มหาเวทย์จักรพรรดิ ภาคจอมราชันย์

ตอนที่ 5 : ชาร์ลอต ราชาแมงมุมสีทอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 831
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    16 เม.ย. 51

บทที่ 5  ชาร์ลอต ราชาแมงมุมสีทอง

หลังจากรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย เรด อีเกิ้ลได้ขออนุญาตท่านราฟออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอก ซึ่งท่านราฟอนุญาต  เมื่อเรด อีเกิ้ลออกไปแล้ว ท่านราฟชวนทุกคนเข้าไปนั่งคุยในห้องทำงานของกาลาฟ แต่เอ็ดดี้ ชาร์ค นอยด์ เรเซียและเอลสันขอตัวไปพักผ่อนในห้อง เพราะรู้ดีว่าท่านราฟต้องการจะคุยเรื่องงาน ซึ่งท่านราฟอนุญาตให้ไปได้ ยกเว้นเรเซียที่ท่านราฟบอกว่าให้ตามเข้าไปด้วย สร้างความแปลกใจให้กับทุกคนเป็นอย่างมาก แต่ไม่มีใครกล้าถาม  เมื่อเข้ามาในห้องทำงานของกาลาฟ ท่านราฟจึงพูดขึ้น

"พวกเจ้าคงแปลกใจว่าข้าจะคุยเรื่องอะไร แล้วทำไมต้องให้เรเซียเข้ามาด้วย ใช่ไหม"

"ครับ" อนากอลตอบแทนทุกคน สายตาทุกคู่มองไปที่เรเซียเป็นจุดเดียวกัน เรเซียขยับตัวอย่างอึดอัด เพราะไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมท่านราฟจึงเรียกให้เข้ามาในห้องนี้ด้วย

"ที่ท่านราฟให้เรเซียเข้ามาด้วย เพราะว่าเรื่องที่จะคุยต่อไปนี้ เกี่ยวข้องกับเรเซียโดยตรง" ท่านเกรซบอก

"เรื่องอะไรหรือคะ ท่านแม่" รันถาม ท่านเกรซยิ้มให้ลูกสาว พูดน้ำเสียงอ่อนโยน

"เดี๋ยวให้ท่านพ่อเล่าดีกว่านะจ๊ะ เพราะเกี่ยวข้องกับท่านพ่อเช่นกัน"
 
"เกี่ยวกับจี้ที่เรเซียใส่หรือเปล่าคะ"

"ทำไมเจ้าคิดว่าพ่อจะพูดเรื่องจี้ของเรเซียล่ะ รัน" ท่านราฟถาม 

"หลังจากที่ท่านแม่ขอดูสร้อยกับจี้ของเรเซียแล้ว ท่านแม่ก็พาเรเซียออกไปจากห้องหายไปนานมากจนถึงเวลาทานอาหารค่ำ ข้าจึงเห็นเรเซียเดินมาพร้อมกับท่านแม่"

"พอทานอาหารเสร็จ ท่านพ่อก็เรียกพวกเราให้เข้ามาคุยในห้องนี้ โดยให้เรเซียเข้ามาด้วย แสดงว่าต้องเกี่ยวกับจี้ของเรเซีย ใช่ไหมคะ ท่านพ่อ" รันยิ้มแฉ่ง เอามือกอดอก พูดน้ำเสียงมั่นใจเต็มเปี่ยม

ท่านราฟ ท่านเกรซและโรมมองรันด้วยแววตาขบขัน  ดูทำท่าเข้าสิ คงคิดว่าตัวเองฉลาดแล้วสินั่น

กลุ่มองครักษ์ซึ่งชินกับนิสัยของรันอดยิ้มออกมาไม่ได้ คนอื่นๆ  มองรันอย่างเอ็นดู นึกในใจเหมือนกันว่าลูกสาวของท่านราฟน่ารักมาก

"ทำไมพวกท่านมองหน้าข้าแบบนี้ ข้าพูดอะไรผิดเหรอ" รันงงเมื่อเห็นว่าทุกคนต่างพากันอมยิ้ม เมื่อเห็นทุกคนนิ่งเงียบ จึงหันมาทางฟิล

"ท่านฟิล ท่านยิ้มทำไม ข้าไม่ได้พูดเรื่องตลกสักหน่อย" 

 ฟิลเอานิ้วชี้เข้าหาตัวทำนองว่าถามข้าเหรอ รันมองอย่างขัดใจ พูดน้ำเสียงงอนๆ ด้วยความลืมตัว

"ข้าถามท่านนั่นแหละ ทำไมไม่ตอบ"

ฟิลมีสีหน้าลำบากใจ กำลังคิดว่าจะตอบยังไงดี เพราะจับน้ำเสียงได้ว่ารันเริ่มงอน ขืนตอบไม่ดีอาจทำให้รันงอนมากกว่าเดิม  ฟิลไม่ทันจะตอบคำถาม ท่านราฟก็พูดขึ้นมาซะก่อน 

"คนอื่นก็ยิ้มกันทั้งนั้น ทำไมต้องเจาะจงถามฟิลด้วยล่ะรัน"
 
"ก็ข้าติดปากชื่อท่านฟิลนี่นา" รับตอบอย่างรวดเร็ว ท่านราฟอมยิ้ม ถามต่อ

"ทำไมถึงติดปากชื่อฟิลบ่อยกว่าคนอื่นล่ะ"

"ก็..." รันชะงักคำพูดค้างไว้แค่นั้น เพิ่งรู้สึกตัว หน้าใสๆ แดงซ่านไปจนถึงใบหู

"ก็ชื่อท่านฟิลเรียกง่ายกว่าชื่อคนอื่นนี่คะ ท่านพ่อ" รันหลบตาท่านราฟ พูดอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง

"เพิ่งรู้นะนี่ว่าชื่อฟิลเรียกง่ายกว่าชื่ออื่น" ท่านราฟพูดยิ้มๆ มองบุตรสาวด้วยสายตาล้อเลียน

คนอื่นเพิ่งจะเข้าใจ ทุกคนมองฟิลกับรันสลับกัน คราวนี้คนที่หน้าแดงกลับกลายเป็นฟิลซะเอง

"เอาล่ะ แซวพอหอมปากหอมคอเถอะท่านราฟ จะได้เข้าเรื่องสักทีฝ" ท่านเกรซพูดกลั้วหัวเราะ ฟิลกับรันหน้าแดงก่ำ ทำให้ทุกคนหัวเราะออกมา จากนั้นท่านราฟจึงพูดเป็นการเป็นงาน

"เรื่องที่ข้าจะคุยกับพวกเจ้า คือเรื่องจี้ของเรเซีย"

ทุกคนมีสีหน้าฉงน ท่านเกรซเรียกเรเซียให้มายืนข้างๆ จากนั้นท่านเกรซใช้มือดึงสร้อยของเรเซียออกมาจากปกเสื้อ เมื่อเห็นจี้ของเรเซีย อนากอลกับมิคาเอลพูดขึ้นทันที

