เรื่องเล่าจากเงามืด

ตอนที่ 1 : เรื่องเล่าจากเงามืด: ของสะสม (ตอนแรก)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 254
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 ธ.ค. 52

เรื่องเล่าจากเงามืด :  ของสะสม

 คุณชอบสะสมของหรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นแสตมป์ ตุ๊กตา หนังสือหรือของโบราณ แต่ของสะสมในเรื่องนี้แตกต่างไปจากคนอื่นๆ

 รสิกา เด็กสาวหน้าตาธรรมดา ใส่แว่นตาหนาเตอะ  นักเรียนชั้นมัธยมปลาย เพิ่งย้ายเข้ามาเรียนในโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง ความที่มีนิสัยไม่สุงสิงกับใคร ทำให้รสิกามักจะถูกเพื่อนในห้องแกล้งเสมออย่างเช่นวันนี้ ขณะที่รสิกากำลังทานอาหารกลางวันที่โรงอาหาร วนิดาและเพื่อนในกลุ่มอีกสี่ห้าคน ได้เดินมาหารสิกาที่โต๊ะ

 “นี่ ยายแว่น” วนิดาเรียกเสียงดัง รสิกาเงยหน้ามองด้วยความแปลกใจ

 “ขอยืมสมุดรายงานหน่อยสิ”

 “เราส่งอาจารย์ไปแล้ว” รสิกาตอบแล้วก้มหน้าเพื่อจะทานอาหารต่อ แต่วนิดากระชากแขนของรสิกาอย่างไม่พอใจ พลางตะคอกใส่หน้า

 “โกหก! แกไม่อยากให้พวกฉันยืมมากกว่า” 

 “เราไม่ได้โกหก ถ้าไม่เชื่อก็ไปถามอาจารย์ดูสิ”

 “แกท้าฉันเหรอ อยากเจ็บตัว ใช่ไหม!” วนิดาบีบแขนรสิกา มีผลให้รสิกานิ่วหน้าด้วยความเจ็บ ภูษิตเพื่อนร่วมห้องที่เพิ่งเดินเข้ามาในโรงอาหารหันมาเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงรีบเดินเข้ามาขัดจังหวะ

 “พวกเธอมีธุระอะไรกับรสิกาเหรอ” 

วนิดาหันมามอง เมื่อเห็นภูษิตยืนจ้องตัวเองด้วยสีหน้าเคร่งขรึม วนิดาก็ปล่อยมือจากแขนของรสิกา 

 “ก็ยายแว่นน่ะสิ พวกเรามาขอยืมสมุดรายงาน แต่กลับบอกว่าไม่ให้” วนิดาโกหกหน้าตาเฉย เพื่อนๆ ในกลุ่มรีบพยักหน้าเออออ ภูษิตหันมามองรสิกาเป็นเชิงถาม

 “เราไม่ได้พูดสักคำว่าไม่ให้ แต่เราบอกว่าส่งอาจารย์ไปแล้ว” รสิกาตอบเสียงเรียบก่อนลุกขึ้นยืน

 “แกจะไปไหน ยังคุยไม่รู้เรื่องเลยนะ” วนิดาใช้มือดึงแขนรสิกาไว้

 “ถ้าเขาส่งอาจารย์ไปแล้ว เธอก็ไปยืมคนอื่นสิ ทำไมจะต้องมาหาเรื่องเขาด้วย” ภูษิตปัดแขนวนิดาออก

“นี่นายเข้าข้างยายแว่นเหรอ!” 

“เราแค่ทำในสิ่งที่ควรจะทำ แต่ถ้าเธอไม่พอใจ มันก็ช่วยไม่ได้” พูดจบ ภูษิตก็จูงมือรสิกาเดินออกไปจากโรงอาหาร ทิ้งให้วนิดายืนกำมือแน่น มองตามหลังทั้งคู่ไปอย่างหงุดหงิด

 เมื่อเดินออกมาไกลจากโรงอาหารพอสมควร รสิกาก็ดึงมือออกจากมือของภูษิตแล้วพูดขึ้น

 “ขอบใจมากนะภูษิต”

  “ไม่เป็นไร แต่เธอน่าจะตอบโต้พวกนั้นกลับไปบ้าง ไม่ใช่นิ่งเฉยแบบนี้ เมื่อกี้ถ้าเราไม่เข้าไปขวาง ป่านนี้มีหวังเธอโดนพวกนั้นแกล้งจนเจ็บตัวแน่ๆ” 

 “ช่างมันเถอะ เราไม่อยากมีเรื่องน่ะ เข้าห้องเรียนเถอะ สายแล้ว” รสิกาตัดบท รีบจ้ำอ้าวออกไป ภูษิตมองตามหลังไปก่อนถอนหายใจออกมาเบาๆ

หลังจากวันนั้น วนิดามักจะหาเรื่องแกล้งรสิกาอยู่เสมอ แต่ภูษิตก็เข้ามาช่วยทุกครั้ง สร้างความไม่พอใจให้กับวนิดาเป็นอย่างมาก จนกระทั่งก่อนสอบกลางภาคสองอาทิตย์ เพื่อนๆ ในห้องได้เสนอให้จัดงานเลี้ยงสังสรรค์เพื่อเป็นการคลายเครียดก่อนสอบ วนิดาจึงเสนอให้จัดเลี้ยงกันที่บ้านของรสิกา

 “ทำไมต้องเป็นบ้านเราด้วย” รสิกามองวนิดาอย่างสงสัย

 “ฉันได้ยินมาว่าเธออยู่บ้านคนเดียว เพราะพ่อแม่ตายหมดแล้ว หากไปจัดงานที่บ้านของเธอ พวกเราก็จะได้สนุกกันได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกลัวว่าพวกผู้ใหญ่จะมาบ่นว่าหนวกหู ว่าไง ทุกคนเห็นด้วยไหม”

