เรื่องเล่าจากเงามืด

ตอนที่ 5 : เสียงปริศนา (ตอนที่สาม)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 160
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    14 พ.ค. 53

ครึ่งชั่วโมงต่อมา ตำรวจซึ่งนำทีมโดยหมวดพรชัยและจ่าสมชาย รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็เดินทางมาถึง หลังจากพูดคุยกับชลิตสองสามประโยค ชลิตก็นำคณะของหมวดพรชัยขึ้นไปยังห้องพักของนลิน 

หลังจากหายขึ้นไปตรวจสอบภายในห้องเกือบยี่สิบนาที หมวดพรชัยก็ให้เจ้าหน้าที่เคลื่อนย้ายศพของส้มโอ พาไปเก็บไว้ที่สถาบันนิติเวช เพื่อให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบตามขั้นตอนต่อไป จากนั้นหมวดพรชัยก็เรียกผู้ที่พบศพเป็นกลุ่มแรกเข้ามาสอบปากคำ โดยใช้พื้นที่ชั้นล่างของอาคารเป็นสถานที่สอบปากคำชั่วคราว

ชลิต ซึ่งเป็นเจ้าของหอพักถูกเรียกเข้าไปเป็นคนแรก ตามด้วยป้าสมร แม่บ้านผู้ดูแลหอพัก จากนั้นเป็นสมภพ ช่างประจำหอ และนลิน ผู้เช่าห้องพักคนปัจจุบันถูกเรียกเข้าไปหลังสุด โชคดีที่วันนี้เป็นวันหยุดของนลิน หญิงสาวจึงไม่ต้องโทรไปลางานกับหัวหน้า

การสอบปากคำดำเนินไปด้วยดี แม้นลินจะรู้สึกหงุดหงิดเล็กๆ อยู่บ้าง เมื่อถูกหมวดพรชัยมองด้วยสายตาแปลกๆ ตอนที่เล่าเรื่องเสียงปริศนาให้ฟัง แต่นลินก็พอจะเข้าใจ เพราะเรื่องแบบนี้หากไม่เจอกับตัวก็คงทำใจให้เชื่อยากเหมือนกัน

“ขอบคุณมากครับ ที่ให้ความร่วมมือ” หมวดพรชัยยิ้มให้ หลังจากหมดคำถามที่ต้องการจะรู้แล้ว

“ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ดิฉันขอตัวนะคะ” นลินตอบพลางขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้

“เอ่อ..คุณนลินครับ”

“คะ” นลินมองหน้าหมวดพรชัยเป็นเชิงถาม

“ผมคิดว่าคุณนลินน่าจะหาโอกาสลาพักร้อน ไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาบ้างนะครับ เพราะการทำงานหนักติดต่อกันหลายชั่วโมง เป็นเวลานานต่อเนื่องหลายวันแบบที่คุณนลินทำอยู่ในตอนนี้ อาจทำให้ร่างกายอ่อนล้าเกินไปจนส่งผลต่อจิตใจ ทำให้เกิดอาการหูแว่วหรือเห็นภาพหลอนได้นะครับ”

นลินหน้าตึง ถึงจะรู้ว่าอีกฝ่ายหวังดี แต่ก็อดฉุนไม่ได้ ที่หมวดพรชัยพูดเหมือนกับว่า นลินทำงานหนักเกินไปจนทำให้เกิดอาการประสาทหลอน นลินมองหมวดพรชัยด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วพูดขึ้น

“ขอบคุณสำหรับคำแนะนำค่ะ แต่ผู้หมวดควรจะเตือนตัวเองดีกว่า เพราะไม่ว่าจะมองมุมไหน งานของผู้หมวดก็หนักกว่างานของดิฉันซะอีก ขอตัวก่อนนะคะ” นลินยกมือไหว้ผู้หมวดแล้วหันหลังเดินออกไปทันที ทิ้งให้หมวดพรชัยทำตาปริบๆ ไม่คิดว่าจะถูกย้อนกลับมาแบบนี้ เมื่อหันมามองจ่าสมชาย ก็เห็นอีกฝ่ายนั่งอมยิ้ม

“ยิ้มอะไรหรือจ่า”

“ไม่มีเหตุผลครับ อยากยิ้มก็ยิ้มครับ”

“มีแบบนี้ด้วยเหรอ อยากยิ้มก็ยิ้มน่ะ”

“มีสิครับ คนเราทำอะไรไร้เหตุผลกันเยอะแยะจะตายไป แล้วหมวดล่ะครับ มีเหตุผลอะไรหรือเปล่า ถึงได้พูดกับคุณนลินคนสวยแบบนั้น” จ่าสมชายตอบก่อนย้อนถาม มองหน้าผู้หมวดหนุ่มอย่างล้อเลียน

“ไม่ต้องมามองผมด้วยสายตาแบบนี้ มันไม่ใช่อย่างที่จ่าคิดหรอกนะ”

“หมวดรู้หรือครับว่า ผมคิดอะไร” จ่าสมชายถามหน้าทะเล้น หมวดพรชัยนึกอยากเขกหัวคนช่างพูดที่นั่งอยู่ข้างๆ นัก แต่ติดตรงที่อีกฝ่ายอาวุโสกว่า จึงทำได้เพียงแค่ส่ายหัวไปมา ก่อนปิดแฟ้มแล้วลุกขึ้นยืน

