มหาเวทย์จักรพรรดิ ภาคจอมราชันย์

ตอนที่ 8 : เริ่มงาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 775
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    14 พ.ค. 51

บทที่ 8  เริ่มงาน

 หลังจากคณะของท่านราฟเดินทางออกจากวัง อนากอลหันมาพูดกับกาลาฟและไวท์ไลฟ์

"ท่านกาลาฟ ท่านไวท์ไลฟ์ ข้ากับแอเรียลขอออกไปสำรวจสภาพของเมืองนี้สักครู่ เพื่อจะได้คำนวณว่าจำเป็นต้องใช้บาเรียเทพระดับไหนในการคุ้มครองเมือง"

"เชิญตามสบายครับ" กาลาฟบอก

อนากอลพยักหน้าให้แอเรียล ร่างของทั้งคู่ลอยตัวขึ้นสูง พุ่งออกไปนอกวังอย่างรวดเร็ว ไวท์ไลฟ์หันมาทางกาลาฟ

"ข้าว่าเมื่อท่านราฟไปถึงหุบเขามรณะ คงมีเรื่องให้ปวดหัวมากทีเดียว"

"เรื่องเรด อีเกิ้ลกับองครักษ์รุ่นแรกน่ะเหรอ" กาลาฟถาม

"ใช่น่ะสิ เฮ้อ! คิดแล้วหนักใจแทนท่านราฟเหลือเกิน" ไวท์ไลฟ์ถอนหายใจทำหน้าเซ็งๆ

"ถ้าเจ้าหนักใจมากขนาดนั้น ทำไมไม่ขอตามไปด้วย จะได้ช่วยท่านราฟอีกแรงนึง มาบ่นตามหลังแบบนี้จะช่วยอะไรได้"

"จะบ้าเรอะ! ใครอยากยื่นมือเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้ล่ะ เรด อีเกิ้ลยังพอรับมือได้ แต่องครักษ์รุ่นแรกน่ะ ข้าขอผ่านแล้วกัน ให้ท่านราฟจัดการน่ะดีแล้ว"

"ถ้างั้นก็ไม่ต้องบ่นสิ เจ้ารู้ไหมว่าอาการเริ่มแรกที่บ่งบอกว่าคนเราเริ่มเข้าสู่วัยชราก็คือขี้บ่น เหมือนกับเจ้าในตอนนี้เปี๊ยบ" กาลาฟว่าหน้าตาย รีบเดินหนีเข้าวังไป ทิ้งให้ไวท์ไลฟ์อ้าปากค้าง ก่อนตะโกนตามหลัง

"เฮ้ย! เจ้าหลอกด่าข้านี่ กาลาฟ! เจ้าก็แก่เหมือนกันนั่นแหละ"

                                                              ********************************************************

หลังเดินทางออกจากน็อธ บิ๊ก ซิตี้ได้สองชั่วโมง ท่านราฟได้เสนอขึ้นมาว่า เพื่อความรวดเร็วในการเดินทาง ท่านราฟจะใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเองพาทุกคนไปที่หุบเขามรณะ ซึ่งทุกคนเห็นด้วย

ท่านราฟร่ายมนต์ เกิดไอสีม่วงแผ่กระจายออกมาปกคลุมทุกคนเอาไว้ จากนั้นคณะของท่านราฟก็ค่อยๆ เลือนหายไป

สิบนาทีต่อมา คณะของท่านราฟปรากฏกายขึ้นบนท้องฟ้าแห่งหนึ่ง ท่านเกรซจับมือรันกับเรเซียเอาไว้ ขณะที่คนอื่นทรงตัวกลางอากาศได้เป็นอย่างดี เรด อีเกิ้ลบินอยู่ข้างๆ ท่านราฟ ก้มมองข้างล่างพร้อมเบ้หน้า

 ข้างล่างเป็นพื้นที่ราบ ปกคลุมไปด้วยทุ่งหญ้าเขียวขจี สลับกับโขดหินและต้นไม้ขนาดเล็ก ดอกไม้หลากหลายสีสัน กำลังเบ่งบานชูช่อแข่งกัน รันกับเรเซียมองด้วยความตื่นตาตื่นใจ ยิ่งเห็นกิ่งของมันลู่ตามแรงลมที่พัดผ่านจนดอกแทบจะโน้มต่ำติดพื้น มองไกลๆ เหมือนกับระลอกคลื่นหลากสีบนทุ่งหญ้า ทำให้ทั้งคู่ตาโต อุทานออกมาพร้อมกัน

"สวยจัง"

"ท่านแม่คะ ข้างล่างคือหุบเขามรณะหรือคะ" รันถามท่านเกรซเบาๆ แต่ตายังจ้องมองความงามของพื้นข้างล่างด้วยความสนใจเช่นเดียวกับเรเซีย กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้โชยขึ้นมากระทบจมูก รันกับเรเซียสูดกลิ่นของมันเข้าไปเต็มปอด ใบหน้าของทั้งคู่แดงปลั่ง ดวงตาทอประกายสุกใส

"เดี๋ยวเราจะลงไปข้างล่าง แล้วเจ้าสองคนก็จะรู้ว่าที่นี่ใช่หุบเขามรณะหรือเปล่า" ท่านเกรซบอกน้ำเสียงอ่อนโยน จากนั้นทั้งหมดก็ลอยตัวลงต่ำจนเท้าแตะพื้น

