มหาเวทย์จักรพรรดิ ภาคจอมราชันย์

ตอนที่ 7 : เดินทาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 805
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    5 พ.ค. 51

บทที่ 7 เดินทาง
 
ขณะที่ท่านราฟกำลังเล่าอดีตให้ทุกคนฟังว่าเกิดอะไรขึ้นกับราชาแมงมุมชาร์ลอต อีกด้านหนึ่ง การรับประทานอาหารร่วมกันระหว่างปีศาจกับอสูรได้เสร็จสิ้นลงแล้ว

อสูรต่างทยอยขอตัวกลับที่พักของตน คงเหลือแต่จอมอสูรโรติเฟอร์ อาร์ทีเมีย องครักษ์ของอาร์ทีเมียทั้งสี่คนนั่งสนทนากับแม่ทัพและขุนพลปีศาจอย่างเป็นกันเอง

"ท่านพ่อครับ พรุ่งนี้เช้า ข้าจะข้ามไปฝั่งโน้น" อาร์ทีเมียเอ่ยขึ้น จอมอสูรมองบุตรชายด้วยแววตาสงสัย

"เจ้าจะไปฟากโน้นทำไม"

"ไปเปิดหูเปิดตาครับ ท่านพ่อ" อาร์ทีเมียตอบน้ำเสียงสบายๆ จอมอสูรหรี่ตามองบุตรชายอย่างใช้ความคิด พูดน้ำเสียงเคร่งขรึม

"เจ้าจะทำอะไร พ่อไม่ยุ่งหรอกนะ แต่อย่าให้งานของพวกเราเสียก็แล้วกัน"

อาร์ทีเมียไม่ตอบรับหรือปฏิเสธคำพูดของจอมอสูร เอนหลังพิงเก้าอี้ หันมามองชูร่าพร้อมยิ้มให้

"เจ้าคือขุนพลปีศาจชูร่า ใช่ไหม"

"ครับ ท่านอาร์ทีเมีย" ชูร่าตอบอย่างสำรวม

 อาร์ทีเมียมองชูร่าอย่างพิจารณา ใช้นิ้วชี้เคาะโต๊ะเบาๆ ถามน้ำเสียงราบเรียบ

"เจ้าคิดว่าจัสไทนาเป็นยังไงบ้าง"

คำถามของอาร์ทีเมียทำให้ทุกคนมองชูร่าด้วยความแปลกใจ  ไกเซอร์และโรซาร์เนียร์ สบตากันเล็กน้อย ก่อนมองอาร์ทีเมียพร้อมกัน  ชูร่าเลิกคิ้วสูง ตอบน้ำเสียงสุภาพด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย

"ข้าเพิ่งจะรู้จักนางเมื่อครู่นี้เอง คงไม่สามารถให้คำตอบท่านได้ว่า นางเป็นอย่างไร"

"แสดงว่าถ้าเจ้ามีโอกาสได้รู้จักนางมากกว่านี้ คงจะทำให้เจ้าตอบคำถามของข้าได้ ใช่ไหม"

ชูร่ายิ้มบางๆ ที่มุมปาก มองสบตาอาร์ทีเมียนิ่งไปครู่ใหญ่ ถามขึ้นมาช้าๆ แต่ชัดเจน

"ท่านอาร์ทีเมียอยากให้ข้าทำความรู้จักนางให้มากกว่านี้ ใช่ไหมครับ"

"ถ้าข้าบอกว่าใช่ เจ้าจะว่ายังไง" อาร์ทีเมียถามด้วยรอยยิ้ม มองชูร่าเหมือนกับต้องการจะหยั่งไปให้ถึงส่วนลึกของจิตใจ ซึ่งอีกฝ่ายมองตอบด้วยแววตาเรียบเฉย ยากจะคาดเดาได้ว่ากำลังคิดอะไร

"ไม่ว่าอะไรหรอกครับ ได้แต่ขอบคุณท่านอาร์ทีเมียที่เปิดโอกาสให้ปีศาจตัวเล็กๆ อย่างข้าได้ใกล้ชิดกับสาวงามของอสูร ก็เท่านั้นเอง"

"จัสไทนาคงดีใจมาก ถ้าได้ยินเจ้าพูดประโยคนี้" อาร์ทีเมียพูดน้ำเสียงร่าเริง นึกชื่นชมในความฉลาดของชูร่า จากนั้นหันมาทางแม่ทัพปีศาจทั้งสี่คนที่นั่งตรงข้ามกัน

"พรุ่งนี้ ข้าจะข้ามไปเที่ยวฝั่งโน้น อาจเสียเวลาท่องเที่ยวหลายวัน ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ หากพวกท่านต้องการได้อะไรเพิ่มเติม ให้แจ้งกับแม่ทัพมิวเคอร์หรือแม่ทัพอัลบูโกแล้วกัน ข้ารับรองว่าแม่ทัพอสูรสองคนนี้จะรับรองพวกท่านเป็นอย่างดี ที่สำคัญทั้งคู่มารยาทดีกว่าไซลาเรียมาก"

"ขอบคุณท่านอาร์ทีเมียมาก" เวอร์บีการ์กล่าวอย่างจริงใจ
 
"ไม่เป็นไรท่านเวอร์บีการ์ พวกท่านเป็นแขกของที่นี่นี่นา จริงไหมครับ ท่านพ่อ" อาร์ทีเมียหันมาพยักเพยิดกับจอมอสูร ซึ่งอีกฝ่ายเพียงแค่ยิ้มเล็กน้อย แต่ไม่พูดอะไรออกมา

 ทั้งหมดสนทนากันอีกครู่ใหญ่ ฝ่ายปีศาจจึงขอตัวกลับที่พักของตัวเอง เมื่อปีศาจเดินออกไปจนหมดแล้ว จอมอสูรได้หันมาทางองครักษ์ของอาร์ทีเมียทั้งสี่คน

"พวกเจ้าก็ไปพักผ่อนเถอะ"