"จี้นี้มีกลิ่นไอปีศาจนี่ครับ แสดงว่า.." ทั้งคู่หันมามองเรเซียพร้อมกัน แอเรียลกับราเฟลมีสีหน้าไม่สบายใจนัก ก่อนที่แอเรียลจะพูดขึ้น
 
"เรเซีย รู้หรือเปล่าว่าการที่ปีศาจมอบเครื่องประดับให้กับเจ้า หมายความว่าอย่างไร"

"จี้นี้เป็นของปีศาจหรือคะ ข้าไม่เคยรู้มาก่อน" เรเซียถามเสียงเบา สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง

"ใช่ จี้นี้เป็นของปีศาจ การที่ปีศาจมอบเครื่องประดับให้กับเจ้า หมายความว่าเขาเลือกเจ้าเป็นเจ้าสาวของเขา" ราเฟลอธิบายให้ฟัง เรเซียใจเต้นแรง ภาพเด็กหนุ่มคนนั้นแวบผ่านเข้ามา พี่ชายคนนั้นเป็นปีศาจหรือนี่

"พวกเจ้าเคยเห็นปีศาจคนไหนใส่สร้อยกับจี้แบบนี้บ้างหรือเปล่า" ท่านราฟถามขุนพลปีศาจทั้งสองคน

"ไม่เคยเห็นค่ะ ท่านราฟ"  ดิพเทอเรียกับซารีน่าตอบพร้อมกัน  ไรซานสะกิดโรมเบาๆ เมื่อโรมหันมา เห็นแววตาของไรซานที่มองมาจึงพยักหน้า ก่อนพูดขึ้น

"ท่านพ่อครับ ข้าขอปรึกษาสักนิดได้ไหมครับ"

"ได้สิ เรื่องอะไรหรือ"

"หลังจากออกจากห้องประชุมเมื่อตอนบ่าย ท่านฟิคเกอร์ซึ่งเป็นหัวหน้าทหารของที่นี่ ได้เข้ามาพูดคุยกับกลุ่มของท่านฟิลเกี่ยวกับเรื่องของเรเซีย"

"เอ๊ะ! ฟิคเกอร์มีอะไรหรือโรม" กาลาฟกับไวท์ไลฟ์ถามพร้อมกัน

"เรื่องมันเป็นแบบนี้ครับ" โรมเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ทุกคนฟังอย่างละเอียด ตลอดเวลาที่ฟัง ท่านราฟมีสีหน้าเคร่งขรึม กลุ่มแม่ทัพเทพ ขุนพลเทพและขุนพลปีศาจมีสีหน้าประหลาดใจปนงุนงง แต่เรเซียกลับนิ่งเงียบ ในหัวเต็มไปด้วยความสับสน ไม่แน่ใจว่าชูร่ากับพี่ชายคนนั้น คือคนเดียวกันหรือเปล่า

"ท่านพ่อคิดว่าเป็นไปได้ไหมครับว่า ชูร่าคือปีศาจที่จับจองเรเซียไว้ แต่พวกเราหาคำตอบไม่ได้ว่าชูร่าไปเจอเรเซียเมื่อไหร่" โรมขอความเห็นหลังจากเล่าจบ ท่านราฟหันมาถามดิพเทอเรียและซารีน่า

"เจ้าสองคนใกล้ชิดชูร่ามากกว่าข้า พอจะรู้ไหมว่าชูร่ามีญาติพี่น้องหรือครอบครัวบ้างหรือเปล่า"

"ชูร่าไม่เคยพูดถึงครอบครัวหรือญาติพี่น้องของตัวเองเลยค่ะ ท่านราฟ" ซารีน่าบอก ส่วนดิพเทอเรียกำลังนึกทบทวนอะไรบางอย่าง ก่อนพูดขึ้น

"ท่านราฟคะ ข้ากับชูร่ามักจะพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องเวทย์มนต์แขนงต่างๆ ด้วยกันเสมอ ชูร่าเคยพูดทีเล่นทีจริงกับข้าว่าเขาสามารถสร้างสายใยพิศวงได้ ข้าจึงถามไปว่าอะไรคือสายใยพิศวง แต่ชูร่ากลับหัวเราะแล้วบอกว่าอย่าไปสนใจเลย"

" ตอนนั้นข้าไม่ได้คิดอะไร แต่หลังจากนั้นไม่นาน ข้าบังเอิญได้ยินท่านโรซาร์เนียร์คุยกับท่านเวอร์บีการ์ว่า ในบรรดาเวทย์มนต์ที่หายสาบสูญไปนั้น สายใยพิศวง เป็นมนต์ที่อันตรายมากที่สุดแต่น่าเสียดายที่มันหายไปพร้อมกับการล่มสลายของปีศาจแมงมุมตระกูลหนึ่ง เมื่อได้ยินดังนั้น ข้าจึงสงสัยว่าทำไมชูร่ารู้จักมนต์ที่หายสาบสูญไปแล้ว แต่ข้าไม่ได้ถามชูร่าเพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวของชูร่าค่ะ"

"เจ้าเคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังบ้างหรือเปล่า" ท่านราฟถามด้วยใบหน้าเคร่งขรึม

"ไม่เคยค่ะ เพราะหลังจากนั้นชูร่าก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้อีกจนข้าลืมไปแล้ว จนกระทั่งท่านราฟถามถึงเรื่องชูร่าขึ้นมา ข้าจึงนึกออกเลยคิดว่าบางทีเรื่องนี้อาจทำให้พอทราบเบาะแสอะไรได้บ้าง"

ท่านเกรซมองแววตากังวลของท่านราฟอย่างเข้าใจ ถามเสียงเบา

"ใช่เขา ไหมคะ ท่านราฟ"

ท่านราฟผงกศีรษะแทนคำตอบ ค่อยๆ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ สายตามองออกไปด้านนอก ทุกคนมองอาการของท่านราฟด้วยความสงสัยแต่ไม่มีใครกล้าถาม  ผ่านไปครู่ใหญ่ ท่านราฟจึงพูดขึ้นมาน้ำเสียงเคร่งขรึม

"ถ้าความเข้าใจของข้าถูกต้อง ชูร่าคือเรย์นอล ทายาทเพียงคนเดียวของชาร์ลอตกับซีพาเซีย"

ทุกคนในห้องยกเว้นท่านเกรซ อนากอล กาลาฟ ไวท์ไลฟ์และเรเซีย ต่างมีสีหน้าประหลาดใจ เพราะไม่เคยมีใครรู้จักหรือได้ยินชื่อนี้มาก่อน  ท่านราฟถอนหายใจ จากนั้นเรื่องราวต่างๆ ก็ถูกถ่ายทอดออกมา

"เดิมทีเทพกับปีศาจไม่ยุ่งเกี่ยวกัน ต่างคนต่างอยู่ มีบ้างบางครั้งที่เผชิญหน้ากัน แต่ก็แค่กระทบกระทั่งกันนิดหน่อยเท่านั้น ไม่เคยรุนแรงถึงขั้นนองเลือดสักครั้ง จนกระทั่งไซคัสขึ้นเป็นราชาปีศาจคนใหม่ เขาได้ถือสาส์นไป ณ ดินแดนที่เทพอาศัยอยู่ เพื่อขอพบกับท่านมหาราชาแห่งเทพ ซึ่งเป็นพ่อของท่านเกรซ"