“กลับกันเถอะจ่า ผมต้องไปสะสางคดีอื่นอีก” พูดจบ หมวดพรชัยก็เดินออกไปหาชลิตที่กำลังยืนคุยกับนลินที่หน้าบันได จ่าสมชายหัวเราะเบาๆ ลุกขึ้นเดินตามหลังหมวดพรชัยไปเช่นกัน

“ขอบคุณสำหรับความร่วมมือครับ หากมีอะไรคืบหน้า ผมจะติดต่อมาอีกครั้ง” หมวดพรชัย บอกชลิต

“ไม่เป็นไรครับผู้หมวด ถือว่าช่วยๆ กัน”

“ถ้างั้นผมขอตัวกลับก่อนครับ” หมวดพรชัยยิ้มให้ชลิต และเผื่อแผ่รอยยิ้มนั่นมาถึงคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ชลิตด้วย แต่นลินไม่ได้ยิ้มตอบ ทำให้หมวดพรชัยหน้าเจื่อน ผิดกับจ่าสมชายที่ยืนอมยิ้มจนแก้มตุ่ย หึหึ ผู้หมวดของเราโดนสาวเมินใส่ซะแล้ว ถึงกับหน้าจ๋อยเลยแฮะ

ที่จริงนลินไม่ได้โกรธหมวดพรชัย แม้จะไม่พอใจคำพูดของผู้หมวดอยู่บ้าง แต่นลินก็ไม่ได้เก็บมาเป็นอารมณ์ให้ขุ่นใจ แต่ที่ไม่ยิ้มตอบกลับไป เป็นเพราะกำลังคิดถึงเรื่องของส้มโอ จึงไม่เห็นว่าผู้หมวดส่งยิ้มมาให้   

 เมื่อตำรวจกลับไปแล้ว ชลิตก็หันมาคุยกับนลินต่อ โดยบอกว่าหากนลินไม่สบายใจที่จะพักที่นี่ ก็ย้ายไปอยู่ที่อื่นได้ โดยชลิตยินดีจะคืนเงินประกันค่าห้องให้ แต่นลินยืนยันว่าจะอยู่ต่อ ทำให้ชลิตยิ้มอย่างพอใจ

“ขอบคุณมากนะ นลิน”

“ไม่ต้องขอบคุณหรอกค่ะ ที่ลินไม่ย้ายไปอยู่ที่อื่น เป็นเพราะว่าลินชอบบรรยากาศของที่นี่ค่ะ”

“แต่ผมก็ต้องขอบคุณอยู่ดี ถ้าไม่ได้คุณ ป่านนี้พวกเราก็คงจะยังไม่รู้ว่า มีคนเอาศพของส้มโอมาซ่อนไว้ในผนังห้องน้ำ เฮ้อ! ใครกันนะที่ทำเรื่องแบบนี้ได้ลงคอ”  ชลิตถอนหายใจ

“นั่นสิคะ ลินอยากให้ตำรวจจับตัวคนร้ายได้เร็วๆ จังเลยค่ะ วิญญาณของส้มโอจะได้หมดห่วง”

“หมดห่วง?”

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ลินก็พูดไปอย่างนั้นเอง เอ่อ..คุณชลิตจะให้ช่างเข้ามาซ่อมผนังห้องน้ำให้ลินได้เมื่อไหร่คะ” นลินปฏิเสธก่อนเปลี่ยนเรื่อง

“เดี๋ยวผมเรียกสมภพมาถามดีกว่า ว่าวันนี้พอจะว่างเข้ามาทำให้คุณได้ไหม” ชลิตบอกแล้วหันไปมองสมภพ ที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดเก็บอุปกรณ์ลงในกล่องเครื่องมือ

“สมภพ มานี่หน่อยสิ” ชลิตกวักมือเรียกให้เข้ามาหา สมภพจึงวางมือจากงานที่ทำ รีบเดินเข้ามาทันที

“มีอะไรครับ”

“วันนี้ว่างหรือเปล่า ฉันจะให้แกซ่อมผนังห้องน้ำให้คุณลิน”

 สมภพมีสีหน้าลำบากใจ ถึงเขาจะเป็นช่างของหอพัก แต่ก็ไม่ได้กินเงินเดือนประจำ เพียงแค่รับงานเป็นจ๊อบๆ ไป งานของสมภพจึงอยู่ที่ลูกค้ารายนอกเป็นส่วนใหญ่ ความที่มีฝีมือดี ทำงานละเอียดและรับผิดชอบต่องานรวมถึงคิดราคาไม่แพง สมภพจึงมีลูกค้าเยอะพอสมควร จึงไม่ค่อยมีเวลาว่างเหมือนช่างคนอื่นๆ

วันนี้ก็เช่นกัน สมภพนัดกับลูกค้าคนหนึ่งว่าจะเข้าไปซ่อมงานให้ ซึ่งลูกค้าคนนี้ติดต่อมาหลายครั้งแล้วแต่เขาไม่ว่าง จนกระทั่งเมื่อเช้า ลูกค้าคนนี้ก็ติดต่อมาอีกและเขาว่างพอดี จึงรับปากว่าจะเข้าไปวันนี้ แต่หลังจากนั้น ชลิตก็โทรเรียกเขาให้มาที่หอพักเป็นการด่วน สมภพจึงรีบมาเพราะคิดว่าชลิตคงให้มาซ่อมงานเล็กๆ น้อยๆ และคิดว่าหากซ่อมเสร็จแล้ว ก็จะไปหาลูกค้าที่นัดกันไว้ แต่กลับผิดคาด เพราะเจอศพของส้มโอซะก่อน 