"ครับ ท่านโรติเฟอร์" ฟลิท ฮันเซย์ ทินเซลและครีซอล ทำความเคารพจอมอสูรและอาร์ทีเมีย ก่อนหันหลังเดินออกไปจากห้องอาหาร เมื่อลับร่างของทุกคน จอมอสูรหันมาถามบุตรชายที่นั่งฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

"เมื่อกี้เจ้าพูดเรื่องจัสไทนากับชูร่าแบบนั้น ทำไม"

"ท่านพ่อไม่เห็นสายตาที่จัสไทนามองชูร่าหรือครับ"

โรติเฟอร์มีสีหน้าแปลกใจ อาร์ทีเมียยิ้มบางๆ พูดน้ำเสียงสบายๆ

"ถ้าจัสไทนาทำให้ชูร่าหลงรักจนหัวปักหัวปำได้ล่ะก็ อสูรอย่างเราก็จะได้ปีศาจที่มีฝีมือและมันสมองยอดเยี่ยมมารับใช้ด้วยความเต็มใจหนึ่งคน ท่านพ่อว่าดีไหมครับ"

จอมอสูรมองบุตรชายอย่างทึ่งในความคิด หัวเราะออกมาด้วยความชอบใจ

"ความคิดเจ้าเยี่ยมมาก ในขุนพลปีศาจทั้งสามคน ชูร่าเข้าท่าที่สุด ส่วนแม่ทัพปีศาจนั้น ไกเซอร์น่าสนใจพอๆ กับโรซาร์เนียร์ แต่โรซาร์เนียร์ดูแข็งกร้าวกว่า"

"ใช่ครับ แต่..ข้าชอบโรซาร์เนียร์มากกว่าไกเซอร์"

"ทำไมล่ะ" 

"ไกเซอร์ดูฉลาดล้ำ ยากจะคาดเดาท่าทีได้ว่ากำลังคิดหรือจะทำอะไร คนแบบนี้น่ากลัวที่สุด"

จอมอสูรนิ่งคิดตามคำพูดของบุตรชาย  จริงด้วย ในบรรดาแม่ทัพปีศาจทั้งสี่คน ไกเซอร์ดูยากที่สุด

"เห็นทีพวกเราต้องระมัดระวัง คอยจับตาดูไกเซอร์เป็นพิเศษ เจ้าเห็นด้วยไหม"

"ครับ ท่านพ่อ" อาร์ทีเมียตอบน้ำเสียงเคร่งขรึม

                                                     *****************************************************

ทางด้านแม่ทัพและขุนพลปีศาจ เมื่อกลับถึงที่พัก ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อน  ชูร่าเดินเข้ามาในห้อง กำลังจะหย่อนตัวนั่งบนเก้าอี้  ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง ชูร่ามองด้วยความแปลกใจ ลุกขึ้นเดินมาเปิดประตู พบว่าโดโรทีกับครูเกอร์ยืนอยู่หน้าห้อง

"ขอคุยด้วยได้ไหม" โดโรทีบอก ชูร่าเบี่ยงตัวให้ทั้งคู่เดินเข้ามาข้างใน ครูเกอร์กวาดสายตามองไปรอบๆ นิ่วหน้าเล็กน้อย ถามขึ้นมา

"ชูร่า ทำไมเจ้าไม่เปิดหน้าต่างระบายอากาศ"

"แล้วทำไมต้องเปิด" ชูร่าย้อนถาม คำพูดของโรซาร์เนียร์ที่เตือนให้ระวังดอกไม้อสูรยังก้องอยู่ในหัว แต่ไม่อยากเล่าให้โดโรทีกับครูเกอร์ฟัง

"ช่างเหอะ จะเปิดหรือปิดหน้าต่าง มันก็เป็นเรื่องของเจ้า" ครูเกอร์ตัดบท มองชูร่าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม พูดเป็นการเป็นงาน

"ข้ากับโดโรทีรู้สึกเป็นห่วงเจ้า"

"เรื่องอะไร" ชูร่าเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ

"เรื่องจัสไทนา" โดโรทีบอกเสียงเรียบ

"เกี่ยวอะไรกับจัสไทนา" ชูร่าเอามือกอดอก มองหน้าเพื่อนทั้งสองคน

"พวกเราสังเกตเห็นจัสไทนามองเจ้า เหมือนกับจะกลืนกินเข้าไปทั้งตัว จึงอยากเตือนให้เจ้าระวังตัวไว้ ถึงจัสไทนาจะหน้าตาสะสวยแต่ก็เป็นอสูร อย่าลืมว่าอสูรดูดกลืนพลังจากสิ่งมีชีวิตทุกชนิด" ครูเกอร์พูดจริงจัง

"เจ้าอาจคิดว่าข้ากับครูเกอร์ยุ่งกับเจ้ามากเกินไป แต่พวกเราเป็นห่วงเจ้า ยิ่งอาร์ทีเมียพูดเปิดทางให้แบบนี้ ยิ่งต้องระวัง ข้าไม่คิดว่าอาร์ทีเมียจะยอมให้ลูกน้องตัวเองมาใกล้ชิดเจ้า โดยไม่หวังอะไรเป็นการตอบแทน ถ้าเป็นไปได้ก็ควรเลี่ยงการข้องแวะกับจัสไทนา" โดโรทีกล่าวด้วยความห่วงใย

"ขอบใจพวกเจ้ามาก ข้ารู้ดีว่าควรทำยังไง"

"เฮ้อ! นึกว่าจะไม่ยอมฟังเพื่อนซะแล้ว" ครูเกอร์ถอนหายใจเสียงดัง ทำให้โดโรทีกับชูร่าหัวเราะออกมา 

ทั้งหมดพูดคุยกันอีกพักหนึ่ง ครูเกอร์กับโดโรทีจึงขอตัวกลับห้อง

เมื่อโดโรทีกับครูเกอร์กลับไปแล้ว ชูร่ากลับมานั่งที่เตียง ล้วงมือเข้าไปในเสื้อหยิบจี้กับสร้อยออกมาดู 

