มหาเวทย์จักรพรรดิ ภาคจอมราชันย์

ตอนที่ 40 : เพื่อพวกพ้องและเผ่าพันธุ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,398
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    25 เม.ย. 54

บทที่ 40  เพื่อพวกพ้องและเผ่าพันธุ์

 ขณะที่อาร์ทีเมียเรียกทหารอสูรทุกหน่วยเข้าประชุมด่วน ผู้เฒ่ากีรอนและสี่ผู้เฒ่าวิหคที่ขลุกตัวอยู่ในห้องพยาบาลมาตั้งแต่ช่วงบ่ายก็สามารถถอนพิษที่อยู่ในร่างของพวกไฮดราได้เป็นผลสำเร็จ

 “เฮ้อ! ทันเวลาพอดี” ผู้เฒ่ากีรอนถอนหายใจ มองพวกไฮดราที่นอนหมดสติบนเตียงอย่างโล่งอกแล้วหันมายิ้มให้สี่ผู้เฒ่าวิหคที่ยืนอยู่ข้างกัน

 “หากไม่ได้คำแนะนำของพวกท่านล่ะก็ เห็นทีไฮดรากับทหารพวกนี้คงจะแย่ ขอบคุณพวกท่านมาก”

 “ไม่เป็นไรหรอกท่านกีรอน ถือว่าช่วยๆ กันไป” ฮอร์คยิ้มให้พลางเหลียวมองไปรอบห้องแล้วพูดขึ้น

 “ท่านกีรอน ข้ามีเรื่องสงสัยอยากจะถามท่านสักหน่อย”

 “เรื่องอะไรหรือ ท่านฮอร์ค”

 “ทำไมในห้องนี้จึงมีทหารนอนป่วยอยู่เป็นจำนวนมากแบบนี้ล่ะ ตอนแรกข้าเข้าใจว่าพวกนี้คงเป็นกลุ่มที่โดนลูกหลงจากการปะทะกันระหว่างพวกเรากับพวกฟาคอล แต่พอไปดูใกล้ๆ ปรากฏว่าไม่ใช่ เพราะพวกที่นอนอยู่ในห้องนี้ล้วนแต่หน้าตาซีดเซียว ร่างกายก็อ่อนเปลี้ยเพลียแรง ที่แปลกไปกว่านั้นก็คือ ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไหร่ ทหารกลุ่มนี้ก็มีอาการแย่ลงเรื่อยๆ นอกจากนั้นก็ยังมีทหารกลุ่มใหม่ทยอยกันเข้ามาที่นี่อยู่ตลอดเวลา แต่ละคนก็มีสภาพไม่ต่างจากพวกที่นอนป่วยอยู่ก่อนหน้านี้ พวกเราก็เลยสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับทหารของพวกท่าน”

 “สมแล้วที่เป็นสี่ผู้เฒ่าวิหค มองปราดเดียวก็รู้ได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น” ผู้เฒ่ากีรอนเอ่ยชม ก่อนเล่าให้พวกฮอร์คฟังว่าทหารของพวกตนโดนมนต์สายใยพิศวงเล่นงานจนทำให้มีสภาพอย่างที่เห็น

 “สายใยพิศวง? มนต์เฉพาะของพวกแมงมุมสีทองน่ะเหรอ จะเป็นไปได้ยังไงกัน ก็ในเมื่อ...”

 “มันเป็นไปแล้วจริงๆ ท่านออตัส ร้อยห้าสิบปีก่อนตอนที่ท่านโรติเฟอร์บุกไปทำลายเผ่าพันธุ์แมงมุมสีทองของชาร์ลอตนั้น ปรากฎว่าลูกชายของชาร์ลอตหนีรอดพ้นเงื้อมมือของท่านโรติเฟอร์ไปได้ แต่ตอนนี้มันกลับมาแล้วและแฝงตัวเข้ามาอยู่ที่นี่เพื่อใช้มนต์สายใยพิศวงเล่นงานพวกเรา”

 “ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ถ้าให้ข้าเดาล่ะก็ ลูกชายของชาร์ลอตคงจะเป็นใครคนใดคนหนึ่งในกลุ่มปีศาจ ซึ่งพวกท่านเองก็อาจจะพอรู้ตัวแล้วว่ามันเป็นใคร แต่ติดปัญหาตรงที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ เพราะราชาปีศาจส่งพวกมังกรจากหุบเขามรณะเข้ามาที่นี่เพื่อคอยให้ความช่วยเหลือมันอยู่ลับๆ ท่านราชินีก็เลยเรียกพวกเรามาที่นี่เพื่อต้องการให้ช่วยค้นหาร่องรอยของพวกมัน ข้าพูดถูกไหม” เฮอร์รอนถาม

 “ถูกต้อง ทางเดียวที่จะช่วยเหลือทหารของพวกเราไม่ให้โดนเล่นงานไปมากกว่านี้ก็คือต้องทำลายมนต์สายใยพิศวงให้เร็วที่สุด แต่การจะทำแบบนั้นได้ พวกเราก็ต้องรู้ก่อนว่าใครเป็นคนใช้มนต์ตัวนี้ เมื่อรู้แล้วก็บังคับให้มันถอนมนต์ให้หรือไม่ก็ฆ่ามันทิ้งซะ แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่พวกมังกรจากหุบเขาะมรณะนี่แหละ”

 “เพราะพวกมันยื่นมือเข้ามาสอดแท้ๆ เลยเชียว แผนการที่ท่านราชินีคิดขึ้นมาเพื่อพิสูจน์หาตัวลูกชายของชาร์ลอตจึงล้มเหลวไม่เป็นท่า คิดแล้วก็เจ็บใจชะมัด ไม่รู้ว่าพวกมันจะจองล้างจองผลาญพวกเราไปถึงไหน!”

 “เรื่องพวกมังกรจากหุบเขามรณะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเราเถอะ ว่าแต่ท่านกีรอน เท่าที่ข้ารู้มามนต์สายใยพิศวงมีหลักการทำงานค่อนข้างซับซ้อน ท่านพอจะรู้หลักการทำงานของมันไหม” ฟานคอลนัสถาม

 “เท่าที่ข้ารู้มา มนต์ตัวนี้ใช้สำหรับทำลายศัตรูที่มีเป็นจำนวนมากภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ แต่ต้องกำหนดเป้าหมาย พื้นที่และระยะเวลาให้ชัดเจน หากใครโดนมนต์ตัวนี้เข้าไป ร่างกายก็จะค่อยๆ สูญสิ้นพลังชีวิตไปเรื่อยๆ จนกระทั่งตายลงไปในที่สุด”

  “ฟังเหมือนกับการกินอาหารเลยนะ ต่างกันตรงที่แมงมุมทั่วไปจะชักใยสร้างรังของตัวเองขึ้นมาเพื่อจับสิ่งมีชีวิตต่างๆ กินเป็นอาหาร เอ๊ะ! หรือว่า..มนต์สายใยพิศวง ก็คือมนต์ที่ใช้สำหรับเพิ่มพลังชีวิตให้กับตนเองโดยสร้างรังแมงมุมแบบพิเศษขึ้นมาเพื่อดูดซับพลังชีวิตของเหยื่อที่ถูกระบุตัวเอาไว้” ฟานคอลนัส พูดสีหน้าเคร่งขรึม

 “ดูดซับพลังชีวิตของผู้อื่นผ่านรังแมงมุมแบบพิเศษน่ะเหรอ!!”

 “ใช่! พอคิดว่ามนต์สายใยพิศวงน่าจะคล้ายกับการกินอาหารของพวกแมงมุม มันก็อธิบายได้ว่าทำไมลูกชายของชาร์ลอตจึงพาตัวเองเข้ามาอยู่ที่นี่ ทั้งที่รู้ว่ามันอันตรายและเสี่ยงมาก เพราะหากไม่ทำแบบนี้ เขาก็ไม่สามารถใช้มนต์สายใยพิศวงสร้างรังแมงมุมแบบพิเศษขึ้นมาเล่นงานพวกอสูรได้”

 “งั้นที่ท่านกีรอนบอกว่า หลักการทำงานของมนต์สายใยพิศวงจะต้องกำหนดเป้าหมาย พื้นที่และระยะเวลาให้ชัดเจน ก็หมายถึงแบบนี้เองหรือนี่” เฮอร์รอนพยักหน้า เริ่มจะมองเห็นอะไรบางอย่างขึ้นมาแล้ว

 “ถูกต้อง! ข้าคิดว่าตอนนี้ในแดนอสูรคงจะถูกปกคลุมไปด้วยรังแมงมุมแบบพิเศษที่ลูกชายของชาร์ลอตใช้มนต์สายใยพิศวงสร้างขึ้นมา ถ้าพวกเราหารังแมงมุมที่ว่านั่นพบล่ะก็” ฟานคอลนัสยิ้มมุมปาก

 “หากเจอรังแมงมุมของมัน พวกเราก็จะรู้ทันทีว่าใครคือลูกชายของชาร์ลอต เพราะกลิ่นไอปีศาจที่แผ่กระจายออกมาจากรังแมงมุมจะนำทางพวกเราไปหาเจ้าของเอง ฮ่าๆๆ” เฮอร์รอนหัวเราะร่วน

 “แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า พวกเราจะหารังแมงมุมของมันเจอได้ยังไง ข้าคิดว่าลูกชายของชาร์ลอตฉลาดไม่เบา มันต้องซ่อนรังแมงมุมเอาไว้อย่างมิดชิดทีเดียวเลยล่ะ” ฮอร์คท้วงขึ้นมา

 “เรื่องนั้นไม่มีปัญหา ข้าพอจะรู้แล้วว่าลูกชายของชาร์ลอตซ่อนรังแมงมุมไว้ที่ไหน”  ฟานคอลนัสบอก

 เมื่อเห็นสายตากังขาของผู้เฒ่ากีรอนและเพื่อนทั้งสามคน ฟานคอลนัสจึงวิเคราะห์ให้ฟัง

 “ตั้งแต่พวกปีศาจมาอยู่ที่นี่ ความเคลื่อนไหวของพวกมันก็ตกอยู่ในสายตาของทหารอสูรตลอด ซึ่งเรื่องนี้พวกปีศาจเองก็รู้ดีกันทุกคน ในเมื่อถูกจับตามองการเคลื่อนไหวอย่างเข้มงวดแบบนี้ การจะออกมาสำรวจพื้นที่ด้านนอกเพื่อหาจุดที่เหมาะสมสำหรับการสร้างรังแมงมุมย่อมทำได้ลำบาก แต่ถึงแม้จะทำได้จริงๆ ข้าก็คิดว่าลูกชายของชาร์ลอตไม่ใช้วิธีนี้หรอกเพราะมันเสี่ยงเกินไป”

 “ในเมื่อใช้พื้นที่ด้านนอกไม่ได้ มันก็ต้องใช้พื้นที่ของเรือนรับรองนั่นแหละ ถึงจะมีทหารอสูรเดินตรวจตราบริเวณนั้นอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่เคยเข้ามาตรวจในเรือนรับรองสักครั้ง ดังนั้น สถานที่ที่เหมาะที่สุดสำหรับซ่อนรังแมงมุมให้พ้นจากสายตาของพวกอสูรก็คือ ใต้พื้นดินในห้องนอนที่เจ้าตัวพักอาศัยอยู่นั่นเองยังไงล่ะ”

 คำพูดของฟานคอลนัส ไม่เพียงแต่จะทำให้ผู้เฒ่ากีรอนและเพื่อนทั้งสามคนทำตาโตด้วยนึกไม่ถึงแล้ว แต่ยังทำให้ชูร่าที่นั่งเอนหลังพิงพนักเตียงมองภาพเหตุการณ์ต่างๆ ในปราสาทของจอมอสูรผ่านกรอบสี่เหลี่ยมขนาดกลางที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยใยแมงมุมสีทองมีสีหน้าตกใจเช่นกัน

 หลังจากส่งรันกับเรเซียกลับห้องพักแล้ว ชูร่าก็รีบกลับเข้ามาที่ห้องพักของตัวเอง จากนั้นก็ส่งแมงมุมสองตัวออกไปหาข่าว โดยแมงมุมตัวแรกไปที่ห้องประชุมของอสูร เพราะชูร่าอยากรู้ว่าพวกอสูรจะรับมือกับพวกโรมอย่างไร ส่วนแมงมุมอีกตัวไปที่ห้องพยาบาลของอสูร เพื่อติดตามความคืบหน้าของมนต์สายใยพิศวงว่าเล่นงานทหารอสูรไปถึงไหนแล้ว แต่ไม่นึกว่าจะได้รับรู้เรื่องที่ผู้เฒ่าทั้งห้าคนกำลังคุยกันถึงเรื่องของตนเองเข้าพอดี

 “แย่ล่ะสิ! ต้องรีบถอนมนต์สายใยพิศวงให้เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นล่ะก็เรื่องใหญ่แน่” ชูร่าลุกขึ้นยืน สะบัดมือไปที่ผนังห้อง พลันกรอบสี่เหลี่ยมก็จางหายไป จากนั้นชูร่าก็เดินออกไปจากห้องทันที

 “ท่านโรซาร์เนียร์! ท่านโรซาร์เนียร์อยู่ในห้องหรือเปล่าครับ!” เสียงเคาะประตูห้องดังระรัวถี่ยิบบวกกับเสียงเรียกของชูร่าที่ดังอยู่นอกห้อง ทำให้โรซาร์เนียร์ที่กำลังนั่งคุยกับเวอร์บีการ์มีสีหน้าแปลกใจ

 “มีอะไรเหรอ ชูร่า ทำไมเจ้าถึงได้มีท่าทางรีบร้อนแบบนี้” โรซาร์เนียร์เปิดประตูให้ชูร่าเข้ามา เมื่อเข้ามาในห้องแล้ว ชูร่าก็เล่าให้โรซาร์เนียร์กับเวอร์บีการ์ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น ทำให้ทั้งคู่มีสีหน้าตกใจก่อนจะเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม เมื่อได้ยินชูร่าบอกว่าจะไปที่เรือนรับรองเพื่อถอนมนต์สายใยพิศวงดึงรังแมงมุมขึ้นมา

 “ทำแบบนั้นมันเสี่ยงเกินไป หากตาเฒ่าพวกนั้นไปถึงที่นั่นตอนที่เจ้ากำลังดึงรังแมงมุมขึ้นมาล่ะก็”

 “แต่ถ้าข้าไม่ถอนรังแมงมุมขึ้นมา ตาเฒ่าวิหคก็ต้องรู้ว่าข้าคือใคร ทีนี้มันจะแย่ยิ่งกว่าเดิมอีกนะครับ”

 “เจ้าถอนมนต์สายใยพิศวงจากที่นี่ไม่ได้เหรอ” เวอร์บีการ์ถาม

 “ได้ครับ แต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อยยี่สิบนาทีจึงจะดึงรังแมงมุมทั้งหมดกลับมาหาข้า แต่ถ้าให้ข้าไปที่เรือนรับรอง อย่างมากก็ไม่เกินสิบนาทีทุกอย่างก็เรียบร้อยครับ”

 “ยี่สิบนาทีก็พอใช่ไหม” โรซาร์เนียร์ถามย้ำก่อนเดินไปที่ประตูห้อง เวอร์บีการ์รีบวิ่งมาขวางหน้า

 “เจ้าจะไปไหน! อย่าบอกนะว่าจะไปเผชิญหน้ากับตาเฒ่าวิหคที่เรือนรับรองเพื่อถ่วงเวลาให้ชูร่าถอนมนต์สายใยพิศวงจากที่นี่น่ะ!”

 โรซาร์เนียร์ไม่ตอบคำถาม แต่จากท่าทางที่เห็นก็เท่ากับยอมรับกลายๆ ชูร่ารีบปฏิเสธเสียงดังลั่น

 “ไม่ได้นะครับ ท่านโรซาร์เนียร์! ตาเฒ่าวิหคร้ายกาจมาก หากไปเผชิญหน้ากับพวกมัน ท่านจะลำบากนะครับ สู้ให้ข้าไปถอนมนต์ที่เรือนรับรองยังจะง่ายกว่า!”

 “ฟังนะ ข้ารู้ดีว่าความสามารถของตัวเองมีแค่ไหน ถ้าแค่ยี่สิบนาทีล่ะก็ ข้าพอจะรับมือไหว เจ้ารีบกลับไปที่ห้องและจัดการถอนมนต์สายใยพิศวงให้เร็วที่สุด! เมื่อเสร็จเรื่องแล้ว ข้าจะรีบกลับมา” โรซาร์เนียร์สั่งก่อนที่ร่างจะเลือนหายไป ชูร่าหน้าเสีย ใจกระตุกวูบหล่นไปอยู่ที่ปลายเท้า ท่านโรซาร์เนียร์พูดเหมือนท่านพ่อในตอนนั้นไม่มีผิด พลันภาพเหตุการณ์ในอดีตก็หวนกลับเข้ามาในห้วงความคิดของชูร่า

 ตอนที่จอมอสูรโรติเฟอร์นำทหารบุกเข้ามาในปราสาทและเกิดการปะทะกันอย่างดุเดือดกับทหารของราชาแมงมุมชาร์ลอต ตอนนั้นชูร่าก็เข้าร่วมต่อสู้ด้วย แม้จะมีอายุแค่สิบห้าปี แต่ฝีมือของชูร่าก็ร้ายกาจไม่เบา สามารถฆ่าทหารอสูรที่ดาหน้าเข้ามาจนล้มตายลงเป็นจำนวนมาก

 ขณะที่ชูร่ากำลังสู้ติดพันกับทหารอสูรอยู่นั้น คีราเซอร์ซึ่งเป็นขุนพลอสูร (ถูกท่านราฟฆ่าตายในบทที่ 6) ก็โผล่ขึ้นมาจากด้านหลัง ชูร่ารีบหันกลับมาแต่ถูกคีราเซอร์อัดกำปั้นใส่หน้าอกส่งผลให้ชูร่ากระเด็นถอยหลังลอยไปกระแทกเสาค้ำยันในปราสาทดังพลั่ก ร่วงครูดลงมานอนคว่ำหน้ากับพื้นกระอักเลือดออกมากองใหญ่

 “เรย์นอล!” ชาร์ลอตตะโกนด้วยความตกใจ สะบัดมือกระแทกใส่อกจอมอสูรโรติเฟอร์จนอีกฝ่ายผงะถอยไปด้านหลัง จากนั้นชาร์ลอตก็รีบเข้ามาพยุงร่างของลูกชายให้ลุกขึ้นยืนแล้วถามด้วยความเป็นห่วง

 “เจ้าเป็นอะไรมากหรือเปล่า”

 “ไม่เป็นไรครับ ท่านพ่อ ข้ายังสู้ไหว” ชูร่าหรือเรย์นอลในตอนนั้นฝืนยิ้มให้ชาร์ลอต ก่อนเบิกตากว้างเมื่อเห็นคีราเซอร์ ยิงกระสุนเวทย์มนต์ขนาดใหญ่พุ่งตรงมาทางนี้ จึงตะโกนเสียงดังลั่น

 “ท่านพ่อ ระวังข้างหลัง!!”

