เรื่องเล่าจากเงามืด

ตอนที่ 2 : เรื่องเล่าจากเงามืด: ของสะสม (ตอนจบ)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 185
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    4 ธ.ค. 52

เสียงออดดังถี่ๆ เป็นจังหวะระรัว ปลุกให้รสิกาสะดุ้งตื่นจากการงีบหลับบนเก้าอี้นวมตัวใหญ่ในห้องรับแขก รสิกายกมือปิดปากหาวหวอดๆ หันไปมองนาฬิกาบนผนังห้อง พบว่าเป็นเวลาทุ่มเศษๆ

“ตายจริง! นี่เราเผลอหลับไปนานขนาดนี้เลยเหรอ” รสิกาบ่นพลางส่ายหัว

เสียงออดหน้าบ้านยังคงดังต่อเนื่อง รสิกาถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ใครกันนะมากดออดเรียกอยู่ได้ คิดแล้วรสิกาก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้นวมเดินไปเปิดประตูบ้าน จากนั้นวิ่งเหยาะๆ ไปที่ประตูรั้ว เมื่อเห็นหมวดวิษณุกับจ่าสมยศยืนอยู่หน้าประตู รสิกาก็มีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย รีบยกมือไหว้ทั้งคู่แล้วถามขึ้น

 “สวัสดีค่ะหมวด ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรหรือเปล่าคะ”

“ผมขอเข้าไปคุยในบ้านได้ไหม” หมวดวิษณุพูดเสียงหนัก

รสิกามองหมวดวิษณุกับจ่าสมยศสลับกันแล้วพยักหน้าให้ พลางไขกุญแจประตูรั้วเปิดให้ทั้งคู่เข้ามาเดินนำไปที่ห้องรับแขก เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้วรสิกาก็พูดขึ้น

“ไม่ทราบว่าหมวดกับเอ่อ..” รสิกามองไปที่จ่าสมยศ ซึ่งอีกฝ่ายก็รีบแนะนำตัวเองทันที

“จ่าสมยศครับ”

“ค่ะ ไม่ทราบว่าหมวดกับจ่าจะคุยเรื่องอะไรกับหนูหรือคะ”

“ผมทราบมาว่าคุณมีพี่เลี้ยงหนึ่งคนชื่อนายวิทย์ แล้วเขาก็พักอยู่ที่บ้านหลังนี้ด้วย”

“หมวดเอาข่าวนี้มาจากไหนกันคะ”

“คุณไม่ต้องรู้หรอกว่า ผมได้ข้อมูลนี้มาจากไหน แต่ผมอยากรู้ว่าเรื่องนี้เป็นความจริงหรือเปล่า”

“สงสัยข้อมูลของหมวดจะผิดพลาดแล้วค่ะ”

“คุณยืนยันใช่ไหม ว่าคุณอยู่บ้านหลังนี้ เพียงคนเดียว” หมวดวิษณุถามย้ำ มองรสิกาแบบจับผิด

“ท่าทางหมวดจะไม่เชื่อคำพูดของหนู ถ้าอย่างนั้นเพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่าย เชิญหมวดกับจ่าค้นบ้านของหนูได้เลยค่ะ” รสิกาลุกขึ้นยืน ทำให้หมวดวิษณุไม่พอใจ เพราะเหมือนกับว่ารสิกากำลังท้าทายตนเอง

“คุณไม่ต้องมาท้าผมนะ  รสิกา คิดว่าผมไม่กล้าค้นบ้านคุณหรือไง!”

“หนูไม่ได้ท้าค่ะ แค่อยากจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองก็เท่านั้นเอง แต่ถ้าหากคำพูดของหนูทำให้หมวดรู้สึกไม่ดี หนูก็ต้องขอโทษด้วยค่ะ” รสิกาพูดเสียงอ่อน ยกมือไหว้ขอโทษหมวดวิษณุ มีผลให้ท่าทีแข็งกร้าวของหมวดวิษณุอ่อนลงทันที ดังนั้นคำพูดประโยคถัดมาของหมวดวิษณุจึงฟังนุ่มหูกว่าเมื่อครู่อย่างเห็นได้ชัด

 “เอ่อ..ช่างมันเถอะ ผมเองก็ผิดเหมือนกันที่พูดเสียงดังใส่คุณ ถ้าอย่างนั้นผมขอรบกวนหน่อยนะ” หมวดวิษณุลุกขึ้นยืน จ่าสมยศใช้มือสะกิดแขนเบาๆ แล้วพูดขึ้น

“หมวดตามไปก่อนแล้วกัน พอดีผมปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำครับ” จ่าสมยศลอบขยิบตาให้ ซึ่งหมวดวิษณุก็พยักหน้าอย่างรู้กัน จากนั้นจ่าสมยศหันมาทางรสิกา

“เอ่อ..ไม่ทราบว่าห้องน้ำอยู่ไหนครับ ผมขอไปทำธุระส่วนตัวสักครู่ แล้วจะรีบตามไป”

“ทางนั้นค่ะ สวิทซ์ไฟอยู่ทางด้านซ้าย หนูไม่ได้เปิดไฟเอาไว้ อาจจะมืดสักหน่อย” รสิกาชี้ไปทางขวามือ

“ไม่เป็นไร ขอบใจมาก” จ่าสมยศยิ้มให้ รีบเดินไปด้านนั้นทันที

“เชิญทางนี้ค่ะ ผู้หมวด” รสิกาบอก หมวดวิษณุหันไปมองจ่าสมยศ เห็นอีกฝ่ายโบกมือให้ก่อนก้าวเข้าไปในห้องน้ำพร้อมปิดประตู จึงหันกลับมา

