เรื่องเล่าจากเงามืด

ตอนที่ 13 : เสียงปริศนา (ตอนที่สิบเอ็ด)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 73
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    3 ก.ค. 54

เวลาเดียวกันกับที่นลินกำลังถูกสมภพต้อนด้วยคำถามอยู่ในห้องพักคนป่วยนั้น ที่หอพักของนลิน ในขณะนี้ก็มีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาขอพบนลินแต่เธอไม่อยู่ แขกคนดังกล่าวจึงขอพบผู้ดูแลหอพักแทน ป้าสมรในฐานะแม่บ้านประจำหอจึงมาต้อนรับแขก และพบว่าคนที่มาขอพบนลิน เป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงเพรียว กำลังยืนกวาดตามองสำรวจไปรอบๆ บริเวณอย่างสนใจ เมื่อเห็นป้าสมรเดินเข้ามาใกล้ เขาจึงหันมาส่งยิ้มให้

“เอ่อ..คุณมาหาคุณลินหรือคะ” ป้าสมรเอ่ยทักอีกฝ่ายพลางมองผู้มาเยือนอย่างสนใจ

“ครับ ผมชื่อพนาสิน เป็นพี่ชายของนลิน ไม่ทราบว่า นลินไปไหนครับ” น้ำเสียงทุ้มกังวานเอ่ยแนะนำตัวเองจากแขกแปลกหน้า ทำให้ป้าสมรอึ้งไปเล็กน้อย ถามซ้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

“คุณเป็นพี่ชายของคุณลินหรือคะ”

“ครับ ผมเป็นพี่ชายของนลิน ไม่ทราบว่าป้าสงสัยอะไรหรือครับ” พนาสินถามอย่างแปลกใจ

“เอ่อ..ปละ..เปล่า ไม่มีอะไรค่ะ” ป้าสมรตอบพร้อมส่งยิ้มเจื่อนๆ ให้ ไม่เคยรู้มาก่อนว่าคุณลินมีพี่ชาย

ป้าสมรคิดพลางขณะมองสำรวจใบหน้าของอีกฝ่ายก่อนยอมรับว่า พนาสินเป็นผู้ชายที่หน้าตาดีมาก ใบหน้าคมเข้มภายใต้ คิ้วหนาดกดำ รับกันดีกับดวงตาคมปลาบสีสนิมเหล็กที่ล้อมกรอบไปด้วยแพขนตายาว ริมฝีปากหนาหยักได้รูปสวย ยามคลี่ยิ้มบางๆ จะมองเห็นเขี้ยวซี่เล็กๆ ตรงมุมปาก เห็นแล้ว ป้าสมรต้องลอบถอนใจ นอกจากสมภพแล้ว ก็เพิ่งจะมีพี่ชายของคุณลินนี่แหละ ที่นางมองว่าเป็นผู้ชายหน้าตาหล่อและมีเสน่ห์ชวนมอง

“ขอโทษนะครับ หน้าของผมมีอะไรผิดปกติหรือเปล่าครับ ผมเห็นป้าจ้องหน้าผมตาไม่กระพริบเชียว” พนาสินถามกลั้วหัวเราะ มองป้าสมรที่เอาแต่จ้องหน้าของตนเองเหมือนเห็นของแปลกยังไงยังงั้น

คำถามของพนาสิน เรียกอาการร้อนเห่อจากป้าสมรได้เป็นอย่างดี ป้าสมรรู้สึกอายจนอยากจะเอาหัวมุดพื้นห้องหายไปซะเดี๋ยวนั้น มีอย่างที่ไหน แก่จนอายุปูนนี้แล้ว ยังจะมาจ้องหน้าหนุ่มๆ เหมือนกับเป็นสาววัยรุ่นไปได้ แถมยังเผลอจ้องหน้าอีกฝ่ายซะจนเจ้าตัวต้องเอ่ยปากทัก น่าขายหน้าจริงๆ ป้าสมรเอ็ดตัวเองอยู่ในใจ

“ขอโทษด้วยค่ะคุณ คือ...ป้าไม่คิดว่าพี่ชายของคุณลินจะหล่อขนาดนี้ ก็เลยผลอจ้องหน้าคุณนานไปหน่อย อย่าถือสาป้าเลยนะคะ” ป้าสมรบอกตามความเป็นจริงแล้วหัวเราะแห้งๆ 

พนาสินเลิกคิ้วสูงกับคำตอบที่ได้รับก่อนคลี่ยิ้มบางๆ จะว่าไปแล้ว พนาสินก็พอจะรู้ตัวอยู่หรอกว่า ตัวเองเป็นคนหน้าตาดี แต่ไม่คิดว่าจะได้ยินคำชมซึ่งๆ หน้าจากผู้หญิงรุ่นป้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแบบนี้ เขาจึงรู้สึกแปลกๆ ชอบกล แต่จะให้เขาพูดอะไรออกมาล่ะ นอกจากยิ้มรับคำชมเท่านั้น ซึ่งพนาสินไม่รู้หรอกว่ารอยยิ้มของตนทำให้ป้าสมรเขินหนัก จนนึกอยากจะให้ตัวเองย้อนเวลากลับไปเป็นสาววัยรุ่นเหลือเกิน (ถ้าทำได้)