 ชาร์ลอตหันหน้ากลับมาเป็นจังหวะเดียวกับที่กระสุนเวทย์มนต์มาถึงพอดี จึงใช้ร่างของตนบังร่างชูร่า เอาไว้ กระสุนเวทย์มนต์กระแทกใส่หลังชาร์ลอตเสียงดังปึ้กส่งผลให้ชาร์ลอตสะดุ้งเฮือก พิษของดอกไม้อสูรจากกระสุนเวทย์มนต์แผ่กระจายไปทั่วร่าง แต่ชาร์ลอตฝืนทนข่มความเจ็บปวดเอาไว้ ก้มมองชูร่าที่อยู่ในอ้อมแขนอย่างเป็นห่วง เมื่อเห็นว่าลูกปลอดภัยไม่ได้โดนพิษของดอกไม้อสูรเข้าไปด้วย ชาร์ลอตก็ยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ

 “ท่านพ่อ! ท่านพ่อเป็นยังไงบ้างครับ!” ชูร่าเงยหน้ามองชาร์ลอต ถามน้ำเสียงร้อนรน

 “พ่อไม่เป็นอะไร โดนแค่นี้สบายมาก” ชาร์ลอตยิ้มให้อย่างอ่อนโยน แต่ชูร่าไม่เชื่อ เพราะสังเกตเห็นว่าใบหน้าของชาร์ลอตเริ่มซีดลงเรื่อยๆ ขณะที่ปากบางระเรื่อเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ

 “ท่านพ่อโกหก!” ชูร่าพูดเสียงสั่น ยกมือจับใบหน้าของชาร์ลอตแล้วร้องไห้ออกมา ชาร์ลอตกอดลูกชายไว้แนบอก พูดเสียงแผ่วเบา  

 “เจ้าอยู่ตรงนี้ทำให้พ่อสู้กับพวกมันลำบาก เอางี้เดี๋ยวพ่อจะส่งเจ้าออกไปหาท่านแม่ที่อยู่ด้านนอกนะ”

 “ไม่เอา! ข้าไม่ไป! ข้าจะอยู่กับท่านพ่อที่นี่!” ชูร่าปฏิเสธดังลั่น น้ำตาร่วงพรูเหมือนทำนบแตก

 “ฟังพ่อนะ พ่อรู้ดีว่าความสามารถของตัวเองมีแค่ไหน พวกมันมีแค่นี้เอง พ่อพอจะรับมือไหว เจ้ารีบออกไปช่วยท่านแม่เถอะ เมื่อเสร็จเรื่องแล้ว พ่อจะรีบกลับไปหาเจ้ากับท่านแม่” พูดจบ ชาร์ลอตก็ร่ายมนต์สายใยพิศวงออกมาห่อหุ้มร่างของชูร่าเอาไว้ แม้ชูร่าจะดิ้นรนเพียงใดก็ไม่สามารถสลัดตัวเองให้หลุดพ้นจากใยแมงมุมของท่านพ่อได้ จากนั้นชาร์ลอตก็ส่งร่างของชูร่าออกไปหาซีพาเซียที่อยู่ด้านนอกปราสาททันที

 ภาพในอดีตเลือนหายวับไปพร้อมกับม่านน้ำตาที่เอ่อล้นขึ้นมาจากดวงตาของชูร่า

 “สุดท้ายท่านพ่อก็ไม่กลับมาหาข้า” ชูร่าพึมพำแผ่วเบา พยายามกลั้นสะอื้นเอาไว้อย่างเต็มที่ ภาพของราชาแมงมุมชาร์ลอตในอดีตกับภาพของโรซาร์เนียร์ในปัจจุบันซ้อนทับกันจนแยกไม่ออก ความหวาดกลัวแล่นพล่านไปทั่วร่างจนรู้สึกเหน็บหนาวไปถึงหัวใจ กลัวจะสูญเสียโรซาร์เนียร์ไปเหมือนกับที่เคยสูญเสียท่านพ่อไปเหมือนเมื่อครั้งในอดีต ความหวาดกลัวที่ว่านี้ส่งผลให้ร่างของชูร่าสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่

 “ชูร่า เจ้าไม่สบายหรือเปล่า” เวอร์บีการ์ที่ยืนอยู่ใกล้กันสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น ใช้มือจับแขนชูร่าพลางร้องเรียกเบาๆ ทำให้ชูร่ารู้สึกตัว ฝืนยิ้มให้เวอร์บีการ์พร้อมกับส่ายหัว

 “ขะ..ข้าไม่ได้เป็นอะไรครับ ท่านเวอร์บีการ์”

 “แน่ใจนะว่าเจ้าไม่ได้เป็นอะไร”

 “ครับ” ชูร่าตอบเสียงแห้ง หลุบตาลงต่ำก้มหน้ามองพื้น เวอร์บีการ์มองอย่างไม่เชื่อ แต่ไม่อยากซักถามอะไรในตอนนี้ เพราะห่วงโรซาร์เนียร์ที่เพิ่งออกไปเมื่อกี้มากกว่า

 “ในเมื่อเจ้าไม่ได้เป็นอะไรก็ดีแล้ว งั้นรีบกลับไปที่ห้องและจัดการถอนมนต์สายใยพิศวงให้เร็วที่สุด ส่วนเรื่องโรซาร์เนียร์ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเถอะ”

 “ท่านเวอร์บีการ์จะตามไปช่วยท่านโรซาร์เนียร์เหรอครับ”

 “ก็ใช่น่ะสิ!  แม้โรซาร์เนียร์จะดูเย็นชาหรือเอาแต่ใจตัวเองไปบ้าง แต่โรซาร์เนียร์ก็เป็นเพื่อนที่ข้ารักมากที่สุด ข้าไม่ปล่อยให้มันไปเผชิญหน้ากับตาเฒ่าวิหคเพียงคนเดียวหรอก”

 “แต่ว่าลำพังพวกท่านแค่สองคนจะรับมือตาเฒ่าวิหคได้หรือครับ ข้าเกรงว่า..”

 “ใครบอกเจ้าว่าข้าจะไปคนเดียว ถึงข้ากับโรซาร์เนียร์จะเป็นแม่ทัพปีศาจ แต่อีกฝ่ายเป็นถึงผู้เฒ่าวิหคเชียวนะ ถ้าสู้กันตัวต่อตัวยังไม่เท่าไหร่ แต่สี่ต่อสองนี่มันหนักเกินไป ถ้าไม่หาตัวช่วยล่ะก็ ลำบากแน่”

 “ตัวช่วย?” ชูร่ามองเวอร์บีการ์อย่างสงสัย เวอร์บีการ์พยักหน้าแล้วสะบัดมือออกไป เกิดแสงสว่างวาบ พลันแผนที่จำลองของดินแดนอสูรแบบย่อส่วนก็ลอยขึ้นมาจากพื้นห้อง

 “คนที่สามารถรับมือตาเฒ่าวิหคได้ดีที่สุด ไม่ใช่ข้าหรือโรซาร์เนียร์หรอก แต่เป็นพวกนี้ต่างหากล่ะ!” เวอร์บีการ์วางมือลงไปบนออร่าสี่สีที่เห็นอยู่ในแผนที่จำลองของดินแดนอสูรแล้วร่ายมนต์ออกมา

 ขณะที่เวอร์บีการ์ติดต่อไปหาตัวช่วยนั้น ไกเซอร์ที่นั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้นวมอยู่ในห้องพักของตน ก็กำลังมองภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องพยาบาลของอสูรผ่านกรอบสี่เหลี่ยมบนผนังห้องอย่างสนใจ

 “อุตส่าห์ตามหามาตั้งนาน สุดท้ายก็อยู่ใกล้กันแค่นี้เองหรือนี่” ไกเซอร์ผุดยิ้มชนิดหนึ่งขึ้นมา สายตาไม่ได้ละไปจากภาพบนผนังห้องแม้แต่น้อย ที่แท้ไกเซอร์ก็ส่งเส้นผมออกไปหาข่าวเช่นกัน โดยเลือกหาข่าวที่ห้องพยาบาลของอสูร เพราะอยากรู้ว่าผู้เฒ่ากีรอนจะถอนพิษให้พวกไฮดราได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องที่เฟเบียซกับรีนอลใช้พิษเล่นงานพวกไฮดรานั้น ไม่มีปีศาจคนไหนรู้เรื่องนี้ เพราะโรติเฟอร์สั่งทหารไม่ให้บอกพวกปีศาจ แต่คัสตอนกับอมีนา (ขุนพลอสูรที่กลายมาเป็นลูกน้องของไกเซอร์) แอบรายงานเรื่องนี้ให้ไกเซอร์ทราบ

 ที่ไกเซอร์ไม่ส่งเส้นผมไปหาข่าวที่ห้องประชุมของอสูร เป็นเพราะว่าที่นั่นมีคัสตอนกับอมีนาเข้าร่วมประชุมอยู่แล้ว ส่วนห้องอื่นๆ ที่อยู่ในปราสาทของจอมอสูรโรติเฟอร์นั้น ไกเซอร์ก็ไม่ได้ส่งเส้นผมไปหาข่าว เพราะคิดว่าไม่จำเป็น ไกเซอร์จึงไม่รู้ว่าชูร่าเองก็ส่งแมงมุมออกไปหาข่าวเช่นเดียวกับตนเอง

 จากการนั่งมองเหตุกาณ์ที่เกิดขึ้นในห้องพยาบาล ทำให้ไกเซอร์รู้ว่าในกลุ่มของพวกตนมีลูกชายของราชาแมงมุมชาร์ลอตแฝงตัวเข้ามาอยู่ที่นี่ด้วย เรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้ไกเซอร์เป็นอย่างมาก เพราะคิดไม่ถึงว่าคนที่ตนเองตามหามาตลอดจะยังมีชีวิตอยู่ ที่สำคัญ คนๆ นั้นยังเป็นทหารระดับสูงของปีศาจอีกด้วย ซึ่งไกเซอร์มั่นใจว่าลูกชายของราชาแมงมุมชาร์ลอตจะเป็นใครไปไม่ได้นอกซะจากชูร่า ขุนพลมือขวาของตนนั่นเอง

 ไกเซอรนิ่งคิด ท่านราฟต้องรู้เรื่องของชูร่าแน่นอน ไม่อย่างนั้นคงไม่ส่งคนของตัวเองเข้ามาที่นี่หรอก แต่ท่านราฟรู้เรื่องนี้เมื่อไหร่กัน ถ้ารู้ก่อนหน้านี้ ท่านราฟไม่มีวันยอมให้ลูกชายของเพื่อนรักเข้ามาที่แดนอสูรเด็ดขาด แสดงว่าท่านราฟต้องรู้เรื่องนี้หลังจากที่ชูร่าเข้ามาที่แดนอสูรแล้ว

 ว่าแต่..ชูร่ารู้เรื่องที่ท่านราฟส่งคนเข้ามาคุ้มครองความปลอดภัยให้ตัวเองหรือเปล่า? ไกเซอร์นึกทบทวนเรื่องราวต่างๆ พลันเหตุการณ์วันที่อาร์ทีเมียเชิญพวกตนให้มาทานอาหารเที่ยงร่วมกันก็ผุดขึ้นมา วันนั้นมีทหารกลุ่มหนึ่งเพิ่งทำความสะอาดเสร็จแล้ววิ่งจากชั้นสองลงมาข้างล่าง แต่เกิดเสียหลักมาชนชูร่ากับโรซาร์เนียร์ที่ยืนอยู่นอกปราสาท ทำให้เสื้อผ้าของทั้งคู่เลอะเทอะจนต้องกลับไปเปลี่ยนที่เรือนรับรอง จะว่าไปแล้ว..ข้าเองก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกันว่าทำไมทหารของอสูรถึงได้ซุ่มซ่ามแบบนั้น หรือว่า..เรื่องนี้มีความนัยอะไรซุกซ่อนอยู่

 ไกเซอร์ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินไปเปิดหน้าต่างให้กว้างออก ทอดสายตาลงต่ำมองลงไปข้างล่างซึ่งเป็นสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ สายลมยามค่ำพัดมาแผ่วเบาส่งผลให้ต้นดอกไม้อสูรจำนวนมากที่กำลังผลิดอกชูช่อแข่งกันไหวเอนไปมาดูละลานตาราวกับระลอกคลื่นในทะเล จู่ๆ ไกเซอร์ก็ย่นคิ้วเข้าหากันเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้

 “เอ๊ะ! วันนั้นถ้าจำไม่ผิด ดูเหมือนว่าในปราสาทจะประดับประดาไปด้วยดอกไม้อสูรเป็นจำนวนมากนี่นา โดยเฉพาะในห้องทานอาหาร อืม..แบบนี้นี่เอง เข้าใจแล้ว!” ไกเซอร์พูดอย่างยินดี ที่แท้ทหารอสูรกลุ่มนั้นก็เป็นคนของท่านราฟ ที่พวกมันทำน้ำหกใส่เสื้อผ้าของชูร่าจนเลอะเทอะก็เป็นเพราะว่าต้องการช่วยชูร่านั่นเอง

 “ในบรรดาลูกน้องทั้งหมดของท่านราฟ ถ้าไม่นับข้า อนากอล โรซาร์เนียร์และตาเฒ่าตัวแสบแล้ว คนที่มีไหวพริบดีและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ยอดเยี่ยมแบบนี้ มีเฉพาะพวกองครักษ์รุ่นสองเท่านั้น แสดงว่าชูร่าต้องรู้เรื่องที่ท่านราฟส่งคนเข้ามาดูแลความปลอดภัยให้กับตัวเองแน่นอน แล้วโรซาร์เนียร์ล่ะ รู้เรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า ถ้ารู้แล้วทำไมถึงไม่บอกเรื่องนี้กับข้า หรือว่า..มันเกิดไม่ไว้ใจข้าขึ้นมา หึหึ! สมแล้วที่เป็นโรซาร์เนียร์ รอบคอบไปซะทุกเรื่อง!”  ไกเซอร์ผุดยิ้มเยาะหยันก่อนหรี่ตาลงเล็กน้อย

  “ลองท่านราฟส่งพวกองครักษ์เข้ามาที่นี่ ก็แสดงว่าท่านราฟต้องมีแผนการอื่นด้วยแน่นอน ไม่อย่างนั้นจะส่งพวกมันเข้ามาทำไม!” ไกเซอร์เดาะลิ้นเบาๆ อย่างไม่สบอารมณ์ เมื่อคิดว่าตัวเองจะต้องสู้กับพวกจอห์น ซึ่งมีความสามารถสูงเข้าขั้นอัจฉริยะ ก็ทำให้ไกเซอร์อดหงุดหงิดขึ้นมาไม่ได้ ท่านราฟนะท่านราฟ! ช่างเลือกคนมาทำงานได้ดีจริงๆ ทำเอาข้าจุกจนแทบจะกระอักเลือดเลยล่ะ สมแล้วที่เป็นผู้นำอันดับหนึ่งของเทพและปีศาจ!