 เรด อีเกิ้ลเดินบนทุ่งหญ้าช้าๆ มันเชิดคอสูง ชำเลืองมองมายังกลุ่มขององครักษ์ที่ยืนอยู่ด้านหลัง พูดลอยๆ ขึ้นมา

"ทุ่งหญ้าบริเวณนี้สวยมาก แต่จะสวยยิ่งกว่านี้ ถ้าไม่มีมังกรบางพวกอาศัยอยู่ พวกเจ้าว่าจริงไหม" ท้ายประโยคเรด อีเกิ้ลหันมาถามองครักษ์ทั้งสี่คน

ฟิลกับไรซานอมยิ้ม รู้ดีว่าเรด อีเกิ้ลตั้งใจพูดแขวะหาเรื่อง จึงนิ่งเงียบไม่อยากโต้เถียงด้วย

"เอ..ข้าว่าเมื่อก่อนทุ่งหญ้าบริเวณนี้ น่ามองกว่านี้อีกนะ แต่ทำไมวันนี้มันดูหมองๆ พิกล" ฟาเรียหันมาถามบาลาส ซึ่งอีกฝ่ายรีบพูดทันที

"สงสัยมีสิ่งที่เขาเรียกว่ามลพิษทางสายตายืนอยู่แถวนี้แหงๆ จึงทำให้ทุ่งหญ้าดูหมองลง" 

"เจ้าว่าใครเป็นมลพิษทางสายตาฮะ ไอ้เด็กหน้าทะเล้น" เรด อีเกิ้ลยกปีกข้างหนึ่งชี้มาที่บาลาส

"ไม่มีใครบอกหรือไงว่า เวลาคุยกับคนอื่นน่ะ อย่ายกปีก เอ๊ย! ยกมือชี้หน้า เพราะมันไม่สุภาพ" ฟาเรียว่าเสียงดัง เรด อีเกิ้ลตวัดสายตามองฟาเรียด้วยความไม่พอใจ

"ไม่ต้องมาสาระแน ข้าไม่ได้คุยกับเจ้า"

"ดูพูดเข้าสิ หาความไพเราะไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว ไม่นึกเลยว่านอกจากหน้าตาจะแย๊ แย่แล้ว นิสัยยังแย่กว่าอีก" ฟาเรียพูดกวนๆ ยิ้มทะเล้นใส่หน้า

"ชิชะ! เจ้าว่าใครหน้าตาแย๊ แย่ ฮะ" เรด อีเกิ้ลขึ้นเสียง ฟิลกับไรซาน รีบดึงตัวฟาเรียกับบาลาสให้มายืนข้างหลัง ก่อนที่ไรซานจะรีบพูด

"ท่านเรด อีเกิ้ล อย่าถือสาฟาเรียกับบาลาสเลยครับ สองคนนี้ไม่ได้ตั้งใจจะว่าท่านจริงๆ หรอกครับ"

"ฮึ! ขนาดไม่ได้ตั้งใจนะ ถ้าเกิดมันตั้งใจว่าข้าจริงๆ ไม่ยิ่งกว่านี้เรอะ" เรด อีเกิ้ลสะบัดเสียง

ไรซานยิ้มอย่างใจเย็น พูดน้ำเสียงนุ่มนวล

"ท่านเรด อีเกิ้ลคิดมากไปเองต่างหากล่ะครับ ปกติฟาเรียกับบาลาสก็พูดจาแบบนี้กับทุกคน ถ้าไม่เชื่อลองไปถามคนอื่นดูก็ได้ครับ"

"เจ้าเป็นเพื่อนกับมัน ก็ต้องเข้าข้างกันน่ะสิ"

"จริงอยู่ว่าพวกเราเป็นเพื่อนกัน แต่ถ้าหากว่าสองคนนี้ทำอะไรไม่ถูกต้อง พวกเราก็ต่อว่าเช่นกันครับ ท่านเรด อีเกิ้ล" ฟิลช่วยพูดอีกคน

เรด อีเกิ้ลมองฟิลกับไรซานสลับกันอย่างชั่งใจ นิ่งไปครู่หนึ่ง จึงพูดขึ้น

"ข้าจะลองเชื่อพวกเจ้าสองคนก็ได้" พูดจบ เรด อีเกิ้ลสะบัดหน้าเดินไปหาท่านเกรซที่กำลังคุยกับโรม รันและเรเซีย ส่วนท่านราฟกำลังก้มๆ เงยๆ สำรวจพื้นที่ทางด้านซ้ายมือซึ่งเป็นทางลาดชันลงไปยังหุบเขาข้างล่าง

"ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่า ให้เลี่ยงการมีเรื่องกับเรด อีเกิ้ล ทำไมไม่ฟังกันบ้าง" ไรซานพูดขึ้นมา 

"เจ้านกบ้านั่น มันพูดแขวะพวกเราก่อนนะ" ฟาเรียเถียง

"ใช่ ใช่ พวกเราสองคนไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อนนะไรซาน" บาลาสเห็นด้วยกับคำพูดของฟาเรีย

