เรื่องเล่าจากเงามืด

ตอนที่ 10 : เสียงปริศนา (ตอนที่แปด)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 123
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    9 พ.ค. 54

วันรุ่งขึ้น หลังจากส่งสมฤดีที่มหาวิทยาลัย สมภพก็มาโรงพยาบาลตามที่ได้สัญญาไว้ ตอนที่เขามาถึง ส้มกับหญิงออกไปเรียนแล้ว ส่วนนลินกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง ใบหน้าของหญิงสาววันนี้ดูสดชื่นมีเลือดฝาดมากกว่าเมื่อวาน นอกจากนี้ พยาบาลได้ถอดสายน้ำเกลือออกแล้ว รอแค่คุณหมอขึ้นตรวจอาการอีกครั้ง หากไม่มีอะไรผิดปกติ นลินก็กลับบ้านได้ เมื่อเห็นสมภพเดินเข้ามา นลินก็วางหนังสือไว้ข้างเตียงแล้วส่งยิ้มให้

“คุณสมภพมาแต่เช้าเลยนะคะ”

“ครับ ผมรีบแทบแย่แน่ะ กลัวมาไม่ทัน”

“เอ๊ะ มาไม่ทันอะไรคะ”

สมภพอมยิ้ม ไม่ตอบคำถามในทันที แต่เดินมายืนชิดขอบเตียงแล้ว ก้มหน้าลงมาพูดกระซิบข้างหูนลิน

“ก็..กลัวจะมาไม่ทันช่วยคุณลินอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าน่ะสิครับ”

“คนบ้า! อย่ามาทะลึ่งแถวนี้นะ!” นลินหน้าร้อนวูบ ใช้มือผลักสมภพให้ถอยห่าง สมภพหัวเราะชอบใจ มองนลินที่ใช้มือข้างหนึ่งถูใบหูไปมาอย่างนึกขำ คุณลินนี่แหย่ขึ้นเหมือนกันแฮะ ดูสิ หน้าแดงเชียว

“ยังจะมาหัวเราะอีก ลินไม่อยากเชื่อเลยว่า คุณจะเป็นคนแบบนี้”

“หือ? เป็นคนแบบไหนครับ ผมไม่เข้าใจ” สมภพตีหน้าซื่อ นลินมองอย่างหมั่นไส้ ดูถามเข้าสิ มันน่านักนะ คิดแล้วก็หยิบหนังสือพิมพ์ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมาม้วนแล้วเคาะลงบนเตียงสองครั้ง

“ไม่ต้องมาทำไก๋ ลินรู้ว่าคุณเป็นคนฉลาด เรื่องแค่นี้ไม่เห็นจะต้องให้อธิบาย บอกไว้ก่อนนะคะ ว่าวันนี้หากคุณเล่นตุกติกกับลินเหมือนเมื่อวานอีกล่ะก็ คุณเจ็บตัวแน่” นลินพูดเสียงเข้ม ชูม้วนหนังสือพิมพ์ที่ถืออยู่ให้ดู

สมภพมองอาวุธในมือนลินแล้วอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ นี่คุณลินเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ถึงได้คิดว่าหนังสือที่ถืออยู่ในมือมีอานุภาพเทียบเท่ากับปืนผาหน้าไม้ ของแค่นี้ถึงโดนตีแสกหน้าเข้าไปจังๆ ก็ไม่ทำให้ถึงตายหรอก เออ ถ้าเป็นหนังสือพิมพ์หุ้มเหล็กแป๊บหรือท่อพีวีซีก็ว่าไปอย่าง รับรองได้เลยว่าตายสนิท  

ถึงจะคิดแบบนั้น สมภพก็ไม่พูดออกมาอย่างที่ใจคิด เขาแสร้งถอนหายใจเสียงดัง เดินไปนั่งหย่อนกายนั่งลงบนเก้าอี้นวมอย่างคนหมดแรง มองนลินตาละห้อย

“คุณลินนี่ขี้ระแวงจังเลยนะครับ เรื่องเมื่อวานมันเป็นอุบัติเหตุ ผมไม่ได้มีเจตนาจะเล่นตุกติกหรือคิดไม่ซื่อกับคุณลินสักหน่อย มากล่าวหากันอย่างนี้ ผมก็น้อยใจเป็นเหมือนกันนะครับ”

“ลินไม่ได้กล่าวหาคุณ เพียงแต่พฤติกรรมของคุณทำให้ลินไม่ไว้ใจ”

“คุณลินครับ ถ้าคนอย่างผมไว้ใจไม่ได้ ส้มกับหญิงก็คงไม่ยอมให้ผมมานั่งเฝ้าไข้คุณลินอยู่ในห้องคนป่วยตามลำพังแบบนี้หรอกครับ”

“นั่นมันเป็นเรื่องของส้มกับหญิง ไม่เกี่ยวกับลินสักหน่อย”

“อ้าว เป็นงั้นไป รู้ไหมครับว่า คำพูดของคุณลินทำให้ผมนึกถึงสุภาษิตขึ้นมาบทหนึ่งที่กล่าวว่า ทำคุณบูชาโทษ โปรดสัตว์ได้บาป ผมว่าความหมายของสุภาษิตบทนี้ เหมือนกับสถานการณ์ที่ผมเจอในตอนนี้ไม่มีผิด นี่ถ้าหากผมรู้ล่วงหน้าว่าผลลัพธ์จากความหวังดีของผมจะออกมาในรูปนี้ล่ะก็ รู้งี้ เมื่อวานตอนที่เสาแขวนขวดน้ำเกลือล้มลงมา ผมน่าจะปล่อยให้เสานั่นฟาดใส่หัวคุณลินไปซะก็ดีหรอก”

“คุณสมภพ!”

“ก็มันจริงนี่ครับ คุณลินจะได้ไม่ต้องมาเข้าใจผมผิดๆ แต่หากผมยืนนิ่งดูดายปล่อยให้คุณลินโดนเสาเหล็กฟาดใส่หัว ผมก็อาจโดนกล่าวหาอีก ทำนองว่าเป็นผู้ชายประสาอะไร ทำไมถึงไม่เข้าไปช่วย เห็นไหม ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน ผมก็โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง เฮ้อ เกิดมาเป็นสมภพนี่แย่ชะมัด ทำอะไรก็ผิดไปหมด” สมภพถอนใจ

“เอ่อ..” นลินพูดไม่ออก รู้สึกสับสน ไม่แน่ใจว่า ที่สมภพพูดมาเมื่อกี้ ตกลงแล้วเขาตั้งใจจะตัดพ้อต่อว่า หรือจะพูดจาเหน็บแนมประชดประชันกันแน่

 “แต่จะว่าไปแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ผมก็ผิดด้วยส่วนหนึ่ง ถ้าผมระวังมากกว่านี้ ผมก็คงจับเสาแขวนขวดน้ำเกลือไว้ได้ทันก่อนที่จะล้มลงมา แล้วเราทั้งคู่ก็คงจะไม่ล้มลงไปนอนกอดอยู่บนเตียงด้วยกัน”

“คุณสมภพ! หยุดพูดเดี๋ยวนี้เลยนะ!” นลินแหวใส่ หน้าแดงซ่านไปถึงใบหู สมภพเลิกคิ้วสูง ทำหน้าฉงน

“ทำไมล่ะครับ ผมแค่อยากอธิบายให้ฟังว่า ต้นเหตุของเรื่องเมื่อวานอยู่ตรงไหน อืม..ผมมาคิดๆ ดูแล้ว สรุปได้ว่าสาเหตุของเรื่องทั้งหมดเกิดจาก เสาแขวนขวดน้ำเกลือ คุณลินไม่แปลกใจบ้างหรือครับ ว่าทำไมจู่ๆ  เสาแขวนขวดน้ำเกลือถึงได้ล้มลงมาบนเตียงคนป่วยแบบนั้น จะว่าแผ่นดินไหวรึ ก็ไม่ใช่ เอ มันเพราะอะไรกันน้า”

“คุณสมภพ! ลินบอกให้หยุดพูดยังไงล่ะคะ!”

