ใช่เพราะอยากหลอกคนให้ตกใจเล่น แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่น่าฟังมากกว่านี้อีกไหม หรือแกคิดว่าตัวเองคุยกับผีได้ ฉันจะได้ให้แกไปคุยกับวิญญาณของส้มโอให้หน่อย”

“โห! ถ้าผมคุยกับผีได้จริงอย่างที่คุณชลิตบอก ป่านนี้ผมคงรวยไปนานแล้วครับ ไม่มาทำงานเป็นช่างรับเหมาต๊อกต๋อยแบบนี้หรอกครับ” สมภพพูดปนหัวเราะ จึงถูกชลิตถลึงตาใส่

“ไม่ต้องมายอกย้อน เอาเป็นว่า ฉันขอสั่งให้แกพักเรื่องซ่อมห้องน้ำของคุณลินไปก่อน รอให้ฉันหาวิธีแก้ปัญหาเรื่องวิญญาณของส้มโอได้เมื่อไหร่ นั่นล่ะ แกค่อยกลับเข้าไปทำ เข้าใจที่ฉันพูดไหม!”

“ถึงไม่เข้าใจ ผมก็ต้องทำตามคำสั่งอยู่แล้วครับ” สมภพพยักหน้ารับทราบ 

“ดีมาก ถ้าอย่างนั้นฉันกลับก่อน แล้วก็อย่าลืมที่ฉันสั่ง ได้ยินไหม สมภพ!”

“ได้ยินเต็มสองหูแล้วครับ ไม่ต้องย้ำบ่อยๆ ก็ได้ ผมไม่ใช่คนขี้ลืมสักหน่อย” สมภพแกล้งบ่น ชลิตมองอย่างหมั่นไส้ แต่ไม่อยากพูดมาก เพราะถ้าสมภพตกลงรับปาก ก็เชื่อใจได้ว่า เขาไม่ผิดคำพูดแน่นอน

 “ได้ยินอย่างนี้ ฉันก็สบายใจ ถ้างั้นฉันกลับล่ะนะ แกเองก็ควรจะรีบกลับได้แล้วเหมือนกัน ไม่ควรจะอยู่ที่นี่นานๆ เพราะจะรบกวนเวลาพักผ่อนของคุณลินเขา เข้าใจหรือเปล่า”

“ครับ” สมภพยิ้มให้ มองชลิตที่เดินไปตามระเบียงทางเดินจนสุดสายตา เมื่อเห็นชลิตเดินเข้าไปในลิฟท์ ใบหน้าคมสันที่แต้มยิ้มอยู่เมื่อครู่ ก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนนิ่งสงบ เดาไม่ออกว่ากำลังคิดอะไร

สมภพยืนใช้ความคิดเงียบๆ อยู่พักใหญ่ จึงหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องพักของคนป่วย พบว่านลินเพิ่งจะทานโจ๊กที่หญิงกับสมฤดีซื้อมาให้หมดพอดี เขาจึงเดินมานั่งที่เก้าอี้ข้างเตียง แล้วหันไปมองส้มกับหญิง

“พรุ่งนี้เราสองคนมีเรียนหรือเปล่า”

“มีค่ะ เฮียภพ แต่เรียนแค่ช่วงเช้าค่ะ” หญิงเป็นคนตอบ

“ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้เราสองคนไปเรียนเถอะ เดี๋ยวเฮียมาเฝ้าพี่ลินให้เอง”

“อ้าว แล้วพรุ่งนี้เฮียภพไม่ต้องทำงานหรือคะ” ส้มสงสัย

“พรุ่งนี้เฮียว่างทั้งวัน ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก เฮียสัญญาว่าจะดูแลพี่ลินเป็นอย่างดี” สมภพพูดยิ้มๆ

นลินอ้าปากจะปฏิเสธ แต่ส้มกับหญิงรีบตอบตกลง ทำให้นลินหน้างอเป็นม้าหมากรุก ขณะที่สมฤดียิ้มกว้างด้วยความชอบใจ แหม! มันต้องให้ได้อย่างนี้สิ เฮียภพนี่น่ารักจริงๆ เท่านี้พี่ลินก็หนีไปไหนไม่รอดแล้ว