"ใครจะเริ่มก่อนก็ช่าง ถ้าพวกเจ้าไม่ไปต่อปากต่อคำด้วย มันก็ไม่มีปัญหา"

 "ใครว่าไม่มีปัญหาล่ะ ขืนพวกเราเก็บปากเก็บคำไม่ว่าคืนไปบ้าง เจ้านกบ้านั่นจะยิ่งได้ใจ ต่อไปก็คงมาหาเรื่องพวกเราอีก ใช่ไหมบาลาส"

"ฟาเรียพูดถูก เจ้าจะให้เราสองคนเก็บปากเก็บคำเหมือนเจ้ากับฟิลไม่ได้หรอก ขืนทำแบบนั้น ได้โดนเรด อีเกิ้ลข่มตาย"

"เฮ้อ! ข้าขี้เกียจพูดกับพวกเจ้าแล้ว" ไรซานบ่นอย่างอ่อนอกอ่อนใจ หันหลังเดินไปหาโรม

ฟาเรียกับบาลาสหัวเราะเบาๆ ด้วยความชอบใจ หันมามองฟิลที่ยืนกอดอก

"เจ้าสองคนเหมือนผีกับป่าช้าจริงๆ ระวังให้ดีเหอะ เกิดไรซานโมโหขึ้นมา อย่าหาว่าข้าไม่เตือน พวกเจ้าน่าจะรู้ดีว่าเวลาไรซานโมโหน่ะ เป็นยังไง" ฟิลว่าให้ ก่อนเดินไปสมทบกับไรซาน

"รู้หรอกน่า ว่าเวลาไรซานโมโหน่ะ น่ากลัวแค่ไหน พวกเราก็อย่าไปอยู่ใกล้ๆ ไรซานซะก็หมดเรื่องเนอะ เจ้าเฒ่า" ฟาเรียหันมาทางบาลาส ก่อนจะพูดเหมือนนึกขึ้นได้

"เอ๋ เมื่อกี้ฟิลมันว่าเราสองคนเป็นอะไรนะ"

บาลาสทำหน้าเจ้าเล่ห์ เอียงหน้ามากระซิบเบาๆ

"ฟิลมันว่าเจ้าเป็นผีที่อยู่ในป่าช้าน่ะสิ ฮ่าๆๆๆ" บาลาสหัวเราะเสียงดัง วิ่งไปสมทบกับคนอื่นทันที

"เจ้าเฒ่า ! ฟิลไม่ได้พูดแบบนี้สักหน่อย เจ้าพูดเองใช่ไหม จะเตะให้กลิ้งเลย" ฟาเรียตะโกนเสียงดัง รีบวิ่งตามมาอย่างรวดเร็วจนมาหยุดตรงหน้าทุกคนที่กำลังคุยกัน

"อ้าว ฟาเรียมาพอดี" ท่านเกรซหันมายิ้มให้ฟาเรีย ที่มายืนข้างโรมอย่างสำรวม

"ท่านเกรซ มีอะไรจะใช้ข้าหรือครับ" ฟาเรียถาม

"เปล่าหรอกจ้ะ ท่านราฟกำลังให้ข้าตรวจดูว่าพวกเจ้ามารวมกลุ่มกันครบหรือยัง โรมบอกว่าเหลือเจ้าอีกคนเดียว"

"เหรอครับ นึกว่าท่านเกรซจะใช้ให้ข้าทำอะไรซะอีก"

ท่านราฟเดินกลับมาสมทบกับทุกคน จากนั้นจึงพูดขึ้น

"โรม รันและเรเซียคงจะยังไม่รู้ว่าการจะเข้าไปในหุบเขามรณะได้ ต้องไต่เขาที่อยู่ทางด้านซ้ายมือของทุ่งหญ้านี่ลงไป"

"ทำไมไม่ใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเองล่ะคะ ท่านพ่อ" รันถาม

"เพราะมันใช้ไม่ได้น่ะสิ ตระกูลมังกรแห่งหุบเขามรณะ มีการวางค่ายกลมนตราคุ้มกันที่นี่เอาไว้ มันเป็นมนต์เฉพาะซึ่งมีความลึกลับซับซ้อนมาก ขืนใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเองสุ่มสี่สุ่มห้า อาจโดนมนต์ป้องกันของที่นี่ทำลายพลังเวทย์ทำให้ได้รับบาดเจ็บ"

"แล้วการไต่เขาลงไปแบบนี้ พวกเราจะไม่โดนกับดักอื่นๆ ทำอันตรายหรือครับ" โรมถาม

"ไม่มีกับดักอื่นหรอก พอเราไต่เขาลงไปได้ครึ่งทาง จะพบว่ามีถ้ำเล็กๆ ซ่อนอยู่ในหน้าผาแห่งนี้ นั่นล่ะ คือปากทางเข้าหุบเขามรณะ"

"ท่านราฟคะ ใช้วิธีลอยตัวลงต่ำไม่ได้หรือคะ" เรเซียถามเสียงเบา

"ไม่ได้เหมือนกัน ค่ายกลมนตราของที่นี่มีไว้สำหรับป้องกันการใช้เวทย์มนต์ทุกชนิด จะเข้าไปที่นี่ได้ต้องไต่เขาแบบคนธรรมดาเท่านั้น "