"เขาไปหาท่านมหาราชาแห่งเทพทำไมหรือครับ" เอเกอร์ซึ่งนั่งเงียบมานานถามขึ้น ท่านเกรซยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบแทนท่านราฟ

"ไซคัสมาคุยกับท่านพ่อของข้าว่า เดี๋ยวนี้ปีศาจมีการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างรวดเร็ว ทำให้ที่อยู่อาศัยเริ่มไม่เพียงพอ เขาจึงอยากให้เทพแบ่งดินแดนที่เทพอาศัยอยู่ให้กับปีศาจครึ่งหนึ่ง"

"เฮ้ย! เล่นขอกันดื้อๆ แบบนี้เลยเหรอ" ฟาเรียกับบาลาสอุทานออกมาพร้อมกัน 

"ท่านตาตอบว่ายังไงครับ ท่านแม่" โรมถาม   ท่านเกรซหันไปมองอนากอลที่นั่งข้างมิคาเอล

"ตอนที่ไซคัสถือสาส์นมา เจ้าก็อยู่ด้วยไม่ใช่หรือ ลองบอกหน่อยสิว่าท่านลุงของเจ้าตอบไปว่าอย่างไร"

"ท่านมหาราชาแห่งเทพเป็นลุงของท่านอนากอลหรือครับ" แอเรียลยกมือถาม หน้าตาเหรอหรา

"พ่อของข้าเป็นน้องชายของพ่อท่านเกรซ แต่ไม่มีใครรู้เรื่องนี้" อนากอลไขข้อสงสัย ทำให้ทุกคนอึ้งไปถนัด ซารีน่ามองแบบคาดไม่ถึง เพิ่งเข้าใจว่าทำไมอนากอลจึงมีสัตว์เทพคู่กาย และเก่งกว่าแม่ทัพเทพคนอื่นๆ

"ตอนที่ไซคัสมาขอพบ ข้ากับท่านลุงกำลังเล่นหมากรุกกัน ท่านลุงตอบไซคัสไปว่า ข้าทำตามที่ท่านขอไม่ได้หรอก เพราะประชากรเทพก็เพิ่มขึ้นทุกวันเช่นกัน หากแบ่งดินแดนให้ท่านไปแล้ว ข้ามิต้องไปขอแบ่งดินแดนจากพวกอสูรที่อยู่ฟากโน้นหรือ" อนากอลพูดถึงเหตุการณ์ในวันนั้นให้ฟัง

"ไซคัสไม่พอใจมาก เขาบอกว่าในเมื่อข้ามาขอจากท่านดีๆ แบบมิตรที่ดีพึงปฏิบัติกัน แต่ท่านไม่ให้ก็ไม่เป็นไร นับแต่นี้ไปข้าจะถือว่าปีศาจไม่เคยเป็นมิตรกับเทพ พูดจบแล้วเขาก็กลับไป" อนากอลเล่าถึงตรงนี้ก็หยุด หันมามองท่านราฟ ซึ่งท่านราฟยิ้มให้พร้อมพยักหน้าเมื่อรู้นัยความหมายนั้น ท่านราฟจึงเล่าต่อ

"หลังจากนั้นไม่นาน ไซคัสได้สร้างกองทัพปีศาจขึ้นมา โดยรวบรวมปีศาจฝีมือเก่งๆ มาเป็นทหาร มีปีศาจจำนวนไม่น้อยแปลกใจว่าทำไมต้องสร้างกองทัพปีศาจ ในเมื่อพวกเราไม่ได้ไปสู้รบกับใครที่ไหน หนึ่งในนั้นรวมข้ากับชาร์ลอตด้วย แต่ไซคัสบอกว่าจำเป็นต้องมีกองทัพปีศาจ เพื่อเอาไว้ป้องกันการรุกรานจากเผ่าพันธุ์อื่น"

"ด้วยเหตุนี้ กองทัพปีศาจจึงถือกำเนิดขึ้น ไซคัสแต่งตั้งท่านพ่อของข้าเป็นเสนาธิการฝ่ายบัญชาการรบ และแต่งตั้งชาร์ลอตเป็นหัวหน้าแม่ทัพปีศาจ แต่ชาร์ลอตรู้ดีว่าที่ไซคัสสร้างกองทัพขึ้นมา ก็เพราะต้องการทำสงครามกับเทพ จึงปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งนี้ ทำให้ไซคัสไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าทำอะไรชาร์ลอต"

"ทำไมท่านไซคัสจึงไม่กล้าทำอะไรท่านชาร์ลอตล่ะคะ ท่านพ่อ" รันถาม

"เพราะทั้งสองคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกันน่ะสิ"

"หมายความว่ายังไงคะ ท่านราฟ" ดิพเทอเรียกับซารีน่าถามพร้อมกัน

"จริงอยู่ว่าไซคัสเป็นราชาปีศาจ มีอำนาจสูงสุดในการปกครองปีศาจ หากใครขัดขืนคำสั่งย่อมถูกลงโทษ ซึ่งมันใช้ได้สำหรับปีศาจชนชั้นธรรมดาเท่านั้น"

"แต่ชาร์ลอตคือ ราชาแมงมุมสีทอง ผู้ซึ่งมีอำนาจสูงสุดในการปกครองปีศาจเผ่าพันธุ์แมงมุมทั้งหมด และเป็นตำแหน่งที่เหล่าปีศาจให้ความนับถือเทียบเท่าตำแหน่งราชาปีศาจของไซคัส"

"หากไซคัสทำโทษชาร์ลอตโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ ปีศาจแมงมุมทุกคนรวมทั้งปีศาจเผ่าพันธุ์อื่นย่อมไม่พอใจและอาจร่วมมือกันต่อต้าน ดังนั้นแม้จะไม่พอใจชาร์ลอตมากแค่ไหน ไซคัสก็ไม่กล้าเสี่ยง ได้แต่เก็บความไม่พอใจเอาไว้ภายใน"

"เมื่อบังคับชาร์ลอตไม่ได้ ไซคัสจึงแต่งตั้งคนอื่นขึ้นมาแทน ส่วนชาร์ลอตก็ใช้ชีวิตแบบเดิม แต่ท่านพ่อของข้าขอร้องให้ชาร์ลอตช่วยมาเป็นที่ปรึกษาให้ ชาร์ลอตเกรงใจท่านพ่อของข้า จึงตอบตกลง แต่มีข้อแม้ว่าจะคุยเรื่องงานกันที่บ้านของข้าเท่านั้นจะไม่แวะไปที่กองทัพปีศาจของไซคัสเด็ดขาด ซึ่งท่านพ่อยอมรับเงื่อนไขข้อนี้"