คนที่ไม่ดีใจ เห็นจะมีแต่คนป่วยที่นั่งหน้าหงิกอยู่บนเตียง นลินหันไปค้อนใส่สมภพ ที่นั่งหันข้างให้อย่างหงุดหงิด ถึงคุณหมอจะบอกว่า พรุ่งนี้ช่วงบ่ายตนคงกลับบ้านได้ แต่กว่าจะถึงเวลานั้น นลินก็ไม่รู้ว่าตนเองจะเจอ ลูกเล่นของคนเจ้าเล่ห์อีกหรือเปล่า แค่วันนี้ที่สมภพมานั่งเฝ้าตน ช่วงระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง คนป่วยก็ถูกคนเฝ้าไข้เอาเปรียบจนขาดทุนยับเยิน แล้วพรุ่งนี้ต้องอยู่ด้วยกันตามลำพังตั้งหลายชั่วโมง คนป่วยไม่โดนคนเจ้าเล่ห์เอาเปรียบหนักยิ่งกว่านี้อีกเหรอ เผลอๆ อาจถึงขั้นล้มละลายสิ้นเนื้อประดาตัวไปเลยก็ได้ แค่คิดก็ไข้ขึ้นแล้ว

“นี่ก็สองทุ่มกว่าแล้ว ถ้าอย่างนั้น เฮียกับตัวเล็กขอตัวกลับก่อน ไว้เจอกันพรุ่งนี้เช้านะ”

“ค่า เฮียภพ” ส้มกับหญิงรับคำเสียงดัง นลินมองทั้งคู่อย่างหมั่นไส้ เรียกเฮียภพเต็มปากเต็มคำเชียวนะ ไม่รู้ว่าไปสนิทสนมชิดเชื้อกับเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ น่าตีจริงๆ

“พรุ่งนี้ผมจะรีบมาตั้งแต่เช้านะครับ” สมภพหันมาพูดกับนลิน

“ไม่ต้องรีบมาก็ได้ค่ะ” นลินตอบเสียงสะบัด สมภพอมยิ้ม นึกอยากแกล้งคนหน้าหงิกขึ้นมา จึงขยับเก้าอี้เข้ามาจนชิดขอบเตียง ยื่นหน้าเข้ามาใกล้นลิน พูดกระซิบเบาๆ พอให้ได้ยินกันสองคน

“ต้องรีบสิครับ เผื่อคุณลิน ต้องการใช้บริการพิเศษ ขอให้ผมช่วยทำธุระส่วนตัว อย่างเช่น อาบน้ำ ฟอกสบู่ ถูขี้ไคลหรือเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ใหม่ อะไรทำนองนี้ล่ะครับ”

“ทะลึ่ง! ใครเขาจะไปขอให้ช่วยทำเรื่องแบบนั้น รีบกลับไปเลยนะ!” นลินต่อว่าเสียงดัง ใบหน้าหวานแดงจัดเห็นได้ชัด ใช้มือทุบไหล่ของอีกฝ่ายดังปึก สมภพหัวเราะร่วนชอบใจที่ทำให้นลินเขินได้

“คนบ้า! ยังจะมีหน้ามาหัวเราะอีก เดี๋ยวเถอะ!” นลินพูดพลางหยิบหมอนขึ้นมาถือไว้ แต่สมภพรู้แกว รีบลุกขึ้นยืน ถอยห่างออกมาจากเตียงอย่างรวดเร็ว

ส้ม หญิงและสมฤดี ยกมือปิดปากหัวเราะคิกคักชอบใจ ดูสิ พี่ลินเขินเฮียภพจนหน้าแดงเชียว ถ้าพรุ่งนี้เฮียภพมาเฝ้าพี่ลินทั้งวัน อยากรู้จังว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

นลินหันมาส่งสายตาดุๆ ให้สามสาวที่กำลังยืนหัวเราะ ทำให้ทั้งสามคนหน้าเจื่อน แล้วสมฤดีก็พูดขึ้นมา