"โหย! ทำไมต้องวางค่ายกลแบบนี้ด้วยนะ ลำบากชะมัด" รันบ่นอุบอิบเบาๆ

"เรื่องนี้ เจ้าต้องไปถามองครักษ์รุ่นแรกเองแล้วล่ะว่าทำไม เพราะพ่อก็ไม่รู้เหมือนกัน" ท่านราฟพูดยิ้มๆ

"ข้าถามแน่ค่ะ ท่านพ่อ ไม่เชื่อก็คอยดู" รันบอก ก่อนหันไปค้อนใส่ฟิลซึ่งยืนใกล้ๆ ไรซาน ซึ่งฟิลหัวเราะเบาๆ แต่ไม่พูดอะไรออกมา 

ท่านราฟอมยิ้ม เดินนำทุกคนไปทางซ้ายมือ มองเห็นทางเดินแคบๆ สำหรับให้คนหนึ่งคนเดินผ่านไปได้ ทางเดินปกคลุมไปด้วยต้นหญ้าที่สูงประมาณหนึ่งฟุต สลับกับโขดหินน้อยใหญ่ที่โผล่ขึ้นมาขวางตลอดเส้นทางทำให้ทางเดินที่แคบอยู่แล้ว ยิ่งแคบเข้าไปอีก

ทางเดินทอดยาวลงไปยังพื้นข้างล่างซึ่งเป็นหุบเหวลึก ถ้ามองจากจุดที่ทุกคนยืนอยู่ จะพบว่าพื้นข้างล่างเต็มไปด้วยความมืดมิด แสดงว่าทุ่งหญ้านี้อยู่สูงจากพื้นข้างล่างมาก รันกับเรเซียรู้สึกมือไม้อ่อน เมื่อมองต่ำลงไป ต่ำลงไปก็ยิ่งใจฝ่อ เพราะมันทั้งสูงและก็ลึกจนมองไม่เห็นก้นเหว

"ไม่ต้องกลัว พี่จะเดินคุ้มกันด้านหลังให้เจ้ากับเรเซียเอง" โรมบีบมือรันเบาๆ พูดปลอบนุ่มนวล

รันกับเรเซียยิ้มแห้งๆ ท่านราฟหันมายิ้มให้ทั้งคู่

"เดี๋ยวพ่อจะให้โรมคุ้มกันด้านหลังให้รัน และให้บาลาสคุ้มกันด้านหลังให้เรเซีย พวกเจ้าสองคนมองเฉพาะทางที่อยู่ตรงหน้าก็พอ อย่ามองไปที่พื้นข้างล่างซึ่งเป็นก้นเหว เข้าใจหรือเปล่า"

"เข้าใจค่ะ" รันกับเรเซียรับคำพร้อมกัน ทั้งคู่รู้สึกใจชื้นเล็กน้อย ตรงที่มีคนคอยระวังด้านหลังให้ เกิดก้าวพลาดก็ยังมีคนคอยคว้าตัวเอาไว้ไม่ให้กลิ้งไปนอนคอหักตรงก้นเหวนั่น

ท่านราฟให้ทุกคนเข้าแถวเรียงหนึ่ง เดินไปบนทางเดินแคบๆ และลาดชัน โดยจัดลำดับดังนี้ ท่านราฟ ท่านเกรซ ฟิล รัน โรม เรเซีย บาลาส ฟาเรีย ไรซานและเรด อีเกิ้ล

 ทุกคนเดินอย่างระวัง คนที่ทำงานหนักที่สุดคือบาลาส เพราะต้องคอยระวังเรเซียที่เดินนำหน้า มีครั้งนึงเรเซียสะดุดโขดหินก้อนเล็กๆ ทำให้เสียการทรงตัว หน้าคะมำไปข้างหน้า บาลาสรีบคว้าเอวเรเซียเอาไว้ ไม่งั้นเรเซียอาจชนโรม ทำให้โรมเสียหลักไปชนคนอื่นๆ ที่เดินอยู่ข้างหน้า จนกลายเป็นโดมิโนล้มระเนระนาด ทำให้พลัดร่วงลงไปยังหุบเหวข้างล่างกันหมด

"ฟู่..เกือบไปแล้วไหมล่ะ" บาลาสปล่อยมือจากเอวของเรเซีย ยกมือเช็ดเหงื่อที่ซึมขึ้นมาบนหน้าผากเบาๆ เรเซียหันมาขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่

"ไม่เป็นไร เจ้ารีบเดินต่อเถอะ แต่คราวนี้ระวังหน่อยแล้วกัน" บาลาสบอก

ผ่านไปยี่สิบนาที ท่านราฟหยุดเดิน ยกมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนหยุดนิ่งอยู่กับที่ เบื้องหน้าท่านราฟ ปรากฏลูกบอลสีดำลูกหนึ่งลอยขวางหน้า

ท่านราฟ ท่านเกรซ และองครักษ์ยิ้มออกมา ลูกบอลสีดำขยายใหญ่ขึ้นเป็นทางเดินขนาดใหญ่

"มารับถึงที่เลยนะ เอ้า พวกเราไม่ต้องเดินลงไปให้เหนื่อยแล้ว" ท่านราฟหันมาบอก ก่อนจะก้าวเข้าไปในทางเดินอยู่ตรงหน้า