 ไกเซอร์ผละจากหน้าต่างเดินมาหยุดมองภาพบนผนังห้องอยู่ครู่หนึ่งแล้วตวัดมือออกไป ภาพบนผนังก็หายไปกลายเป็นเส้นผมพุ่งกลับเข้ามาที่มือของไกเซอร์ก่อนจะสลายไปในอากาศ

 “ข้าไม่ยอมให้พวกอสูรได้ตัวเจ้าไปหรอก พลังชีวิตของเจ้าจะต้องเป็นของข้าเท่านั้น!!” ไกเซอร์พูดเสียงเย็นเยียบ ดวงตาสีเทาฉายแววแปลกประหลาด หมุนตัวเดินออกไปจากห้องทันที

                                                            ******************************************************

ขณะที่ไกเซอร์กำลังวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ อยู่ในห้องพัก ซานฟรีสก็นั่งเล่นหมากรุกคนเดียวในห้องพักของตนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะลุกขึ้นยืนบิดเอวไปมาสองสามครั้ง จากนั้นเดินไปเปิดหน้าต่างให้กว้างออก ยืนกอดอกพิงกำแพงมองทะเลสีดำทะมึนที่อยู่ตรงหน้าอย่างสนใจ พระจันทร์เต็มดวงสีเหลืองอร่ามตาสะท้อนเงาลงบนผิวน้ำแลดูพราวระยับ ไกลออกไปเป็นเทือกเขาขนาดใหญ่ทอดตัวเป็นแนวยาวคล้ายกำแพงยักษ์มองเห็นอยู่ไกลลิบ ตรงนั้นสินะ ที่มีเทวรูปสงครามของพวกอสูรตั้งอยู่

ตั้งแต่รู้ว่าอสูรเก็บเทวรูปสงครามไว้บนเทือกเขา พวกโรซาร์เนียร์ก็ยังหาโอกาสขึ้นไปสำรวจที่นั่นไม่ได้เพราะจังหวะไม่เอื้ออำนวย จึงไม่รู้จำนวนของพวกมันว่ามีกี่ตัว แต่ซานฟรีสคิดเอาเองว่าพวกมันน่าจะมีด้วยกันสามสิบตัว โดยแบ่งเป็นเทวรูปยามสิบตัวและเทวรูปนักรบยี่สิบตัว

“ถ้าข้าเข้าใจผิดไปเอง มันก็คงจะดีอยู่หรอก” ซานฟรีสรำพึงแผ่วเบา การรับมือกับเทวรูปสงครามมีอยู่สองวิธี นั่นคือเล่นงานคนที่ใช้มนต์บังคับเทวรูปหรือไม่ก็ทำลายเทวรูปสงครามทิ้งซะ สำหรับซานฟรีสแล้ว วิธีที่สองดูเหมือนจะง่ายกว่าวิธีแรก เพราะตนเองรู้จักความสามารถและจุดอ่อนของเทวรูปสงครามเป็นอย่างดี จึงไม่หนักใจเลย หากว่าพวกอสูรเป็นคนบังคับเทวรูปพวกนี้ แต่..มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ เหรอ

ซานฟรีสหันกลับมามองกระดานหมากรุกที่เล่นค้างไว้ หากให้เปรียบตัวหมากที่อยู่บนกระดานเป็นทหารแล้วล่ะก็ ตัวเบี้ยก็คือทหารปลายแถว ส่วนตัวขุนก็คือแม่ทัพ ในการเดินหมากแต่ละครั้ง สิ่งสำคัญที่ผู้เล่นต้องระวังก็คือ อย่าให้ตัวขุนถูกอีกฝ่ายจับกินเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะถือว่าจบเกม

ซานฟรีสนึกถึงคืนที่เล่นหมากรุกกับไกเซอร์ ตอนที่เห็นวิธีการเดินหมากของไกเซอร์ ซานฟรีสก็รู้สึกสงสัยขึ้นมา เพราะหมากทุกตัวที่ไกเซอร์หยิบวางลงไปบนกระดานไม่ว่าจะเป็นตัวเบี้ย ตัวม้า ตัวโคนหรือตัวขุน ทุกตัวล้วนก่อให้เกิดความรู้สึกเหมือนกับว่าหลุดเข้าไปอยู่ในสนามรบจริงๆ ถ้าตัวหมากพวกนั้นคือเหล่าทหารผู้กล้าของกองทัพ ตัวผู้เล่นหมากรุกเองก็เปรียบได้กับผู้นำของกองทัพนั่นเอง

หากเป็นคนอื่นเดินหมากแบบนี้ ซานฟรีสก็คงไม่รู้สึกอะไร แต่เพราะไกเซอร์ไม่เหมือนคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นความฉลาดลึกล้ำ การวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ รวมไปถึงความเลือดเย็นอำมหิตที่แฝงเร้นอยู่ภายในตัวนั้น ทำให้ซานฟรีสคิดว่า หมากรุกกระดานนี้น่าจะมีความนัยอะไรบางอย่างซุกซ่อนอยู่เพียงแต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร

เมื่อคิดแบบนี้ คืนที่เล่นหมากรุกด้วยกัน ซานฟรีสจึงสังเกตวิธีการเดินหมากของไกเซอร์อย่างละเอียดทำให้ตนเองวางหมากช้าผิดปกติ ผิดกับไกเซอร์ที่วางหมากได้รวดเร็วแต่สุขุมรอบคอบเปี่ยมไปด้วยชั้นเชิงอันเหนือชั้นที่ไม่ยอมมองข้ามรายละเอียดปลีกย่อยแม้แต่น้อย ความที่มัวแต่สนใจกับการไขปริศนาในตัวหมากของไกเซอร์มากเกินไป คืนนั้นซานฟรีสจึงเดินหมากรุกแพ้ไกเซอร์

แต่หลังจากไกเซอร์กลับห้องพักไปแล้ว ซานฟรีสก็นั่งมองตัวหมากที่อยู่บนกระดานพลางนึกทบทวนรูปแบบการเดินหมากของไกเซอร์อีกครั้ง ตอนที่กำลังนั่งคิดถึงเรื่องนี้ ซานฟรีสหันหน้าตรงกับหน้าต่างบานหนึ่งที่เปิดทิ้งไว้ จึงเห็นเงาดำทะมึนของเทือกเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของเทวรูปสงครามเข้าพอดี จึงคิดถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ นั่นคือ ตอนที่ตนเองบอกเรื่องเทวรูปสงครามให้ทุกคนรู้ มีไกเซอร์เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้มีท่าทีตกใจกับเรื่องนี้เหมือนกับว่ารู้อยู่แล้ว เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ซานฟรีสก็ฉุกใจคิดถึงเรื่องวิชาหุ่นเชิดไร้วิญญาณของไกเซอร์ขึ้นมา

เมื่อวิเคราะห์อย่างละเอียด ซานฟรีสก็ไขปริศนาเรื่องหมากรุกที่เพิ่งเล่นจบไปเมื่อกี้ออก ที่แท้หมากรุกกระดานนี้ คือการจำลองรูปแบบการต่อสู้ของทหารในสนามรบที่ไกเซอร์คิดขึ้นมาเพื่อใช้ในการทำสงคราม หากเปรียบดินแดนในแถบนี้คือกระดานหมากที่จะต้องวางหมากของตัวเองลงไปแล้วล่ะก็ ตัวหมากที่เหมาะที่สุดสำหรับใช้ในการทำลายหมากหรือทหารของศัตรูให้พังราบเป็นหน้ากลองก็คือ พวกเทวรูปสงครามนั่นเอง

ตอนที่คิดเรื่องนี้ออกซานฟรีสก็อดหนักใจขึ้นมาไม่ได้ เพราะรู้ดีว่าคนอย่างไกเซอร์ไม่เคยนึกถึงคนอื่นมากไปกว่าตัวเองหรอก ดังนั้นเพื่อป้องกันเหตุอันไม่คาดฝัน ซานฟรีสจึงยอมอดนอนนั่งเล่นหมากรุกอยู่คนเดียวในห้องเพื่อคิดค้นวิธีการเดินหมากเพื่อใช้สำหรับรับมือกับหมากรุกสงครามของไกเซอร์ ความที่ชื่นชอบการเล่นหมากรุกเป็นชีวิตจิตใจรวมถึงฝีมือที่เก่งกาจในเชิงหมากรุกอย่างหาตัวจับยาก ซานฟรีสจึงคิดวิธีแก้ทางหมากรุกของไกเซอร์ได้เป็นผลสำเร็จในตอนใกล้รุ่งของอีกวัน

ถึงจะคิดวิธีแก้ทางหมากรุกของไกเซอร์ได้แล้วก็ตาม แต่ซานฟรีสก็ยังไม่วางใจอยู่ดี เพราะไม่รู้ว่าไกเซอร์มีวิธีการเดินหมากแบบอื่นอีกไหม ซานฟรีสจึงมองหาคนที่มีไหวพริบดีและเล่นหมากรุกเก่ง เพื่อต้องการให้มาฝึกหมากรุกแบบพิเศษที่ตนคิดขึ้นมาและคนๆ นั้นก็คือชูร่า เพราะนอกจากจะมีคุณสมบัติที่เหมาะสมแล้ว ชูร่าก็ยังเป็นขุนพลมือขวาของไกเซอร์อีกด้วย จึงน่าจะคาดเดาความคิดของของไกเซอร์ได้ดีกว่าใครทั้งหมด

แต่เหตุผลสำคัญที่ซานฟรีสเลือกชูร่าก็คือ ซานฟรีสคิดว่าปีศาจแมงมุมอย่างชูร่า น่าจะใช้ใยแมงมุมชักใยบังคับสิ่งของต่างๆ ให้เคลื่อนไหวได้ตามใจชอบ ซึ่งเรื่องนี้ซานฟรีสได้ถามชูร่าแล้วและได้รับคำตอบจากชูร่าว่าสามารถทำได้ ในเมื่อไกเซอร์ใช้มนต์เชิดหุ่นบังคับเทวรูปได้ ซานฟรีสก็จะให้ชูร่าใช้ใยแมงมุมควบคุมเทวรูปพวกนี้เช่นกัน แต่ซานฟรีสไม่ได้บอกเรื่องนี้ให้ใครรู้ ขนาดชูร่าที่โดนซานฟรีสเคี่ยวเข็ญเรื่องการเดินหมากรุกแบบพิเศษก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ท่านซานฟรีสจะให้ตนฝึกหมากรุกแบบพิเศษไปเพื่ออะไร แต่ชูร่าก็ไม่กล้าถาม

ซานฟรีสเดินกลับมานั่งที่เดิม มองกระดานหมากรุกอย่างครุ่นคิด สมมุติว่าไกเซอร์ได้ครอบครองพวกเทวรูปสงครามที่อยู่บนเทือกเขานั่นแล้วจริงๆ ก็ต้องดูว่ามันจะอยู่ข้างไหน หากมันเลือกอยู่ข้างอสูรอย่างที่ข้าคาดเดาเอาไว้แล้วล่ะก็ สงครามหมากรุกระหว่างเทวรูปของมันกับเทวรูปของข้าได้เปิดกระดานแน่นอน

“ซานฟรีส! ซานฟรีส!” เสียงเวอร์บีการ์ที่ดังอยู่หน้าห้อง ดึงซานฟรีสให้ตื่นจากภวังค์ ลุกขึ้นเดินมาเปิดประตูห้องให้อีกฝ่ายเข้ามาข้างใน เมื่อเข้ามาข้างในแล้วเวอร์บีการ์ก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ซานฟรีสฟัง

“แล้วตอนนี้โรซาร์เนียร์กับชูร่าอยู่ที่ไหน?”

“ชูร่ากำลังถอนมนต์สายใยพิศวงอยู่ในห้อง ส่วนโรซาร์เนียร์น่าจะอยู่ที่เรือนรับรอง เพราะตอนที่ข้าติดต่อไปหาพวกจอห์น โรซาร์เนียร์ก็ออกไปที่นั่นแล้ว”

“แล้วพวกจอห์น?”

“พอคุยกับข้าเสร็จ พวกนั้นก็ไปที่เรือนรับรอง” เวอร์บีการ์ตอบแล้วถ่ายทอดแผนให้ฟังว่า พวกจอห์นจะสร้างอาณาเขตปิดผนึกขึ้นมาปกคลุมพื้นที่เรือนรับรองเพื่อสู้กับสี่ผู้เฒ่าวิหค ระหว่างนี้ก็ให้ชูร่ารีบถอนมนต์สายใยพิศวง เมื่อถอนมนต์เสร็จแล้วให้ทุกคนหนีออกไปจากที่นี่ทันที

“ทำไมจะต้องรอให้ชูร่าถอนมนต์เสร็จด้วย หนีไปตอนนี้ไม่ได้หรือไง?”

“ทำแบบนั้นไม่ได้! พวกจอห์นบอกว่า ตาเฒ่าวิหคมีมนต์ตัวหนึ่งชื่อว่า มนต์หวนกลับ ซึ่งคล้ายกับมนต์ค้นหาของโรซาร์เนียร์แต่น่ากลัวกว่า เพราะมันสามารถเรียกคนหรือสิ่งของที่ต้องการให้กลับมาหาได้ หากพวกเราหนีไปตอนนี้ ตาเฒ่าวิหคจะแกะรอยจากรังแมงมุมของชูร่าแล้วใช้มนต์หวนกลับเรียกชูร่าให้กลับมาที่นี่ ดังนั้นพวกเราต้องรอให้ชูร่าถอนรังแมงมุมทั้งหมดขึ้นมาซะก่อนจึงจะหนีออกไปได้”

“ถึงชูร่าจะถอนรังแมงมุมทั้งหมดได้ก็เถอะ แต่ในบริเวณนั้นก็ยังคงมีกลิ่นไอปีศาจหลงเหลืออยู่ให้ตาเฒ่าวิหคตามกลิ่นของชูร่าได้อยู่ดี  แล้วแบบนี้มันจะต่างกันตรงไหนล่ะเวอร์บีการ์”

“เรื่องนี้พวกจอห์นคิดเผื่อไว้แล้ว ที่พวกนั้นตัดสินใจสู้กับตาเฒ่าวิหคที่เรือนรับรอง เป็นเพราะต้องการใช้ประโยชน์จากการต่อสู้กันของพลังธาตุทั้งสี่ ทำลายกลิ่นไอปีศาจของพวกเราทุกคนที่อยู่ในเรือนรับรองทิ้งทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้ตาเฒ่าวิหคใช้มนต์หวนกลับดึงตัวพวกเรากลับมาที่นี่อีก”

“วิธีนี้มันก็ดีอยู่หรอกนะเวอร์บีการ์ แต่มันเสี่ยงมาก ถึงพวกจอห์นจะมีฝีมือสูง แต่ถ้าพวกอสูรแห่กันมาสมทบกับตาเฒ่าวิหคล่ะก็ ต่อให้เป็นพวกจอห์นก็เถอะ รับมือพวกมันไม่ไหวแน่”

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ที่พวกจอห์นสร้างอาณาเขตปิดผนึกขึ้นมาปกคลุมเรือนรับรอง ก็เพื่อต้องการปิดกั้นการรับรู้ของพวกอสูรชั่วคราว ขณะที่พวกนั้นสู้กับตาเฒ่าวิหค พวกอสูรจะไม่ได้ยินเสียงการต่อสู้ที่เกิดขึ้น เมื่อชูร่าถอนมนต์เสร็จแล้วพวกเราก็รีบหนีออกไป จากนั้นพวกจอห์นจะทำลายอาณาเขตปิดผนึกทิ้งและตามพวกเราไปทีหลัง กว่าพวกอสูรจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้น พวกเราก็หนีไปไกลจากที่นี่แล้ว”

“จะแน่ใจได้ยังไงว่า ตาเฒ่าวิหคจะไม่ทำลายอาณาเขตปิดผนึกออกมาก่อนที่ชูร่าจะถอนมนต์เสร็จ”

“เมื่อกี้ข้าก็ถามแบบนี้เหมือนกัน พวกจอห์นก็ตอบว่า ท่านเวอร์บีการ์ครับ ตำแหน่งองครักษ์ที่พวกเราได้มานั้น ไม่ใช่ได้มาเพราะใช้เส้นสายของท่านพ่อหรือเป็นเพราะโชคช่วยนะครับ แต่ได้มาเพราะฝีมือล้วนๆ”

“ขนาดหน้าสิ่วหน้าขวานแท้ๆ เจ้าพวกนั้นยังพูดแบบนี้อีกนะ” ซานฟรีสหัวเราะชอบใจแล้วถามต่อ

“ว่าแต่คนอื่นๆ รู้เรื่องแผนการนี้แล้วหรือยัง”

“ข้าบอกให้ท่านรัน เรเซีย โดโรทีและครูเกอร์รู้แล้ว ส่วนโรซาร์เนียร์ก็น่าจะเจอกับพวกจอห์นและรู้เรื่องนี้แล้วนะ แต่ไกเซอร์ยังไม่รู้ เมื่อกี้ข้าก็แวะไปหามันที่ห้องแต่ไม่เจอ สงสัยคงจะออกไปเดินเล่นข้างนอกมั้ง”

“เดินเล่นงั้นเหรอ? แต่ตอนนี้พวกอสูรกำลังประชุมกันอยู่ ทหารของพวกมันคงไม่ยอมให้ใครออกไปเดินเพ่นพ่านข้างนอกหรอก ข้าคิดว่ามันน่าจะอยู่ในปราสาทนี่แหละ” ซานฟรีสหรี่ตาลงอย่างครุ่นคิดก่อนนิ่วหน้า เมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้ เดี๋ยวสิ! ถ้าชูร่าใช้แมงมุมออกหาข่าวได้ แล้วไกเซอร์ล่ะ มันสามารถใช้เส้นผมออกหาข่าวได้หรือเปล่า ในเมื่อวิชาเชิดหุ่นของมันก็ใช้เส้นผมเป็นหลัก แย่ละสิ! หรือว่า..

“เวอร์บีการ์! เมื่อกี้เจ้าบอกว่าชูร่ากำลังถอนมนต์สายใยพิศวงอยู่ในห้องใช่ไหม!”

