เรื่องเล่าจากเงามืด

ตอนที่ 4 : เสียงปริศนา (ตอนที่สอง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 134
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    5 ก.พ. 53

“คุณ คุณคะ” เสียงเรียกพร้อมกับเขย่าตัวเบาๆ ทำให้นลินค่อยๆ ลืมตาขึ้น พลางกวาดตามองไปรอบๆ พบว่าตัวเองนอนอยู่บนที่นอน โดยมีป้าสมรซึ่งเป็นแม่บ้านผู้ดูแลหอพัก ส้มและหญิงนั่งอยู่ข้างเตียงช่วยกันนวดเฟ้นตามร่างกายให้อย่างเป็นห่วง ถัดไปเล็กน้อย เด็กสาวสองสามคนกำลังจับกลุ่มคุยกันเบาๆ

นลินหลับตาลงอีกครั้ง นึกทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนขยับตัวลุกขึ้นนั่ง โดยมีป้าสมรเข้ามาช่วยพยุง 

“กี่โมงแล้วคะ” นลินถามเสียงแห้ง

“ตีห้าค่ะ หนูกำลังจะลุกขึ้นไปอาบน้ำก็ได้ยินเสียงพี่ทุบประตูห้องดังลั่น จึงเปิดประตูออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เสียงพี่เงียบหายไปแล้ว หนูลองเคาะประตูห้องเรียกพี่ แต่พี่ไม่ยอมตอบ หนูเลยวิ่งไปตามป้าสมรที่อยู่ข้างล่าง” เด็กสาวชื่อนิดที่อยู่ห้องข้างๆ กัน บอกด้วยน้ำเสียงตกใจ

“ป้ากำลังหลับเพลินๆ อยู่เชียว จู่ๆ นิดก็มาเคาะประตูห้องเรียกป้าซะเสียงดัง ทำเอาป้าลุกขึ้นจากที่นอนแทบไม่ทัน พอดีนึกได้ว่าส้มกับหญิงสนิทกับคุณลิน ป้าจึงไปตามสองคนนี้ให้มาด้วย พอขึ้นมาถึงหน้าบันไดก็ได้ยินเสียงคุณลินหวีดร้องดังลั่น ทำเอาพวกเรามือไม้สั่นไปหมด ทำอะไรไม่ถูก” ป้าสมรเล่าให้ฟัง

“ส้มกับหญิงเพิ่งจะตื่นนอนพอดี ยังไม่ทันเก็บที่นอนให้เรียบร้อย ป้าสมรก็วิ่งมาเคาะประตูห้อง บอกว่าเกิดเรื่องกับพี่ลิน พอมาถึงก็ได้ยินเสียงพี่ลินหวีดดังลั่น พวกเราตกใจทำอะไรไม่ถูก แต่หญิงสติดีกว่าคนอื่น รีบขอกุญแจสำรองจากป้าสมร ไขประตูห้องเปิดเข้ามา ก็เห็นพี่ลินนอนหมดสติอยู่หน้าประตูห้องนี่แหละค่ะ” ส้มเล่าพลางนวดแขนให้นลินอย่างเป็นห่วง หญิงที่นั่งข้างกันมองหน้านลินที่ซีดขาวราวกับกระดาษก่อนถามขึ้น

“เกิดอะไรขึ้นคะพี่ลิน”

นลินยกมือลูบหน้าเบาๆ จำได้ว่าตนเองเจอเหตุการณ์สยองตอนตีสาม แต่ฟังจากที่ทุกคนพูดมาเมื่อกี้ เหมือนกับมีอะไรขัดแย้งกันอยู่ เพราะนิด หญิงหรือส้ม คงไม่ตื่นนอนกันเร็วแบบนี้หรอก แสดงว่าสิ่งที่เราเจอ จะต้องเกิดขึ้นหลังจากตีสามไปแล้ว  ถ้าอย่างนั้น เวลาที่เราเห็นจากนาฬิกาในห้องก็ผิดเพี้ยนน่ะสิ หรือว่า..เรื่องนี้มีความนัยอะไรซ่อนอยู่

“พี่ลินคะ” เสียงเรียกของหญิง ปลุกนลินให้ตื่นจากภวังค์ หันมายิ้มเจื่อนๆ ให้ทุกคนที่มองมาอย่างสงสัย

“ขอโทษจ้ะ พี่คิดอะไรเพลินไปหน่อย เมื่อกี้หญิงถามว่าอะไรนะจ๊ะ”

“หญิงถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับพี่ลินค่ะ”

“เอ่อ..เรื่องนั้น” นลินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทุกคนฟังอย่างละเอียด ยกเว้นเรื่องเดียวที่ไม่ได้เล่า นั่นก็คือ เรื่องของเวลาที่เหลื่อมล้ำกัน 