“เอ่อ..คุณมาเยี่ยมคุณลินหรือคะ” ป้าสมรถามขึ้นมา หลังจากดึงสติที่กระเจิงไปให้กลับมาได้แล้ว 

“ครับ ไม่ทราบว่าหนูลินไปไหนครับ” พนาสินบอกก่อนย้อนถาม ที่จริง เขาเดินทางมาถึงที่นี่ตั้งแต่ตอนเย็นของวันอาทิตย์เพื่อมาประชุมราชการ โดยตอนแรกเขาคิดว่าจะนั่งรถทัวร์เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา แต่จู่ๆ เกิดเปลี่ยนใจกะทันหัน คิดว่าไหนๆ ก็ขึ้นมาแล้ว น่าจะถือโอกาสนี้แวะเยี่ยมน้องสาวสักหน่อย เขาจึงขับรถมาเองจะได้สะดวกในการเดินทาง แต่พนาสินไม่ได้โทรบอกให้นลินรู้ เพราะอยากให้อีกฝ่ายประหลาดใจ จึงคิดว่ารอให้ประชุมเสร็จก่อนแล้วค่อยแวะมาหานลินที่หอพักแบบนั้นน่าจะดีกว่า

ซึ่งนับว่าเป็นความโชคดีของนลิน เพราะหากพนาสินโทรหานลินตั้งแต่ตอนขึ้นมาถึง ป่านนี้นลินคงถูกพี่ชายพาตัวกลับบ้านไปตั้งแต่เย็นวันอาทิตย์ที่เกิดเรื่องแล้ว

“ตอนนี้คุณลินนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลค่ะ” คำตอบของป้าสมร ทำให้พนาสินนิ่วหน้า

“หือ..หนูลินไม่สบายหรือครับ แล้วเข้าโรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”

“เอ่อ..คุณลินเข้ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเมื่อสองสามวันก่อนค่ะ ถ้าจำไม่ผิด น่าจะตั้งแต่ตอนค่ำๆ ของวันอาทิตย์ที่ผ่านมาค่ะ” ป้าสมรเลี่ยงไม่ตอบคำถามแรก แต่ตอบคำถามข้อที่สองแทน

พนาสินขมวดคิ้วมุ่นหนักกว่าเก่ากับคำตอบที่ได้รับ ตั้งแต่วันอาทิตย์ตอนค่ำ วันเดียวกันกับที่เขาขึ้นมาถึงพอดี พนาสินยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาแล้วหรี่ตา นี่มันวันอังคารใกล้จะเที่ยงเข้าไปแล้ว แสดงว่าอาการป่วยของหนูลินต้องหนักมาก ไม่อย่างนั้น ป่านนี้หมอต้องอนุญาตให้กลับบ้านได้แล้วสิ

“ป้าพอจะรู้ไหมครับว่า หนูลินรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลไหน” 

“เอ่อ..ป้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะว่า คุณลินไปรักษาตัวที่ไหน รู้แค่ว่าเป็นโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ อยู่ไม่ไกลจากที่นี่มากนัก พอดีสมภพเป็นคนพาคุณลินไปส่งที่นั่นค่ะ” บอกออกไปแล้ว ป้าสมรก็แทบกลั้นหายใจ เมื่อพนาสินตวัดสายตาดุๆ มองตรงมา เอ่ยถามเสียงเข้ม

“สมภพ? ใครกันครับ? เพื่อนของหนูลินหรือเปล่า?”

“เอ่อ..สมภพเป็นช่างซ่อมประจำหอค่ะ คือวันที่เกิดเรื่องนั้น คุณลินแกเกิดอาการช็อกฉับพลัน โชคดีว่าสมภพอยู่ในห้องกับคุณลินพอดี สมภพก็เลยอุ้มคุณลิน วิ่งลงมาจากห้องพักแล้วพาไปส่งโรงพยาบาลค่ะ” ป้าสมรรีบอธิบายแต่ต้องสะดุ้ง เมื่อพนาสินปราดเข้ามาจับไหล่แล้วถามด้วยน้ำเสียงห้วนจัด

“เมื่อกี้ป้าว่าอะไรนะครับ หนูลินช็อกฉับพลันอย่างงั้นเหรอ!”

“เอ่อ..คะ..ค่ะ” ป้าสมรตอบเสียงสั่น รู้สึกตกใจกับท่าทีของพนาสิน แต่อีกฝ่ายไม่สนใจกลับยิงคำถามใส่ป้าสมรรัวเป็นชุด

“มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทำไมจู่ๆ หนูลินถึงได้เกิดอาการช็อกฉับพลัน แล้วผู้ชายที่ชื่อสมภพเข้าไปอยู่ในห้องพักของหนูลินได้ยังไง ป้าช่วยอธิบายให้ผมฟังหน่อยสิครับ!” น้ำเสียงของพนาสินเต็มไปด้วยความร้อนรน นึกห่วงน้องสาวขึ้นมาจับใจ แม้นลินจะดูบอบบางเหมือนตุ๊กตาเจ้าหญิง แต่เขารู้ดีว่านลินเป็นพวกอ่อนนอกแข็งใน แสดงว่า หนูลินต้องเจอเหตุการณ์ที่ร้ายแรงมากจนจิตใจรับไม่ไหวถึงได้ช็อกหมดสติเป็นลมล้มพับไป

