เรื่องเล่าจากเงามืด

ตอนที่ 14 : เสียงปริศนา (ตอนที่สิบสอง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 76
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    8 ก.ย. 54

 หลังจากใช้คำถามพิเศษไล่ต้อนนลินให้จนมุม สมภพก็ทำตามสัญญาโดยการปล่อยนลินให้เป็นอิสระ จากนั้นเขาก็ช่วยนลินเก็บของใส่กระเป๋าแล้วพาหญิงสาวมาหาคุณหมอก้องศักดิ์ที่ห้องทำงาน เมื่อพูดคุยล่ำลากันเป็นที่เรียบร้อย สมภพก็พานลินลงมาข้างล่างเพื่อมาชำระเงิน


ตอนแรกคุณหมอก้องศักดิ์บอกสมภพว่า กรณีของนลินนั้น ทางโรงพยาบาลไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากเป็นคนไข้พิเศษแต่สมภพยืนยันจะจ่ายค่ารักษาให้ได้ คุณหมอก้องศักดิ์จึงคิดค่าใช้จ่ายแค่ครึ่งเดียว และห้ามสมภพปฏิเสธ ไม่อย่างนั้นคุณหมอก้องศักดิ์จะไม่พูดด้วย เจอไม้นี้เข้าไป สมภพก็ใบ้กิน จำยอมตกลง


เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว สมภพก็พานลินมารับสมฤดี ส้มและหญิงที่มหาวิทยาลัย เพราะวันนี้สามสาวมีเรียนแค่ครึ่งวัน โดยสมภพโทรบอกให้สมฤดีรู้ล่วงหน้าว่าจะแวะมารับ แต่กว่าสมภพจะมาถึงก็ล่วงเข้าไปช่วงบ่าย สามสาวจึงบ่นอุบเพราะหิวจนตาลาย โดยเฉพาะสมฤดีที่บ่นเสียงดังมากกว่าใคร


ด้วยเหตุนี้ สมภพจึงพาสี่สาวมาทานมื้อเที่ยงควบมื้อเย็นเพื่อไถ่โทษที่มารับช้า นั่นล่ะ สมฤดีจึงเลิกบ่น และก้มหน้าก้มตากินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ระหว่างที่ทานอาหาร สมฤดีก็ถือโอกาสนี้ชวนนลินพูดคุยเรื่องทั่วไป รวมถึงถามเรื่องครอบครัวของนลินเพื่อล้วงข้อมูล โดยมีส้มกับหญิงผสมโรงช่วยกันถามแบบเนียนๆ อีกด้วย ซึ่งนลินเองก็ไม่ได้สงสัยหรือเอะใจอะไร กลับเล่าเรื่องราวของตัวเองและครอบครัวให้สามสาวฟังอย่างอารมณ์ดี ส่วนสมภพในฐานะเจ้ามือก็นั่งทานอาหารเงียบๆ แต่เก็บข้อมูลทุกอย่างที่สี่สาวคุยกันละเอียดยิบ


ทั้งหมดใช้เวลาอยู่ในร้านอาหารเกือบสองชั่วโมง สมภพก็เอ่ยปากชวนสาวๆ ให้กลับกันได้แล้ว เพราะนลินเพิ่งจะฟื้นไข้ควรกลับไปนอนพักผ่อนจะได้หายไวๆ ซึ่งทุกคนเห็นด้วย สมภพจึงเรียกพนักงานมาเก็บเงิน และพาสี่สาวขึ้นรถเพื่อกลับหอพักของนลิน โดยไม่รู้เลยว่าพายุไต้ฝุ่นโซนร้อนลูกใหญ่ที่ชื่อ พนาสิน กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วลมสูงสุดมุ่งหน้ามาที่หอพักของนลินเช่นกัน!

เสียงรถที่ขับเข้ามาจอดหน้าอาคารหอพัก ทำให้ป้าสมรที่กำลังจับกลุ่มคุยกันกับสาวๆ ในหอสามสี่คน หันมามองพร้อมกัน เมื่อเห็นชายหนุ่มหน้าตาดีลงมาจากรถโฟร์วิลสีดำ สาวๆ กลุ่มนั้นก็จ้องมองด้วยความสนใจ ส่วนป้าสมรยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามาหาอีกฝ่ายพร้อมเอ่ยปากทัก


“คุณพนาสิน มาไวจังเลยค่ะ ไหนบอกว่าจะมาตอนค่ำๆ ยังไงล่ะคะ”


“พอดีผมเสร็จธุระเร็วครับ เลยรีบมา” 


“เหรอคะ คุณพนาสินเข้ามานั่งข้างในดีกว่าค่ะ ยืนคุยตรงนี้ไม่เหมาะ” ป้าสมรบอกพลางฉุดมือพนาสินให้เดินตามเข้าไปนั่งที่เก้าอี้รับแขก โดยมีสายตาสงสัยใคร่รู้ของสาวๆ ที่ยืนจับกลุ่มคุยกันอยู่ตรงนั้นมองตามไป


“พวกแกรู้ไหมว่า ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร” เด็กสาวชื่อนิดซึ่งพักอยู่ห้องข้างๆ นลิน หันมาถามเพื่อนในกลุ่ม

“ไม่รู้เหมือนกัน ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยแฮะ” ขวัญ เด็กสาวอีกคนพูดพลางมองพนาสินที่อยู่ห่างออกไปด้วยสายตาชื่นชม แล้วพูดต่อโดยที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่พนาสิน  


“จะว่าเป็นญาติป้าสมร ฉันก็ว่าไม่ใช่ พวกแกได้ยินที่ป้าสมรเรียกเขาไหม คุณพนาสิน ถ้าเป็นญาติกันจะเรียกคุณทำไม สงสัยคงเป็นคนรู้จักของป้าสมรมากกว่า แต่หล่อเป็นบ้าเลย หุ่นก็ดีอีกต่างหาก” 

“นั่นสิ น่ากินไม่แพ้พี่สมภพเลยนะ พวกแกว่าไหม” กุ้งเด็กสาวอีกคนพูดก่อนจะยกมือปิดปากหัวเราะคิกคักชอบใจ จึงโดนนิดถลึงตาใส่ พูดเสียงดุ 



“ทะลึ่งอีกแล้วนะ เดี๋ยวป้าสมรได้ยินเข้าก็ถูกบ่นจนหูชาอีกหรอก ยายกุ้ง”


“โธ่เอ๊ย ป้าสมรจะได้ยินได้ยังไง ในเมื่อแกนั่งคุยกับคุณพนาสินรูปหล่ออยู่ตรงโน้น และต่อให้แกได้ยินจริงๆ ก็ไม่เห็นเป็นไรในเมื่อฉันพูดความจริง ไม่เคยได้ยินหรือไงที่เขาว่า ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย”


