เรื่องเล่าจากเงามืด

ตอนที่ 12 : เสียงปริศนา (ตอนที่สิบ)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 71
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    23 มิ.ย. 54

หลังจากออกอุบายทำทีเป็นปวดท้องหนักเพื่อไล่ชลิตให้กลับไปเป็นผลสำเร็จ นลินที่ยืนทำหน้าเหยเกอยู่เมื่อครู่ก็รีบวิ่งไปที่ประตู ใช้มือแง้มประตูให้เปิดออกเล็กน้อยแล้วค่อยๆ โผล่หน้าออกมาดูว่าชลิตกลับไปจริงหรือเปล่า เมื่อเห็นชลิตเดินเลี้ยวหายลับไปตรงโค้งหัวมุม นลินก็ปิดประตูห้องพร้อมกับถอนหายใจอย่างโล่งอก

“เฮ้อ ต้องขอบคุณพี่กล้าจริงๆ ที่ทำให้นึกถึงแผนเมื่อกี้ขึ้นมาได้” นลินพึมพำกับตัวเองแล้วยิ้มออกมา เพราะแผนไล่แขกที่เธอใช้กับชลิตเมื่อครู่นั้น เธอจำมาจากพี่ชายจอมหวงที่มักจะใช้วิธีนี้ไล่แขกสาวๆ ที่ขยันแวะเวียนมาขายขนมจีบถึงที่บ้านให้กลับกันไปแทบไม่ทัน

นลินจำได้ว่า ตอนเห็นพี่กล้าใช้วิธีนี้ไล่สาวครั้งแรก เธอยังนึกขำจนอดแซวพี่ชายไม่ได้ว่า ทำไมไม่หาวิธีอื่นที่มันเข้าท่าหรือดูดีกว่านี้มาไล่สาว แต่พี่ชายตัวดีกลับสั่นหัวปฏิเสธแล้วตอบหน้าตายว่า

“วิธีอื่นใช้ไม่ได้ผลหรอกหนูลิน เสียเวลาเปล่า”

“พี่กล้ารู้ได้ไงคะว่า วิธีอื่นใช้ไม่ได้ผล”

“ทำไมจะไม่รู้ล่ะ ก็พี่กล้าลองมาหมดแล้ว มีแต่วิธีเมื่อกี้นี้เท่านั้นที่ใช้ได้ผล”

 “จริงเหรอคะ พี่กล้า”

“จริงสิ พี่กล้าจะโกหกทำไมกัน หนูลินคิดดูนะว่า หากหนูลินกำลังคุยกับพี่กล้า แล้วจู่ๆ พี่กล้าก็เอามือกุมท้องพร้อมกับทำหน้าเหยเกแล้วบอกว่า อูย..ปวดท้องอึจะตายอยู่แล้ว ช่วยกลับไปก่อนได้ไหม เป็นหนูลินได้ยินแบบนั้นแล้วจะทำยังไง จะปล่อยให้พี่กล้ายืนอึราดอยู่ตรงนั้นหรือเปล่าล่ะ”

“บ้า! ใครเขาจะปล่อยให้พี่กล้ามายืนอึอยู่ตรงหน้าล่ะ เหม็นตายชัก”

“ใช่ไหมล่ะ ไม่ว่าใครหากได้ยินแบบนี้ ก็ต้องยอมหลีกทางให้พี่กล้าไปเข้าห้องน้ำถ่ายของเสียออกก่อนทั้งนั้นแหละ ฉะนั้น วิธีนี้จึงเป็นวิธีไล่สาวที่ได้ผลที่สุด แล้วไม่เพียงแต่จะใช้ไล่สาวเท่านั้น พี่กล้ายังใช้วิธีนี้ไล่แขกที่ไม่ต้องการจะคุยด้วยให้กลับไปได้อีกด้วยนะ หนูลินจะจำเอาไปใช้ก็ได้ พี่กล้าไม่หวงลิขสิทธิ์หรอก”

นลินอมยิ้ม เมื่อนึกถึงคำพูดของพี่กล้าในตอนนั้น จำได้ว่า เธอแย้งพี่ชายทันทีเพราะไม่เห็นด้วย

 “ขอบคุณสำหรับคำแนะนำค่ะ แต่หนูลินไม่เอาดีกว่า เพราะวิธีที่พี่กล้าใช้น่ะ มันดูทุเรศและซกมกไปนิดนึง ขอเปลี่ยนเป็นวิธีอื่นไม่ได้เหรอคะ พี่กล้า”

“พี่กล้าก็ไม่เห็นว่ามันจะซกมกตรงไหน หนูลินคิดมากไปหรือเปล่าเนี่ย”

“ไม่ได้คิดมากนะคะ ถ้าไม่เชื่อ พี่กล้าลองไปถามพ่อกับแม่ดูสิว่า วิธีที่พี่กล้าว่ามาเมื่อกี้น่ะ ซกมกไหม”

“โอ๊ย ไม่ต้องไปถามให้ยุ่งยากหรอก นี่พี่กล้าจะบอกอะไรดีๆ ให้ฟังสักหนึ่งอย่างนะ แต่ฟังแล้วหนูลินจะเอาไปปฏิบัติหรือเปล่า นั่นก็ขึ้นอยู่กับหนูลิน”

“เรื่องอะไรหรือคะ พี่กล้า”

“แน่ะๆ อยากรู้ขึ้นมาเชียว ที่จริง มันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรนักหนาหรอก แต่พี่กล้าคิดว่ามันอาจจะมีประโยชน์กับหนูลินในภายภาคหน้าก็ได้นะ”

“มีประโยชน์กับหนูลินหรือคะ”

“ใช่สิ มีประโยชน์แน่นอน หนูลินอยากรู้ไหมว่ามันคือเรื่องอะไร” พี่กล้ายักคิ้วให้นลิน

“หนูลินอยากรู้ค่ะ พี่กล้ารีบบอกมาสิคะ” นลินถามพลางเขย่าแขนพี่ชาย จนพี่กล้าอดหัวเราะออกมาไม่ได้ ริมฝีปากหนาหยักสวยได้รูปแต้มยิ้มกว้าง ขณะพูดเรื่องสำคัญที่ว่าให้น้องสาวฟัง

“ฟังนะ พี่กล้าจะบอกว่า การเอาตัวรอดของคนเรานั้นมีด้วยกันหลายวิธี ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกใช้วิธีไหน ถ้าหากว่าวิธีที่เราเลือกใช้ มันไม่ได้ไปทำร้ายใครหรือไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นล่ะก็ จงทำไปเถอะ อย่าได้ลังเล เพราะหากมันใช้ได้ผล เราจะมาสนใจหรือกังวลไปทำไมว่ามันทุเรศหรือไม่เข้าท่าหรือเปล่า ในเมื่อผลลัพธ์ของมันต่างหากคือสิ่งที่เราต้องการ และวิธีไล่สาวที่พี่กล้าใช้เมื่อกี้ก็ถือเป็นการเอาตัวรอดอย่างหนึ่งด้วย”

