เรื่องเล่าจากเงามืด

ตอนที่ 11 : เสียงปริศนา (ตอนที่เก้า)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 104
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 พ.ค. 54

หลังจากเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เอกวิทย์ฟังจนจบ สมภพก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้พร้อมหลับตาลงอย่างคนหมดแรง เพราะโดนอีกฝ่ายซักถามและรีดเค้นข้อมูลอย่างหนัก จนเขานึกว่าตัวเองตกเป็นนักโทษอุกฉกรรจ์ของพี่ชายไปแล้วซะอีก นี่ถ้าหากทนายความมืออาชีพมาเห็นเอกวิทย์ในตอนนี้ คงต้องเกิดอาการใบ้กินแน่นอน เพราะลีลาท่าทางตลอดจนคำพูดของสถาปนิกใหญ่ที่ไล่บี้ยิงคำถามที่อยากรู้ใส่น้องชายสุดที่รักนั้นถอดแบบทนายความมืออาชีพมาไม่มีผิด แล้วแบบนี้จะไม่ให้สมภพถึงกับหมดแรงได้อย่างไร

“อืม..ที่แท้เรื่องมันก็เป็นแบบนี้เองหรอกหรือ สรุปว่าแกกับคุณนลินเพิ่งจะเริ่มเรียนรู้ศึกษาดูใจกัน แต่ยังไม่ได้ตกลงว่าจะเป็นแฟนกัน ใช่ไหม” เอกวิทย์ชะโงกหน้าเข้ามาถามสมภพที่นั่งหลับตาอยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม

“ใช่ที่ไหนล่ะเฮีย!” สมภพลืมตาขึ้นมองเอกวิทย์ตาขุ่น ขยับตัวจะลุกขึ้น แต่เอกวิทย์ใช้มือกดบ่าของสมภพให้นั่งลงตามเดิมแล้วพูดน้ำเสียงจริงจัง

“ทำไมจะไม่ใช่ ในเมื่อเฮียบอกว่าใช่ ก็แปลว่าใช่สิ แกอย่ามาเถียง”

“ผมไม่ได้เถียง แต่มันไม่ใช่จริงๆ ผมกับคุณนลินเพิ่งจะรู้จักกันได้แค่สองสามวันเองนะเฮีย แล้วจู่ๆ จะให้มาทึกทักว่าเราสองคนกำลังศึกษาดูใจกันได้ยังไง เฮียพูดแบบนี้ คุณนลินเสียหายนะ”

 “ไม่เสียหายหรอก ถ้าแกทำให้มันเป็นเรื่องจริงขึ้นมา อ๊ะๆๆ อย่าอ้าปากปฏิเสธออกมาเชียวนะ เจ้าภพ” เอกวิทย์ชี้หน้า เมื่อเห็นสมภพอ้าปากจะพูด

“แกอย่ามาโกหกซะให้ยาก เฮียอาบน้ำร้อนมาก่อนแก ทำไมจะไม่รู้ว่าลึกๆ ในใจแล้ว แกเองก็อยากได้คุณนลินมาเป็นแฟนเหมือนกันใช่ไหมล่ะ สารภาพมาซะดีๆ”

“เฮียแก่กว่าผมกี่ปีกันเชียว ถึงได้พูดว่าอาบน้ำร้อนมาก่อนผมน่ะ”

“แกสอบตกวิชาเลขหรือไง ถึงคำนวณอายุไม่ถูกว่าเฮียแก่กว่าแกกี่ปี แต่ช่างเถอะ นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญของเรื่องที่เราคุยกัน เอาล่ะ ไหนแกลองยืดอกสามศอกแล้วตอบเฮียมาตรงๆ สิว่า แกชอบคุณนลินใช่ไหม”

“ไม่ใช่สักหน่อย” สมภพปฏิเสธ แต่ไม่ยอมสบตาของอีกฝ่ายที่มองมาอย่างรู้ทัน เอกวิทย์อมยิ้ม ใช้นิ้วชี้จิ้มลงไปบนจมูกโด่งของสมภพ แล้วพูดขึ้น

“ไม่ใช่อะไร เห็นไหมว่าจมูกของแกยืดออกมาตั้งหนึ่งนิ้ว พีน็อคคีโออย่างแกอาจจะโกหกคนอื่นได้แต่โกหกเฮียไม่ได้หรอก ชอบเขาก็บอกมาตรงๆ สิ เฮียจะไปว่าอะไร ขืนแกมัวแต่ยึกยักท่ามากอยู่แบบนี้ เดี๋ยวแมวเหมียวก็คาบไปกินหรอก ถึงตอนนั้นจริงๆ แกอย่ามาร้องไห้คร่ำครวญซบหน้าเช็ดน้ำตากับอกของเฮียนะ เจ้าภพ”

“พูดบ้าๆ ใครเขาจะไปซบหน้ากับอกแข็งๆ หยาบกระด้างของเฮียกันล่ะ ผมไม่เอาด้วยหรอก เดี๋ยวฟ้าผ่าตายกันพอดี!” สมภพว่าพลางปัดมือของเอกวิทย์ให้พ้นไปจากจมูกของตน