นอกจากนี้ ผู้ชายที่ชื่อสมภพ มีความสัมพันธ์กับนลินในแง่ไหน ทำไมถึงได้เข้าไปอยู่ในห้องของหนูลินได้

พนาสินย่นคิ้วเข้าหากัน แม้ว่าบุคลิกภายนอกของพนาสินจะดูใจเย็นและมีเหตุผล รวมถึงเป็นคนขี้เล่น อารมณ์ดี ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของบรรดาสาวๆ น้อยใหญ่ที่มามะรุมมะตุ้มรุมล้อมขายขนมจีบอยู่มากมายก็ตาม

แต่...ถ้าเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับน้องสาวคนเดียว ซึ่งพนาสินหวงแหนยิ่งกว่าจงอางหวงไข่แล้วล่ะก็  พนาสินจะเปลี่ยนเป็นอีกคนได้ทันทีอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นความใจร้อน ขี้โมโห ที่สามารถเผาผลาญทุกสิ่งที่ขวางหน้าให้มอดไหม้เป็นจุล หรือความขี้หวงน้องสาวที่ขึ้นชื่อลือชาจนหนุ่มๆ แถวบ้านไม่กล้าลองดี เพราะกลัวบาทาพิฆาตที่อาจจะลอยหวือมาฟาดใส่ก้านคอแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวจนสลบเหมือดกลางอากาศได้

ทั้งสองอย่างที่ว่ามานี้ ยังไม่น่ากลัวเท่ากับ ความไร้เหตุผลเข้าขั้นงี่เง่าของพนาสิน ที่ต่อให้ใครมีเหตุผลดีๆ หรือคารมเฉียบคมแค่ไหน หากมาเจอพนาสินในโหมดนี้แล้วล่ะก็ จะต้องอึ้งใบ้กินกันเป็นแถว เพราะพนาสินมีความสามารถพิเศษในการสรรหาคำพูดที่แสบสันและดุเดือดเผ็ดร้อนมาโต้ตอบฝ่ายตรงข้ามจนหน้าหงายมาแล้วหลายราย เรียกได้ว่า พนาสินที่อยู่ในโหมดหวงน้องสาว มีสภาพไม่ต่างอะไรจากเทพบุตรซาตานดีๆ นี่เอง!

และความสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับผู้ชายที่ชื่อสมภพ ทำให้คนหวงน้องสาวขนาดหนักอย่างพนาสินขบกรามแน่น ชายหนุ่มนึกจินตนาการไปในแง่ร้าย หรือว่า..ช่างที่ชื่อสมภพแอบย่องเข้าไปทำมิดีมิร้ายหนูลินถึงในห้อง แต่หนูลินไม่ยอมเลยเกิดการต่อสู้กัน สุดท้ายหนูลินสู้แรงมันไม่ไหวจึงตกใจจนช็อกหมดสติไป ทีนี้ ไอ้หมอนั่นคงกลัวความผิดเลยทำทีเป็นพลเมืองดี รีบพาหนูลินไปส่งโรงพยาบาล เพื่อกลบเกลื่อนความชั่วของตัวเอง ต้องใช่แน่ๆ เรื่องราวทั้งหมดต้องเป็นแบบนี้แน่ๆ!! พนาสินคิดในแง่ร้ายสุดขั้ว สีหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด

ก่อนที่ภาพของสมภพในจินตนาการของพนาสินจะเลวร้ายดิ่งลงเหวไปมากกว่านี้ ป้าสมรก็ใช้มือสะกิดสีข้างของพนาสินเบาๆ พร้อมกับพูดเสียงอ่อย

“เอ่อ..คะ.คุณคะ ป้าเจ็บค่ะ”

“หือ” พนาสินกะพริบตาสองสามครั้ง จินตนาการในแง่ร้ายพลันมลายหายวับไปกับตา เขาหันมามองป้าสมรที่ทำหน้าเหยเกเหมือนคนจะร้องไห้อย่างแปลกใจ เมื่อเห็นว่าอะไรเป็นอะไร พนาสินก็ทำตาโต รีบปล่อยมือจากบ่าของป้าสมรที่ตัวเองจิกเล็บลงไปอย่างแรงแทบไม่ทัน ขณะที่ปากก็เอ่ยขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่

“ขอโทษครับ พอดีผมคิดอะไรเพลินๆ จนลืมตัวไปหน่อย เจ็บมากไหมครับ”

“ไม่เป็นไรค่ะ นิดเดียวเอง” ป้าสมรยิ้มให้ พลางเอามือคลึงบ่าบริเวณที่ถูกพนาสินกดก่อนนิ่วหน้า อูย..สงสัยพี่ชายคุณลินคงมีอาชีพเป็นนักมวยแน่ๆ มือถึงได้หนักแบบนี้

“ผมต้องขอโทษจริงๆ นะครับที่ทำให้ป้าเจ็บตัว เอ่อ..ผมคงห่วงน้องมากไป แล้วตกลงว่า มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับหนูลินครับ” พนาสินมองป้าสมรอย่างคนสำนึกผิด ป้าสมรยิ้มกว้าง พี่ชายคุณลินนี่น่ารักชะมัด คิดแล้วก็ถอนหายใจดังเฮือก เสียดายที่เราเกิดมาเร็วไปนิด ไม่อย่างนั้นล่ะก็.. ป้าสมรคิดอย่างเสียดาย แล้วพูดขึ้น