“เอ๋? ไม่เห็นจะเข้าใจเลยค่ะ พี่กล้า”

“แหงสิ ขืนเข้าใจง่ายๆ หนูลินก็ฉลาดเกินเด็กหญิงตัวน้อยไปแล้ว สิ่งที่พี่กล้าพูดให้ฟังเมื่อกี้ ผู้ใหญ่บางคนยังไม่เข้าใจเลย แล้วนับประสาอะไรกับเด็กเพิ่งเริ่มโตเป็นสาวอย่างหนูลินล่ะ”

“เหรอคะ แล้วพี่กล้าเข้าใจความหมายของเรื่องที่บอกหนูลินดีแล้วเหรอ”

“อ้าว แล้วกัน ทำไมพูดแบบนี้ล่ะเนี่ย ถ้าพี่กล้าไม่เข้าใจ พี่กล้าจะมาบอกให้หนูลินฟังทำไม”

“หนูลินไม่รู้นี่คะ นึกว่าพี่กล้าจำคำพูดของคนอื่นมาสอนหนูลินอีกทอดหนึ่งซะอีก”

“โห นี่หนูลินมองว่าพี่กล้าไม่มีความคิดเป็นของตัวเองหรือไงกันจ๊ะ ถึงคิดเรื่องแบบนี้เองไม่ได้”

“ไม่ใช่ค่ะ หนูลินรู้ว่าพี่กล้าฉลาดและก็เก่งด้วย แต่ว่า..”

“แต่ว่าอะไร”

“ก็เรื่องที่พี่กล้าบอกมาเมื่อกี้น่ะสิคะ”

“ทำไมเหรอ”

“หนูลินก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีนั่นแหละค่ะว่า การเอาตัวรอดกับวิธีไล่สาวนี่มันเกี่ยวข้องกันยังไง เอ..หรือว่าต้องรอให้หนูลินมีอายุเท่ากับพี่กล้าในตอนนี้ก่อนคะ หนูลินถึงจะเข้าใจ” นลินถามพลางมองใบหน้าคมเข้มของพี่ชายตาแป๋ว เพราะตอนนั้น นลินเพิ่งจะมีอายุเพียงแค่สิบสองปีเท่านั้น ส่วนพนาสินหรือพี่กล้ามีอายุยี่สิบสี่ปี

“เรื่องนี้พี่กล้าตอบหนูลินไม่ได้หรอก เพราะการเรียนรู้ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถึงแม้จะเป็นเรื่องเดียวกันก็เถอะ บางคนอาจใช้เวลาเพียงน้อยนิดสำหรับการทำความเข้าใจกับเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา แต่สำหรับบางคนอาจต้องใช้เวลามากกว่านั้น เผลอๆ อาจจะทั้งชีวิตเลยด้วยซ้ำกว่าจะเข้าใจมัน”

“ทั้งชีวิตเลยเหรอ? โอย..ทำไมมันถึงได้นานขนาดนั้นล่ะคะพี่กล้า แบบนี้กว่าหนูลินจะเข้าใจเรื่องที่พี่กล้าพูดเมื่อกี้ หนูลินก็แก่งั่กกันพอดี” นลินโอดครวญก่อนร้องลั่น เมื่อพี่กล้าใช้นิ้วชี้ดีดลงมาบนหน้าผากดังเพี๊ยะ

“โอ๊ย..เจ็บนะพี่กล้า อยู่ดีๆ มาดีดหน้าผากหนูลินทำไมกัน” นลินโวยวายพลางเอามือกุมหน้าผาก พร้อมกับส่งค้อนให้พนาสินวงเบ้อเริ่ม

 “ก็ดีดให้เจ็บเพื่อจะได้จำยังไงล่ะ หนูลินนี่น้า อายุก็ไม่ได้มากสักหน่อย เพิ่งจะสิบสองปีเองแท้ๆ แต่ไหงขี้บ่นนักล่ะ ขี้บ่นไม่พอยังขี้กังวลและคิดมากอีกด้วยแฮะ”

“ใครว่าหนูลินขี้บ่น คิดมากและขี้กังวล ไม่ใช่สักหน่อย”.

“งั้นเหรอ แล้วที่ร้องโอดครวญมาเมื่อกี้น่ะ เขาเรียกว่าอะไร ไหนตอบมาซิ”

“เอ่อ..เรียกว่า..เอ่อ..” นลินมีท่าทางอึกอัก เพราะไม่รู้จะตอบยังไง จึงยกมือเกาหัวแก้เก้อ พนาสินอมยิ้มวางมือลงบนศีรษะของน้องสาว แล้วพูดน้ำเสียงนุ่มนวล

“ไงล่ะคนเก่ง ตอบไม่ได้ล่ะสิ”

“ใครว่าตอบไม่ได้ แค่นึกไม่ออกเท่านั้นเอง” นลินเถียงอย่างไม่ยอมแพ้ ทำให้พนาสินส่ายหัว

“ยังจะมาเถียงอีกแน่ะ ช่างเถอะ ถ้าตอบไม่ได้ก็ไม่ต้องตอบ หนูลินรู้ไหมว่าทำไมพี่กล้าถึงพูดว่า หนูลินเป็นคนขี้บ่น คิดมากและขี้กังวล”

“ไม่รู้ค่ะ”

“แล้วอยากรู้หรือเปล่าล่ะ”

นลินพยักหน้าแทนคำตอบ พนาสินจึงหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนเฉลย

“ก็เมื่อกี้พี่กล้าเพิ่งบอกไปหยกๆ ใช่ไหมว่า การเรียนรู้ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้น การทำความเข้าใจกับเรื่องอะไรสักอย่าง จึงไม่สามารถกำหนดได้ว่าต้องใช้เวลาเท่านั้นหรือเท่านี้ แต่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคน” พนาสินอธิบาย เมื่อเห็นนลินตั้งใจฟัง จึงพูดต่อเนิบๆ

“เรื่องเอาตัวรอดกับวิธีไล่สาวก็เหมือนกัน พี่กล้าบอกไม่ได้หรอกว่าหนูลินจะเข้าใจมันได้เมื่อไหร่ แต่พี่กล้าเชื่อว่า เวลาที่ผ่านไปบวกกับประสบการณ์ชีวิตที่โตขึ้น จะทำให้หนูลินเข้าใจในสิ่งที่พี่กล้าพูดในคืนนี้แน่นอน ดังนั้น อย่ามาโอดครวญหรือคิดวิตกกังวลไปก่อนล่วงหน้าสิว่า ตัวเองอาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิต เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว หนูลินอาจใช้เวลาน้อยกว่านั้นก็ได้ เข้าใจไหม” พนาสินพูดพลางใช้มือโยกศีรษะของน้องสาวไปมา

แม้ว่าเหตุการณ์นั้นจะผ่านมาสิบสองปีแล้วก็ตาม แต่นลินรู้สึกเหมือนกับว่า เรื่องที่เธอนั่งคุยกับพี่ชายในคืนนั้นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง ภาพทุกภาพยังติดตา คำพูดทุกคำของพี่กล้ายังดังก้องอยู่ในหู ฝังแน่นอยู่ในส่วนลึกของความทรงจำมาตลอด แต่เธอไม่เข้าใจคำพูดของพี่กล้าที่สอนในคืนนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว

จนกระทั่ง...ชลิตแวะมาเยี่ยมเมื่อกี้นี้นี่เอง ขณะที่นลินเริ่มอึดอัดใจกับการต้องต้อนรับชลิตตามลำพัง และกำลังคิดหาวิธีไล่ชลิตให้กลับไป แต่คิดไม่ออกว่าจะหาวิธีไหนที่นุ่มนวลและละมุนละม่อมอยู่นั้น

จู่ๆ ภาพเหตุการณ์ที่เธอนั่งคุยกับพี่ชายตรงระเบียงนอกบ้าน เมื่อสิบสองปีก่อนก็ผุดขึ้นในมโนภาพ ราวกับว่ามีใครเอาเครื่องฉายภาพยนตร์มาวางอยู่ตรงหน้า แล้วกดปุ่มเปิดฉายภาพแห่งความทรงจำที่เกิดขึ้นในคืนนั้นให้เธอเห็น น่าแปลกที่คราวนี้ นลินกลับเข้าใจคำพูดของพี่ชายที่เคยพูดไว้อย่างชัดเจน เธอจึงตัดสินใจนำวิธีไล่สาวของพี่ชายที่เธอเคยค่อนขอดว่าทุเรศและซกมกมาใช้กับชลิตโดยไม่ลังเล ซึ่งปรากฏว่ามันใช้ได้ผล

นลินผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ พี่กล้าพูดถูก วิธีเอาตัวรอดที่เราเลือกนำมาใช้นั้น มันไม่สำคัญเท่ากับผลลัพธ์ที่เราต้องการหรอก ในเมื่อเธอไม่อยากอยู่ในห้องกับชลิตตามลำพัง ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องผิด หากเธอคิดจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์อันน่าอึดอัดใจโดยการไล่แขกด้วยวิธีของพี่กล้า เพราะเธอไม่ได้ไปทำร้ายหรือสร้างความเดือดร้อนให้กับชลิตสักหน่อย แค่อยากให้อีกฝ่ายกลับไปก็เท่านั้นเอง

 “เอาล่ะ ไล่แขกกลับไปได้แล้ว ทีนี้ก็เหลือแต่ชำระความกับนักโทษ” นลินเดินไปหยิบอาวุธที่วางไว้บนโต๊ะขึ้นมาถือไว้ จากนั้นเดินวนไปรอบห้องอย่างใช้ความคิดก่อนทำหน้ามุ่ย จะว่าไปแล้วเรื่องความเข้าใจผิดของคุณหมอก้องศักดิ์ จะตัดสินว่าเป็นความผิดของคุณสมภพทั้งหมดก็ไม่ถูก ในเมื่อเธอเองก็มีส่วนผิดด้วยเหมือนกัน

เมื่อกี้ตอนที่คุณหมอก้องศักดิ์พูดเจื้อยแจ้วอยู่นั้น ถ้าหากเธอกล้ากว่านี้สักนิด กล้าที่จะพูดปฏิเสธออกไปว่า มันไม่ใช่อย่างที่คุณหมอคิด และอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง คุณหมอก้องศักดิ์ก็คงไม่เข้าใจผิด

แต่..เธอกลับคิดมากและกังวลไปเองว่า หากเธอพูดโพล่งทะลุกลางปล้องออกไป คุณหมอก้องศักดิ์จะตำหนิเธอได้ว่า ไม่มีมารยาท พูดแทรกขึ้นมากลางคันได้ยังไง และอาจตำหนิไปถึงครอบครัวเธออีกด้วยว่า หย่อนการอบรมเรื่องมารยาทไปโน่น ด้วยเหตุนี้ เธอจึงพูดไม่ออก ได้แต่อ้ำอึ้งอยู่อย่างนั้น จนคุณหมอออกจากห้องไปแล้ว เธอก็ยังนึกคำพูดอื่นไม่ออกไปอีกพักใหญ่ เพราะมัวแต่พูดเอ่อ อ่าและเอ่อ...ตลอดการสนทนา

“เฮ้อ เมื่อไหร่เราถึงจะแก้นิสัยคิดมากและชอบกังวลอะไรไปก่อนล่วงหน้าให้หายขาดสักทีนะ” นลินบ่นพลางส่ายหัว ก็ไม่ใช่เพราะเธอมีนิสัยแบบนี้หรอกหรือ คุณหมอก้องศักดิ์ถึงได้เข้าใจผิดไปกันใหญ่ แล้วจะให้เธอไปโทษว่าเป็นความผิดของคุณสมภพได้ยังไง นลินถอนหายใจอย่างเซ็งๆ โดยไม่รู้เลยว่า ถึงเธอจะพูดแทรกบทสนทนาขึ้นมากลางคัน ก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนความคิดของคุณหมอก้องศักดิ์ได้ เพราะอีกฝ่ายปักใจเชื่อไปแล้วว่าเธอคือคนรักของหลานชาย ดังนั้น ถึงเธอจะอธิบายให้ตายยังไง คุณหมอก้องศักดิ์ก็ไม่มีวันเชื่อ

นอกจากนี้ นลินยังลืมความจริงไปอีกหนึ่งข้อด้วยว่า ตลอดการสนทนาระหว่างเธอกับคุณหมอก้องศักดิ์ที่ผ่านมาเมื่อครู่ใหญ่นั้น อีกฝ่ายไม่เปิดช่องว่างให้เธอได้พูดสักคำ แล้วแบบนี้ เธอจะหาโอกาสพูดแทรกขึ้นมาเพื่ออธิบายความจริงได้ยังไง ในเมื่อคุณหมอก้องศักดิ์ดักทางไว้หมดแล้ว

“บ้าชะมัด! ทำไมเรื่องมันถึงได้ออกมาในรูปนี้ไปได้นะ!” นลินทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคออย่างขัดใจ ตวัดม้วนกระดาษที่ถืออยู่ในมือฟาดไปมากับอากาศอย่างหงุดหงิด ก่อนสะดุ้งโหยง เมื่อได้ยินเสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นใกล้ตัว

“คุณลินออกกำลังแขนเพื่อบริหารกล้ามเนื้ออยู่เหรอครับ”

นลินหันขวับมามองตามเสียง จึงเห็นว่าสมภพยืนยิ้มกว้างอยู่ห่างจากตนไม่กี่ก้าว ในมือของสมภพมียาอยู่หนึ่งหลอด ซึ่งน่าจะเป็นยาทาแก้อาการฟกช้ำ เคล็ดขัดยอก ที่สมภพออกไปขอมาจากนางพยาบาล

“คุณสมภพ เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ ทำไมลินถึงไม่ได้ยินเสียงเคาะประตู”

“ใครว่าผมไม่เคาะประตูครับ ผมเคาะตั้งสองครั้งแน่ะ แต่สงสัยคุณลินคงจะออกกำลังแขนเพลินไปหน่อยมั้งครับ จึงไม่ได้ยินเสียงเคาะประตู”