“เอ้า ว่ายังไงล่ะสมภพ ทำไมยืนเงียบอยู่อย่างนั้น” ชลิตถามซ้ำ เมื่อเห็นสมภพไม่ตอบ

“เอ่อ..วันนี้คงไม่สะดวกครับ พอดีผมนัดลูกค้ารายหนึ่งไว้ก่อนแล้ว” สมภพตอบน้ำเสียงไม่สบายใจ พลางหันมามองนลินเป็นทำนองขอโทษ นลินมองสมภพอย่างเข้าใจ

“ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าคุณสมภพไม่ว่าง เปลี่ยนเป็นวันอื่นก็ได้”

 “เอางั้นเหรอ แล้วคุณลินจะอาบน้ำยังไง ในเมื่อผนังห้องน้ำมันเปิดโล่งซะขนาดนั้น” ชลิตท้วงขึ้นมา

“ไม่มีปัญหาค่ะ ลินจัดการได้ เรื่องแค่นี้สบายมาก” นลินบอกให้สบายใจ แล้วหันมายิ้มให้สมภพ

“คุณสมภพจะว่างเข้ามาซ่อมห้องน้ำให้ลินได้วันไหนคะ” นลินแทนชื่อตัวเองสั้นๆ อย่างเป็นกันเอง อาจเป็นเพราะสมภพมีบุคลิกที่เรียบง่ายและดูเป็นมิตรกับทุกคน ทำให้นลินรู้สึกถูกชะตากับชายหนุ่มโดยไม่รู้ตัว

“อาทิตย์นี้คงไม่สะดวกครับ เพราะผมมีงานต่อเนื่องตลอด ถ้าจะว่างจริงๆ ก็ต้องเป็นวันศุกร์ครับ”

“วันศุกร์! นี่ใจคอแกจะให้คุณลินวิ่งรอกไปขอใช้ห้องน้ำ ที่ห้องของคนอื่นเป็นเวลาเกือบอาทิตย์ ได้ยังไง ไม่แล้งน้ำใจไปหน่อยเหรอ”  ชลิตมองสมภพอย่างตำหนิ  สมภพถอนหายใจเบาๆ อยากจะย้อนชลิตเหลือเกินว่า ถ้าอย่างนั้นก็ให้คุณนลินมาใช้ห้องน้ำที่บ้านของผมซะเลยเป็นไง จะได้มองผมเป็นคนมีน้ำใจขึ้นมาหน่อย แต่ขืนพูดออกไปแบบนั้น มีหวังถูกชลิตกับนลินด่ากลับมาไม่มีชิ้นดีแน่

“ว่ายังไงสมภพ”

“เอาแบบนี้ได้ไหมครับ เย็นนี้ผมจะเข้ามาก่อกำแพงผนังห้องน้ำให้ก่อน ส่วนงานฉาบปูนและติดกระเบื้องผนังห้องน้ำ ผมจะเข้ามาทำให้ในช่วงเย็นของทุกวันก็แล้วกันครับ ถ้าใช้เวลาทำวันละสองชั่วโมง ก็น่าจะเสร็จภายในหนึ่งอาทิตย์ครับ” สมภพบอกหลังจากนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ก็ได้ค่ะ แล้วเย็นนี้คุณสมภพจะเข้ามากี่โมง”

“น่าจะก่อนหกโมงเย็นครับ แต่ถ้าผมเสร็จงานทางโน้นเร็ว ก็อาจจะเข้ามาก่อนเวลาครับ” สมภพตอบแล้วหันมามองชลิต ก่อนพูดขึ้น

“รบกวนคุณชลิตช่วยสั่งของให้ด้วยครับ เดี๋ยวผมจดรายการให้” สมภพหยิบสมุดฉีกเล่มเล็กๆ ที่พกติดตัวออกมาจากกระเป๋ากางเกง จากนั้นใช้ปากกาลูกลื่นจดรายการวัสดุที่ต้องใช้ยื่นส่งให้ชลิต

ชลิตก้มดูรายการวัสดุ ประกอบไปด้วยอิฐแดงหนึ่งร้อยห้าสิบก้อน ปูนผสมสำเร็จรูปใช้สำหรับก่อสองกระสอบและปูนผสมสำเร็จรูปใช้สำหรับฉาบสามกระสอบ

“แล้วกระเบื้องผนังห้องน้ำกับยาแนวล่ะ ไม่ต้องใช้เหรอ ไม่เห็นมีในรายการ” ชลิตถาม

“อันนั้นผมค่อยไปซื้อเองครับ เพราะต้องไปเลือกสีให้เหมือนกับของเก่าที่มีอยู่ก่อนแล้ว แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ต้องหาสีที่ใกล้เคียงที่สุดครับ”

 “เข้าใจแล้ว ฉันจะสั่งของให้ตามนี้ นี่ดีนะที่ร้านไอ้พงษ์มันเปิดทุกวัน ไม่อย่างนั้นวันนี้ก็ไม่รู้จะไปซื้อของจากที่ไหน เดี๋ยวฉันจะบอกให้ไอ้พงษ์ส่งเด็กมาสักสองคน จะได้ช่วยยกของขึ้นไปเก็บไว้ที่ห้องของคุณลินให้ก่อน ขืนรอให้แกมายกของพวกนี้ขึ้นบันไดไปชั้นสี่เพียงคนเดียว กล้ามเนื้อแกคงอักเสบกันพอดี ยิ่งหมู่นี้แกผอมหัวโตเหมือนเด็กขาดสารอาหารอยู่ด้วย หากต้องมาป่วยเพราะกล้ามเนื้ออักเสบอีก มีหวังดูไม่จืด” ชลิตบอกก่อนผละไปโทรศัพท์สั่งวัสดุจากร้านค้าเจ้าประจำ