“ผมพร้อมแล้ว คุณนำไปได้เลย”

เมื่อแน่ใจว่ารสิกาพาหมวดวิษณุขึ้นชั้นบนไปแล้ว จ่าสมยศก็เดินออกมาจากห้องน้ำ เหลียวซ้ายแลขวาอย่างระวัง จากนั้นเริ่มสำรวจห้องข้างล่างทีละห้อง จ่าสมยศเดินสำรวจไปพลางก็เหลียวมองด้านหลังเป็นระยะ อดเสียวสันหลังขึ้นมาไม่ได้ แม้หมวดวิษณุกับรสิกาจะอยู่ด้านบน แต่เพราะบ้านหลังนี้มีเนื้อที่ใช้สอยกว้างขวางบวกกับรสิกาเปิดไฟเพื่อให้แสงสว่างเพียงไม่กี่ดวง ภายในบ้านจึงดูมืดสลัวและอึมครึม

 เมื่อมาถึงหน้าห้องครัวซึ่งเปิดประตูแง้มเอาไว้เล็กน้อย จ่าสมยศก็ใช้มือผลักประตูให้กว้างออกแล้วชะโงกหน้าเข้าไปดูแต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ พลันหูแว่วเสียงกุกกักดังมาจากด้านหลัง จ่าสมยศรีบหันมามอง จึงเห็นเงาคนวูบวาบเคลื่อนไหวอยู่นอกหน้าต่าง จ่าสมยศไม่รอช้ารีบวิ่งออกไปด้านนอกทันที

คืนนี้เป็นคืนเดือนมืดมองไม่เห็นดาวสักดวง แต่ท้องฟ้ากลับเป็นสีส้มอมแดง ประกายฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่ไม่ไกล สักพักก็ได้ยินเสียงครืนๆ ดังแว่วเข้ามา แสดงว่าอีกไม่นานฝนคงจะตก จ่าสมยศกวาดตามองไปรอบตัว ไฟสีเหลืองอ่อนจากหลอดไฟดวงเล็กตรงหน้าประตูบ้านช่วยอะไรไม่ได้มากนัก แม้จะมีแสงไฟจากสนามหญ้าหน้าบ้านอีกสองดวง แต่ก็ไม่พออยู่ดีสำหรับการมองเห็นในคืนเดือนมืดแบบนี้

จ่าสมยศเดินลัดเลาะตัวบ้านอ้อมไปด้านหลัง โดยพยายามจรดฝีเท้าให้เบาที่สุด สายลมยามค่ำพัดผ่านมากระทบร่างเพียงแผ่วเบา แต่ก็มากพอที่จะทำให้ต้นไม้ใบหญ้าที่ปลูกในบริเวณนี้ไหวเอนลู่ลงตามลม เสียงเสียดสีกันดังแสกสากของใบมะม่วงและใบชมพู่มะเหมี่ยวที่ปลูกเรียงรายตลอดแนวรั้วกำแพงทั้งสองข้างดังแทรกเข้ามาเป็นระยะ ชวนให้เกิดความรู้สึกวังเวงใจและอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก

 จ่าสมยศหยิบปืนคู่ใจขึ้นมาถือไว้ ในใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ อาจเป็นเพราะบรรยากาศของตัวบ้านและสภาพอากาศในค่ำคืนนี้ก็เป็นได้ที่ทำให้จ่าสมยศมีอาการเกร็งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

เมื่อมาถึงบริเวณหลังบ้านซึ่งเป็นลานโล่งกว้าง นอกจากต้นมะม่วงกับต้นชมพู่มะเหมี่ยวที่ขึ้นเรียงรายอยู่ตรงหน้าแล้ว ที่ตรงนี้ก็ไม่มีวี่แววของสิ่งมีชีวิตใดๆ ทั้งสิ้น จ่าสมยศเป่าปากออกมาเบาๆ ยกมือข้างหนึ่งขึ้นปาดเหงื่อที่ผุดขึ้นมา ก่อนชะงักเมื่อเห็นชายเสื้อสีดำโผล่ออกมาจากด้านหลังต้นมะม่วงต้นหนึ่งที่อยู่ริมขวามือ

“แจ๊คพ็อตแตกแล้วไหมล่ะ!” จ่าสมยศกระชับปืนในมือ ค่อยๆ เดินย่องเข้าไปที่ต้นมะม่วงต้นนั้น อีกไม่กี่ก้าวก็จะถึงที่หมาย จู่ๆ จ่าสมยศก็ชะงักเมื่อหางตาเหลือบไปเห็นเงาดำตะคุ่มๆ จากด้านหลัง รีบหันกลับมา

 “ผลัวะ” วัตถุสีดำบางอย่างฟาดโครมลงมาเต็มแรง จ่าสมยศผงะถอยหลังร่วงลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้น

อีกด้านหนึ่ง รสิกาเดินนำหมวดวิษณุพาไปตรวจค้นห้องต่างๆ ที่อยู่บนชั้นสองอย่างละเอียดแต่ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ จนกระทั่งผ่านไปครู่ใหญ่

“เอ..ทำไมจ่าสมยศเข้าห้องน้ำนานจังเลยแฮะ” หมวดวิษณุบ่นขึ้นมาอย่างรู้สึกผิดสังเกต

“สงสัยจ่าคงจะท้องเสียมั้งคะ หมวด”

“ถึงจะท้องเสีย แต่มันก็ไม่น่าจะนานแบบนี้ ผมจะลงไปดูสักหน่อย” พูดจบ หมวดวิษณุก็เดินออกมาจากห้อง รสิกามองท่าทางร้อนรนของหมวดวิษณุอย่างขบขัน เดินตามหลังมาเงียบๆ