“อืม..อย่างงั้นเหรอคะ” นลินพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ ก่อนนิ่วหน้าคล้ายคนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก

“คุณลินเป็นอะไรหรือเปล่าครับ ทำไมทำหน้าแบบนั้น”

นลินเหลือบตามองสมภพก่อนหันไปมองทางอื่น ถึงจะยอมรับว่า เรื่องที่คุณหมอก้องศักดิ์เข้าใจผิดนั้น มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากตัวเธอเองด้วยที่ไม่กล้าพูดอธิบายความจริงออกไป แต่ก็ใช่ว่าคุณสมภพจะไม่มีความผิดสักหน่อย เพราะการที่ญาติพี่น้องของเขาต่างพากันจะแห่มาดูตัวเธอถึงที่นี่ ทำราวกับว่าเธอเป็นของแปลกหาดูได้ยากนั้น เป็นเรื่องที่ทำใจให้ยอมรับได้ยากจริงๆ ฉะนั้น เรื่องนี้เธอจึงถือว่า คุณสมภพมีความผิดร่วมด้วยกึ่งหนึ่ง!

แม้ว่าบทลงโทษสำหรับความผิดในครั้งนี้จะไม่มากนัก เพราะเธอใจดีลดหย่อนโทษให้แล้วบางส่วน แต่หากนำเรื่องที่คุณสมภพหายตัวไปจากห้องนานร่วมสองชั่วโมง จนทำให้เธอต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอึดอัดใจ อันเกิดจากการต้องต้อนรับขับสู้คุณชลิตตามลำพังด้วยแล้ว โทษของคุณสมภพจึงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งกระทง!!

และเมื่อนำความผิดทั้งสองอย่างมาบวกลบคูณหารเพื่อหาผลลัพธ์ของมัน ปรากฏว่า ผลลัพธ์ที่ได้สำหรับคำตอบในครั้งนี้คือ คุณสมภพผิดเต็มประตู!!!

ในเมื่อความผิดมันเห็นชัดเจนแบบนี้ ก็ต้องมีบทลงโทษสำหรับคนทำผิดด้วยสิ เรื่องอะไรจะปล่อยให้คนทำผิดยืนยิ้มร่าสบายใจเฉิบอยู่ตรงหน้าล่ะ จริงไหม

“ว่ายังไงครับคุณลิน” สมภพถามซ้ำอีกครั้งอย่างนึกห่วง โดยไม่รู้เลยว่า คนที่น่าเป็นห่วงในตอนนี้ น่าจะเป็นตัวเขาเองมากกว่า เพราะนลินได้คาดโทษของเขาเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

นลินไม่ตอบคำถาม แต่เดินเข้ามาใกล้สมภพ แล้วมองสบตาอีกฝ่ายด้วยแววตาชนิดหนึ่ง ที่ทำให้สมภพรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ขึ้นมา เอ..ตอนที่เขาไม่อยู่ในห้อง มันมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า ทำไมคุณนลินถึงได้มองเขาเหมือนกับเป็นนักโทษแบบนี้

“คุณสมภพ”

“ครับ”

“เคาน์เตอร์ของนางพยาบาลอยู่ไม่ไกลจากห้องพักของลินใช่ไหมคะ”

“เอ่อ..ครับ ไม่ไกล เดินไปแค่สองนาทีก็ถึงแล้วครับ”

“สองนาที?”

“ครับ สองนาที”

“แล้วทำไมคุณถึงหายไปเกือบสองชั่วโมง ลินอยากรู้ว่า ช่วงเวลาที่คุณหายไปนั้น คุณไปอยู่ที่ไหนมาคะ” นลินถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่กลับบีบม้วนกระดาษที่ถืออยู่ในมือแน่นขึ้นกว่าเดิม เห็นแบบนั้น สมภพก็ขยับเท้าถอยหลังเพื่อไปตั้งหลัก แต่ยังช้ากว่านลินอยู่ดี

“อย่าขยับ!” นลินตวัดม้วนกระดาษที่ถืออยู่ในมือออกไปอย่างรวดเร็ว พูดขู่เสียงเข้ม

 “ถ้าคุณไม่อยากเจ็บตัวล่ะก็ จงยืนอยู่เฉยๆ และตอบคำถามของลินมาซะดีๆ!”

สมภพทำตาโต มองอาวุธของนลินที่จ่ออยู่ใต้คางชนิดที่เรียกว่า ห่างจากลูกกระเดือกไม่ถึงคืบอย่างหวาดเสียว หากนลินทิ่มม้วนกระดาษมาสุดแรงและเขาหลบไม่พ้นล่ะก็ พนันได้เลยว่า ลูกกระเดือกเขาพังแน่!

“ดะ..เดี๋ยวก่อนครับ ผมแค่หายไปสองชั่วโมงเท่านั้นเองนะครับ ไม่ได้ไปทำความผิดร้ายแรงที่ไหนสักหน่อย แล้วทำไมจู่ๆ คุณลินถึงคิดจะทำร้ายร่างกายของผมด้วยวิธีโหดร้ายและป่าเถื่อนแบบนี้ล่ะครับ”

“เงียบนะ!” นลินมองสมภพตาเขียว จ่อม้วนกระดาษเข้าไปใกล้คอหอยของสมภพมากกว่าเดิม ทำเอาอีกฝ่ายต้องลอบกลืนน้ำลายลงคอ คุณนลินไปกินรังแตนมาจากไหนกันนี่ ใครก็ได้ช่วยบอกเขาที

“เอาล่ะ ตอบคำถามของลินมาเดี๋ยวนี้ว่า คุณหายไปไหนมาตั้งสองชั่วโมง บอกไว้ก่อนนะคะว่า ถ้าวันนี้คุณไม่ยอมพูดความจริงทั้งหมดกับลินล่ะก็ ลูกกระเดือกคุณพังแน่!”

 สมภพยกมือทั้งสองข้างขึ้นสูงคล้ายยอมจำนนแต่โดยดี มีเพียงแววตาเท่านั้นที่เป็นประกายวิบไหวก่อนจางหายไป ชายหนุ่มมองนลินที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างประเมินท่าที ขณะที่สมองก็ใช้ความคิดไปด้วย

จากท่าทางที่เห็น รวมถึงคำพูดที่ได้ยิน แสดงว่าช่วงที่เขาไม่อยู่ จะต้องมีคนเข้ามาให้ข้อมูลของเขากับนลินอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่อย่างนั้น อยู่ดีๆ ลูกกวางน้อยตาสวย จะกลายร่างเป็นแม่เสือสาวได้ยังไง แต่ว่า..ใครกันนะที่เป็นคนเข้ามาให้ข้อมูลกับนลิน จะว่าเฮียเอกรึก็ไม่ใช่ เพราะเขาเพิ่งจะแยกมาจากเฮียเอกเมื่อกี้นี้เอง