“ผมขอปฏิเสธครับ เพราะถ้าผมไม่พูดออกมาให้หมด คุณลินก็ไม่เข้าใจน่ะสิครับว่า เรื่องราวจริงๆ มันเกิดจากอะไร ผมไม่อยากให้คุณลินเข้าใจผมผิดๆ แบบนี้” สมภพท้วงเสียงแข็ง ทำหน้าตาขึงขัง ทั้งที่ความจริงแล้ว เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะไม่หลุดหัวเราะออกมา ผิดกับนลินที่นั่งหน้าหงิก นึกอยากจะหาอะไรมาอุดปากคนช่างพูดเหลือเกิน

“เอาเป็นว่า ลินเข้าใจเรื่องทั้งหมดแล้ว ฉะนั้น คุณหยุดพูดเถอะค่ะ” นลินตัดบท

“แน่ใจเหรอครับ” สมภพทำท่าลังเล แต่เมื่อเห็นนลินมองมาด้วยสายตาขุ่นเขียว ชายหนุ่มก็พยักหน้า

“ก็ได้ครับ ผมไม่พูดก็ได้ ว่าแต่คุณลินเข้าใจแล้วใช่ไหมครับ ว่าเรื่องเมื่อวานมันเป็นอุบัติเหตุ”

“ค่ะ เข้าใจแจ่มแจ้งเลยทีเดียว” นลินตอบเสียงห้วน

“เฮ้อ! ผมดีใจจังที่คุณลินเข้าใจผมสักที แต่ผมก็ยังติดใจเรื่องเสาแขวนขวดน้ำเกลืออยู่ดี สงสัยจังว่าทำไมมันถึงได้ล้มลงมา แต่ช่างมันเถอะครับ ในเมื่อคุณลินเข้าใจผมแล้ว เรื่องอื่นก็ไม่ต้องไปสนใจ จริงไหมครับ”

“ค่ะ” นลินรับคำอย่างเสียไม่ได้ ทั้งที่ในใจเริ่มหงุดหงิด ฮึ! ทำมาพูดอย่างนั้นอย่างนี้ สุดท้ายก็วกกลับมาที่เรื่องเสาแขวนขวดน้ำเกลือจนได้ ทำไมนลินจะไม่รู้ว่า เสาแขวนขวดน้ำเกลือล้มลงมาได้อย่างไร ถ้าไม่เป็นเพราะเธอรีบผละออกมาจากอ้อมกอดของคนที่นั่งพูดแจ้วๆ อยู่ตรงหน้า เสาแขวนขวดน้ำเกลือก็ไม่ล้มลงมาหรอก  

ยิ่งคิด นลินก็ยิ่งเจ็บใจตัวเองที่ตกใจกับฝันร้ายมากเกินไป จนเผลอไปกอดสมภพเข้า ทำให้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ถูกอีกฝ่ายต้อนด้วยคำพูดจนพูดไม่ออกแบบนี้ ไม่อยากเชื่อเลยว่า สมภพที่เงียบขรึมกับสมภพที่ขี้เล่นและเจ้าเล่ห์ในตอนนี้จะเป็นคนๆ เดียวกัน

“ทำไมเงียบไปล่ะครับ หรือว่าคุณลินปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ” สมภพถาม เมื่อเห็นนลินนิ่งเงียบ

“จะบ้าหรือไง ใครบอกคุณว่าลินปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ”

“อ้าว ก็ผมเห็นคุณลินทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเข้าหากัน ก็นึกว่าคุณลินอาจจะปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำซะอีก อืม..พอพูดถึงเรื่องนี้แล้วทำให้นึกขึ้นมาได้” สมภพเว้นจังหวะเล็กน้อยแล้วถามขึ้น

“คุณลินอาบน้ำหรือยังครับ”

“คุณสมภพ!” 

“ผมไม่ได้ทะลึ่งนะครับ ที่ถามก็เพราะว่า หากคุณลินยังไม่ได้อาบน้ำ ผมจะได้ไปเรียกนางพยาบาลให้เข้ามาช่วยคุณลินจัดการทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยต่างหากล่ะครับ” สมภพรีบบอก มองนลินตาปรอย เห็นแบบนั้นแล้ว นลินก็โกรธอีกฝ่ายไม่ลง

“ขอบคุณค่ะที่หวังดี แต่หญิงช่วยจัดการให้เรียบร้อยแล้วค่ะ”

“เหรอครับ มิน่าล่ะ เมื่อกี้ตอนก้มลงกระซิบข้างหู ถึงได้กลิ่นสบู่หอมติดจมูกเชียว” ท้ายประโยค สมภพพูดพึมพำเบาๆ กับตนเอง นลินย่นคิ้วเข้าหากัน เพราะได้ยินคำว่าสบู่แว่วมาจากปากของอีกฝ่าย แต่ได้ยินไม่ถนัด

“เมื่อกี้ คุณสมภพพูดว่าอะไรนะคะ ลินได้ยินไม่ชัด”

“เปล่านี่ครับ” สมภพปฏิเสธ แต่นลินไม่เชื่อ มองสมภพเขม็งพร้อมกับคาดคั้นเพื่อเอาคำตอบ ซึ่งสมภพยืนยันคำพูดเดิมด้วยน้ำเสียงหนักแน่น นลินจึงยอมแพ้ไม่เซ้าซี้ต่อ ก่อนเปลี่ยนเรื่อง

“คุณสมภพทานอาหารเช้าหรือยังคะ”

“เรียบร้อยแล้วครับ แล้วคุณลินล่ะครับ”

“ลินทานข้าวต้มแล้วค่ะ”

"งั้นเหรอครับ ถ้าอย่างนั้นคุณลินพักผ่อนเถอะครับ ผมจะนั่งเฝ้าเอง”

“ลินขอนั่งอ่านหนังสือดีกว่าค่ะ ไม่อยากนอนไปมากกว่านี้ เดี๋ยวจะติดนิสัยขี้เกียจกันพอดี”

“ตามใจคุณลินแล้วกันครับ” สมภพคลี่ยิ้มบางๆ หยิบหนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาอ่าน นลินมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของสมภพแล้วถอนหายใจ ถ้าเขานั่งอ่านหนังสือเงียบๆ แบบนี้ได้ทั้งวันก็คงจะดีไม่น้อย เพราะเธอไม่อยากโดนอีกฝ่ายต้อนด้วยคำพูดให้จนมุมเหมือนเมื่อกี้อีก

นลินหยิบหนังสือที่อ่านค้างไว้ขึ้นมา อดหันไปมองคนที่นั่งบนเก้าอี้นวมไม่ได้ ขนาดแต่งตัวธรรมดาออกจะติดเซอร์ๆ คุณสมภพก็ยังดูดี นี่ถ้าจับตัดผมที่ยาวระต้นคอให้สั้นกว่านี้ รับรองว่า คุณสมภพไปเป็นพระเอกละครได้สบายๆ พลันใบหน้าคมเข้มของใครอีกคนก็ผุดขึ้นมา ถ้าพี่กล้ารู้ว่ามีชายหนุ่มหน้าตาดีหล่อสูสีพอๆ กันกับตนเองแถมยังโสดสนิทมาอาสานั่งเฝ้าไข้เธออยู่ข้างเตียงแบบนี้ จะเกิดอะไรขึ้นหนอ

นลินส่ายหัวเบาๆ เมื่อนึกถึงพี่ชาย รายนั้นนอกจากจะหน้าตาดีอย่างหาตัวจับยากแล้ว ยังขึ้นชื่อเรื่องความดุและหวงน้องสาวเป็นที่สุด หนุ่มๆ แถวบ้านรู้เรื่องนี้ดี จึงไม่มีใครกล้ามายุ่งกับนลินสักคน เพราะกลัวพี่กล้าจนหัวหด ถ้าพี่กล้ารู้ว่าเกิดเรื่องขึ้นกับเธอล่ะก็ พี่ชายตัวดีต้องรีบขึ้นมาที่นี่และพาเธอกลับบ้านแน่นอน