หมวดวิษณุเดินมาตามทางเดินที่มองเห็นได้เพียงรางๆ อีกไม่กี่ก้าวจะถึงหน้าประตูห้องน้ำ ก็ได้ยินเสียงไอโขลกๆ ดังแว่วออกมาจากห้องน้ำพร้อมเสียงกดชักโครกตามมา จึงชะงักฝีเท้าอยู่กับที่พลางถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ที่แท้จ่าสมยศก็ปวดท้องจริงๆ นี่เอง เฮ้อ! ไอ้เราก็หลงเป็นห่วง นึกว่าจะเกิดอะไรขึ้นซะอีก

“หมวดกลัวว่าจ่าจะเป็นลมในห้องน้ำหรือคะ”

เสียงของรสิกาที่ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้หมวดวิษณุหันกลับมามอง เมื่อเห็นรสิกายืนอมยิ้ม หมวดวิษณุก็ยกมือลูบต้นคอแก้เก้อ นึกด่าตัวเองในใจที่วิตกเกินเหตุจนเกือบทำให้เด็กรสิกาจับพิรุธได้

“เมื่อกี้เราตรวจดูข้างบนจนทั่วแล้วนะคะ ทีนี้ก็เหลือแต่ข้างล่าง เราจะไปตรวจกันเลยไหมคะ”

“ไปสิ แต่ว่า..” หมวดวิษณุชำเลืองมองไปที่ประตูห้องน้ำอย่างกังวล

“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ เดี๋ยวจ่าสมยศทำธุระเสร็จแล้วก็คงจะออกมาเอง” รสิกาหมุนตัวเดินนำออกไป หมวดวิษณุหันไปมองห้องน้ำอีกครั้งก่อนตัดสินใจเดินตามรสิกาไป

รสิกาเดินนำหมวดวิษณุสำรวจห้องที่อยู่ด้านล่างทีละห้องจนมาหยุดหน้าห้องที่อยู่ใต้บันได

“ห้องนี้เป็นห้องเก็บของค่ะ หมวดจะเข้าไปดูไหมคะ”

“ไม่ต้องก็ได้” หมวดวิษณุปฏิเสธ แต่รสิกาหันมายิ้มให้

“ไม่เป็นไรค่ะ หนูอยากให้หมวดตรวจดูให้ครบทุกห้อง จะได้หายสงสัยสักที” รสิกาหยิบกุญแจจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาไขประตูห้อง

 “กริ๊ก” รสิกาเปิดประตูให้กว้างออก แล้วก้าวเข้ามาข้างใน เดินไปเปิดสวิทซ์ไฟที่อยู่ตรงผนังทั้งหมด

“พรึ่บ” แสงไฟจากหลอดนีออนสว่างจ้า หมวดวิษณุเดินเข้ามาข้างในแล้วย่นคิ้วด้วยความแปลกใจ เมื่อพบว่าอากาศภายในห้องเย็นฉ่ำราวกับเปิดเครื่องปรับอากาศทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืน เมื่อเหลียวมองไปรอบๆ ก็แปลกใจหนักยิ่งขึ้น นอกจากผนังห้องที่ติดกระจกเงาไว้รอบด้านแล้ว ห้องนี้ก็ไม่มีสิ่งของอะไรเก็บเอาไว้แม้แต่ชิ้นเดียว

“คุณบอกว่าห้องนี้เป็นห้องเก็บของไม่ใช่เหรอ แต่ทำไมถึงไม่มีอะไรอยู่ในนี้เลยสักชิ้น แล้วทำไมจะต้องติดกระจกเงาไว้รอบด้านด้วย”

รสิกาชำเลืองมองหมวดวิษณุนิดนึง เดินไปหยุดหน้ากระจกบานหนึ่ง พูดน้ำเสียงราบเรียบ

“เรื่องที่หมวดถามนั้น หนูขอตอบทีละข้อก็แล้วกันค่ะ”

“หนูเป็นคนชอบส่องกระจกดูเงาของตัวเองมากที่สุด ก็เลยอยากเห็นเงาของตัวเองทุกซอกทุกมุม เพื่อจะได้รู้ว่าตัวเองมีมุมมืดซ่อนไว้อยู่ตรงไหนบ้าง หนูก็เลยนำกระจกเงามาติดไว้เต็มผนังห้องอย่างที่หมวดเห็น”

คำตอบของรสิกาทำให้หมวดวิษณุยืนอึ้ง ดวงตาสีน้ำตาลเข้มมองรสิกาที่ยืนหันหลังให้ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก รสิกายิ้มบางๆ มองสบตาหมวดวิษณุผ่านกระจกที่อยู่ตรงหน้า

 “ทำไมหมวดทำหน้าแบบนั้นล่ะคะ เรื่องนี้มันเป็นแค่ความชอบส่วนตัวของหนูก็เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรน่ากลัวอย่างที่หมวดคิดหรอกค่ะ ส่วนเรื่องที่หมวดสงสัยว่าทำไมในห้องนี้จึงไม่มีของอะไรเก็บไว้แม้แต่ชิ้นเดียว ทั้งที่หนูบอกว่ามันเป็นห้องเก็บของ นั่นเป็นเพราะว่าของที่หนูเก็บเอาไว้ มันอยู่ข้างล่างห้องนี้ต่างหากล่ะคะ”

หมวดวิษณุมีสีหน้าตกใจ เลื่อนมือมาตรงเอวโดยอัตโนมัติ  รสิกาผุดยิ้มขึ้นมา พูดน้ำเสียงเย็นเยียบ