สมภพทำหน้าปั้นยากกับคำกล่าวหานั้น จริงอยู่ว่าช่วงนี้เขาทำงานหนักและกินน้อยกว่าปกติ จนทำให้น้ำหนักตัวลดลงไปบ้าง แต่ก็ไม่ถึงขนาดผอมหัวโตอย่างที่คุณชลิตว่าสักหน่อย

“ท่าทางคุณชลิตจะเป็นห่วงคุณสมภพนะคะ” นลินพูดยิ้มๆ แต่สมภพกลับนิ่วหน้าก่อนพูดขึ้น

“คุณลินคิดอย่างนั้นหรือครับ”

“ค่ะ เพราะถ้าไม่เป็นห่วง คุณชลิตก็คงไม่พูดแบบนั้นหรอกค่ะ”

“เหรอครับ แต่ผมคิดว่าคำพูดเมื่อกี้ของคุณชลิต ฟังให้ตายยังไง ก็คิดว่าแกหลอกด่าผมอยู่ดี” 

“ไม่ใช่หรอกค่ะ ลินคิดว่า คุณชลิตคงเห็นว่าพักนี้คุณสมภพดูผอมไป ก็เลยอยากจะเตือนคุณสมภพให้ดูแลรักษาสุขภาพบ้าง แต่ที่ไม่พูดออกมาตรงๆ อาจเป็นเพราะเขินหรือไม่ก็กระดากปาก แกเลยเลี่ยงไปใช้คำพูดที่เหมือนกับการต่อว่าแทนน่ะค่ะ” นลินบอกน้ำเสียงนุ่มนวล

“คุณลินมองโลกในแง่ดีจังเลยนะครับ” สมภพคลี่ยิ้มบางๆ ดวงตาคมปลาบสีน้ำตาลอ่อนมองนลินด้วยความชื่นชมอย่างจริงใจ แต่กลับทำให้คนถูกมองมีอาการหายใจสะดุด จนต้องหันหน้าไปมองทางอื่นแทน

 สมภพย่นคิ้วอย่างแปลกใจ ที่จู่ๆ นลินก็หันหน้าไปมองทางอื่นซะดื้อๆ แต่เมื่อเห็นเสี้ยวหน้าด้านข้างของนลินเปลี่ยนเป็นสีเข้ม สมภพก็ยิ้มกว้าง มองนลินอย่างเอ็นดู เข้าใจว่านลินคงเขินที่ถูกชมซึ่งๆ หน้า เขาจึงหันไปมองชลิตที่ยืนคุยโทรศัพท์อีกมุมหนึ่ง พร้อมกับพูดขึ้น   

“ดูเหมือนว่าคุณชลิตจะสั่งของเสร็จแล้ว ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนครับ ป่านนี้ลูกค้าที่นัดเอาไว้คงบ่นแย่ สำหรับเรื่องที่เราคุยกันเมื่อกี้ เอาเป็นว่าผมจะลองเชื่อคำพูดของคุณลินก็แล้วกันครับ” สมภพหันมายิ้มให้

“เอ่อ..ค่ะ” นลินตอบสั้นๆ ด้วยไม่รู้จะพูดอะไรดี สมภพอมยิ้มกับอาการแปลกๆ ของนลินแต่ไม่ได้พูดอะไร เดินไปหยิบกระเป๋าเครื่องมือขึ้นมาถือไว้ แล้วเข้าไปคุยกับชลิตสองสามคำก่อนเดินออกจากประตูหอพักไป

นลินผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก บอกไม่ถูกเหมือนกันว่า อาการหายใจสะดุดที่เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อครู่นั้น เป็นเพราะกังวลเรื่องของส้มโอมากเกินไป หรือเป็นเพราะรอยยิ้มของคนที่เพิ่งเดินจากไปเมื่อกี้กันแน่  

เมื่อสมภพกลับไปแล้ว ชลิตก็เข้ามาคุยกับนลินอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะขอตัวกลับเช่นกัน จากนั้นนลินก็กลับเข้าไปที่ห้องของตน เพื่อเก็บกวาดเศษปูนและฝุ่นละอองที่ฟุ้งกระจายเต็มห้อง ขณะที่กำลังทำความสะอาดห้อง หญิงกับส้มก็มาเคาะประตูเรียก เพื่อสอบถามเรื่องราวต่างๆ ซึ่งนลินก็เล่าให้ฟังโดยไม่ปิดบัง ยกเว้นเรื่องเดียวที่ไม่ได้เล่า คือเรื่องที่ศพของส้มโอจับข้อมือของตน

ระหว่างที่ฟังนลินเล่าเรื่องอยู่นั้น ส้มกับหญิงก็ช่วยนลินเก็บกวาดห้องด้วยอีกแรง นลินจึงหันมาสนใจกับโต๊ะหนังสือ ที่ตอนนี้เลอะเทอะไปด้วยฝุ่นสีขาวซึ่งเกิดจากเศษปูนผนังที่ถูกสมภพใช้ไฟเบอร์ตัดออกมา