“ฟ้าที่ไหนจะมาผ่าพี่ชายที่ปลอบโยนน้องชายกันเล่า เออ ถ้าแกไปซบหน้ากับอกของผู้ชายคนอื่นก็ว่าไปอย่าง แบบนั้นล่ะ ฟ้าผ่าของแท้เลย ชัวร์ป้าบ”

“เฮียเอก! สาบานได้ไหมว่าที่พูดมาเมื่อกี้น่ะใช้ปากพูด”

“ถ้าไม่ใช้ปากพูด แล้วแกคิดว่าเฮียใช้อะไรพูดล่ะ ไม่เอาน่า อย่ามองเฮียตาขวางแบบนี้สิ ตกลงว่าแกชอบคุณนลินใช่ไหม”

“..……”

“ไม่ตอบแบบนี้ แสดงว่าชอบ”

“..........”

“เฮียจะถามอีกครั้ง แกชอบคุณนลินใช่ไหม”

 นอกจากจะไม่ตอบแล้ว สมภพยังหันไปมองทางอื่นอีกด้วย ซึ่งอาการแบบนี้บอกให้รู้ว่าเจ้าตัวกำลังไม่พอใจที่ถูกบังคับให้ตอบคำถามที่ไม่อยากตอบ แต่เอกวิทย์คุ้นเคยกับกิริยานี้ของสมภพมาตั้งแต่เด็กจึงไม่สนใจ

“เจ้าภพ ไม่ได้ยินที่เฮียถามหรือไง” เอกวิทย์ถามซ้ำอีกครั้ง สมภพหันกลับมามองพี่ชายด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ยังคงปิดปากแน่นไม่ยอมพูดอยู่ดี เอกวิทย์กลอกตาไปมา นี่ถ้าคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าไม่ได้เป็นน้องชายสุดที่รักแล้วล่ะก็ เขาคงยกเท้าถีบสมภพให้ตกเก้าอี้ไปแล้ว โทษฐานที่ปากแข็งและดื้อด้านเป็นที่สุด! กะแค่บอกว่าชอบแค่นี้ มันจะยากอะไรนักหนาวะนี่!

“ในเมื่อแกไม่ยอมตอบก็ไม่เป็นไร ถ้าอย่างนั้นเฮียไปคุยกับคนป่วยที่นอนอยู่ในห้องดีกว่า เห็นอาก้องบอกว่าหน้าตาน่ารักมาก หึหึ ดีเหมือนกัน ถ้าแกไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขา เฮียจะได้จีบซะเอง” พูดจบ เอกวิทย์ก็ลุกขึ้นหมุนตัวเดินจากไป แต่สมภพไวกว่า ผุดลุกจากเก้าอี้อย่างรวดเร็วเข้ามาคว้าแขนของอีกฝ่ายเอาไว้

“อย่ามายุ่งกับคุณนลินของผมนะเฮีย!” สมภพว่าเสียงดังอย่างลืมตัวก่อนชะงัก ใบหน้าคมสันของสมภพค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเข้ม เมื่อรู้ตัวว่าเผลอหลุดปากพูดอะไรออกไป

เอกวิทย์หัวเราะเบาๆ อย่างชอบใจ หันกลับมามองสมภพที่ยืนอึ้งก่อนจะยักคิ้วให้อย่างผู้ชนะ ใบหน้าของเอกวิทย์แต้มพรายไปด้วยรอยยิ้มชนิดหนึ่ง ที่สมภพคิดเอาเองว่า ช่างเหมือนกับรอยยิ้มของสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์เหลือเกิน จากนั้นคำพูดที่สมภพไม่อยากได้ยินมากที่สุดก็หลุดออกมาจากปากพี่ชายมากเล่ห์

“อะแฮ่ม! เมื่อกี้แกพูดว่าอะไรนะ ใครเป็นของใครอย่างงั้นเหรอ พอดีเฮียได้ยินไม่ชัด รู้สึกว่ามันจะเบาเกินไป ไหนแกลองพูดใหม่อีกครั้งสิ เจ้าภพ!”

สมภพกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ ขณะมองสบตาเอกวิทย์ที่จ้องมาเขม็ง มือทั้งสองข้างของสมภพเย็นเฉียบ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักโทษที่กำลังเดินเข้าสู่แดนประหารเพื่อรอการลงทัณฑ์ ซวยแล้วไหมล่ะ ขนาดระวังตัวแจแล้วก็ยังพลาดท่าเสียรู้เฮียเอกเข้าจนได้ ไม่น่าปากไวเลยจริงๆ ให้ตายสิ!