“เออ ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่คนพูดความจริงอาจจะซวยก็ได้ แกก็รู้นี่ว่าป้าสมรขี้บ่นแค่ไหน แล้วแกเห็นไหมว่า ท่าทางป้าสมรดูเหมือนจะปลื้มคุณพนาสินมากกก” นิดบุ้ยปากให้กุ้งกับขวัญดูป้าสมรที่กุลีกุจอเดินไปยกน้ำกับขนมกินเล่นสองสามอย่างจากตู้เย็นมาให้พนาสิน เห็นดังนั้น ขวัญก็พูดขึ้น


“จริงด้วยแฮะ ตั้งแต่ฉันมาอยู่ที่นี่ ยังไม่เคยเห็นป้าสมรเอาใจใครแบบนี้มาก่อน แสดงว่าคุณพนาสินต้องเป็นคนพิเศษ ไม่อย่างนั้นป้าสมรคงไม่ยกน้ำยกขนมมาให้กินตั้งเยอะแยะหรอก”


“ใช่ไหมล่ะ นี่ถ้าป้าสมรรู้ว่าแกพูดถึงคุณพนาสินว่ายังไง มีหวังงานนี้แกได้ถูกป้าสมรบ่นยาวจนโต้รุ่งแน่ ฉะนั้น แกเงียบไปเลยนะ ไม่ต้องพูดอะไรเกี่ยวกับคุณพนาสินอีก” นิดสำทับเสียงเข้มพอๆ กับหน้าตาที่เคร่งขรึม
“เออๆๆ รู้แล้ว ฉันว่าในหอเราไม่ใช่มีแค่ป้าสมรคนเดียวหรอกที่ขี้บ่น แกเองก็บ่นเก่งเหมือนกัน” กุ้งพูดปนหัวเราะอย่างนึกขำแต่นิดไม่ขำด้วยเพราะรู้กิตติศัพท์ป้าสมรดี และก่อนที่สามสาวจะพูดคุยกันไปมากกว่านี้ รถกระบะสีบรอนซ์ก็เลี้ยวเข้ามาจอดหน้าหอพัก ทุกคนจึงหันไปมองเป็นจุดเดียวกัน 


“รถพี่สมภพนี่ ทำไมมาซะเย็นเชียว เอ๊ะ นั่นพี่ลินหรือเปล่า” ขวัญชี้ไปที่รถ ซึ่งนลินกำลังเปิดประตูลงมา 

“ใช่จริงๆ ด้วย! ดีใจจังที่พี่ลินกลับบ้านได้แล้ว ไปหาพี่ลินกันเถอะ” นิดพูดอย่างดีใจ ฉุดมือกุ้งกับขวัญให้ตามมา เพราะสามสาวเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้เรื่องของนลินเป็นอย่างดี  


ต้องบอกว่าเป็นคราวซวยของสมภพจริงๆ ที่พาพวกนลินกลับมาถึงหอพักในเวลานี้ เพราะป้าสมรยังไม่ทันจะได้อ้าปากเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับนลินให้พนาสินฟัง สมภพก็ดันโผล่มาซะก่อน 


ตอนที่ป้าสมรยกน้ำและขนมกินเล่นมาให้พนาสินนั้น เขายังไม่ทันจะได้แตะต้องมัน สมภพก็ขับรถเข้ามาจอดหน้าหอพัก ป้าสมรซึ่งหันหน้าออกไปทางด้านนอกเห็นเข้าพอดี จึงชี้ให้พนาสินดู แล้วพูดว่า 


“อ้าว สมภพมาพอดีเลยค่ะคุณพนาสิน แปลกจังทำไมวันนี้มาซะเย็นเชียว เอ..หรือว่าสมภพจะไปรับคุณลินออกมาจากโรงพยาบาลแล้วพามาส่ง อ๊ะ ใช่จริงๆ ด้วย นั่นไงคะ คุณลินกำลังลงจากรถค่ะ”


เมื่อได้ยินดังนั้น พนาสินซึ่งเปลี่ยนนิสัยไปอยู่ในโหมดหวงน้องสาวและกำลังเข้าใจสมภพผิดเต็มประตูจึงลุกขึ้นยืนและเดินออกไปทันที ชายหนุ่มจ้ำเท้าอย่างรวดเร็วเดินแซงหน้ากลุ่มของนิดตรงเข้ามาที่สมภพ ซึ่งกำลังประคองนลินลงมาจากรถ เรียกเสียงเข้ม 


“สมภพ!!” 


“ครับ” สมภพหันมาตามเสียงก่อนผงะถอยหลัง เมื่อกำปั้นของพนาสินซัดเข้ามาที่หน้าแบบไม่ทันตั้งตัว และหมัดของพนาสินก็หนักเอาการ ปากของสมภพจึงได้เลือดทันตาเห็น ชายหนุ่มใช้มือเช็ดเลือดที่มุมปากอย่างลวกๆ พร้อมสลัดศีรษะไปมาเบาๆ เพื่อไล่ความมึนงง นึกจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเกิดอะไรขึ้น พลันหูแว่วเสียงคนร้องคำว่า “ระวัง” เขาจึงเงยหน้าขึ้นมองก่อนเบี่ยงกายหลบไปด้านข้าง จึงรอดพ้นจากบาทาพิฆาตที่พนาสินตวัดฟาดใส่ก้านคอได้อย่างหวุดหวิด ท่ามกลางเสียงกรีดร้องอย่างตกใจของทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ 


พนาสินไม่รอให้สมภพตั้งหลัก ชายหนุ่มขยับตัวเดินเข้าหาหมายเข้าประชิดตัวอีกฝ่ายเพื่อหวังเผด็จศึก แต่ต้องชะงักเมื่อมีมือเล็กๆ มาฉุดแขนของตนเอาไว้


“พี่กล้า หยุดนะ!!”


พนาสินเหลียวกลับมามอง เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนดึงแขน ชายหนุ่มก็เม้มปากแน่น อารมณ์โกรธที่อัดแน่นมาตั้งแต่ช่วงบ่ายพุ่งสูงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นับแต่รู้จากปากป้าสมรว่าน้องสาวคนเดียวที่ตนหวงแหนนักหวงแหนหนา ถูกคนใจโฉดย่ำยีจนต้องเข้าไปนอนซมอยู่ในโรงพยาบาลตั้งหลายวัน  


พนาสินแกะมือของน้องสาวออกจากแขนแล้วหันหน้ามาพูดกระซิบเบาๆ กับนลิน พอให้ได้ยินกันแค่สองคนด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่หนักแน่นทุกคำ


“หนูลินไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น พี่กล้ารู้เรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับหนูลินหมดแล้ว หนูลินยืนดูอยู่เฉยๆ ก็พอ เดี๋ยวพี่กล้าจะแก้แค้นให้เอง แต่หนูลินไม่ต้องกลัวนะ ว่าพี่กล้าจะฆ่ามัน เพราะความตาย มันง่ายดายเกินไปสำหรับคนบ้ากามอย่างมัน พี่กล้าจะกระทืบ กระทืบและกระทืบ กล่องดวงใจของมันให้แหลกเหลวคาเท้าของพี่กล้า ต่อไปมันจะได้ไม่กล้ามาข่มเหงหนูลินหรือไปทำชั่วกับผู้หญิงคนอื่นอีก!!”