"ทำไมท่านไซคัสไม่แต่งตั้งท่านราฟแทนล่ะครับ" ไรซานถาม

"ไซคัสไม่ชอบขี้หน้าข้าเป็นการส่วนตัว จึงกีดกันไม่ให้ข้าเข้าร่วมกองทัพปีศาจ"

"เพราะอะไรหรือครับ ท่านราฟ" วลาเนียร์กับไซบรัสสงสัยระคนแปลกใจ

"เพราะข้าเป็นปีศาจเพียงคนเดียวที่มีผมสีแดงเพลิง"

"ข้าไม่เข้าใจค่ะ ท่านพ่อ" รันยกมือถามเลียนแบบแอเรียล เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนได้พอสมควร

"อะไรที่แตกต่างออกไปจากคนอื่นๆ มักจะไม่ได้รับการยอมรับ ข้าก็เช่นเดียวกัน ตอนเด็กๆ ข้าโดนคนอื่นๆ หาเรื่องแกล้งเป็นประจำ เพียงเพราะมีสีผมไม่เหมือนคนอื่น"

"ท่านราฟโดนแกล้งหนักมากไหมคะ" เรเซียถามเสียงเบา

"ไม่หรอก ข้าแสบพอตัวเหมือนกัน ข้าถือคติว่าถ้าเราไม่ยอมซะอย่าง ไม่ว่าใครก็ทำอะไรเราไม่ได้ ดังนั้นพอโดนแกล้งปุ๊บ ข้าก็เอาคืนปั๊บ แถมเอาคืนแรงกว่าเท่าตัว พวกที่คิดจะแกล้งข้าจึงล้มเลิกความคิด ไม่มีใครอยากทะเลาะหรือมีเรื่องกับข้าหรอก เพราะเวลาบ้าขึ้นมา ไม่มีใครเอาข้าอยู่สักคน"

"ซึ่งนิสัยแบบนี้ใช่ว่าจะดี แต่ข้าไม่เคยหาเรื่องใครก่อน เมื่อข้าโตขึ้น ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ทั้งด้านดีและด้านไม่ดี ได้นำสิ่งเหล่านี้มาประยุกต์ใช้กับตัวเอง ทำให้มีความเป็นผู้ใหญ่เพิ่มขึ้น นิสัยแสบๆ จึงลดลงไปมาก แต่ใช่ว่าจะหายไปซะทีเดียว ยังพอมีบ้างแต่ควบคุมได้" ท่านราฟเล่าน้ำเสียงชอบใจ 

 ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสมองท่านราฟด้วยความทึ่ง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมท่านปู่กับท่านพ่อจึงยอมศิโรราบต่อท่านราฟ เพราะเป็นคนแบบนี้นี่เอง

"เมื่อไซคัสกีดกันไม่ให้ข้าเข้าร่วมกองทัพปีศาจ ข้าก็เลยว่างเพราะไม่มีอะไรทำ จึงเดินทางท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ เพื่อหาประสบการณ์ ทำให้ท่านพ่อกับชาร์ลอตเริ่มบ่นว่าหาตัวข้ายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรซะอีก แต่ข้าไม่สนใจ ยังคงท่องเที่ยวไปเรื่อย จนครั้งล่าสุดที่ข้ากลับมาบ้าน"

 ภาพในอดีตค่อยๆ ผุดขึ้นมาจากห้วงความทรงจำของท่านราฟ ท่ามกลางความอยากรู้ของทุกคนในห้องที่ตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ
 
                                                                   ***********************************************************
 ภายในบ้านพักของโมนีอุส เสนาธิการฝ่ายบัญชาการรบของกองทัพปีศาจ ขณะนั้นมีชายสองคนกำลังนั่งคุยกันด้วยใบหน้าเคร่งเครียด  คนหนึ่งเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างสมส่วน ผมสีน้ำตาลเข้ม ดวงตาสีน้ำเงินฉายแววใจดี เขาคือโมนีอุส ส่วนอีกคนเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าคมสันชวนมอง ผมสีทองยาวถึงกลางหลัง ดวงตาสีฟ้าอ่อนฉายแววจริงจัง เขาคือชาร์ลอต ราชาแมงมุมสีทองรูปงามและเป็นที่ปรึกษาของโมนีอุส

 ประตูไม้ถูกผลักเข้ามาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับชายหนุ่ม หน้าตาคมเข้ม ดวงตาสีม่วงแฝงแววขี้เล่นอยู่เป็นนิจโผล่เข้ามา เมื่อเห็นบุคคลทั้งสอง จึงทักทายด้วยน้ำเสียงร่าเริง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

 "อ้าว! ทำไมวันนี้ท่านเสนาธิการกับท่านที่ปรึกษาทำหน้าตาเคร่งเครียดนักล่ะ"

"ราฟ! เจ้ากลับมาแล้ว" ชาร์ลอตลุกขึ้นมาสวมกอดคนตรงหน้า ขณะที่โมนีอุสมองบุตรชายด้วยใบหน้าเคร่งขรึม กล่าวตำหนิไม่จริงจังนัก

"ไปเที่ยวถึงไหนกัน คราวนี้เจ้าหายไปเกือบสามเดือนนะราฟ"

"ข้าแวะไปเที่ยวในดินแดนของมนุษย์มาครับ ท่านพ่อ ที่นั่นมีอะไรสนุกๆ ให้ทำเยอะแยะไปหมด ข้าเที่ยวเพลินไปหน่อย ต้องขอโทษด้วยครับ" ราฟตอบน้ำเสียงร่าเริง โมนีอุสกับชาร์ลอตอุทานออกมาพร้อมกัน

"ไปดินแดนของมนุษย์มา เจ้าจะบ้าหรือเปล่า!"

"ทำไมพวกท่านต้องทำหน้าตกอกตกใจแบบนั้นด้วย" ราฟเอามือกอดอก เอียงคอถามยิ้มๆ

"ปีศาจอย่างพวกเราไม่ควรไปข้องแวะกับมนุษย์นะราฟ หากพวกนั้นรู้ว่าเจ้าเป็นปีศาจ คงได้แตกตื่นกันยกใหญ่ แล้วถ้าบังเอิญไปเจอคนที่มีเวทย์มนต์สูงๆ อยากลองของขึ้นมา เจ้าจะเดือดร้อน" ชาร์ลอตบ่น

"นั่นสิ! เจ้านี่กล้ามาก ถึงพวกเราจะเป็นปีศาจ แต่ใช่ว่าจะตายไม่เป็น หากเจ้าไปเจอมนุษย์ที่มีเวทย์มนต์สูงๆ แล้วเขาคิดว่าเจ้าจะไปทำร้ายมนุษย์เข้า เจ้าคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น" โมนีอุสส่ายหัวเบาๆ

"โอ้โห! ท่านผู้สูงวัยทั้งสอง มาถึงก็บ่นๆๆ ไม่เห็นมีใครถามว่าข้าสบายดีไหม อ้วนขึ้นหรือผอมลงบ้างหรือเปล่า น่าน้อยใจชะมัด" ราฟแกล้งน้อยใจ แต่ดวงตาสีม่วงเป็นประกายแพรวพราว