ขณะที่สมภพกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากจากฝีมือของพี่ชายตัวแสบอยู่นั้น นลินซึ่งอยู่ในห้องพักคนป่วยเริ่มออกอาการหงุดหงิด เพราะคนที่เธอเตรียมจะเช็กบิลด้วยยังไม่กลับเข้ามา หญิงสาวผุดลุกผุดนั่งอย่างกระสับกระส่าย พลางชะเง้อคอยาวมองไปที่ประตูห้องอย่างใจจดใจจ่อ ด้วยหวังว่าจะได้ยินเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นแต่ทุกอย่างก็เงียบสงบ

“เฮ้อ! ช้าจริง ป่านนี้แล้วยังไม่กลับมาอีก” นลินถอนหายใจเฮือกใหญ่ เพิ่งเข้าใจความรู้สึกของการเฝ้ารอคอยก็วันนี้นี่เอง นลินเหลือบตามองนาฬิกาแขวนบนผนังแล้วเม้มปากแน่น คอยดูนะ กลับมาเมื่อไหร่ จะทุบให้น่วมเชียว! นลินคิดพลางเดินวนไปทั่วห้อง เพื่อหาวัสดุเหมาะมือมาทำเป็นอาวุธใช้สำหรับเล่นงานสมภพ พลัน สายตาไปสะดุดเข้ากับหนังสือพิมพ์หลายฉบับที่วางซ้อนกันอยู่บนโต๊ะจึงยิ้มออกมาอย่างดีใจ เจอแล้ว!

นลินเดินไปหยิบหนังสือพิมพ์ที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาสองฉบับ นำมาวางซ้อนกันแล้วม้วนตามแนวขวาง จากนั้นเดินไปรื้อของที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อผ้าของตนที่ส้มนำมาให้ หลังจากควานหาของอยู่พักใหญ่ หญิงสาวก็ได้ยางผูกผมสีสันแสบตามาสามเส้น จึงจัดการใช้ยางผูกผมมัดม้วนกระดาษเป็นเปลาะๆ โดยมัดส่วนหัว กลางและท้ายเพื่อให้กระดาษคงรูป จากนั้นก็ทดสอบอาวุธด้วยการฟาดกับอากาศไปมาสองสามครั้ง เกิดเสียงดังควับๆๆ

“เอาล่ะ อาวุธพร้อม ทีนี้ก็เหลือแต่นักโทษ” นลินมองอาวุธพิเศษที่เพิ่งคิดค้นขึ้นได้อย่างพอใจ ดวงตาคู่สวยวาววับเตรียมพร้อมสำหรับการเช็กบิล! พลันเสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น

นลินหันขวับไปมองทันที ฮึ! กลับเข้ามาแล้วเหรอ แต่เมื่อเห็นคนที่เดินเข้ามา นลินก็มีสีหน้าประหลาดใจแกมงุนงง เพราะคนที่เดินเข้ามาในห้องไม่ใช่สมภพ แต่เป็นชลิต เจ้าของหอที่นลินพักอยู่ต่างหาก!

“สวัสดียามสายครับ คุณลิน” ชลิตเอ่ยทักด้วยรอยยิ้ม นลินพนมมือไหว้ชลิตพร้อมกล่าวคำทักทาย อดตั้งคำถามขึ้นมาในใจไม่ได้ว่า ชลิตมาที่นี่ทำไม ในขณะที่ชลิตมองม้วนกระดาษที่อยู่ในมือของนลินอย่างสงสัย

“นั่นอะไรครับ คุณลิน”

“อ๋อ อันนี้เหรอคะ” นลินชูม้วนกระดาษที่ถืออยู่ในมือให้ดูแล้วหัวเราะเบาๆ

“คือลินรู้สึกเบื่อที่ต้องนั่งๆ นอนๆ อยู่แต่ในห้อง ก็เลยเอากระดาษมาม้วนเล่นแก้เซ็งค่ะ คุณชลิตแวะมาเยี่ยมลินหรือคะ” นลินถามพลางเดินนำอีกฝ่ายไปนั่งบนเก้าอี้รับแขกที่อยู่ตรงมุมห้อง โดยนลินเลือกนั่งเก้าอี้ตัวที่อยู่ริมด้านนอก ชลิตซึ่งเดินตามหลังมา เลือกนั่งเก้าอี้ตัวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับหญิงสาว จากนั้นชลิตก็พูดขึ้น

“พอดีผมแวะมาทำธุระแถวนี้ เลยคิดว่าน่าจะขึ้นมาดูคุณลินสักหน่อย เป็นยังไงบ้างครับ ดีขึ้นหรือยัง”

“ขอบคุณค่ะ ลินรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว” นลินยิ้มให้ รู้สึกไม่ค่อยสบายใจที่เห็นชลิตแวะมาเยี่ยม ซึ่งเธอเองก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าทำไม แต่ในเมื่ออีกฝ่ายมีน้ำใจ โดยมารยาทแล้ว เธอก็ควรจะยิ้มต้อนรับไม่ใช่หรือ

“อย่างนั้นเหรอครับ ได้ยินแบบนี้ผมค่อยเบาใจหน่อย แล้วนี่คุณหมอขึ้นตรวจอาการหรือยังครับ”