“ที่จริงป้าเองก็ถูกสั่งห้ามไม่ให้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณลินให้คนนอกฟังหรอกค่ะ”

“เอ๊ะ ทำไมล่ะครับ เรื่องมันร้ายแรงมากเลยหรือครับถึงได้ถูกสั่งห้ามแบบนั้น”

ป้าสมรเหลียวซ้ายแลขวาอย่างระวัง เพื่อดูว่ามีใครอยู่แถวนั้นบ้างไหม เมื่อไม่เห็นใครในละแวกนั้น ป้าสมรก็ฉุดมือพนาสินให้เดินตามมานั่งที่เก้าอี้รับแขก จากนั้นก็พูดกระซิบเบาๆ ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“เรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณลิน จะว่าร้ายแรงไหม ป้าคิดว่าก็หนักพอสมควรค่ะ คุณชลิตซึ่งเป็นเจ้าของหอถึงได้กำชับคนที่รู้เรื่องนี้ให้ปิดปากเงียบและห้ามแพร่งพรายออกไปเป็นอันขาด แกเกรงว่า หากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูของคนนอกแล้ว เรื่องมันจะอื้อฉาวและบานปลายไปกันใหญ่ ขนาดคนในหอก็รู้เรื่องนี้เพียงไม่กี่คนเองค่ะ”

ป้าสมรไม่รู้เลยว่า คำพูดกำกวมและท่าทางระแวดระวังของตนได้สร้างความเข้าใจผิดให้พนาสินอย่างใหญ่หลวง และเป็นการตอกย้ำความคิดในจินตนาการของพนาสินให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

พนาสินหน้าถอดสี เรื่องอื้อฉาวอย่างนั้นเหรอ? นี่หมายความว่า..หนูลินพลาดท่าเสียทีให้ช่างที่ชื่อสมภพไปแล้วใช่ไหม! น้องสาวเขาถึงได้ช็อกหมดสติจนต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะรับไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น!! คิดแล้ว พนาสินก็กำมือแน่น มองป้าสมรด้วยแววตาเจ็บช้ำ พูดเสียงต่ำลึกในลำคอ

“ป้าครับ กรุณาเล่าความจริงมาให้ผมฟังเถอะครับ ในฐานะที่ผมเป็นพี่ชายของหนูลิน ผมอยากรู้เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับน้องสาวผมอย่างละเอียดที่สุด ไม่ต้องห่วงนะครับ ต่อให้เป็นเรื่องที่อื้อฉาวแค่ไหน ผมก็รับได้”

พนาสินคิดอย่างที่พูดจริงๆ ดวงตาสีสนิมเหล็กเป็นประกายคมกล้า ขอให้เขาได้ฟังรายละเอียดทั้งหมดของเรื่องที่เกิดขึ้นกับหนูลินก่อนเถอะ จากนั้น เขาจะจัดการกับคนที่บังอาจมาย่ำยีน้องสาวของเขาอย่างสาสม!!

“ค่ะ คือเรื่องทั้งหมดมันเริ่มจาก...” ป้าสมรยังไม่ทันจะเล่าเรื่องระทึกขวัญที่เกิดขึ้นกับนลินให้พนาสินฟัง จู่ๆ โทรศัพท์มือถือของพนาสินก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ชายหนุ่มรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสาย กรอกเสียงพูดลงไป

“พนาสินครับ อยู่ที่หอพักหนูลิน มีอะไรเหรอ หือ..บ่ายสอง? อ้าว ไหนว่าจะประชุมอีกครั้งตอนสามโมงครึ่งไง ใครเป็นคนเลื่อนเวลาขึ้นมาวะ” พนาสินพูดพลางดูนาฬิกาข้อมือ ตอนนี้มันเที่ยงกว่าเข้าไปแล้ว แสดงว่าเขามีเวลาแค่ชั่วโมงเศษๆ เพื่อกลับไปให้ทันเข้าประชุม ไม่อย่างนั้นมีหวังโดนนายเฉ่งจนหูชาแน่

“เออ รู้แล้ว จะรีบไปเดี๋ยวนี้” พนาสินตัดสายโทรศัพท์ทิ้ง แล้วหันมามองป้าสมรด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความยุ่งยากใจ เอาไงดี อยากรู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับหนูลินใจจะขาด แต่เจ้านายดันเลื่อนเวลาประชุมขึ้นมาซะงั้น พนาสินถอนหายใจดังเฮือก รู้สึกหงุดหงิดเหลือเกินแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายก็พูดขึ้น

“ขอโทษนะครับป้า พอดีผมมีธุระด่วน คงจะคุยกับป้าตอนนี้ไม่ได้ เอาเป็นว่า เรื่องของหนูลินนั้น เดี๋ยวผมจะกลับมาฟังอีกครั้งในตอนเย็นแล้วกันนะครับ ขอตัวก่อนครับ” พูดจบ พนาสินก็ยกมือไหว้ป้าสมร แล้วเดินออกไปทันที ป้าสมรมองตามหลังของพนาสินไปจนลับสายตาแล้วถอนหายใจเสียงดัง