นลินถอนหายใจ เดิมทีพี่กล้าก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้นลินมาทำงานไกลบ้าน จึงยกเหตุผลร้อยแปดพันเก้ารวมถึงชักแม่น้ำทั้งห้ามาเกลี้ยกล่อมให้นลินเห็นดีเห็นงามกับการทำงานใกล้บ้าน แต่นลินดึงดันจะทำงานไกลบ้านให้ได้ โดยให้เหตุผลว่า ต้องการหาประสบการณ์และอยากเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เพราะหากทำงานใกล้บ้าน เธอไม่แคล้วต้องเป็นนกน้อยในกรงทองของคนในครอบครัวเหมือนที่เคยเป็นมาตลอด

เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับครอบครัวเชียวล่ะ นลินกับพี่กล้าเถียงกันหน้าดำหน้าแดง แต่เธอเถียงสู้พี่กล้าซึ่งปกติปากจัดเป็นทุนเดิมอยู่แล้วไม่ได้ จึงลืมตัวเผลอตวาดใส่พี่ชาย จำได้ว่าพี่กล้ามีสีหน้าตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยคิดไม่ถึงว่า น้องสาวที่เรียบร้อยและอยู่ในโอวาทมาโดยตลอด จะกล้าพูดเสียงดังใส่หน้า

จากนั้นคำพูดตัดพ้อต่อว่าต่างๆ นานาก็พรั่งพรูออกมาจากปากพี่ชายจอมหวง ที่ต้องบอกว่าดังลั่นไปสามบ้านแปดบ้านเลยทีเดียว เดือดร้อนพ่อที่กำลังนั่งสวดมนต์อยู่ในห้องพระ ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยสถานการณ์ก่อนที่เรื่องราวจะลุกลามบานปลายจนกลายเป็นศึกสายเลือด

ผลจากการเจรจาครั้งนั้น สรุปว่า พ่อแม่ยอมให้นลินมาทำงานที่นี่ ส่วนพี่กล้าแม้จะทำท่าทางฮึดฮัดไม่พอใจแต่ก็ต้องจำใจยอม เพราะมีเสียงน้อยกว่า (ครอบครัวนลินมีด้วยกันสี่คน) แต่พี่ชายตัวดีก็ยังไม่ยอมแพ้ อุตส่าห์ตั้งเงื่อนไขขึ้นมา โดยให้นลินสัญญาว่า จะโทรกลับบ้านทุกๆ สามวัน (ยังดีที่ไม่ให้โทรทุกวัน) เพื่อรายงานชีวิตประจำวันให้ทางบ้านทราบอย่างละเอียด (แน่นอนว่ารวมถึงเรื่องผู้ชายที่เข้ามาติดพันด้วย) และหากเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับนลิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม นลินต้องกลับไปทำงานที่บ้านโดยไม่มีข้อต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น

เงื่อนไขที่พี่กล้าเสนอมานั้น ไม่ใช่เรื่องยากที่ทำให้ไม่ได้ นลินจึงตกลงแต่พี่กล้าก็ยังไม่วางใจอยู่ดี พ่อเจ้าประคุณลงทุนอดตาหลับขับตานอน เพื่อนั่งร่างสัญญาขึ้นมาหนึ่งฉบับ เรียกว่า “สนธิสัญญาระหว่างพี่น้อง” (ไม่รู้ว่าคิดไปได้ยังไง) จากนั้นก็จับนลินเซ็นสัญญาโดยให้เหตุผลว่า ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย (อันที่จริง น่าจะเป็นพี่กล้าคนเดียวมากกว่า) โดยมีพ่อกับแม่ร่วมลงนามเป็นพยาน นลินไม่อยากทะเลาะกับพี่ชาย จึงยอมเซ็นสัญญา นั่นแหละ พี่ชายตัวดีจึงยิ้มแป้นหน้าบาน ยอมให้นลินมาทำงานไกลบ้าน

นับจากวันที่ลงนามในสัญญาฉบับนั้นของพี่ชาย จนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาสามปีแล้ว ที่นลินมาใช้ชีวิตตามลำพังอยู่ที่นี่ แม้สภาพสังคมของคนเมืองหลวง จะวุ่นวายแก่งแย่งแข่งขันกันชิงดีชิงเด่น แต่นลินก็ไม่เคยพาตัวเองเข้าไปอยู่ในกระแสวังวนของความวุ่นวายเหล่านั้น เธอใช้ชีวิตเรียบง่ายและไม่เคยไปยุ่งวุ่นวายกับใคร

ความที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายเกินไป นลินจึงถูกเพื่อนๆ ที่ทำงานค่อนขอดว่า ใช้ชีวิตได้อย่างน่าเบื่อและขาดสีสัน แต่เธอไม่เคยเก็บคำพูดเหล่านั้นมาใส่ใจ เพราะคนเราต่างมีรูปแบบการดำเนินชีวิตไม่เหมือนกัน คงเป็นเรื่องแปลก หากทุกคนในโลกนี้คิดและทำอะไรเหมือนกันหมด สำหรับนลินแล้ว แม้ว่าการใช้ชีวิตของเธออาจจะดูเรียบง่ายหรือน่าเบื่อไปบ้างในสายตาของใครหลายคน แต่เธอก็พอใจและมีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่  

ทว่า..ตั้งแต่นลินย้ายเข้ามาอยู่ที่หอพักของชลิต ดูเหมือนว่าความเรียบง่ายที่เธอเคยชินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน กำลังจะหายไป แต่มีความตื่นเต้นปนระทึกขวัญเข้ามาแทนที่ ยังไม่นับรวมปฏิกิริยาแปลกๆ บางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นกับใจของเธอ อาการที่ว่านั่น ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะบ่อยครั้ง ทั้งสามอย่างเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งนลินพอจะเดาได้ว่า สองอย่างแรกมีสาเหตุมาจากเรื่องวิญญาณของส้มโอ แต่..สำหรับอย่างหลังนั้น

นลินเหลือบตามองคนร่างสูงที่นั่งอ่านหนังสือบนเก้าอี้นวมแล้วถอนหายใจ ถึงไม่อยากจะยอมรับสักเท่าไหร่แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาการสั่นไหวแปลกๆ ที่เกิดขึ้นกับใจของเธอ มีสาเหตุมาจากคนที่นั่งอยู่ตรงหน้านี่เอง 

นลินวางหนังสือในมือก่อนหลับตาลง ตั้งแต่เธอย้ายเข้ามาอยู่ที่หอพักของชลิต จนถึงตอนนี้เป็นเวลาสองอาทิตย์พอดี แม้เธอจะโทรกลับบ้านทุกๆ สามวัน เพื่อรายงานความเคลื่อนไหวให้คนที่บ้านทราบ แต่นลินไม่เคยเล่าเรื่องของส้มโอให้คนในครอบครัวฟัง ด้วยเกรงว่าทุกคนจะพากันเป็นห่วง และอาจสั่งห้ามนลินไม่ให้อยู่ที่นี่อีก ซึ่งเป็นสิ่งที่นลินกังวลมากที่สุด เพราะตั้งใจไว้ว่า จะทำทุกวิถีทางเพื่อหาทางปลดปล่อยวิญญาณของส้มโอให้ไปสู่สุคติ ดังนั้น เรื่องของส้มโอจะให้ที่บ้านรู้ไม่ได้ โดยเฉพาะพี่กล้า หากพี่ชายตัวดีรู้เรื่องนี้ รับรองได้เลยว่าสิ่งที่นลินตั้งใจเอาไว้คงพังไม่เป็นท่า เพราะพี่กล้าไม่มีวันยอมให้เธอไปยุ่งกับเรื่องที่เสี่ยงอันตรายเด็ดขาด

“บ้าจริง! ทำไมจู่ๆ ถึงได้คิดถึงพี่กล้าขึ้นมาได้” นลินพึมพำเบาๆ พลางสะบัดหัวไปมาสองสามครั้ง เพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่าน พี่กล้าไม่มีวันรู้เรื่องนี้หรอก ในเมื่ออยู่ตั้งไกลซะขนาดนั้น หญิงสาวคิดปลอบใจตนเอง ทว่า..ความรู้สึกหนักอึ้งที่รบกวนจิตใจอยู่ในตอนนี้ มันคืออะไรกันแน่ หรือว่า..มันจะเป็นลางบอกเหตุอะไรบางอย่าง

“คุณลิน คุณลิน คุณลินครับ!” เสียงทุ้มกังวานที่ดังอยู่ข้างตัว ปลุกนลินให้ตื่นจากภวังค์ หญิงสาวกะพริบตาถี่ๆ สองสามครั้งแล้วหันมาทางต้นเสียงก่อนสะดุ้ง เมื่อแก้มชนกับจมูกของสมภพที่ยื่นหน้าเข้ามาพอดี

“อุ้ย!”