"สร้อยกับจี้นี้เป็นตัวแทนความรักที่พ่อกับแม่มอบให้เจ้า เก็บไว้ให้ดีนะลูก มันจะช่วยปกป้องคุ้มครองเจ้าจากอันตรายต่างๆ" น้ำเสียงอ่อนโยนของผู้เป็นพ่อ ตอนที่มอบสร้อยและจี้ให้บุตรชายเพียงคนเดียว ทำให้ชูร่าน้ำตาซึม จับจี้ที่ห้อยคอแน่น ดวงตาแข็งกร้าว พึมพำเบาๆ

" ท่านพ่อ ท่านแม่ อีกไม่นานหรอกครับ พวกอสูรจะต้องพินาศเหมือนกับที่พวกมันทำกับพวกเรา"

                                  *************************************************
 หลังจากฟังเรื่องราวในอดีตจากท่านราฟ  ทุกคนต่างระดมสมองเสนอความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่ชูร่าไปอยู่กับฝ่ายอสูร

"ท่านราฟ ข้าคิดว่าการที่ชูร่ายอมไปอยู่กับอสูร น่าจะมีเหตุผลบางอย่างครับ" อนากอลพูดขึ้นมา

"ข้าเห็นด้วยกับท่านอนากอลครับ" โรม ฟิล ไรซาน และบาลาสพูดพร้อมกัน

"ข้าก็คิดเหมือนพวกเจ้า" ท่านราฟบอก ท่านเกรซเห็นดิพเทอเรียทำท่าจะยกมือ จึงถามขึ้นมา

"ดิพเทอเรีย มีอะไรหรือ"

"ท่านราฟคะ มนต์สายใยพิศวง นอกจากจะสร้างความเสียหายให้กับศัตรูภายในเวลาอันรวดเร็วแล้ว ยังมีอะไรมากกว่านั้นอีกไหมคะ"

"ชาร์ลอตเคยบอกข้าว่า สายใยพิศวง เป็นมนต์ที่เราสามารถกำหนดเงื่อนไขเรื่องเป้าหมาย เวลาและ พื้นที่ที่เราต้องการได้ แต่มันสลับซับซ้อนและยุ่งยากน่าดู แม้ชาร์ลอตจะถ่ายทอดมนต์นี้ให้กับข้า แต่ข้าก็ใช้มันได้ในวงจำกัด ส่วนรายละเอียดที่ซับซ้อนกว่านั้น ข้าทำไม่ได้"

"แต่ถ้าเป็นเรย์นอล ซึ่งเป็นทายาทของชาร์ลอตล่ะก็ ข้าคิดว่าเขาน่าจะทำได้"

คำตอบของท่านราฟ ทำให้ทุกคนเริ่มเห็นเค้าอะไรบางอย่าง

โรมนิ่งเงียบอย่างใช้ความคิด ภาพของชูร่าในดวงตาของฟิคเกอร์แวบเข้ามา แม้ไม่เคยเจอกัน แต่โรมสัมผัสได้ถึงความเศร้าลึกๆ จากดวงตาของชูร่า หากข้าเป็นท่าน ข้าจะทำยังไงนะ

"เป็นอะไรหรือโรม" ท่านราฟถามด้วยความแปลกใจ เมื่อเห็นโรมถอนหายใจเบาๆ

"ท่านพ่อครับ ข้ากำลังคิดว่า หากข้าเจอเหตุการณ์แบบที่ท่านชูร่าเจอ ข้าจะทำยังไง เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นมันเลวร้ายเกินกว่าที่เด็กอายุขนาดนั้นจะรับได้ ข้าคิดว่าท่านชูร่าคงจะเจ็บปวดมาก" โรมพูดเสียงเศร้า

ท่านเกรซมองบุตรชายด้วยแววตาอ่อนโยน พูดน้ำเสียงนุ่มนวล

"เราต้องเข้าใจธรรมชาติของชีวิตนะลูก ว่าชีวิตของคนเราไม่ได้เดินบนเส้นทางที่ราบเรียบเสมอไป ต้องมีเรื่องแย่ๆ หรือเรื่องเลวร้ายแวะมาเยี่ยมเยียนทักทายเราอยู่เสมอ"

"แม่อยากให้เจ้าคิดในแง่ดีว่า หากเราไม่เจอกับอุปสรรค เราก็จะไม่รู้วิธีแก้ปัญหา หากเราไม่เจอกับเรื่องเลวร้าย เราก็จะไม่รู้วิธีรับมือกับมัน ถ้าเราคิดในทางกลับกันว่า หากเราสามารถผ่านพ้นเรื่องเหล่านี้ไปได้ ก็แสดงว่าเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นอีกขั้นหนึ่ง แม่คิดว่าชูร่าเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี เขาจึงมีชีวิตอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้"

"ครับ ท่านแม่" โรมตอบ ท่านแม่พูดถูก ข้ายังต้องเรียนรู้เรื่องต่างๆ อีกมากมาย เพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็ง สามารถปกป้องคุ้มครองเผ่าพันธุ์และคนที่ข้ารักได้

"เข้าเรื่องกันต่อดีกว่า อืม..สมมุติว่าเจ้าเป็นชูร่า เจ้าคิดว่าชูร่ากำลังคิดจะทำอะไร" ท่านราฟถามโรมด้วยรอยยิ้ม โรมนิ่งเงียบ แววตาครุ่นคิด เงียบไปครู่หนึ่ง

"ถ้าข้าเป็นท่านชูร่า ข้าจะหาทางแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มอสูร เพื่อหลอกล่อสอบถามข้อมูลของอสูรให้มากที่สุด จากนั้นค่อยวางแผนจัดการกับอสูรครับ" 

"ข้าก็คิดเหมือนกันครับว่า ท่านชูร่าน่าจะใช้วิธีนี้" บาลาสเห็นด้วยกับความคิดของโรม

"ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า หากท่านชูร่าใช้วิธีนี้จริงๆ ท่านชูร่าจะทำยังไงไม่ให้อสูรสงสัยและรู้ว่าตัวเองเป็นทายาทของท่านชาร์ลอต" ไรซานเอ่ยขึ้นอย่างกังวล