นลินใช้ไม้ขนไก่ปัดฝุ่นที่อยู่บนโต๊ะออกก่อน จากนั้นหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กที่อยู่ในตู้เสื้อผ้าออกมา นำไปชุบน้ำบิดให้พอหมาดแล้วเดินกลับมาที่โต๊ะ ยังไม่ทันจะลงมือเช็ดโต๊ะ สายตาก็ไปสะดุดกับคราบสีแดงจางๆ ที่อยู่บนโต๊ะเข้าซะก่อน นลินจึงก้มมองดูใกล้ๆ ก่อนผงะ เมื่อเห็นว่าคราบนั้น เรียงกันเป็นตัวอักษร แม้จะจางจนมองแทบไม่เห็น แต่นลินก็ยังมองออกว่า ประโยคที่เรียงกันอยู่บนโต๊ะอ่านได้ว่า “ปลดปล่อย”

ทันใดนั้น กลิ่นคาวคละคลุ้งก็โชยขึ้นมากระทบจมูกเข้าอย่างจัง นลินรีบยกมือข้างที่ว่างอยู่ปิดจมูก พร้อมกับหันหน้าไปมองทางอื่น แต่กลิ่นคาวรุนแรงก็ยังลอยตลบอบอวล วนเวียนอยู่รอบตัวจนนลินแทบสำลัก ชั่วขณะหนึ่ง ตัวอักษรที่อยู่บนโต๊ะ เหมือนจะลอยนูนขึ้นมาจากผิวโต๊ะมาหยุดตรงหน้านลิน สีของตัวอักษรแดงก่ำเหมือนกับเลือดไม่มีผิด นลินรู้สึกขมปร่าในลำคอและคลื่นไส้จนอยากจะอาเจียน ภาพในห้องดูพร่าเลือนบิดเบี้ยว จนนลินต้องใช้มือข้างที่ถือผ้าขนหนูจับขอบโต๊ะเอาไว้ เพื่อพยุงร่างไม่ให้ล้มฟุบลงไปกองกับพื้น

“พี่ลิน! พี่ลินเป็นอะไรไปคะ!” ส้มกับหญิงที่กำลังเก็บกวาดอยู่หน้าห้องน้ำเห็นอาการผิดปกติของนลิน รีบเดินเข้ามาจับแขนนลินไว้คนละข้างก่อนอุทานออกมา

“อุ๊ย! พี่ลินตัวเย็นเฉียบเลย ไม่สบายหรือเปล่าคะ” ส้มถาม

“เอ่อ..พี่รู้สึกเวียนหัวนิดหน่อยจ้ะ สงสัยจะนอนน้อยไปหน่อย” นลินพูดเสียงแห้ง หันไปมองตัวหนังสือที่อยู่บนโต๊ะอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจ ตัวหนังสือสีเลือดหายไปแล้ว กลิ่นคาวคละคลุ้งก็หายไปด้วย นลินหน้าซีดเผือด อยากจะคิดว่าตัวเองตาฝาดหรือไม่ก็จมูกเพี้ยนไปเอง เผื่อจะช่วยทำให้ความรู้สึกเย็นเยียบหนักอึ้งที่แผ่กระจายไปทั่วร่างจางลงบ้าง แต่นลินก็รู้ว่ามันไม่ใช่

“เหรอคะ แต่พี่ลินหน้าซีดมากเลย พี่ลินไปนอนพักที่ห้องของพวกเราก่อนดีไหมคะ ส่วนงานที่เหลือ เดี๋ยวพวกเราจัดการให้เองค่ะ” หญิงบอกพลางล้วงผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋ากางเกงส่งให้นลินใช้ซับเหงื่อ

“ขอบใจจ้ะ แต่พี่ไม่เป็นไรจริงๆ” นลินรับผ้าเช็ดหน้าจากหญิงมาถือไว้ ยังไม่ทันจะยกขึ้นซับเหงื่อ นลินก็ชะงัก เมื่อเห็นตัวหนังสือหยดเลือดอยู่บนผ้าเช็ดหน้า นลินเม้มปากแน่น มือที่จับผ้าเช็ดหน้าสั่นระริก จนส้มกับหญิงสังเกตได้

“พี่ลิน พี่ลินคะ” ส้มกับหญิงเรียกเสียงไม่เบานัก แต่ดูเหมือนนลินจะไม่ได้ยิน หญิงจึงใช้มือแตะแขนนลินเบาๆ ส่งผลให้นลินสะดุ้ง

“พี่ลินเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”

นลินหันมาฝืนยิ้มให้ทั้งคู่ พร้อมกับส่งผ้าเช็ดหน้าคืนให้หญิง แล้วพูดขึ้น

“พี่ว่าเรารีบทำให้เสร็จดีกว่าจ้ะ เสร็จแล้วจะได้ลงไปหาอะไรกินกัน” พูดจบ นลินก็ใช้ผ้าขนหนูเช็ดโต๊ะต่อ โดยไม่สนใจกับสายตาของส้มกับหญิงที่มองมาอย่างสงสัยแม้แต่น้อย เมื่อเห็นนลินไม่พูดอะไร ส้มกับหญิงก็หันมาสบตากัน ก่อนจะเดินกลับไปจัดการกับงานของตนที่ทำค้างเอาไว้

กว่าจะจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เวลาก็ล่วงเลยไปจนใกล้เที่ยง นลินชวนสองสาวลงไปหาอะไรกินกันที่หน้าปากซอย โดยมื้อนี้นลินรับเป็นเจ้ามือ เพื่อขอบคุณที่ส้มกับหญิงมาช่วยเก็บกวาดห้องให้