“เฮ้อ คนอะไรก็ไม่รู้ มาไวไปไวอย่างกับพายุ เล่นเอาคนแก่ตามไม่ทันเลยแฮะ ดีนะที่หล่อ ไม่อย่างนั้น งานนี้มีเคือง” ป้าสมรพูดติดตลกก่อนหัวเราะออกมาเบาๆ เดินกลับเข้าไปทำงานที่ยังคั่งค้างต่อ

คนที่ป้าสมรเปรียบเทียบว่าเหมือนพายุในขณะนี้ ก็เดินมาถึงรถโฟร์วิล สีดำเงินที่จอดอยู่ไม่ไกลจากหอพักของนลิน เมื่อขึ้นไปนั่งบนรถ พนาสินก็สตาร์ทเครื่องแล้วบิดเต็มแรง เพื่อระบายอารมณ์โกรธที่กำลังก่อตัวขึ้น หึ! พนาสินแค่นยิ้ม ดวงตาเป็นประกายวาวโรจน์ หมุนพวงมาลัยรถแล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว

ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง พนาสินก็ขับรถมาถึงโรงแรมขนาดใหญ่แห่งหนึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง เมื่อจอดรถเข้าที่และจัดการล็อคกุญแจรถเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มก็เดินแกมวิ่งไปที่ประตูลิฟท์ กดหมายเลขชั้นที่ต้องการ เพียงครู่เดียว พนาสินก็พาตัวเองมาหยุดอยู่หน้าห้องที่ใช้สำหรับจัดเป็นสถานที่ประชุมในครั้งนี้

“ไอ้กล้า! ฉันนึกว่าแกจะมาไม่ทันซะแล้ว!” พันศักดิ์ เพื่อนร่วมรุ่นของพนาสิน ซึ่งทำงานในตำแหน่งเดียวกัน แต่อยู่กันคนละอำเภอรีบผละจากการสนทนากับเพื่อนคนอื่นๆ วิ่งเข้ามาหาพนาสินหน้าตาตื่น

“ทันสิวะ ทำไมจะไม่ทัน แล้วนายมาถึงหรือยัง” พนาสินบอกพลางกวาดตามองหา “นาย”

“ยังว่ะ อีกสักครู่คงจะมา แล้วนี่แกไปเยี่ยมหนูลินมาเป็นไงมั่ง หนูลินสบายดีไหม” พันศักดิ์ถาม แต่ต้องสะดุ้ง เมื่อพนาสินหันมามองด้วยแววตาแข็งกร้าว

“หยุด!! ห้ามเรียกน้องสาวฉันว่าหนูลินเป็นอันขาด เพราะคำว่าหนูลิน เป็นคำเฉพาะที่สงวนไว้ให้สำหรับคนในครอบครัวเรียกเท่านั้น ถึงแกจะเป็นเพื่อนสนิทฉัน ก็ไม่มีสิทธิ์มาเรียกแบบนี้ เข้าใจไหม!”

“ไม่เข้าใจ! ก็เมื่อก่อนแกเคยอนุญาตให้ฉันเรียกได้นี่!” พันศักดิ์แย้งเสียงดัง แต่ต้องต้องสะดุ้งอีกรอบ เมื่อพนาสินแยกเขี้ยวใส่ พูดเสียงกระด้าง

“นั่นมันเมื่อก่อน แต่ตอนนี้ฉันเปลี่ยนใจแล้ว นับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ห้ามแกเรียกน้องสาวฉันว่าหนูลินเด็ดขาด ถ้าไม่เชื่อกันล่ะก็ หึ! เพื่อนก็เพื่อนเถอะวะ ได้เจอแข้งฉันแน่!!”

“เฮ้ย แบบนี้เข้าข่ายข่มขู่กันนี่นา” พันศักดิ์โวยวายแต่ต้องหุบปากทันควัน เมื่อเห็นสายตาพิฆาตของพนาสินที่มองมา ตามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบที่ฟังแล้วหนาวเยือกไปถึงหัวใจ

“ถ้าแกยังอยากจะมีปากเก็บไว้ใช้พูดได้อีกนานๆ หลายปีแล้วล่ะก็ กรุณาอย่ามายัดเยียดข้อหาชุ่ยๆ ให้ฉันเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น ปากของแกอาจหมดอายุการใช้งานเร็วกว่าที่คิด!!”

พันศักดิ์สะดุ้งกับคำพูดประโยคนั้น รู้ดีว่า พนาสินเป็นคนพูดจริงทำจริง และเมื่อไหร่ก็ตามที่พนาสินมองด้วยสายตาพิฆาตแล้วตามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบล่ะก็ ให้เก็บปากเก็บคำเอาไว้จะปลอดภัยที่สุด!

แต่..ถึงจะรู้อย่างนั้น พันศักดิ์ก็อดบ่นออกมาไมได้

“ไม่ได้ยัดเยียดข้อหาสักหน่อย แค่โวยนิดเดียวเท่านั้นเอง อย่ามาขู่กันแบบนี้สิ ไอ้ขี้งก” สามคำสุดท้าย พันศักดิ์ทำปากขมุบขมิบต่อว่าเบาๆ แต่พนาสินหูดีชะมัด ยังอุตส่าห์ได้ยินอีก

“เมื่อกี้แกทำปากพะงาบๆ ด่าใครว่าขี้งกนะ ไอ้ศักดิ์!”