"ไม่ต้องมาทำท่าน้อยใจ พ่อรู้ว่าเจ้าสบายดี เพราะไม่งั้นคงไม่ถ่อสังขารกลับมาบ้านได้หรอก" โมนีอุสว่าให้ด้วยความหมั่นไส้ ชาร์ลอตหัวเราะเบาๆ ทั้งคู่ลืมเรื่องเคร่งเครียดที่คุยกันก่อนหน้าทันทีที่เห็นราฟกลับมาบ้าน

 "เมื่อครู่ ข้าเห็นท่านสองคนกำลังคุยกันอย่างเคร่งเครียด มีเรื่องอะไรกันหรือ" ราฟถามเป็นการเป็นงาน

 "สายตายังคมกริบเช่นเคย ไซคัสโง่มากที่ไม่เอาเจ้าเข้ากองทัพปีศาจ" ชาร์ลอตพูดยิ้มๆ แต่ราฟทำหน้าตาเคร่งขรึม พูดน้ำเสียงจริงจัง

 "ดีแล้วที่ไซคัสไม่พิศวาสในตัวข้า ไม่งั้นป่านนี้ข้าอาจจะเหี่ยวเฉา เพราะต้องคิดแต่เรื่องการวางแผนต่อสู้กับเผ่าพันธุ์อื่น เครียดตายชัก"

 ชาร์ลอตยิ้มกว้าง มองเพื่อนด้วยแววตาขบขัน ความจริงแล้ว ชาร์ลอตอายุมากกว่าราฟสามสิบปีแต่ด้วยความที่มีนิสัยคล้ายคลึงกัน ทำให้สนิทสนมจนกลายเป็นเพื่อนรักกันในที่สุด

  "เจ้ามาก็ดีแล้ว ข้ากำลังคุยกับท่านลุงโมนีอุสว่า จะกลับไปใช้ชีวิตในป่าลึก เพื่อดูแลเผ่าพันธุ์ของข้า" ชาร์ลอตบอกน้ำเสียงนุ่มนวล

 "ไซคัสจะยอมเหรอ ตอนเจ้าปฏิเสธตำแหน่งหัวหน้าแม่ทัพคราวนั้น ไซคัสก็ไม่พอใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่ที่ยังกัดฟันฉีกยิ้มให้เจ้าได้อยู่ทุกวันนี้ เพราะเกรงใจที่เจ้าเป็นราชาแมงมุม ผู้เป็นใหญ่ในปีศาจแมงมุมทุกเผ่าพันธุ์ หากคราวนี้เจ้าแยกตัวไปเลย รับรองว่าไซคัสไม่ยอมเด็ดขาด เพราะกลัวว่าเจ้าจะไปซ่องสุมกำลังคิดกบฏ โค่นล้มอำนาจของตัวเอง"  ราฟพูดด้วยรู้จักนิสัยราชาปีศาจเป็นอย่างดี

"ลุงเห็นด้วยกับราฟ ไซคัสเป็นคนที่บ้าและหวงอำนาจยิ่งกว่าสิ่งใด ขืนเจ้าแยกตัวไปจริงๆ ไซคัสคงยอมไม่ได้" โมนีอุสกล่าวเสริม ชาร์ลอตถอนหายใจ ดวงตาสีฟ้าอ่อนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง พูดออกมาช้าๆ

"ข้าไม่เข้าใจไซคัสเลยว่า ทำไมต้องทำสงครามกับเทพด้วย แม้จะต่างเผ่าพันธุ์แต่ใช่ว่าจะเป็นมิตรกันไม่ได้ สงครามไม่เคยให้อะไร นอกจากนำมาซึ่งความสูญเสีย ข้ารู้สึกเศร้าใจทุกครั้งที่เห็นทหารต้องตายในสนามรบหรือบาดเจ็บกลับมา หากทำเพื่อป้องกันการรุกรานจากเผ่าพันธุ์อื่น เหมือนที่ไซคัสประกาศปาวๆ มันก็ไม่เท่าไหร่ เพราะนั่นคือหน้าที่ที่จะต้องปกป้องเผ่าพันธุ์อันเป็นรากเหง้าของเราเอง"

"แต่สงครามที่ทำอยู่ตอนนี้ มันเป็นการสนองตัณหาของไซคัสมากกว่าการปกป้องเผ่าพันธุ์ของตัวเอง คนที่เอาผลประโยชน์ของเผ่าพันธุ์มาอ้างแบบนี้ ข้าเกลียดที่สุด" ชาร์ลอตพูดเสียงแข็ง

"ไซคัสคงดีใจจนสะดุ้งแน่ ถ้าได้ยินเจ้าชื่นชมแบบนี้" ราฟกระเซ้าเสียงร่าเริง

"เจ้ายืนยันคำเดิมใช่ไหมชาร์ลอตว่าจะไปใช้ชีวิตในป่าลึก" โมนีอุสถามน้ำเสียงเคร่งขรึม

"ครับ ท่านลุงโมนีอุส ข้าเบื่อการฆ่าฟันเต็มทีแล้ว"

"งั้นข้าจะช่วยเจ้าเอง"

"ท่านพ่อว่าอะไรนะครับ ข้าได้ยินไม่ถนัด"

"ต้องให้พ่อไปตะโกนใส่หูเจ้าหรือเปล่า เจ้าราฟ" โมนีอุสพูดหน้าตายขยับเท้าเข้ามาใกล้ แต่ราฟกระโดดถอยหลังไปสองสามก้าว ยกมือปฏิเสธทันที

"ไม่ต้องคร้าบ ขืนตะโกนใส่หูข้า รับรองได้เลยว่าขี้หูคงร่วงกราว เพราะเต้นระบำกันหลายจังหวะ"

ชาร์ลอตกับโมนีอุสหัวเราะขำกับคำพูดของราฟ เออหนอ พอราฟกลับมา บรรยากาศเปลี่ยนไปทันที

"ท่านลุงจะช่วยข้าจริงๆ หรือครับ" ชาร์ลอตถามย้ำอีกครั้งหลังจากหยุดหัวเราะแล้ว

"ใช่ เจ้าจะไปวันไหนก็บอกมา ลุงจะให้ราฟกับกาลาฟเดินทางไปเป็นเพื่อนเจ้า เพื่อส่งให้ถึงที่หมาย ส่วนทางด้านนี้ ลุงจะรับมือไซคัสเอง"

"ไซคัสต้องอาละวาดกับท่านลุงแน่ ข้าเกรงว่า.."