“ใช่! แต่ข้าให้โดโรทีกับครูเกอร์ไปอยู่เป็นเพื่อนชูร่าแล้ว มีอะ...เฮ้ย!” เวอร์บีการ์ร้องเสียงดังเมื่อซานฟรีสฉุดมือเวอร์บีการ์พาวิ่งออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว

“เดี๋ยว! เจ้าจะพาข้าไปไหน!” เวอร์บีการ์ถาม  ซานฟรีสไม่ตอบแต่ลากเวอร์บีการ์ไปที่ห้องของชูร่า ซึ่งอยู่ริมสุดทางปีกซ้ายของปราสาท เมื่อมาถึงก็ผลักประตูห้องเข้าไปก่อนทำหน้าเหวอ เพราะในห้องไม่มีใครอยู่

“ไหนเจ้าบอกว่าชูร่ากำลังถอนมนต์อยู่ในห้องไง!!” ซานฟรีสหันมาโวยใส่เวอร์บีการ์เสียงดัง

“แล้วใครบอกเจ้าว่าชูร่าอยู่ในห้องนี้ พวกจอห์นให้ชูร่าถอนมนต์จากที่ห้องของโรซาร์เนียร์ต่างหากล่ะ จะได้ไม่เสียเวลาเดินย้อนไปย้อนมา ว่าแต่ทำไมเจ้าต้องโวยวายด้วย” เวอร์บีการ์มองซานฟรีสอย่างไม่เข้าใจ

“อย่าเพิ่งถามได้ไหม รีบไปดูชูร่ากันก่อนเถอะ” 

เมื่อทั้งคู่มาถึงห้องพักของโรซาร์เนียร์ ซานฟรีสก็ใช้มือผลักประตูห้องแต่ต้องผงะถอยหลังเมื่อมีพลังบางอย่างสะท้อนออกมาจากภายในนั้น รีบหันมาบอกเวอร์บีการ์

“มีคนกางอาณาเขตปิดผนึกห้องนี้”

“ว่าไงนะ!” เวอร์บีการ์พูดพลางใช้มือผลักประตูห้องเข้าไป แต่กลับโดนพลังสะท้อนกลับออกมา

“นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทำไมจู่ๆ ในห้องถึงได้มีการกางอาณาเขตปิดผนึก!” เวอร์บีการ์มีสีหน้าตกใจ

ซานฟรีสมีสีหน้าเคร่งขรึม คนที่กางอาณาเขตปิดผนึกห้องนี้ไว้ต้องเป็นไกเซอร์แน่! แต่อย่าคิดนะว่าข้าจะยอมให้มันทำแบบนั้น ไม่มีทางเด็ดขาด! คิดแล้วซานฟรีสก็หันมาสั่งเวอร์บีการ์

“ข้าจะเข้าไปในห้องเอง ส่วนเจ้าก็รีบพาท่านรันกับเรเซียไปหาโรซาร์เนียร์ให้เร็วที่สุด ถ้าเจอแล้ว พวกเจ้าก็หนีออกไปก่อนไม่ต้องห่วงทางนี้ เดี๋ยวข้าจะส่งชูร่า โดโรทีและครูเกอร์ตามไปทีหลัง!”

“เดี๋ยว! เจ้าหมายความว่ายังไง ทำไมต้องให้พวกเราหนีไปก่อน แล้ว..”

“ไว้ข้าค่อยอธิบายทีหลัง รีบไปได้แล้ว!” ซานฟรีสทาบมือขวาลงไปบนประตูห้องพักของโรซาร์เนียร์ เกิดเสียงฟู่ดังแผ่วเบา อาณาเขตปิดผนึกกลายเป็นช่องโหว่ให้คนหนึ่งคนเดินผ่านเข้าไปได้ ซานฟรีสเข้าไปข้างในทันที

ภายในห้องพักของโรซาร์เนียร์ ตอนนี้ได้เปลี่ยนสภาพเป็นผืนดินแตกระแหงกว้างขวางสุดลูกหูลูกตา พระอาทิตย์ดวงโตที่ลอยเหนือพื้นดินส่องแสงลงมาข้างล่าง ทำให้พื้นที่ทั้งหมดกลายเป็นสีส้มจัด ซานฟรีสกวาดตามองไปรอบๆ เพื่อหาพวกชูร่า นอกจากเงาดำทะมึนของตนเองที่ทอดยาวไปด้านหลังแล้ว ซานฟรีสก็ไม่พบเห็นสิ่งมีชีวิตใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงความเวิ้งว้างว่างเปล่า ราวกับหลุดเข้ามาอยู่ในแดนสนธยาก็ไม่ปาน

แต่ถึงแม้จะมองไม่เห็น ซานฟรีสก็จับสัมผัสของทุกคนได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นชูร่าที่ดูเหมือนว่าจะมีพลังชีวิตที่สูงขึ้น แสดงว่าชูร่ากำลังดึงรังแมงมุมกลับมาหาตัวเอง พลังชีวิตจึงได้เพิ่มขึ้น แต่น่าแปลก ในขณะที่พลังชีวิตของชูร่าเพิ่มขึ้น ทำไมพลังชีวิตของโดโรทีกับครูเกอร์ถึงได้อ่อนแรงลงเรื่อยๆ หรือว่า..ทั้งคู่กำลังสู้กับไกเซอร์!

ซานฟรีสคุกเข่าข้างหนึ่งพร้อมกับวางมือนาบลงไปบนพื้นดิน ไกเซอร์! ถึงเจ้าจะพรางตัวกลบกลิ่นไอปีศาจเพื่อลวงตาข้าก็ตาม แต่อย่าคิดว่าข้าไม่มีปัญญาทำลายมนต์พรางตาของเจ้า!

“เปิดผนึก!” ซานฟรีสปล่อยไอสีน้ำตาลจากฝ่ามือออกไป เกิดเสียงครืนๆ ดังลั่น แผ่นดินค่อยๆ แยกออกจากกัน กลุ่มควันสีส้มพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินพร้อมกับเงาดำทะมึนสองร่างกระโจนออกมาพุ่งใส่ซานฟรีสอย่างรวดเร็ว แต่กลับถูกซานฟรีสใช้มือทั้งสองข้างตะปบเข้าที่ลำคอของพวกมันเอาไว้ได้ด้วยความเร็วที่เหนือกว่า

 “ไม่ยักจะรู้ว่าเจ้าไกเซอร์เลี้ยงอสูรกายพวกนี้ไว้ดูเล่นด้วยแฮะ” ซานฟรีสมองสิ่งที่ตัวเองจับเอาไว้ได้พลางส่ายหัว พวกมันมีรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่สูงเพียงสองฟุต ดวงตาสีน้ำตาลยาวรีเหมือนงู จมูกเล็กจนมองแทบไม่เห็น บนหัวไม่มีผม แต่มีปุ่มหนาๆ ขนาดเท่ากับเมล็ดถั่วเขียวขึ้นเรียงกันเป็นแถว ปากหนาสีเขียวคล้ำเต็มไปด้วยเกล็ดเล็กๆ จำนวนมากมองเห็นเด่นชัด พวกมันคืออสูรกายชนิดหนึ่ง เคลื่อนไหวได้รวดเร็วว่องไว มีนิสัยดุร้าย และชอบกินของคาวเป็นชีวิตจิตใจโดยเฉพาะเนื้อมนุษย์

“ไกเซอร์กับพวกชูร่าอยู่ใต้ดินนี่ใช่ไหม!”

อสูรกายสองตนไม่ยอมบอก มันมองซานฟรีสด้วยดวงตาแดงก่ำเหมือนกับจะกินเลือดกินเนื้อ ก่อนจะพ่นลมหายใจสีเขียวขุ่น มีกลิ่นเหม็นเน่าคล้ายซากศพออกมาเป็นทางยาวใส่หน้าซานฟรีส

“ดูเหมือนว่าไกเซอร์จะไม่เคยอบรมสั่งสอนเรื่องมารยาทให้กับพวกเจ้าสินะ!” ซานฟรีสเกร็งมือที่จับลำคอของพวกมันเข้าหากันส่งผลให้พวกมันตาเหลือก พยายามดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อให้หลุดจากมือของซานฟรีส

“ในเมื่อพวกเจ้าไม่ยอมบอก งั้นก็ลงนรกไปซะ!” ซานฟรีสพูดจบพร้อมกับเสียงกร็อบดังลั่น ร่างของอสูรกายกระตุกเฮือก คอหักหงายพับไปด้านหลัง หมดลมหายใจโดยไม่มีโอกาสได้ส่งเสียงร้องสักแอะ

ความจริงอสูรกายพวกนี้มีฝีมือพอตัว อีกทั้งลมหายใจที่พวกมันพ่นออกมาเมื่อกี้ หากสูดดมเข้าไปจะทำให้หมดสติไปชั่วครู่ แต่ซานฟรีสรู้จักพวกมันดี จึงกลั้นลมหายใจเอาไว้ตั้งแต่จับตัวพวกมันได้ ซึ่งซานฟรีสสามารถกลั้นลมหายใจได้นานถึงสามสิบนาที พวกมันจึงทำอะไรซานฟรีสไม่ได้กลับเป็นฝ่ายถูกซานฟรีสฆ่าทิ้งซะเอง 

ซานฟรีสเหวี่ยงร่างของพวกมันทิ้งอย่างไม่สนใจ ก่อนก้มมองรอยแตกของพื้นดิน ควันสีส้มยังคงทะลักขึ้นมาไม่ขาดสาย ซานฟรีสกระโดดลงไปอย่างไม่ลังเล พลันมีลำแสงสีส้มจำนวนมากพุ่งตรงขึ้นมา ลำแสงที่ว่านี้เป็นพลังโจมตีของไกเซอร์ที่ปล่อยขึ้นมา ซึ่งหากอยู่ในภาวะปกติ ซานฟรีสคงจะยกมือดูดซับลำแสงพวกนี้เอาไว้ แล้วเปลี่ยนลำแสงพวกนี้ให้กลายเป็นพลังของตนเอง

แต่ซานฟรีสรู้ดีว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ในอาณาเขตปีศาจของไกเซอร์ ผู้ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องการวางแผนหลอกล่อศัตรูให้หลงกล ซานฟรีสจึงไม่ดูดซับพลังโจมตีที่พุ่งตรงมา แต่ใช้วิธีการกางบาเรียขึ้นมาป้องกันร่างเอาไว้รวมไปถึงใช้มนต์พรางตาปกปิดร่องรอยของตัวเองและกลบกลิ่นไอปีศาจตลอดจนลบรังสีเข่นฆ่าจนหมดสิ้น

ที่ซานฟรีสทำแบบนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการต่อสู้กับไกเซอร์ เพราะซานฟรีสต้องการตรวจสอบให้แน่ใจว่าพวกชูร่ายังปลอดภัยดีอยู่ หากบุ่มบ่ามสู้กับไกเซอร์ในตอนนี้ เกรงว่าพวกชูร่าจะโดนลูกหลงได้รับอันตรายไปด้วย

แต่เหตุผลสำคัญที่ซานฟรีสไม่ต้องการสู้กับไกเซอร์ในตอนนี้ก็คือ ซานฟรีสเกรงว่าหากต่อสู้กับไกเซอร์จริงๆ ด้วยพลังระดับแม่ทัพปีศาจของทั้งคู่ คงทำให้อาณาเขตปิดผนึกที่ไกเซอร์กางปกคลุมห้องนี้เอาไว้ถูกทำลายจนแหลกเป็นจุล ทีนี้พวกอสูรก็จะแห่มาที่นี่กันหมด ทำให้กระทบต่อแผนการหลบหนีไปจากแดนอสูรที่พวกจอห์นคิดขึ้นมา ซึ่งจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายเข้าไปใหญ่และเป็นสิ่งที่ซานฟรีสไม่ต้องการให้เกิดขึ้น

นับว่าซานฟรีสตัดสินใจถูกต้องที่ไม่ดูดซับพลังโจมตีของไกเซอร์ เพราะลำแสงสีส้มกลุ่มนี้มียาพิษชนิดสลายพลังชีวิตแฝงอยู่ หากได้รับยาพิษชนิดนี้เข้าไป พลังชีวิตจะถูกทำลายลงครึ่งหนึ่งและไม่สามารถฟื้นฟูได้อีกตลอดกาล ซึ่งยาพิษชนิดนี้ไกเซอร์คิดค้นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อห้าสิบปีก่อนเพื่อใช้สำหรับกำจัดท่านราฟ แต่ตอนที่คิดยาพิษชนิดนี้ขึ้นได้ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ท่านราฟกับท่านเกรซหายตัวไป ไกเซอร์จึงเก็บยาพิษตัวนี้ติดตัวไว้ตลอดเพื่อรอเวลา เพราะไกเซอร์มั่นใจว่าไม่ช้าก็เร็วท่านราฟก็จะต้องกลับมา

 ลำแสงโจมตีของไกเซอร์กระทบกับบาเรียของซานฟรีสแตกกระจายออกไปเป็นวงกว้าง แต่ไม่สามารถทะลวงม่านบาเรียเข้ามาได้ ซานฟรีสหงายมือข้างหนึ่ง เกิดกลุ่มควันสีเทาพวยพุ่งขึ้นมาก่อตัวเป็นรูปร่างมนุษย์คนหนึ่ง มันคือร่างจำแลงของซานฟรีส ที่เหมือนกับร่างจริงทุกอย่าง แม้กระทั่งความสามารถก็ถอดแบบออกมาได้เหมือนไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย ซึ่งวิชาแขนงนี้ของซานฟรีส นอกจากท่านราฟแล้ว ก็ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน

“ที่ผ่านมา ข้าไม่เคยใช้ร่างจำแลงเข้ามาช่วยในการต่อสู้เลยสักครั้ง เพราะมันไม่ยุติธรรมกับคู่ต่อสู้ แต่ในเมื่อเจ้าเล่นไม่ซื่อ คิดจะสูบพลังชีวิตของชูร่าทั้งที่เป็นพวกพ้องเดียวกันแบบนี้ ข้าก็ต้องเล่นตุกติกกับเจ้าบ้างล่ะ ไกเซอร์!” ซานฟรีสปล่อยร่างจำแลงออกไปจากม่านบาเรีย เมื่อเห็นร่างจำแลงโบกมือให้ ซานฟรีสก็พยักหน้า ใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเองลงไปหาพวกชูร่าที่อยู่ข้างล่างทันที

                                                            *************************************************************

ช่วงที่ซานฟรีสเข้ามาในห้องของโรซาร์เนียร์นั้น ภายในชั้นที่ลึกที่สุดในอาณาเขตปีศาจของไกเซอร์ ขณะนั้นโดโรทีกับครูเกอร์ยืนหายใจหอบเคียงกัน ไหล่ขวาของโดโรทีมีเลือดซึมขึ้นมาจนเสื้อบริเวณนั้นเปียกชุ่ม เช่นเดียวกับครูเกอร์ที่มีเลือดซึมขึ้นมาจากชายโครงด้านซ้าย แต่ทั้งคู่ไม่คิดจะห้ามเลือด เพราะเกรงว่าหากทำแบบนั้น ไกเซอร์กับพวกอสูรกายเป็นจำนวนมากที่ยืนล้อมกรอบคุมเชิงทั้งคู่อยู่จะฉวยโอกาสเข้ามาโจมตีซ้ำ

ชูร่าที่กำลังถอนมนต์สายใยพิศวงอยู่ในบาเรียปีศาจ มองเพื่อนทั้งสองคนที่ยืนขวางหน้าไกเซอร์กับพวกอสุรกายด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พลางก้มมองใยแมงมุมเส้นที่กำลังถูกดึงกลับเข้ามาที่มือของตนเส้นแล้วเส้นเล่า ก่อนเม้มปากแน่น อีกนิดเดียวเท่านั้น โดโรที ครูเกอร์ รอข้าก่อนนะ

ไกเซอร์มองชูร่าที่อยู่ในบาเรียก่อนผุดยิ้มขึ้นมา พลังชีวิตของชูร่ากำลังเพิ่มขึ้น แสดงว่ามันถอนมนต์ใกล้เสร็จแล้วสินะ หากข้าสูบพลังชีวิตของมันในตอนนี้แล้วล่ะก็ หึหึ  คิดแล้วไกเซอร์ก็หันมามองโดโรทีกับครูเกอร์

 “ข้าจะถามพวกเจ้าอีกครั้ง!” น้ำเสียงของไกเซอร์ราบเรียบขัดกับแววตาที่มองมาโดยสิ้นเชิง

 “พวกเรายืนยันคำพูดเดิมครับ ไม่ว่ายังไงก็มอบชูร่าให้ท่านไม่ได้เด็ดขาด!” โดโรทีตอบเสียงหนัก

“งั้นเหรอ ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่า พวกเจ้าจะห่วงชีวิตของคนอื่นมากกว่าชีวิตของตัวเอง”

“ชูร่าเป็นพวกพ้องของพวกเราไม่ใช่หรือไงครับ ท่านไกเซอร์!” ครูเกอร์ตะโกนเสียงดัง 

“หึ เพราะเป็นพวกพ้องเดียวกันงั้นเหรอ ข้าว่าพวกเจ้าคิดอะไรตื้นไปหน่อยมั้ง” น้ำเสียงของไกเซอร์เยาะหยันไม่ปิดบัง โดโรทีกับครูเกอร์กำมือเข้าหากันแน่น มองไกเซอร์ตาวาว แต่ไกเซอร์กลับยิ้มอย่างใจเย็น

“ข้าจะบอกอะไรให้รู้อย่างหนึ่ง คนที่จะก้าวขึ้นมายิ่งใหญ่เหนือคนอื่นได้นั้น แค่ความสามารถอย่างเดียวมันไม่พอหรอก แต่จะต้องมีความทะเยอทะยานด้วย และไอ้ความทะเยอทะยานที่ว่านั่น ก็รวมไปถึงการเหยียบย่ำลงไปบนบ่าของผู้อื่นเพื่อถีบตัวเองให้สูงขึ้น ถึงชูร่าจะเป็นพวกเดียวกันกับข้า แล้วมันจะยังไงล่ะ ถ้าพลังชีวิตของมันสามารถทำให้ข้ายิ่งใหญ่เหนือคนอื่นได้ ต่อให้มันเป็นลูกชายของข้า ข้าก็ไม่ลังเลเลยที่จะฆ่ามัน!”

“ท่านไกเซอร์!” 

ไม่เพียงโดโรทีกับครูเกอร์จะตกใจเท่านั้น แต่ชูร่าที่กำลังถอนมนต์สายใยพิศวงก็ตกใจเช่นกัน ใบหน้าของชูร่าซีดเผือดก่อนเปลี่ยนเป็นสีเข้ม ถึงจะรู้มานานแล้วว่าไกเซอร์โหดเหี้ยมที่สุดในบรรดาแม่ทัพปีศาจทั้งหมด แต่ชูร่าก็คิดไม่ถึงว่าไกเซอร์จะอำมหิตและเลือดเย็นกับลูกน้องคนสนิทอย่างตนได้ลงคอ

 “ในเมื่อพวกเจ้ายืนยันคำพูดเดิม ข้าก็ไม่มีอะไรจะพูดกับพวกเจ้าอีกแล้ว!”