“ระวังข้างหลังด้วยค่ะ ผู้หมวด”

หมวดวิษณุเบิกตากว้าง เมื่อเห็นเงาบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ด้านหลังตนเอง รีบหันกลับมา

“พลั่ก” เสียงวัตถุกระทบเข้ากับศีรษะเต็มแรง ร่างหมวดวิษณุทรุดฮวบร่วงลงไปนอนกองกับพื้น

                                                        **************************************************

แสงไฟที่ส่องเข้าตาทำให้หมวดวิษณุค่อยๆ ลืมตาขึ้น กลิ่นน้ำยาบางอย่างโชยมากระทบจมูกจนฉุนกึก หมวดวิษณุสะบัดหัวเบาๆ สองสามครั้งเพื่อไล่ความมึนงง จากนั้นนึกทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนจะรีบขยับตัวเพื่อจะลุกขึ้น แต่ก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าร่างกายถูกมัดไว้แน่นหนากับเตียง ข้อมือและข้อเท้าถูกโซ่ตรวนเอาไว้

“รู้สึกตัวแล้วหรือคะ” เสียงเล็กๆ ทักทาย หมวดวิษณุเพ่งตามอง พบว่าเจ้าของเสียงคือรสิกายืนยิ้มให้ ถัดไปมีชายรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาดุดันยืนอยู่หนึ่งคน เมื่อเหลียวมองไปรอบห้อง หมวดวิษณุก็พบว่าห้องนี้เป็นห้องโถงขนาดใหญ่ มองเห็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้สำหรับในการทดลองวางเรียงอย่างเป็นระเบียบ

 ด้านซ้ายมือมีตู้กระจกใสขนาดตู้เสื้อผ้าตั้งเรียงรายเป็นแถวยาว หมวดวิษณุรู้สึกเย็นวาบไปทั่วร่าง เมื่อพบว่าภายในตู้กระจกนั้น มีร่างมนุษย์เปลือยกายแช่น้ำยาสีฟ้าเอาไว้ แต่ละร่างอยู่ในอิริยาบถที่แตกต่างกัน  เมื่อหันมาทางด้านขวามือ หมวดวิษณุก็เบิกตากว้างอุทานออกมา

“จะ จ่าสมยศ”

ร่างหมดสติของจ่าสมยศนอนนิ่งอยู่ในตู้อีกใบ ต่างกันตรงที่ตู้ใบนี้ยังไม่ได้ใส่น้ำยาสีฟ้าลงไป หมวดวิษณุหันมามองรสิกาด้วยแววตาขุ่นมัว

“เธอทำแบบนี้ทำไม!”

“ทำอะไรคะหมวด”

“ยังจะมาถามอีก ไอ้สิ่งที่อยู่ในตู้น้ำยาพวกนั้นมันคือร่างกายของมนุษย์ไม่ใช่เหรอ”

“ใช่ค่ะ แล้วไงคะ”

“แล้วไง! เธอเอาร่างมนุษย์พวกนี้มาแช่น้ำยาไว้ทำไม ไม่รู้หรือไงว่าทำแบบนี้มันผิดกฎหมาย!”

“ผิดกฎหมายเหรอคะ? หนูเพิ่งรู้นะคะว่าการที่เราชอบอะไรสักอย่างหนึ่งแล้วอยากจะเก็บสะสมมันเอาไว้ดูเล่นแบบนี้ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย” น้ำเสียงของรสิกาฟังดูเรื่อยๆ สบายๆ แต่กลับทำให้หมวดวิษณุมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะเป็นไข้ขึ้นมา

 “ของสะสม? นี่เธออย่าบอกนะว่า..” หมวดวิษณุพูดไม่ทันจะจบประโยค รสิกาก็หัวเราะเสียงแหลม ฟังบาดลึกเข้าไปถึงหัวใจก่อนพยักหน้ายอมรับ

“หมวดเข้าใจถูกต้องแล้วค่ะ ร่างกายมนุษย์พวกนี้คือของสะสมของหนูเอง!”

“ธะ เธอสะสมร่างกายมนุษย์พวกนี้ไปเพื่ออะไรกัน” หมวดวิษณุถามด้วยความตกใจ

“หึหึ สะสมไปเพื่ออะไรงั้นเหรอ เป็นคำถามที่ดีทีเดียวเชียวล่ะ ถ้าหมวดอยากรู้ หนูบอกให้ก็ได้” รสิกาเดินไปหยุดหน้าตู้กระจกใบหนึ่ง วางมือแนบกับกระจกแล้วพูดขึ้น

“หมวดรู้ไหมว่า พวกที่อยู่ในตู้น้ำยาพวกนี้เป็นพวกน่ารังเกียจ เห็นความทุกข์ของคนอื่นเป็นเรื่องสนุก”

“หมายความว่ายังไง”

“คนพวกนี้ชอบรวมหัวกันหาเรื่องกลั่นแกล้งหนูอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่หนูไม่เคยไปทำอะไรให้พวกเขาเหล่านั้นเจ็บแค้นสักหน่อย แค่หนูชอบอยู่คนเดียวไม่อยากยุ่งหรือสุงสิงกับใครทั้งนั้น แต่กลับถูกมองว่าเป็นพวกนอกกลุ่มไปซะงั้น ไม่ว่าหนูจะทำอะไรก็ตาม ในสายตาของคนพวกนี้ก็มองว่าผิดตลอดอยู่ร่ำไป และที่แปลกไปกว่านั้นก็คือ ไม่ว่าหนูจะย้ายไปเรียนที่ไหนก็ต้องเจอคนประเภทนี้เสมอ จนหนูอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมหนูต้องมาเจอคนประเภทนี้ด้วย แต่ถ้าคิดในแง่ดีก็อาจมองได้ว่า หนูคงจะเกิดมาเพื่อให้คนพวกนี้แกล้งโดยเฉพาะก็ได้มั้ง”