 “แต่ว่าบ้านเราอยู่ไกลและค่อนข้างเปลี่ยว เราเกรงว่าพวกเธอจะไม่สะดวก” รสิกาแย้งเสียงเบา

 “ก็ไม่เห็นจะเป็นไร ถ้างานเลี้ยงเลิกดึก พวกเราก็ค้างที่บ้านของเธอซะก็หมดเรื่อง ไม่เห็นจะมีปัญหาตรงไหน แต่ถ้าเธอลำบากใจเพราะบ้านมันหลังเล็กเกินไป พวกเราก็ค่อยหาบ้านคนอื่นแทนก็ได้”

 น้ำเสียงของวนิดาฉายแววดูถูกชัดเจน ภูษิตที่ยืนข้างรสิกามีสีหน้าไม่พอใจ อ้าปากจะต่อว่า แต่รสิกาหันมามองเป็นเชิงขอร้อง ก่อนหันมามองวนิดาที่ยืนยิ้มหวานอยู่ตรงหน้า แล้วพูดขึ้น

 “บ้านของเราอาจจะไม่ใหญ่โตหรูหรา แต่ก็กว้างขวางพอที่จะจัดงานเลี้ยงได้ ถ้าพวกเธอเห็นว่าบ้านของเราเหมาะที่จะจัดงานมากที่สุด ก็ตามใจพวกเธอแล้วกัน”

“ต้องให้ได้อย่างนี้สิ เป็นอันว่าวันเสาร์ที่จะถึงนี้ พวกเราจะไปจัดงานเลี้ยงกันที่บ้านของรสิกา” วนิดาพูดเสียงดังลั่นห้อง เพื่อนๆ ต่างปรบมือชอบใจกันเป็นแถว ยกเว้นภูษิตที่มีสีหน้ากังวลใจ เพราะไม่รู้ว่าวนิดากับเพื่อนในกลุ่มจะหาเรื่องอะไรมาแกล้งรสิกาอีก จึงอดเป็นห่วงไม่ได้ ดังนั้นหลังเลิกเรียน ภูษิตจึงเข้ามาคุยกับรสิกา

 “เราว่าเธอบอกยกเลิกพวกนั้นไปดีกว่า เราเกรงว่าวนิดากับเพื่อนจะหาเรื่องแกล้งเธออีก” น้ำเสียงของภูษิตเต็มไปด้วยความเป็นห่วง รสิกายิ้มน้อยๆ ในสีหน้า พูดน้ำเสียงนุ่มนวล  

 “ขอบใจมากที่เป็นห่วง แต่เราว่าคงไม่มีอะไรหรอก”

“แต่ว่า..”

“เชื่อเราสิ ไม่มีอะไรหรอก นี่ก็เย็นมากแล้ว เรากลับก่อนนะ” รสิกายิ้มให้แล้วเดินออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ภูษิตมองตามไปอย่างกังวลใจ

 บ่ายวันเสาร์ เพื่อนในห้องต่างทยอยเดินทางมาถึงบ้านของรสิกา ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ มีกำแพงสูงสองเมตรทำเป็นรั้วล้อมรอบ มีต้นมะม่วงและต้นชมพู่มะเหมี่ยวปลูกเป็นแถวยาวตลอดแนวรั้วกำแพงทั้งสองข้างสร้างความร่มรื่นได้เป็นอย่างดี

 กลุ่มของวนิดามาถึงหลังสุด เมื่อเห็นบ้านของรสิกาที่กว้างขวางและใหญ่โตผิดไปจากที่คาดเอาไว้ ทั้งหมดก็อึ้งไปด้วยนึกไม่ถึง โดยเฉพาะวนิดาที่ทำหน้าเหมือนถูกผีหลอก

 “โอ้โห! บ้านยายนี่ กว้างขนาดนี้เลยเหรอ” วนิดาพูดพลางมองบ้านของรสิกาด้วยความอิจฉา

 “นั่นสิ ไม่อยากจะเชื่อเลย แต่งตัวก็งั้นๆ ไม่เห็นมีเครื่องประดับอะไรสักอย่าง นึกว่าไม่มีอะไร ที่ไหนได้ ลูกคุณหนูดีๆ นี่เอง” จิตราเพื่อนอีกคนเอ่ยขึ้นบ้าง

 “โอ๊ย! พวกเธอจะยืนคุยกันตรงนี้อีกนานไหม ฉันเมื่อยแล้วนะ” ภัทราบ่นอย่างหงุดหงิด

“ใช่แต่เธอคนเดียวซะเมื่อไหร่ที่เมื่อย” วนิดาว่าเสียงห้วนก่อนเดินไปกดกริ่ง ไม่ถึงห้านาที รสิกาก็วิ่งออกมาเปิดประตูให้ เมื่อกลุ่มของวนิดาเดินเข้าไปในห้องรับแขกก็พบว่าเพื่อนๆ กำลังจับกลุ่มคุยกันเสียงดังลั่นจึงเดินเข้าไปสมทบ จากนั้นงานเลี้ยงก็เริ่มขึ้น

บรรยากาศของงานเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ทุกคนต่างร้องรำทำเพลงกันอย่างครื้นเครงทำให้ภูษิตรู้สึกโล่งใจที่งานในวันนี้ไม่เกิดเรื่องอย่างที่ตนกังวลใจมาแต่แรก จนกระทั่งสามทุ่มครึ่ง วนิดากับพวกก็ขอตัวกลับก่อน จากนั้นคนอื่นๆ ก็ทยอยกันกลับ เหลือภูษิต อรชรและนพวรรณที่อยู่ต่อ เพื่อช่วยรสิกาเก็บกวาดและล้างจาน จนเกือบห้าทุ่มทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อย รสิกาหันมายิ้มให้อรชรกับนพวรรณแล้วพูดขึ้น

“ขอบใจมากนะ ถ้าไม่ได้พวกเธอมาช่วยล่ะก็ เห็นทีคืนนี้เราคงจะแย่”