"ชูร่าเป็นคนฉลาด น่าจะหาวิธีตีสนิทกับกลุ่มอสูรได้ไม่ยาก"  ซารีน่าบอก ก่อนพูดทีเล่นทีจริง

"ไม่แน่น๊า อาจมีอสูรสาวๆ ที่เกิดถูกใจในหน้าตาของชูร่าเข้ามาตีสนิทกับชูร่าเองก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันก็เข้าทางชูร่าพอดี อย่าลืมสิว่าชูร่าหน้าตาดีจะตาย"

เรเซียเม้มปากเข้าหากัน รู้สึกไม่ชอบใจคำพูดของซารีน่า  รันบีบมือเบาๆ พูดกระซิบข้างหู

"ชูร่าไม่สนใจอสูรพวกนั้นหรอก เจ้าน่ารักกว่าตั้งเยอะ"

"บ้า! พูดอะไรของเจ้า ข้าไม่ได้คิดอะไรสักหน่อย" เรเซียว่าแก้เขิน หน้าแดงระเรื่อ รันหัวเราะชอบใจคิกคัก ทุกคนมองมาที่ทั้งคู่พร้อมกัน ทำให้รันกับเรเซียยิ้มแห้งๆ รีบก้มหน้าทันที

"ท่านราฟครับ ท่านบอกว่าท่านชูร่ามีใบหน้าคล้ายท่านซีพาเซียมาก ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ล่ะก็   ข้าคิดว่าเมื่อจอมอสูรเห็นท่านชูร่า อาจจะนึกสงสัยก็ได้ครับ" ฟาเรียเอ่ยอย่างกังวล

"เรื่องนั้นคงไม่มีปัญหา ข้าคิดว่าท่านชูร่าน่าจะใช้มนต์พรางตัว ปกปิดรูปร่างหน้าตาที่แท้จริงของตัวเองเอาไว้ เพราะไม่อย่างนั้น ท่านราฟก็ต้องทราบตั้งนานแล้วว่าท่านชูร่าคือท่านเรย์นอล" ฟิลออกความเห็น

"เจ้าหมายความว่า ตลอดระยะเวลาหนึ่งร้อยห้าสิบปีที่ผ่านมานี้ ชูร่าใช้มนต์ปกปิดรูปร่างหน้าตาที่แท้จริงของตัวเองเอาไว้เหรอ" วลาเนียร์ถาม

"ครับ ข้าคิดแบบนั้น"  ฟิล ผงกศีรษะ


"อาจเป็นไปได้ เพราะภาพของชูร่าที่จี้สะท้อนออกมาให้ข้าเห็นนั้น คล้ายซีพาเซียมาก แต่ชูร่าในตอนนี้ ไม่มีส่วนไหนเหมือนพ่อหรือแม่แม้แต่น้อย" ท่านราฟเห็นด้วย

"ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็ตัดปัญหาเรื่องนี้ไปได้น่ะสิครับ" ฟาเรียพูดอย่างโล่งอก

"แต่ว่า.. ท่านราฟครับ  ข้าเกรงว่าเมื่อชูร่าเข้าไปอยู่ท่ามกลางศัตรูที่ฆ่าพ่อแม่ของตัวเองแล้ว จะควบคุมอารมณ์โกรธแค้นไว้ไม่ได้ จนทำให้ลืมตัวเผลอแสดงกิริยาบางอย่างออกไป ทำให้อสูรสงสัยในตัวชูร่าขึ้นมา คราวนี้แทนที่จะได้กำจัดศัตรูกลับกลายเป็นตรงข้ามกัน" แอเรียลพูดขึ้นมาด้วยความไม่สบายใจ

"ท่านพ่อครับ มีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้พวกเราสามารถติดต่อกับท่านชูร่าได้" โรมถาม

"เจ้าหมายความว่า"  ท่านราฟมองหน้าโรม คาดเดาได้ทันทีว่าโรมคิดจะทำอะไร

โรมพยักหน้าให้ท่านราฟ กวาดสายตามองไปรอบห้อง พูดช้าๆ แต่หนักแน่นทุกถ้อยคำ

"ข้าคิดว่าพวกเราน่าจะหาทางติดต่อกับท่านชูร่า เพื่อแจ้งให้รู้ว่าพวกเราทราบเรื่องราวทั้งหมดแล้ว และพร้อมที่จะช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ข้าอยากให้ท่านชูร่ารู้ว่า ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว แต่ยังมีพวกเรา"

"เป็นความคิดที่ดีมาก หากชูร่าเข้าใจและยอมรับความช่วยเหลือจากเรา ก็เท่ากับว่าชูร่าจะเป็นสายสืบชั้นเยี่ยมของพวกเราเลยทีเดียว" ราเฟลเห็นด้วยกับความคิดของโรม

"ข้าเห็นด้วยครับ ท่านราฟ"  มิคาเอล แอเรียล กาลาฟและไวท์ไลฟ์สนับสนุนความคิดนี้เช่นกัน

"พวกเราก็เห็นด้วยค่ะ" ดิพเทอเรียและซารีน่าพูดพร้อมกัน

"แล้วพวกเจ้าล่ะ เห็นด้วยหรือเปล่า" ท่านราฟหันมาถามอนากอล และองครักษ์ทั้งสี่คนที่นิ่งเงียบ ซึ่งทั้งห้าคนพยักหน้าพร้อมยิ้มให้

"เป็นอันว่าทุกคนเห็นด้วยกับข้อเสนอของโรม" ท่านราฟสรุป รันรีบยกมือ

"มีอะไรหรือรัน"

"ท่านพ่อไม่ถามข้ากับเรเซียบ้างเลย ว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านพี่หรือเปล่า แม้เราสองคนจะอายุน้อยที่สุด แต่ก็มีสิทธิ์ออกเสียงไม่ใช่หรือคะ"

"ต้องขอโทษด้วย ข้าลืมสาวน้อยแสนซน ไปได้ยังไงกันนี่ เฮ้อ! สงสัยจะแก่แล้ว" ท่านราฟแกล้งเอามือตบหน้าผากตัวเองเบาๆ เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนในห้องดังลั่น