ถ้าไม่ใช่เฮียเอก แล้วใครกันล่ะ สมภพคิดพลางหรี่ตาลง เมื่อนึกถึงใครอีกคนหนึ่งขึ้นมาได้ หรือว่าจะเป็นอาก้องศักดิ์ ต้องใช่แน่ๆ! เพราะเมื่อวานอาก้องมีถามถึงอาการของนลิน รวมถึงซักถามประวัติของหญิงสาวจากเขา แต่เขาบอกไปเพียงสั้นๆ ว่านลินเป็นเพื่อนแล้วก็ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรอีก แต่อาก้องคงไม่เชื่อ วันนี้จึงแวะเข้ามาหานลินถึงในห้อง และคงทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ให้เขาด้วยเป็นของแถมอย่างแน่นอน คุณนลินถึงได้มีอาการเหมือนคนของขึ้นอย่างที่เห็นอยู่ในขณะนี้

“ทำไมเงียบไปล่ะคะ” นลินถาม เมื่อเห็นสมภพเอาแต่นิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไร

“ผมกำลังใช้ความคิดต่างหากล่ะครับ”

“คำถามของลิน มันตอบยากมากหรือไงคะ คุณถึงต้องใช้ความคิดนานขนาดนี้” นลินประชด

“เอ้า ผมไม่ใช่คนซี้ซั้วนะครับคุณลิน ประเภทตอบคำถามแบบส่งๆ ไปเพื่อปัดให้พ้นตัว หรือตอบแบบขอไปทีน่ะ ไม่ใช่นิสัยของผมนะครับ ก่อนจะตอบคำถามของใคร ผมต้องคิดแล้วคิดอีก คิดให้ดีๆ คิดให้ถ้วนถี่และคิดให้รอบคอบ จะได้ไม่ต้องมาลำบากใจกับคำตอบในภายหลังยังไงล่ะครับ” สมภพตอบน้ำเสียงสบายๆ มองนลินที่เม้มปากแน่นอย่างเอ็นดู เขารู้แล้วล่ะว่าจะจัดการเรื่องนี้ยังไง แต่ก่อนอื่น ต้องปลดอาวุธของอีกฝ่ายให้ได้ซะก่อน

“ชิ! ทำมาอ้างโน่นอ้างนี่ แต่จริงๆ แล้วคุณกำลังถ่วงเวลา เพื่อหาข้อแก้ตัวอยู่ใช่ไหม”

“อุ้ย ทำไมมองโลกในแง่ร้ายจังเลยล่ะครับ ผมไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นสักหน่อย”

“จ้างให้ก็ไม่เชื่อ เอาล่ะ หมดเวลาเล่นลิ้นแล้ว ตอบคำถามมาซะดีๆ อย่าให้ลินต้องใช้กำลังกับคุณนะ”

“ฮ้า! ถึงกับจะใช้กำลังกันเลยเหรอครับ”

“ก็ใช่น่ะสิ หรือคุณคิดว่าลินไม่กล้า!” นลินเชิดหน้าใส่ 

“โห ดุชะมัด ก็ได้ครับ แต่ก่อนจะตอบคำถาม ผมขอถามอะไรคุณลินสักหนึ่งข้อได้ไหมครับ”

“ว่ามา!” นลินบอกเสียงเข้ม สมภพมองท่าทางของนลินอย่างนึกขำแต่ซ่อนประกายในแววตาไว้อย่างมิดชิด จากนั้นก็แสร้งถอนหายใจเสียงดัง มองนลินที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยแววตาละห้อย แล้วพูดเสียงอ่อน

“คือผมจะถามว่า ถ้าผมยอมสารภาพความจริงกับคุณลินแต่โดยดี คุณลินจะไว้ชีวิตผมไหมครับ” 

คำถามเหนือความคาดหมายที่ไม่คิดว่าจะได้ยิน เรียกอาการอึ้งจากนลินได้ชะงัด หญิงสาวกระพริบตาปริบๆ ชะงักงันไปชั่วขณะ แต่เป็นชั่วขณะที่มีความสำคัญมากสำหรับคนที่รอจังหวะอยู่แล้วอย่างสมภพ 

 “อุ้ย!” นลินอุทานด้วยความตกใจ เมื่ออาวุธที่ใช้ข่มขู่อีกฝ่ายให้ยอมจำนน ถูกมือหนาปัดเบี่ยงออกไปทางด้านข้างอย่างรวดเร็ว กว่าหญิงสาวจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร อาวุธในมือก็ถูกสมภพยึดไปเป็นสมบัติของตัวเองเรียบร้อยแล้ว แต่ที่น่าตกใจไปยิ่งกว่านั้นก็คือ เธอเองก็ถูกอีกฝ่ายใช้วงแขนแข็งแรงจับไว้เป็นตัวประกันอีกด้วย

 “เอาล่ะ ปลดอาวุธและจับตัวผู้ต้องหาได้แล้ว มีอะไรจะพูดไหมครับ” สมภพถามกลั้วหัวเราะ มองนลินที่ดิ้นฮึดฮึดอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ในอ้อมแขนก่อนอมยิ้ม เออแฮะ ตัวเล็กนิดเดียว แต่ทำไมแรงเยอะชะมัด

นลินเงยหน้ามองคนที่ก่อนหน้านี้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่แหม็บๆ ด้วยแววตาโกรธขึ้ง พูดเสียงห้วน

“คุณสมภพ ปล่อยลินเดี๋ยวนี้นะ!”

“ปล่อยน่ะปล่อยแน่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ครับ ผมจะปล่อยก็ต่อเมื่อพิจารณาจนแน่ใจแล้วว่า คุณลินกลับมาอยู่ในอารมณ์ปกติดังเดิมครับ ขืนผมปล่อยตอนนี้ คุณลินก็อาจจะไปสรรหาวัสดุหรืออุปกรณ์อื่นๆ มาทำเป็นอาวุธใช้ข่มขู่ผมอีก ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัย ผมคงต้องขอให้คุณลินยืนนิ่งๆ อยู่แบบนี้ไปก่อนครับ”

“คนบ้า! มาว่าคนอื่นอารมณ์ไม่ปกติได้ยังไงกันฮะ!” นลินแว้ดใส่ มองสมภพตาขุ่น ขณะที่มือก็พยายามยันแผงอกกว้างไม่ให้เข้ามาใกล้ไปมากกว่านี้ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล เพราะอีกฝ่ายกลับกระชับวงแขนแน่นขึ้นจนนลินแทบหลอมละลายอยู่ในอ้อมกอดแกร่ง

“ทำไมจะว่าไม่ได้ล่ะครับ ในเมื่อผมพูดเรื่องจริง คิดดูสิครับว่า คนอารมณ์ปกติที่ไหนกัน จะคิดวิธีสร้างอาวุธเพื่อใช้สำหรับเล่นงานคนอื่น ด้วยการเอากระดาษหนังสือพิมพ์มาม้วนแล้วมัดยางแบบที่คุณลินทำ”สมภพใช้มือข้างหนึ่งกอดเอวนลิน ส่วนมืออีกข้างชูอาวุธที่เพิ่งยึดมาได้สดๆ ร้อนๆ ให้นลินดู แล้วพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ขัดกับแววตาที่เต้นเป็นประกายพราวระยับอย่างสิ้นเชิง