“เอ่อ..ตัวเล็กกลับก่อนนะคะพี่ลิน ขอให้หลับฝันดีค่ะ ฝันถึงเฮียภพกับตัวเล็กบ้างนะคะ” พูดจบ สมฤดีก็ยกมือไหว้นลิน แล้วฉุดแขนสมภพเดินออกไปจากห้องทันที ทิ้งให้นลินทำปากขมุบขมิบบ่นไล่หลังตามไปเบาๆ

เมื่อออกมาจากโรงพยาบาล สมภพก็ชวนสมฤดีไปหาอะไรกิน เพราะตนเองยังไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่ช่วงบ่าย โดยเลือกร้านที่อยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลนัก ขณะที่กำลังนั่งกินอาหารอยู่นั้น สมฤดีก็ถามสมภพเกี่ยวกับเรื่องที่คุณหมอก้องศักดิ์เรียกเขาไปคุยด้วย เพราะอยากรู้ว่าอาก้องคุยอะไรกับสมภพ

“ก็คุยเรื่องเดิมนั่นแหละ ไม่มีอะไรหรอก” สมภพตอบเรื่อยๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก

“เรื่องที่จะให้เฮียเข้าไป ช่วยคุมงานก่อสร้างให้บริษัทของป๊าน่ะหรือคะ”

“ฮื่อ เรื่องนั้นแหละ แต่เฮียบอกไปแล้วว่า ขอคิดดูก่อน”

“ตัวเล็กก็เห็นเฮียพูดแบบนี้มาสามสี่ปีแล้ว แต่เฮียก็ยังคิดไม่ตกสักที ทำไมเฮียถึงได้คิดช้านักล่ะคะ”

“เรื่องของเฮีย ไม่ต้องมายุ่ง” สมภพยกมะเหงกให้น้องสาว แต่แทนที่สมฤดีจะกลัวกลับหัวเราะเสียงดัง

“ก็ไม่อยากจะยุ่งนักหรอกค่ะ แต่แหม พี่ชายทั้งคน ถ้าไม่ยุ่งก็กระไรอยู่ เฮียภพว่าจริงไหมคะ”

“ไม่รู้สิ แล้วตัวเล็กล่ะ เฮียเห็นหายออกไปคุยกับส้มและหญิง ที่นอกห้องได้ตั้งนานสองนาน ไปคุยอะไรกันบ้าง” สมภพเปลี่ยนเรื่อง สมฤดียิ้มกริ่ม ทำตาเจ้าเล่ห์ แล้วพูดขึ้น

“อยากรู้จริงๆ เหรอคะ”

“ไม่ต้องมาทำหน้าเหมือนตัวโกงในการ์ตูนเลยนะ อยากบอกก็บอก ไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอก”

“โห เฮียภพ พูดซะตัวเล็กหน้าเหี่ยวเชียว คนเขาอุตส่าห์ทำหน้าให้เหมือนตัวโกง ในหนังจีนกำลังภายใน เพราะพวกนั้นดูน่าเชื่อถือ ที่สำคัญคือ เก่ง ฉลาดและร้ายลึก แต่เฮียมาบอกว่า เหมือนตัวโกงในการ์ตูนไปซะได้ คุณภาพและราคาตกฮวบเลยนะคะ เพราะมันดูไม่น่าเชื่อถือ ใครที่ไหนเขาจะมากลัว”

สมภพหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง มองสมฤดีที่เบ้ปากแล้วส่ายหัวไปมาอย่างเอ็นดู เออ เอาเข้าไป เข้าใจเปรียบเทียบเหลือเกิน

“แล้วตกลงว่า ตัวเล็กคุยอะไรกับส้มและหญิง”

“คุยเรื่องพี่ลินค่ะ ได้ข้อมูลสำคัญๆ มาเพียบ” สมฤดียักคิ้วให้ แล้วถ่ายทอดข้อมูลของนลินให้พี่ชายฟังจนหมด เรียกว่าถ้าให้สมฤดีไปเป็นนักสืบล่ะก็ ไม่ผิดหวังเด็ดขาด เพราะเธอเก็บข้อมูลละเอียดทุกเม็ดจริงๆ