"ไหนคุณหนูแสนซนตอบมาหน่อยสิว่า เห็นด้วยหรือเปล่า" ท่านราฟถามเสียงร่าเริง

"เห็นด้วยค่ะ" รันกับเรเซียตอบเสียงดังฟังชัด

"เอ้า! ใครยังไม่ได้ตอบอีกบ้าง เดี๋ยวจะหาว่าข้าลำเอียงถามไม่ครบทุกคนนะ" ท่านราฟกวาดสายตาไปรอบห้องจนมาหยุดที่ท่านเกรซ ท่านราฟกระแอมเล็กน้อย

"ท่านราชินีแห่งเทพผู้งดงาม เห็นด้วยหรือเปล่าขอรับ"

"เห็นด้วยเจ้าค่ะ ท่านราชาปีศาจผู้ยิ่งใหญ่" ท่านเกรซตอบยิ้มๆ พร้อมค้อนงามๆ ให้ท่านราฟหนึ่งวง

ทุกคนจึงได้หัวเราะกันอีกรอบ องครักษ์ทั้งสี่คนและเรซีย มองท่านราฟกับท่านเกรซด้วยความชื่นชม ท่านทั้งสองน่ารักมาก เข้าใจสร้างบรรยากาศครื้นเครงอยู่เสมอ ทำให้ทุกคนไม่เครียดหรือกังวลใจจนเกินไป

"เอาล่ะ ได้หัวเราะคลายเครียดกันแล้ว ทีนี้ก็เข้าเรื่องกันต่อ อืม..ข้าพอจะมีวิธีติดต่อกับชูร่าที่อยู่ในแดนอสูร แต่ไม่แน่ใจว่าจะได้ผลหรือเปล่า" ท่านราฟเอ่ยเป็นการเป็นงาน
 
"วิธีอะไรหรือครับ/คะ" ทุกคนถามพร้อมกัน ท่านราฟมองไปทางองครักษ์ทั้งสี่คน ก่อนพูดขึ้น

 "คงต้องอาศัยพวกเจ้า ในการทำงานครั้งนี้ แต่ความเสี่ยงค่อนข้างสูง"

"ขอเพียงติดต่อท่านชูร่าได้ พวกเราสี่คนยอมเสี่ยงครับ" ไรซานตอบแทนเพื่อนทั้งสามคน

"ดีมาก สมแล้วที่เป็นคนของตระกูลหุบเขามรณะ เราจะเริ่มงานกัน หลังจากชำระคดีของเรด อีเกิ้ลกับปู่ของพวกเจ้าเรียบร้อยแล้ว"

"ครับ" องครักษ์ทั้งสี่คนรับคำพร้อมกัน

"ท่านราฟครับ" อนากอลยกมือขึ้น

"มีอะไรหรืออนากอล"


"ตอนที่ท่านราฟเรียกประชุมเทพและปีศาจนั้น พวกเสนาธิการของแม่ทัพปีศาจทั้งสี่คน ไม่มีใครมาสักคนเดียว ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่ท่านราฟกับท่านเกรซปรากฏตัว ทหารเทพและทหารปีศาจจะต้องมารายงานตัวทันที ท่านราฟจะให้ทำยังไงกับพวกนี้ครับ"

"อืม..จริงด้วย ข้าไม่เห็นหน้าพวกนั้นเลย"

"ให้ข้าไปนำตัวพวกมันมาที่นี่ดีไหมครับ" ราเฟลรีบอาสา ซารีน่าหันมากระซิบกับดิพเทอเรียเบาๆ

"รีบเสนอหน้าเชียว สงสัยอยากต่อสู้จนตัวสั่น"

มิคาเอลกับแอเรียลที่นั่งใกล้ได้ยินคำพูดของซารีน่า แม้ฟังไม่ค่อยถนัดแต่ก็พอจะจับใจความได้ ส่งสายตามาทางซารีน่า เป็นทำนองว่าอย่าให้ราเฟลได้ยินเชียวนะ ไม่งั้นเป็นเรื่อง

ดิพเทอเรียตีแขนซารีน่าดังเพี๊ยะ อีกฝ่ายสะดุ้งเผลอร้องออกมาเสียงดังด้วยความลืมตัว

"โอ๊ย! เจ็บนะ เบาๆ หน่อยสิ มือหนักชะมัด"

"เจ้าสองคนมีอะไรกันหรือ" ท่านเกรซถาม คนอื่นก็มองทั้งคู่ด้วยความสงสัย ดิพเทอเรียยิ้มหวาน รีบพูด

"ไม่มีอะไรค่ะ ท่านเกรซ ซารีน่าบ่นว่าคันแขน เกาเท่าไหร่ก็ไม่หายคันสักที ข้าก็เลยตีแขนไปหนึ่งครั้ง เผื่อว่าจะหายคัน"

ซารีน่าทำหน้าเหวอ อ้าปากจะพูด แต่ดิพเทอเรียใช้มือข้างหนึ่งหยิกต้นขาเบาๆ กระซิบเสียงดุ

"ไม่ต้องพูดอะไรเลยนะ หรือว่าเจ้าอยากให้ข้าพูดความจริงว่าเจ้านินทาท่านราเฟล"

ซารีน่าหุบปากทันที หันไปมองราเฟลที่กำลังหันไปทางอื่น นึกต่อว่าในใจ  เพราะท่านคนเดียว ข้าจึงโดนดิพเทอเรียหยิก

"เหรอจ๊ะ แล้วเจ้าดีขึ้นหรือยัง ถ้ายังไม่ดีขึ้น เดี๋ยวข้าช่วยตีให้อีกคน ดีไหมจ๊ะ ซารีน่า" ท่านเกรซถาม

"ขอบคุณค่ะ ท่านเกรซ แต่ข้าหายคันแล้ว" ซารีน่ายิ้มเจื่อนๆ มิคาเอลกับแอเรียลที่รู้เหตุการณ์ดีกว่าใคร เอามือกุมท้องกลั้นหัวเราะเอาไว้ ขณะที่คนอื่นต่างเข้าใจตามที่ดิพเทอเรียบอก จึงไม่ติดใจหรือสงสัยอะไรอีก