คล้อยหลังสามสาวไม่นาน ภายในห้องของนลิน โต๊ะหนังสือที่ถูกเช็ดจนสะอาดเรียบร้อย มีน้ำผุดขึ้นมาช้าๆ สีของมันเหมือนเลือดไม่มีผิด มันกำลังเรียงเป็นตัวอักษร จนกลายเป็นประโยคที่นลินเห็นเมื่อกี้ แต่สีของตัวหนังสือเข้มและใหญ่กว่าเดิมเกือบสองเท่า

ตัวอักษรสีเลือดเลื่อนไหลจากพื้นโต๊ะ หยดลงมาตามขาโต๊ะทั้งสี่ด้าน ไหลสู่พื้นห้องซึ่งเป็นกระเบื้องสีฟ้าอ่อน แทรกซึมไปตามร่องพื้นกระเบื้องจนเต็มห้อง สีฟ้าอ่อนของพื้นกระเบื้องตัดกับร่องกระเบื้องสีแดงสดคล้ายตารางหมากรุกขนาดใหญ่ แสงแดดยามเที่ยงส่องลอดหน้าต่างเข้ามากระทบกับพื้นห้องเป็นมันวาวน่าขนลุก

ฝ้าเพดานตำแหน่งเดียวกันกับโต๊ะ ปรากฏรอยนูนยื่นออกมาเป็นใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งเปิดเปลือกตาก้มหน้ามองโต๊ะ ดวงตาคู่นั้นสีแดงก่ำ ผมสีดำแผ่กระจายเต็มแผ่นฝ้าพลิ้วไหวคล้ายระลอกคลื่น

หญิงสาวเริ่มร้องไห้สะอื้นออกมาแผ่วเบา น้ำตาสีเลือดจากดวงตาของหญิงสาวหล่นกระทบพื้นโต๊ะดังเปาะ..เปาะ..เปาะ ก่อนร่วงพรูเป็นทางยาวเหมือนทำนบแตก จนพื้นโต๊ะเลอะเทอะไปด้วยเลือดสีแดงฉาน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วห้อง

เสียงสะอื้นดังขึ้นเรื่อยๆ และนานกว่าทุกครั้ง ผ่านไปครึ่งชั่วโมง เสียงสะอื้นจึงเงียบหายไป ใบหน้าของหญิงสาวหายกลับเข้าไปในแผ่นฝ้าตามเดิม เลือดสีแดงที่เจิ่งนองอยู่บนโต๊ะซึมกลับเข้าไปในพื้นโต๊ะ เช่นเดียวกับสีแดงตามร่องกระเบื้องของพื้นห้อง ที่ค่อยๆ ซึมหายเข้าไปเช่นกัน ห้องกลับมาสู่สภาวะปกติตามเดิม เหลือทิ้งไว้แค่เพียงกลิ่นคาวเลือดบางเบา ที่ลอยตลบอบอวลอยู่ภายในเท่านั้น

*****************************************************

นลินพาส้มกับหญิงมากินข้าวที่ร้านอาหารเจ้าประจำ ซึ่งอยู่ใกล้กับที่ทำงานของนลิน โชคดีที่วันนี้เป็นวันหยุด จึงไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านมากนัก เมื่อหาที่นั่งได้แล้ว ทั้งสามคนก็สั่งอาหารทันที

ระหว่างที่สามสาวกำลังนั่งกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ข่าวภาคเที่ยงของโทรทัศน์ก็ออกข่าวเรื่องพบศพหญิงสาวถูกฝังในผนังห้องน้ำของหอพักแห่งหนึ่ง โดยเสนอข่าวเพียงคร่าวๆ ไม่ได้มีภาพข่าวประกอบด้วย แต่ก็ทำให้นลิน ส้มและหญิงชะงักมือที่กำลังตักข้าวเข้าปาก ก่อนหันมามองหน้ากัน

“เรื่องของพี่ส้มโอได้ออกข่าวด้วย” ส้มพูดพลางเหลียวมองไปรอบๆ อย่างระวัง เพราะผู้คนในละแวกนี้ยังไม่รู้เรื่องที่ตำรวจมาที่หอพักเมื่อเช้า ขนาดคนที่อยู่ในหอพักเองก็รู้ไม่กี่คน เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุด ผู้คนส่วนมากจึงพากันนอนตื่นสาย ประกอบกับเจ้าหน้าที่ทำงานรวดเร็ว ไม่อย่างนั้นเมื่อเช้าคงจะวุ่นวายมากกว่านี้

“โชคดีนะ ที่เขาเสนอแต่เนื้อข่าว ถ้ามีภาพประกอบด้วย หอพักเราดังเป็นพลุแตกแน่” หญิงบอกเสียงเบา เมื่อนึกภาพความโกลาหลของผู้คนที่อยู่ในหอออก ยังไม่นับพวกไทยมุง จีนมุงที่อยู่รายรอบหอพักนั่นอีก

“ถ้าคนในหอรู้ว่า หอพักที่ตัวเองอยู่ มีศพถูกซ่อนเอาไว้ พี่คิดว่าคงมีคนขอย้ายออกไปอยู่ที่อื่นแน่”

“จริงด้วย ยิ่งถ้ารู้ว่าวิญญาณพี่ส้มโอมาขอความช่วยเหลือจากพี่ลินด้วยแล้วล่ะก็ หญิงว่าไม่เกินสองวัน ประชากรในหอของเราคงจะเหลือกันนับหัวได้ เผลอๆ ทั้งหออาจจะเหลือแค่พี่ลินกับพวกเราก็ได้ค่ะ”

“ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็ดี แต่ฉันกลัวว่าคนจะย้ายออกกันหมด จนกลายเป็นหอร้างน่ะสิ” ส้มพูดเสียงเบา

“มันจะเป็นหอร้างได้ยังไง ในเมื่อแกกับฉันไม่ย้ายอยู่แล้ว ส่วนพี่ลินก็ยืนยันว่าจะอยู่ต่อ”

 “ก็พูดเผื่อไว้ คิดดูสิ ขนาดศพถูกฝังในผนังห้องน้ำแบบนั้น พี่ส้มโอก็ยังส่งเสียงมารบกวนคนที่นอนอยู่ในห้องได้ทุกคืน แล้วตอนนี้ศพเป็นอิสระแล้ว ไม่คิดบ้างเหรอว่า วิญญาณพี่ส้มโออาจจะเฮี้ยนหนักกว่าเดิมก็ได้ ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ฉันก็อยู่ไม่ไหวเหมือนกัน”

 “แกดูหนังผีสยองขวัญมากไปหรือเปล่า ถ้าพี่ส้มโอเฮี้ยนหนักกว่าเดิมอย่างที่แกว่าจริงๆ พี่เขาไม่มาหลอกคนที่อยู่ในหอหรอก แต่น่าจะไปหาไอ้ฆาตกรใจร้ายมากกว่า” 

“มันก็ใช่ แต่ถ้าพี่ส้มโอเกิดนึกสนุก อยากจะหลอกคนในหอเล่นเพื่อฆ่าเวลาขึ้นมา แกจะว่าไง”

“ไม่ว่าไงทั้งนั้น เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้ แกอย่าพูดให้ใจฝ่อได้ไหม วิญญาณที่ไหนจะมีเวลาว่างมากขนาดนั้น ถ้าไม่เชื่อก็ถามพี่ลินดูสิ” หญิงเอ็ดเสียงดุ ก่อนหันมาขอเสียงสนับสนุนจากนลิน

“ใช่ไหมคะพี่ลิน”

“เอ่อ..ใช่จ้ะ พี่ว่าเราเลิกพูดถึงเรื่องนี้กันดีกว่า รีบกินข้าวเถอะจ้ะ” นลินตัดบทด้วยการก้มหน้าก้มตากินอาหารที่อยู่ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ส้มกับหญิงจึงจัดการกับอาหารของตนเช่นกัน

ข่าวเรื่องพบศพที่ซ่อนอยู่ในผนังห้องน้ำ ไม่เพียงแต่สร้างความสนใจให้กับชาวบ้านและคนทั่วไปเท่านั้น แต่ยังเรียกความสนใจจากชายฉกรรจ์สองคน ที่กำลังนั่งดูข่าวจากร้านขายอาหารตามสั่งแห่งหนึ่งอีกด้วย

 “เอาไงดีพี่คม” เสียงแหบห้าวดังออกมาจากผู้ชายร่างสูง ผิวสองสี ใบหน้ากร้านหยาบกระด้าง ดวงตายาวรีที่จ้องมองข่าวโทรทัศน์ฉายแววกังวลปิดไม่มิด 

“อย่าปอดแหกไปหน่อยเลยไอ้ศักดิ์ ยังไงๆ ‘นาย’ ก็ไม่ปล่อยให้ตำรวจตามกลิ่นมาถึงพวกเราได้หรอก ไม่อย่างนั้น ‘นาย’ จะลำบาก” คมบอกพลางรินน้ำสีอำพันใส่ในแก้วอย่างสบายอารมณ์ ก่อนยกขึ้นดื่ม

“ผมไม่ได้หมายถึงตำรวจ แต่หมายถึงเรื่องอื่น” ศักดิ์พูดเสียงกระซิบ กวาดตามองไปรอบๆ อย่างระวัง คมมองอย่างนึกขำ ยกมือตบหัวลูกน้องไปหนึ่งฉาด

 “ถ้าเป็นเรื่องนั้น เอ็งไม่ต้องกลัว ถ้าไม่มีคนไปยุ่งซะอย่าง ‘มัน’ ก็ออกมาไม่ได้ อย่างเก่งก็แค่วนเวียนลอยไปลอยมาอยู่ภายในห้องเท่านั้น”

“แต่พี่ ผมรู้สึกโหวงๆ ในใจชอบกล กลัวว่า..” ศักดิ์พูดไม่ทันจบประโยค เสียงโทรศัพท์มือถือของคมก็ดังขัดจังหวะ คมหยิบโทรศัพท์ออกมาดู เมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ของใคร ก็รีบกดรับสายก่อนกรอกเสียงลงไป

“ครับ นาย”

“.............”

“อยู่ที่เดิมครับ”

“...............”

“รู้จากข่าวเมื่อกี้แล้วครับ”

“..............”

“ตอนนั้นมันฉุกละหุกครับ อีกอย่างก็ใกล้สว่างแล้วด้วย หากเอาออกไปสุ่มสี่สุ่มห้า มันจะผิดสังเกต ผมก็เลยต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการทำแบบนั้น ต้องขอโทษจริงๆ ครับ”

“................”