“ทำไมเธอไม่เล่าเรื่องที่โดนแกล้งให้อาจารย์ฟังล่ะ” หมวดวิษณุถาม มองรสิกาอย่างเห็นใจ

“หมวดถามได้ตลกมาก โรงเรียนที่พ่อกับแม่ของหนูส่งให้หนูไปเรียนนั้น ล้วนแต่เป็นโรงเรียนที่บรรดาผู้มีหน้ามีตาในสังคมส่งลูกหลานไปเรียนด้วยกันทั้งนั้น แล้วหมวดคิดว่าอาจารย์จะยืนข้างใครระหว่างลูกของท่านผู้มีอันจะกินทั้งหลายเหล่านั้นกับลูกของนักวิทยาศาสตร์ที่ไร้ชื่อเสียงแบบหนู”

 “พ่อแม่ของเธอเป็นนักวิทยาศาสตร์เหรอ”

“ใช่ค่ะ! พวกท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ ถึงครอบครัวเราจะมีฐานะดีมีเงินทองมากมาย แต่ถ้าไม่รู้จักเข้าสังคมเพื่อแนะนำตัวเองให้คนอื่นรู้จักบ้างมันก็ไร้ความหมาย เพราะเสียงมันดังสู้คนอื่นไม่ได้ หมวดว่าจริงไหม”

ประโยคนั้นคล้ายแดกดันอยู่ในที แต่หมวดวิษณุก็ยอมรับว่าสิ่งที่รสิกาพูดมามีส่วนถูก เพราะคนส่วนใหญ่เลือกที่จะรับฟังเสียงของคนที่มีหน้ามีตาในสังคมมากกว่าจะฟังเสียงของคนธรรมดาสามัญทั่วไป

“คนพวกนี้ถือว่าตัวเองเส้นใหญ่ เลยคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่คับฟ้า นึกอยากจะทำอะไรใครก็ได้ บางคนถือว่าพ่อแม่มีหน้าที่การงานใหญ่โตเลยทำตัวกร่าง หาเรื่องแกล้งคนที่อ่อนแอกว่า จากนั้นก็พากันหัวเราะชอบใจ เฮอะ! ลองไม่มีพ่อกับแม่คุ้มกะลาหัวดูสิ มันก็คงไม่ต่างอะไรกับหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่งหรอก!”

“หมวดไม่เข้าใจความรู้สึกของคนที่ถูกแกล้งหรอกค่ะ ว่ามันเจ็บปวดแค่ไหน ยิ่งโดนแกล้งบ่อยเท่าไหร่ ความเจ็บปวดก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น พอนานวันเข้าไอ้ความเจ็บปวดที่ว่านี้ ก็เปลี่ยนเป็นความเคียดแค้นชิงชังจนนึกอยากจะตอบโต้และเอาคืนพวกมันเหล่านั้นให้สาสม!”

รสิกาตวัดสายตามองหมวดวิษณุที่กำลังตั้งใจฟังเรื่องของตนแวบนึง จากนั้นก็พูดต่อ

“พ่อแม่หนูเป็นนักวิทยาศาสตร์ ชอบทดลองวิจัยไปเรื่อย สิ่งที่ใช้ในการทดลองส่วนใหญ่เป็นสัตว์ตัวเล็กๆ เช่น กระต่าย หนูหรือสุนัข เวลาท่านทำการทดลอง หนูชอบมาคลุกคลีด้วยเสมอเพราะมันน่าสนใจ”

“ท่านสอนให้หนูทำอะไรตั้งหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการฉีดยา การดองศพหรือแม้กระทั่งการผ่าตัดแยกอวัยวะของสิ่งมีชีวิตต่างๆ หนูก็ทำมาหมดแล้วและฝีมือดีเข้าขั้นเซียนเลยล่ะ แต่ในบรรดางานทั้งหมดเหล่านี้ หนูชอบการดองศพมากที่สุด อาจเป็นเพราะว่าหนูหลงใหลในกลิ่นของฟอร์มาลีนก็เป็นได้ หนูว่ากลิ่นของมันหอมดี เวลาหนูได้กลิ่นของฟอร์มาลีนทีไร ร่างกายของหนูจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าและคึกคักขึ้นมาทันที”

 หมวดวิษณุมองรสิกาด้วยความหวาดหวั่น สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างจากเด็กสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า ได้ยินเสียงรสิกาเล่าต่อ

“สามปีก่อน พ่อแม่หนูประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตพร้อมกัน ตอนนั้นหนูตกใจและเสียใจมาก ในหัวมึนงงไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงบ้าง แถมญาติพี่น้องก็ไม่มาเหลียวแล”

“เพราะอะไร” หมวดวิษณุถามด้วยความสงสัย รสิกาหันขวับมามอง ดวงตาทั้งคู่ลุกวาว

“พวกเขาไม่ชอบพ่อแม่หนูน่ะสิ พวกเขาหาว่าพ่อแม่หนูบ้า บ้าทดลองอะไรก็ไม่รู้ พวกนั้นไม่ได้มางานศพพ่อแม่ของหนูด้วยซ้ำไป ทำเหมือนกับว่าครอบครัวหนูเป็นพวกน่ารังเกียจ ตายไปซะได้ก็ดี! แต่หนูโชคดีที่มีพี่วิทย์คอยดูแลเป็นธุระช่วยจัดการเรื่องทุกอย่างให้ ไม่อย่างนั้นหนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหนูจะผ่านช่วงเวลาเลวร้ายแบบนั้นมาได้ยังไง” น้ำเสียงของรสิกาเต็มไปด้วยความขมขื่น