ท่านราฟใช้มือเคาะโต๊ะเบาๆ อย่างใช้ความคิด สายตามองไปยังขุนพลเทพสามคนที่นั่งเรียงกัน

"อนากอล เจ้าบอกว่าให้ขุนพลเทพอีกห้าคนที่เหลือเฝ้าจับตาดูพวกนั้นอยู่ ใช่ไหม"

"ครับ ท่านราฟ" อนากอลตอบ ก่อนแจกแจงรายละเอียดให้ท่านราฟและทุกคนทราบ

"ข้าจัดให้บียอฟเฝ้าจัสติน , แซนดราเฝ้าแคลโล ,เบลาอีสเฝ้าไอเน็ก และธอร์นสันกับเบลลา สองคนนี้เฝ้าแมคคอลครับ"

 "พรุ่งนี้เช้า เอเกอร์ เจ้าไปสมทบกับบียอฟ ไซบรัสเจ้าไปหาแซนดรา ส่วนวลาเนียร์เจ้าไปช่วยเบลาอีส เพื่อนำตัวเสนาธิการของแม่ทัพปีศาจมาที่นี่ หากพวกนั้นขัดขืน อนุญาตให้ใช้กำลังได้"

"ครับ ท่านราฟ" ขุนพลเทพทั้งสามคนรับคำพร้อมกัน ท่านราฟหันมาทางท่านเกรซ

 "ส่วนธอร์นสันกับเบลลา รบกวนท่านแจ้งให้ทั้งคู่ทราบด้วย"

ท่านเกรซแบมือข้างหนึ่ง เกิดลำแสงสีรุ้งพวยพุ่งออกมา ขยายตัวกว้างเป็นกรอบสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ลอยมาอยู่ตรงหน้าทุกคน ท่านเกรซมองเข้าไปที่กรอบสี่เหลี่ยม พูดเสียงนุ่มนวล

"ธอร์นสัน เบลลา ได้ยินเสียงข้าหรือไม่"

เพียงเสี้ยววินาที ที่ท่านเกรซส่งเสียงเรียกไป กรอบสี่เหลี่ยมเรืองแสงเจิดจ้า ภาพของชายหญิงคู่หนึ่งปรากฏขึ้นมาในกรอบสี่เหลี่ยม ผู้ชายรูปร่างสูงสมส่วน ดวงตาสีน้ำตาลอ่อน ผมสั้นสีเงิน ส่วนผู้หญิงหน้าตาน่ารัก ดวงตากลมโตสีน้ำเงิน ผมยาวสีทองรวบขึ้นสูง ทั้งคู่ทำความเคารพท่านเกรซพร้อมกัน

"ขุนพลเทพธอร์นสัน ขุนพลเทพเบลลา รายงานตัวครับ/ค่ะ ท่านเกรซ"

"ไม่เจอกันนาน พวกเจ้าสบายดีหรือเปล่า" ท่านเกรซถามทุกข์สุขของทั้งคู่

"พวกเราสบายดีครับ ท่านราฟกับท่านเกรซหายไปนานมาก สบายดีหรือเปล่าครับ"

"สบายดีจ้ะ อนากอลบอกข้าว่า ตอนนี้พวกเจ้ากำลังจับตาดูความเคลื่อนไหวของแมคคอล ใช่ไหม"

"ค่ะ พวกเราจับตาดูแมคคอลมาสามวันแล้ว แต่ยังไม่พบสิ่งใดผิดปกติค่ะ"

"แสดงว่าเวอร์บีการ์ยังไม่ได้ติดต่อกับแมคคอลสินะ" ท่านเกรซรำพึงเบาๆ

"ท่านเกรซ จะให้พวกเราจับตามองแมคคอลอีกสักระยะหนึ่งก่อนดีไหมครับ"

"ไม่ต้อง พรุ่งนี้เช้า พวกเจ้าสองคนเข้าไปหาแมคคอล บอกให้เดินทางมารายงานตัวที่น็อธ บิ๊ก ซิตี้ หากแมคคอลแสดงท่าทีขัดขืน อนุญาตให้ใช้กำลังจับกุมได้ทันที"

"รับบัญชาครับ/ค่ะ" ธอร์นสันกับเบลลารับคำพร้อมกัน ท่านราฟลุกขึ้นเดินมายืนตรงหน้ากรอบสี่เหลี่ยม เมื่อทั้งคู่เห็นท่านราฟ รีบทำความเคารพทันที ท่านราฟยิ้มให้

"พรุ่งนี้ เจ้าสองคนอาจจะต้องออกแรงสักหน่อย แต่ข้าเชื่อว่าพวกเจ้าต้องพาแมคคอลมาที่นี่ได้แน่"

"พวกเราจะไม่ทำให้ท่านราฟผิดหวังครับ"

"ดีแล้ว ระวังตัวด้วย"

"ขอบคุณค่ะ"

เมื่อจบคำพูดนั้น ภาพในกรอบสี่เหลี่ยมก็สลายหายไปพร้อมๆ กับลำแสงสีรุ้งบนมือท่านเกรซ

 หลังจากนั้นท่านราฟให้ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อน เพราะวันนี้เหน็ดเหนื่อยกันมามาก เมื่อทุกคนเดินออกไปจนหมดแล้ว ท่านราฟหลับตาลง เอนหลังพิงเก้าอี้ ถอนหายใจออกมาเบาๆ

"ท่านกังวลเรื่องของชูร่าหรือคะ" ท่านเกรซเข้ามายืนด้านหลัง ใช้มือนวดบ่าท่านราฟอย่างเบามือ

"เกรซ ทำไมข้าถึงไม่เฉลียวใจเลยนะว่า ชูร่ากับเรย์นอลคือคนๆ เดียวกัน" ท่านราฟพูดทั้งที่ยังหลับตา

"เรื่องบางเรื่องก็เหมือนเส้นผมบังภูเขา ไม่ใช่เฉพาะท่านหรอกค่ะที่เป็น คนอื่นก็เป็นเช่นเดียวกัน ข้าคิดว่าชาร์ลอตกับซีพาเซียจะต้องดีใจ ที่รู้ว่าลูกชายของพวกเขายังมีชีวิตอยู่"