นลินอ้าปากค้างกับคำพูดของพี่ชาย เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมพนาสินซึ่งควรจะนั่งอยู่ในห้องทำงานหรือลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมเยียนชาวบ้านอยู่ที่บ้านทางใต้ ถึงได้มาโผล่อยู่ตรงนี้ และยิ่งไม่เข้าใจหนักขึ้นไปอีกว่า พี่ชายไปได้ยินเรื่องราวผิดๆ มาจากไหน จึงได้ตรงดิ่งเข้าทำร้ายร่างกายของสมภพโดยไม่ซักถามความจริงจากเธอก่อน


เกิดคำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัวของนลิน แต่เธอไม่มีเวลาได้คิดนานนัก เพราะพอแกะมือของนลินออกจากแขนได้ พนาสินก็ปรี่เข้าไปหาสมภพซึ่งตอนนี้ตั้งหลักได้แล้ว นลินจึงรีบตามไปเพื่อจะเข้าไปห้าม


แต่ยังไม่ทันจะถึงตัวพี่ชายเลือดร้อน นลินก็ยกมือปิดปากด้วยความตกใจ เมื่อสมฤดีที่เพิ่งจะตั้งสติได้หลังจากที่สมภพถูกผู้ชายแปลกหน้าชกปากแตก แถมเขาคนนั้นยังตามจะไปซ้ำสมภพอีกรอบ เลือดในกายของเด็กสาวจึงร้อนระอุเพราะโกรธที่เห็นพี่ชายถูกทำร้ายต่อหน้าต่อตา สมฤดีจึงกระโดดลงจากรถอย่างรวดเร็ววิ่งเข้ามาผลักอกพนาสินเต็มแรงโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายตัวโตกว่าตั้งเยอะ


พนาสินเองก็มัวแต่มองสมภพทำให้ไม่ทันระวังตัว จึงถูกสมฤดีผลักจนเสียหลักผงะถอยไปข้างหลังหลายก้าว แต่สมฤดียังไม่หยุดแค่นั้น เด็กสาวตามไปจะผลักพนาสินซ้ำอีกครั้ง พนาสินซึ่งตั้งหลักได้แล้ว จึงรวบตัวคนที่เข้ามาประทุษร้ายร่างกายเขาทีเผลอไว้ด้วยวงแขนแข็งแกร่งก่อนจะจับมือสมฤดีบิดไพล่หลัง ดึงร่างเล็กกระจ้อยร่อยเข้ามาชิดแผงอกกว้าง แล้วถามเสียงห้วน


“กล้าดียังไงถึงได้มาผลักอกฉันน่ะ!”


“ทำไมจะไม่กล้า! มากกว่านี้ฉันก็จะทำ ถ้านายยังไม่หยุดทำร้ายเฮียภพของฉันอีก!” สมฤดีเหลียวกลับมาแว้ดใส่หน้าพนาสินเสียงเขียว มองอีกฝ่ายด้วยแววตาขุ่นมัว 


สรรพนามที่สมฤดีใช้เรียกสมภพ ทำให้พนาสินเลิกคิ้วสูง ก่อนหรี่ตาลง แล้วพูดขึ้น


“อ้อ เธอเป็นน้องสาวของไอ้สมภพงั้นเรอะ”


“ใช่! ฉันเป็นน้องสาวของเฮียภพ นายมีปัญหารึไง!!”
“หึ! ปัญหาน่ะมีแน่ แต่ไม่ใช่มีกับเธอ!!” พูดจบ พนาสินก็ปล่อยสมฤดีให้เป็นอิสระ แล้วหันไปมองสมภพที่วิ่งเข้ามาหาสมฤดีด้วยสายตาไม่เป็นมิตร


“ตัวเล็กเป็นไงบ้าง เจ็บหรือเปล่า” สมภพถามพลางมองแขนของสมฤดี ข้างที่ถูกพนาสินจับบิดไพล่หลังเมื่อครู่อย่างเป็นห่วง


สมฤดีส่ายหน้าแทนคำตอบแล้วมองหน้าสมภพ เมื่อเห็นรอยช้ำพร้อมรอยเลือดแห้งตรงมุมปากของพี่ชาย สมฤดีก็เม้มปากแน่น หันมาเผชิญหน้ากับพนาสินที่อยู่ห่างไปไม่กี่ก้าวด้วยแววตาขุ่นเคือง



“ฉันไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร แต่การที่คุณเข้ามาทำร้ายร่างกายเฮียภพของฉันโดยไม่มีเหตุผลนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ฉะนั้น คุณต้องขอโทษพี่ชายฉันเดี๋ยวนี้!” สมฤดีว่าเสียงห้วน มองพนาสินตาวาว   


“ตัวเล็ก ใจเย็นๆ ก่อนสิ เฮียว่าเรื่องนี้ต้องมีการเข้าใจผิดกันแน่นอน ให้เฮียคุยกับเขาก่อน” สมภพใช้มือโอบบ่าของสมฤดีพลางแตะต้นแขนเบาๆ เพื่อเตือนสติ


“ไม่ต้องคุย ฉันไม่อยากคุยกับคนที่ทำร้ายน้องสาวฉัน!!” 