"ไซคัสเหมือนเด็กเพิ่งเริ่มหัดเดิน จะมาเทียบชั้นอะไรกับลุงที่ผ่านพ้นช่วงเดินมาเป็นวิ่งแล้ว" โมนีอุสพูดน้ำเสียงสบายๆ เดินมาใกล้ชาร์ลอตใช้มือลูบศีรษะที่ปกคลุมด้วยผมสีทองนั้นเบาๆ พูดน้ำเสียงอ่อนโยน

"จงไปใช้ชีวิตในแบบที่เจ้าต้องการเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วงลุงกับราฟ เราสองคนรับมือไซคัสได้สบาย"

ชาร์ลอตน้ำตาซึม นอกจากท่านพ่อกับท่านแม่ที่เสียไปแล้ว ก็มีครอบครัวของราฟนี่แหละที่รักและเข้าใจข้ามากที่สุด  ราฟเดินเข้ามานั่งข้างชาร์ลอต ใช้นิ้วชี้จิ้มลงไปบนจมูกของชาร์ลอตเบาๆ

"เป็นถึงราชาแมงมุมอย่าขี้แยสิ ขืนร้องไห้ขี้มูกโป่งแบบนี้ เจ้าจะปกครองเผ่าพันธุ์ได้ยังไง ข้าพนันได้เลยว่าไซคัสไม่กล้าฟาดงวงฟาดงาใส่ท่านพ่อหรอก เพราะมันไม่อยากมีเรื่องกับข้า"

โมนีอุสกับชาร์ลอตหัวเราะออกมาเสียงดังกับประโยคนี้ของราฟ จริงสิ จะว่าไปแล้ว ไซคัสไม่ค่อยอยากจะข้องแวะหรือเกี่ยวข้องกับราฟสักเท่าไหร่ ด้วยรู้ฤทธิ์กันเป็นอย่างดี

"ถ้างั้นเราจะออกเดินทางหลังจากนี้อีกสามวัน" ชาร์ลอตบอก

สามวันต่อมา ภายในบ้านพักของโมนีอุส ขณะนั้นราฟ พร้อมด้วยกาลาฟคนสนิทกำลังสำรวจความเรียบร้อยของตัวเอง โดยมีโมนีอุสคอยกำกับอยู่ข้างๆ สักพักชาร์ลอตก็ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าของทุกคน

"ขอโทษทุกคนด้วยที่มาช้า" ชาร์ลอตบอก หันมาทางโมนีอุส ก้าวเข้าไปหาพร้อมสวมกอด โมนีอุสตบหลังเบาๆ สองครั้ง แล้วอวยพร

"ขอให้เจ้าโชคดี ถ้ามีเวลาว่าง ลุงจะแวะไปเยี่ยม"

"ขอบคุณครับ ท่านลุง"

 "เอาล่ะ เจ้าพร้อมหรือยัง เราต้องรีบไป" ราฟเอ่ยขึ้น

"พร้อมแล้ว" ชาร์ลอตบอก ก่อนร่ายมนต์ เกิดแสงสีเหลืองทอประกายออกมาจากร่างชาร์ลอต ร่างของชาร์ลอตย่อส่วนลง จนกลายเป็นแมงมุมสีทองตัวขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย ราฟแบมือข้างหนึ่งออกมา แมงมุมสีทองไต่ขึ้นมาบนฝ่ามือของราฟ ก่อนที่ราฟจะนำแมงมุมซุกเข้าไปในอกเสื้อของตัวเอง หันมาลาผู้เป็นพ่อ

"ข้าไปก่อนนะครับ ท่านพ่อ"

"ระวังตัวด้วยราฟ อย่าให้ทหารของไซคัสจับได้เด็ดขาดว่าเจ้าพาชาร์ลอตออกนอกอาณาเขต" โมนีอุสกำชับด้วยความเป็นห่วง จากนั้นหันมาทางกาลาฟ คนสนิท

"ฝากดูแลราฟกับชาร์ลอตด้วยนะ กาลาฟ"

"ครับ ท่านโมนีอุส" กาลาฟรับคำ จากนั้นราฟและกาลาฟเดินทางมุ่งหน้าลงใต้ เพื่อพาชาร์ลอตกลับไปยังเผ่าพันธุ์ที่อยู่ในป่าลึก เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ ราเฟลยกมือขึ้นสูง แสดงว่ามีข้อสงสัย

"มีอะไรหรือราเฟล"

"ท่านราฟครับ ทำไมพวกท่านไม่ใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเองไปยังเผ่าพันธุ์ของท่านชาร์ลอตเลยล่ะครับ"

"ทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะไซคัสสร้างตาข่ายเวทย์มนต์ปกคุลมพื้นที่ทั้งหมดของดินแดนปีศาจเอาไว้ หากใครใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเองออกนอกพื้นที่ จะมีสัญญาณเตือนให้ไซคัสรู้ว่ามีคนคิดหลบหนีออกจากดินแดนปีศาจ ดังนั้นต้องเดินทางด้วยเท้าหรือพาหนะเท่านั้น" ท่านราฟอธิบายให้ฟัง

"ถ้าอย่างนั้น เวลามีเรื่องด่วนหรือเหตุร้ายเกิดขึ้นในดินแดนของตัวเอง จะแจ้งข่าวยังไงล่ะครับ ในเมื่อใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเองไม่ได้ กว่าจะรู้เรื่อง อาจสายไปแล้วก็ได้" แอเรียลตั้งข้อสงสัย

"ใครบอกว่าใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเองไม่ได้" ท่านราฟพูดเนิบๆ

"อ้าว! ก็เมื่อกี้ท่านราฟบอกเองนี่ครับ" มิคาเอลแย้ง ทุกคนในห้องทำหน้าสงสัยเช่นกัน แต่อนากอล โรม ฟิล ไรซานและบาลาส นิ่งคิดตามคำพูดของท่านราฟอีกครั้ง ก่อนที่โรมจะพูดขึ้น

"ตาข่ายเวทย์มนต์ที่ท่านไซคัสสร้างขึ้นนั้น สามารถใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเอง เพื่อติดต่อหรือไปมาหาสู่กันได้ภายในพื้นที่เท่านั้น แต่ไม่สามารถใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเองออกนอกพื้นที่ได้ ใช่ไหมครับ ท่านพ่อ"

ท่านราฟมองบุตรชายด้วยแววตาพอใจ พยักหน้าแทนคำตอบ  มิคาเอล ราเฟลและแอเรียลยกมือเกาหัวเบาๆ  โห! ท่านราฟเล่นพูดกำกวมนี่นา ใครจะไปคิดทัน 

"ทำไมพวกเจ้าทำหน้าแบบนั้น" ท่านราฟถาม เมื่อเห็นสีหน้าของมิคาเอล ราเฟลและแอเรียล

"ไม่มีอะไรครับ" ราเฟลตอบ ท่านราฟเอามือกอดอก มองแม่ทัพเทพทั้งสามคน พูดแทงใจดำ

"หรือว่าพวกเจ้าสามคนแอบนินทาข้าในใจว่าพูดกำกวม ทำให้คิดไม่ทัน ใช่หรือเปล่า"

"มะ ไม่ใช่คร้าบ ท่านราฟ" มิคาเอลร้องเสียงหลง แอเรียลกับราเฟลแทบหงายหลังตกจากเก้าอี้ รีบปฏิเสธพัลวัน เรียกเสียงหัวเราะดังลั่นจากทุกคนในห้อง เมื่อหยุดหัวเราะแล้ว ท่านราฟจึงเล่าต่อ