 "ร้อยห้าสิบปีก่อน ข้าช่วยชาร์ลอตกับซีพาเซียไม่ได้ แต่ครั้งนี้ ข้าจะต้องช่วยลูกชายของพวกเขาให้ได้"

"ชูร่าเคยหนีรอดจากการตามล่าของอสูรมาได้แล้วครั้งหนึ่ง โดยมีเรเซียเป็นตัวช่วย ถึงแม้ว่าเรเซียจะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม การที่เรเซียเดินทางย้อนเวลากลับไปในอดีตครั้งนั้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของชูร่า บางทีโชคชะตาอาจกำหนดให้สองคนนี้มีชะตาชีวิตร่วมกันก็เป็นได้"


ท่านราฟยิ้มออกมา ลืมตาขึ้นมองหน้าท่านเกรซที่ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน

"เชื่อข้าเถอะค่ะ ชูร่าจะต้องปลอดภัยจากอสูร ถ้าไม่เชื่อคำพูดของข้าซึ่งเป็นราชินีแห่งเทพ แล้วท่านจะไปเชื่อใครล่ะคะ"

"นั่นสิ ถ้าไม่เชื่อภรรยาที่น่ารักเช่นเจ้า แล้วจะให้ไปเชื่อใคร จริงไหม" ท่านราฟกระเซ้าเสียงร่าเริง ทำให้ท่านเกรซหัวเราะออกมาเบาๆ


                                                       ****************************************************************

วันรุ่งขึ้น ในห้องพักของนอยด์ ขณะนั้นเอเกอร์ได้สั่งความนอยด์กับเอลสัน ก่อนออกเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากท่านราฟ

"เจ้าสองคน อยู่ที่นี่กับท่านกาลาฟและท่านไวท์ไลฟ์ไปก่อน หากมีอะไรที่พอจะช่วยพวกท่านทั้งสองได้ก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เข้าใจหรือเปล่า"

"ครับ"

"ท่านพ่อระวังตัวด้วยนะครับ"

"รู้น่า เจ้าสั่งพ่อทุกครั้งเลยนะ ลืมไปแล้วหรือไงว่าพ่อเป็นขุนพลเทพ"

"ไม่ลืมครับ แต่อดห่วงไม่ได้"

"ท่านลุงไม่เป็นอะไรหรอก เจ้าเลิกห่วงได้แล้ว" เอลสันว่านอยด์เสียงเข้ม เอเกอร์หัวเราะเบาๆ ใช้มือโอบบ่านอยด์กับเอลสันไว้คนละข้าง

 "พ่อจะรีบไปรีบกลับ เมื่อคืนท่านอนากอลได้ติดต่อบียอฟแล้วว่า พ่อจะใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเองไปที่นั่น จากนั้นเราทั้งคู่จะเข้าไปหาจัสตินพร้อมกัน"

"ท่านลุงครับ หลังจากจัดการเรื่องทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว พวกเราค่อยไปเที่ยวด้วยกันนะครับ ข้าจะชวนท่านป้าไปด้วย"

"ได้เลย พวกเราสี่คนไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกันตั้งนานแล้วนี่นา เอ้า ได้เวลาแล้ว ไปก่อนนะ" เอเกอร์คลายมือจากบ่าของทั้งคู่ เดินตรงไปที่ประตูห้อง เมื่อเปิดออกพบว่าไซบรัสกับวลาเนียร์ยืนคอยอยู่ก่อนแล้ว

"พวกท่านระวังตัวด้วยนะครับ" นอยด์บอก ไซบรัสยิ้มให้ ส่วนวลาเนียร์หัวเราะเบาๆ จากนั้นขุนพลเทพทั้งสามคนได้แวะไปลาท่านราฟที่ห้องหนังสือ

"พวกเจ้าระวังตัวด้วย"

"ครับ ท่านราฟ"

ร่างของขุนพลเทพทั้งสามคนเลือนหายไป  ท่านราฟได้เรียกประชุมทุกคนอีกครั้งเพื่อสั่งงาน  โดยมอบหมายให้อนากอลกับแอเรียล อยู่กับกาลาฟและไวท์ไฟล์ที่น็อธ บิ๊ก ซิตี้

มิคาเอล ราเฟล ดิพเทอเรียและซารีน่าไปที่เมืองพอร์ตแลนด์ เพื่อคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของอสูร

โรม รัน องครักษ์ทั้งสี่คน และเรด อีเกิ้ล เดินทางไปหุบเขามรณะพร้อมกับท่านราฟและท่านเกรซ  โดยรันขออนุญาตท่านราฟให้พาเรเซียไปด้วย ซึ่งท่านราฟอนุญาต สร้างความดีใจให้กับรันและเรเซียเป็นอย่างมาก

เมื่อสั่งงานเรียบร้อย ท่านราฟเรียกมิคาเอล ราเฟล ดิพเทอเรียและซารีน่าให้มายืนตรงหน้า ไล่สายตามองหน้าทีละคน กล่าวเสียงเข้ม

 "พวกเจ้าทั้งสี่คน หากบังเอิญเจออสูรระหว่างทาง ขอให้ดูท่าทีของพวกนั้นให้ชัดเจนก่อนว่าต้องการอะไร อย่าวู่วามเด็ดขาด โดยเฉพาะราเฟล เข้าใจไหม"

"ครับ ท่านราฟ ข้าจะท่องให้จำขึ้นใจ"

"ดีมาก พวกเจ้าจะใช้เวลาในการสืบข่าวกี่วันก็ได้ แต่อย่าลืมส่งข่าวมาเป็นระยะๆ เข้าใจหรือเปล่า"

"เข้าใจครับ" มิคาเอลรับคำ

"อีกเรื่องหนึ่ง แม้พวกเจ้าจะมีฝีมือสูง แต่ก็อย่าประมาท หากจำเป็นต้องปะทะกับอสูร ขอให้พวกเจ้ารวมกลุ่มกันไว้ อย่าแยกตัวออกจากกลุ่มเด็ดขาด เพราะอสูรมักใช้วิธีรุมทำร้ายคู่ต่อสู้"