คำพูดของพนาสิน ทำให้ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก นึกสงสัยว่าสมภพไปทำร้ายน้องสาวของพนาสินตอนไหน ขณะที่สมภพมีสีหน้างุนงง เพราะตั้งแต่จำความได้ เขายังไม่เคยทำร้ายผู้หญิงเลยสักครั้ง แล้วอยู่ดีๆ มากล่าวหากันแบบนี้ได้ยังไง 


“ผมว่าคุณคงจะเข้าใจอะไรผิด ผมไม่รู้จักน้องสาวของคุณ แล้วจะไปทำร้ายเธอได้ยังไง แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ คนอย่างผมไม่เคยทำร้ายผู้หญิง แล้วจู่ๆ คุณมากล่าวหากันแบบนี้ ไม่รุนแรงไปหน่อยหรือครับ”
“เฮอะ!  กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้องแท้ๆ ยังมีหน้ามาบอกว่าไม่รู้จักและไม่ได้ทำอีก พูดแบบนี้ อยากปากแตกรอบสองใช่ไหม!” พนาสินปราดจะเข้าไปหาเรื่องอีกรอบ แต่นลินวิ่งมาถึงพอดี รีบฉุดแขนเอาไว้


“พี่กล้า ใจเย็นก่อนค่ะ ฟังหนูลินพูดก่อน” 

คำว่า “พี่กล้า” ที่นลินเรียกพนาสิน สะดุดหูของสมภพเข้าอย่างจัง ชายหนุ่มมองหน้าพนาสินกับนลินสลับกัน ก่อนจะเริ่มเข้าใจอะไรขึ้นมารางๆ แต่เพื่อความแน่ใจ สมภพจึงเอ่ยปากถาม



“คุณเป็นพี่ชายของคุณลินหรือครับ”


“เออ! ทีนี้นึกออกหรือยังล่ะ ถ้าไม่เป็นเพราะแก น้องสาวฉันจะช็อคหมดสติจนต้องเข้าไปนอนซมอยู่ในโรงพยาบาลตั้งหลายวันหรอกหรือ!!”


“เดี๋ยวก่อนครับ เรื่องที่คุณลินช็อคหมดสตินั้น ผมอธิบายได้นะครับ” 



“ไม่ต้องมาพูดจาแก้ตัวอะไรทั้งนั้น ฉันไม่อยากฟังคำพูดจากปากของคนเลวๆ อย่างแก!”  


“อย่ามาว่าเฮียภพแบบนี้นะ! ที่พี่ลินเข้าโรงพยาบาล มีสาเหตุมาจากเรื่องอื่นต่างหาก ทำไมนายไม่ถามพี่ลินดูก่อนล่ะว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็มากล่าวหาและทำร้ายร่างกายคนอื่นแบบนี้ เชอะ! เป็นผู้ใหญ่ประสาอะไร ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย นิสัยแย่ที่สุด!!” สมฤดีที่ยืนฟังการสนทนาอยู่นาน ทนฟังไม่ไหวที่พนาสินมาว่าพี่ชายของตนเป็นคนเลว จึงพูดเสียงดังใส่หน้าพนาสินอย่างเหลืออด 



“ตัวเล็ก อย่าพูดจาแบบนี้กับผู้ใหญ่สิ” สมภพรีบปรามสมฤดี แต่อีกฝ่ายเลือดขึ้นหน้าแล้ว มีอย่างที่ไหน มากล่าวหาเฮียภพของเธอปาวๆๆ โดยไม่ยอมฟังเหตุผลบ้างเลย คนแบบนี้ต้องว่าให้หนัก!


“หึ! เธอนี่ปากดีไม่ใช่เล่น ผิดกับหน้าตาลิบลับ ถ้าฉันเป็นผู้ใหญ่นิสัยแย่ที่สุด เธอเองก็คงจะไม่ต่างอะไรกับเด็กนิสัยเสียที่สุดเหมือนกัน!” พนาสินหยุดพูดเล็กน้อย มองสมฤดีด้วยแววตาตำหนิติเตียนแฝงแววเยาะหยันเล็กน้อย ทำให้คนถูกมองหน้าร้อนผ่าว 


“นอกจากจะไม่มีสัมมาคารวะ ไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่แล้ว เธอยังต่อว่าต่อขานฉันซึ่งเป็นผู้ใหญ่กว่าด้วยคำพูดที่ไม่น่าฟังอีกด้วย เมื่อรวมเข้ากับการที่เธอวิ่งเข้ามาผลักฉันด้วยแล้วนั้น ทำให้ฉันแน่ใจว่า เธอเป็นเด็กนิสัยเสียชัดๆ เพราะคนนิสัยดีและมีมารยาท ไม่มีทางทำกิริยาท่าทางแบบที่เธอกำลังทำกับฉันอยู่ในตอนนี้หรอก เธอว่าฉันพูดถูกไหม!” 


สมฤดีหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด รู้สึกหน้าชายิ่งกว่าถูกตบซะอีก เด็กสาวมองพนาสินตาเขียวปั้ด ซึ่งอีกฝ่ายก็มองตอบอย่างท้าทาย นลินรีบเข้ามายืนกั้นกลางคนทั้งคู่เอาไว้


“พี่กล้าคะ พอเถอะค่ะ เรื่องมันไม่ใช่อย่างที่พี่กล้าคิด คุณสมภพไม่ได้ทำร้ายอะไรหนูลินเลย เราไปคุยเรื่องนี้กันข้างนอกเถอะค่ะ” นลินพยายามดึงพนาสินให้ถอยออกมาจากตรงนั้น แต่เขาขืนตัวเอาไว้ไม่ยอมไป   


“นะคะพี่กล้า อย่าทำให้หนูลินอายคนไปมากกว่านี้เลยค่ะ” นลินพูดเสียงสั่นเครือ มองพนาสินด้วยแววตาขอร้อง เพราะตอนนี้คนในหอหลายคนเริ่มชะโงกหน้าออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นแบบนั้น พนาสินซึ่งรักน้องยิ่งกว่าสิ่งใดก็ถอนหายใจอย่างหงุดหงิดจำใจพยักหน้าให้ แล้วหันมามองสมภพด้วยแววตาแข็งกระด้าง



“ดีนะ ที่หนูลินห้ามเอาไว้ ไม่อย่างนั้นแกเจ็บตัวหนักกว่านี้แน่ แต่อย่าเพิ่งดีใจไป ให้ฉันได้ฟังจากปากหนูลินก่อนว่า เรื่องราวทั้งหมดเป็นมายังไง หากแกทำผิดจริงๆ อย่างที่ฉันได้ยินมาล่ะก็ ฉันจะกลับมาคิดบัญชีกับแกอีกรอบ และคราวนี้จะจัดให้หนักกว่าเดิมเป็นสิบเท่าเลยคอยดู!” พนาสินพูดเสียงเข้มแล้วตวัดสายตามองสมฤดีที่ยืนอยู่ข้างๆ สมภพ ก่อนกดยิ้มมุมปากบนเรียวปากหยักสวยได้รูป แล้วพูดขึ้น


“ส่วนเธอ ถ้ามีเวลาว่างมากนัก ก็ลองกลับไปคิดทบทวนพฤติกรรมของตัวเองดูซะใหม่นะ ว่าถึงเวลาหรือยัง ที่จะกลับไปเรียนรู้และอบรมเรื่องกิริยามารยาทเพิ่มเติมอย่างจริงๆ จังๆ สักที! ไปกันเถอะ หนูลิน” พูดจบ พนาสินก็ดึงมือนลินให้ตามมา 