“ไม่มีเว้ย ไม่ได้พูดว่าหรือด่าอะไรแกสักคำเลย” พันศักดิ์รีบปฏิเสธเป็นพัลวัน ยกมือปาดเหงื่อที่ไหลย้อยลงมาจากหน้าแทบไม่ทัน พนาสินยกมือกอดอก หรี่ตามองเพื่อนสนิทพร้อมผุดยิ้มมุมปาก พูดเสียงเรียบ

“แล้วไป แสดงว่าเสียงที่ฉันได้ยินเมื่อกี้ คงจะเป็นเสียงของตุ๊กแกหรือไม่ก็จิ้งเหลนสองขาแหงๆ แหม่ ไม่น่าเชื่อเลยนะว่า ในโรงแรมขนาดใหญ่ระดับห้าดาวแบบนี้ จะมีสิ่งมีชีวิตหน้าตาน่าเกลียดประเภทนี้อยู่ด้วย”

พันศักดิ์กัดฟันกรอด มองพนาสินที่ยืนยิ้มยั่วอยู่ตรงหน้าตาเขียว แต่รู้ว่าเถียงไปก็แค่นั้น คนอย่างเขาไม่มีทางใช้คำพูดเอาชนะคะคานคนปากจัดมาแต่กำเนิดอย่างพนาสินได้หรอก สู้อยู่เงียบๆ จะดีกว่า ไม่เจ็บตัวด้วย  

เมื่อเห็นพันศักดิ์นิ่งเงียบ พนาสินก็ยิ้มชอบใจ ก่อนมองไปยังห้องประชุม ป่านนี้แล้ว นาย ยังไม่มาอีก แบบนี้เมื่อไหร่จะได้ประชุมกันล่ะ พนาสินคิดอย่างหงุดหงิด บ่นออกมาอย่างไม่สบอารมณ์

“ช้าชะมัด!”

พันศักดิ์มองท่าทางของพนาสินอย่างแปลกใจ เพราะปกติแล้ว พนาสินจะเป็นคนใจเย็นและมีเหตุผล ไม่ขี้หงุดหงิดหรือขี้บ่นและมีความอดทนสูงมาก แต่ทำไมตอนนี้ พนาสินถึงได้ดูเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

แปลกแฮะ ไอ้กล้าไปกินรังต่อรังแตนมาจากที่ไหน ทำไมจู่ๆ มันถึงได้ดูหงุดหงิดและขี้โมโหขึ้นมาได้วะ คิดแล้ว พันศักดิ์ก็เอามือตบบ่าพนาสินเบาๆ แล้วพูดขึ้น 

“ใจเย็นๆ ก่อนสิกล้า เดี๋ยวนายก็มา แกจะรีบร้อนไปไหนกัน”

“ไอ้คำว่าเดี๋ยวของแกน่ะ เมื่อไหร่กันวะ สิบนาที ยี่สิบนาที ครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมงกันล่ะ” พนาสินว่าพลางกลอกตาไปมา นี่ถ้าไม่กลัวว่าจะถูกนายเพ่งเล็งล่ะก็ เขาคงโดดประชุมของวันนี้ไปนานแล้ว 

“เอาน่า จะกี่นาทีก็ช่าง เราเป็นผู้น้อยจะไปโวยผู้ใหญ่ได้ยังไงกัน มีแต่เสียกับเสีย เออ..ว่าแต่แกยังไม่ได้เล่าให้ฉันฟังเลยว่า แกไปเยี่ยมน้องลินมาแล้วเป็นยังไงบ้าง” พันศักดิ์ชวนคุยเพื่อหวังผ่อนคลายอารมณ์หงุดหงิดของอีกฝ่าย โดยหารู้ไม่ว่าคำถามของตน เหมือนกับไปเทน้ำมันราดลงบนกองเพลิงขนาดใหญ่ พนาสินเม้มปากเป็นเส้นตรง มองเพื่อนสนิทด้วยแววตาชนิดหนึ่งที่ทำให้คนเห็นแล้ว รู้สึกเสียววาบในช่องท้องขึ้นมา

“เอ่อ..ถ้าแกไม่สะดวกตอบคำถามของฉันที่ถามไปเมื่อกี้ แกไม่ต้องตอบก็ได้นะกล้า” พันศักดิ์รีบบอกเสียงสั่น รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ เหมือนคนจะเป็นคนไข้ขึ้นมากับอาการแปลกๆ ของพนาสิน ที่พันศักดิ์คิดเอาเองว่า มีอาการเหมือนกับคนโดนของหรือไม่ก็ผีเข้า

“เออ ฉันไม่สะดวกตอบ และขอร้องเลยนะว่า ถ้าไม่อยากเห็นฉันกลายร่างเป็นก๊อดซิล่าพ่นไฟใส่หัวแกในตอนนี้แล้วล่ะก็ ห้ามถามเรื่องของหนูลิน ไว้รอให้ฉันจัดการเรื่องให้เรียบร้อยก่อน แล้วฉันจะเล่าให้ฟังเอง เข้าใจไหม!!” พนาสินพูดเสียงหนักพร้อมกับตบบ่าของพันศักดิ์เบาๆ แต่ทำเอาคนถูกตบถึงกับสะดุ้งหน้าเหยเก