 ขณะที่ฟังนลินเล่าเรื่องราวอยู่นั้น ทุกคนในห้องมีสีหน้าซีดเผือด ต่างเหลียวมองไปรอบห้องอย่างระแวง ก่อนขยับมานั่งเบียดกันข้างเตียง

“ป้าสมรคะ ในห้องนี้เคยเกิดเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ” นลินถามเมื่อเล่าจบ

“คุณลินคิดว่ามีคนตายในห้องนี้หรือคะ”

“ก็ทำนองนั้นแหละค่ะ”

“เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ ป้าทำงานที่นี่มาตั้งแต่เริ่มเปิดใหม่ๆ จนเกือบสิบปีแล้ว ยืนยันได้เลยค่ะว่า ที่นี่ไม่เคยมีคนตายแน่นอน”

“ถ้าที่นี่ไม่เคยมีคนตายมาก่อน แล้วผู้หญิงที่ลินเจอล่ะคะ เขาเป็นใครและมาจากไหน”

“เรื่องนี้ป้าไม่ทราบจริงๆ ค่ะ แต่ว่า..” ป้าสมรชะงักคำพูดอย่างไม่แน่ใจ

“แต่ว่าอะไรหรือคะ” นลินถาม

 “ป้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะว่า เรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของส้มโอหรือเปล่า”

“ส้มโอ ใครกันคะป้า” ส้มกับหญิงถามพร้อมกัน

“เป็นคนที่เคยพักห้องนี้มาก่อน แต่หายตัวไปได้ปีกว่าแล้วค่ะ”

ข้อมูลที่ได้รู้จากป้าสมร ทำให้ทุกคนมีสีหน้าสนใจขึ้นมา ป้าสมรเล่าว่าเมื่อต้นปีที่แล้ว มีผู้หญิงชื่อส้มโอมาเช่าห้องนี้ เนื่องจากส้มโอเป็นคนหน้าตาดี จึงมีหนุ่มๆ มาติดพันเยอะแยะและแวะเวียนมาหาไม่ซ้ำหน้า บ่อยครั้งที่เกิดรถไฟชนกัน จนเกิดการทะเลาะวิวาทกันอยู่บ่อยๆ แต่หลังจากนั้นไม่นาน จู่ๆ ส้มโอก็หายตัวไป

“หายตัวไป? เอ๊ะ! ป้าหมายความว่ายังไงคะ”

“ก่อนหน้านั้น ส้มโอบ่นว่าอยากหาที่อยู่ใหม่ เพราะที่นี่ไกลจากที่ทำงาน ไปมาไม่ค่อยสะดวก อีกอย่างก็เบื่อพวกหนุ่มๆ ที่คอยมาตามตื้อด้วย ป้าฟังแล้วก็เฉยๆ ไม่ได้คิดอะไร พอดีช่วงนั้นคุณชลิตเจ้าของหอพัก เรียกช่างเข้ามาซ่อมแซมและปรับปรุงหอพักเป็นการใหญ่ ป้ามัวแต่ยุ่งกับการตรวจสอบคนเข้าคนออกในหอพัก เพราะมีคนเข้าออกพลุกพล่านมาก จึงไม่ได้สนใจเรื่องของส้มโอ เพราะคิดว่าส้มโอคงบ่นไปอย่างนั้นเอง”

“ทีนี้เพื่อนของส้มโอ โทรมาถามหาส้มโอกับป้า เพราะส้มโอไม่ได้ไปทำงานสามอาทิตย์แล้ว ป้าจึงนึกขึ้นได้ว่า ป้าเองก็ไม่เห็นส้มโอมาเดือนกว่าแล้วเหมือนกัน จึงขึ้นมาหาส้มโอที่ห้องแต่ประตูห้องล็อค พอเคาะประตูเรียกก็ไม่มีเสียงตอบรับ ป้าเลยถือวิสาสะไขกุญแจห้องเข้ามา แต่ไม่เจอส้มโอ”

“ตอนแรกป้านึกว่าส้มโอคงจะไปเที่ยวต่างจังหวัดโดยไม่ได้บอกใคร เพราะส้มโอเป็นแบบนี้บ่อย แต่ผ่านไปสิบกว่าวัน ส้มโอก็ยังไม่กลับมา ป้าจึงขึ้นมาดูที่ห้องอีกครั้ง เพื่อมาตรวจดูข้าวของและเสื้อผ้า ก็พบว่าข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ อยู่ครบ มีเพียงส้มโอเท่านั้นที่หายไป”

“แล้วไม่ได้ไปแจ้งความเรื่องคนหายหรือคะ” นลินถาม

“ไม่มีค่ะ ก็อย่างที่ป้าบอกไปแล้วว่า ก่อนหน้านั้นส้มโอเคยบ่นๆ ว่าอยากหาที่อยู่ใหม่ ป้าจึงคิดเอาเองว่าส้มโอคงจะย้ายไปอยู่ที่อื่น โดยไม่ได้บอกใครค่ะ”