“ยังค่ะ” นลินพูดปดหน้าตาย ซึ่งเมื่อพูดออกไปแล้ว หญิงสาวก็รู้สึกตกใจตัวเองเหมือนกันว่า ทำไมจึงได้พูดออกไปแบบนั้น คล้ายกับว่ามีอะไรบางอย่างมาดลใจให้เธอพูดโกหกกับคนตรงหน้า  

“เหรอครับ น่าเสียดายนะครับ ผมนึกว่าคุณหมอขึ้นตรวจอาการของคุณลินแล้วซะอีก”

“เอ๊ะ เสียดาย เสียดายอะไรคะ”

“ก็ถ้าคุณหมอบอกว่าคุณลินกลับบ้านได้วันนี้ ผมจะได้รอรับคุณลินกลับไปส่งที่หอซะเลย คุณลินจะได้ไม่ต้องไปเรียกรถแท็กซี่ให้เปลืองเงินโดยใช่เหตุ”

คำพูดของชลิต ทำให้นลินลอบถอนหายใจ รู้สึกขอบคุณตัวเองเหลือเกินที่พูดปดไปเมื่อกี้ เพราะเธอไม่อยากนั่งรถกลับหอไปกับชลิตตามลำพังเพียงสองคน เออ..ถ้าเป็นคุณสมภพก็ว่าไปอย่าง เพราะดูแล้วก็ยังวางใจได้มากกว่า เอ๊ะ! แล้วทำไมเราจะต้องนึกถึงคุณสมภพขึ้นมาในตอนนี้ด้วย หญิงสาวนึกเอ็ดตนเองอยู่ในใจ

“ขอบคุณคุณชลิตมากค่ะ แต่ลินยังไม่รู้เลยว่าคุณหมอจะให้ลินกลับบ้านได้เมื่อไหร่” นลินตอบพร้อมยิ้มจืดเจื่อน รู้สึกอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก จึงขยับตัวชำเลืองมองไปทางประตูห้องเป็นระยะๆ เผื่อว่าคนที่เธอเฝ้ารอจะโผล่เข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้กับเธอ แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า ทำให้อารมณ์หงุดหงิดก่อนหน้านี้กลับมาคุกรุ่นอีกครั้ง คนบ้า! ใจคอจะไม่กลับเข้ามาในห้องนี้อีกแล้วใช่ไหมนี่ ถึงได้หายตัวไปแบบนี้!

คนที่นลินกำลังนึกถึงด้วยความหงุดหงิดอยู่ในขณะนี้ ก็ตกอยู่ในสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤตสุดๆ เพราะหลังจากหลุดปากพูดประโยคสำคัญออกไปแล้ว สมภพก็ถูกเอกวิทย์บังคับให้พูดประโยคเดิมซ้ำอีกครั้ง แต่จนแล้วจนรอด สมภพก็พูดไม่ออก ได้แต่ยืนอ้ำๆ อึ้งๆ อยู่อย่างนั้น จนคนที่รอฟังอย่างเอกวิทย์เริ่มทนไม่ไหว

“ว่ายังไงล่ะ เฮียรอฟังอยู่นะ”

“เอ่อ...คือ..” สมภพขยับปากจะพูดแต่ต้องปิดปากลงตามเดิม เพราะพูดไม่ออก จึงยกมือเกาหัวแก้เก้อ

“เอ้า มัวแต่ยืนเกาหัวเหมือนคนเป็นขี้กลากอยู่นั่นแหละ ถามจริงเถอะ แกจะยืนเกาให้หนังหัวมันหลุดติดมือมาก่อนหรือไง ถึงจะพูดประโยคเมื่อกี้ออกมาได้น่ะ เจ้าภพ!” เอกวิทย์ว่าเสียงดัง ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ มองสีหน้ากระอักกระอ่วนใจของสมภพแล้วถอนหายใจ เฮ้อ เจ้าภพนะเจ้าภพ จะอ้ำอึ้งเหมือนคนติดอ่างอีกนานไหมวะนี่ สงสัยต้องใช้ไม้ตายซะแล้ว คิดได้ดังนั้น เอกวิทย์ก็หรี่ตาลง แล้วพูดเสียงเข้ม

“พูดออกมาเร็วๆ สิ ถ้าแกไม่พูด เฮียจะเข้าไปหาคุณนลินแล้วนะ อยากเห็นหน้าใจจะขาดอยู่แล้ว” พูดจบเอกวิทย์ก็ขยับตัวจะเดินหนีไป เห็นดังนั้น สมภพก็กำมือแน่น สูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ สองครั้งแล้วพูดขึ้น

“อย่ามายุ่งกับคุณนลินของผมนะเฮีย!”

เอกวิทย์ยิ้มกว้าง เฮ้อ ให้มันได้อย่างนี้สิน้องรัก กว่าจะพูดออกมาได้ เล่นเอาลุ้นซะเหนื่อยเชียว เอกวิทย์คิดพลางส่ายหัว แต่ต้องหุบยิ้มแทบไม่ทัน เมื่อได้ยินสมภพพูดประโยคต่อมา

“ได้ยินชัดไหมเฮีย ถ้าเฮียไม่เชื่อล่ะก็ เราได้เห็นดีกันแน่!!”