“ไม่เป็นไรจ้ะ งานคืนนี้พวกเราเองก็รบกวนเธอไม่ใช่น้อยเหมือนกัน หากจะให้กลับไปโดยไม่ช่วยเธอเก็บกวาดเลยก็ออกจะใจดำเกินไปหน่อย” อรชรพูดกลั้วหัวเราะ

“นั่นสิ นี่ดีนะที่เป็นเธอ หากมาจัดงานที่บ้านเรา แล้วทุกคนชิ่งหนีไม่ยอมช่วยล้างจานแบบนี้ล่ะก็ อย่าหวังเลยว่าเราจะให้มาจัดงานที่บ้านเราอีกเป็นครั้งที่สอง” นพวรรณว่าพลางส่ายหัว

รสิกามองอรชรกับนพวรรณด้วยสายตาขอบคุณอย่างจริงใจ แม้จะไม่ได้สนิทกับสองคนนี้เหมือนที่สนิทกับภูษิต แต่ทั้งคู่ไม่เคยแกล้งรสิกาเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ในห้อง รสิกาจึงรู้สึกดีๆ กับสองคนนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว

“นี่ก็ดึกมากแล้ว พวกเธอจะกลับกันยังไง” ภูษิตที่เพิ่งกลับมาจากขนถุงขยะใบใหญ่ออกไปวางที่ประตูรั้วหน้าบ้าน เดินเข้ามาถามอรชรกับนพวรรณ

“ก็นั่งแท็กซี่น่ะสิ เราบอกแม่ไว้แล้วว่าจะไปนอนค้างบ้านวรรณ ถามทำไมเหรอ” อรชรตอบก่อนย้อนถาม

“อืม..ให้เราไปส่งดีกว่า ดึกดื่นแบบนี้ขืนนั่งแท็กซี่ไปตามลำพังแค่สองคน เราเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย แม้ว่าพวกเธอจะมีหน้าตาเป็นอาวุธก็เถอะ แต่เราก็อดห่วงไม่ได้อยู่ดี” ภูษิตพูดหน้าตายก่อนสะดุ้งโหยงร้องโอ๊ยดังลั่น เมื่ออรชรกับนพวรรณพร้อมใจกันฟาดฝ่ามือใส่ไหล่คนละข้างเสียงดังเพี๊ยะ

“ไหนนายลองพูดใหม่อีกครั้งซิ เมื่อกี้เราได้ยินไม่ถนัด ใครมีหน้าตาเป็นอาวุธเหรอ” อรชรขู่ฟ่อ ถลกแขนเสื้อขึ้นสูง ตั้งท่าเอาเรื่องเต็มที่ ภูษิตมองรูปร่างสูงใหญ่แบบนักกีฬาของอรชรแล้วหัวเราะแห้งๆ

“ฮะๆ เราก็แค่ล้อเล่นนิดเดียวเอง ทำเป็นจริงจังไปได้เนอะ” ท้ายประโยค ภูษิตหันมาพยักเพยิดกับรสิกาแบบต้องการหาพวก ซึ่งรสิกาก็หัวเราะเบาๆ แต่ไม่พูดอะไร

“ล้อเล่นแบบนี้ ระวังจะอายุสั้นโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้หรือไงว่า ความรู้สึกของผู้หญิงน่ะละเอียดอ่อนมาก เรื่องบางเรื่องก็ห้ามล้อเล่นย่ะ โดยเฉพาะเรื่องรูปร่างหน้าตา ห้ามล้อเล่นสุ่มสี่สุ่มห้าเด็ดขาด” นพวรรณว่าทีเล่นทีจริง

 “คร้าบ ข้าน้อยจะจำใส่สมองน้อยๆ เอาไว้ว่า ห้ามล้อเล่นกับเรื่องรูปร่างหน้าตาของผู้หญิงเด็ดขาด” ภูษิตค้อมศีรษะให้อย่างล้อเลียนทำให้ทุกคนหัวเราะชอบใจ เมื่อหยุดหัวเราะแล้ว ภูษิตจึงพูดเป็นการเป็นงาน

“เธอสองคนกลับกับเราดีกว่า เราจอดรถไว้ที่หน้าปากซอย เสียเวลาเดินนิดหน่อยแต่ยังดีกว่าโบกรถแท็กซี่กลับกันเอง เชื่อเราสิ”

“ให้ภูษิตไปส่งพวกเธอเถอะ อย่านั่งรถแท็กซี่เลยนะ เราเป็นห่วง” รสิกาเห็นด้วย

“ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นพวกเรากลับก่อน ไว้เจอกันวันจันทร์จ้ะ” อรชรกับนพวรรณยิ้มให้รสิกา ซึ่งอีกฝ่ายก็ยิ้มตอบพร้อมกับโบกมือให้เพื่อนทั้งสามคน ก่อนปิดประตูรั้วใส่กุญแจ จากนั้นกลับเข้ามาในบ้านขึ้นนอนตามปกติ

เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุด รสิกาตื่นนอนตั้งแต่เช้าเพื่อจัดการกวาดเช็ดถูบ้าน ขณะที่กำลังง่วนอยู่กับการทำงานบ้าน เสียงกดกริ่งตรงหน้าบ้านก็ดังขึ้น เอ๊ะ! ใครกันมาแต่เช้าเชียว รสิกาถอดปลั๊กเครื่องดูดฝุ่นแล้วเดินตัดสนามหญ้าหน้าบ้านไปที่ประตู

“อ้าว! วนิดา มีอะไรเหรอ” รสิกาถามด้วยความแปลกใจ เมื่อเห็นวนิดายืนหน้าประตูบ้าน

“เราลืมของน่ะ” วนิดาบอก รสิกาย่นคิ้วเล็กน้อยแต่ก็เปิดประตูรั้วให้วนิดาเดินเข้ามา

“เธอลืมอะไรหรือ”