“นายวิทย์เขาเป็นใคร”

“พี่วิทย์เป็นพี่ชายของหนูค่ะ แต่ไม่ใช่พี่แท้ๆ หรอก พ่อของหนูเก็บพี่วิทย์มาเลี้ยงตั้งแต่พี่วิทย์ยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ และส่งเสียให้เรียนหนังสือจนจบมหาวิทยาลัย พอเรียนจบ พี่วิทย์ก็มาช่วยงานทดลองของพ่อกับแม่อยู่ที่ห้องนี้ พี่วิทย์จึงเป็นญาติเพียงคนเดียวที่หนูมีและเป็นคนที่หนูรักมากที่สุดรองลงมาจากพ่อกับแม่ที่เสียไปแล้ว”

“แสดงว่านายวิทย์รู้เรื่องที่เธอสะสมร่างกายมนุษย์นี้สินะ”

“ใช่ค่ะ หลังจากพ่อกับแม่เสียชีวิตลงไป หนูก็ชอบลงมาขลุกอยู่ในห้องทดลองนี้เสมอ จนเกิดความคิดอยากสะสมร่างกายมนุษย์ขึ้นมาก็เลยเล่าให้พี่วิทย์ฟังถึงความคิดนี้ ซึ่งพี่วิทย์ก็ไม่ขัดข้องหากหนูจะทำอย่างที่คิด แต่พี่วิทย์ขอให้หนูตั้งกลุ่มเป้าหมายขึ้นมาให้ชัดเจนว่า ต้องการคนประเภทไหน เพื่อให้ง่ายต่อการเลือกวัตถุดิบ ซึ่งหนูมีคำตอบอยู่ในใจแล้วว่า ของสะสมทุกชิ้นของหนู จะต้องเป็นกลุ่มคนที่เคยแกล้งหนูเท่านั้น”

“เมื่อได้คำตอบแล้วว่าต้องการคนกลุ่มไหน หนูก็จดรายชื่อพวกที่เคยแกล้งหนูลงบนสมุด จากนั้นก็เริ่มดำเนินแผนการหลอกล่อให้พวกนั้นมาติดกับ”

“หมวดรู้ไหมว่าหนูต้องใช้ความอดทนมากแค่ไหน กว่าจะรอให้ของแต่ละชิ้นเดินเข้ามาติดกับที่หนูวางเอาไว้ แต่มันก็คุ้มค่านะคะ เพราะความอดทนที่ว่านั้นก็ทำให้ของสะสมของหนูเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันหนูมีของสะสมอยู่ในห้องนี้เกือบยี่สิบชิ้นแล้วค่ะ” รสิกาพูดไปยิ้มไปอย่างภูมิใจ แต่กลับทำให้หมวดวิษณุเหงื่อแตกพลั่ก ไม่อยากเชื่อว่าเด็กสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า จะพูดเรื่องนี้ด้วยท่าทางรื่นรมย์ราวกับว่าสิ่งที่ตัวเองทำลงไปนั้นเป็นเรื่องปกติที่พบเห็นได้ทั่วไป

 “แล้วเด็กที่ชื่อวนิดาที่หายตัวไปล่ะ อยู่ในห้องนี้ด้วยหรือเปล่า ”

“อ๋อ! ยายนั่นน่ะเหรอ”  รสิกาหัวเราะเสียงต่ำในลำคอเดินไปที่ตู้อีกใบหนึ่ง ซึ่งมีร่างของเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับรสิกา นอนคุดคู้เปลือยกายแช่น้ำยาสีฟ้าอยู่ในนั้น

“วนิดาชอบหาเรื่องแกล้งหนู พอเห็นว่าหนูไม่ยอมตอบโต้เลยได้ใจใหญ่ เมื่อสองอาทิตย์ก่อน เราจัดงานเลี้ยงสังสรรค์กันที่บ้านของหนู ซึ่งคืนนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นหรอก แต่เช้าวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันอาทิตย์ วนิดาก็มาหาหนูที่บ้าน โดยบอกว่าลืมโทรศัพท์มือถือไว้ที่นี่” รสิกาพูดกลั้วหัวเราะ

“วนิดาจัดเป็นคนประเภทพวกโง่แล้วชอบอวดฉลาด เขาคงคิดว่าตัวเองฉลาดล้ำเลิศ แต่ความจริงแล้วโง่สุดๆ เขาคงคิดไม่ถึงว่าหนูจะมีบ้านหลังใหญ่โต เพราะเคยพูดจาดูถูกหนูเอาไว้ พอมาเห็นบ้านของหนูในคืนนั้น เขาก็เลยอิจฉาและอยากหาเรื่องแกล้งหนูเหมือนที่เคยทำมาตลอด”

 “ดังนั้นเขาก็เลยโกหกว่าลืมมือถือไว้ที่บ้านของหนู แล้วทำทีมาขอค้นบ้าน ถ้าหาไม่เจอ ก็จะพูดจาข่มขู่ทำนองว่าหนูเอาไปซ่อนไว้ จากนั้นก็บังคับให้หนูชดเชยค่ามือถือให้” รสิกาหัวเราะขบขันราวกับเห็นเป็นเรื่องตลก

 “เขาคิดว่าหนูคงยอมให้เหมือนเช่นเคย เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา หนูยอมให้เขาแกล้งโดยไม่เคยตอบโต้เลยสักครั้ง เขาก็เลยย่ามใจ กล้ามาที่บ้านของหนูตามลำพัง น่าสมเพช! เดินมาหาที่ตายชัดๆ!” 