นลินอุทานด้วยความตกใจ ยกมือขึ้นตามสัญชาตญาณ ผลักหน้าสมภพเต็มแรง อีกฝ่ายไม่ทันระวังตัว โดนมือพิฆาตเข้าไปอย่างจังถึงกับหน้าหงาย ร่างสูงผงะถอยหลังไปกระแทกขอบโต๊ะเสียงดังพลั่ก ทรุดร่วงลงมานั่งคุกเข่าตัวงอราวกับกุ้ง โดยมือข้างหนึ่งยันพื้นห้องเอาไว้ไม่ให้หน้าคะมำ

“ว้าย! ตายแล้ว คุณสมภพ!” นลินทำตาโต รีบลุกจากเตียงเข้าไปประคองร่างสมภพให้ลุกขึ้นยืน

“โอ๊ย เบาๆ ครับ คุณลิน” สมภพบอกพร้อมกับนิ่วหน้า นลินหน้าเสีย เอ่ยคำขอโทษขอโพยยกใหญ่

“ขอโทษค่ะ ลินไม่ได้ตั้งใจ ว่าแต่เป็นยังไงบ้างคะ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

“เจ็บหลังครับ ไม่รู้ว่ากระดูกสันหลังหักหรือเปล่า” สมภพตอบพลางเป่าปากออกมาเบาๆ ใช้มือคลำบริเวณเหนือบั้นเอวขึ้นไปเล็กน้อย นลินหน้าถอดสี ไม่คิดว่าแค่ผลักเบาๆ เท่านั้นจะทำให้สมภพเจ็บได้ขนาดนี้

“ขอโทษจริงๆ ค่ะ ลินไม่รู้ว่าคุณมาอยู่ข้างตัวตั้งแต่ตอนไหน อีกอย่างหนึ่ง ใครใช้ให้คุณยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ แบบนั้นล่ะคะ” นลินบอกเสียงเบา หน้าเนียนใสเปลี่ยนเป็นสีระเรื่อ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อครู่

“ผมไม่ได้ตั้งใจจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้คุณลินสักหน่อย ผมแค่สงสัยว่าคุณลินเป็นอะไรไป ทำไมถึงได้ถอนหายใจแล้วถอนหายใจอีก แถมยังทำหน้ามู่ทู่ เอ๊ย ทำหน้ายุ่งสลับกับสะบัดหัวไปมาหลายครั้ง ผมเป็นห่วงจึงลองเรียกชื่อคุณลิน แต่เรียกเท่าไหร่คุณลินก็ไม่ยอมตอบ”

“เอ่อ..คือ..” 

“ทีนี้ ผมไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยลุกจากเก้าอี้แล้วเดินเข้ามาเรียกใกล้ๆ แต่คุณลินก็ยังนั่งเหม่อไม่รู้สึกตัว ผมจึงตัดสินใจก้มลงเรียกใกล้ๆ เผื่อคุณลินจะได้ยิน ซี่งปรากฏว่ามันได้ผล แต่ผมไม่คิดว่าคุณลินจะประเคนฝ่ามือใส่หน้าผมซะจนหน้าหงายแบบนี้ อูย..พูดแล้วเจ็บชะมัด” สมภพแกล้งโอดครวญ ทั้งที่ความจริงแล้ว เขาเจ็บไม่มากอย่างที่คิด แต่อยากแกล้งนลินเล่น ซึ่งได้ผล เพราะนลินเชื่ออย่างสนิทใจว่าอีกฝ่ายเจ็บจริง 

“ไหนขอลินดูหน่อยสิคะว่า คุณเจ็บตรงไหน เจ็บที่หลังใช่ไหมคะ” นลินถามน้ำเสียงร้อนรน พลางขยับเข้ามานั่งใกล้สมภพมากกว่าเดิม พร้อมกับยื่นมือออกมาจับชายเสื้อของอีกฝ่าย สมภพสะดุ้งโหยง ไม่คิดว่านลินจะทำแบบนี้ รีบตะครุบมือของหญิงสาวเอาไว้ ร้องถามเสียงหลง

“ดะ..ดะ..เดี๋ยวก่อนครับ นี่คุณลินคิดจะทำอะไรครับ”

“ก็จะดูรอยช้ำที่หลังของคุณสมภพยังไงล่ะคะ ว่าเป็นอะไรมากหรือเปล่า ลินจะได้หายามาทาให้” นลินตอบอย่างที่ใจคิด มองสมภพตาแป๋ว ขณะที่มือบางก็ยังคงจับชายเสื้อของสมภพไว้แน่น

คำตอบของนลินทำให้สมภพชะงักไป ‘คนแกล้งเจ็บ’ มองใบหน้าหวานที่อยู่ห่างกันแค่คืบแล้วต้องลอบถอนใจ ยิ่งมองสบตาดวงตาคู่สวยที่มองมาด้วยความเป็นห่วงแล้ว เขาก็พูดไม่ออก จึงหันไปมองทางอื่นแทน ด้วยเกรงว่าหากจ้องหน้านลินไปมากกว่านี้ เขาอาจอดใจไม่ไหวจนเผลอไปทำมิดีมิร้ายคนป่วยเข้าจริงๆ แล้วมันจะยุ่ง

“คุณสมภพ ทำไมเงียบไปล่ะคะ หรือว่าเจ็บจนพูดไม่ออก” นลินถาม เมื่อเห็นสมภพนั่งนิ่ง

“ไม่มีอะไรครับ ผมรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว ขอบคุณคุณลินมากครับที่เป็นห่วง” 

“แต่ว่า..”

“ผมไม่เป็นอะไรจริงๆ ครับ แผลฟกช้ำแค่นี้ ทายาไม่กี่วันก็หายแล้ว คุณลินไปอ่านหนังสือต่อเถอะครับ เอ่อ..ผมขอตัวออกไปหานางพยาบาลที่อยู่ข้างนอกสักครู่นะครับ จะไปขอยามาทาแก้ฟกช้ำสักหน่อย” พูดจบ สมภพก็รีบลุกขึ้นเดินไปที่ประตูห้องแล้วเปิดออกไปอย่างรวดเร็ว

นลินมองตามหลังไปอย่างแปลกใจ ไหนเมื่อกี้บอกว่า กระดูกสันหลังอาจจะหัก แล้วทำไมตอนนี้กลับเดินปร๋อเหมือนคนไม่เป็นอะไรเลยล่ะ ตกลงแล้วอาการของคุณสมภพหนักหรือไม่หนักกันแน่ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ 

                                    *********************************************
เมื่อออกมาจากห้องพักของผู้ป่วย สมภพก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เกือบไปแล้วไหมล่ะ ดีนะที่ตัดสินใจลุกขึ้นเดินหนีมา ไม่อย่างนั้น....คิดแล้ว สมภพก็กลอกตาไปมา ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อว่า คนที่ไม่เคยสนใจผู้หญิงอย่างเขา จะมาหวั่นไหวกับผู้หญิงที่ชื่อนลินได้มากขนาดนี้ เพียงแค่มองสบตาของอีกฝ่าย เขาก็รู้สึกเหมือนถูกมนต์เสน่ห์เข้าไปอย่างจัง จนนึกอยากจะดึงร่างเล็กๆ นั่นเข้ามากอดแล้วทำอะไรต่อมิอะไรอย่างที่ผู้ชายเขาทำกัน