“เราลืมมือถือ” วนิดาเดินเข้าไปในบ้านอย่างถือวิสาสะ โดยมีรสิกาเดินตามหลังมา

“เมื่อวานตอนกินเลี้ยงกัน เราวางมือถือไว้บนโต๊ะโทรทัศน์ พอกลับไปถึงบ้านจึงนึกขึ้นได้ เลยรีบมา”

“เอ๊ะ! แต่เมื่อคืนตอนที่พวกเราเก็บของกัน ไม่เห็นมีอะไรอยู่บนโต๊ะโทรทัศน์นี่นา” รสิกาแย้ง

“นี่เธอหาว่าเราโกหกเหรอ!” วนิดาว่าใส่หน้าอย่างไม่พอใจ รสิกานิ่งไปครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้น

 “เอาแบบนี้แล้วกัน เพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่าย เราจะให้เธอค้นให้ทั่วบ้านล่ะกัน ถ้าไม่เจอจริงๆ เราจะชดใช้ค่ามือถือให้ พอใจไหม”

“ของมันแน่อยู่แล้ว ในเมื่อมันหายในบ้านของเธอ เธอก็ต้องชดใช้ให้ฉันสิ”

“งั้นตามมา” รสิกาเดินนำหน้าวนิดาออกไป วนิดายิ้มด้วยความพอใจ รีบเดินตามไป

 ยี่สิบนาทีผ่านไป หลังจากหามือถือเจ้าปัญหาทุกซอกทุกมุมแต่ก็ไม่พบ รสิกาจึงพูดขึ้น

“เธอแน่ใจนะว่า ลืมมือถือไว้ที่บ้านเราจริงๆ”

“พูดแบบนี้ หมายความว่ายังไง!” วนิดาแหวใส่ รสิกานิ่งเงียบก้มหน้ามองพื้น วนิดากวาดตามองไปรอบๆ จนสายตาไปสะดุดเข้ากับสิ่งหนึ่ง

“นี่ยายแว่น เธอยังไม่ได้พาเราเข้าไปค้นในห้องนั้นเลยนะ” วนิดาชี้มือไปยังห้องเก็บของที่อยู่ใต้บันได หน้าห้องคล้องด้วยกุญแจขนาดใหญ่

“ห้องนั้นเป็นห้องเก็บของ นี่เธอคิดว่าเราเอามือถือไปเก็บไว้ในห้องนั้นหรือ” 

“ถ้าเธอบริสุทธิ์ใจจริงๆ ก็ต้องให้เราเข้าไปค้นในห้องนั้นด้วย เอ..หรือว่าไม่กล้าเปิด เพราะเอามือถือเราไปแอบเอาไว้” วนิดายิ้มยั่ว มีผลให้รสิกาผุดยิ้มชนิดหนึ่งขึ้นมาแต่วนิดาไม่ทันสังเกต

“ทำไมจะให้ค้นไม่ได้ล่ะ ในเมื่อมันเป็นความต้องการของเธอ เราก็ไม่ขัดข้อง”

                                                         **************************************************

เช้าวันจันทร์ ภายในห้องเรียนของรสิกา เพื่อนๆ ในห้องกำลังจับกลุ่มคุยกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อเห็นรสิกาเดินเข้ามาในห้อง จิตราก็รีบลุกจากเก้าอี้เดินเข้ามาหาทันที

“ยายแว่น เมื่อวานวนิดาไปหาเธอที่บ้านบ้างหรือเปล่า”

“มาสิ มีอะไรเหรอ” รสิกาพยักหน้าก่อนย้อนถาม ภูษิตรีบเดินเข้ามาหา พูดเสียงเคร่งขรึม

“วนิดาหายไปไหนก็ไม่รู้ เมื่อวานตอนเช้าพอออกจากบ้านมาแล้วก็หายตัวไปเลย เมื่อคืนพ่อแม่โทรตามหากันให้วุ่น นี่ก็ไปแจ้งความไว้แล้ว”

“เมื่อวานวนิดาโทรมาหาเรา บอกว่ากำลังจะแวะไปหาเธอที่บ้าน เพราะลืมของไว้ที่นั่น จากนั้นเราก็ติดต่อวนิดาไม่ได้อีกเลย” ภัทราเล่าให้ฟังน้ำเสียงกังวล

“เมื่อวานตอนเช้า วนิดามาหาเราที่บ้าน บอกว่าลืมมือถือเอาไว้ ขอให้เราช่วยหาให้หน่อย เราช่วยหาชั่วโมงกว่าก็ไม่เจอ วนิดาก็เลยขอตัวกลับแต่ไม่ได้บอกต่อว่าจะไปไหน” รสิกาบอกเนิบๆ

“ถ้าวนิดาลืมมือถือไว้ที่บ้านของเธอ แล้วตอนที่โทรมาหาเรา วนิดาใช้มือถือใครโทรมาล่ะ” ภัทราสงสัย

“เรื่องนั้นค่อยว่ากันทีหลังเถอะ แต่ตอนนี้เราอยากรู้ว่าวนิดาหายไปไหน” ชัยวัฒน์ เพื่อนอีกคนพูดขึ้น

“ไม่รู้เหมือนกัน เอ..หรือว่าวนิดาจะไปนอนค้างบ้านเพื่อนคนอื่น” ภูษิตสันนิษฐาน แต่เพื่อนในห้องต่างยืนยันว่าวนิดาไม่ได้แวะไปหา ภูษิตจึงหันมามองรสิกาด้วยความเป็นห่วง

“เราว่าเดี๋ยวตำรวจต้องมาสอบปากคำเธอแน่”

“เอ๊ะ! ทำไมล่ะ”

“ก็เธอเป็นคนสุดท้ายที่เจอวนิดาน่ะสิ”