"ข้ากับกาลาฟเดินทางด้วยเท้า มุ่งหน้าไปทางทิศใต้ พวกเราเดินทางกันเจ็ดวัน จึงพ้นอาณาเขตตาข่ายเวทย์มนต์ของไซคัส จากนั้นจึงใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเองไปยังเผ่าพันธุ์ของชาร์ลอต เมื่อส่งชาร์ลอตเสร็จแล้ว ข้ากับกาลาฟจึงเดินทางกลับ โดยคราวนี้ข้าบอกกาลาฟว่าไม่ต้องใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเอง แต่ให้เดินเท้าไปเรื่อยๆ เพื่อสำรวจสภาพป่าและภูเขาบริเวณนั้น"

"ท่านราฟมัวแต่โอ้เอ้ สำรวจโน่นนิดนี่หน่อย ทำให้กลับช้ากว่ากำหนด เมื่อมาถึง ปรากฏว่าท่านไซคัสกำลังทะเลาะกับท่านโมนีอุสเสียงดังลั่นบ้าน ทำเอาข้าหายใจไม่ทั่วท้อง" กาลาฟแทรกขึ้นมา

"จริงเหรอคะ ท่านกาลาฟ" รันกับเรเซียถามพร้อมกัน ทำตาโตกับคำบอกเล่าของกาลาฟ คนอื่นๆ ต่างนึกเดาเหตุการณ์ในตอนนั้นไปต่างๆ นานา ท่านราฟอมยิ้ม เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น

เสียงโต้เถียงดังลั่นมาจากข้างในบ้าน ทำให้ชายต่างวัยสองคนที่เพิ่งเดินทางมาถึงหยุดอยู่กับที่

"เสียงท่านไซคัสนี่ครับ" กาลาฟเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ ขยับเท้าจะเข้าไปข้างใน แต่ราฟคว้าแขนไว้

"ข้าเข้าไปเอง" พูดพลางผลักประตูเข้าไปอย่างรวดเร็ว ภาพที่เห็นคือ ชายร่างใหญ่ ผมยาวสีเทา หน้าตาดุดัน ยืนเท้าแขนบนโต๊ะ กำลังตะโกนใส่หน้าโมนีอุส ซึ่งนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามกัน ด้านหลังมีทหารปีศาจจำนวนหนึ่งยืนคุมเชิงอยู่ เมื่อได้ยินเสียงประตูเปิด ทุกคนหันมามองพร้อมกันก่อนชะงักไปชั่วครู่

"วันนี้ฝนคงตกหนักแฮะ ราชาปีศาจไซคัสให้เกียรติมาปรึกษาเรื่องงานถึงในบ้านของข้า" ราฟพูดน้ำเสียงร่าเริง ดวงตาสีม่วงกวาดมองไปยังทหารปีศาจที่ยืนคุมเชิงโมนีอุสอยู่ด้านหลัง

สายตาของราฟทำให้ทหารปีศาจ ขยับถอยห่างจากโมนีอุส ทุกคนรู้ดีว่านอกจากชาร์ลอตแล้ว ยังมีอีกคนหนึ่งที่ราชาปีศาจไซคัสไม่กล้าตอแยด้วย นั่นก็คือชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า เขาคือราฟ ลูกชายท่านโมนีอุส

"เจ้าหายไปไหนมาหลายวัน" ไซคัสถาม มองราฟอย่างจับผิด

"ไปท่องเที่ยวตามประสาคนโสด ท่านไซคัสมีธุระอะไรกับท่านพ่อของข้าหรือ" ราฟตอบน้ำเสียงสบายๆ มองไซคัสด้วยแววตาเรียบเฉย ไซคัสมองอย่างไม่เชื่อถือ สาวเท้าเข้ามาใกล้ๆ พูดเสียงลอดไรฟัน

"อย่ามาตีหน้าซื่อกับข้านะราฟ บอกความจริงมาเดี๋ยวนี้ว่า เจ้าหายไปไหนมา"

"ท่านไซคัส ข้าก็บอกไปแล้วไงว่าไปท่องเที่ยวมา"

"เจ้าสองคนพ่อลูกกำลังปิดบังข้าเรื่องชาร์ลอต ใช่ไหม"

"ชาร์ลอตมาเกี่ยวอะไรด้วย"

"ชาร์ลอตหายตัวไป"

"ชาร์ลอตน่ะเหรอ หายตัวไป พูดเป็นเล่นน่าท่านไซคัส ภายใต้ตาข่ายเวทย์มนต์ของท่าน บวกกับการเดินเวรยามอันแน่นหนาของทหารปีศาจ ไม่มีทางที่ใครจะหายตัวไปโดยที่ท่านไม่รู้ไม่ใช่หรือ" ราฟถามยิ้มๆ มีผลให้ไซคัสหน้าชากับคำแดกดันนั้น ทำให้พูดอะไรไม่ออกไปชั่วครู่

"เอ่อ.ท่านราฟครับ ทหารของเรารายงานว่าเห็นท่านกับกาลาฟเดินทางมุ่งหน้าไปทางทิศใต้เมื่อหลายวันก่อน ก่อนที่ท่านชาร์ลอตจะหายตัวไป" โบคอม ทหารคนสนิทของไซคัสเอ่ยอย่างระวัง ไม่กล้าสบตาราฟ

"แค่เห็นข้าแถวชายแดน ไม่ได้หมายความว่า ข้าจะเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของชาร์ลอตนี่ โบคอม"

"ขะ ขอโทษครับ" โบคอมพูดตะกุกตะกัก ยกมือปาดเหงื่อที่ซึมขึ้นมาตามใบหน้า ใจหนึ่งก็กลัวท่านไซคัส อีกใจหนึ่งก็เกรงท่านราฟ   ไซคัสมองราฟด้วยแววตาขุ่นมัว กำมือเข้าหากัน หันไปทางโมนีอุสที่นั่งเงียบ

"ข้าให้เวลาสามวัน ไปตามตัวชาร์ลอตกลับมา เดือนหน้าเราต้องทำสงครามครั้งใหญ่กับเทพ ข้าอยากให้ชาร์ลอตมาช่วยในศึกครั้งนี้"

"ท่านไซคัส ข้าไม่รู้ว่าชาร์ลอตหายไปไหน แล้วจะไปตามเขาได้อย่างไร" โมนีอุสบอกเสียงเนิบๆ

"นี่คือคำสั่ง! อีกสามวันข้าจะมาเอาคำตอบจากเจ้า" ไซคัสพูดเสียงกร้าว เดินตรงไปที่ประตู

"ข้าหวังว่าคงได้คำตอบที่ทำให้ข้าพอใจนะโมนีอุส" ไซคัสปิดประตูเสียงดังปัง โบคอมกับทหารปีศาจทำความเคารพโมนีอุส ก่อนจะวิ่งตามหลังไซคัสออกไป

เมื่อลับร่างของไซคัสและทหารปีศาจ กาลาฟผลักประตูเข้ามาหาโมนีอุสกับราฟ ถามด้วยความเป็นห่วง

"ท่านโมนีอุส ท่านราฟ พวกท่านปลอดภัยใช่ไหมครับ"