นลินหันกลับไปมองสมภพกับสมฤดีที่ยืนอยู่หน้าหอพักด้วยแววตาเสียใจ อยากจะเอ่ยคำขอโทษที่ทำให้ทั้งคู่ต้องถูกพนาสินต่อว่าทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิด แต่หากพูดออกมาตอนนี้ พนาสินคงไม่ยอมจบเรื่องแน่ เธอจึงตัดสินใจเดินตามพี่ชายไปขึ้นรถที่จอดอยู่ จากนั้นพนาสินก็ขับรถออกไปจากที่นั่นอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้คนที่ถูกไล่ให้กลับไปอบรมเรื่องมารยาทซะใหม่อย่างสมฤดียืนอึ้งพูดอะไรไม่ออก ได้แต่กำมือเข้าหากันแน่น มองตามหลังรถที่แล่นออกไปอย่างเจ็บใจ  


อย่าว่าแต่สมฤดีเลยที่ยืนอึ้ง คนอื่นๆ ที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างก็อึ้งเช่นกัน เพราะคำพูดโต้ตอบระหว่างพนาสินกับสมฤดีดังมากพอที่จะทำให้ทุกคนที่ยืนอยู่ในบริเวณนั้นได้ยินชัดเจน ต่างพากันคิดไม่ถึงว่า ผู้ชายหน้าตาดีอย่างพนาสินจะเชือดเฉือนคนอื่นด้วยคำพูดที่ร้ายกาจแบบนี้ พี่ชายของนลินนี่น่ากลัวจริงๆ 


และจากการฟังคำพูดโต้ตอบของทั้งสองฝ่าย ทำให้พอจะคาดเดาเรื่องราวได้ไม่ยากว่า ทำไมพนาสิน ถึงได้โกรธจัดจนควันออกหู แล้วตรงเข้าทำร้ายร่างกายของสมภพแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ที่แท้เรื่องทั้งหมดเกิดจากความเข้าใจผิดนี่เอง แต่ไม่มีใครรู้ว่า ใครเป็นตัวต้นเหตุของความเข้าใจผิดในครั้งนี้  
ส่วนตัวต้นเหตุของความเข้าใจผิดอย่างป้าสมรนั้น ตั้งแต่เห็นพนาสินต่อยสมภพปากแตก ป้าสมรก็ยืนตกตะลึงอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าเทพบุตรจะแปรสภาพกลายเป็นอันธพาลได้รวดเร็วเช่นนี้ และเมื่อได้ฟังคำโต้ตอบระหว่างพนาสินกับสมภพก็ทำให้ป้าสมรอึ้งหนักเข้าไปใหญ่ ด้วยคิดไม่ถึงว่า คำพูดกำกวมของตนเมื่อช่วงบ่ายจะสร้างความเข้าใจผิดให้กับพนาสิน จนทำให้เรื่องราวมันลุกลามบานปลายอย่างที่เห็น 


ส้มกับหญิงซึ่งลงมาจากรถพร้อมกับสมฤดี แต่ยืนสังเกตการณ์อยู่ข้างรถกระบะของสมภพ หันมายิ้มให้กันแห้งๆ แล้วส้มก็พูดขึ้นมาเสียงอ่อย


“แกว่า พายุไต้ฝุ่นลูกเมื่อกี้จะกลับมาถล่มที่นี่อีกรอบไหม”


“ไม่รู้เหมือนกัน แค่นี้ ฉันว่าหอพักเราก็โดนพายุถล่มจนเสียหายหนักแล้ว โดยเฉพาะเฮียภพกับยายเล็ก ที่โดนฤทธิ์ของพายุเข้าไปเต็มๆ เฮ้อ คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่า พี่ชายของพี่ลินจะเลือดร้อนและปากจัดแบบนี้” หญิงถอนหายใจดังเฮือกแล้วหันมาพยักหน้าให้ส้ม จากนั้นก็เดินเข้าไปหาสมภพกับสมฤดีที่ยืนอยู่อีกด้านหนึ่ง


“เฮียภพเป็นอะไรมากไหมคะ เจ็บหรือเปล่า” ส้มกับหญิงถามเกือบจะพร้อมกันเมื่อเดินมาถึง


“เฮียไม่เป็นอะไรหรอก ขอบใจนะที่เป็นห่วง ว่าแต่ตัวเล็ก ไม่เป็นอะไรใช่ไหม” สมภพตอบก่อนหันถามสมฤดีที่ยืนอึ้งอยู่ข้างตัวอย่างห่วงใย เพราะคำพูดที่พนาสินทิ้งท้ายไว้นั้นค่อนข้างแรงทีเดียว เขาจึงรู้สึกเป็นห่วงความรู้สึกของน้องสาว แต่สมฤดีสั่นหัวไปมาแล้วยิ้มให้พี่ชาย 



“ไม่เป็นไรค่ะ เฮียภพ ถึงคำพูดของอีตาลุงไร้เหตุผลนั่นจะร้ายกาจก็จริง แต่คำพูดแค่นี้ทำอะไรตัวเล็กไม่ได้หรอกค่ะ” สมฤดีพูดเสียงสูงขึ้นจมูก ทำให้สมภพเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ลองพูดน้ำเสียงแบบนี้ แสดงว่าตัวเล็กคงจะแค้นคุณพนาสินไม่ใช่น้อยเลย คิดแล้วสมภพก็คลี่ยิ้มบางๆ ลูบหัวน้องสาวเบาๆ อย่างปลอบโยน



“แน่ใจนะว่าไม่เป็นไร แต่ฟังจากน้ำเสียงแล้วเฮียว่าต้องเป็นมากทีเดียวเลยล่ะ ตัวเล็กอย่าไปเก็บคำพูดของคุณพนาสินมาเป็นอารมณ์เลยนะ ที่เขาพูดแบบนั้นเพราะยังไม่รู้จักตัวเล็กดีพอ ถ้าเขาได้พูดคุยกับตัวเล็กมากกว่านี้ เขาจะต้องถอนคำพูดที่ว่าตัวเล็กเมื่อกี้ เชื่อเฮียสิ”



“ฮึ! ถอนคำพูดเหรอ ตัวเล็กว่าให้เขาไปถอนฟันในปากตัวเองยังจะง่ายกว่าซะอีก ตัวเล็กไม่เข้าใจเฮียภพเลยจริงๆ ขนาดโดนอีตาลุงไร้เหตุผลนั่นต่อยจนปากแตก แถมยังต่อว่าซะเสียๆ หายๆ เฮียก็ยังใจเย็นอยู่ได้ ถามจริง เฮียไม่รู้สึกโกรธบ้างเหรอ นี่ถ้าเป็นเฮียเอกนะ ป่านนี้ได้มีรายการแลกหมัดกันแล้ว” สมฤดีว่าอย่างฉุนจัด ด้วยยังเคืองไม่หายที่โดนพนาสินไล่ให้กลับไปเรียนมารยาทซะใหม่