“งั้นเหรอ แต่เราไม่รู้จริงๆ นะว่าวนิดาหายไปไหน” รสิกามีสีหน้ากังวล

“คงไม่มีอะไรหรอก ถ้าตำรวจมาถาม เธอก็บอกไปตามความจริง เราเชื่อว่าเธอไม่ได้ทำอะไรผิด” ภูษิตปลอบน้ำเสียงอ่อนโยน เรียกเสียงโห่จากเพื่อนผู้ชายในห้องดังลั่น รสิกาหน้าแดงก่ำ เอ่ยขอบใจภูษิตเสียงเบา

“ขอบใจมากนะ”

“ไม่เป็นไร ไปนั่งเรียนเถอะ”

 รสิกายิ้มให้ เดินไปนั่งที่โต๊ะของตัวเอง เพื่อนผู้ชายมองหน้าภูษิตพร้อมยักคิ้วให้อย่างล้อเลียน ภูษิตจึงคว้าชอล์กขึ้นมาแล้วปาไปที่เพื่อนผู้ชายกลุ่มนั้น เรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนๆ ในห้องดังลั่น

เย็นวันเดียวกัน หมวดวิษณุเดินทางมาที่โรงเรียนเพื่อขอสอบปากคำนักเรียนในห้องทุกคน เมื่อได้ข้อมูลเรียบร้อยแล้ว หมวดวิษณุก็ขอตัวกลับเพื่อนำข้อมูลไปประกอบการวิเคราะห์ ใช้เป็นแนวทางในการสืบสวน

“นั่งหน้าเครียดเชียว ผู้หมวด” จ่าสมยศทัก เมื่อเห็นหมวดวิษณุนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด

“จ่าเองเหรอ ออกเวรแล้วหรือไง”

“ออกแล้วครับ กำลังจะกลับบ้าน บังเอิญเห็นหมวดทำหน้าอมทุกข์อยู่นี่ เลยแวะมาดู” จ่าสมยศแซวพลางทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ตรงกันข้าม

“คดีอะไรหรือครับ ถึงทำให้หมวดนั่งหน้ามู่ทู่แบบนี้”

“เด็กหาย”

“เด็กเล็กหรือเด็กโตครับ”

“เด็กสาวรุ่นๆ กับลูกจ่าได้มั้ง”

“หนีออกจากบ้านหรือเปล่าครับ”

“ผมจะไปรู้ได้ไงล่ะจ่า แต่เท่าที่สอบถามข้อมูลไม่น่าจะใช่” หมวดวิษณุถอนใจยาว เอนหลังพิงกับพนักเก้าอี้ จ่าสมยศหัวเราะเบาๆ

“ผมกลับก่อนนะหมวด ขืนกลับช้าเดี๋ยวจะโดนสอบสวนจากตำรวจบ้าน”

“ไปเถอะ อีกสักครู่ผมก็จะกลับเหมือนกัน”

ลับร่างจ่าสมยศไม่นานนัก หมวดวิษณุก็เก็บของ ขับรถออกจากสถานีตำรวจเพื่อกลับบ้าน ขณะที่รถติดไฟแดง หมวดวิษณุอดคิดถึงคดีที่ได้รับมอบหมายไม่ได้

“เรื่องชู้สาวก็ไม่น่าจะใช่ เอ..หรือว่าขัดแย้งส่วนตัวกับใครแต่เด็กรุ่นนี้ไม่น่าจะมีศัตรูนี่นา เอ๊ะ! ศัตรูงั้นเหรอ...เดี๋ยวสิ!” หมวดวิษณุนึกทบทวนคำให้การของนักเรียนที่เรียนห้องเดียวกับเด็กสาวที่ชื่อวนิดา  

“วนิดาชอบแกล้งรสิกาเสมอ แต่รสิกาไม่เคยตอบโต้”

 “คืนวันเสาร์มีงานเลี้ยงที่บ้านรสิกา รุ่งเช้าวนิดาโทรบอกภัทราว่าลืมของที่บ้านรสิกา จะแวะไปหา”

“วนิดาแวะมาหารสิกาตอนเช้า ใช้เวลาอยู่ที่นั่นชั่วโมงกว่าก็กลับไป จากนั้นติดต่อไม่ได้อีกเลย”

หมวดวิษณุเคาะพวงมาลัยรถเบาๆ ภาพของเด็กที่ชื่อรสิกาผ่านเข้ามาในห้วงความคิด เด็กสาวร่างเล็กดูบอบบางคล้ายคนขี้โรค ใส่แว่นตาหนาเตอะ ท่าทางเรียบร้อยไม่ค่อยพูด แต่กลับมีบางอย่างดึงดูดใจอย่างน่าประหลาด หมวดวิษณุก้มมองนาฬิกาบนข้อมือบอกเวลา 18.50 น. ตัดสินใจหักพวงมาลัยเลี้ยวรถไปอีกทางหนึ่ง

                                                           ***************************************************

เสียงกดกริ่งดังถี่ๆ ที่หน้าประตู ทำให้รสิกาวางมือจากงานบ้าน  รีบเดินออกมาอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นผู้มาเยือนว่าเป็นใคร รสิกาก็มีสีหน้าประหลาดใจ

“ขอโทษที่มารบกวน แต่ผมอยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ไม่รู้ว่าหนูสะดวกหรือเปล่า” หมวดวิษณุยิ้มให้พลางมองเข้าไปในบ้านซึ่งเปิดไฟให้แสงสว่างเพียงไม่กี่ดวง โอ้โห! บ้านหลังใหญ่โตชะมัด แต่บรรยากาศวังเวงชอบกลราวกับบ้านผีสิงอย่างนั้นแหละ

“ไม่เป็นไรค่ะ เชิญผู้หมวดเข้ามาข้างในสิคะ” รสิกาไขกุญแจประตูรั้ว เปิดให้หมวดวิษณุเข้ามา เมื่อเข้ามานั่งภายในห้องรับแขกแล้ว หมวดวิษณุจึงถาม