“ขะ..เข้าใจ” พันศักดิ์พยักหน้ารับคำเสียงอ่อย ไม่กล้าซักถามหรือชวนพนาสินคุยอีก ได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจและยืนนิ่งเงียบอยู่อย่างนั้น จนกระทั่ง ได้ยินเสียงเพื่อนๆ ตะโกนเรียกให้เข้าห้องประชุม พันศักดิ์จึงสะกิดพนาสิน ซึ่งอีกฝ่ายพยักหน้ารับรู้ก่อนเดินตามหลังพันศักดิ์หายเข้าไปในห้องประชุม

สองชั่วโมงผ่านไป

ในที่สุด การประชุมที่ยืดเยื้อและแสนจะน่าเบื่อก็จบลง พนาสินรีบเก็บเอกสารและลุกขึ้นยืน จากนั้นชายหนุ่มก็เดินลิ่วไปที่ประตูทางออกโดยไม่สนใจใครทั้งนั้น พันศักดิ์ที่เพิ่งจะเก็บของเสร็จหันมาเข้าเห็นพอดี รีบลุกขึ้นวิ่งไล่ตามหลังมาติดๆ พลางร้องตะโกนเรียก

“เฮ้ย ไอ้กล้า! รอด้วยสิ จะรีบไปไหนวะ”

“ไปทำธุระ แกกลับไปก่อนก็แล้วกัน”

“ธุระ? ธุระอะไรวะ แล้วไม่อยู่กินข้าวเย็นกับคนอื่นๆ ก่อนเหรอ”

“ไม่ล่ะ แกไปกินเถอะ ฉันจะไปจัดการเรื่องของหนูลินให้เรียบร้อยก่อน!” พนาสินบอกโดยที่ไม่หันหน้ามามอง พันศักดิ์ขมวดคิ้วงุนงง เกิดเรื่องอะไรกับหนูลินอย่างนั้นเหรอ ไอ้กล้าถึงได้รีบร้อนอย่างนี้ 

“เดี๋ยวไอ้กล้า! มาคุยกันให้รู้เรื่องก่อนสิ เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับน้องลินเหรอ แล้วเรื่องร้ายแรงมากหรือเปล่า แกถึงได้รีบร้อนจะออกไปแบบนี้!” พันศักดิ์คว้าแขนของพนาสินเอาไว้ ถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เพราะเขาเห็นนลินมาตั้งแต่นลินยังเป็นเด็กหญิงตัวน้อย จึงรู้สึกเอ็นดูและรักใคร่นลินเหมือนกับเป็นน้องสาวคนหนึ่ง ดังนั้น เมื่อได้ยินว่านลินมีเรื่อง เขาจึงอดเป็นห่วงไม่ได้

พนาสินหยุดกึก หมุนตัวกลับมาใช้นิ้วชี้ดีดลงไปบนหน้าผากของพันศักดิ์เต็มแรง ทำเอาคนถูกเล่นงานถึงกับร้องลั่น ยกมือกุมหน้าผากพลางโวยวายเสียงดัง

“โอ๊ย..ไอ้บ้า! ฉันถามแกดีๆ นะ ทำไมจะต้องเอามือมาดีดหน้าผากฉันด้วยวะ!” พันศักดิ์มองพนาสินตาขุ่นพลางนิ่วหน้าแล้วสูดปากเบาๆ อูย..เจ็บชะมัด คนอะไรมือหนักชิบเป๋งเลย กะจะฆ่ากันให้ตายหรือไงวะนี่!

“ก็ใครใช้ให้แกถามเรื่องของหนูลินขึ้นมาล่ะ ฉันบอกแกแล้วใช่ไหมว่า รอให้ฉันจัดการเรื่องทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อน แล้วจะเล่าให้ฟังเอง ความจำแกสั้นหรือไง!”

“อ้อ นี่แสดงว่า เป็นความผิดของฉันใช่ไหม ที่ดันไปถามเรื่องของน้องลินกับแก”

“เออ”

“แต่ที่ฉันถามก็เพราะว่าฉันเป็นห่วงนะโว้ย น้องสาวแกก็เหมือนกับน้องสาวฉัน ถามไม่ได้หรือไง”

“ไม่ได้! ถ้าฉันไม่อนุญาตให้ถาม ไม่ว่าหน้าไหนก็ห้ามถามทั้งนั้น!”

“ไอ้คนไม่มีเหตุผล”

“ฉันเนี่ยนะไม่มีเหตุผล เฮอะ! จะบอกอะไรให้นะ ถ้าคนอย่างฉันไม่มีเหตุผล โลกใบนี้ก็คงจะหาคนที่มีเหตุผลได้ยากเต็มทีแล้วล่ะ ไอ้ศักดิ์!”