 “บอกตามตรงนะครับว่า ตั้งแต่ผมเกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่จนโตเป็นหนุ่มขนาดนี้ ก็ยังไม่เคยเจอะเจออาวุธอะไรที่มันพิสดารพันลึกแบบนี้มาก่อน ซึ่งผมเชื่อว่ามีแต่คนอารมณ์ไม่ปกติเท่านั้นแหละครับ ที่จะสร้างอาวุธพิเศษชนิดนี้ขึ้นมาได้ หรือคุณลินจะเถียงว่าไม่จริง”

“ไม่จริง ลินอารมณ์ปกติดีทุกอย่าง มีแต่คุณนั่นแหละที่ไม่ปกติ”

“เอ๋ ผมไม่ปกติตรงไหนหรือครับ”

“ก็นี่ไง การที่คุณกอดลินไม่ยอมปล่อยแบบนี้ มันไม่ปกติ เพราะคงไม่มีคนดีๆ ที่ไหนเขาฉวยโอกาสกับผู้หญิงแบบที่คุณกำลังทำอยู่ในตอนนี้หรอกค่ะ ฉะนั้น คุณต่างหากที่ไม่ปกติ ไม่ใช่ลินสักหน่อย”

 “โอ้โฮ ว่าซะเสียหายเชียวนะครับ ผมยอมรับครับว่าผมฉวยโอกาส แต่เป็นการฉวยโอกาสเพื่อป้องกันตัวเองต่างหากล่ะครับ ถ้าผมไม่ทำแบบนี้ ลูกกระเดือกผมคงกลับบ้านเก่าไปพร้อมกับชีวิตน้อยๆ ของผมแล้วครับ ส่วนเรื่องที่กล่าวหาว่าผมกอดไม่ยอมปล่อยนั้น เรื่องนี้มันเป็นเหตุสุดวิสัยครับ ที่จริงผมเองก็อยากปล่อยนะครับ แต่จนใจที่ทำแบบนั้นไม่ได้” สมภพถอนหายใจดังเฮือก

“ทำไมถึงทำไม่ได้ บอกมานะ!”

“ก็ถ้าผมปล่อยไปแล้ว ผมจะแน่ใจได้ยังไงว่า คุณลินจะไม่ข่มขู่หรือทำร้ายผมอีก ฉะนั้น เพื่อความไม่ประมาท ผมจึงต้องกักตัวคุณลินไว้ในอ้อมกอดไปก่อน ผมถือคติที่ว่า กันไว้ดีกว่าแก้ครับ ส่วนข้อกล่าวหาที่คุณลินยัดเยียดให้ โดยกล่าวหาว่าผมไม่ปกตินั้น ประเด็นนี้ให้ถือว่าตกไปเพราะเหตุผลฟังไม่ขึ้นครับ” สมภพแก้ต่างด้วยใบหน้าแต้มยิ้มละไม เริ่มสนุกกับการได้ต่อปากต่อคำกับคนดื้อเอาแต่ใจที่เถียงคำไม่ตกฟากซะเหลือเกิน

“ฮึ! คนเจ้าเล่ห์ พูดจาเอาแต่ได้ จบกฎหมายมาหรือไง!” นลินค้อนขวับ หันไปมองทางอื่นอย่างโมโห ด้วยนึกหาคำพูดมาโต้แย้งไม่ออก สมภพหัวเราะร่วนชอบใจ ตอบคำถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“เปล่าครับ ที่จริงอยากเรียนกฎหมายเหมือนกัน แต่ผมชอบการคำนวณมากกว่าเลยมาเรียนวิศวะครับ”

นลินหันขวับมามองคนพูดด้วยสีหน้าตื่นตะลึง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างอย่างตกใจ ว่าไงนะ! เมื่อกี้คุณสมภพพูดว่าอะไรนะ!

“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะครับ คุณลิน”

“คุณสมภพ เมื่อกี้คุณบอกว่า คุณชอบคำนวณมากกว่าก็เลยมาเรียนวิศวะใช่ไหมคะ”

“ใช่ครับ”

“ถ้าอย่างนั้น คุณก็จบวิศวกรมาใช่ไหม”

“พูดอีกก็ถูกอีก ใช่ครับ ผมจบวิศวกรโยธามาครับ” สมภพพยักหน้ายอมรับ

ความจริงที่ได้รู้ ทำให้นลินเม้มปากแน่น เพราะที่ผ่านมาเธอคิดเอาเองว่า สมภพคงจะได้รับการศึกษาไม่สูงนัก ไม่อย่างนั้นจะมาเป็นช่างรับเหมาซ่อมแซมงานตามบ้านหรือหอพักทำไม แต่ถึงจะคิดแบบนั้น นลินกลับรู้สึกถูกชะตากับชายหนุ่มเป็นอย่างมาก จนนึกอยากจะเป็นเพื่อนกับเขา โดยไม่สนใจว่าเขามีพื้นเพมาจากไหนหรือมีการศึกษาสูงหรือเปล่า นั่นเป็นเพราะเธอคิดว่า การที่คนเราจะคบหาใครสักคนเป็นเพื่อนนั้น มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับฐานะ ความรู้หรืออาชีพการงาน ขอแค่คุยกันถูกคอและมีนิสัยบางอย่างคล้ายกัน เท่านี้เราก็เป็นเพื่อนกันได้

เพราะคิดแบบนี้ นลินจึงมองว่าสมภพเป็นเพื่อนคนหนึ่ง เธอรู้สึกสบายใจที่ได้พูดคุยกับเขา แม้ว่าสมภพจะเป็นเพียงแค่ช่างรับเหมาธรรมดาแต่เธอไม่เคยคิดรังเกียจ ถึงเธอจะรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง ว่าทำไมสมภพถึงได้พูดจาสุภาพเรียบร้อยผิดแผกไป จากช่างคนอื่นๆ ที่เธอเคยรู้จัก อีกทั้งคำพูดของเขาก็ดูเหมือนจะฉลาดเกินช่างซ่อมธรรมดาทั่วไป ฮึ! ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง แสดงว่าที่ผ่านมา เขาหลอกเธอมาตลอด มันน่านักนะ!