“เดี๋ยวๆๆ เจ้าภพ ไอ้ประโยคที่พูดเมื่อกี้น่ะ หมายความว่ายังไง นี่แกคงไม่ได้หมายความอย่างที่พูดจริงๆ หรอกใช่ไหม” เอกวิทย์ถาม สมภพกระตุกยิ้มมุมปาก มองเอกวิทย์ด้วยแววตานิ่งสงบ พูดเสียงต่ำลึกในลำคอ

“ใครว่าล่ะเฮีย ผมหมายความอย่างที่พูดจริงๆ ถึงจะเป็นเฮียก็เถอะ แต่ถ้ามายุ่งวุ่นวายกับคุณนลินของผมล่ะก็ ผมเอาตายจริงๆ ด้วย ถ้าไม่เชื่อก็ลองดู!!” พูดจบ สมภพก็เดินจากไป ทิ้งให้เอกวิทย์ยืนทำตาปริบๆ ด้วยคิดไม่ถึงว่าจะได้ยินคำพูดข่มขู่ออกมาจากปากน้องชายสุดที่รัก กว่าจะตั้งสติได้ สมภพก็เดินห่างออกไปไกลแล้ว

“เฮ้ย! เจ้าภพ กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อนสิ นี่เฮียของแกนะ มาพูดจาข่มขู่กันแบบนี้ได้ไง!” เอกวิทย์โวยวายตะโกนไล่หลังมาเสียงดัง สมภพอมยิ้ม หันกลับมามองก่อนยักไหล่ ตะโกนตอบกลับไปเสียงดังไม่แพ้กัน

“เขาไม่ได้เรียกว่าขู่ แต่เป็นการเตือนกันฉันท์พี่น้องต่างหากล่ะเฮีย อย่าเข้าใจผิดสิ” สมภพยักคิ้วให้แล้วหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างชอบใจ เมื่อเห็นเอกวิทย์ทำหน้าเหวอกับคำตอบของเขา

“เอ้า อย่ามัวแต่ยืนอึ้งอยู่สิเฮีย กลับเข้าไปที่บริษัทได้แล้ว ขืนเฮียมัวแต่เถลไถลวุ่นวายอยู่กับเรื่องของคนอื่นแบบนี้ เดี๋ยวป๊าโทรมาว่าไม่รู้ด้วยนะ” สมภพตะโกนบอกด้วยรอยยิ้มแล้วผละจากมาอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้พี่ชายมากเล่ห์ยืนอึ้งเป็นใบ้กินอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานานเกือบห้านาที จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์มือถือที่เหน็บอยู่ตรงเอวสั่นขึ้นมานั่นแหละ เอกวิทย์จึงรู้สึกตัว เมื่อเห็นเบอร์ที่โทรเข้ามา เอกวิทย์ก็กดรับสายทันที

“เอกวิทย์พูดครับ”  

“แกคุยเรื่องงานกับลูกค้าเสร็จเรียบร้อยแล้วหรือยัง” น้ำเสียงทุ้มกังวานจากปลายสายเอ่ยถาม

“เรียบร้อยแล้วครับ”

“ลูกค้าพอใจกับราคาที่ทางเราเสนอไปไหม”

“ไม่มีปัญหาครับ ลูกค้าพอใจมาก เขานัดเซ็นต์สัญญาอาทิตย์หน้าครับ”

“งั้นเหรอ ไวเหมือนกันแฮะ เออ..แล้วเรื่องที่ใช้ให้ไปตรวจสอบล่ะ แกทำไปถึงไหนแล้ว”

“เพิ่งตรวจสอบเสร็จเมื่อครู่นี้เองครับ”

“ฮ้า!! พูดจริงหรือเปล่าเจ้าเอก!” ปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น จนเอกวิทย์อดหัวเราะออกมาไม่ได้ ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงร่าเริงสุดๆ

“จริงสิป๊า มือชั้นนี้แล้ว ป๊าไม่ต้องห่วงหรอก”

“แล้วเป็นไง ได้คำตอบมาหรือยัง ตกลงว่าใช่หรือไม่ใช่”

 “คำตอบคือ ใช่ครับ เจ้าภพเพิ่งยอมรับกับผมเมื่อกี้นี้เอง”

“จริงเหรอ!! บ๊ะ แกนี่ร้ายจริงๆ ว่าแต่แกไปใช้ความเจ้าเล่ห์ของแกหลอกล่อน้องอีท่าไหนเข้าล่ะ เจ้าภพถึงได้ยอมเปิดปากรับสารภาพกับแกง่ายๆ แบบนั้น”

“เดี๋ยวก่อนป๊า ที่พูดมาเมื่อกี้นี้ คือคำชมใช่ไหม” เอกวิทย์ถามกลับอย่างไม่แน่ใจ แต่ต้องทำหน้าปั้นยาก เมื่อได้ยินคำตอบของบิดาบังเกิดเกล้า