“แล้วสายสืบของจ่าสมยศล่ะ หายไปไหน เธอฆ่าเขาด้วยหรือ”

“หมวดใช้คำน่ากลัวจัง หนูไม่ได้ฆ่าเขาสักหน่อย เมื่อสามวันก่อนสายของหมวดแอบเข้ามาในบ้าน แต่โชคไม่ดีที่เจอพี่วิทย์เข้าซะก่อน หมอนั่นปากแข็งน่าดู ถามอะไรก็ไม่ยอมตอบ หนูก็เลยพามาที่ห้องนี้ พอเขาเห็นสภาพในห้องนี้แล้วก็กลัวจนตัวสั่น รีบบอกหมดเลยว่าจ่าสมยศใช้ให้มาสืบเรื่องของหนูที่นี่ แต่หนูไม่รู้จักจ่าสมยศ ก็เลยคิดเอาเองว่าบางทีจ่าสมยศอาจจะเป็นลูกน้องของหมวด”

 “เขาร้องขอชีวิตด้วยนะ โถ..หนูไม่ฆ่าเขาหรอก แต่เห็นเขาเครียดจัด เลยฉีดยานอนหลับให้ไปหนึ่งเข็ม กะว่าพอเขาตื่นขึ้นมาก็จะให้พี่วิทย์พาไปส่งที่บ้าน แต่สงสัยหนูคงจะหนักมือไปหน่อย เขาก็เลยหลับยาวไม่ยอมตี่นขึ้นมาอีกเลย” รสิกาหัวเราะร่วนชอบใจ

“เธอไม่สบายนะ รสิกา รู้ตัวบ้างหรือเปล่า”  หมวดวิษณุบอกเสียงแห้ง แน่ใจแล้วว่า รสิกามีอาการผิดปกติทางจิตใจอย่างรุนแรง

“หมวดกำลังจะบอกว่าหนูบ้าใช่ไหม หึหึ ไม่แปลกหรอกค่ะ ถ้าหมวดจะคิดแบบนั้น แต่หนูคิดว่าในโลกใบนี้ มีคนแบบหนูเยอะแยะไป เพียงแต่เราไม่รู้ว่าพวกเขาเหล่านั้นอยู่ที่ไหนกันบ้างก็เท่านั้นเอง”

“หนูไม่คิดว่าตัวเองผิดปกติตรงไหน ก็เป็นแค่เด็กสาวธรรมดาๆ คนหนึ่งแต่โชคไม่ดีที่ดันมาเจอกลุ่มคนที่มีนิสัยแย่ๆ แบบยายวนิดา หนูผิดเหรอคะที่ทำแบบนี้ หนูก็แค่เอาคืนในสิ่งที่พวกนั้นเคยทำกับหนูเอาไว้ เพียงแต่วิธีการเอาคืนอาจจะดูน่าตกใจหรือแปลกประหลาดสักหน่อย แต่หนูคิดว่าการเอาคืนแบบนี้เหมาะสมที่สุดแล้วสำหรับคนพวกนั้น!” รสิกาเหยียดยิ้ม ดวงตาเปล่งประกายวาววับ

“เธอจะทำยังไงกับเราสองคน”

“ไม่น่าถาม หมวดคิดว่าหนูจะปล่อยให้หมวดกับจ่าหลุดออกไปหรือคะ”

“ถ้าผมกับจ่าหายตัวไป มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ตำรวจต้องตามสืบจนได้ ยังไงเธอก็หนีไม่พ้นหรอก แต่ถ้าเธอยอมมอบตัว สารภาพผิดแต่โดยดี ผมเชื่อว่าโทษหนักจะกลายเป็นเบา” หมวดวิษณุเกลี้ยกล่อม

“เธอยังเด็ก ยังมีอนาคตอีกไกล อย่าทำผิดไปมากกว่านี้ ถ้าเธอยอมมอบตัว ผมจะพยายามช่วยเหลือเรื่องรูปคดีอย่างเต็มที่”

รสิกามีสีหน้าอ่อนลง เดินเข้ามาใกล้หมวดวิษณุ ก้มหน้าลงพูดกระซิบข้างหู

“ขอบคุณมากค่ะสำหรับความหวังดีของหมวด แต่หนูไม่ต้องการ!” พูดจบ รสิกาก็ผละออกไป วิทย์ก้าวเข้ามาแทนที่ หมวดวิษณุเหงื่อแตกพลั่ก พยายามดิ้นเต็มแรง

“อย่าพยายามเลยค่ะ หนูไม่เคยนึกมาก่อนเหมือนกันว่าจะได้ตำรวจมาเป็นของสะสม แถมยังได้ตั้งสองคนอีกแน่ะ โชคดีจริงๆ” รสิกาหยิบเข็มฉีดยาขึ้นมาถือไว้ วิทย์กดตัวหมวดวิษณุไว้แน่น

 “หมวดน่าจะขอบคุณหนูนะคะ ที่ทำให้หมวดไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องดิ้นรนอีกต่อไป ยานอนหลับเข็มนี้จะทำให้หมวดหลับสบายไปตลอดกาล จากนั้นหนูจะนำร่างหมวดกับจ่าแช่น้ำยาเอาไว้ แค่นี้ก็เรียบร้อย”