ยิ่งคิดก็ยิ่งเคืองที่ถูกอีกฝ่ายหลอกให้เข้าใจผิด นลินจึงยกมือทุบอกของสมภพดังพลั่ก ต่อว่าเสียงขุ่น

“คุณหลอกลิน หลอกทุกคนที่อยู่ในหอมาตลอด” 

“อูย..เจ็บนะครับคุณลิน เล่นทุบกันไม่ยั้งมือแบบนี้ เดี๋ยวผมก็ช้ำในตายกันพอดี” สมภพโอดครวญ

“ดี สมน้ำหน้า อยากหลอกกันดีนัก”

“ใจเย็นๆ ก่อนสิครับคุณลิน ขืนโมโหไปมากกว่านี้ เดี๋ยวความดันขึ้นสูงนะครับ” สมภพหัวเราะเบาๆ

“ยังจะมาหัวเราะอีก คนอะไรหน้าด้านที่สุด ทำผิดแล้วไม่รู้จักยอมรับผิดอีก”

“ผมทำผิดที่ไหน เมื่อไหร่และตอนไหนครับ มากล่าวหากันแบบนี้ มันไม่ดีนะครับ”

“ยังจะมาเถียงอีกนะ ก็เรื่องที่คุณหลอกลินและทุกคนในหอให้เข้าใจผิด คิดว่าคุณเป็นแค่ช่างรับเหมาธรรมดายังไงล่ะ แล้วแบบนี้จะมาบอกว่าไม่ผิดได้ยังไง”

“ผมไม่ได้หลอกใครสักหน่อย จุ๊ๆๆ อย่าเพิ่งโวยสิครับ” สมภพใช้นิ้วชี้แตะปากนลินเป็นเชิงห้ามไม่ให้พูด ทำให้นลินหน้าแดงก่ำ รู้สึกร้อนวาบไปทั้งตัว พออ้าปากจะพูด สมภพก็พูดดักคอซะก่อน

“ถ้าคุณลินยังดึงดันที่จะพูดขึ้นมาในตอนนี้ ผมอาจต้องใช้วิธีอื่นปิดปากคุณลินนะครับ เลือกเอา จะยืนนิ่งๆ เพื่อฟังผมอธิบายให้จบ หรือว่า..จะให้ผมทำอย่างอื่นกับคุณลินก่อนแล้วค่อยอธิบายทีหลัง”

คำพูดสองแง่สามง่ามที่สมภพพูดนั้น ทำเอาคนดื้อชอบเถียงถึงกับหน้าเหวอ ใบหน้าหวานที่แดงก่ำอยู่แล้วยิ่งแดงหนักขึ้นกว่าเก่าเป็นเท่าตัวจนนลินคิดว่า หากหน้าเธอระเบิดได้ ป่านนี้มันคงจะพ่นควันพวยพุ่งออกมาแล้วเพียงแค่ได้ยินคำพูดไม่กี่คำของคนเจ้าเล่ห์ที่ยืนอมยิ้มอยู่ตรงหน้า

“ว่ายังไงครับ เลือกข้อไหน” สมภพถามอย่างเป็นต่อ นลินก้มหน้างุด พูดอุบอิบอยู่ในลำคอเบาๆ

“ก็ได้ อยากพูดอะไรก็รีบๆ พูดมา”

สมภพยิ้มกว้าง เออแฮะ ถ้าเขารู้ว่าวิธีขู่แบบนี้ใช้ได้ผล ป่านนี้เขาคงทำไปตั้งนานแล้ว ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายออกฤทธิ์ออกเดชซะจนเขาต้องเหนื่อยใจแบบนี้หรอก

“ที่ผมไม่ได้บอกให้ใครรู้ว่าเรียนจบอะไรมานั้น เพราะผมคิดว่ามันไม่จำเป็น ผมจะเรียนจบอะไรมาไม่สำคัญเท่ากับว่า ผมรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมายและตั้งใจทำมันอย่างเต็มที่หรือเปล่า หากผมทำงานในหน้าที่ช่างซ่อมแซมได้ดีไม่มีข้อบกพร่องแล้ว ใครจะมาสนใจทำไมล่ะครับว่าผมเรียนจบอะไรมา”

“นอกจากนี้ การที่ผมจะเล่าเรื่องส่วนตัวให้ใครฟังหรือไม่นั้น มันก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลของผม หากคุณลินคิดว่า การที่ผมไม่เล่าเรื่องของตัวเองให้คนอื่นรับรู้นั้นเป็นการหลอกลวงแล้วล่ะก็ ผมว่าความคิดนี้ ดูจะไม่เป็นธรรมสำหรับผมนะครับ”

 นลินเงียบงันไปกับคำอธิบายที่เธอไม่สามารถหาคำพูดใดๆ มาโต้แย้งได้เลย จริงอย่างที่คุณสมภพพูด การจะเล่าเรื่องส่วนตัวให้ใครฟังหรือไม่นั้นก็เป็นสิทธิ์ของเจ้าตัว ฉะนั้น จะไปถือโทษโกรธเคืองเขาได้ยังไง คิดแล้วนลินก็ถอนหายใจแล้วพูดขึ้น

“แล้วคุณมาบอกเรื่องนี้ให้ลินรู้ทำไมกันคะ”

“เอ..นั่นสินะ ผมบอกเรื่องนี้ให้คุณลินรู้ทำไมกัน คุณลินช่วยผมคิดหน่อยสิครับว่าทำไม”

“คุณนี่ท่าจะเพี้ยน ขนาดตัวคุณเองยังไม่รู้ แล้วลินจะไปรู้ได้ยังไงกันล่ะ” นลินเหน็บเข้าให้ มีอย่างที่ไหน เรื่องของตัวเองแท้ๆ แต่ดันมาถามคนอื่นเฉยเลย แบบนี้ถ้าไม่บ้าก็ต้องเพี้ยนแน่นอน

“เอ้า ผมก็ลองถามดูเผื่อว่าคุณลินจะรู้นี่ครับ”

“ลินไม่รู้อะไรทั้งนั้น ไม่ต้องมาถามเลยนะ”

คำตอบของนลิน ทำให้สมภพอมยิ้ม ชายหนุ่มกระชับวงแขนแน่นขึ้นอีกนิด ก้มหน้าลงมาใกล้มากกว่าเดิมอีกหน่อย จนนลินรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดใบหน้า

“ไม่ถามก็ไม่ถามครับ ว่าแต่...คุณลินไม่อยากรู้จริงๆ หรือครับว่าทำไม” สมภพถามด้วยรอยยิ้ม มองคนที่อยู่ในวงแขนด้วยสายตาอ่อนโยนเจือแววบางอย่างที่ทำให้คนถูกมองมีอาการหายใจติดขัด ใจเต้นแรงรัวเร็วไม่เป็นจังหวะ จนต้องหลุบตาลงต่ำก้มมองแผงอกกว้างแทน เพื่อหลบสายตาของอีกฝ่าย

“ว่ายังไงครับ คุณลิน” น้ำเสียงอ่อนโยนของคนตรงหน้า เพิ่มดีกรีความร้อนในร่างกายของนลินให้พุ่งสูงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หญิงสาวคิดว่าตอนนี้อุณหภูมิในร่างคงร้อนจัดจนทะลุจุดเดือดไปแล้วแน่ๆ เพราะเธอรู้สึกร้อนเห่อไปหมดทั้งตัว แถมความร้อนที่ว่ายังลุกลามมาถึงใบหน้าและลำคอ กินวงกว้างเรื่อยมาถึงใบหูทั้งสองข้างจนแดงจัดเห็นได้ชัดเจน

“ถ้าคุณลินไม่ตอบ ผมไม่ปล่อยนะครับ”