 “หลังจากส้มโอหายไป ป้าก็แจ้งให้คุณชลิตทราบ คุณชลิตคิดเหมือนป้าว่าส้มโอคงจะย้ายไปอยู่ที่อื่น จึงสั่งให้ป้าขึ้นมาเก็บของและทำความสะอาดห้องนี้ให้เรียบร้อย จะได้ให้คนอื่นมาเช่าต่อ”

“อ้าว ถ้าพี่ส้มโอหายตัวไปเฉยๆ แบบนี้ แล้วค่าเช่าห้องที่ค้างอยู่ล่ะคะ จะทำยังไง” นิดสงสัย

“เรื่องนั้นไม่มีปัญหาค่ะ เพราะส้มโอจ่ายค่าเช่าห้องล่วงหน้าเป็นปี”

“โอ้โห! พี่ส้มโอจ่ายค่าห้องล่วงหน้าเป็นปีเลยเหรอ” ส้มกับหญิงอุทานออกมา

“ใช่ค่ะ ป้าเองก็ยังตกใจ บอกว่าไม่ต้องจ่ายล่วงหน้าเป็นปีแบบนี้หรอก แต่ส้มโอบอกว่าขี้เกียจจ่ายค่าเช่าเดือนต่อเดือน สู้จ่ายปีละครั้งดีกว่า สะดวกดี ป้าก็เลยพูดไม่ออก”

ทุกคนทำตาโตกับบอกเล่าของป้าสมร แสดงว่าผู้หญิงที่ส้มโอ ต้องมีรายได้จากการทำงานสูงทีเดียว ไม่อย่างนั้นคงจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าเป็นปีไม่ได้หรอก ได้ยินป้าสมรเล่าต่อ

“หลังจากส้มโอหายไปได้สองเดือน ป้าก็เปิดห้องนี้ให้คนอื่นมาเช่าต่อ ซึ่งก็มีคนมาเช่าห้องนี้อยู่เรื่อยๆ ค่ะ แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ได้ไม่เกินสามวัน เขาก็ขอคืนห้องค่ะ”

“ไม่มีใครบอกสาเหตุหรือคะว่าทำไมจึงอยู่ไม่ได้” นลินถาม

“ไม่มีค่ะ ทุกคนแค่บอกว่านอนไม่ค่อยหลับ ก็เลยหาที่อยู่ใหม่ ช่วงครึ่งปีมานี้ ห้องนี้เปลี่ยนผู้เช่าเป็นสิบรายแล้วค่ะ ไม่มีใครอยู่ได้เกินสามวันสักคน เพิ่งมีคุณนี่แหละที่อยู่ได้นานกว่าคนอื่น”

นลินพยักหน้ารับรู้ ความหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้หายไปแล้ว เหลือแต่ความสงสัยใคร่รู้ นึกลำดับเรื่องราวต่างๆ เข้าด้วยกัน นิ่งไปครู่หนึ่ง นลินจึงพูดขึ้น

“ช่วงที่ส้มโอหายตัวไป ป้าบอกว่าทางหอพักกำลังมีการปรับปรุงซ่อมแซมเป็นการใหญ่ ไม่ทราบว่าปรับปรุงตรงไหนบ้างคะ”

“ก็ทั้งหมดนั่นแหละค่ะ แต่ห้องน้ำกับฝ้าเพดานจะซ่อมหนักกว่าที่อื่น”

“ห้องน้ำกับฝ้าเพดานเหรอคะ”

“ใช่ค่ะ ตึกนี้สร้างมาหลายปีแล้ว ฝ้าเพดานก็เสื่อมสภาพหลุดลอกลงมา จึงต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ห้องน้ำก็เหมือนกันค่ะ เด็กพวกนี้น่ะสิคะ ชอบทิ้งผ้าอนามัยที่ใช้แล้วลงในโถส้วม ส้วมก็เลยตัน กดน้ำไม่ค่อยลง มักง่ายจริงๆ” ป้าสมรบ่นพลางหันมาทางกลุ่มเด็กสาวที่นั่งหน้าสลอนอยู่ในห้อง

“ฮึ่ย! ป้าไม่ต้องมองพวกเราด้วยสายตาแบบนี้เลยนะ พวกเราไม่ทำอะไรทุเรศๆ แบบนั้นหรอกค่ะ” ส้มกับหญิงรีบปฏิเสธทันที นิดกับเด็กสาวอีกสองคนก็ปฏิเสธเช่นกัน

“ป้าไม่ได้ว่าพวกคุณสักหน่อย ทำเป็นตุ๊กแกกันไปได้” ป้าสมรค้อนใส่ให้วงเบ้อเริ่ม แล้วหันมาถามนลิน

“คุณลินถามเรื่องนี้ทำไมคะ”

“คือลินกำลังคิดว่า บางที..ส้มโออาจจะไม่ได้หายตัวไปไหนหรอกค่ะ แต่อาจจะอยู่ในห้องนี้ก็ได้”