 "ยังไม่บุบสลายหรอกน่า กาลาฟ" ราฟตอบ โมนีอุสเหลียวมองรอบด้านอย่างระวัง เดินเข้ามาใกล้บุตรชาย ถามเสียงกระซิบ

"เรียบร้อยไหม"

"ครับ ท่านพ่อ"

โมนีอุสยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ เดินไปนั่งบนเก้าอี้ กวักมือเรียกบุตรชายกับกาลาฟให้เข้ามาใกล้

"เจ้าสองคน ไปเก็บของให้เรียบร้อย"

"เก็บของ? เก็บทำไมครับ ท่านโมนีอุส" กาลาฟสงสัย ราฟบีบมือผู้เป็นพ่อเบาๆ เมื่อรู้นัยความหมายนั้น

"ท่านพ่อแน่ใจแล้วนะครับ ที่จะทำแบบนี้"

"แน่ใจสิ ไซคัสต้องเอาเรื่องตำแหน่งมาบีบพ่อแน่ พ่อรู้จักนิสัยไซคัสดี"

"ท่านพ่อไม่เสียดายตำแหน่งหรือครับ" ราฟถามทีเล่นทีจริง โมนีอุสยกมือเขกหัวบุตรชายหนึ่งครั้ง

"โป๊ก!"

"โอ๊ย! เจ็บนะท่านพ่อ" ราฟเอามือกุมหัว ทำตาปรอย โมนีอุสยกมือขึ้นอีกรอบ ราฟรีบกระโดดไปหลบหลังกาลาฟ โมนีอุสทำหน้าขึงขัง พูดเสียงดุ

"เจ้าน่าจะรู้จักนิสัยพ่อมากกว่าใครนะ เจ้าราฟ ยังจะมาถามกวนอีก เดี๋ยวป้าบเข้าให้เลย"

"โธ่! ท่านพ่อ ข้าแหย่เล่นแค่นี้ ทำจริงจังไปได้" ราฟโอดครวญ โมนีอุสมองบุตรชายด้วยความหมั่นไส้ ก่อนเปลี่ยนเป็นพูดจริงจัง

"พ่อจะไปเสียดายตำแหน่งทำไมกัน ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่คนอื่นสมมุติขึ้นมาให้เราทั้งนั้น แต่มิตรแท้ต่างหากที่เราควรเสียดาย เจ้ารู้ไหมว่าชั่วชีวิตของคนคนหนึ่ง คิดว่าจะหาเพื่อนแท้ที่เข้าใจพร้อมจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเราได้สักกี่คน และเมื่อหาเจอแล้ว เราจะดูแลรักษาน้ำใจเขาอย่างไร เพื่อให้มิตรภาพนั้นคงอยู่ไปจนตาย"

 คำถามของโมนีอุสทำให้ราฟนิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาสีม่วงฉายแววจริงจัง  พูดขึ้นมาช้าๆ

 "ท่านพ่อครับ ข้าไม่สามารถตอบท่านได้ว่า ข้าจะเจอเพื่อนแท้กี่คน เพราะชีวิตของข้าเพิ่งเริ่มต้น จนกว่าจะถึงวันสุดท้ายของชีวิตนั่นแหละครับ ข้าจึงจะตอบท่านได้ว่าชั่วชีวิตที่ผ่านมา ข้ามีเพื่อนแท้กี่คน"

"แต่ ณ เวลานี้ ตอนนี้ ชาร์ลอตคือเพื่อนแท้ของข้า ดังนั้นข้าจะดูแลรักษาน้ำใจของชาร์ลอตให้เหมือนกับการดูแลตัวข้าเองอีกหนึ่งคน"

ทุกคนในห้องอึ้งไปกับคำถามและคำตอบในอดีตระหว่างท่านราฟกับท่านโมนีอุส เหล่าองครักษ์มองท่านราฟด้วยความนับถืออย่างจริงใจ โรมกับรันมองท่านพ่อด้วยสายตาชื่นชม 

"แล้วท่านปู่ตอบว่ายังไงครับ" โรมถาม

"ท่านปู่ของเจ้าไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่พยักหน้าพร้อมกับยิ้มให้ สามวันต่อมาไซคัสก็มาทวงคำตอบ ซึ่งท่านพ่อยืนกรานคำพูดเดิม ไซคัสโกรธมาก สั่งปลดท่านพ่อในวันนั้นและขับไล่พวกเราออกจากกองทัพปีศาจ"

"ท่านชาร์ลอตเก่งมากหรือครับ ท่านไซคัสจึงอยากได้ตัวมาช่วยในการทำสงคราม" บาลาสถาม 

"ใช่ เพราะชาร์ลอตสามารถสร้างสายใยพิศวงได้" ท่านราฟตอบ เมื่อเห็นทุกคนทำหน้าสงสัยจึงอธิบาย

"สายใยพิศวงเป็นมนต์โบราณ น้อยคนนักที่จะรู้จัก จุดเด่นของมนต์นี้คือการสร้างความเสียหายให้กับศัตรูเป็นจำนวนมาก ภายในเวลาอันรวดเร็ว"

"ท่านราฟใช้มนต์นี้ได้หรือเปล่าครับ" ฟาเรียถาม

ท่านราฟพยักหน้าแทนคำตอบ

"ในเมื่อท่านพ่อใช้มนต์นี้ได้ ทำไมท่านไซคัสยังต้องการตัวของท่านชาร์ลอตอีกล่ะครับ" โรมถาม

ท่านราฟยิ้มเศร้าๆ ดวงตาหมองลง ก่อนพูดขึ้น

"ความจริงมนต์นี้เป็นมนต์เฉพาะของปีศาจแมงมุมสีทองเท่านั้น ไม่มีปีศาจคนไหนในกองทัพปีศาจใช้มนต์นี้ได้นอกจากชาร์ลอต แต่ที่ข้าสามารถใช้มันได้ นั่นเพราะว่าชาร์ลอตสอนให้ ก่อนที่เขาจะตายในอ้อมกอดของข้า" น้ำเสียงของท่านราฟสั่นเล็กน้อย ดวงตาฉายแววเจ็บปวด เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต

"ท่านราฟ เกิดอะไรขึ้นกับท่านชาร์ลอตหรือครับ" ฟิลถามน้ำเสียงหวั่นเกรงอยู่ในที 

คำถามของฟิลจุดประกายความอยากรู้ของทุกคนในห้องขึ้นมา สายตาทุกคู่มองมาที่ท่านราฟเป็นจุดเดียวกัน ท่านเกรซมองท่านราฟด้วยความเห็นใจ รู้ว่าท่านราฟเจ็บปวดกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับชาร์ลอตมากแค่ไหน ท่านเกรซบีบมือท่านราฟเบาๆ พร้อมยิ้มให้  ท่านราฟมองทุกคนในห้อง พูดช้าๆ แต่ชัดเจน

"ข้าจะเล่าให้พวกเจ้าฟังว่าเกิดอะไรขึ้นกับชาร์ลอต"

                                                          *******************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

474 ความคิดเห็น