ร่างของไกเซอร์เลือนหายไปจากตรงนั้น โดโรทีกับครูเกอร์รีบหมุนตัวกลับมาตวัดมือปล่อยพลังใส่เส้นผมสองเส้นที่พุ่งตรงมา ระเบิดดังบึม กลุ่มควันสีส้มจากเส้นผมตลบฟุ้งไปทั่ว เหล่าอสุรกายของไกเซอร์กระโจนใส่โดโรทีกับครูเกอร์พร้อมกัน

“ข้าจัดการพวกมันเอง เจ้าไปคุ้มกันชูร่าเถอะ” ครูเกอร์บอกพลางพุ่งใส่อสุรกายกลุ่มที่อยู่ใกล้สุด หมุนตัวควงสว่าน ยิงเล็บออกไปเป็นชุด ร่างอสุรกายหงายหลังล้มตึงกันเป็นแถว โดโรทีเห็นดังนั้นจึงลอยตัวไปหาชูร่าที่อยู่ในบาเรีย พลันเส้นผมจำนวนมากก็ทะลุพื้นดินขึ้นมาโจมตีใส่จากทุกทิศ

โดโรทียิงลำแสงปีศาจออกไปรอบด้าน ประกายไฟลุกวาบตามด้วยเสียงบึมดังสนั่น โดโรทีไม่อยู่รอดูผลรีบพุ่งตัวออกไป แต่ไกเซอร์ปรากฏตัวดักหน้า สะบัดมือใส่ในระยะประชิดตัว โดโรทีหัวทิ่มหน้าคะมำร่วงลงมายังพื้นข้างล่าง ไกเซอร์ยิงลำแสงสีส้มตามไปทันที

โดโรทีรีบพลิกตัวหลบ ลำแสงถูกพื้นดินระเบิดเป็นจุล แรงระเบิดอัดใส่โดโรทีจนกระเด็นหงายท้อง ยังไม่ทันจะลุกขึ้นยืน เส้นผมกลุ่มหนึ่งก็ทะลุพื้นดินขึ้นมาตวัดรัดคอโดโรทีกระชากร่างลากไปตามพื้นดิน

ครูเกอร์ที่กำลังสู้กับพวกอสุรกายหันมามองอย่างตกใจ พุ่งตัวจะเข้าไปช่วย จู่ๆ แส้ขนาดใหญ่ก็โผล่ขึ้นมาจากด้านหลังฟาดใส่เข้าอย่างจัง ครูเกอร์ปลิวไปชนกำแพงหินที่โผล่พรวดขึ้นมาเสียงดังโครม ร่างหงายหลังกระแทกพื้นดังพลั่ก สำลักเลือดออกมากองโต แต่ยังกัดฟันยันกายลุกขึ้นนั่งหายใจหอบฮั่กๆ    

ด้านโดโรทีก็ถูกเส้นผมจับร่างฟาดกับพื้นดินเสียงดังสนั่น แรงฟาดของมันทำให้พื้นดินบริเวณนั้นยุบตัวลงไปเป็นหลุมลึก โดโรทียังไม่ทันจะโงหัวขึ้นมา เส้นผมก็ยกร่างโดโรทีฟาดกับพื้นอีกครั้ง โดโรทีถึงกับกระอักเลือด แต่เส้นผมก็ยังไม่ยอมปล่อยกลับรัดคอโดโรทีแน่นขึ้น กดน้ำหนักของมันจมหายเข้าไปในเนื้อจนเลือดซึม

“อ่อก..ก” โดโรทีอ้าปากกว้าง หายใจหอบอย่างยากลำบาก กัดฟันข่มความเจ็บปวด ยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาจับเส้นผมเอาไว้แล้วร่ายมนต์ ประกายไฟลุกพรึ่บลุกไหม้เส้นผม โดโรทีรีบสลัดตัวเองออกมา กลิ้งไปด้านข้างหลายตลบก่อนลุกขึ้นนั่งไอโขลกๆ เลือดจากบาดแผลหยดลงบนพื้นดินเป็นดวงๆ

“ไม่เลวนี่นา” ไกเซอร์มองโดโรทีอย่างพอใจ ก่อนย่นคิ้วเข้าหากัน รีบเงยหน้ามองข้างบน มีคนกำลังปลดผนึกอาณาเขตของข้า ไกเซอร์หันไปส่งสัญญาณให้อสุรกายสองตนที่อยู่ใกล้สุด พวกมันผงกศีรษะให้ก่อนทะยานตัวขึ้นไปด้านบน ไกเซอร์หรี่ตาครุ่นคิด อสุรกายสองตัวนั้นต้านคนที่เข้ามาไม่ได้หรอก ถ้าอย่างนั้น..

ไกเซอร์ชูนิ้วชี้ขึ้นแล้วร่ายมนต์ เกิดแสงสีส้มตรงปลายนิ้วเป็นรูปวงกลมแตกกระจายเป็นลำแสงโจมตีนับสิบสายพุ่งขึ้นไปข้างบนทันที ไม่ว่าคนที่เข้ามาจะเป็นใครก็ตาม หากมันรับพลังโจมตีที่แฝงยาสลายพลังชีวิตนี้เข้าไปล่ะก็ พลังเวทย์ของมันจะถูกทำลายลงครึ่งหนึ่งทันทีและไม่สามารถฟื้นฟูได้อีกตลอดกาล 

“ดูเหมือนว่าจะมีคนยื่นมือเข้ามาแส่ซะแล้ว ถ้าอย่างนั้นข้าคงต้องรีบแล้วล่ะสิ” ไกเซอร์ยิ้มให้โดโรทีกับครูเกอร์ พลันพื้นดินก็สั่นสะเทือนโยกเยกโคลงเคลงไปมาพร้อมกับเส้นผมจำนวนมากโผล่ขึ้นมาตวัดรัดคอ แขนและขาของโดโรทีกับครูเกอร์ ยกร่างของทั้งคู่ขึ้นมาลอยค้างกลางอากาศ

โดโรทีกับครูเกอร์มีสีหน้าตกใจ พยายามจะต่อต้านแต่ไม่เป็นผล เส้นผมที่รัดลำคอ แขนและขาของทั้งคู่บาดเข้าไปในเนื้อจนเลือดซึมออกมาหยดลงบนพื้นดินดังเปาะแปะ ทั้งคู่หน้าตาเหยเกด้วยความเจ็บปวด

“ข้าจะฉีกร่างพวกเจ้าเป็นชิ้นๆ ล่ะนะ!” ไกเซอร์ดีดนิ้วดังเป๊าะ ทันใดนั้น ชูร่าก็กระโจนออกมาจากบาเรีย ดีดใยแมงมุมออกไปตวัดรัดเส้นผมของไกเซอร์ที่พันธนาการโดโรทีกับครูเกอร์เอาไว้แล้วกระชากสุดแรง เกิดเสียงควากดังลั่น เส้นผมของไกเซอร์ขาดสะบั้นพร้อมๆ กับร่างของโดโรทีกับครูเกอร์ที่ร่วงลงมา ชูร่าสะบัดมือปล่อยรังแมงมุมออกไปรับร่างของทั้งคู่เอาไว้ พลางหมุนตัวกลับมาดีดใยแมงมุมโจมตีไกเซอร์

“ฟุ่บ..ฟุ่บ..บึม..บึม” ใยแมงมุมปะทะกับเส้นผมที่โผล่ขึ้นมาเป็นกำแพงขวางกั้น ระเบิดดังสนั่น ชูร่าดีดใยแมงมุมโจมตีอีกชุด พลางเข้าไปฉุดแขนโดโรทีกับครูเกอร์พาลอยตัวหนีขึ้นไปข้างบนแต่ไกเซอร์ปรากฎตัวดักหน้า ยิงลำแสงใส่ในระยะเผาขน พวกชูร่าเบิกตากว้าง รีบกางบาเรียพร้อมกัน

 “บึม” บาเรียของพวกชูร่าแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ แรงอัดกระแทกใส่พวกชูร่าเข้าอย่างจัง ทั้งสามคนหงายหลังกระเด็นตกลงมายังพื้นข้างล่าง ไกเซอร์ตวัดเส้นผมออกไปที่ชูร่า แต่ทว่า..

“พรึ่บ” ตาข่ายเวทย์สีน้ำตาลขนาดใหญ่โผล่ขึ้นมากลางอากาศรวบร่างของพวกชูร่าที่กำลังจะตกพื้นดินไว้ได้ทันท่วงที พร้อมกับซานฟรีสปรากฏตัวขึ้น ตวัดเท้าฟาดใส่ไกเซอร์เสียงดังปึ้ก ร่างไกเซอร์ลอยละลิ่วไปชนกำแพงดินเสียงดังสนั่น เศษดินถล่มลงมากองกับพื้น ฝุ่นตลบฟุ้งกระจาย

ไกเซอร์สะบัดมือปัดเศษดินที่ถล่มทับตัว ลุกขึ้นยืนหันไปมองซานฟรีสที่ยืนห่างออกไป

“นึกว่าใคร ที่แท้ก็เจ้านี่เอง แต่ผิดคาดเลยนะ เพราะข้าคิดว่าคนที่บุกเข้ามาในนี้น่าจะเป็นโรซาร์เนียร์หรือไม่ก็เวอร์บีการ์ซะอีก” ไกเซอร์พูดเสียงเรียบ ปัดเศษดินที่ติดตามเสื้อผ้าด้วยท่าทางสบายๆ

“งั้นหรือ? การที่ข้ามาปรากฏตัวขึ้นที่นี่ คงทำให้เจ้าประหลาดใจมากสินะ แต่ช่างมันเถอะ คนฉลาดลึกล้ำอย่างเจ้าไม่เคยเห็นข้าอยู่ในสายตาอยู่แล้วนี่นา จริงไหม” ซานฟรีสยิ้มน้อยๆ ในสีหน้าแล้วพูดต่อ

“ข้าจะไม่ถามหรอกนะ ว่าทำไมเจ้าจึงคิดจะสูบพลังชีวิตของชูร่า เพราะคนอย่างเจ้าคงมีเหตุผลอะไรบางอย่างที่คนอย่างข้าไม่อาจเข้าใจได้ แต่..เจ้าน่าจะรู้ดีนะว่า ถึงข้าจะฉลาดน้อยกว่าเจ้า แต่พลังเวทย์ของข้าก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเจ้าเลยแม้แต่น้อย ดังนั้น ข้าคงยอมให้เจ้าทำแบบที่คิดไว้ไม่ได้หรอก ไกเซอร์!” 

“พูดแบบนี้ ก็แสดงว่าเจ้าจะขัดขวางข้าใช่ไหม!”

“ข้าเคยบอกแล้วไงว่า แม้ข้าจะไม่ใช่คนดิบดีอะไรนักหนา แต่ก็ยังไม่เลวขนาดที่คิดจะทำลายชีวิตของพวกพ้องเดียวกัน และหากใครหน้าไหนก็ตามที่คิดทำเรื่องชั่วช้าแบบนั้น ข้าจะจัดการมันด้วยมือของข้าเอง!”

“งั้นเหรอ ถึงพลังเวทย์ของเจ้าจะสูสีกับข้า แต่ก็อย่าคิดนะว่าข้าจะยอมให้เจ้ามาขัดขวางแผนของข้า!”

ไกเซอร์ยิงลำแสงแฝงยาพิษสลายพลังโจมตีซานฟรีสออกไปเป็นชุด พลางลอยตัวขึ้นสูงดีดเส้นผมตวัดเกี่ยวตาข่ายเวทย์มนต์ที่ห่อหุ้มร่างของพวกชูร่าที่อยู่กลางอากาศดึงเข้ามาหาตัว แต่กิ่งไม้สีน้ำตาลโผล่ออกมาจากตาข่ายเวทย์มนต์ตวัดพันเส้นผมของไกเซอร์ไต่ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

 ไกเซอร์รีบปล่อยมือจากเส้นผม ดีดลูกไฟจากฝ่ามือพุ่งชนกิ่งไม้ของซานฟรีสเกิดเสียงเปรี๊ยะๆ สองครั้งก่อนระเบิดดังบึม ลูกไฟบางส่วนกระเด็นมาถูกพื้นข้างล่างระเบิดดังลั่น พายุทรายขนาดใหญ่นับสิบลูกก่อตัวขึ้นฉับพลันเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง พื้นดินแห้งแล้งแตกระแหงโดนพายุทรายกลบทับจนมิดกลายเป็นทะเลทรายกว้างใหญ่ ต้นไม้ปีศาจของซานฟรีสค่อยๆ แทงยอดโผล่ขึ้นมาจากทะเลทรายห้อมล้อมพื้นที่ทั้งหมดเอาไว้

“อะไรกัน!” ไกเซอร์อุทาน หันไปมองซานฟรีสที่ลอยตัวหลบหลีกพลังโจมตีของตนอีกด้านก่อนกำมือเข้าหากัน  หนอยแน่ะ! มันกางอาณาเขตปีศาจของมันตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมข้าถึงไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย

พื้นที่ที่ไกเซอร์ยืนอยู่ปรากฏเส้นผมโผล่ขึ้นมาเป็นกำแพงขวางกั้นพายุทรายที่โหมกระหน่ำอย่างรุนแรง ทรายบนพื้นดินถูกลมพายุหอบขึ้นมาลอยฟุ้งปลิวว่อนจนมองไม่เห็นทิศทาง พวกอสุรกายของไกเซอร์วิ่งหนีพายุทรายกันอลหม่าน เสียงลมอื้ออึงดังหวีดหวิวสลับกับเสียงร้องโวยวายของพวกอสุรกายที่โดนพายุทรายพัดร่างจนลอยขึ้นมาหมุนคว้างในอากาศดังลั่นฟังไม่ได้ศัพท์

ขณะที่พายุทรายกำลังพัดอย่างบ้าคลั่ง ต้นไม้ปีศาจของซานฟรีสก็เริ่มไหวเอนไปมา กิ่งไม้สีน้ำตาลโบกไหวต้องลมพายุทรายเสียดสีกันดังเกรียวกราว พวกอสุรกายที่หมุนคว้างในอากาศส่งเสียงร้องโหยหวนดังลั่นไม่เป็นภาษา ไอชีวิตถูกดึงออกจากร่างไปรวมกันเป็นกลุ่มควันขนาดใหญ่พุ่งไปหาต้นไม้ปีศาจที่กำลังโยกซ้ายโยกขวาราวกับเริงระบำ พวกมันดูดกินไอชีวิตของพวกอสุรกายอย่างชอบอกชอบใจก่อนผลิใบสีเขียวอ่อนออกมาจนเต็มต้น พริบตาเดียว พวกอสุรกายก็สลายกลายเป็นเถ้าธุลีปลิวหายไปในพายุทราย

ไกเซอร์มองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ รู้ดีว่าถ้ายังไม่รีบทำลายอาณาเขตปีศาจของซานฟรีสหรือรีบออกไปจากที่นี่ ตัวเองจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบทันที

“ในเมื่อเจ้าประกาศว่าจะขัดขวางข้าให้ได้ ถ้าอย่างนั้นก็เอาแบบนี้เลยเป็นไง ซานฟรีส!!”