คนอื่นๆ รีบตามท่านราฟเข้าไปทันที เมื่อทุกคนก้าวเข้าไปหมดแล้ว ทางเดินก็ปิดตัวลงกลายเป็นลูกบอลเช่นเดิมพุ่งลงสู่พื้นข้างล่างอย่างรวดเร็ว

                                                      ***********************************************************

อีกด้านหนึ่ง อนากอลกับแอเรียลกำลังสำรวจสภาพของเมืองอย่างละเอียด โดยอนากอลสำรวจทุกจุด แม้กระทั่งจุดเชื่อมต่อระหว่างเมืองทั้งสี่ทิศ รวมไปถึงทิศทางการไหลของแม่น้ำสายต่างๆ ทำให้แอเรียลบ่นเบาๆ

"โอ้โห! ท่านอนากอล จะเก็บข้อมูลไปวาดแผนที่หรือยังไงครับ"

"เจ้าติดนิสัยขี้บ่นมาจากใครหรือแอเรียล ตั้งแต่เริ่มสำรวจพื้นที่ด้วยกัน ข้าได้ยินเจ้าบ่นเป็นครั้งที่ร้อยแล้วมั้ง ระวังน้า บ่นมากๆ จะทำให้แก่เร็ว"

"ท่านอนากอล ข้าบ่นยังไม่ถึงร้อยครั้งนะครับ เพิ่งจะบ่นไปสักสี่หรือห้าครั้งนี่แหละ" แอเรียลปฏิเสธ 

"เหรอ สงสัยข้านับผิด แต่ถ้าเจ้ายังบ่นต่อไป มันต้องถึงร้อยครั้งจนได้แหละน่า"

"คร้าบ ข้าจะปิดปากให้สนิท ไม่บ่นอีกแล้วคร้าบ" แอเรียลลากเสียงยาว อนากอลหัวเราะออกมาเบาๆ ผมยาวประบ่าสีเงินปลิวตามแรงลม แอเรียลมองใบหน้าด้านข้างของอนากอลแล้วถอนใจ

"หนักใจอะไรหรือแอเรียล ถอนหายใจซะเสียงดัง" อนากอลหันมาถาม คิ้วเข้มเลิกขึ้นสูง

"เปล่าครับ แค่แปลกใจว่าทำไมท่านอนากอล  ไม่คิดแต่งงานมีครอบครัวเหมือนคนอื่นบ้างครับ จะว่าหน้าตาขี้เหร่รึก็เปล่า ขนาดข้าเป็นผู้ชายแท้ๆ เวลามองหน้าท่านอนากอลทีไร ยังอดใจสั่นไม่ได้ เฮ้อ!"

อนากอลรีบเบรกตัวกลางอากาศจนหน้าแทบคะมำ หันมาดุใส่แอเรียล

"พูดจาระวังหน่อยสิ หากใครไม่รู้อาจเข้าใจผิดได้ว่า เจ้าเป็นพวกชอบเพศเดียวกัน"

"ขอโทษครับ ต่อไปข้าจะระวังคำพูดมากกว่านี้ แต่จะว่าไปแล้ว ลูกชายท่านราฟก็หน้าตาดีนะครับ ไหนจะองครักษ์รุ่นที่สามนั่นอีก นี่ยังไม่นับชูร่ากับไกเซอร์นะครับ ท่านราฟไม่ต้องพูดถึง ยกไว้แล้วหนึ่งคน"

"เจ้ากินอะไรผิดสำแดงหรือเปล่าแอเรียล" อนากอลถามยิ้มๆ แอเรียลรีบส่ายหน้า

"เปล่าครับ แค่รำพึงรำพันให้ฟังก็เท่านั้นเอง นี่ถ้าหากว่าทุกคนที่ข้าเอ่ยชื่อมาเมื่อกี้ เข้าประกวดเทพบุตรรูปงามล่ะก็ ข้าว่าสาวๆ คงตัดสินใจกันลำบากน่าดู เผลอๆ อาจต้องจับสลากหาผู้ชนะก็เป็นได้"

"พอๆ พอได้แล้ว ข้าพาเจ้ามาช่วยสำรวจสภาพเมือง ไม่ใช่พาเจ้ามาพูดวิจารณ์เรื่องหน้าตาของคนอื่น"

"ขอโทษครับ"

อนากอลส่ายหน้าเบาๆ มองตรงไปข้างหน้าเป็นเทือกเขาสูง พูดโดยที่ไม่หันมามองแอเรียล

"ตัวเจ้าเองก็หน้าตาดี ใช่ว่าจะขี้เหร่สักหน่อย ทำไมต้องเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นด้วย เลิกสนใจเรื่องนี้ได้แล้ว"

"ครับ" แอเรียลรับคำ เหลือบตามองอนากอลพร้อมอมยิ้ม ท่านอนากอลใจดีกับลูกน้องเสมอ เพราะแบบนี้ทหารเทพจึงรักและเชื่อฟังท่านอนากอลมาก ไม่ว่าจะสั่งให้ไปทำอะไร ทุกคนพร้อมทำให้ด้วยความเต็มใจ

ทั้งคู่ใช้เวลาสำรวจอีกพักใหญ่ จากนั้นก็ลอยตัวสูงขึ้นกว่าเดิม จนมองเห็นเมืองทั้งหมดเป็นจุดเล็กๆ