“เฮียเอกกับเฮียมีนิสัยต่างกัน ฉะนั้น การแก้ปัญหาก็ย่อมต่างกันด้วยสิ เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้หรอก ส่วนเรื่องที่ตัวเล็กถามว่าเฮียรู้สึกโกรธไหม ตอบตามตรงว่าเคืองนิดหน่อย แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่จนให้อภัยไม่ได้นี่นา เพราะความเข้าใจผิดสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน” 


“เฮียภพก็เป็นซะอย่างนี้ นอกจากจะใจเย็นเกินเหตุแล้ว เฮียภพก็ยังใจดีเกินไปอีกด้วย ทำไมไม่หัดบู๊ล้างผลาญเหมือนเฮียเอกบ้างล่ะคะ จะได้ไม่ต้องมาเจ็บตัวฟรีแบบนี้” สมฤดีทำปากยื่น หน้างออย่างไม่เห็นด้วย  


“เรื่องเจ็บตัวนั้นช่างมันเถอะ เจ็บแค่นี้ทายาเดี๋ยวก็หาย ว่าแต่ตัวเล็กเถอะ ไหนบอกว่าไม่เป็นอะไรไง แล้วทำไมไปถือวิสาสะเปลี่ยนชื่อให้เขาซะใหม่แบบนั้นล่ะ แบบนี้เขาเรียกว่าแค้นฝังหุ่นนะ”   


“ชิ! ก็ตัวเล็กพอใจจะเรียกแบบนี้ ใครจะทำไม ชื่อนี้เหมาะกับคนแบบนั้นที่สุดแล้วค่ะ เฮียภพ” สมฤดีพูดเสียงสะบัดพร้อมกับย่นจมูกอย่างไม่สบอารมณ์ที่โดนพี่ชายพูดแทงใจดำ



ใช่! เฮียภพพูดถูกว่าเธอแค้นฝังหุ่น เพราะคำพูดของพนาสินทำให้เธอรู้สึกแย่มากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนนึกอยากเปลี่ยนชื่อให้อีกฝ่ายและเธอคิดว่าคงไม่มีชื่อไหนเหมาะไปกว่าชื่อที่เธอตั้งให้อีกแล้ว ฮึ! ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพนาสินถึงได้อยู่เป็นโสดมาจนอายุปูนนี้ เป็นเพราะนิสัยแย่แบบนี้นี่เอง! สมฤดีนึกค่อนอยู่ในใจ 

ตอนที่นั่งทานอาหารกับนลินเมื่อช่วงบ่าย และได้ยินนลินเล่าเรื่องของพี่ชายให้ฟังว่า พนาสินเป็นผู้ชายหน้าตาดีแต่เสียตรงที่ปากจัดและก็หวงน้องสาวขนาดหนัก ตอนที่ได้ยินแบบนั้น สมฤดียังนึกขำอยู่ในใจ เพราะเฮียภพของเธอก็หน้าตาดีและปากร้ายเหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ เธอจึงไม่รู้สึกกังวลใจอะไรมากนัก หากจะต้องฟาดฟันกับพี่ชายของนลินเพื่อช่วยเหลือเฮียภพของเธอให้สมหวัง เพราะคิดว่าตัวเองคงรับมือพนาสินได้ไม่ยาก  


แต่พอเอาเข้าจริงๆ พนาสินไม่เพียงแต่จะหน้าตาดีมากเข้าขั้นหล่อบาดใจแล้ว คำพูดของอีกฝ่ายก็บาดลึกเข้าไปถึงทรวงเลยทีเดียว แบบนี้ใช่ไหมที่เขาเรียกว่า ด่าแบบผู้ดี ทั้งๆ ที่พนาสินเป็นคนเริ่มเรื่องขึ้นมาก่อนแท้ๆ แต่กลายเป็นว่า เขาสามารถใช้คำพูดเพียงไม่กี่คำ ก็ทำให้เธอดูแย่กลายเป็นเด็กนิสัยเสีย หย่อนการอบรมเรื่องมารยาทไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ ดูท่าทางงานนี้เฮียภพของเธอจะเจอศึกหนักซะแล้วสิ แต่อย่าคิดนะว่า เธอจะยอมแพ้อีตาลุงปากเสียแถมยังไร้เหตุผลคนนั้น เชอะ! ไม่มีวันซะล่ะ! 


“เอาล่ะ ตัวเล็กจะเรียกเขาว่ายังไง เฮียไม่อยากยุ่งด้วยหรอก แต่ถ้าเป็นไปได้ อย่าเผลอไปเรียกต่อหน้าเขาเชียว ไม่งั้นตัวเล็กอาจโดนคุณพนาสินไล่ให้ไปเรียนเรื่องมารยาทอีกรอบ” สมภพพูดกลั้วหัวเราะ สมฤดีค้อนใส่พี่ชายวงเบ้อเริ่ม อ้าปากจะเถียง แต่สมภพยกมือห้ามพลางหันไปยิ้มให้ป้าสมรที่เดินเข้ามาแล้วพูดขึ้น


“ป้าสมร มีอะไรหรือเปล่าครับ”


“เอ่อ..คือว่า..ป้าอยากขอโทษสมภพน่ะ” ป้าสมรพูดพลางใช้มือปาดเหงื่อบนใบหน้าไปด้วย สมภพกับสมฤดีหันมามองหน้ากันอย่างแปลกใจ เช่นเดียวกับส้มและหญิงที่มีสีหน้าสงสัยใคร่รู้ แล้วสมภพก็พูดขึ้น


 “ขอโทษเรื่องอะไรครับป้า ผมไม่เข้าใจ”

“เรื่องเมื่อกี้น่ะ คือว่า....” ป้าสมรสูดลมหายใจลึกๆ สองสามครั้ง จากนั้นก็ถ่ายทอดเรื่องราวที่พนาสินแวะมาหานลินเมื่อช่วงเที่ยง โดยเล่าทุกอย่างให้สมภพและทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นฟังอย่างไม่ปิดบังว่าคุยอะไรกับพนาสินบ้าง ทำให้ทุกคนถึงบางอ้อว่า สาเหตุของเรื่องวุ่นวายเมื่อครู่ มาจากคำพูดกำกวมของป้าสมรนี่เอง


“เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้แหละ ป้าขอโทษสมภพจริงๆ ที่อยู่ดีๆ ก็โดนต่อยโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วยเลย ถ้าป้าพูดจาให้มันชัดเจนมากกว่านี้ สมภพคงไม่เจ็บตัวฟรีแบบนี้หรอก” ป้าสมรพูดด้วยสีหน้าเหมือนคนจะร้องไห้