“ฮึ่ย! นี่เรากลายเป็นผู้ชายหื่นกามไปตั้งแต่เมื่อไหร่วะ” สมภพทำหน้ามุ่ย นึกด่าตัวเองอยู่ในใจ ตั้งแต่เกิดมาจนโตเป็นหนุ่มอายุจะเข้าเลขสามอยู่รอมร่อ เขาไม่เคยล่วงเกินผู้หญิงเลยสักครั้ง ตรงกันข้าม กลับเป็นพวกผู้หญิงซะอีกที่พยายามหาโอกาสล่วงเกินเขาเสมอ ซึ่งที่ผ่านมาเขาก็เอาตัวรอดมาได้ทุกครั้ง

แต่กับนลินแตกต่างออกไป ตั้งแต่ถูกนลินโผเข้ากอดครั้งแรกตรงระเบียงทางเดินในหอพัก ดูเหมือนว่า ต่อมฮอร์โมนบางอย่างในร่างกายของเขาจะทำงานผิดปกติ

สมภพถอนหายใจ เมื่อคิดถึงอาการที่เกิดขึ้นกับตนเองในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา เขาคิดว่าตัวเองต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ เพราะเวลาอยู่ใกล้นลินทีไร ใจเจ้ากรรมก็นึกอยากจะดึงร่างเล็กเข้ามากอด ซึ่งอาการที่ว่านี้ ไม่เคยเกิดกับผู้หญิงคนไหนมาก่อน แต่จำเพาะเจาะจงมาเป็นกับนลินคนเดียวเท่านั้น ขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป มีหวัง นลินคงไม่แคล้วต้องถูกเขาปล้ำเข้าให้สักวัน

“เฮ้อ สมภพนะสมภพ จะได้เสียคนก็คราวนี้แหละ” สมภพบ่นพึมพำพลางส่ายหัวไปมา แต่ต้องชะงักเมื่อสายตาไปปะทะเข้ากับร่างสูงโปร่งของผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนกอดอกพิงเสา กำลังจ้องมองตนเองอยู่

“เฮ้ย!!” สมภพอุทานพลางหันไปมองประตูห้องพักคนป่วยอย่างระแวง ก่อนหันกลับมามองผู้ชายคนนั้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม จากนั้นก็สาวเท้ายาวๆ มาฉุดมือผู้ชายคนนั้นพาเดินออกไปให้ห่างจากบริเวณห้องพักผู้ป่วย

“เบาๆ หน่อยสิ เล่นฉุดกระชากลากถูกันแบบนี้ ไม่กลัวคนอื่นจะเข้าใจผิดหรือไงว่า แกกำลังคิดทำมิดีมิร้ายเฮีย” เสียงทุ้มน่าฟังดังออกมาจากปากของคนที่อ้างว่าถูกฉุดกระชาก ทำให้สมภพชะงัก หันมาแยกเขี้ยวใส่

“อย่ามาตลกร้ายแถวนี้นะเฮีย คนที่นี่เขารู้กันทั้งนั้นว่าเราเป็นอะไรกัน คงไม่มีใครคิดอกุศลอย่างที่เฮียพูดหรอก ถามจริงเถอะ มุกนี้คิดนานไหม”

คำต่อว่าของสมภพ เรียกเสียงหัวเราะของคนที่ถูกเรียกว่าเฮียดังลั่น เขามองสมภพที่เริ่มหน้าบึ้งอย่างชอบใจ เออแฮะ พูดแค่นี้ เจ้าภพถึงกับของขึ้นเชียว แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็ยังคงพูดต่อด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

“มันก็ไม่แน่หรอก ถ้าแกยังจับแขนเฮียแน่นไม่ยอมปล่อยแบบนี้ เชื่อเถอะว่า ต้องมีคนเข้าใจผิดแน่นอน ถ้าไม่เชื่อ เรามาพนันกันไหม หนึ่งพันเอาบาทเดียว”

“พนันกับคนมากเล่ห์อย่างเฮียไปก็เท่านั้น กี่ครั้งแล้วล่ะที่เฮียแพ้พนันผม แต่เฮียก็ไม่เคยจ่ายสักบาท ขนาดทวงเช้าสายบ่ายเย็นก็ยังทำหูทวนลม คนอย่างเฮียเขี้ยวจะตาย ต่อให้เอาปืนมาจ่อหัวอยู่ใกล้ๆ ก็ไม่มีทางยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินให้ใครง่ายๆ หรอก สู้ผมอยู่เฉยๆ ยังจะดีซะกว่า” สมภพว่ายาวเป็นหางว่าว แต่อีกฝ่ายไม่มีทีท่าว่าจะโกรธหรือไม่พอใจกับคำพูดของสมภพ ตรงกันข้ามกลับหัวเราะชอบใจเสียงดังลั่น

เออ ฟังมันพูดเข้าสิ ช่างแดกดันเหลือเกิน คนถูกว่าคิดอยู่ในใจ แล้วพูดขึ้น

“แกไปกินรังแตนมาจากที่ไหนเหรอ ทำไมถึงได้มาพาลเอากับเฮียแบบนี้”

สมภพหันกลับมามองนิดหนึ่งแต่ไม่ตอบ เขาลากมือของเฮียมาจนถึงเก้าอี้รับรองตรงระเบียงด้านนอก จากนั้นก็ปล่อยมืออีกฝ่ายให้เป็นอิสระแล้วหันมาถาม  

“เอาล่ะ ไหนบอกผมหน่อยสิว่า เฮียมาที่นี่ทำไม”  

คนถูกเรียกว่าเฮีย ไม่ตอบคำถามในทันที กลับเดินไปนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้รับรองอย่างสบายอารมณ์ ดวงตายาวรีสีน้ำตาลอ่อน ภายใต้กรอบแว่นสีชาเต้นระริกเป็นประกายขบขัน ใบหน้าคมสันที่มีส่วนละม้ายคล้ายคลึงกันกับสมภพแต้มยิ้มละไม แล้วตอบเนิบๆ ตามสไตล์

“เฮียก็ขับรถมาสิ ถามแปลกนะแก”

“ผมไม่ได้อยากรู้ว่าเฮียมาที่นี่ด้วยวิธีไหน ตั้งใจฟังคำถามหน่อยได้ไหม”

“อ้าวเหรอ ขอโทษที ไหนถามใหม่อีกครั้งสิว่า เมื่อกี้แกถามเฮียว่าอะไร”

สมภพนับหนึ่งถึงสิบในใจ นึกอยากจะประเคนฝ่าเท้าใส่ก้นของอีกฝ่ายสักป้าบสองป้าบ โทษฐานที่กวนประสาทเหลือเกิน แต่ติดที่ทำอย่างนั้นไม่ได้ จึงปั้นหน้าเคร่งขรึม พูดเสียงเรียบ

“ผมถามว่า เฮียมาที่นี่ทำไม ได้ยินชัดไหม หรือว่าต้องให้ผมตะโกนใส่หน้า เฮียถึงจะได้ยิน”

“ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นหรอก เฮียเพิ่งจะอายุ 32 เองนะ ประสาทหูยังดีอยู่ พูดเบาๆ แค่นี้ก็ได้ยินชัดเจน” 

“ถ้าได้ยินชัดเจน แล้วทำไมต้องให้ผมถามซ้ำด้วยล่ะ”

“เฮียก็แค่แหย่เล่น ทำจริงจังไปได้ พอดีเฮียคุยเรื่องงานกับลูกค้าเพิ่งเสร็จและขับรถผ่านมาทางนี้ เลยคิดว่าน่าจะแวะเยี่ยมอาก้องสักหน่อย แต่ไม่คิดว่าจะเจอแกที่นี่ ก็เท่านั้นเอง”