สมภพฟังข้อมูลของนลินอย่างสนใจ นึกถึงคำพูดของอาก้องศักดิ์ที่เพิ่งคุยกันเมื่อกี้ ที่บอกว่าอยากให้เขาเข้าไปช่วยคุมงานก่อสร้างให้ป๊า เพราะป๊ากับอาก้องมีโครงการจะสร้างโรงพยาบาล และโรงเรียนที่อยู่ในเครือของครอบครัวขึ้นที่ทางใต้สักแห่ง จึงอยากได้คนที่ไว้ใจได้มาคุมงานก่อสร้างให้ ซึ่งคนๆ นั้นก็คือเขานั่นเอง แต่เขายังไม่ได้รับปากว่าจะเข้ามาคุมงานให้ อืม..เพิ่งรู้ว่านลินเป็นคนใต้ ถ้าอย่างนั้น..

“ตัวเล็ก ช่วยอะไรเฮียหน่อยสิ”

“อะไรหรือคะ เฮียภพ”

“เฮียอยากรู้ว่า บ้านของคุณนลินอยู่ที่ไหน”

“ก็ตัวเล็กเพิ่งบอกไปเมื่อกี้ไม่ใช่หรือคะว่า ครอบครัวของพี่ลินอยู่ทางใต้”

“ทางใต้น่ะ มีตั้งสิบสี่จังหวัดนะตัวเล็ก เฮียอยากรู้แบบระบุจังหวัดชัดๆ ไปเลย”

“เอ๋ เฮียอยากรู้ไปทำไมกันคะ”

“เถอะน่า ให้ได้ข้อมูลมาก่อน แล้วเฮียจะบอก ตกลงไหม”

“ก็ได้ค่ะ แล้วเฮียภพจะเอาอำเภอ ตำบล ถนนหรือบ้านเลขที่ด้วยไหมคะ” สมฤดีประชดเล็กๆ แต่ต้องทำตาปริบๆ เมื่อสมภพพยักหน้าให้

“ถ้าได้ละเอียดยิบขนาดนั้นก็จะดีมาก ตัวเล็กหาให้เฮียได้ไหมล่ะ แต่เฮียคิดว่า ฝีมือระดับพระกาฬยังเรียกพี่แบบตัวเล็กซะอย่าง เรื่องแค่นี้คงไม่ยากเกินความสามารถใช่ไหม”

“เฮียเล่นพูดกันถึงขนาดนี้ ไม่ได้ก็ต้องได้ล่ะค่ะ ตัวเล็กซะอย่าง เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อย” สมฤดียกมือกอดอก แล้วเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย สมภพยิ้มพอใจ ใช้มือขยี้ผมน้องสาวเบาๆ

“ขอบใจตัวเล็กมาก รีบกินเถอะ จะได้กลับบ้านกัน ป่านนี้ป๊า แม่และเฮียเอกคงรอแย่แล้ว”

“ค่า เฮียภพ”

*********************************************************

อีกด้านหนึ่ง หลังกลับออกมาจากเยี่ยมนลินที่โรงพยาบาล ชลิตก็ขับรถกลับเข้ามาในบ้าน เมื่อจัดการธุระส่วนตัวเสร็จแล้ว เขาก็เดินเข้าไปที่ห้องทำงาน เปิดลิ้นชัก หยิบกรอบรูปที่วางคว่ำไว้ขึ้นมา นั่งดูรูปคนที่อยู่ในภาพถ่ายเงียบๆ พลางคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง โทรศัพท์มือถือของชลิตก็ดังขึ้น

“ว่าไง” ชลิตเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ทำงาน ฟังรายงานจากปลายสาย พร้อมกับดูรูปถ่ายในมือไปพลาง

“.............”

“อืม..ตำรวจเรียกพวกแกให้ไปสอบปากคำพรุ่งนี้เช้าเหรอ ทำงานไวดีนี่ แค่สองวันเองนะ”

“..............”

“ไม่เป็นไร มันอยากรู้เรื่องอะไรก็ตอบไปแล้วกัน เรื่องแค่นี้แกจัดการเองได้ไม่ใช่เหรอ”

“............”