"เอาล่ะ ข้าจะกางบาเรียเทพชั้นสูงครอบคลุมเมืองทั้งหมด โดยจะปกคลุมทั้งบนดิน บนอากาศและลึกลงไปชั้นใต้ดิน ตลอดจนเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างเมืองทั้งสี่ทิศ รวมไปถึงการไหลเวียนของแม่น้ำสายต่างๆ"

"ทำไมต้องกางบาเรียมากขนาดนั้นครับ"

"อสูรร้ายกว่าที่เจ้าคิดมาก หากไม่ระวังให้ดี พวกเราจะลำบาก"

"ท่านอนากอลเคยปะทะกับอสูรมาก่อนหรือเปล่าครับ"

"เคยเจอครั้งนึง แต่ไม่ได้ปะทะกัน อาจเป็นเพราะว่าตอนนั้น อสูรยังไม่มีความคิดที่จะรุกรานเผ่าพันธุ์เทพ ท่านลุงของข้าเคยพูดไว้ว่า อสูรคิดเสมอว่าในสนามรบ หากมัวแต่คิดถึงความเป็นสุภาพบุรุษ ก็จะไม่มีทางชนะศัตรู ดังนั้นใครจะมองว่าใช้วิธีสกปรกหรือเล่นลอบกัดก็ช่างมัน ขอให้ได้ชัยชนะก็พอ"

 แอเรียลอึ้งไปกับคำบอกเล่าของอนากอล มีการคิดแบบนี้ด้วยหรือนี่ เห็นทีจะประมาทอสูรไม่ได้ซะแล้ว

อนากอลแบมือทั้งสองข้างออกมาพร้อมร่ายมนต์ แสงสีเงินนวลตาทอประกายออกมาจากร่างอนากอล แตกกระจายออกไปรอบด้าน ปกคลุมเมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้ ตลอดจนเส้นทางเชื่อมต่อเมืองอื่นทั้งสี่ทิศ รวมถึงแม่น้ำสายต่างๆ แสงสีเงินค่อยๆ พุ่งตัวลงสู่ใต้ดิน แผ่อาณาเขตคุ้มครองเป็นบริเวณกว้างครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดเอาไว้ 

อนากอลร่ายมนต์อีกครั้ง ปรากฏเสาคริสตัลขนาดใหญ่จำนวนสี่เสา พุ่งไปยังทิศเหนือ ทิศตะวันออก ทิศใต้ และทิศตะวันตกของเมือง เสาคริสตัลเรืองแสงสว่างไสว เกิดแสงสีขาววิ่งจากทิศเหนือเวียนไปยังทิศตะวันออก ทิศใต้และทิศตะวันตก จากนั้นเวียนกลับมายังทิศเหนืออีกรอบ ก่อนที่เสาคริสตัลจะจมหายลงไปในพื้นดินอย่างช้าๆ 

อาณาเขตเทพขนาดใหญ่พร้อมค่ายกลเวทย์มนต์ชั้นสูงของเทพ ได้ถูกสร้างเสร็จเรียบร้อย โดยฝีมือของแม่ทัพเทพอนากอล  

"แอเรียล กลับกันได้แล้ว" อนากอลหันมาบอกแอเรียลที่ยืนมองอาณาเขตของอนากอลด้วยความทึ่ง

"ครับ ท่านอนากอล"

                                                      ***************************************************

ด้านมิคาเอล ราเฟล ดิพเทอเรียและซารีน่า ใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเองมาที่รอยต่อเขตแดนเมืองซันไทม์กับเมืองมูนไลฟ์ ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่แคว้นเดียวกับเมืองพอร์ตแลนด์

หลังจากปรึกษาหารือกัน ทุกคนตกลงใช้มนต์เปลี่ยนแปลงรูปร่างหน้าตาของตัวเอง ร่ายมนต์กลบกลิ่นเทพและปีศาจเอาไว้ จากนั้นเดินทางเข้าเมืองซันไทม์ ซื้อม้าสี่ตัว สำหรับใช้เป็นพาหนะในการเดินทาง

เหตุที่ทั้งสี่คนเลือกม้าเป็นพาหนะแทนการใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเอง เป็นเพราะว่าต้องการสืบข่าวเมืองละแวกใกล้เคียงก่อน เนื่องจากดิพเทอเรียสันนิษฐานว่า เมืองในแถบนี้อาจมีการแทรกซึมของอสูรบ้างแล้ว

ขณะนี้ทั้งหมดกำลังอยู่ในตัวเมืองซันไทม์ อากาศในเมืองนี้ร้อนมาก จนซารีน่าเกิดอาการหงุดหงิด บ่นออกมาเสียงดัง

"โอ๊ย!  ร้อน ร้อนจะตายอยู่แล้ว คนเมืองนี้เขาอยู่กันเข้าไปได้ยังไงเนี่ย"

"เขาคงจะชินกับสภาพอากาศแบบนี้น่ะ ซารีน่า" มิคาเอลซึ่งควบม้านำหน้ากับราเฟลหันมาบอก