“คำถามข้อนี้ขอไม่ตอบได้ไหม แกไปคิดเอาเองแล้วกัน ถ้าสถาปนิกใหญ่อย่างแกคิดเรื่องแค่นี้ไม่ออก ก็เอาใบปริญญาที่ได้มา กลับไปคืนมหาวิทยาลัยซะ”

“อ้าว ป๊า ทำไมตอบแบบนี้ล่ะ” เอกวิทย์ทำท่าจะโวย แต่ปลายสายชิงพูดดักคอซะก่อน

“ก็ป๊าพอใจจะตอบแบบนี้ แกมีปัญหาหรือไง ถ้าไม่อยากถูกตัดเงินเดือนหรือโบนัสล่ะก็ จงเงียบไปซะ!”

เจอไม้นี้เข้าไป เอกวิทย์ก็เหลือกตามองฝ้าเพดานอย่างระอา ป๊านะป๊า ไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ ชอบเอาเรื่องตัดเงินเดือนกับโบนัสมาข่มขู่เขาเรื่อยเชียว!

“แล้วตอนนี้แกอยู่ที่ไหน”

เอกวิทย์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ตอบคำถามด้วยน้ำเสียงเนือยๆ

“อยู่ที่โรงพยาบาลของอาก้องครับ”

“ถ้าอย่างนั้นแกกลับเข้ามาที่บริษัทได้แล้ว ป๊าอยากฟังรายละเอียดทั้งหมดที่แกได้มาจากเจ้าภพ อย่ามัวแต่โอ้เอ้อยู่ล่ะ รีบกลับเข้ามาเดี๋ยวนี้เลย ได้ยินไหมเจ้าเอก”

“ได้ยินเต็มสองหูแล้วคร้าบ” เอกวิทย์ลากเสียงยานคาง ทำให้ปลายสายหัวเราะร่วนอย่างชอบใจ

“ดีมาก ถ้างั้นอีกหนึ่งชั่วโมงเจอกัน ตกลงไหม”

“ครับป๊า” เอกวิทย์รับคำก่อนจบการสนทนา จากนั้นเดินตรงไปที่ลิฟท์ คอยอยู่ครู่หนึ่ง ประตูก็เปิดออก เอกวิทย์อมยิ้ม เมื่อคิดถึงเรื่องสนุกที่กำลังจะเกิดขึ้น ก่อนจะพาร่างสูงโปร่งของตัวเองหายเข้าไปในลิฟท์

“รอด้วยครับ ขอไปด้วยคน” เสียงร้องเรียกของผู้ชายร่างสูงใหญ่ค่อนข้างท้วม ทำให้เอกวิทย์ชะงักมือที่กำลังจะกดปุ่มปิด ก่อนส่งยิ้มให้อีกฝ่าย

“เชิญครับ”

“ขอบคุณครับ” ผู้ชายคนนั้นส่งยิ้มให้เอกวิทย์ แล้วก้าวเข้ามายืนข้างใน จากนั้นก็หันไปมองทางอื่นโดยไม่พูดอะไรอีก เอกวิทย์ก็ไม่ได้สนใจอีกฝ่ายเช่นกัน พลันโทรศัพท์มือถือก็ดังลั่นลิฟท์

ผู้ชายคนนั้นชำเลืองมองเอกวิทย์นิดหนึ่ง เมื่อเห็นว่าเอกวิทย์ไม่มีทีท่าจะสนใจ เขาจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วกรอกเสียงพูดลงไป

“ว่าไง”

“...........”

“งั้นเหรอ ทำไมเสร็จเร็วนักล่ะ แต่ก็ดีเหมือนกัน พวกแกจะได้หายใจคล่องคอหน่อย”

“...............”

“ยังไม่มีอะไรคืบหน้า”

“.............”

“ใช่ ตอนแรกนึกว่าจะง่าย แต่เอาเข้าจริงเล่นยากเหมือนกัน เออ แกโทรมาก็ดีแล้ว วันนี้ว่างหรือเปล่า”

“.............”

“จะให้แกช่วยเข้ามาเปลี่ยนกุญแจห้องพัก ห้องที่มีปัญหาให้หน่อย”

“....................”

“ฉันไม่อยากใช้มัน กลัวมันจะสงสัย เพราะเมื่อวานฉันเพิ่งสั่งให้มันหยุดงานซ่อมห้องน้ำไปก่อน”

“.................”

“ใช่! แกก็รู้พอๆ กับที่ฉันรู้ว่า ไอ้สมภพมันฉลาดกว่าที่คิด ดังนั้น อะไรที่ระวังได้ก็ควรจะระวังไว้ก่อน”

“...............”

“เออ แกจะให้ใครเข้าไปทำก็ได้ แต่ต้องเข้าไปตอนนี้เลยนะ ถ้าใครถามก็บอกว่าฉันสั่งให้มาทำ”

“...............”