“อ๋อ เรื่องนั้นน่ะเหรอ ฉันแวะไปคุยกับสาวสวยมานิดหน่อย”

“.............”

“ใช่!”

“.............”

“ก็ไม่เชิงหรอก แค่ไปดูลาดเลาบางอย่าง เออ แกโทรมาก็ดีแล้ว ฉันถามอะไรหน่อยสิ” ชลิตขยับกายนั่งตัวตรง แล้วถามคำถามที่อยากรู้ ส่งผลให้ปลายสายเงียบไปอึดใจก่อนตอบกลับมา

“แสดงว่าเด็กสาวคนนั้นทายถูกเผง แล้วแกเก็บถุงใส่ของนั่นไว้ที่ไหน ใช่ที่ที่แกบอกฉันหรือเปล่าว่า ห้ามให้ช่างไปแตะต้อง”

“...............”

“ใช่จริงๆ ด้วยสินะ แสดงว่าถ้าไม่มีใครไปเปิดฝ้าเพดานออก ก็จะไม่เห็นของใช่ไหม”

“..............”

“อ๋อ ถ้าเป็นเรื่องนั้น ไม่ต้องห่วง ฉันเพิ่งคุยกับมันมาเมื่อกี้นี่เอง และสั่งมันไปแล้วว่า ให้หยุดซ่อมผนังห้องน้ำไปก่อนสักระยะหนึ่ง ไว้ฉันจัดการปัญหาต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ค่อยกลับมาทำต่อ”

“................”

“ทำไมมันจะไม่ฟังคำสั่งฉัน ในเมื่อฉันเป็นเจ้านายของมันนะ อาชีพช่างอย่างมัน ต้องอาศัยฉันอีกเยอะ ขืนขัดคำสั่งฉันสิ ฉันจะได้เลิกจ้างมันประไร มันไม่กล้าตัดช่องทางทำมาหากินของตัวเอง ด้วยการขัดใจฉันหรอก”

“...............”

“เรื่องนั้น ฉันวางกับดักล่อไว้แล้ว ที่เหลือก็แค่รอให้เหยื่อมากินเบ็ด คิดว่าคงได้คำตอบภายในสองวัน”

“..............”

“ไม่ต้องห่วง ฉันมีวิธีเรียกเหยื่อให้มากินเบ็ดที่วางเอาไว้ก็แล้วกัน ถึงจะระวังตัวแจแค่ไหน แต่คนเราก็ใช่ว่าจะพลาดไม่เป็น แกเตรียมตัวให้พร้อม ฉันคิดว่าถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด วันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ ฉันจะพาของหวานรสชาติดีไปให้พวกแกกินถึงที่”

“...............”

“อันนั้นก็ขึ้นอยู่กับพวกแกว่า หลังจากได้กินแล้ว จะเก็บไว้ที่นั่นเพื่อกินต่อไปเรื่อยๆ หรือว่าจะโยนมันทิ้งลงถังขยะ แต่ฉันรับรองว่าของหวานชิ้นนี้ อร่อยถูกใจพวกแกแน่นอน”

“................”

“ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ถ้าคุยกับตำรวจเสร็จแล้ว โทรหาฉันด้วย”

“..............”

ชลิตกดสายโทรศัพท์ทิ้ง วางกรอบรูปไว้บนโต๊ะ แล้วลุกขึ้นเดินไปเปิดหน้าต่างเพื่อให้ลมโกรกเข้ามา อากาศยามค่ำเย็นสบายกำลังดี ชลิตเอามือไพล่หลัง ยืนมองทิวทัศน์นอกบ้านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินกลับมาที่เดิม หยิบกรอบรูปขึ้นมาดูอีกครั้ง แล้วใส่กลับเข้าไปเก็บในลิ้นชักโต๊ะทำงานตามเดิม จากนั้นเดินไปปิดไฟแล้วออกจากห้องทำงานไป

****************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

18 ความคิดเห็น

  1. #11 joom139 (@joom139) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2553 / 01:55
    ต้องเป็นรูปของส้มโอแน่ๆ แต่อยากรู้สาเหตุจังว่าทำไมต้องฆ่าส้มโออ่ะ
    #11
    0