 ไกเซอร์ลอยตัวขึ้นมาพร้อมกับยิงลูกไฟสีส้มโจมตีซานฟรีสรัวถี่ยิบ ซานฟรีสลอยตัวหลบอย่างว่องไวก่อนยกมือยิงลูกไฟสีน้ำตาลสวนกลับไปเป็นชุด ลูกไฟสองสีปะทะกันกลางอากาศระเบิดดังบึม สะเก็ดไฟลอยละลิ่วตกลงมายังพื้นข้างล่างระเบิดเป็นจุล จากนั้นทั้งคู่ก็เปิดฉากดวลลูกไฟกันกลางอากาศ ท่ามกลางพายุทรายที่ยังคงโหมกระหน่ำ ประกายไฟจากลูกไฟสองสีสว่างวาบไปทั่ว ดูละลานตาราวกับดอกไม้ไฟ 

พวกชูร่าที่อยู่ในตาข่ายเวทย์มนต์ มองการต่อสู้ของซานฟรีสกับไกเซอร์ด้วยสีหน้าตื่นตะลึง เพราะไม่เคยเห็นการต่อสู้ระหว่างแม่ทัพด้วยกันมาก่อน จึงไม่คิดว่ามันจะดุเดือดเช่นนี้ เสียงระเบิดยังคงดังต่อเนื่องไม่ขาดสายและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อาณาเขตปีศาจเริ่มสั่นสะเทือนจนรู้สึกได้

“แย่แล้ว! ที่นี่กำลังจะถล่ม” ชูร่าชี้ให้โดโรทีกับครูเกอร์ มองพื้นข้างล่างที่กำลังยุบตัวจมหายลงไปเป็นวงกว้างอย่างตกใจ โดโรทีกับครูเกอร์ชะโงกหน้ามองก่อนกลืนน้ำลายลงคอ พลังของพวกแม่ทัพนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ

“จะทำยังไงดีล่ะทีนี้ ในเมื่อพวกเราดันมาติดแหงกอยู่ในตาข่ายของท่านซานฟรีส จะออกไปข้างนอกก็ออกไม่ได้ มีหวังได้ถูกขังอยู่ในนี้ตลอดไปแหงๆ” ครูเกอร์ทำหน้าละห้อย จึงโดนโดโรทีถลึงตาใส่

“อย่าเป็นพูดเป็นลางแบบนี้สิ ยังไงๆ ท่านซานฟรีสก็ไม่ปล่อยให้พวกเราติดอยู่ที่นี่หรอก”

“มันก็จริง แต่อย่าลืมสิว่าท่านซานฟรีสกำลังสู้กับท่านไกเซอร์ แล้วจะมาช่วยพวกเราได้ยังไงกัน นอกซะจากว่าท่านซานฟรีสจะแยกร่างได้” ครูเกอร์พูดน้ำเสียงหดหู่ ก่อนสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงของซานฟรีสดังขึ้นใกล้ตัว

“งั้นก็แสดงว่าพวกเจ้าโชคดีสินะ ที่ข้าบังเอิญแยกร่างได้”

“ท่านซานฟรีส!” ชูร่า โดโรทีและครูเกอร์อุทานพร้อมกัน กวาดตามองหาซานฟรีส แต่ไม่พบแม้แต่เงา

“ไม่ต้องทำหน้าเลิ่กลั่กแบบนั้น ข้าอยู่ใกล้พวกเจ้านี่แหละ แต่ใช้มนต์พรางตัวไว้”

“อย่างงั้นหรือครับ แล้วคนที่กำลังสู้อยู่กับท่านไกเซอร์คือใครล่ะครับ”

“อ๋อ! นั่นมันร่างจำแลงของข้าเอง แต่ความสามารถก็ไม่ต่างจากร่างจริงหรอก เอาล่ะ ข้าจะพาพวกเจ้าออกไปจากที่นี่จะได้กลับไปหาท่านราฟกัน” 

พวกชูร่าทำตาโตด้วยนึกไม่ถึง พลันตาข่ายเวทย์มนต์ก็ถูกดึงขึ้นไปข้างบน ไกเซอร์ที่กำลังสู้กับร่างจำแลงของซานฟรีสหันมามองตาลุกวาว ไอปีศาจทะลักล้นออกมาจากร่าง แผ่กระจายปกคลุมพื้นที่ภายในจนทะเลทรายกลายเป็นทะเลโคลนในพริบตา 

“ไม่ให้หนีหรอกนะ!!” ไกเซอร์สะบัดมือดังพรึ่บ เชือกโคลนนับสิบเส้นก็ปะทุขึ้นมาจากพื้นดินไล่ตามพวกชูร่าไป แต่พายุทรายของซานฟรีสเคลื่อนตัวเข้ามาขวางด้วยความเร็วสูง จึงปะทะกันดังบึ้ม แรงอัดของพลังทำให้อาณาเขตปิดผนึกแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ห้องพักของโรซาร์เนียร์ถล่มครืนลงมา ส่งผลให้ห้องต่างๆ ที่อยู่ข้างล่างในแนวเดียวกันถล่มตามลงมาเสียงครืนๆ ดังลั่นไปทั่วปราสาท    

 เมื่ออาณาเขตปิดผนึกถูกทำลาย พลังปีศาจของไกเซอร์กับซานฟรีสก็ทะลักเข้ามาในพื้นที่แห่งความเป็นจริง ทหารยามของอสูรที่เดินตรวจตราความเรียบร้อยในบริเวณนั้นโดนพลังของทั้งคู่เข้าไปกระเด็นหลายหลังหล่นลงมากระแทกพื้นข้างล่างเสียงดังโครมได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก บางส่วนก็โดนแรงอัดในอากาศกระแทกใส่ร่างจนลอยละลิ่วปลิวออกไปนอกหน้าต่างนับร้อยราย กระจกหน้าต่างแตกละเอียดไม่มีชิ้นดี

ทหารยามของอสูรที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของปราสาทมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยสีหน้าตกตะลึง แต่เมื่อเห็นเปลวเพลิงลุกไหม้ขึ้นมาจากซากปรักหักพัง ทุกคนก็ได้สติ ส่งเสียงร้องโหวกเหวกดังลั่นก่อนกรูกันเข้าไปดับไฟที่กำลังลุกลามไปยังพื้นที่อื่นๆ ของปราสาท บรรยากาศเต็มไปด้วยความสับสนอลหม่าน   

เสียงอึกทึกครึกโครมที่ดังอยู่ข้างนอก ทำให้จอมอสูรโรติเฟอร์ ราชินีเซพิโอล่า อาร์ทีเมียตลอดจนทหารระดับสูงของอสูรมีสีหน้าแปลกใจ ต่างลุกขึ้นเดินออกมาจากห้องประชุม ชะโงกหน้ามองลงมาจากระเบียง เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกคนก็ลอยตัวลงมาข้างล่างซึ่งเป็นจุดที่เกิดเหตุทันที

“นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นมา! ทำไมปราสาทของข้าถึงได้มีสภาพเละเทะแบบนี้!!”

“เรียนท่านโรติเฟอร์ พวกเราก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ รู้แต่ว่าขณะที่ทหารยามกำลังเดินตรวจตราความเรียบร้อยอยู่นั้น จู่ๆ ห้องพักของท่านโรซาร์เนียร์ก็ระเบิดเสียงดังก่อนถล่มลงมายังห้องต่างๆ ที่อยู่ข้างล่างในแนวเดียวกันอย่างที่เห็นนี่แหละครับ ทหารของพวกเราเองก็โดนแรงระเบิดได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกันครับ” 

 คำรายงานของหัวหน้ากองสร้างความตกใจให้กับทหารระดับสูงของอสูรเป็นอย่างมาก แต่ละคนมีสีหน้าเคร่งเครียด พลันไกเซอร์กับซานฟรีสก็ลอยตัวขึ้นมาจากซากปรักหักพังของห้องพักที่ถล่มลงมากองกับพื้นที่อยู่ข้างล่าง เมื่อเห็นพวกอสูรยืนออกันอยู่ ทั้งสองคนก็ชะงัก

อาร์ทีเมียก้าวออกมายืนข้างหน้า มองไกเซอร์กับซานฟรีสด้วยดวงตาวาววับ ถามเสียงห้วน

“ท่านไกเซอร์ ท่านซานฟรีส บอกข้ามาเดี๋ยวนี้ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น!”

                                                    ************************************************

ขณะที่ไกเซอร์กับซานฟรีสกำลังต่อสู้กันอยู่ในอาณาเขตปิดผนึกนั้น โรซาร์เนียร์ที่เพิ่งจะกลับเข้ามาในปราสาทก็เจอกับเวอร์บีการ์ที่กำลังจะไปหารันกับเรเซียพอดี เมื่อรู้เรื่องจากเวอร์บีการ์คร่าวๆ โรซาร์เนียร์ก็เดาได้ทันทีว่าไกเซอร์คิดจะทำอะไร จึงรีบไปหารันกับเรเซียที่ห้อง เพื่อพาทั้งคู่หลบหนีไปจากที่นี่

“แล้วพวกท่านชูร่าล่ะคะ” รันถามอย่างกังวล ไม่ต่างจากเรเซียที่ยืนหน้าซีดเผือด นึกห่วงชูร่าขึ้นมาจับใจ

“ไม่ต้องห่วง ซานฟรีสจัดการเรื่องนี้ได้แน่ แต่ตอนนี้พวกเราต้องรีบไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด” โรซาร์เนียร์พูด

“แต่ว่า..”  เรเซียอ้าปากจะพูด แต่เวอร์บีการ์ชิงพูดขึ้นมาซะก่อน

“เชื่อมือซานฟรีสเถอะ ถึงจะดูเป็นคนใจร้อน พูดมากและขี้บ่นไปบ้าง แต่ซานฟรีสฉลาดในการต่อสู้มาก นอกจากนี้พลังเวทย์ของเจ้านั่นก็สูงจนคาดไม่ถึงทีเดียว ฉะนั้น ซานฟรีสต้องพาพวกชูร่ากลับมาได้แน่นอน”

“ถ้าพวกท่านรับรองแบบนี้ พวกเราก็เชื่อค่ะ ว่าแต่พวกเราจะออกไปจากที่นี่ได้ยังไงกันคะ” รันถาม

“เรื่องนั้นไม่มีปัญหา ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเรา” โรซาร์เนียร์ยิ้มให้

อึดใจต่อมา โรซาร์เนียร์กับเวอร์บีการ์ก็ใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเองพารันกับเรเซีย มาคอยซานฟรีสที่บริเวณชายหาด โดยเลือกโขดหินใหญ่ก้อนหนึ่งเป็นที่ซ่อนตัว จากนั้นเวอร์บีการ์ใช้มนต์ตรวจสอบออร่าหาตำแหน่งของซานฟรีส เพื่อส่งข่าวให้ซานฟรีสรู้ถึงที่ซ่อนของพวกตน

ตอนที่ร่างจำแลงของซานฟรีสกำลังสู้กับไกเซอร์ มนต์ของเวอร์บีการ์ก็ส่งมาถึงซานฟรีสตัวจริงที่ยืนมองการต่อสู้ระหว่างไกเซอร์กับร่างจำแลงของตนอยู่ ซึ่งมนต์ที่เวอร์บีการ์ใช้ส่งข่าวถึงซานฟรีสเป็นมนต์ที่ระบุชื่อผู้รับสารโดยตรง ไกเซอร์และพวกชูร่าที่อยู่ในอาณาเขตปิดผนึกจึงไม่เห็นข่าวที่เวอร์บีการ์ส่งมา

พออาณาเขตปิดผนึกแตกกระจาย ซานฟรีสตัวจริงก็ใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเองพาพวกชูร่ามาสมทบกับพวกโรซาร์เนียร์ได้อย่างปลอดภัย สร้างความดีใจให้กับทุกคนเป็นอย่างมากโดยเฉพาะเรเซีย

เมื่อเห็นพวกชูร่าก้าวออกมาจากตาข่ายเวทย์มนต์ของซานฟรีส เรเซียก็รีบวิ่งเข้าไปหาชูร่าทันที

“ท่านเป็นยังไงบ้างคะ บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เรเซียถามพลางสำรวจร่างกายชูร่าอย่างร้อนใจ

รันหันมายิ้มกับโรซาร์เนียร์ พลางบุ้ยปากให้โรซาร์เนียร์ดูโดโรทีกับครูเกอร์ที่ยืนหายใจหอบ เพราะได้รับบาดเจ็บจนเสื้อเปียกชุ่มไปด้วยเลือด ก่อนพูดขึ้นมาเบาๆ พอให้ได้ยินกันสองคน

“โห! เรเซียนี่ลำเอียงน่าดู ขนาดท่านโดโรทีกับท่านครูเกอร์ได้รับบาดเจ็บปางตาย ยืนอยู่ตรงหน้าแท้ๆ กลับมองข้ามไปซะได้”

“อย่าไปว่าเรเซียเลย เพราะหากเปลี่ยนจากชูร่ามาเป็นฟิล เจ้าก็คงมองข้ามโดโรทีกับครูเกอร์เหมือนกัน”

 รันหัวเราะชอบใจ เมื่อโดนโรซาร์เนียร์แซวกลับมา แต่ก็พยักหน้ายอมรับ นั่นสินะ หากท่านฟิลมาที่นี่จริงๆ ข้าก็คงวิ่งเข้าไปหาท่านฟิลก่อนคนอื่นเหมือนกัน

 “ทำไมท่านไม่ตอบคำถามข้าล่ะคะว่า บาดเจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่า” เรเซียถามซ้ำ เมื่อเห็นชูร่าไม่ตอบคำถามของตนก่อนอุทานออกมา เมื่อชูร่าดึงเรเซียเข้ามากอดพร้อมกับกดจมูกลงบนเรือนผมหนานุ่มเบาๆ

“ข้าไม่เป็นอะไร ยังอยู่ดีไม่บุบสลายไปไหน ขอบใจมากนะที่เป็นห่วง เห็นแบบนี้แล้ว ชื่นใจจังเลยแฮะ” ชูร่าพูดปนหัวเราะ ส่งผลให้เรเซียหน้าแดงก่ำ ยกมือทุบอกชูร่าไปสองตุบอย่างเขินจัดพร้อมกับต่อว่าเสียงดัง

“คนบ้า! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้เลยนะ ข้ารึอุตส่าห์เป็นห่วง กลับฉวยโอกาสรังแกข้าซะได้ ปล่อยนะ!”

“เรื่องอะไรจะปล่อย เจ้าวิ่งเข้ามาหาข้าเองนะ ขืนปล่อยก็โง่น่ะสิ” ชูร่ามองเรเซียด้วยสายตาอ่อนโยน หากท่านซานฟรีสมาช่วยไว้ไม่ทันล่ะก็ ข้าคงไม่ได้กลับมาหาเจ้าแน่นอน คิดแล้วชูร่าก็อดใจหายไม่ได้ จึงกระชับวงแขนที่กอดเรเซียแน่นขึ้น โดยไม่สนใจสายตาของคนอื่นๆ ที่มองอยู่

โรซาร์เนียร์มองชูร่ากับเรเซียอย่างนึกขำ ก่อนจะแกล้งกระแอมขึ้นมา ชูร่าจึงหัวเราะออกมาเบาๆ ยอมปล่อยเรเซียให้เป็นอิสระ แต่มือข้างหนึ่งยังคงกุมมือเรเซียเอาไว้แน่น ทำให้ทุกคนอดยิ้มออกมาไม่ได้

“พวกเรารีบไปจากที่นี่เถอะ ขืนชักช้าไปมากกว่านี้ เกิดพวกมันแห่มาที่นี่ พวกเราจะลำบาก”

“นั่นสิ ตอนนี้อาร์ทีเมียกำลังซักถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากไกเซอร์กับร่างจำแลงของข้าอยู่ หากพวกเราจะไปก็ต้องไปตอนนี้ ไม่งั้นไม่ทันการณ์” ซานฟรีสบอกให้ทุกคนรู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

“ก็ดีเหมือนกัน แล้วพวกจอห์นล่ะ” เวอร์บีการ์ถาม

“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวพวกนั้นจะตามพวกเราไปทีหลัง” โรซาร์เนียร์บอกให้ทุกคนสบายใจ

“ถ้าอย่างนั้นจะรออะไรอีกล่ะ รีบไปกันเถอะ” ซานฟรีสพยักหน้าให้ทุกคน

“เดี๋ยวค่ะ ท่านซานฟรีส ข้าขอเวลาสักครู่ค่ะ” รันรีบยกมือขัด จากนั้นเดินเข้าไปหาโดโรทีกับครูเกอร์

“ข้าจะช่วยรักษาบาดแผลให้พวกท่าน เห็นอย่างนี้ก็เถอะ แต่ข้าน่ะรักษาเก่งไม่แพ้ท่านแม่เลยนะ”

“ขอบคุณท่านรันมากครับ” โดโรทีกับครูเกอร์ก้มศีรษะให้รันอย่างจริงใจ รันยิ้มให้ ยกมือทั้งสองข้างทาบไปบนร่างของโดโรทีกับครูเกอร์พร้อมร่ายมนต์รักษา เพียงครู่เดียว บาดแผลของทั้งคู่ก็หายสนิท

“เอาล่ะ เรียบร้อยแล้ว” รันยิ้มกว้าง มองผลงานของตนอย่างพอใจ จากนั้นแม่ทัพปีศาจทั้งสามคนก็ร่ายมนต์พร้อมกัน เกิดแสงสว่างวาบออกมาห่อหุ้มร่างทุกคนเอาไว้ ก่อนพุ่งทะยานข้ามทะเลที่อยู่เบื้องหน้าไปทันที

กลับมาที่ปราสาทของจอมอสูร ตอนนี้สถานการณ์กำลังตึงเครียดสุดๆ เพราะไกเซอร์และซานฟรีสไม่ยอมตอบคำถามของอาร์ทีเมีย ทั้งคู่ยืนนิ่งเฉย แต่ส่งสายตาให้กัน เพื่อดูท่าทีของอีกฝ่ายว่าจะเอายังไง

 “ทำไมพวกท่านไม่ตอบคำถามของข้า!” อาร์ทีเมียถามย้ำอีกครั้ง ด้วยเสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิม

 เมื่อเห็นว่าทั้งไกเซอร์และซานฟรีสไม่ตอบคำถามของอาร์ทีเมีย อสูรคนอื่นๆ ก็เริ่มไม่พอใจ โดยเฉพาะจอมอสูรโรติเฟอร์กับราชินีเซพิโอล่า ที่มีสีหน้าบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด

ซานฟรีสชำเลืองมองผู้นำของอสูรที่ยืนหน้าบึ้งอยู่ตรงหน้าอย่างนึกขัน ก่อนตอบน้ำเสียงเรื่อยๆ สบายๆ

“ไม่มีอะไรหรอกท่านอาร์ทีเมีย พวกเราก็แค่ออกกำลังกายกันนิดๆ หน่อยๆ แต่ไม่คิดว่าผลของมันจะทำให้ปราสาทของพวกท่านได้รับความเสียหายแบบนี้ ต้องขอโทษด้วย”

“งั้นเหรอ แล้วพวกท่านเกิดนึกสนุกอะไรขึ้นมา ถึงได้อยากจะออกกำลังกายกันมืดๆ ค่ำๆ แบบนี้ล่ะ พอจะบอกให้พวกข้ารู้ได้ไหม” น้ำเสียงของอาร์ทีเมียแฝงแววเยาะหยัน ไม่เชื่อในสิ่งที่ซานฟรีสพูดมาแม้แต่น้อย

ไกเซอร์ตวัดสายตามองซานฟรีสที่ยืนอยู่ข้างๆ อย่างเจ็บใจ หากมันไม่ยื่นมือเข้ามาสอด ป่านนี้ข้าก็คงได้กินพลังชีวิตของชูร่าไปแล้ว ในเมื่อเจ้าคิดเป็นศัตรูกับข้า ถ้าอย่างนั้นก็อย่าอยู่ร่วมโลกเดียวกันเลย ซานฟรีส!