“ไม่เป็นไรครับป้า เรื่องเข้าใจผิดมันเกิดขึ้นได้กับทุกคน ป้าอย่าคิดมากเลยครับ อีกอย่าง ผมก็ไม่ได้เจ็บอะไรมากแค่ปากแตกนิดหน่อย ทายาสองสามวันเดี๋ยวก็หายแล้วครับ” สมภพปลอบโยนน้ำเสียงนุ่มนวล ทำให้ป้าสมรรู้สึกดีขึ้น ในขณะที่คนอื่นถอนหายใจดังเฮือก เมื่อรู้ความจริงว่าอะไรเป็นอะไร
“เอ่อ..ถ้าสมภพไม่ติดใจอะไรแล้ว ป้าขอตัวกลับห้องก่อนนะ ว่าจะอาบน้ำแล้วเข้านอนเร็วหน่อย รู้สึกเพลียๆ และเหนื่อยเหลือเกิน” ป้าสมรบอกเสียงอ่อน



“เชิญตามสบายเลยครับป้า” สมภพพยักหน้าให้ ป้าสมรจึงเดินจากมา ส้มหันมามองหน้าทุกคนแล้วถอนหายใจดังเฮือก จากนั้นก็พูดขึ้น
 


“เฮ้อ ในที่สุดเรื่องก็คลี่คลายไปเปลาะหนึ่ง แต่ว่า..แล้วพี่ลินล่ะ โดนพี่ชายเลือดร้อนพาตัวออกไปแบบนั้น ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง หวังว่าพี่กล้าของพี่ลินคงไม่คิดทำร้ายน้องสาวตัวเองหรอกนะ” ส้มเอ่ยขึ้นอย่างกังวล จึงโดนหญิงตีแขนไปสองเพี๊ยะ 


“พี่ชายที่ไหนจะทำร้ายน้องสาวตัวเองได้ลงคอล่ะ แกนี่ท่าจะบ้า พูดจาอะไรไม่รู้จักคิดเลยจริงๆ”

“อ้าว ฉันพูดอะไรผิดเหรอ ในเมื่อแกก็เห็นอยู่ทนโท่ว่า พี่ชายของพี่ลินน่ะน่ากลัวขนาดไหน มาถึงก็ซัดเฮียภพของเราทันทีโดยไม่ถามเรื่องราวอะไรสักคำ คนอารมณ์ร้อนแบบนี้ ไว้ใจได้ที่ไหนกันล่ะ จริงไหมยายเล็ก” ส้มแย้งพลางหันมามองสมฤดีแบบหาพวก ซึ่งได้ผล เพราะสมฤดีรีบผสมโรงรับลูกทันที

“ใช่ ส้มพูดถูกนะหญิง เหตุการณ์เมื่อกี้ก็แสดงให้เห็นกันชัดๆ อยู่แล้วว่า อีตาลุงไร้เหตุผลนั่นนิสัยแย่มากแถมยังชอบใช้กำลังมากกว่าใช้สมองอีกด้วย ป่านนี้พี่ลินอาจจะโดนบีบคอตายคามือไปแล้วก็ได้ ใครจะไปรู้”

“ตัวเล็ก! หยุดพูดเพ้อเจ้อได้แล้ว!” สมภพปรามเสียงดุ ใบหน้าคมสันเคร่งขรึมผิดไปจากที่เป็น ทำให้สมฤดีหน้าจ๋อย รูดซิบปากแทบจะทันที เช่นเดียวกับส้มที่ยกมือปิดปาก ส่วนหญิงถอนหายใจแล้วส่ายหัว

“เฮียว่า ส้มกับตัวเล็ก อคติกับคุณพนาสินไปหน่อยนะ ถึงได้มองเขาในแง่ร้ายแบบนั้น” สมภพพูดพลางมองสองสาวช่างจ้อด้วยสายตาตำหนิ ทำเอาทั้งคู่นิ่งเงียบ ก้มหน้ามองพื้นพูดไม่ออก
“ถึงคุณพนาสินอาจจะดูใจร้อนและไร้เหตุผลไปหน่อย แต่เฮียมั่นใจว่า คนอย่างเขาไม่มีทางทำร้ายผู้หญิงหรอก ยิ่งผู้หญิงคนนั้นเป็นน้องสาวคนเดียวที่เขารักและหวงมากด้วยแล้ว ยิ่งไม่มีทางใหญ่ เชื่อเฮียสิ”


“ทำไมเฮียภพถึงได้มั่นใจแบบนั้นล่ะคะ” สมฤดีเงยหน้าขึ้นสบตาพี่ชาย ซึ่งสมภพยิ้มให้แล้วพูดขึ้น


“ก็เพราะว่า เฮียก็มีน้องสาวเหมือนกันน่ะสิ จึงรู้ดีว่า คุณพนาสินไม่มีทางทำร้ายน้องสาวของตัวเองเด็ดขาด ฉะนั้น ตัวเล็กกับส้มเลิกกังวลเรื่องคุณลินได้แล้ว เข้าใจไหม”



“ค่ะ เฮียภพ” สมฤดีกับส้มรับคำอย่างว่าง่าย สมภพจึงยิ้มอย่างพอใจแล้วหันมาทางหญิงที่ยืนใกล้กัน 


“หญิงมีเบอร์มือถือของพี่ลินใช่ไหม”


“มีค่ะ เฮียภพ” หญิงตอบพลางมองสมภพอย่างสงสัย สมภพหยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกมาจากกระเป๋ากางเกง เห็นแบบนั้น หญิงก็เข้าใจทันที จึงบอกหมายเลขโทรศัพท์ของนลินให้สมภพกดบันทึกเอาไว้


“ขอบใจมาก อืม..เฮียขอรบกวนหญิงกับส้มให้ทำอะไรสักอย่างหนึ่งให้เฮียได้ไหม”


“อะไรเหรอคะ เฮียภพ”
“ถ้าพี่ลินกลับมาจากข้างนอกแล้ว หญิงช่วยโทรหาเฮียด้วย ให้สัญญาณโทรศัพท์มันดังสักสองครั้งแล้วก็วางสาย เฮียจะได้รู้ว่าพี่ลินกลับมาแล้ว ขอแค่นี้ ไม่มากเกินไปใช่ไหม” สมภพถามด้วยรอยยิ้ม



“ได้ค่ะ แล้วถ้าพี่ลินไม่กลับมาล่ะคะ”


“ถ้าพี่ลินไม่กลับมา หญิงก็เพิ่มจำนวนสัญญาณจากสองครั้งเป็นสี่ครั้งก็แล้วกัน ตกลงนะ”