 ชลิตกดสายโทรศัพท์ทิ้ง สีหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด พลางเหลือบมองผู้ชายร่างสูงที่ยืนกอดอกพิงผนังลิฟท์อีกครั้ง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้หันมาสนใจทางนี้ ใบหน้าของชลิตจึงคลายความเคร่งเครียดลง

“ติ๊ง!!” ประตูลิฟท์เปิดออก ชลิตก้าวออกมาเป็นคนแรกเดินลิ่วไปที่ทางออกอย่างรวดเร็ว เอกวิทย์เดินเอามือล้วงกระเป๋าก้าวตามหลังมา ชายหนุ่มหยุดยืนหน้าลิฟท์อยู่ครู่หนึ่ง มองชลิตที่กำลังเดินตรงไปที่ลาดจอดรถอย่างสนใจก่อนตัดสินใจเดินตามไปอย่างช้าๆ โดยทิ้งระยะห่างพอสมควรเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายผิดสังเกต จึงเห็นว่า ชลิตเดินไปไขกุญแจรถยนต์คันหนึ่งซึ่งจอดอยู่ไม่ห่างจากรถของเขามากนัก

ชลิตเหลียวกลับมามองข้างหลังอย่างแปลกใจ เพราะรู้สึกเหมือนกับมีคนเดินตามมา เมื่อเห็นผู้ชายคนเดียวกันกับคนที่เขาเจอในลิฟท์กำลังเดินตรงไปที่รถโฟร์วิลสีดำคันที่อยู่ถัดไปจากรถของเขาห้าล็อค ชลิตก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก สงสัยเขาคงคิดมากไป

ชลิตเปิดประตูรถขึ้นไปนั่งสงบอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง เพราะไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ เขาเพิ่งขึ้นไปเยี่ยมนลินมา และคิดว่าจะหาโอกาสพูดชักชวนหญิงสาวให้ไปหาเพื่อนของเขา เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องวิญญาณของส้มโอ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดถึงเรื่องนี้ จู่ๆ นลินก็ทำหน้าเหยเกแล้วบอกว่า ปวดท้องหนักอยากเข้าห้องน้ำขึ้นมากะทันหัน ทำให้เขาไม่มีโอกาสได้พูดและต้องขอตัวกลับออกมาก่อน

“โธ่เว้ย! เกิดจะมาปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำอะไรในตอนนี้วะ!” ชลิตทุบพวงมาลัยรถอย่างฉุนจัด ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่น่าจะจัดการได้ไม่ยาก แต่เอาเข้าจริงกลับเคี้ยวยากกว่าที่คิด หึ! หากใช้ไม้นวมแล้วไม่ได้ผล เห็นทีเขาคงต้องเปลี่ยนมาใช้ไม้แข็งซะแล้ว ให้มันรู้ไปว่า กะอีแค่ผู้หญิงคนเดียว เขาจะทำให้หายไปจากโลกนี้ไม่ได้! ชลิตผุดยิ้มเหี้ยมเกรียม ดวงตาแวววาวเป็นประกายน่ากลัว จากนั้นก็ขับรถออกไปทันที

คล้อยหลังชลิตไม่ถึงหนึ่งนาที เอกวิทย์ที่นั่งเอนหลังฟังเพลงอยู่ในรถของตนอย่างสบายอารมณ์ ก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดเบอร์โทรออก หลังจากรอฟังสัญญาณเรียกไม่ถึงสามครั้ง คนทางปลายสายก็กดรับ เอกวิทย์กรอกเสียงพูดลงไปทันที

“ขอสายคุณธนาครับ บอกว่าเอกวิทย์โทรมา ครับ ขอบคุณครับ” เอกวิทย์ถือสายรออยู่ครู่หนึ่ง คนที่เขาต้องการคุยด้วยก็มารับสาย

“ไอ้แทนเหรอ แกช่วยตรวจสอบทะเบียนรถคันหนึ่งให้ฉันหน่อยสิ ฉันอยากรู้ว่าใครเป็นเจ้าของรถ”

“รถของสาวสวยอีกล่ะสิท่า”

“ผิดถนัดเลยเพื่อนเอ๋ย”

“เฮ้ย! นี่แกเปลี่ยนรสนิยมตั้งแต่เมื่อไหร่วะ ทำไมไม่เห็นมีใครบอกฉันเลย” ธนาทำเสียงตกใจเกินจริงก่อนหัวเราะแห้งๆ เมื่อเอกวิทย์สวนกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“พูดเมี๊ยวๆ แบบนี้ แสดงว่าไม่อยากแก่ตายใช่ไหม”

“ฮ่ะๆๆ ล้อเล่นโว้ย ล้อเล่น ทำจริงจังไปได้”

“งั้นเหรอ ฉันก็ล้อเล่นเหมือนกัน” เอกวิทย์บอกพลางหัวเราะหึหึในลำคอ แต่ทำให้คนฟังถึงกับเสียวสันหลังวาบ มีอาการหนาวๆ ร้อนๆ เหมือนคนจะเป็นไข้ เพราะรู้จักนิสัยของอีกฝ่ายดีว่า ชอบพูดเล่นแต่ทำจริง