"ค่ะ ท่านราฟ" ดิพเทอเรียกับซารีน่ารับคำพร้อมกัน 

"ขอให้พวกเจ้าโชคดี"

"ขอบคุณครับ/ค่ะ"

ร่างของสองแม่ทัพเทพ สองขุนพลปีศาจ ค่อยๆ เลือนหายไป ท่านราฟหันมาทางอนากอล

 "เจ้าช่วยสร้างบาเรียเทพคุ้มกันเมืองนี้ให้แน่นหนา ข้าสังหรณ์ใจว่าอสูรจะลอบเข้ามาสืบข่าวที่นี่"

 "เรื่องนั้นท่านราฟไม่ต้องกังวลครับ ข้าจะวางค่ายกลเวทย์มนต์ชั้นสูงไว้รอบเมือง เพื่อป้องกันอสูรลักลอบเข้ามา" อนากอลบอกให้ท่านราฟสบายใจ

"มีเจ้าอยู่ที่นี่ ข้าก็หายห่วง" ท่านราฟตบบ่าอนากอลเบาๆ

 เมื่อสั่งงานเสร็จ ก่อนเที่ยงเล็กน้อย คณะของท่านราฟ รวมทั้งหมดเก้าคนกับหนึ่งตัวก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่หุบเขามรณะ เพื่อชำระคดีความของเรด อีเกิ้ลกับองครักษ์รุ่นแรก

                                                   ***************************************************
 ภายในปราสาทชั้นในของจอมอสูร  ขณะนั้น อาร์ทีเมียพร้อมด้วยองครักษ์ทั้งสามคน ประกอบไปด้วย ฟลิท ฮันเซย์และทินเซล ได้สำรวจความเรียบร้อยของตัวเอง เพื่อเตรียมตัวเดินทางมายังดินแดนของมนุษย์

"เรียบร้อยหรือยัง พวกเราต้องรีบไป" อาร์ทีเมียถามองครักษ์ทั้งสามคน

"เรียบร้อยแล้วครับ ท่านอาร์ทีเมีย" ฟลิทตอบแทนเพื่อนอีกสองคน

"ท่านอาร์ทีเมีย พวกเราจะแวะไปที่เมืองพอร์ตแลนด์ก่อนใช่ไหมครับ" ทินเซลถาม

"ใช่ ข้าจะแวะไปที่นั่นก่อน เพื่อเก็บข้อมูลบางอย่าง"

"หลังจากเก็บข้อมูลแล้ว พวกเราจะไปที่ไหนต่อครับ" ฮันเซย์ถาม

อาร์ทีเมียบิดขี้เกียจเล็กน้อย  ดวงตาฉายแววซุกซนเหมือนเด็กๆ ตอบน้ำเสียงร่าเริง

"ข้าจะไปที่เมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้"

"อะไรนะครับ! " องครักษ์ทั้งสามคนอุทานพร้อมกัน อาร์ทีเมียมองอาการขององครักษ์ด้วยความขบขัน

"ทำไมต้องทำหน้าตกใจแบบนั้นด้วย"

"ท่านอาร์ทีเมีย ข้าว่าไม่เหมาะที่พวกเราจะไปที่นั่นกัน" ฟลิทท้วงน้ำเสียงไม่สบายใจแต่อาร์ทีเมียกลับหัวเราะชอบใจ ยักไหล่เล็กน้อย ถามน้ำเสียงสบายๆ

"ทำไมล่ะ ไม่เหมาะตรงไหนหรือ"

"ท่านอาร์ทีเมีย น่าจะทราบดีว่า ที่เมืองนั้นเพิ่งเกิดเรื่องอะไรขึ้น ถ้าความเข้าใจของข้าถูกต้อง ข้าคิดว่าราชาปีศาจอาจอยู่ที่นั่น" ฮันเซย์เอ่ยขึ้นมา น้ำเสียงกังวล

"อยู่แล้วทำไม ไม่อยู่แล้วทำไม ข้าแค่แวะไปเที่ยว ไม่ได้ไปท้ารบกับราชาปีศาจสักหน่อย"

"แต่ว่า" ฮันเซย์จะพูดต่อ แต่อาร์ทีเมียยกมือห้าม ดวงตาเริ่มฉายแววไม่พอใจ ฟลิทกับทินเซลรีบสะกิดฮันเซย์ให้นิ่งเงียบ

"ตามใจท่านอาร์ทีเมียแล้วกันครับ พวกข้าไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น" ทินเซลเอ่ยขึ้น

"ดีมาก งั้นพวกเราก็ไปกันได้แล้ว" อาร์ทีเมียยิ้มพอใจ ก้าวออกมาจากห้องอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้องครักษ์ทั้งสามคนมองตามไปอย่างไม่สบายใจ แต่ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเดินตามหลังอาร์ทีเมียไป

อาร์ทีเมียเดินฮัมเพลงออกมานอกปราสาทอย่างอารมณ์ดี สายตามองตรงไปข้างหน้า เห็นทะเลสีครามสดใส ไกลออกไปเป็นเทือกเขาสูงเหมือนกำแพงขนาดใหญ่ทอดตัวเป็นแนวยาว หลังเทือกเขานั้นเป็นประตูของดินแดนอสูร เมื่อก้าวพ้นออกไปจะมองเห็นทะเลลาวาเดือดพล่าน ทะเลที่กั้นดินแดนอสูรกับดินแดนมนุษย์เอาไว้  อาร์ทีเมียหันมาบอกองครักษ์ทั้งสามคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง 
 
"ไปกันเถอะ"

ทั้งหมดลอยตัวขึ้นสูง มุ่งหน้าไปยังเทือกเขา อาร์ทีเมียยิ้มมุมปาก ภาพใบหน้าของโรมกับรันแวบผ่านเข้ามา ทายาทราชาปีศาจ ข้าจะได้เจอพวกเจ้าแล้ว

                                           ***********************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

474 ความคิดเห็น