“หนูอยู่บ้านคนเดียวหรือ”

“ค่ะ”

“ขอโทษนะ แล้วพ่อกับแม่ไม่อยู่หรือ”

“พวกท่านประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตไปเมื่อสามปีก่อนค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าตั้งแต่พ่อกับแม่เสียชีวิตไป หนูก็อยู่ที่บ้านหลังนี้ตามลำพังมาโดยตลอดเลยหรือ”

“ค่ะ ตั้งแต่พวกท่านเสียไปหนูก็อยู่ที่นี่เพียงคนเดียวมาโดยตลอด” รสิกาตอบเสียงเบา หลุบตาลงต่ำก้มหน้ามองพื้น ดวงตาสีดำขลับใต้กรอบแว่นสีชามีแววหม่นหมอง เห็นแบบนั้นแล้วหมวดวิษณุก็นึกอยากจะตบปากตัวเองขึ้นมาที่ถามคำถามแบบนั้นออกไป ขยับปากจะเอ่ยคำขอโทษ แต่รสิกาเงยหน้าขึ้นมองพร้อมยิ้มให้

“เมื่อกี้ผู้หมวดบอกว่าจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากหนู ไม่ทราบว่าจะถามเรื่องอะไรคะ”

 “คือเท่าที่ผมได้ข้อมูลมา เด็กที่ชื่อวนิดาชอบหาเรื่องแกล้งหนูอยู่เสมอ ผมอยากรู้ว่า..” หมวดวิษณุชะงักคำพูดค้างไว้แค่นั้น เมื่อเห็นรสิกาหน้าซีดเผือด ปากบางสั่นระริก

“นี่ผู้หมวดคิดว่าหนูผูกใจเจ็บที่วนิดามักจะหาเรื่องแกล้งหนูเป็นประจำ ดังนั้นพอวนิดามาหาหนูที่บ้านตามลำพัง หนูก็เลยฉวยโอกาสนี้ทำร้ายวนิดาแล้วเอาเขาไปซ่อนไว้หรือคะ” รสิกาพูดเสียงสั่นเครือ

“เอ่อ..ผมไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น”

“ถ้าอย่างนั้น ผู้หมวดหมายความว่ายังไงคะ” รสิกาถาม มองหมวดวิษณุน้ำตาคลอ

 หมวดวิษณุนิ่งเงียบ มองร่างที่อยู่ตรงหน้าอย่างใช้ความคิด รสิกากะพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่น้ำตาให้ไหลย้อนกลับเข้าไป จากนั้นจึงพูดขึ้น

“ถ้าหมวดสงสัยว่าหนูเอาวนิดาไปซ่อนไว้ล่ะก็ เชิญหมวดค้นบ้านหลังนี้ได้เลยค่ะ หนูเต็มใจ” รสิกาลุกขึ้นยืนพร้อมกับผายมือให้ แต่หมวดวิษณุรีบปฏิเสธ

“ไม่ต้องทำแบบนั้นหรอก ผมต้องขอโทษด้วยที่ทำให้หนูรู้สึกไม่ดี”

“ไม่เป็นไรค่ะ หนูเข้าใจดีว่าผู้หมวดทำงานตามหน้าที่”

คำพูดของรสิกาคล้ายประชดอยู่ในที แต่น้ำเสียงที่ราบเรียบเป็นจังหวะสม่ำเสมอนั้น ทำให้หมวดวิษณุคาดเดาไม่ออกจริงๆ ว่าเด็กสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้ารู้สึกอย่างไรกันแน่

“ผมดีใจที่หนูเข้าใจ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวกลับก่อน ขอโทษที่มารบกวนนะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ ผู้หมวด” รสิกาตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนเดินมาส่งหมวดวิษณุที่หน้าประตูรั้วแล้วยกมือไหว้ร่ำลา ซึ่งหมวดวิษณุก็ผงกศีรษะให้ก่อนก้าวขึ้นไปนั่งในรถแล้วขับออกไป

รสิกายืนนิ่งอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง ก่อนหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในบ้านเพื่อทำงานบ้านที่ยังทำค้างอยู่จนเสร็จเรียบร้อย จากนั้นรสิกาก็เดินไปหยุดหน้าห้องเก็บของที่อยู่ใต้บันได หยิบกุญแจขึ้นมาไขประตูห้อง

 “กริ๊ก” ประตูเปิดออก เผยให้เห็นว่าข้างในเป็นห้องโล่งว่างเปล่า ไม่มีสิ่งของใดๆ ทั้งสิ้น ผนังห้องทั้งหมดติดกระจกเงาไว้รอบด้าน รสิกาเดินมาหยุดหน้ากระจกบานหนึ่ง ก้มตัวลงต่ำใช้มือแตะใต้ฐานกระจกเบาๆ

“ครืด ครืด” กระจกขยับเบี่ยงออกไปด้านข้างอย่างช้าๆ เปิดให้เห็นทางเดินที่ซ่อนอยู่ด้านหลังมีความยาวเกือบสิบเมตร สุดทางมีราวบันไดเหล็กทอดยาวลงไปข้างล่าง รสิกายิ้มเล็กน้อยก่อนก้าวเข้าไปในนั้น

                                                    *************************************************************

เช้าวันต่อมา..