“ผมรู้ครับว่ามันเสี่ยง แต่นายจะให้ผมทำยังไง ที่จริงเรื่องมันก็ผ่านมาเกือบจะหนึ่งปีจนผมลืมมันไปแล้วด้วยซ้ำ แสดงว่าผมเลือกที่เก็บของได้ดี ไม่อย่างนั้นคนคงจะรู้กันไปตั้งนานแล้วครับ”

“.................”

“ครับ ผมเองยังแปลกใจไม่ได้เหมือนกันว่า รู้ได้ไง ตอนเห็นข่าวเมื่อกี้ ผมยังอึ้งเลยครับ”

“.................”

 “จริงเหรอครับ” คมย่นคิ้วเล็กน้อย เมื่อรู้ข้อมูลบางอย่างที่น่าสนใจจากผู้เป็นนาย

“..................”

“เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงครับ มันออกมาจากห้องนั้นไม่ได้ เพราะผมขังมันเอาไว้”

“..................”

“แน่ใจครับ ผมขังมันไว้ในที่มิดชิด รับรองไม่มีทางหาเจอหรอกครับ”

“....................”

“อืม..ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็คงเอาไว้ไม่ได้ เพราะอาจสร้างปัญหาให้กับพวกเรา”

“...................”

“ได้ครับ ไม่มีปัญหา แล้วเรื่องนั้นจะว่ายังไงครับ”

“.......................”

“ครับ ผมจะรอคำสั่งอีกครั้ง” พูดจบ คมก็ตัดสายโทรศัพท์ แล้วหันมามองศักดิ์ที่นั่งอยู่ข้างกัน

“นายโทรมาถามว่ารู้เรื่องหรือยัง ข้าก็ตอบไปว่ารู้จากข่าวแล้ว”

“เหรอ แล้วนายว่าไงบ้างล่ะพี่”

“ก็ไม่ว่าไง แค่ด่าสองสามคำว่าทำไมไม่เอามันไปทิ้งให้ไกลๆ หน่อย ท่าทางนายหัวเสียน่าดูที่พวกเราเอามันมาเก็บไว้ใกล้ตัวแบบนี้ แต่มันช่วยไม่ได้นี่หว่า”

“นั่นสิพี่ ขืนให้เอามันออกไปข้างนอก คนก็เห็นกันหมดน่ะสิ ครั้นจะให้แยกชิ้นส่วนแล้วขนออกไป ผมก็ใจไม่ถึงซะด้วย แล้วนายมีพูดอะไรเกี่ยวกับคดีให้ฟังบ้างไหม”

“นายบอกว่าผู้หมวดที่รับผิดชอบคดีนี้ท่าทางฉลาดไม่เบา คิดว่าอีกสองสามวัน มันคงเรียกตัวพวกผู้รับเหมาและคนงานไปสอบปากคำ ก็เลยอยากให้พวกเราเตรียมตัวให้พร้อม”

“ตำรวจตามกลิ่นไวจังเลยแฮะ สงสัยมีพรายกระซิบบอกแหงๆ”

“หึ ไม่ใช่หรอก เรื่องที่เกิดขึ้น ต่อให้คนโง่ก็ดูออกทั้งนั้นแหละว่า คนที่จะทำแบบนั้นได้ จะต้องมีความรู้เรื่องงานก่อสร้างดีทีเดียว ดังนั้นผู้รับเหมากับพวกคนงานก่อสร้าง จึงน่าสงสัยที่สุด”

“คงจะจริงอย่างที่พี่ว่า ถ้าดูจากระยะเวลาที่เกิดเรื่อง พวกช่างก่อสร้างน่าสงสัยกว่าคนอื่น แต่เอาเถอะ จะเรียกตัวไปสอบปากคำก็ไม่มีปัญหา พวกช่างมีตั้งหลายคน ไม่ใช่มีแค่พวกเราสักหน่อย อีกอย่าง ถึงจะสอบเค้นให้ตายยังไง มือชั้นนี้แล้วไม่มีทางเผยไต๋ให้ผู้หมวดนั่นจับได้หรอก แล้วเมื่อกี้พี่คุยอะไรกับนายตั้งนานสองนาน ผมเห็นพี่ทำหน้าเครียดด้วย มีปัญหาอะไรหรือเปล่า”

 “นายบอกว่ามีตัวปัญหาเข้ามายุ่งนิดหน่อย หากเก็บเอาไว้ อาจทำให้พวกเราซวยกันหมด”

“ผู้หญิงหรือผู้ชาย”

“ผู้หญิง เห็นนายบอกว่าสวยซะด้วย”

 “แบบนี้ก็ถูกใจพี่น่ะสิ แล้วนายจะให้ลงมือเมื่อไหร่”

“รอให้ตำรวจเรียกสอบปากคำก่อน แล้วนายจะแจ้งมาอีกครั้งว่า จะให้จัดการกับตัวปัญหายังไง”

“ถ้าอย่างนั้น เรามาฉลองเอาฤกษ์เอาชัยล่วงหน้ากันก่อนดีกว่า” ศักดิ์ยกแก้วของตนยื่นมาตรงหน้า คมหัวเราะร่วนเสียงดัง ยกแก้วขึ้นมาชนกับแก้วของศักดิ์ แล้วกระดกน้ำสีเหลืองลงคออย่างรวดเร็ว ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเป็นประกายแวววาว ดูเหมือนว่า “ตัวปัญหา” ที่นายพูดถึง คงมีอะไรน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ชักอยากจะเห็นหน้าขึ้นมาซะแล้วสิ หึหึหึ  

*****************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

18 ความคิดเห็น