สมภพหรี่ตาลง มองเฮียเอกหรือเอกวิทย์ ผู้เป็นพี่ชายอย่างไม่ไว้ใจ ในบรรดาญาติพี่น้องทั้งหมด เฮียเอก คือคนที่รับมือได้ยากที่สุด แม้ว่าบุคลิกภายนอกของเฮียเอกจะร่าเริงแจ่มใส ยิ้มเก่ง ดูเป็นผู้ใหญ่ใจดี แต่สมภพรู้ดีกว่าใครว่า เฮียเอกเป็นพวกเสือซ่อนเล็บที่พร้อมจะตะปบเหยื่อได้ทุกเมื่อถ้ามีโอกาส การที่เฮียเอกโผล่มาที่นี่ในวันนี้ แสดงว่าต้องมีอะไรสักอย่าง ไม่อย่างนั้นจะโผล่มาทำไม

“แน่ใจเหรอว่า เฮียแค่บังเอิญแวะผ่านมา”

“ก็ใช่สิ ถามแบบนี้ หมายความว่ายังไงเหรอ”

“เฮียอย่ามาเฉไฉดีกว่า อย่างเฮียน่ะหรือจะไม่รู้ว่า ผมหมายความว่ายังไง”

“อ้าว ก็เฮียไม่รู้จริงๆ นี่นา ใช่เฉไฉซะหน่อย แล้วทำไมจะต้องมองเฮียด้วยสายตาแบบนี้ หรือว่ามีอะไรที่ไม่อยากให้เฮียรู้หรือเปล่า” เอกวิทย์ถามยิ้มๆ มองน้องชายที่ทำหน้าเคร่งขรึมอย่างนึกขำ ไม่บ่อยนักหรอกที่จะได้เห็นเจ้าภพทำหน้าแบบนี้ อืม..แสดงว่าข่าวที่ได้รับมามีมูลพอสมควร

“อย่ามาเปลี่ยนเรื่องนะเฮีย ตอบคำถามของผมมาซะดีๆ”

“แกนี่ยังไงกัน เฮียก็ตอบไปแล้วไง ว่าแค่บังเอิญผ่านมา ว่าแต่แกเถอะ ทำท่าทางมีพิรุธแบบนี้ แสดงว่ามีเรื่องปิดบังเฮียอยู่ใช่ไหม”

“ไม่มี”

“แน่ใจนะว่าพูดความจริง”

“แน่ใจ”

“ร้อยเปอร์เซ็นต์ ชัวร์ป้าบใช่ไหม”

“ใช่ ชัวร์ป้าบ”

“พูดจริงเหรอที่ว่าชัวร์ป้าบ”

“เอ๊ะ ผมไม่ใช่นักโทษของเฮียนะ จะได้มาคาดคั้นเอาแบบนี้” สมภพเริ่มเสียงขุ่น มองเอกวิทย์ตาเขียว แต่เอกวิทย์กลับยิ้มกว้าง ยื่นหน้าเข้ามาใกล้สมภพแล้วพูดเนิบๆ อย่างอารมณ์ดี แต่น้ำเสียงกลับคุกคามอยู่ในที

“แล้วใครบอกว่าแกเป็นนักโทษล่ะ แต่ท่าทางของแกมีพิรุธมาก เห็นแบบนี้ เฮียยิ่งแน่ใจว่าแกต้องมีเรื่องปิดบังเฮียอยู่ หึหึหึ แกน่าจะรู้ดีกว่าใครนะว่า หากเฮียอยากรู้เรื่องไหน ไม่มีอะไรที่เฮียทำไม่ได้ เลือกเอา จะเปิดปากสารภาพมาแต่โดยดี หรือว่า...จะให้เฮียเดินเข้าไปหาคนป่วยที่กำลังนอนพักฟื้นอยู่ในห้องวีไอพีโน่น”

สมภพสะดุ้ง นั่นไง นึกไว้แล้วเชียว ที่แท้เฮียเอกก็เล็งเรื่องนี้เอาไว้ตั้งแต่แรก ถึงได้แล่นมาหาเขาถึงที่นี่ จากท่าทางที่เห็น เฮียเอกทำจริงอย่างที่พูดแน่ เขารู้จักนิสัยพี่ชายดี เสือซ่อนเล็บอย่างเฮียเอก ไม่เคยปล่อยให้เหยื่อหรือเป้าหมายที่ตนเล็งเอาไว้หลุดมือไปได้หรอก เห็นที วันนี้เขาคงโดนพี่ชายตะปบตายคามือแน่ 

“ว่ายังไง”

“เฮียกำลังข่มขู่ผมใช่ไหม”

“แกอย่าเรียกการยื่นข้อเสนอของเฮียว่าข่มขู่สิ เกิดใครมาได้ยินเข้า อาจเข้าใจผิดได้ว่า เฮียเป็นคนไม่ดี เสียภาพพจน์หมด” เอกวิทย์พูดด้วยสีหน้าขึงขัง แต่สมภพทำหน้าเบ้ พูดแขวะให้อย่างหมั่นไส้

“หูย..ทำอย่างกับว่าภาพพจน์เฮียดีนักล่ะ คนแถวนี้เขารู้กันทั่วแล้วว่า เฮียเป็นคนยังไง เกิดจะมาคิดรักษาภาพพจน์ตัวเองในตอนนี้ ไม่คิดช้าไปหน่อยเหรอ”

“คิดช้าก็ยังดีกว่าไม่คิดล่ะนะ แล้วที่บอกว่าคนแถวนี้รู้ว่าเฮียเป็นคนยังไงน่ะ เฮียสงสัยเหลือเกินว่า คนแถวนี้ที่แกพูดถึงเมื่อกี้ คงไม่ได้หมายถึงตัวแกเองหรอกใช่ไหม เพราะหากเป็นแบบนั้นจริงๆ เฮียคงเสียใจมาก ที่จู่ๆ น้องชายสุดที่รักกลับกลายเป็นคนตาถั่วไปซะได้”

“อ้าวๆๆ ไหงมาว่าผมตาถั่วล่ะเฮีย” สมภพโวยขึ้นมาทันที ก่อนชะงักเมื่อได้ยินเอกวิทย์หัวเราะดังลั่น

“แสดงว่าแกยอมรับใช่ไหมว่า คนแถวนี้ที่แกพูดถึงเมื่อกี้ คือตัวแกเอง”

สมภพกลอกตาไปมา เมื่อรู้ว่าหลงกลพี่ชายมากเล่ห์เข้าให้แล้ว แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้อยู่ดี

“ใครว่ายอมรับ เฮียอย่ามามั่วนิ่มสิ”

“จะมั่วนิ่มหรือไม่นั้น แกรู้อยู่แก่ใจ เอาล่ะ เรามาเข้าประเด็นกันดีกว่า ตกลงแกจะเลือกข้อเสนอข้อไหน ระหว่างหนึ่งหรือสอง ตอบมาซะดีๆ อย่าโยกโย้”

“ผมล่ะปวดหัวกับเฮียจริงๆ ข้อเสนอที่เฮียให้มา ไม่ว่าจะหนึ่งหรือสองก็ไม่เห็นจะต่างกันตรงไหน หากผมไม่เล่าให้ฟัง พนันได้เลยว่า เฮียต้องอาศัยความหน้าด้านหน้าทนที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด เดินเข้าไปถามคนป่วยที่นอนในห้องอยู่ดี แล้วแบบนี้ เฮียคิดว่า ผมควรจะเลือกข้อไหนดีล่ะ” สมภพเหน็บเข้าให้

“เรื่องนี้ตอบง่ายมาก แกก็เลือกข้อที่สร้างความลำบากใจให้กับตัวเองน้อยที่สุดสิ ไม่เห็นจะยาก”

“สรุปว่า เฮียอยากได้ยินจากปากของผมเองใช่ไหม” สมภพถอนหายใจอย่างยอมแพ้ ถามน้ำเสียงเซ็งๆ

“ถูกต้องนะครับ” เอกวิทย์ยิ้มแป้น เห็นแบบนั้นแล้ว สมภพก็นึกอยากจะลุกขึ้นเดินลงไปขอเชือกจากภารโรงที่อยู่ข้างล่าง เพื่อนำมามัดตัวพี่ชายแล้วจับใส่กระสอบพาไปถ่วงน้ำทิ้งจริงๆ คนอะไรกวนประสาทที่สุด