“แกไปล้อเล่นกับคนอื่นดีกว่าว่ะ อย่ามาล้อเล่นกับฉันเลย” ธนาบอกพลางใช้มือปาดเหงื่อแทบไม่ทัน จากนั้นก็ขอหมายเลขทะเบียนรถจากเอกวิทย์ เมื่อได้หมายเลขมาแล้ว ธนาก็ถามน้ำเสียงเคร่งขรึม

 “นอกจากชื่อแล้ว แกอยากได้อะไรเพิ่มเติมอีกไหม”

“ขอรูปถ่ายเจ้าของรถพร้อมประวัติส่วนตัวด้วย เอาให้ละเอียดที่สุดเลยนะ”

“รูปถ่ายพร้อมประวัติส่วนตัว? จะเอาไปทำไมวะ”

“ไม่ต้องถามมาก เดี๋ยวเตะก้านคอเลยนี่ มีหน้าที่หาก็หาไป เข้าใจไหม”

“โหย..อะไรวะ ถามแค่นี้ถึงกับจะเตะก้านคอกันเลยเหรอ นี่เพื่อนนะโว้ย ไม่ใช่ลูกน้อง”

“หึหึหึ ก็เพราะเป็นเพื่อนน่ะสิ ถึงเตะก้านคอ หรือว่า..แกอยากให้ทำมากกว่านั้น”

“ไม่เอาโว้ย! ไอ้นี่ ชอบพูดจาให้เสียวสันหลังอยู่เรื่อย เอาเป็นว่า แกอยากได้ข้อมูลเมื่อไหร่”

“เร็วที่สุด!”

“เออ แล้วจะจัดการให้ ได้เรื่องเมื่อไหร่ จะรีบโทรหาก็แล้วกัน”

“ขอบใจมาก ไอ้แทน” เอกวิทย์บอกก่อนตัดสายโทรศัพท์ จากนั้นใช้มือเคาะพวงมาลัยรถเล่นพลางหรี่ตาครุ่นคิด ที่จริงเขาไม่อยากยื่นมือเข้ามายุ่งหรอก ถ้าหากว่าผู้ชายคนเมื่อกี้จะไม่เอ่ยชื่อสมภพออกมาให้เขาได้ยิน ซึ่งเขาค่อนข้างแน่ใจว่า ไอ้สมภพ ที่ผู้ชายคนนั้นพูดถึง ไม่มีทางเป็นคนอื่นไปได้ นอกซะจากน้องชายของเขา ยิ่งประโยคที่ว่า สั่งให้หยุดซ่อมห้องน้ำ ด้วยแล้ว มันช่างบังเอิญเหลือเกินที่ดันมาตรงกันกับเรื่องราวที่เขาเพิ่งจะได้ยินมาจากปากของสมภพ แล้วแบบนี้จะให้เขาวางเฉยได้อย่างไร

“เรื่องนี้ต้องมีเบื้องหน้าเบื้องหลังแน่นอน” เอกวิทย์พึมพำเบาๆ ถึงจะยังไม่รู้แน่ชัดว่า ผู้ชายคนที่อยู่ในลิฟท์รู้จักกับสมภพจริงไหม แต่เขาก็ไม่อยากประมาท เท่าที่ฟังจากน้ำเสียงตลอดจนคำพูดของผู้ชายคนนั้น ยามที่เอ่ยถึงชื่อสมภพ ทำให้เอกวิทย์ไม่สบายใจ เพราะฟังดูอาฆาตมาดร้ายชอบกล

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงตัดสินใจตรวจสอบข้อมูลของอีกฝ่าย หากผู้ชายคนนั้นไม่ได้รู้จักกับสมภพ เท่ากับว่าเขาคิดมากไปเอง แต่ถ้าผู้ชายคนนั้นรู้จักกับสมภพจริงๆ เขาจะได้ให้คนติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด เพราะไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายกำลังคิดร้ายต่อน้องชายของเขาหรือเปล่า

เอกวิทย์กระตุกยิ้มมุมปาก ดวงตาคู่คมภายใต้กรอบแว่นสีชาเป็นประกายแข็งกร้าว หากผู้ชายคนนั้นคิดร้ายต่อสมภพจริงๆ ล่ะก็ เขาจะจัดให้หนักเลยทีเดียว เอาชนิดที่ว่าให้จำไปจนวันตาย โทษฐานที่กล้ามาแตะต้องคนในครอบครัวของเขา ฉะนั้น การรู้ข้อมูลของฝ่ายตรงข้าม จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด!

“เฮ้อ เกิดมาเป็นพี่คนโตนี่ไม่ดีเลยแฮะ” เอกวิทย์คลี่ยิ้มบางๆ ก่อนจะเคลื่อนรถออกไปจากลานจอดรถ

       ****************************************************

18 ความคิดเห็น