“เอ๊ะ! ทำไมคุณลินคิดแบบนี้ล่ะคะ ป้าว่าอาจจะไม่ใช่ก็ได้” 

“แต่ลินมั่นใจค่ะว่าส้มโอต้องอยู่ในห้องนี้ และลินคิดว่าส้มโออาจต้องการให้ลินช่วย”

“ช่วย! นี่พี่ลินคงไม่คิดว่าพี่ส้มโอ เอ่อ.” ส้มเอ่ยเสียงเบา ไม่กล้าพูดคำว่า ส้มโอตายไปแล้วออกมา ซึ่งดูเหมือนนลินจะเข้าใจเป็นอย่างดี พยักหน้าช้าๆ พร้อมยิ้มให้

“ค่ะ บางทีส้มโออาจโดนใครบางคนทำร้ายจนเสียชีวิต และเขาก็ซ่อนร่างของส้มโอเอาไว้ในห้องนี้ค่ะ”

ทุกคนทำหน้าเหวอ เหลียวมองหน้ากันเลิ่กลั่ก รู้สึกเย็นวาบในช่องท้องขึ้นมา ภาวนาให้คำพูดของนลินไม่เป็นความจริง แม้ว่าจะมีเค้าอยู่บ้างก็ตาม เพราะไม่อยากเจอส้มโอในสภาพหลอนๆ อย่างที่นลินเจอ

“ถ้าพี่ลินคิดแบบนั้น แล้วเราจะทำยังไงกันดีคะ” หญิงถาม นลินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดขึ้น

 “ป้าคะ เจ้าของหอพักที่นี่ เขาเป็นคนยังไงคะ”

“คุณชลิตน่ะเหรอคะ แกเป็นคนใจดีค่ะ ติดจะธรรมะธัมโม ว่าแต่คุณลินถามทำไมคะ”

“ลินอยากเจอคุณชลิตค่ะ ป้าพอจะช่วยลินได้ไหมคะ”

“ได้ค่ะ แต่ต้องรอให้สว่างกว่านี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวป้าจะลงไปซื้อโจ๊กขึ้นมาให้คุณลินทานรองท้องดีกว่าค่ะ จะได้มีแรง” ป้าสมรลุกขึ้น แล้วหันมาบอกกลุ่มของเด็กสาวที่นั่งอยู่ในห้อง

“พวกคุณควรจะกลับห้องได้แล้วนะคะ คุณลินจะได้พักผ่อน”

“แต่ว่า..พี่ลินกล้านอนคนเดียวหรือคะ” ส้มถามน้ำเสียงหวาดๆ มองไปรอบห้องอย่างระแวง

“ไม่เป็นไรจ้ะ นี่ก็ใกล้สว่างแล้ว พี่คิดว่าเขาคงไม่มาหาพี่รอบสองหรอกค่ะ” นลินพูดติดตลก แต่ทุกคนขำไม่ออกได้แต่ยิ้มแห้งๆ แล้วหญิงก็พูดขึ้น 

“งั้นพวกเรากลับก่อนค่ะ พี่ลินจะได้พักผ่อน ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น พี่ลินรีบวิ่งไปหาพวกเราที่ห้องเลยนะคะ”

“จ้ะ ขอบใจมาก” นลินอมยิ้ม มองกลุ่มเด็กสาวที่เดินออกไปจากห้องอย่างเอ็นดู เด็กพวกนี้น่ารักดีแฮะ

เมื่อทุกคนออกไปหมดแล้ว นลินก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ นึกทบทวนภาพของผู้หญิงที่ตนเจอเมื่อคืนอีกครั้งอย่างครุ่นคิดแล้วหันไปมองห้องน้ำ เมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้ 

นลินลุกขึ้นจากที่นอน เดินไปเปิดประตูห้องน้ำให้กว้างออก กวาดตาสำรวจไปรอบๆ เพื่อมองหาสิ่งผิดปกติที่ค้างคาใจมาตลอด จนมาสะดุดเข้ากับสิ่งหนึ่งที่อยู่บนผนังห้องน้ำ

“เจอแล้ว!” นลินยิ้มอย่างดีใจ มองกระจกที่อยู่ตรงหน้าอย่างละเอียด มันเป็นกระจกเงาขนาดใหญ่ สูงประมาณ 1.5 เมตร ซึ่งนลินก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมจะต้องติดกระจกบานใหญ่ขนาดนี้ไว้ในห้องน้ำด้วย

หากเป็นโรงแรมหรือห้างสรรพสินค้าดังๆ ก็ว่าไปอย่าง แต่เมื่อมาอยู่ในห้องน้ำของหอพักธรรมดาแบบนี้ มันก็เลยดูแปลกตา นลินเคยคิดจะถามเรื่องนี้กับป้าสมรเหมือนกัน แต่ลืมเสียสนิทเพิ่งมานึกขึ้นได้เมื่อกี้นี่เอง