“ก็ได้ แล้วเฮียอยากรู้เรื่องอะไรล่ะ”

“เรื่องของคนป่วยพิเศษคนนั้น เฮียอยากรู้ว่าแกไปรู้จักเขาได้ยังไง บอกไว้ก่อนนะว่า ห้ามหมกเม็ดหรือปิดบังเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นล่ะก็” เอกวิทย์ละไว้ในฐานที่เข้าใจกันดี สมภพโคลงศีรษะกับคำขู่นั้น จำใจเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เอกวิทย์ฟังอย่างไม่มีทางเลือก

ระหว่างที่สมภพกำลังเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เอกวิทย์ฟัง ด้านนลินซึ่งนั่งรอสมภพอยู่ในห้องก็เริ่มกังวลใจที่ผ่านไปเกือบชั่วโมงแล้ว สมภพก็ยังไม่กลับมา

“ทำไมคุณสมภพหายไปนานจัง เป็นอะไรมากหรือเปล่าก็ไม่รู้” นลินพึมพำกับตัวเองอย่างไม่สบายใจ พลางชะเง้อคอมองไปที่ประตูห้อง พลันเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นสองครั้ง ก่อนประตูจะถูกผลักเข้ามา ตามด้วยคุณหมอวัยกลางคนท่าทางใจดี ซึ่งไม่ใช่คุณหมอณรงค์ที่นลินรู้จัก ด้านหลังคุณหมอมีนางพยาบาลอาวุโสสองคนเดินตามมาด้วย

“เป็นยังไงบ้างครับ เมื่อคืนนอนหลับสนิทดีไหม” คุณหมอเอ่ยทักด้วยรอยยิ้ม นลินมองอย่างแปลกใจ ด้วยรู้สึกคุ้นกับรอยยิ้มแบบนี้เหลือเกิน แต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นรอยยิ้มแบบนี้จากที่ไหน ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ ก่อนตอบคำถามของคุณหมอ

“นอนหลับสนิทดีค่ะ ขอบคุณคุณหมอมากนะคะ”

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมจะให้พยาบาลวัดความดันกับตรวจชีพจร รวมถึงขอวัดไข้ด้วยนะครับ หากทุกอย่างปกติไม่มีปัญหาอะไร คุณนลินก็กลับบ้านได้ครับ” คุณหมอบอกก่อนหันไปพยักหน้าให้พยาบาลสองคน ซึ่งรู้หน้าที่เป็นอย่างดี เดินเข้ามาที่เตียงคนไข้พลางยิ้มให้

“ขอโทษนะคะ” พยาบาลหนึ่งในสองคนพูดพลางหยิบเครื่องมือออกมา ระหว่างที่พยาบาลวัดความดันและตรวจชีพจรให้นลินอยู่นั้น คุณหมอก็ชวนนลินคุย

“วันนี้น้องสาวไม่ได้มาเฝ้าหรือครับ”

“พอดีน้องติดเรียนค่ะ เลยไม่ได้มาเฝ้า” นลินตอบ อดแปลกใจไม่ได้ว่า คุณหมอรู้ได้ยังไงว่าเธอมีน้องสาวมาเฝ้า และดูเหมือนคุณหมอจะรู้ความคิดของเธอ จึงยิ้มเล็กน้อยก่อนไขข้อข้องใจ

“พอดีตาภพ เอ่อ..ผมหมายถึงสมภพบอกน่ะครับว่าคุณนลินมีน้องสาวมานอนเฝ้า”

“คุณหมอรู้จักคุณสมภพด้วยหรือคะ”

“รู้จักครับ รู้จักดีทีเดียว” คุณหมอตอบยิ้มๆ ไม่ได้ขยายความต่อว่า รู้จักมานานแค่ไหน นลินอยากถามต่อก็ไม่กล้าเกรงว่าจะเป็นการเสียมารยาทจึงนิ่งเฉยเสีย แต่ก็ลอบมองใบหน้าด้านข้างของคุณหมอก่อนย่นคิ้ว

จะว่าไปแล้ว คุณหมอคนนี้กับคุณสมภพมีรูปหน้าค่อนข้างคล้ายกัน ถึงจะไม่เหมือนกันซะทีเดียวแต่ก็มีส่วนคล้าย หรือว่าสองคนนี้จะเป็นญาติกัน นลินครุ่นคิดด้วยความสงสัยก่อนสะบัดหัวไปมา เป็นไปไม่ได้หรอก เพราะถ้าคุณหมอเป็นญาติกับคุณสมภพจริงๆ คุณสมภพก็ต้องบอกแล้วสิว่า มีญาติเป็นหมออยู่ที่นี่

ความคิดของนลินสะดุดกึก เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ บ้าจริง ถึงคุณสมภพจะมีญาติเป็นหมอ ก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะต้องบอกให้เรารู้สักหน่อย ในเมื่อเราเพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่กี่วัน 

นลินโคลงศีรษะ เรานี่ท่าจะบ้า ทำไมจึงคิดว่าคุณสมภพจะต้องเล่าเรื่องของตัวเองให้คนที่เพิ่งจะรู้จักกันฟังด้วย หรือว่า..เรากำลังคาดหวังอะไรอยู่เหรอ ถึงคิดแบบนี้ น่าอายชะมัด คิดได้ยังไงกันนี่!

“เรียบร้อยครับ ทุกอย่างปกติดี” เสียงทุ้มกังวานของคุณหมอปลุกนลินให้ตื่นจากภวังค์ความคิด นลินยิ้มเจื่อน เมื่อเห็นสายตาของคุณหมอที่มาก่อนพูดเสียงเบา

“ขอบคุณค่ะ แสดงว่าลินกลับบ้านได้แล้วใช่ไหมคะ”

“ครับ” คุณหมอตอบสั้นๆ หันไปพยักหน้าให้นางพยาบาล ซึ่งทั้งคู่เข้าใจความหมายเป็นอย่างดี เก็บเครื่องมือเรียบร้อยแล้วเดินออกจากห้องไป คุณหมอหันมายิ้มให้นลิน

“เดี๋ยวผมต้องขอตัวไปตรวจคนไข้รายอื่นต่อนะครับ ถ้าวันไหนคุณนลินมีเวลาว่างและไม่รู้จะไปที่ไหน ก็ชวนสมภพมานั่งกินน้ำชาและพูดคุยกับผมที่นี่ก็ได้ ผมและบุคลากรของที่นี่ยินดีต้อนรับคุณนลินทุกเวลาครับ”

“เอ่อ..ค่ะ” นลินรับคำแบบงงๆ ไม่เข้าใจว่า ทำไมตัวเองจะต้องมากินน้ำชาถึงที่นี่ แล้วทำไมจะต้องชวนสมภพมาด้วยในเมื่อไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย ยิ่งคิดก็ยิ่งงง ก่อนจะเข้าใจความหมาย เมื่อได้ยินประโยคถัดมา

“คุณนลินคงแปลกใจว่า ทำไมจู่ๆ ผมก็ชวนให้มากินน้ำชาด้วยกัน ผมลืมบอกไปครับว่า ผมชื่อก้องศักดิ์ เป็นผู้อำนวยการของที่นี่และก็เป็นอาแท้ๆ ของสมภพครับ”

คำแนะนำตัวอย่างเป็นทางการของคุณหมอ ทำให้นลินเบิกตากว้างอย่างตกใจ ไม่คิดว่าสมภพจะมีอาเป็นถึงเจ้าของโรงพยาบาลเอกชนที่ใหญ่ที่สุด แต่นั่นก็ยังไม่น่าตกใจเท่ากับสิ่งที่คุณหมอก้องศักดิ์พูดต่อ

“จะว่าไปแล้ว ตาภพนี่ก็แปลกคนจริงๆ มีแฟนน่ารักขนาดนี้ก็ไม่ยอมพามาแนะนำให้ที่บ้านรู้จัก นี่ถ้าคุณนลินไม่มารักษาตัวอยู่ที่นี่ ป่านนี้พวกผมก็คงยังไม่รู้ว่า ตาภพมีแฟนแล้ว เฮ้อ น่าเตะจริงๆ หลานชายคนนี้”