"ท่านมิคาเอลไม่ร้อนบ้างหรือคะ" ซารีน่าถาม

"ก็ร้อนนิดหน่อย แต่พอทนได้" มิคาเอลตอบยิ้มๆ

"ทุกคนเขาก็ร้อนเหมือนกันนั่นล่ะ แต่ไม่มีใครบ่นเหมือนยายแก่แบบเจ้าสักคน" ราเฟลหันมาว่าซารีน่า อีกฝ่ายเม้มปากเข้าหากัน ควบม้าขึ้นมาตีคู่ราเฟล พูดเสียงเขียว

"ท่านราเฟล ใครเป็นยายแก่ไม่ทราบ ถ้าข้าแก่ ตัวท่านก็แก่เช่นกัน"

"ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าข้าไม่แก่นี่ ข้าเป็นคนยอมรับความจริงเสมอ ดีกว่าใครบางคน ที่ไม่ยอมรับความจริงก็แล้วกัน" ราเฟลย้อนทันควัน 

"ท่านว่าใครฮะ พูดให้มันชัดๆ หน่อย อย่ามาแดกดันกันแบบนี้ ข้าไม่ชอบ"

 "ใครแดกดันเจ้า แล้วข้าก็ไม่ต้องการให้เจ้ามาชอบข้าด้วย เพราะข้าไม่ชอบผู้หญิงที่ทโมนเหมือนลิงแบบนี้" พูดจบ ราเฟลก็ควบม้านำหน้าขึ้นไป แต่ไม่วายหันมามองซารีน่าแบบเยาะๆ

"อ๋าย..ย มันจะมากไปแล้วนะ" ซารีน่ากำมือแน่น ยกมือชี้ไปที่ด้านหลังของราเฟลพร้อมกับร่ายมนต์ แต่ดิพเทอเรียรีบควบม้ามาตีคู่ คว้ามือซารีน่าให้ลดลง

"จะทำอะไรน่ะ"

"เปล่านี่ แค่ยกมือเฉยๆ"

"ยกมือเฉยๆ แล้วทำไมต้องทำปากขมุบขมิบเหมือนท่องมนต์ด้วย"

ซารีน่าพูดไม่ออก สะบัดหน้ามองไปทางอื่นด้วยความหงุดหงิด ฝากไว้ก่อนเถอะ แม่ทัพเทพราเฟล

มิคาเอลอมยิ้ม มองซารีน่าที่ทำหน้าหงิกงอ  ปากบางเชิดขึ้นนิดๆ  ดูน่ามองไปอีกแบบ จะว่าไปแล้ว   ดิพเทอเรียกับซารีน่าแม้จะไม่สวยสะดุดตาเหมือนอาคาเซีย  แต่ทั้งคู่ก็เป็นผู้หญิงที่สวยเช่นกัน เสียอย่างเดียวตรงที่ยิ้มยาก หากยิ้มบ่อยๆ คงจะน่ามองมากกว่านี้

"ทำไมไม่ตอบคำถามของข้า เจ้านี่เอาใหญ่แล้วนะ"

"ทำไมเจ้าไม่ไปว่าท่านราเฟลบ้าง"

"จะให้ข้าไปว่าท่านราเฟลเรื่องอะไรล่ะ ท่านราเฟลไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย"

"ผิดสิ ผิดมากด้วย"

ดิพเทอเรียถอนหายใจ ท่านราฟคิดผิดหรือเปล่านี่ ที่ให้ซารีน่ากับท่านราเฟลเดินทางมาด้วยกัน

"ซารีน่า ข้าต้องขอโทษแทนราเฟลด้วย เขาเป็นคนปากไวแบบนี้เสมอ แต่จริงๆ แล้วเป็นคนใจดีมาก เจ้าอย่าถือสาเลย" มิคาเอลพูดนุ่มนวล ทำให้ซารีน่ารู้สึกดีขึ้น

"ท่านมิคาเอล ข้าไม่ถือสาผู้ชายปากตลาดแบบท่านราเฟลหรอกค่ะ" ซารีน่าตอบเสียงดัง ตั้งใจให้เสียงดังไปถึงคนที่อยู่ข้างหน้า ซึ่งได้ผล ราเฟลบังคับม้าให้หยุดนิ่งกับที่ หันกลับมามองซารีน่า

ซารีน่ายิ้มชอบใจที่ทำให้ราเฟลรู้สึกไม่พอใจได้ อารมณ์ขุ่นมัวเมื่อครู่หายไปทันที พูดเสียงหวาน

"ต๊าย ท่านราเฟล ทำไมมองข้าตาหวานแบบนั้นล่ะคะ อย่าบอกว่าเกิดเปลี่ยนใจนึกอยากจะชอบผู้หญิงแบบข้าขึ้นมานะคะ คิกๆๆ"

ราเฟลหน้าแดงก่ำ มองซารีน่าแบบไม่พอใจ ขยับปากจะว่า แต่มิคาเอลตะโกนบอกเสียงดัง

"ราเฟล ลองหันไปดูให้หน่อยว่า ข้างหน้าเจ้าเป็นที่พักใช่หรือเปล่า"

ราเฟลหันกลับไปมอง พบว่าข้างหน้าห่างไปประมาณห้าสิบเมตร มีป้ายขนาดใหญ่บอกชื่อโรงแรมแห่งหนึ่งอย่างที่มิคาเอลบอกจริงๆ

"ใช่ที่พักหรือเปล่า ราเฟล"