“คนเจ้าเล่ห์ อย่ามาขู่กันแบบนี้นะ” 

“ไม่ได้ขู่สักหน่อย แค่ยื่นข้อเสนอให้พิจารณาต่างหากล่ะครับ ถ้าไม่อยากถูกผมกอดนานๆ คุณลินก็ควรจะตอบคำถามของผมมาซะดีๆ แค่ตอบว่าอยากรู้หรือไม่อยากรู้ ก็เท่านั้นเองครับ ไม่เห็นจะยากเลย”

นลินนิ่งเงียบอย่างใช้ความคิด ทั้งที่คำถามก็ไม่ได้ยากสักหน่อย แต่ทำไมเธอรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ เหมือนกับว่า มีอะไรบางอย่างซุกซ่อนอยู่ในคำถามที่เรียบง่ายแบบนี้ นลินคิดอย่างระแวงไม่แน่ใจ จึงเหลือบตามองสมภพ แต่ไม่พบความผิดปกติใดๆ บนใบหน้าคมสันชวนมองของสมภพ

 เอ..หรือว่าเราจะคิดมากไป ต้องใช่แน่ๆ ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่คำถามธรรมดาๆ ข้อหนึ่งเท่านั้นเอง จะมีอะไรซ่อนอยู่ในนั้นได้ล่ะ ในที่สุด หลังจากใช้เวลาคิดอยู่เกือบห้านาที หญิงสาวก็พูดขึ้น

“ก็ได้ แค่ตอบว่า อยากรู้หรือไม่อยากรู้ แค่นี้ก็พอใช่ไหม” นลินมองสบตาของอีกฝ่ายเขม็ง

“ครับ” สมภพอมยิ้ม เห็นแล้ว นลินก็ค้อนขวับ คนบ้า เอาแต่ยิ้มอยู่นั่นแหละ อากาศในห้องก็ไม่ได้ร้อนสักหน่อย ประสาทหรือเปล่านี่ หญิงสาวได้แต่คิดอยู่ในใจ ไม่กล้าพูดออกมา เพราะตัวเองยังตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ขืนทำอะไรที่ไม่ฉลาดออกไปในตอนนี้ มีหวังเธอคงถูกอีกฝ่ายเอาเปรียบมากกว่าเดิม ฉะนั้น เพื่อความปลอดภัย นิ่งไว้เป็นดีที่สุด

“ถ้าอย่างนั้น ลินจะตอบแล้วนะคะ ตั้งใจฟังให้ดีล่ะ” นลินบอก แต่ยังไม่ทันที่เธอจะอ้าปากตอบคำถามของอีกฝ่าย สมภพก็พูดขัดขึ้นมาซะก่อนด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ สบายๆ ว่า

“อ้อ ผมลืมบอกคุณลินไปหนึ่งอย่างครับว่า หากคุณลินตอบไม่ถูกใจ ผมก็ไม่ปล่อยเหมือนกันนะครับ”

นลินอ้าปากค้าง มองคนเจ้าเล่ห์อย่างคิดไม่ถึง ยิ่งเห็นสมภพยิ้มทั้งปากและตา นลินก็ยิ่งหงุดหงิด

“ขี้โกงนี่” นลินต่อว่าอย่างนึกฉุน แต่คนถูกว่าไม่สะทกสะท้านสักนิดกลับส่งยิ้มให้อีก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้นลินนึกอยากจะกลั้นใจตายไปให้รู้แล้วรู้รอด ยิ้มทะลวงใจแบบนี้กะจะฆ่ากันให้ตายทางอ้อมใช่ไหม

“ไม่ได้ขี้โกงสักหน่อย แค่อยากได้ยินคำตอบที่ถูกใจต่างหากล่ะครับ” สมภพตอบน้ำเสียงนุ่มนวล มองนลินตาเป็นประกาย ไม่ว่าหญิงสาวจะเลือกคำตอบข้อไหน เขาก็เตรียมคำถามพิเศษเพื่อดักทางหญิงสาวไว้แล้ว เพราะหลังจากได้คุยกับพี่ชาย เขาก็ตัดสินใจในวินาทีนั้นเลยว่า จะทำตามคำแนะนำของเฮียเอก ขืนเขามัวแต่ชักช้าร่ำไร นลินอาจถูกมือดีฉกไปซะก่อน ใครจะว่าเขาเจ้าเล่ห์หรือขี้โกงยังไงก็ช่าง เขาไม่สนหรอก เพราะเรื่องของหัวใจ ถ้าไม่เจ้าเล่ห์หรือเล่นตุกติกกับมันบ้าง มีหวังคงได้กินแห้วเป็นอาหารหลักตลอดชีวิตแน่นอน 

 นลินหน้าหงิกเป็นจวัก รู้แล้วว่า เธอหลงกลติดกับดักความเจ้าเล่ห์ของสมภพเข้าอย่างจัง ซึ่งเธอแน่ใจเหลือเกินว่า หากเธอตอบผิดแล้วล่ะก็ ดินแดนอธิปไตยของหัวใจที่เธอหวงแหนเป็นนักหนา อาจถูกอีกฝ่ายใช้ความเจ้าเล่ห์หลอกล่อและแย่งชิงไปเป็นของตัวเองโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัวก็เป็นได้

ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ นลินมองสมภพอย่างนึกเคือง ฝากไว้ก่อนเถอะ วันพระไม่ได้มีหนเดียว วันนี้ยอมๆ ไปก่อนก็แล้วกัน ค่อยเอาคืนวันหลังก็ยังไม่สาย แต่กว่าจะได้เอาคืนอีกฝ่าย เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เมื่อถึงตอนนั้นจริงๆ เธอจะสูญเสียดินแดนของหัวใจไปหมดหรือยัง

“ว่ายังไงครับ สรุปว่าคุณลินเลือกคำตอบข้อไหนครับ” สมภพถามด้วยใบหน้าแต้มยิ้ม ก่อนหัวเราะชอบใจ เมื่อได้ยินคำตอบของอีกฝ่ายซึ่งตรงกับที่เขาคาดเดาเอาไว้ไม่มีผิด

นลินหน้าแดงก่ำ เพราะคำตอบที่เธอบอกไปนั้น ทำให้เธอต้องตอบคำถามพิเศษอีกหนึ่งข้อของชายหนุ่มโดยไม่มีทางเลี่ยง ซึ่งคำถามพิเศษนี่แหละ ถือเป็นคำถามเด็ด ที่คนเจ้าเล่ห์ใช้ไล่ต้อนลูกกวางน้อยตาสวยให้จนมุมหมดหนทางหนีโดยสิ้นเชิง!

และผลจากการตอบคำถามของสมภพในครั้งนี้ สอนให้นลินรู้ว่า หากไม่อยากถูกจับมัดมือชกจนดิ้นไม่หลุดแล้วล่ะก็ อย่าได้เผลอไว้ใจคนเจ้าเล่ห์เป็นอันขาดเชียว!

                         *******************************************************************

18 ความคิดเห็น