“อะ.อะไรนะคะ” นลินอ้าปากค้าง เมื่อรู้ว่าคุณหมอกำลังเข้าใจผิด คิดว่าเธอกับสมภพเป็นแฟนกัน

“ไม่ต้องทำหน้าตกใจแบบนั้นหรอกครับ ถึงผมจะหมั่นไส้เจ้าภพอยู่บ้างที่อุบเงียบเรื่องมีแฟน แต่ผมก็ไม่คิดจะเตะมันจริงๆ หรอก ขืนทำแบบนั้น มีหวังได้โดนยายตัวเล็กเอาตาย รายนั้นหวงพี่ชายยิ่งกว่าอะไร แตะนิดแตะหน่อยก็โวยวายไปสามบ้านแปดบ้าน” คุณหมอพูดปนหัวเราะ เมื่อพูดถึงสมฤดี หลานสาวคนเล็ก

“เอ่อ..คะ..คือว่า..ลินไม่ได้..” นลินจะปฏิเสธว่าตนไม่ได้เป็นแฟนของสมภพ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอมรับฟัง เพราะปักใจเชื่อไปแล้วว่า หญิงสาวหน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตาเจ้าหญิงที่นั่งหน้าแดงอยู่ตรงหน้า คือแฟนของหลานชาย ดังนั้น คุณหมอก้องศักดิ์จึงยกมือขึ้นขัดแล้วพูดขึ้น

“หนูลิน เอ่อ..ผมขออนุญาตเรียกหนูลินดีกว่า แล้วก็ขอให้เรียกผมว่าอาก้องเหมือนที่ตาภพเรียกด้วย จะได้ดูเป็นกันเอง ตกลงไหม” คุณหมอก้องศักดิ์บอกโดยไม่เปิดโอกาสให้นลินปฏิเสธ จากนั้นก็พูดต่อ

“อาจะบอกว่า เรื่องรักใคร่ชอบพอกันของหนุ่มสาวมันเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่เห็นจะต้องอายเลย อาดีใจมาก ที่รู้ว่าตาภพมีแฟนแล้วแถมยังน่ารักซะด้วย เพราะที่ผ่านมาตาภพไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหนมาก่อน แม้แต่ชายตามองก็ไม่เคย จนพ่อของตาภพกับอารู้สึกหนักใจพากันวิตกกังวลว่า ตาภพจะเบี่ยงเบนหรือเปล่า” คุณหมอก้องศักดิ์ถอนหายใจแล้วเล่าต่อ

“แต่พอเห็นตาภพพาหนูลินมารักษาตัวที่นี่และอาสาจัดการเป็นธุระให้ทุกอย่าง รวมถึงยอมหยุดงานเพื่อมานั่งเฝ้าไข้ใกล้เตียงแบบนี้ทำให้พวกเรายิ้มออก ต้องขอบใจหนูลินจริงๆ ที่ทำให้ตาภพหันมาสนใจผู้หญิงเหมือนคนอื่นเขาสักที”

“เอ่อ..คือ” นลินอยากจะปฏิเสธ แต่ก็พูดไม่ทันอีกฝ่ายที่พูดเอาๆ โดยไม่เปิดช่องว่างให้เธอได้พูดเลย

“รู้ไหมว่าพ่อแม่ของตาภพ เขาอยากเจอหนูลินมาก ตอนรู้เรื่องจากอา พวกเขาตื่นเต้นกันใหญ่ ชักชวนกันจะพามาเยี่ยมว่าที่ลูกสะใภ้ถึงที่นี่ด้วยซ้ำ แต่อาห้ามเอาไว้ซะก่อน เกรงว่าหนูลินจะตกใจ ไว้รอให้ตาภพพาไปแนะนำให้รู้จักเองน่าจะดีกว่า ซึ่งอาคิดว่าคงเร็วๆ นี้แหละ ตาภพคงจะพาหนูลินไปแนะนำให้พ่อแม่และญาติพี่น้องคนอื่นๆ ได้รู้จัก หากพวกเขาได้เห็นหนูลินแล้วคงจะชอบเหมือนอย่างที่อาชอบแน่นอน” คุณหมอก้องศักดิ์เล่าอย่างอารมณ์ดี ใบหน้าแต้มไปด้วยรอยยิ้ม ผิดกับนลินที่นั่งตัวแข็งทื่อกลายเป็นหินไปแล้วด้วยความตกใจ

“เอาล่ะ อาก็มัวแต่โม้เพลิน เห็นทีต้องขอตัวก่อน เมื่อกี้อาเห็นตาภพกำลังนั่งคุยอยู่กับตาเอกที่ตรงระเบียงด้านนอก ตาเอกเป็นพี่ชายของตาภพ นั่นก็เหมือนกัน อยากเห็นหน้าว่าที่น้องสะใภ้ใจจะขาด หึหึ บ้านนี้เขาบ้าเห่อน่ะ แต่หนูลินไม่ต้องกลัว ถึงตาเอกจะขี้เล่นหรือชอบแกล้งไปบ้าง แต่เป็นคนใจดีมากทีเดียว อีกสักครู่ ตาภพคงจะพาตาเอกเข้ามาแนะนำให้หนูลินรู้จัก ทำใจให้สบายนะ ไม่มีอะไรหรอก” พูดจบ คุณหมอก้องศักดิ์ก็หมุนตัวเดินจากไป แต่ยังไม่ทันจะถึงประตูห้อง คุณหมอก้องศักดิ์ก็หันมายิ้มให้นลิน

“หนูลิน อาขอฝากตาภพด้วยนะ บอกไว้ก่อนว่า อายกให้แล้วไม่รับคืน เข้าใจไหม”

“เอ่อ..ค่ะ” นลินรับคำเสียงแห้ง อยากจะร้องไห้ออกมาเต็มแก่แต่ทำไม่ได้ รู้สึกวิงเวียนจนอยากจะเป็นลมหมดสติไปอีกรอบกับเรื่องที่ได้รับรู้จากปากคุณหมอก้องศักดิ์ ถ้าเป็นวัยรุ่นสมัยนี้ จะเรียกเหตุการณ์ที่เธอเจออยู่ในขณะนี้ว่าอะไรนะ งานเข้าใช่ไหม โอ๊ย..อยากจะบ้าตาย แล้วเธอจะทำยังไงต่อไปดีล่ะทีนี้

นลินคิดด้วยความกลุ้มใจ เอนหลังพิงพนักเตียงอย่างคนหมดแรง และพาลนึกโกรธไปถึงคนที่โยนปัญหาใหญ่ระดับชาติแบบนี้มาให้เธอรับผิดชอบ ฮึ! คุณสมภพนะคุณสมภพ กลับเข้ามาเมื่อไหร่ ได้เจอดีแน่! นลินนึกเข่นเขี้ยวอยู่ในใจ มองไปที่ประตูห้องอย่างหงุดหงิด

                  ******************************************************************

18 ความคิดเห็น

  1. #13 ทองหยอด (@maemo) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2554 / 19:34

    หวัดดีค่า พี่เอาส่วนที่เหลือของบทที่ 8 มาอัพครบ 100 เปอร์เซนต์แล้วค่ะ ขอบคุณทุกคนที่แวะเข้ามาอ่านเรื่องนี้นะคะ ^--^

    - น้อง joom 139   หุหุ เดาถูกเผงเลยจ้ะว่า เฮียภพกำลังเป็นโรคหัวใจ มาลุ้นกันว่า จะรักษาให้หายได้หรือเปล่า 555+

    ไปแล้วจ้ะ เจอกันตอนหน้านะคะ  ^---^

    #13
    0
  2. #12 joom139 (@joom139) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 มีนาคม 2554 / 00:00
    ตอนนี้อาการคุณภพเป็นโรคหัวใจไงจ๊ะนลินต้องได้รับการดูแลด่วนเลยด้วย -*-
    #12
    0