คำพูดของพนาสินทำให้พันศักดิ์อึ้งไปถนัด นึกอยากจะยกมือกุมขมับซะเหลือเกิน ช่างกล้าพูดออกมาได้นะ ไอ้บ้า! คนมีเหตุผลที่ไหนจะพูดจาเอาแต่ใจแบบนี้กันล่ะ ถ้าเขาเชื่อคำพูดของมันก็บ้าแล้ว

“มองหน้าแบบนี้ อยากมีเรื่องกับฉันหรือไง” พนาสินตีรวน มองพันศักดิ์แล้วหรี่ตาพลางถลกแขนเสื้อขึ้นสูงตั้งท่าเอาเรื่องเต็มที่ เห็นแบบนั้น พันศักดิ์ก็ส่ายหัว รีบปฏิเสธทันที

“มีแต่คนโง่กับคนบ้าเท่านั้นแหละที่อยากมีเรื่องกับแก แต่ฉันไม่ได้โง่และก็ไม่ได้บ้าด้วย ฉะนั้น เอาแขนเสื้อลงเลยนะไอ้กล้า”

“แล้วไป นึกว่าแกอยากมีเรื่องซะอีก ฉันจะได้จัดให้ นี่ดีนะที่ฉันเป็นคนมีเหตุผลและใจเย็น ไม่อย่างนั้นป่านนี้แกคงล้มทั้งยืน ลงไปนอนนับสิบอยู่กับพื้นห้องแล้ว” 

พันศักดิ์นิ่วหน้า ฟังมันพูดเข้าสิ คนมีเหตุผลและใจเย็นคนอื่นๆ มีใครเป็นเหมือนมันบ้างไหมวะ หรือมีเฉพาะมันคนเดียวที่เป็นแบบนี้ เอะอะก็ใช้แต่กำลังข่มขู่คนอื่นเรื่อยเชียว เฮอะ! ไอ้คนมีเหตุผลและใจเย็นเอ๊ย!

แน่นอนว่า พันศักดิ์ได้แต่คิดอยู่ในใจ ไม่กล้าพูดออกมาให้พนาสินได้ยินหรอก เพราะกลัวว่าตนเองจะถูกคนมีเหตุผลทำร้ายร่างกายด้วยวิธีพิสดารอีก

จะไม่ให้เขากลัวได้ยังไง ขนาดเขาถามเรื่องน้องสาวแค่นี้ คนมีเหตุผลและใจเย็นอย่างมันก็ดีดหน้าผากเขาซะแล้ว ขืนเขาไปเถียงหรือโต้แย้งกับมันอีก ไอ้กล้าจะได้ประเคนฝ่าเท้าฟาดใส่ก้านคอเขาเข้าประไร ไอ้นี่ไม่ใช่แค่ปากไว มือไวหรือเท้าไวเท่านั้น แต่ยังมือหนักเท้าหนักอย่าบอกใครเชียว!

“เออ ฉันเชื่อแล้วว่าแกเป็นคนมีเหตุผล เอาเป็นว่า ฉันขอโทษแล้วกันที่ถามเรื่องน้องลินกับแก”

“ไม่เป็นไร ฉันรู้ว่าแกไม่ได้ตั้งใจ” พนาสินพยักหน้าให้ ยกมือตบบ่าพันศักดิ์สองครั้ง แต่ทำเอาคนถูกตบไหล่แทบทรุด หน้าเหยเก นี่มันมือคนหรือมือช้างกันแน่วะเนี่ย!

“ถ้าอย่างนั้นฉันไปก่อนนะ ไว้เจอกันที่ห้องตอนค่ำๆ” พนาสินบอกแล้วหมุนตัวเดินจากไป

พันศักดิ์มองตามหลังไปก่อนทำคอย่น นี่ขนาดมันรู้ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ มันก็ดีดหน้าผากเขาซะกระดูกแทบร้าว แล้วถ้าเขาตั้งใจล่ะ ไอ้กล้าไม่ทุบหัวเขาแบะสมองไหลไปแล้วเรอะ! คิดแล้วพันศักดิ์ก็ห่อไหล่เข้าหากัน เมื่อนึกถึงสถานที่ที่พนาสินกำลังมุ่งหน้าไป

“หวังว่าไอ้กล้าคงจะไม่ไปอาละวาดใส่ใครที่หอของหนูลินหรอกนะ” พันศักดิ์คิดอย่างหนักใจ ความที่คบหาเป็นเพื่อนกันมานาน ทำให้พันศักดิ์อดกังวลไม่ได้ ดูจากท่าทางของพนาสินที่รีบร้อนออกไปแบบนี้ แสดงว่าเรื่องของหนูลิน จะต้องเกี่ยวข้องกับผู้ชายแน่นอน แล้วรู้ๆ กันอยู่ว่า นิสัยของพนาสินที่อยู่ในโหมดหวงน้องสาวน่ะเป็นยังไง สงสัยงานนี้คงได้มีคนเลือดตกยางออกกันบ้างล่ะ 

“เจ้าประคู้ณ ไม่ว่าผู้โชคร้ายคนนั้นจะเป็นใคร ก็ขอให้เขาจงมีชีวิตรอดปลอดภัยจากบาทาพิฆาตของไอ้กล้าด้วยเถอะ!” พันศักดิ์บนบานศาลกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในบริเวณนั้น แม้จะไม่ค่อยแน่ใจว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะช่วยได้จริงหรือเปล่า แต่การทำแบบนี้ทำให้เขารู้สึกสบายใจขึ้น ที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์จัดการก็แล้วกัน

พันศักดิ์คิดแล้วถอนหายใจ จากนั้นก็เดินไปสมทบกับเพื่อนคนอื่นๆ ที่กำลังทยอยเดินออกมาจากห้องประชุม เพื่อชวนไปหาอะไรกินก่อนจะแยกย้ายกันกลับที่พักของตน 

                                        ************************************************************

18 ความคิดเห็น