รสิกายิ้มเยือกเย็นให้หมวดวิษณุ บรรจงฉีดยาเข้าไปในเส้นเลือดอย่างช้าๆ  หมวดวิษณุพยายามเกร็งแขนแต่ไม่เป็นผล หนังตาเริ่มหนักอึ้ง ภาพตรงหน้าพร่าเลือน จากนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็มืดสนิท

                                                      *****************************************************

สองวันต่อมา ภายในห้องเรียนของรสิกา เช้าวันนี้เด็กนักเรียนในห้องต่างจับกลุ่มพูดคุยกันเสียงดัง เมื่อเห็นรสิกาเดินเข้ามาในห้อง ภูษิตที่กำลังคุยกับอรชรและนพวรรณก็กวักมือเรียกรสิกาให้เข้ามาหา

“มานี่เร็ว”

“มีอะไรกันเหรอ” รสิกาถาม มองเพื่อนทั้งสามคนอย่างสงสัย

“เธอเห็นข่าวพาดหัวของหนังสือพิมพ์ฉบับเมื่อเช้าหรือยัง” ภูษิตถาม เมื่อเห็นรสิกาสั่นหัว ภูษิตก็หยิบหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะพลางชี้ให้ดูพาดหัวข่าว รสิกาก้มมองอย่างสนใจ

“ตำรวจหนุ่มสองคนหายตัวลึกลับ ทิ้งรถไว้เป็นปริศนา”

“ก็แค่ตำรวจหาย มีอะไรเหรอ”

“มีสิ ก็หนึ่งในสองของตำรวจที่หายตัวไปนี้ เป็นคนเดียวกับคนที่เคยมาสอบปากคำพวกเราเกี่ยวกับเรื่องของวนิดา เธอจำได้ไหม หมวดวิษณุที่หน้าตาเข้มๆ น่ะ”

“จริงเหรอ”

“ก็จริงน่ะสิ นี่พวกเรากำลังวิเคราะห์กันใหญ่เลยว่าหมวดวิษณุรูปหล่อหายตัวไปไหน เอ..หรือว่าจะเกิดเหตุร้ายกับผู้หมวด” อรชรคาดเดา

“นั่นสิ ตามข่าวบอกว่าเจอรถของหมวดวิษณุจอดทิ้งไว้หน้าร้านขายอาหารแห่งหนึ่ง ตรวจสอบในรถแล้วไม่เจอหลักฐานอะไรสักอย่าง แย่จังเลย” นพวรรณถอนหายใจ

“ใช่! แย่มากเลยล่ะ เพราะร้านที่ว่านั้นอยู่ใกล้ๆ กับทางเข้าบ้านรสิกาด้วยสิ” ภูษิตพึมพำเบาๆ

รสิกาเหลือบตามองภูษิตนึดนึงแล้วพูดขึ้น

“อยู่ใกล้บ้านเราแล้วทำไมเหรอ”

“ไม่ทำไมหรอก เราแค่เป็นห่วง เพราะหมู่นี้คนหายบ่อย ทางเข้าบ้านเธอน่ะเป็นซอยเปลี่ยว แถมบ้านเธอยังอยู่ท้ายซอยอีกต่างหาก ยังไงเธอก็ต้องระวังตัวเอาไว้บ้าง” ภูษิตพูดน้ำเสียงห่วงใย

“ขอบใจนะ ภูษิต แต่ไม่ต้องห่วงหรอก เราดูแลตัวเองได้” รสิกายิ้มบางๆ มองภูษิตอย่างขอบคุณ

“รู้สึกว่านายจะเป็นห่วงรสิกาเหลือเกินนะ เห็นแบบนี้แล้วชักจะอิจฉารสิกาขึ้นมาซะแล้วสิ” อรชรแซว ทำให้ภูษิตกับรสิกาหน้าแดง ส่วนนพวรรณหัวเราะชอบใจ ก่อนบุ้ยปากไปหน้าห้อง

“เราว่าเธอเก็บอาการอิจฉาไว้ก่อนเถอะ โน่นอาจารย์มาแล้ว รีบไปนั่งประจำที่เร็ว”

ภูษิต รสิกา อรชรและนพวรรณ รีบไปนั่งประจำที่ของตนเช่นเดียวกับนักเรียนคนอื่นๆ รสิกามองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาสีนิลใต้กรอบแว่นสีชาคู่นั้นเต้นระริกเป็นประกายแปลกประหลาด อากาศวันนี้แจ่มใสดีจริงๆ 

รสิกาผุดยิ้มออกมาด้วยความพอใจ ก่อนหันกลับมาเมื่อได้ยินเสียงหัวหน้าห้องเรียกให้ทำความเคารพอาจารย์ จากนั้นการเรียนตามปกติก็เริ่มขึ้น.

                                                               *************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

18 ความคิดเห็น

  1. #15 J.C. KNIGHT TERROR (@marywin) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2554 / 13:21
    ชื่อเรื่องน่าสนใจมากเลยครับ

    พอเข้ามาอ่านแล้วก็ เนื้อหาน่ากลัวดีครับ หากใส่อารมณ์ หรือบิวท์ให้หลอนกว่านี้อีกหน่อยนี่

    จะเยี่ยมเลย อ่านแล้วก็สงสารคนที่ถูกทำแบบนี้

    ยัยเด็กนี่ โรคจิตมากๆเลย

    #15
    0
  2. #10 GTWP (@saiyanit) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2553 / 13:37
    วันนี้อ่านได้ 2 ตอนแล้วครับ
    สนุก ถูกรสนิยม..........
    จะมาอ่านทุกวันจนครบทุกตอนครับ
    #10
    0
  3. #2 orange-candy (@orange-candy) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2553 / 10:06
    เด็กคนนี้น่ากลัวแฮะ
    #2
    0