ไกเซอร์หัวเราะเสียงต่ำในลำคอ พลางกวาดสายตามองพวกอสูรที่ยืนออกันอยู่ แล้วพูดขึ้น

“ข้าเองก็ขอโทษด้วยเช่นกันที่ทำให้ปราสาทของพวกท่านได้รับความเสียหาย ความจริง ข้าเพียงแค่ต้องการจะยับยั้งพวกซานฟรีสเอาไว้ก็แค่นั้นเอง แต่คิดไม่ถึงว่าผลของมันจะออกมาในรูปนี้”

“ท่านหมายความว่ายังไง?”

“ก็หมายความว่า ตอนนี้โรซาร์เนียร์กับปีศาจคนอื่นๆ ได้พาท่านรันกับเรเซียหนีออกไปจากที่นี่แล้วน่ะสิ” 

“ว่ายังไงนะ ไหนลองพูดใหม่อีกครั้งสิ!” อาร์ทีเมียพูดเสียงดัง ใบหน้าคมเข้มบูดบึ้ง ดวงตาทั้งคู่ลุกวาว

“ท่านได้ยินไม่ผิดหรอก พรรคพวกของข้าเกิดเปลี่ยนใจกะทันหัน อยากจะกลับไปหาราชาปีศาจขึ้นมา จึงฉวยโอกาสที่พวกท่านกำลังประชุมกันอยู่หนีไปจากที่นี่ แต่บังเอิญข้ามาเจอเข้าซะก่อน จึงคัดค้านเพราะไม่เห็นด้วย ซานฟรีสเลยให้โรซาร์เนียร์พาทุกคนหนีออกไปก่อน ส่วนตัวเองก็อยู่ที่นี่เพื่อสู้กับข้า ปราสาทของพวกท่านจึงได้รับความเสียหายอย่างที่เห็นนี่แหละ ข้าพูดถูกไหม ซานฟรีส” ไกเซอร์หันมายิ้มใส่ซานฟรีสที่ยืนนิ่งเฉย

ซานฟรีสผุดยิ้มเยาะหยัน หึ! สมกับเป็นเจ้าจริงๆ หักหลังเพื่อนได้หน้าตาเฉย คงแค้นข้ามากสินะที่ไปขัดขวางเจ้า แต่คิดหรือว่าเรื่องแค่นี้จะทำให้ข้าเกิดความรู้สึกกลัวขึ้นมา

 “ท่านซานฟรีส! เรื่องที่ท่านไกเซอร์พูดมาเป็นความจริงหรือไม่ ตอบข้ามาเดี๋ยวนี้!”  อาร์ทีเมียหันมาถามซานฟรีสเสียงกร้าว ซานฟรีสไม่ตอบคำถาม แต่จากท่าทางที่เห็นก็บอกเป็นนัยๆ ว่าจริงแท้แน่นอน

 เมื่อเห็นดังนั้น ราชินีเซพิโอล่าก็หันไปส่งสายตาให้มิวเคอร์ ซึ่งอีกฝ่ายก็เข้าใจเป็นอย่างดี ตะโกนสั่งทหารให้เข้าไปตรวจค้นห้องพักของรันกับเรเซีย และห้องพักของปีศาจคนอื่นๆ ทันที

ครู่หนึ่งทหารที่วิ่งไปตรวจค้นห้องพักของพวกรันก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับมารายงานให้ทุกคนทราบว่า ทั้งหมดได้หายตัวไปจากห้องพักแล้ว

คำรายงานนั้นเหมือนระเบิดลูกใหญ่ที่โยนใส่อาร์ทีเมีย ดวงตาของอาร์ทีเมียโชนแสงเหมือนมีเปลวไฟ ไออสูรสีดำทะมึนแผ่กระจายออกมาจากร่าง กลายเป็นหมอกสีดำขนาดใหญ่ปกคลุมเต็มพื้นที่ แสดงให้รู้ว่ากำลังโกรธจัด 

“ขอบใจท่านไกเซอร์มากที่บอกเรื่องนี้ให้ข้ารู้” อาร์ทีเมียพูดน้ำเสียงเย็นเยียบ ก่อนปรายตามองซานฟรีสที่ยืนนิ่งเฉยด้วยแววตาเหี้ยมเกรียม

“น่าเสียดายที่ข้าต้องไปพารันกลับมาที่นี่ ไม่อย่างนั้นข้าจะเป็นคนฆ่าเจ้าทิ้งด้วยมือของข้าเอง!”  พูดจบ อาร์ทีเมียก็พุ่งตัวออกไปด้วยความเร็วสูง โดยมีพวกฟลิทตามหลังไป

“เจ้าว่าอาร์ทีเมียจะตามพวกนั้นทันหรือเปล่า” จอมอสูรโรติเฟอร์หันมาถามราชินีเซพิโอล่าที่ยืนข้างกัน

“ฮึ! ถึงข้าจะไม่ชอบเด็กที่ชื่อรัน แต่ข้าก็ไม่ให้มันหนีไปได้หรอก” ราชินีเซพิโอล่าแบมือข้างหนึ่ง ปรากฏแสงสีดำอมเขียวลอยขึ้นมาพร้อมเสียงครืนๆ ต้นไม้สีดำทะมึนแทงยอดโผล่ขึ้นมาจากฝ่ามือเป็นจำนวนมาก ลำต้นของมันเป็นเกล็ดสีดำแวววาว กิ่งก้านและใบเป็นใบหน้าของงูที่มีพิษร้ายแรง

“ดูสิว่า พวกมันจะมีปัญญาหนีรอดออกไปจากค่ายกลป่าอสรพิษของข้าได้ไหม” ราชินีเซพิโอล่า สะบัดมือดังพรึ่บ ป่าอสรพิษจากฝ่ามือก็พุ่งออกไปนอกปราสาท ไล่ตามพวกโรซาร์เนียร์ไป

ซานฟรีสกวาดตามองอสูรที่อยู่ในนี้ เพื่อคำนวณความได้เปรียบเสียเปรียบของพวกตน อาร์ทีเมียมีพลังเวทย์สูงก็จริงแต่โรซาร์เนียร์คงจะรับมือได้ ส่วนองครักษ์ของมัน ดูเหมือนว่าคนที่ชื่อฟลิทกับฮันเซย์จะเก่งที่สุด ถ้าอย่างนั้นคงต้องเป็นหน้าที่ของเวอร์บีการ์กับร่างจริงของข้า สำหรับทินเซลกับครีซอลก็ให้พวกชูร่าจัดการแล้วกัน

แต่ปัญหาก็คือ อสูรที่อยู่ที่นี่ต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นโรติเฟอร์ เซพิโอล่าหรือพวกแม่ทัพ ยังไม่นับไกเซอร์อีก ลำพังข้าคนเดียวจัดการไม่ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าถ่วงเวลาไม่ให้พวกมันไล่ตามพวกโรซาร์เนียร์ไปล่ะก็ แบบนั้นพอไหว

ซานฟรีสมองแม่ทัพอสูรอย่างครุ่นคิด ท่าทางเจ้ามิวเคอร์จะเก่งที่สุด ส่วนอัลบูโก พีเนียสและไซลาเรียฝีมือน่าจะก้ำกึ่งคู่คี่พอกัน ถ้าจำไม่ผิดเจ้าคนที่ชื่อไซลาเรีย เคยพูดจาไม่ดีใส่พวกเราตอนมาถึงที่นี่ด้วยนี่นา ดีล่ะ หากไม่สามารถกลับไปรวมร่างกับร่างจริงได้ล่ะก็ ข้าขอสละร่างนี้เพื่อจัดการแม่ทัพอสูรสักหนึ่งคนก็แล้วกัน

 “เอาล่ะ ทีนี้ก็เหลือแต่เจ้า เลือกมา ว่าจะตายแบบไหน ข้าจะได้ให้คนของข้าจัดให้” ราชินีเซพิโอล่าหันมามองซานฟรีสด้วยแววตาเย็นเยียบ แต่ซานฟรีสกลับยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้าน

“พูดได้ดีนี่นาเซพิโอล่า แต่คิดหรือว่า ทหารของท่านราฟจะถูกจัดการได้ง่ายดายขนาดนั้น” ซานฟรีสเรียกชื่อราชินีเซพิโอล่าอย่างไม่ยำเกรง ทำให้ทหารระดับหัวหน้ากองที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างไม่พอใจ กระโจนใส่ซานฟรีสพร้อมกัน พลันต้นไม้ปีศาจของซานฟรีสก็ทะลุพื้นห้องขึ้นมา สะบัดกิ่งฟาดใส่ร่างอย่างรวดเร็ว

“พลั่ก”  ทหารอสูรกระเด็นลอยไปชนผนังห้องดังโครม ร่วงครูดลงมานอนคว่ำหน้ากับพื้นกันเป็นแถว ไม่ทันจะลุกขึ้นตั้งหลัก กิ่งไม้ของซานฟรีสก็พุ่งเสียบคอทหารอสูรกลุ่มนั้น ยกร่างขึ้นมาลอยค้างกลางอากาศ เลือดสีดำไหลรินรดกิ่งไม้ดังเปาะแปะ ไอชีวิตถูกดึงออกจากร่างเข้าไปหาต้นไม้ปีศาจที่กวัดแกว่งไปมาอย่างชอบใจ

“มันกินพลังชีวิต!” มิวเคอร์อุทานอย่างตกใจ ยิงลำแสงพุ่งใส่ต้นไม้ปีศาจของซานฟรีส แต่พายุทรายก่อตัวขึ้นทันควันเป็นกำแพงป้องกันต้นไม้ปีศาจเอาไว้

ลำแสงของมิวเคอร์ปะทะกำแพงทรายระเบิดดังตูม สะเก็ดทรายแตกกระจายปลิวว่อนไปรอบด้าน กระเด็นใส่ทหารอสูรที่อยู่ในบริเวณนั้นดังฟุ่บ..ฟุ่บ..ฟุ่บ ทหารอสูรร้องลั่น ร่างลุกไหม้ไฟท่วมตัว ลงไปนอนชักดิ้นชักงอด้วยความทุรนทุราย ก่อนจะสลายกลายเป็นขี้เถ้ากองอยู่บนพื้น กลิ่นเนื้อเหม็นไหม้โชยคลุ้ง

“ร้ายนักนะ” อัลบูโก พีเนียสและไซลาเรีย มองซานฟรีสตาวาว ยิงลำแสงโจมตีซานฟรีสพร้อมกัน

“ซูม” ต้นไม้ปีศาจจำนวนหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากพื้นห้องเข้ามาขวาง ดูดซับพลังโจมตีของแม่ทัพอสูรทั้งสามคนจนเกลี้ยง กิ่งไม้สีน้ำตาลโบกไหวไปมาดังแสกสากก่อนจะผลิใบสีเขียวอ่อนออกมาจนเต็มต้น สร้างความตกตะลึงให้กับพวกอสูรเป็นอย่างมาก

ไกเซอร์เหยียดยิ้ม ขนาดยังไม่ได้กางอาณาเขต ก็ทำได้ถึงขนาดนี้ ฝีมือของซานฟรีสไม่ธรรมดาจริงๆ คิดแล้วก็ชำเลืองมองจอมอสูรโรติเฟอร์กับราชินีเซพิโอล่าที่ยืนมองการต่อสู้ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ท่าทางจะหงุดหงิดน่าดูที่คนของตัวเองทำอะไรซานฟรีสไม่ได้ หึหึ ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่า พวกเจ้าจะจัดการกับซานฟรีสยังไง

จอมอสูรโรติเฟอร์มองซานฟรีสอย่างทึ่งนิดๆ เจ้านี่เก่งกว่าที่คิดไว้เยอะ ตัวเล็กนิดเดียวแต่รับการโจมตีของแม่ทัพอสูรทั้งสามคนได้พร้อมกัน แสดงว่าพลังเวทย์ของมันต้องสูงมาก คิดไม่ถึงว่าเจ้าราฟจะมีลูกน้องที่มีฝีมือสูงขนาดนี้ หึหึหึ หากได้กินพลังชีวิตของมันแล้วล่ะก็ พลังเวทย์ของข้าคงจะสูงขึ้นกว่านี้อีกเยอะ

“เก่งไม่ใช่เล่นนี่นา ถ้างั้นลองรับพลังของข้าดูหน่อยสิ” จอมอสูรโรติเฟอร์ยิงลำแสงใส่ซานฟรีสโดยตรง ซานฟรีสตวัดสายตามองต้นไม้ของตน ต้นไม้ปีศาจที่อยู่แถวหน้าเคลื่อนตัวเข้ามาขวางพลังของโรติเฟอร์ เกิดแสงสว่างวาบ ตามด้วยเสียงระเบิดดังบึ้ม ต้นไม้ของซานฟรีสหักโค่นลงมากองกับพื้นไฟลุกท่วม

จอมอสูรโรติเฟอร์ไม่รอให้ซานฟรีสตั้งตัว เคลื่อนย้ายร่างมาโผล่ที่ด้านหลังของซานฟรีส พร้อมกับยกมือตะปบเข้าที่คอ แต่ซานฟรีสก้มหลบได้หวุดหวิด พลางตวัดศอกกระแทกใส่อกโรติเฟอร์ดังพลั่ก โรติเฟอร์ผงะถอยหลังไปสามก้าว แต่มือยังไวกระชากเสื้อตรงบริเวณหัวไหล่ของซานฟรีสขาดติดมือมาขยุ้มหนึ่ง

ซานฟรีสไถลร่างถอยไปด้านข้าง พลางใช้มือแตะไหล่ขวา พบว่ามีเลือดซึมขึ้นมา เล็บของโรติเฟอร์คมไม่เบา หากเมื่อกี้หลบไม่ทัน หัวของข้าคงหลุดติดมือมันไปแล้ว แต่ที่สำคัญก็คือ มันยังไม่ได้เอาจริง!

ราชินีเซพิโอล่า หรี่ตาอย่างไม่สบอารมณ์ เจ้านี่เคลื่อนไหวร่างได้รวดเร็วว่องไว พลังเวทย์ก็สูงสูสีพอๆ กับมิวเคอร์ ขนาดโดนกรงเล็บของสามีข้าเข้าไป ยังไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย นอกจากนี้วิชาดูดซับพลังชีวิตของมันก็ไม่ธรรมดา หากไม่ใช้พิษเล่นงานมัน เห็นทีจะสยบมันยาก

พวกแม่ทัพอสูรเองก็คิดเหมือนกับราชินีเซพิโอล่า ดังนั้น เมื่อเห็นซานฟรีสผละจากโรติเฟอร์ถอยไปตั้งหลัก พวกมิวเคอร์จึงยิงไอพิษสลายพลังเวทย์โจมตีซานฟรีส แต่ร่างซานฟรีสกลับสลายกลายเป็นควันสีเทาพุ่งออกไปนอกปราสาทด้วยความเร็วสูง

“หนอย! คิดหนีเรอะ” ไซลาเรียตวาดเสียงดัง พุ่งตัวออกนอกหน้าต่างไล่ตามไปติดๆ

ราชินีเซพิโอล่ามีสีหน้าเจ็บใจ คิดไม่ถึงว่า ซานฟรีสจะเขี้ยวกว่าที่คิด ถ้าเป็นแบบนี้ พวกอาร์ทีเมียที่ตามพวกรันไปก็คงจะตึงมือเหมือนกัน คิดแล้วจึงหันมาสั่งพวกมิวเคอร์

“พวกเจ้ารีบตามไปช่วยอาร์ทีเมียกับไซลาเรีย ไม่ว่ายังไงก็ต้องนำตัวพวกมันกลับมาให้ได้ อ้อ! ระวังตัวด้วย ข้าคิดว่าราชาปีศาจต้องส่งคนเข้ามาช่วยพวกมันแน่ ไม่อย่างนั้นพวกมันคงไม่คิดหนีออกไปจากที่นี่หรอก”

“ครับ ท่านราชินี” พวกมิวเคอร์รับคำ ร่างกลายเป็นกลุ่มควันสีดำ พุ่งออกไปนอกปราสาททันที

จากนั้น ราชินีเซพิโอล่าก็สั่งทหารที่อยู่ด้านนอกให้เข้ามาช่วยกันเก็บกวาดและทำความสะอาดพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายให้เรียบร้อย รวมถึงลำเลียงคนเจ็บลงไปที่ห้องพยาบาล เพื่อให้แพทย์อสูรทำการรักษา

ระหว่างที่ราชินีเซพิโอล่าสั่งงานพวกทหาร จอมอสูรโรติเฟอร์ก็เดินเข้าไปสอบถามข้อมูลบางอย่างจากไกเซอร์ที่ยืนอยู่อีกมุมหนึ่ง ราชินีเซพิโอล่าชำเลืองมองนิดนึงแล้วหันมาสั่งงานทหารต่อ 

เมื่อสั่งงานเสร็จแล้ว ราชินีเซพิโอล่าก็หันมามองเกสตาที่ยืนอยู่ด้านหลัง

“เกสตา”

“ครับ ท่านราชินี”  

“จัดหน่วยซุ่มโจมตีออกไปตรึงพื้นที่บริเวณเทือกเขาเทวรูปกับประตูทางเข้าออกตอนนี้เลย ขอคนฝีมือดีหน่อยนะ ข้าสังหรณ์ใจว่า คืนนี้พวกเราคงได้ต้อนรับแขกกลุ่มใหญ่แน่”

“ท่านราชินีคิดว่า ราชาปีศาจจะส่งคนบุกเข้ามาที่นี่หรือครับ”

“ใช่! เจ้าราฟ ต้องส่งคนเข้ามาช่วยลูกสาวกับคนของมันแน่ ถึงข้าจะไม่เคยเจอมันมาก่อน แต่ประเมินจากความแค้นฝังใจที่ท่านโรติเฟอร์มีต่อมันมาอย่างยาวนาน ก็พอจะเดาได้ว่า มันไม่ใช่คนที่พวกเราจะตอแยด้วยได้ง่ายๆ ข้าจึงไม่อยากให้พวกเราประมาท”

“ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปสั่งทหารทุกหน่วยให้เตรียมตัวให้พร้อม เผื่อพวกมันบุกเข้ามาจริงๆ อย่างที่ท่านราชินีคาดการณ์เอาไว้ จะได้ไม่ฉุกละหุกจนเกินไป”

“ดีมาก ฝากด้วยล่ะ เกสตา”

“ครับ ท่านราชินี” เกสตาก้มศีรษะทำความเคารพราชินีเซพิโอล่า หันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

ราชินีเซพิโอล่าเม้มปากอย่างหงุดหงิด ทำไมวันนี้ถึงได้วุ่นวายแบบนี้นะ คิดแล้วก็กวาดตามองไปรอบๆ เมื่อไม่เห็นคนกลุ่มหนึ่งอยู่ในบริเวณนี้ด้วย ก็อดแปลกใจไม่ได้ จึงเรียกหัวหน้าทหารคนหนึ่งเข้ามาสอบถาม

“พวกผู้เฒ่าวิหคหายไปไหน ขนาดเกิดเรื่องวุ่นวายมากมาย ยังไม่โผล่มาให้เห็นอีก”

“เรียนท่านราชินี เห็นพวกท่านผู้เฒ่าบอกว่าจะไปตรวจสอบที่เรือนรับรองครับ”

“เรือนรับรอง? ที่นั่นมีอะไรเหรอ ทำไมต้องแห่ไปกันหมดแบบนั้น”

“ไม่ทราบเหมือนกันครับ”

ราชินีเซพิโอล่าขมวดคิ้วครุ่นคิด แปลกมาก หากผู้เฒ่าวิหคอยู่ที่เรือนรับรองจริงๆ ก็ต้องได้ยินเสียงระเบิดแล้วสิ ในเมื่อเรือนรับรองกับปราสาทก็อยู่ใกล้กันแค่นี้เอง แต่ทำไมพวกนั้นยังไม่กลับมาอีก หรือว่า..เกิดเรื่องกับตาเฒ่าพวกนั้น คิดแล้วก็เรียกจอมอสูรโรติเฟอร์ที่กำลังยืนคุยกับไกเซอร์ด้วยเสียงที่ค่อนข้างดัง

“ท่านโรติเฟอร์!”