“อรุณสวัสดิ์ครับ ผู้หมวด” จ่าสมยศทักทายหมวดวิษณุที่นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ในห้องทำงาน

“อืม อรุณสวัสดิ์” หมวดวิษณุเงยหน้าทักตอบเนือยๆ ก้มมองแฟ้มคดีที่อยู่เบื้องหน้า จ่าสมยศเดินเข้ามาใกล้ ถามด้วยความเป็นห่วง

“หมวดไม่สบายหรือเปล่าครับ”

“เปล่าหรอก ขอบใจที่เป็นห่วงนะจ่า พอดีผมนอนไม่ค่อยหลับ”

“สาเหตุมาจากคดีเด็กหายหรือเปล่าครับ”

หมวดวิษณุเงยหน้าจากแฟ้ม มองจ่าสมยศผู้เปรียบเสมือนเพื่อนและพี่ ก่อนพยักหน้ายอมรับ

“มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ”

หมวดวิษณุถอนหายใจ จากนั้นจึงพูดขึ้น

“เมื่อวานตอนเย็น ผมแวะไปคุยกับเด็กคนหนึ่งที่บ้าน”

“ผู้ต้องสงสัยหรือครับ”

“ผมก็ไม่แน่ใจหรอกจ่า เพียงแต่ว่า..รู้สึกตะหงิดๆ ใจยังไงก็ไม่รู้”

“เหรอครับ แล้วได้เรื่องยังไงบ้างครับ”

“ถ้าได้เรื่องบ้างก็คงดีหรอก แต่เพราะว่ามันไม่ได้เรื่องอะไรเลยน่ะสิ ผมถึงนั่งเครียดแบบนี้ยังไงล่ะ” หมวดวิษณุหยุดพูดเล็กน้อย จากนั้นก็พูดต่อ

“เมื่อกี้ พ่อแม่ของเด็กคนที่หายตัวไปโทรมาเร่งคดี แถมยังต่อว่าต่อขานผมซะยกใหญ่ หาว่าผมทำงานล่าช้า ไม่สนใจติดตามคดี พอผมจะอธิบายให้ฟัง พวกเขาก็กระแทกหูโทรศัพท์ดังโครม ทำเอาแก้วหูผมแทบแตก เฮ้อ! เกิดมาเป็นตำรวจนี้ซวยจริงๆ ทำอะไรก็ไม่ดีไปซะหมด เซ็งชะมัด!” หมวดวิษณุบ่นเป็นหมีกินผึ้ง

“ฮ่าๆๆ ตั้งแต่ผมทำงานกับหมวดมา เพิ่งเห็นหมวดบ่นก็วันนี้แหละครับ แสดงว่าหมวดคงโดนพ่อแม่เด็กคนนั้นต่อว่าเข้าไปชุดใหญ่ล่ะสิครับ” จ่าสมยศหัวเราะชอบใจ มองใบหน้าคมเข้มของผู้หมวดหนุ่มอย่างนึกขำ

“ไม่ตลกนะจ่า คนกำลังเครียดอยู่แท้ๆ กลับมาหัวเราะกันซะได้ ผมสงสัยจริงๆ ว่าเมื่อเช้าผมก้าวขาไหนออกจากบ้านมาทำงานกันนะ วันนี้ถึงได้ซวยแต่เช้า”

จ่าสมยศหัวเราะดังลั่นกับคำพูดของหมวดวิษณุ แต่เมื่อเห็นสายตาของหมวดวิษณุที่มองมา จ่าสมยศก็หยุดหัวเราะ เอ่ยขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่

“ขอโทษครับหมวด ผมไม่ได้หัวเราะเรื่องที่หมวดโดนด่าแต่เช้านะครับ แต่ผมขำที่เห็นหมวดบ่นเหมือนกับเป็นคนแก่ต่างหากล่ะครับ ว่าแต่หมวดมีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ”

“อืม..ผมอยากให้จ่าช่วยสืบประวัติของคนคนหนึ่งให้ผมหน่อยจะได้ไหม”

“ใครหรือครับหมวด”

“คืองี้นะ” หมวดวิษณุเล่าคดีเด็กหายให้จ่าสมยศฟังอย่างละเอียด เมื่อฟังจบจ่าสมยศก็พูดขึ้น

“ฟังจากที่หมวดเล่ามา ผมคิดว่าเด็กที่ชื่อรสิกาน่าสงสัยมากที่สุด”

“ผมก็คิดเหมือนจ่า ถึงได้แวะไปหารสิกาเมื่อวาน แต่ก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติม รู้แค่ว่ารสิกาใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนั้นเพียงคนเดียวเพราะพ่อแม่เสียชีวิตไปเมื่อสามปีก่อน แต่ผมว่ามันผิดปกติอยู่นะจ่า มันจะเป็นไปได้ยังไงกันที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังใหญ่โตได้ตามลำพังโดยที่ไม่มีผู้ใหญ่สักคนมาคอยดูแล”

“นั่นสิครับ เพราะแบบนี้ใช่ไหมครับ หมวดจึงอยากให้ผมไปสืบประวัติของเด็กคนนี้”

“ใช่! ผมอยากได้ประวัติของเด็กคนนี้ย้อนหลัง รวมไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนด้วย”

“ได้ครับ ผมมีสายคนหนึ่งพักอยู่ในละแวกนั้นพอดี ผมจะให้มันไปสืบเรื่องนี้ให้หมวดก็แล้วกันครับ”

“ขอบใจมากนะจ่า”

“ไม่เป็นไรครับ”

 หลายวันต่อมา..