นลินเดินเข้าไปใกล้กระจก เห็นเงาตัวเองสะท้อนอยู่ในนั้นเด่นชัด จึงยกมือเคาะกระจกเบาๆ ได้ยินเสียงดังกึกๆ กระจกบานนี้หนามากทีเดียว นลินมองกระจกอย่างสนใจก่อนย่นคิ้วเข้าหากัน เมื่อพบว่ามันไม่ได้ถูกแขวนไว้อย่างที่เข้าใจตั้งแต่แรก แต่มันถูกฝังลงไปในผนังห้องน้ำ ที่ต้องบอกว่าฝัง เพราะขอบกระจกราบเรียบเสมอกับผนังห้องน้ำจนเกือบจะเป็นเนื้อเดียวกันนั่นเอง

ขณะที่นลินกำลังง่วนกับการสำรวจกระจกอยู่ในห้องน้ำนั้น ประตูห้องนอนก็เปิดออก พร้อมกับใครคนหนึ่งเดินเข้ามาภายในห้อง เมื่อเห็นห้องน้ำเปิดแง้มอยู่ ร่างนั้นก็สาวเท้าเข้าไปที่ห้องน้ำ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่นลินหันหน้ากลับมาพอดี

“อุ้ย!” นลินอุทานอย่างตกใจ ก่อนยิ้มออกมาเมื่อเห็นป้าสมรยืนอยู่

“ทำอะไรคะคุณลิน” ป้าสมรถามพลางชะเง้อมองเข้าไปในห้องน้ำอย่างสงสัย นลินจึงชี้ให้ดูกระจกเงาบานใหญ่ที่อยู่บนผนังห้องน้ำ แล้วพูดขึ้น

“ทำไมห้องน้ำของที่นี่ต้องใช้กระจกบานใหญ่แบบนี้ด้วย ป้าพอจะรู้ไหมคะ”

“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ เอ...จะว่าไปแล้ว รู้สึกว่ามีเฉพาะห้องนี้ห้องเดียวมั้งคะ ที่ใช้กระจกแบบนี้”

“จริงเหรอคะป้า!” นลินถามเสียงดังอย่างลืมตัว

“จริงค่ะ แต่ป้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะว่าทำไม”

นลินพยักหน้า หันไปมองกระจกอีกครั้งด้วยสีหน้าเคร่งขรึม หากความเข้าใจของเราถูกต้องล่ะก็..

“เอ่อ..คุณลินคะ เมื่อกี้ป้าลองโทรไปหาคุณชลิต ปรากฏว่าแกเพิ่งตื่นนอนพอดี ป้าจึงเล่าให้ฟังคร่าวๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น คุณชลิตบอกว่า เดี๋ยวจะแวะมาที่นี่ เพื่อถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากคุณลินค่ะ”

“ขอบคุณป้ามากค่ะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ ถ้างั้นป้าขอตัวไปทำงานต่อนะคะ คุณลินรีบทานโจ๊กและอาบน้ำให้เรียบร้อยเถอะค่ะ ป้าคิดว่า อีกสักครู่คุณชลิตคงจะมาถึง” ป้าสมรยิ้มให้ แล้วเดินออกไปจากห้อง

หนึ่งชั่วโมงต่อมา

นายชลิต ซึ่งเป็นเจ้าของหอพักก็มาถึง เขาเป็นชายวัยกลางคน ผิวขาว รูปร่างสูงใหญ่ค่อนข้างท้วม ท่าทางใจดี  หลังจากฟังเรื่องราวจากนลินแล้ว ชลิตได้โทรเรียกสมภพ ซึ่งเป็นช่างประจำหอพักให้มาพบเป็นการด่วน เมื่อสมภพมาถึง ชลิตก็เดินนำนลิน ป้าสมรและสมภพขึ้นไปยังห้องที่นลินพัก

จากนั้น ชลิตสั่งสมภพให้สำรวจห้องพักอย่างละเอียด ว่ามีตรงไหนผิดปกติบ้างหรือเปล่า สมภพใช้เวลาสำรวจอยู่เกือบยี่สิบนาที จึงเรียกชลิตและทุกคนให้เข้ามาดูในห้องน้ำ

“มีอะไรหรือสมภพ”

“ตอนที่ผู้รับเหมามาซ่อมแซมและปรับปรุงหอพักนั้น คุณชลิตสั่งให้พวกเขาเอากระจกบานใหญ่แบบนี้มาติดไว้ในห้องน้ำด้วยหรือครับ” สมภพชี้ให้ดูกระจกเงาบานใหญ่บนผนังห้องน้ำ

“เปล่านี่ ผมไม่ได้สั่ง” ชลิตปฏิเสธ แล้วหันมาถามป้าสมร

“ตอนที่ผู้รับเหมาเอากระจกมาติดในห้องน้ำ เธอได้เข้ามาดูด้วยหรือเปล่า”