“ไม่มีปัญหาค่ะ เฮียภพรอฟังสัญญาณจากพวกเราได้เลยค่า ว่าแต่มือถือของเฮียภพ เบอร์อะไรคะ” หญิงบอกก่อนขอเบอร์จากสมภพ ซึ่งอีกฝ่ายก็แบมือมาข้างหน้าหญิง แล้วพูดขึ้น


“เอามือถือของหญิงมาให้เฮียสิ”
หญิงส่งโทรศัพท์ของตนให้สมภพแต่โดยดี ชายหนุ่มรับมาแล้วกดหมายเลขโทรศัพท์ลงไปจากนั้นกดโทรออก พลันโทรศัพท์ของสมภพก็ส่งเสียงร้องดังลั่น สมภพอมยิ้มก่อนกดตัดสาย แล้วส่งโทรศัพท์คืนให้หญิง
“เรียบร้อยนะ”
“ค่ะ” 


“เอาล่ะ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว เฮียกับตัวเล็กขอตัวกลับก่อน อย่าลืมที่เฮียขอไว้นะ” สมภพย้ำอีกครั้ง ซึ่งส้มกับหญิงรับคำเป็นมั่นเหมาะ สมภพจึงหันมาโอบไหล่สมฤดีแล้วพูดขึ้น
“ถ้างั้นพวกเราก็กลับไปรอฟังข่าวของพี่ลินที่บ้านกันเถอะ”
 “ค่ะ” สมฤดีพยักหน้า หันมาโบกมือลาส้มกับหญิงแล้วเดินตามสมภพไปขึ้นรถ จากนั้นรถกระบะของสมภพก็เคลื่อนตัวออกไปจากหอพัก ทิ้งให้พวกนิดที่ยืนดูอยู่ห่างๆ มาตั้งแต่ตอนเกิดเรื่องวุ่นวายมองตามไปอย่างสนใจก่อนหันมามองส้มกับหญิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม 


“เอ่อ..ฉันกับส้มขอตัวก่อนนะ พอดีมีรายงานด่วนต้องส่งอาจารย์วันพรุ่งนี้ ไว้เราค่อยคุยกันวันหลังนะ” พูดจบ หญิงก็ฉุดมือส้มให้วิ่งตามมา โดยไม่สนใจเสียงโวยวายของพวกนิดที่ตะโกนไล่หลังมาเสียงดัง

“เฮ้ย พวกแกสองคนอย่าเล่นมุกนี้สิ กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน!” 

ส้มกับหญิงทำหูทวนลมไม่ยอมหันมาตอบ กลับเร่งฝีเท้าเร็วจี๋วิ่งขึ้นบันไดอย่างรวดเร็ว จนหายลับไปจากสายตาของพวกนิดที่ยืนมองอยู่


“เฮ้อ ไปซะแล้ว เลยอดรู้เรื่องกันพอดี” ขวัญบ่นพึมพำอย่างเสียดาย ไม่ต่างจากกุ้งที่ทำปากขมุบขมิบบ่นต่อว่าส้มกับหญิงอยู่ในลำคอเบาๆ ส่วนนิดยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดขึ้น


“เอาน่า อย่าบ่นไปเลย ไว้ถามวันหลังก็ได้ แต่ตอนนี้ฉันหิวจะแย่อยู่แล้ว พวกแกไม่หิวกันบ้างหรือไง”

“เออ จริงด้วย พอแกพูดขึ้นมา พยาธิในท้องฉันก็ร้องลั่นเลย” 


“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ไปหาอะไรกินกันเถอะ ยืนอยู่ตรงนี้นานๆ ชักเมื่อยขาแฮะ” 

“ก็ดีเหมือนกัน ไปสิ ขืนชักช้าเดี๋ยวกลับมาดูละครไม่ทันกันพอดี” พูดจบ นิดก็เดินนำเพื่อนทั้งสองคนเดินออกไปจากบริเวณนั้น แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว นิดก็หันหลับมามองข้างหลังอย่างแปลกใจ


“หยุดเดินทำไมล่ะแก มีอะไรเหรอ” กุ้งกับขวัญถามอย่างสงสัย นิดมองหน้าเพื่อนทั้งสองคนแล้วสั่นหัว
“ไม่มีอะไรหรอก แค่รู้สึกเหมือนกับมีคนมองพวกเราอยู่”
“เหรอ ตรงไหนล่ะ”
นิดไม่ตอบแต่เหลือบตามองไปยังข้างบน ซึ่งหากมองจากมุมที่พวกเธอยืนอยู่ จุดที่สายตาของนิดมองเห็นได้ชัดเจนที่สุด ก็คือหน้าต่างห้อง 404 ห้องพักของนลินนั่นเอง!
“ว่าไง ตรงไหนเหรอนิด”
“เอ่อ..ไม่รู้เหมือนกัน ไปกินข้าวเถอะ” นิดตัดบท หันหลังเดินจ้ำอ้าวออกไปทันที ขวัญกับกุ้งยักไหล่เล็กน้อยรีบเดินตามไป จึงไม่รู้เลยว่าที่หน้าต่างห้อง 404 มีร่างของผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ เธอเอามือกับใบหน้าแนบกับกระจกหน้าต่างจนแทบจะกลายเป็นเนื้อเดียวกัน ดวงตาสีแดงก่ำมีน้ำตาเอ่อล้นขึ้นมาก่อนไหลรินเป็นทางยาว 


พระอาทิตย์เคลื่อนตัวลงต่ำกำลังจะลาลับขอบฟ้าในอีกไม่นาน แต่หญิงสาวคนนั้นยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ยอมขยับเขยื้อนกายไปไหน คล้ายๆ กับว่ากำลังรอคอยอะไรบางอย่าง เธอทอดสายตามองออกไปยังท้องถนนที่มียวดยานพาหนะโลดแล่นกันไปมาก่อนพึมพำออกมาแผ่วเบา 

“เมื่อไหร่..จะกลับมา” 


ความมืดเริ่มโรยตัวปกคลุมพื้นที่อย่างช้าๆ บ้านเรือนตลอดจนร้านค้าในละแวกนั้น ต่างพากันเปิดไฟเพื่อให้แสงสว่างในยามค่ำคืน หญิงสาวจ้องมองท้องถนนด้านนอกอย่างไม่วางตา แต่จนแล้วจนรอดสิ่งที่เธอเฝ้ารอก็ยังไม่กลับมา เธอเริ่มสะอื้นออกมาเบาๆ ก่อนที่ร่างจะเลือนหายไปในอากาศ เหลือทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่ากับหยดน้ำตาสีแดงสดที่ร่วงหล่นลงบนพื้นห้องจนแดงฉาน
                                  ************************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

18 ความคิดเห็น