“กริ๊งงง กริ๊งงงง” เสียงโทรศัพท์ที่ดังบนโต๊ะ ทำให้หมวดวิษณุเงยหน้าจากแฟ้มเอกสารที่วางอยู่ตรงหน้า เอื้อมมือไปรับโทรศัพท์

“หมวดครับ ผมเองครับ” เสียงปลายสายคือจ่าสมยศ

“มีอะไรหรือจ่า” หมวดวิษณุถาม เมื่อฟังรายงานจากจ่าสมยศ หมวดวิษณุก็มีสีหน้าเคร่งขรึมลง 

 “จริงเหรอจ่า แล้วตอนนี้จ่าอยู่ที่ไหน”

“ผมอยู่...” จ่าสมยศบอกสถานที่ปลายทางให้ทราบ

“จ่ารอผมอยู่ที่นั่นนะ เดี๋ยวผมจะรีบไป” หมวดวิษณุวางหูโทรศัพท์ รีบเก็บของบนโต๊ะ จากนั้นก็ขับรถออกไปทันที

 หมวดวิษณุขับรถมุ่งหน้าไปด้วยความเร็วสูง นึกถึงคำรายงานที่ได้รับจากจ่าสมยศเมื่อครู่

“สามวันก่อน ไอ้ต๊ะ สายที่ผมใช้ให้ไปสืบเรื่องเด็กรสิการายงานว่า เด็กรสิกามีพี่เลี้ยงคนหนึ่งชื่อวิทย์ อายุประมาณ 35-40 ปี อาศัยอยู่ที่บ้านหลังนั้นด้วย แต่หลังจากที่พ่อแม่ของเด็กรสิกาเสียชีวิตไปเมื่อสามปีก่อน ผู้คนในละแวกนั้นก็ไม่ค่อยเห็นหน้านายวิทย์ จึงไม่แน่ใจว่านายวิทย์ยังอยู่ที่บ้านหลังนั้นอีกหรือเปล่า”

“เผอิญไอ้ต๊ะไปเจอลุงคนหนึ่งซึ่งอยู่บ้านฝั่งตรงข้ามกับบ้านของเด็กที่ชื่อรสิกาคุยให้ฟังว่า เมื่ออาทิตย์ก่อนตอนค่ำๆ เขาเห็นผู้ชายคนหนึ่งออกมารดน้ำต้นไม้อยู่ในบ้านหลังนั้น แต่เขาก็ไม่แน่ใจว่า ผู้ชายคนนั้นจะใช่นายวิทย์ไหม พอได้ยินแบบนั้น ไอ้ต๊ะก็โทรมาบอกผมว่ามันจะแอบเข้าไปในบ้านหลังนั้นเพื่อสืบเรื่องนี้”

“วันนี้ผมแวะมาทำธุระแถวนี้ ก็เลยลองโทรหาไอ้ต๊ะ แต่ติดต่อไม่ได้ ก็เลยแวะไปหามันที่บ้าน แต่ที่บ้านมันบอกว่าไอ้ต๊ะไม่ได้กลับบ้านมาสามวันแล้ว พ่อแม่มันก็นึกว่ามันไปนอนค้างบ้านเพื่อน แต่ก็สงสัยเหมือนกันว่า ทำไมมันจึงปิดมือถือ เพราะโทรไปกี่ครั้งก็ติดต่อมันไม่ได้ ผมเกรงว่าบางทีอาจจะเกิดเรื่องขึ้นกับมันก็ได้ครับ”

หมวดวิษณุมีสีหน้าเคร่งเครียด เหยียบคันเร่งเร็วขึ้น ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็มาถึงที่หมาย คือหน้าปากซอยทางเข้าบ้านของรสิกา เมื่อหาที่จอดรถได้แล้ว หมวดวิษณุก็ลงจากรถ เดินเข้าไปหาจ่าสมยศที่นั่งคอยอยู่ในร้านขายอาหารตรงหัวมุม เมื่อหมวดวิษณุนั่งลงเรียบร้อยก็ถามทันที

“จ่าติดต่อสายของจ่าไม่ได้จริงๆ เหรอ”

“ครับหมวด อย่างที่ผมบอกไปเมื่อกี้ ไอ้ต๊ะหายตัวไปตั้งแต่สามวันก่อน ไม่มีใครรู้ว่าหายไปไหน”

“สายของจ่าหายตัวไปตั้งแต่วันที่โทรบอกจ่าว่า จะเข้าไปในบ้านของเด็กที่ชื่อรสิกาใช่ไหม”

“ใช่ครับ หมวด”

“เอ..มันชักจะยังไงๆ ซะแล้วสิ นี่จ่า..ผมว่าเรื่องนี้รอช้าไม่ได้ซะแล้ว เพราะหากเรื่องที่สายของจ่าแจ้งมาว่าเด็กรสิกามีพี่เลี้ยงคนหนึ่งพักอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นด้วยเป็นความจริงล่ะก็ แสดงว่าเด็กนั่นโกหกผม!” หมวดวิษณุพูดเสียงเครียด

“แล้วเราจะทำยังไงต่อไปดีครับ”

“ก็ต้องเข้าไปตรวจดูในบ้านหลังนั้นให้เห็นกับตาสิ จ่า”

“แต่ว่ามันจะดีหรือครับ เราไม่มีหมายค้นนะครับ”

“แล้วจ่าจะให้ผมทำยังไง ในเมื่อเหตุการณ์หลายอย่างมันบังเอิญกันเกินไป หากไม่เข้าไปพิสูจน์ให้มันหายข้องใจ มีหวังผมอกแตกตายแน่!” หมวดวิษณุว่าเสียงห้วน

จ่าสมยศถอนหายใจ ความที่ทำงานกับหมวดวิษณุมานาน จึงรู้ดีว่าบทจะร้อนขึ้นมา หมวดวิษณุก็ไม่ฟังคำพูดของใครทั้งนั้น เอาวะ! ไหนๆ ก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว งานนี้เสี่ยงเป็นเสี่ยงกันให้มันรู้ดำรู้แดงกันไปเลย!

“ถ้าอย่างนั้น ผมจะไปกับหมวดด้วยครับ”

“ต้องให้ได้อย่างนี้สิ” หมวดวิษณุยิ้มกว้าง ตบบ่าจ่าสมยศด้วยความพอใจ จากนั้นจ่าสมยศเรียกเด็กในร้านมาคิดเงินค่ากาแฟ เมื่อเรียบร้อยแล้ว ทั้งคู่ก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินหายเข้าไปในซอยที่อยู่ตรงข้ามกับร้านขายอาหาร โดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่บ้านของรสิกาซึ่งอยู่ท้ายซอย

                                             ********************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

18 ความคิดเห็น