“เปล่าค่ะ”

“งั้นเหรอ นอกจากห้องนี้แล้ว มีห้องไหนอีกบ้างที่ติดกระจกแบบนี้”

“ไม่มีค่ะ แต่ถ้าคุณชลิตไม่ได้เป็นคนสั่งให้ช่างเอากระจกแบบนี้มาติด แล้วใครเป็นคนสั่งล่ะคะ”

“ไม่รู้เหมือนกัน แต่ผมไม่ได้สั่งแน่นอน” ชลิตบอกเสียงเข้ม รู้สึกไม่พอใจ ที่ผู้รับเหมาไม่ปฏิบัติงานตามคำสั่ง จึงหันไปบอกสมภพให้แกะกระจกบานนี้ออก

“กระจกมันฝังอยู่ในกำแพง ต้องใช้ไฟเบอร์ตัดปูนผ่าผนังกำแพงที่อยู่รอบๆ แล้วดึงมันออกมา แต่ถ้าทำแบบนั้น ผนังกำแพงจะเสียหายมากทีเดียว เผลอๆ อาจจะพังก็ได้นะครับ” สมภพบอก

“ไม่เป็นไร แค่ผนังกำแพง ระดับหัวหน้าช่างอย่างคุณ ซ่อมได้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

“มันก็ใช่ครับ” สมภพยิ้มแห้งๆ ถ้าจะซ่อมกันจริงๆ อย่าว่าแต่ผนังกำแพงเลย ให้ซ่อมมากกว่านี้ก็ยังไหว แต่ถ้าเป็นไปได้ ไม่มีใครอยากมาเก็บงานซ่อมในภายหลังหรอก เพราะมันเสียเวลา

แน่นอนว่า สมภพไม่ได้พูดออกมาให้ชลิตได้ยิน เพราะไม่อยากถูกชลิตซัดให้สักป้าบสองป้าบ จึงขอตัวลงมาหยิบเครื่องมือที่อยู่ข้างล่าง เมื่อได้มาแล้ว สมภพก็บอกให้ทุกคนออกไปคอยข้างนอก จากนั้นใช้ไฟเบอร์ตัดปูนผ่าผนังกำแพงที่อยู่รอบๆ กระจก

เสียงไฟเบอร์ตัดปูนดังลั่นไปทั่วห้องพร้อมกับเศษฝุ่นที่ฟุ้งกระจาย ปูนบนผนังบางส่วนหลุดร่วงลงมากองบนพื้นห้อง พร้อมกับกลิ่นเหม็นเค็มจางๆ โชยออกมากระทบจมูกของสมภพเข้าอย่างจัง

“กลิ่นอะไรวะ” สมภพชะงักมือจากงานที่ทำ เหลียวมองไปรอบๆ อย่างสงสัย ก่อนหันไปมองชลิต นลินและป้าสมรที่จับกลุ่มคุยกันเบาๆ ตรงโต๊ะหนังสือ แล้วตะโกนถามออกไป

“พวกคุณได้กลิ่นอะไรบ้างไหมครับ”

“กลิ่นอะไรเหรอคะ” นลินถาม

“เอ่อ..กลิ่นคล้ายกับหนูตายน่ะครับ”

 “เอ๊ะ! ไม่มีนี่คะ” นลินปฏิเสธ แล้วหันไปมองชลิตกับป้าสมร ทั้งสองคนก็สั่นหัวว่าไม่ได้กลิ่นเช่นกัน

“พวกคุณไม่ได้กลิ่นจริงๆ หรือครับ” สมภพถามย้ำอีกครั้ง

“ก็ใช่น่ะสิ นอกจากกลิ่นฝุ่นที่ฟุ้งกระจายเต็มห้อง ก็ไม่ได้กลิ่นอะไรสักอย่าง จมูกเพี้ยนหรือเปล่า สมภพ”

“เอ่อ..คงงั้นมั้งครับ” สมภพยิ้มเฝื่อนแล้วหันไปทำงานต่อ เฮ้อ! ไม่รู้ใครจมูกเพี้ยนกันแน่ กลิ่นหนูตายออกจะชัดซะขนาดนี้ ยังจะบอกว่าไม่ได้กลิ่นกันอีก เชื่อเขาเลย

สมภพบ่นอุบอยู่ในใจ ขณะที่มือก็ทำงานเป็นระวิง แต่กลิ่นเหม็นเค็มก็ยังโชยออกมาเป็นระยะ จนสมภพต้องเบ้หน้าเพราะกลิ่นเหลือรับจริงๆ จึงหยุดมือจากงานที่ทำแล้วเดินออกมาข้างนอก

“อ้าว ทำไมไม่รีบทำให้เสร็จล่ะ” ชลิตถาม มองสมภพที่เดินหน้ามุ่ยออกมาจากห้องน้ำอย่างสงสัย