"ใช่"

มิคาเอล ดิพเทอเรียและซารีน่าควบม้าขึ้นมาทันที ราเฟลปรายตามองซารีน่าที่ทำหน้าระรื่นอย่างหมั่นไส้  รู้จักข้าน้อยไปซะแล้ว คอยดู จะแกล้งให้เข็ดเชียว

"พวกเจ้าเอาม้าไปเก็บก่อน เดี๋ยวข้าเข้าไปจองห้องพักเอง" ราเฟลบอกทุกคน ก่อนลงจากหลังม้าเดินตรงไปข้างในอย่างรวดเร็ว เมื่อทุกคนกลับมา พบว่าราเฟลถือกุญแจห้องในมือสองดอก ยื่นดอกหนึ่งให้มิคาเอล ส่วนอีกดอกเก็บไว้ที่ตัวเอง

"อ้าว! ทำไมไม่ให้กุญแจห้องกับสาวๆ เขาไปล่ะ ราเฟล" มิคาเอลถามด้วยความแปลกใจ

"เกิดเรื่องผิดพลาดนิดหน่อย"

"เรื่องอะไร"

"ทางโรงแรมถามว่าพวกเรามากันกี่คน ข้าบอกไปว่ามากันสี่คน ชายสอง หญิงสอง เขาขอให้ข้าเขียนรายชื่อผู้ที่มาพักให้ โดยให้เขียนสลับชายหญิง ข้าก็เลยเขียนชื่อเจ้า ดิพเทอเรีย ชื่อข้า และก็ชื่อซารีน่าหลังสุด"

มิคาเอลรู้สึกตะหงิดๆ ในคำบอกเล่าของราเฟล  ถามต่อด้วยความสงสัย

"แล้วไง"

"ข้าไม่คิดว่าเขาจะเอาชื่อที่ข้าเขียนเรียงไปแบบนั้น ไปจัดห้องให้พวกเราพักกันเป็นคู่น่ะสิ"

มิคาเอลตาโต อ้าปากค้าง เฮ้ย! หมายความว่า

"เจ้าพักกับดิพเทอเรีย ส่วนข้าพักกับซารีน่า เข้าใจหรือยัง" ราเฟลพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่มีผลให้ทั้งสามคนนิ่งอึ้งไป เมื่อตั้งสติได้ ซารีน่าโวยวายเสียงดังลั่น

"บ้าหรือไง! ใครจะนอนห้องเดียวกับท่าน ข้าจะไปเปลี่ยนห้อง"

"เสียใจด้วย ห้องที่เราได้มา เป็นสองห้องสุดท้ายที่ว่างอยู่" ราเฟลบอกหน้าตาย

"งั้นไปพักโรงแรมอื่นก็ได้ ในเมืองนี้มีโรงแรมตั้งเยอะแยะ" ซารีน่ายังโวยวายไม่เลิก

"ไม่ได้หรอก ข้าจ่ายค่าห้องพักไปแล้ว"

"ข้าจ่ายคืนให้ท่านก็ได้"

"ไม่เอา ข้าไม่รับเงินของผู้หญิง"

มิคาเอลกับดิพเทอเรียหันมาสบตากัน ยิ้มแห้งๆ เริ่มรู้แล้วว่าราเฟลกำลังแกล้งซารีน่าทางอ้อม

"เจ้าจะกลัวอะไรกับการนอนห้องเดียวกับข้า หรือว่า..เจ้ากลัวใจตัวเอง" ราเฟลพูดเสียงเยาะใส่ซารีน่าทำให้อีกฝ่ายฉุนจัด

"ใครบอกว่าข้ากลัว พูดให้ดีนะ ใครจะไปกลัวคนอย่างท่าน"

"นั่นสิ ถ้าไม่กลัว แล้วเจ้าจะโวยวายทำไม"

ซารีน่ากัดปากแน่น มองราเฟลตาเขียว เชิดหน้าเล็กน้อย พูดเสียงแข็ง

"ไม่ได้กลัวสักหน่อย ก็ได้ ข้านอนห้องเดียวกับท่านก็ได้"

"ก็แค่นั้น  เอ้า! เอาของไปเก็บได้แล้ว จะได้เริ่มงานสักที" ราเฟลยิ้มชอบใจ ชูกุญแจขึ้นสูงอย่างผู้ชนะ เดินนำซารีน่าไปยังห้องพัก ทิ้งให้มิคาเอลกับดิพเทอเรียยืนนิ่งอยู่กับที่

"ท่านมิคาเอล คิดว่าคืนนี้ท่านราเฟลกับซารีน่าจะนอนหลับไหมคะ" ดิพเทอเรียถาม

"ไม่รู้เหมือนกัน หวังว่าข้าคงไม่ต้องเสียเงินซ่อมค่าห้องพักให้เจ้าของโรงแรมหรอกนะ" มิคาเอลพูดปลงๆ เจ้าราเฟลมันเล่นพิเรนทร์อะไรของมัน ไม่เข้าใจจริงๆ

 "พวกเราก็เอาของไปเก็บไว้บนห้องก่อนเถอะ ช่วงบ่ายจะได้เริ่มงานกัน"

"ค่ะ ท่านมิคาเอล"

                                                      ***********************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

474 ความคิดเห็น