 “ขอเวลาหายใจสักครู่เถอะครับ” สมภพตอบพลางหยิบยาดมที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงยีนส์ออกมาสูดดังฮึกๆๆ สองสามครั้ง

นลินที่ยืนมองอยู่อดยิ้มออกมาไม่ได้ เพราะไม่เคยเห็นผู้ชายพกยาดมติดตัวแบบนี้มาก่อน เพิ่งเห็นสมภพนี่แหละเป็นคนแรก แต่เมื่อเห็นสมภพมองมา นลินก็ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้แล้วหันไปมองทางอื่น  

สมภพย่นคิ้วเล็กน้อย คุณคนนี้ยิ้มอะไรของเขากันนะ แปลกคนจริงๆ คิดแล้วก็เก็บยาดมลงในกระเป๋าตามเดิม จากนั้นเดินกลับเข้าไปในห้องน้ำ เพื่อทำงานต่อ

ผ่านไปครู่ใหญ่ ขอบกระจกด้านบนก็หลุดออกมาจากผนังกำแพง สมภพวางไฟเบอร์บนพื้นห้อง แล้วใช้มือค่อยๆ แกะกระจกออกมาอย่างระวัง แต่กลิ่นเหม็นเค็มก็ยังโชยเข้ามาปะทะจมูกไม่ขาดสาย สร้างความแปลกใจให้กับสมภพเป็นอย่างมาก จึงละมือจากงานที่ทำ ยืนกอดอกมองผนังกำแพงอย่างครุ่นคิด

“แปลกแฮะ ต้องมีอะไรแน่ๆ” สมภพพึมพำเบาๆ เดินออกมาจากห้องน้ำ เปิดประตูออกไปที่ระเบียงด้านหลัง ซึ่งใช้เป็นที่สำหรับตากผ้า สมภพยืนมองผนังกำแพงห้องน้ำด้านที่อยู่ติดกับระเบียงอยู่ครู่หนึ่ง จึงใช้มือเคาะมันเบาๆ ก่อนย่นคิ้วเข้าหากัน

“มีอะไรเหรอ” ชลิตชะโงกหน้าถามมาจากประตู โดยมีนลินกับป้าสมรยืนชะเง้อคอมองอย่างสนใจ

สมภพไม่ตอบ แต่เดินกลับเข้ามาในห้องน้ำอีกครั้ง ลงมือแกะกระจกออกมาจากผนังได้เป็นผลสำเร็จ นำไปวางไว้นอกห้อง จากนั้นเปลี่ยนใบตัดปูนเป็นอันใหม่แล้วหันมาบอกชลิต

“ผมจะผ่าผนังกำแพงตรงนี้ดูครับ” พูดจบ สมภพก็ใช้ไฟเบอร์ตัดปูน ผ่าผนังกำแพงที่อยู่ด้านหลังกระจก เพียงครู่เดียว ผนังกำแพงก็กะเทาะหลุดออก พร้อมกับกลิ่นเหม็นเค็มรุนแรงโชยออกมากระทบจมูกจนแทบสำลัก

“เฮ้ย!” สมภพอุทานลั่น โยนไฟเบอร์ในมือทิ้งอย่างตกใจ เมื่อเห็นเสี้ยวหน้าของผู้หญิงคนหนึ่งโผล่ออกมาจากในนั้น พลันผนังกำแพงก็ปริร้าวเป็นทางยาว สมภพรีบกระโดดถอยออกมาจากตรงนั้นทันที

“โครม!” ผนังกำแพงห้องน้ำพังครืนลงมา พร้อมกับร่างของผู้หญิง ในชุดสีขาวยาวกรอมเท้าหลุดออกมาจากผนัง กระเด็นมานอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้น ห่างจากเท้าของสมภพไม่ถึงคืบ

“เหวอ!!” สมภพผงะถอยหลัง ส่วนป้าสมรก็กระโดดกอดนลินที่ยืนอยู่ข้างๆ กัน ทำให้นลินทำหน้าเหยเก เพราะป้าสมรค่อนข้างอ้วน ผิดกับนลินที่รูปร่างบอบบาง พอโดนกอดซะแน่นแบบนี้ นลินก็หายใจแทบไม่ออก

ชลิตมีสีหน้าเคร่งขรึม ไม่นึกว่าจะมีคนนำศพมาซ่อนไว้ในหอพักของตน ซึ่งเป็นสิ่งที่เลวร้ายมาก คิดแล้วก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ หันมามองป้าสมรที่เพิ่งจะคลายวงแขนออกจากนลิน แล้วพูดขึ้น

“เธอเข้าไปดูให้ชัดๆ สิว่า ศพผู้หญิงคนนี้ใช่ส้มโอที่หายตัวไปหรือเปล่า”

“ให้สมรเข้าไปดูศพใกล้ๆ หรือคะ” ป้าสมรถามเสียงสั่น ทำหน้าเหมือนคนจะร้องไห้

“ก็ใช่น่ะสิ เธอเป็นแม่บ้านประจำหอพัก ย่อมคุ้นเคยกับคนที่อยู่ในหอเป็นอย่างดี ถ้าไม่ให้เธอดู แล้วจะให้ใครเข้าไปดูล่ะ”

“ตะ..แต่ว่า” ป้าสมรอ้าปากจะพูด แต่เมื่อเห็นสายตาของชลิตที่มองมา ป้าสมรก็พูดไม่ออก จึงเดินเข้าไปดูศพใกล้ๆ อย่างกล้าๆ กลัวๆ

สภาพศพ ค่อนข้างสมบูรณ์ อาจเป็นเพราะศพถูกเก็บไว้ในที่ที่ไม่มีอากาศถ่ายเท ศพจึงไม่เน่าเปื่อยเร็วอย่างที่ควรจะเป็น ป้าสมรยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง จึงยืนยันว่าศพของผู้หญิงคนนี้คือส้มโอ

เมื่อได้รับคำตอบจากป้าสมร ชลิตก็ใช้โทรศัพท์มือถือโทรแจ้งตำรวจ คุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ชลิตก็วางสาย แล้วหันมาบอกทุกคน

“อีกครึ่งชั่วโมง ตำรวจจะมาถึง ผมจะลงไปคอยข้างล่าง พวกคุณก็มาด้วยกันสิ” พูดจบ ชลิตก็เดินออกไปจากห้อง สมภพหันมามองนลินกับป้าสมรนิดหนึ่งแล้วเดินออกไปอีกคน ในห้องจึงเหลือแต่ป้าสมรกับนลิน

“เอ่อ..คุณลินคะ”

“ป้าลงไปก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวลินตามไป” นลินยิ้มให้ป้าสมร

“ค่ะ อย่าช้านะคะ”

เมื่อทุกคนออกไปหมดแล้ว นลินก็เดินเข้ามานั่งคุกเข่าข้างๆ ศพของส้มโอ ใครกันนะที่ทำแบบนี้ ใจร้ายที่สุด! นลินคิดด้วยความหดหู่ รู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก

“หลับให้สบายนะส้มโอ ตำรวจจะต้องจับคนที่ทำร้ายเธอได้แน่นอน” นลินพึมพำแผ่วเบา ทันใดนั้นศพก็ขยับพลิกหงาย ยกมือข้างหนึ่งตะปบเข้าที่ข้อมือของนลิน

“ว้าย!” นลินผงะถอยหลังอย่างตกใจ พร้อมกับสะบัดมือเต็มแรง จนหงายหลังกระแทกพื้นห้องดังพลั่ก เมื่อตั้งสติได้นลินก็รีบลุกขึ้นยืนแล้วมองไปที่ศพของส้มโอ พบว่าศพของส้มโอยังนอนคว่ำอยู่ในท่าเดิม

นลินก้มมองข้อมือขวาของตนอย่างไม่แน่ใจ สัมผัสเมื่อกี้มัน...คิดแล้วก็หันไปมองศพของส้มโออีกครั้ง แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่ สงสัยตาฝาด บ้าชะมัดเลย!

นลินยืนมองจนแน่ใจว่า ศพของส้มโอไม่ได้ขยับเขยื้อนไปจากเดิม จึงหันหลังเดินออกไปจากห้อง

เมื่อประตูปิดสนิท ศพที่นอนคว่ำหน้าก็เบิกตาโพลง ดวงตาทั้งคู่แดงก่ำ พลันเสียงสะอื้นแผ่วเบาก็ดังขึ้น ฝ้าเพดานตำแหน่งเดียวกันกับโต๊ะ เริ่มมีน้ำหยดลงมา สีของมันคล้ายกับสีของสนิม เสียงน้ำกระทบพื้นโต๊ะดังเปาะ..เปาะ..เปาะ  หยดน้ำเคลื่อนที่ไปมาอยู่บนโต๊ะ เรียงกันเป็นตัวอักษร แต่ไม่ใช่ประโยคเดิมที่นลินเคยเห็น

เสียงสะอื้นยังดังอย่างต่อเนื่อง ยิ่งเสียงสะอื้นดังขึ้นมากเท่าไหร่ สีของตัวอักษรหยดน้ำก็เข้มขึ้นมากเท่านั้น จนกระทั่งตัวหนังสือหยดน้ำเขียนจบประโยค ศพที่เบิกตาโพลงจึงปิดตาลงพร้อมกับเสียงสะอื้นที่เงียบหายไป ตัวหนังสือหยดน้ำค่อยๆ ซึมหายเข้าไปในโต๊ะ เหลือทิ้งไว้เพียงแค่คราบจางๆ เท่านั้น

                                    *************************************************************

  

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

18 ความคิดเห็น