จอมอสูรโรติเฟอร์หันมาตามเสียง เมื่อเห็นราชินีเซพิโอล่าจึงพยักหน้าให้แล้วหันมาพูดกับไกเซอร์ด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

“ขอบใจมาก สำหรับข้อมูลของเจ้า ไว้ให้สะสางเรื่องคืนนี้ให้ได้ซะก่อน เราคงได้คุยเรื่องนี้กันอีกครั้ง”

“ไม่เป็นไร ท่านโรติเฟอร์”

“ถ้างั้นข้าขอตัวก่อน ส่วนเจ้าก็ไปพักผ่อนซะ สำหรับเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นในคืนนี้ ปล่อยให้คนของข้าจัดการกันเองเถอะ” พูดจบ จอมอสูรโรติเฟอร์ก็ผละไปหาราชินีเซพิโอล่าที่ยืนคอยอยู่

ไกเซอร์มองตามไปแล้วยิ้มออกมา ให้กลับไปพักผ่อนน่ะเหรอ เฮอะ! เมินซะเถอะ ข้าจะออกไปดูการต่อสู้ด้านนอกสักหน่อย เผื่อจะได้อะไรดีๆ ติดมือกลับมาบ้าง คิดแล้วก็หันหลังเดินกลับไปที่ห้องของตน    

เมื่อเข้ามาในห้อง ไกเซอร์ก็เดินไปที่หน้าต่าง ชะโงกหน้ามองดูความเคลื่อนไหวของพวกทหารอสูรที่วิ่งกันขวักไขว่อยู่ข้างล่างอย่างสนใจ ท่าทางจะวุ่นวายกันน่าดู แต่ก็น่าเห็นใจอยู่หรอกนะ วันนี้พวกมันเจอแต่เรื่องแย่ๆ มาตั้งแต่เช้าแล้วนี่นา

“ซานฟรีสต้องหลอกไซลาเรียให้ตามไปคนละทางกับที่พวกโรซาร์เนียร์หนีไปแน่” ไกเซอร์หรี่ตาครุ่นคิด ดูจากพลังเวทย์และความสามารถแล้ว โอกาสที่ซานฟรีสจะชนะไซลาเรียมีสูงมาก หึ! แต่คิดเหรอว่าข้าจะปล่อยให้เจ้าหนีรอดออกไปจากที่นี่ได้ ซานฟรีส!

ไกเซอร์ผละจากหน้าต่าง เดินไปดับไฟในตะเกียง จากนั้นดึงเส้นผมออกมาหนึ่งเส้นแล้วร่ายมนต์ เส้นผมเรืองแสง ก่อนกลายเป็นร่างของไกเซอร์ยืนก้มหน้ารอรับคำสั่ง

“ข้าจะออกไปข้างนอกสักหน่อย ฝากเจ้าช่วยดูแลห้องด้วย”

“ครับ ท่านไกเซอร์”

 ไกเซอร์พยักหน้าพอใจ กลบกลิ่นไอปีศาจของตนจนมิดชิด แล้วร่างก็เลือนหายไปจากตรงนั้น

หลังจากยืนมองจนแน่ใจว่า ไกเซอร์เดินกลับไปที่ห้องของตนแล้ว ราชินีเซพิโอล่าก็หันมาถามจอมอสูรโรติเฟอร์ที่เดินเข้ามาหา ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ท่านคุยอะไรกับไกเซอร์หรือคะ”

“อ๋อ! ก็แค่สอบถามข้อมูลเรื่องความสามารถพิเศษของพวกแม่ทัพปีศาจน่ะ”

“สอบถามข้อมูล? ท่านจะเอาข้อมูลของพวกมันไปทำไมกันคะ”

“เจ้าเห็นฝีมือของซานฟรีสแล้วใช่ไหม คิดว่าเป็นยังไงบ้าง ขนาดมันอยู่ที่นี่แค่คนเดียวแท้ๆ แต่แม่ทัพของพวกเราก็ยังทำอะไรมันไม่ได้ ข้าจึงอยากรู้ว่า โรซาร์เนียร์กับเวอร์บีการ์ มีความสามารถแบบไหน จะได้ส่งข่าวให้อาร์ทีเมียกับพวกมิวเคอร์รู้ เพื่อจะได้เล่นงานพวกมันได้ง่ายขึ้น ”

“เหรอคะ แล้วท่านได้ข้อมูลอะไรกลับมาบ้าง”

“ได้ข้อมูลที่น่าสนใจทีเดียว ไกเซอร์บอกว่า ปกติพวกแม่ทัพปีศาจ จะกางอาณาเขตของตนออกมา เพื่อสร้างความได้เปรียบในการต่อสู้ อาณาเขตของโรซาร์เนียร์กับเวอร์บีการ์ถึงจะน่ากลัว แต่ก็ยังพอรับมือได้ แต่ที่เป็นปัญหาก็คือ อาณาเขตของซานฟรีส” จอมอสูรโรติเฟอร์หยุดพูดเล็กน้อย แล้วพูดต่อด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“อาณาเขตของซานฟรีสคือ อาณาเขตถ่ายเทพลัง ไกเซอร์บอกว่า ขนาดพวกแม่ทัพปีศาจด้วยกัน ก็ไม่มีใครอยากสู้ในอาณาเขตของซานฟรีส เพราะมีแต่เสียเปรียบ หากไม่สามารถทำลายอาณาเขตของมันได้ ร่างกายก็จะติดอยู่ในนั้นและถูกสูบพลังชีวิตจนตาย เหมือนกับทหารของพวกเราที่ถูกต้นไม้ของมันเล่นงานยังไงล่ะ”

“เมื่อกี้เจ้าก็เห็นแล้วใช่ไหมว่า ขนาดยังไม่ได้กางอาณาเขต ซานฟรีสก็เล่นงานทหารระดับหัวหน้ากองของเราไปร่วมร้อยคน แล้วเจ้าคิดว่า หากมันกางอาณาเขตออกมาจริงๆ จะเกิดอะไรขึ้นกับทหารของพวกเรา”

ราชินีเซพิโอล่านิ่งเงียบ ท่านโรติเฟอร์พูดถูก ต้องยอมรับว่า ฝีมือของซานฟรีสที่เห็นเมื่อครู่ ไม่ธรรมดาจริงๆ หากให้พวกมิวเคอร์สู้กับซานฟรีสตัวต่อตัว เซพิโอล่าก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าพวกนั้นจะเอาชนะซานฟรีสได้

“นอกจากเรื่องกางอาณาเขตแล้ว ไกเซอร์มีบอกข้อมูลอะไรเพิ่มเติมอีกไหมคะ”

“มีสิ ไกเซอร์คิดว่า ที่ซานฟรีสไม่หนีไปพร้อมพวกโรซาร์เนียร์ ก็เพราะต้องการถ่วงเวลาพวกเราเอาไว้ให้นานที่สุด รอจนมั่นใจว่าพวกพ้องหนีไปไกลแล้ว จึงค่อยทำทีเป็นสู้ไม่ได้แล้วหนีไป เพื่อล่อให้คนของเราไล่ตาม จากนั้นพอสบโอกาส มันก็จะกางอาณาเขตของตนออกมา เพื่อกำจัดคนของเราทิ้งซะ แล้วบังเอิญว่า คนที่ตามมันไปดันเป็นไซลาเรีย หนึ่งในแม่ทัพของพวกเราซะด้วย”

“หากไซลาเรียเข้าไปอยู่ในอาณาเขตของซานฟรีส แล้วไม่สามารถออกมาได้ เจ้าคิดว่าผลของมันจะเป็นยังไง” จอมอสูรโรติเฟอร์ถามเสียงเครียด ราชินีเซพิโอล่าเม้มปากแน่น ดวงตาวาววับอย่างไม่พอใจ พูดเสียงห้วน

“ฮึ! คิดจะกำจัดแม่ทัพของข้างั้นเหรอ อย่าหวังเลยว่าจะทำได้ ข้าไม่ยอมหรอก!” พูดจบ ราชินีเซพิโอล่าก็เรียกหัวหน้าทหารคนหนึ่งที่อยู่ในละแวกนั้นให้เข้ามาหาเพื่อสั่งงาน

“ซีฟาร์ เจ้าไปจัดทหารฝีมือดีห้าสิบกอง ตามไปช่วยแม่ทัพไซลาเรียเดี๋ยวนี้เลย! สั่งพวกมันให้นำยาสลายพลังเวทย์ไปด้วย หากบังเอิญพลาดท่าติดเข้าไปอยู่ในอาณาเขตของซานฟรีส ก็ให้กินยาสลายพลังเวทย์เข้าไปทันที เวลาถูกต้นไม้ของซานฟรีสเล่นงาน พวกมันจะได้ไม่ต้องตายฟรี!”

ซีฟาร์เงยหน้ามองราชินีเซพิโอล่าอย่างตกใจ แต่เมื่อเห็นสายตาแข็งกร้าวของราชินีเซพิโอล่าที่มองมา จึงก้มหน้ารับคำเสียงเบา ก่อนก้มศีรษะทำความเคารพ แล้วหมุนตัวเดินจากไป

จอมอสูรโรติเฟอร์ชำเลืองมองราชินีเซพิโอล่า แล้วพูดขึ้น

“นี่เจ้ายอมเสียทหารตั้งห้าสิบกอง เพียงเพื่อจะจัดการกับซานฟรีสแค่คนเดียวเองอย่างงั้นเหรอ”

“ใช่ค่ะ! ทหารชั้นต่ำแค่ไม่กี่คน แลกกับชีวิตของแม่ทัพปีศาจ ข้าถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก”

“หึ! แม่ทัพปีศาจหนึ่งคนแลกกับชีวิตทหารของพวกเราตั้งห้าพันคน มองยังไงก็ได้ไม่คุ้มเสีย ข้าว่าเจ้าใช้ทหารเปลืองไปหน่อยหรือเปล่า เซพิโอล่า” จอมอสูรโรติเฟอร์ตำหนิอย่างไม่เห็นด้วย

“ข้าก็ไม่เห็นว่ามันจะเปลืองตรงไหน ในเมื่อทหารของพวกเรามีตั้งเยอะแยะ ท่านอย่าทำใจเสาะไปหน่อยเลย ถ้าอยากกินเนื้อฉลามรสชาติดีก็ต้องกล้าลงทุน ขืนมานั่งเสียดายปลาซิวปลาสร้อยอยู่แบบนี้ ท่านไม่มีทางเอาชนะราชาปีศาจได้หรอก!” ราชินีเซพิโอล่าพูดสะบัดเสียง ตวัดสายตามองจอมอสูรโรติเฟอร์อย่างไม่พอใจ

เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบ ราชินีเซพิโอล่าก็รู้ว่าจอมอสูรโรติเฟอร์เริ่มไม่พอใจ จึงยิ้มพร้อมกับเดินเข้ามาใช้มือจับใบหน้าของจอมอสูรโรติเฟอร์ พูดน้ำเสียงนุ่มนวล

“เชื่อข้าเถอะค่ะ ความสงสารไม่สามารถทำให้ท่านยิ่งใหญ่เหนือคนอื่นได้หรอก ตรงกันข้ามกับความใจดำอำมหิต ยิ่งท่านใจดำอำมหิตมากเท่าไหร่ คนก็จะยิ่งหวาดกลัวท่านมากขึ้นเท่านั้น จนไม่กล้าปฏิเสธหรือคิดขัดขืนท่าน เพียงเท่านี้ สิ่งที่ท่านคิดว่ายากไม่มีทางเป็นไปได้ ก็จะกลับกลายเป็นง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือ” 

 จอมอสูรโรติเฟอร์ถอนหายใจ ถึงจะไม่เห็นด้วยกับเซพิโอล่า แต่ก็ยอมรับว่า ที่ตัวเองก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของอสูรได้นั้น เป็นเพราะมีเซพิโอล่าคอยให้คำแนะนำและหนุนหลังมาโดยตลอด

“เอาเถอะ ถ้าเจ้าเห็นว่าสมควร ข้าก็ไม่ได้ว่าอะไร แล้วนี่พวกผู้เฒ่าวิหคหายไปไหนกันหมด ขนาดเกิดเรื่องวุ่นวายอย่างนี้แท้ๆ กลับไม่มีใครโผล่หน้ามาให้เห็นสักคนเดียว”

“เห็นทหารบอกว่าตาเฒ่าพวกนั้นไปตรวจสอบที่เรือนรับรอง แต่จนป่านนี้แล้วก็ยังไม่กลับมา ข้าจึงคิดว่าจะแวะไปดูที่เรือนรับรองสักหน่อย ท่านจะมาด้วยกันกับข้าไหมคะ”

“เจ้าล่วงหน้าไปก่อนเถอะ ข้าขอไปตรวจตราความเรียบร้อยด้านอื่นก่อน หากเสร็จแล้วจะตามไปสมทบกับเจ้าทีหลัง”

“ก็ดีเหมือนกัน ถ้างั้นข้าขอตัวก่อนนะคะ” ราชินีเซพิโอล่ายิ้มให้แล้วเดินออกไป จอมอสูรโรติเฟอร์มองตามไปก่อนส่ายหัวเบาๆ จากนั้นก็กวักมือเรียกทหารคนหนึ่งให้เข้ามาหา

“ซีฟาร์อยู่ที่ไหน”

“ท่านซีฟาร์อยู่ด้านนอกครับ กำลังจัดเตรียมกำลังทหารตามคำสั่งของท่านราชินีครับ”

“เจ้าไปเรียกซีฟาร์ให้มาหาข้าหน่อย บอกว่าข้ามีเรื่องจะคุยด้วย ให้รีบมาตอนนี้เลยนะ”

“ครับ ท่านโรติเฟอร์”

ไม่ถึงหนึ่งนาที ซีฟาร์ก็เข้ามายืนอยู่ตรงหน้าจอมอสูรโรติเฟอร์

“ท่านโรติเฟอร์ ให้คนไปตามข้ามาพบ ไม่ทราบว่ามีเรื่องด่วนอะไรหรือครับ”

“เจ้าจัดเตรียมทหารเรียบร้อยแล้วเหรอ”

“เรียบร้อยแล้วครับ อีกสักครู่พวกนั้นจะออกไปสมทบกับท่านไซลาเรียครับ”

“แล้วเจ้าถ่ายทอดคำสั่งของเซพิโอล่าเกี่ยวกับเรื่องยาสลายพลังเวทย์ให้พวกนั้นรู้หรือยัง”

“บอกแล้วครับ” 

“พวกนั้นว่ายังไงบ้าง มีท่าทีไม่พอใจหรือคัดค้านบ้างหรือเปล่า”

“ไม่มีครับ”

“ซีฟาร์ เจ้าทำงานกับข้ามากี่ปีแล้ว”

“สองร้อยสี่สิบปีครับ”

“ก็นานเหมือนกันนี่นา งั้นข้าถามเจ้าตรงๆ นะ เจ้าเห็นด้วยกับคำสั่งของเซพิโอล่าหรือเปล่า”

“ทำไมท่านโรติเฟอร์ถามข้าแบบนี้ล่ะครับ”

“อาจเป็นเพราะว่า เจ้าเป็นหัวหน้าทหารที่ข้าชื่นชอบมากที่สุด ข้าก็เลยอยากฟังความคิดเห็นของเจ้า”

ซีฟาร์ถอนหายใจ ที่จริงซีฟาร์รู้สึกไม่พอใจกับคำสั่งของราชินีเซพิโอล่า เพราะการสั่งให้ลูกน้องกินยาสลายพลังเวทย์ทันทีที่ตกเข้าไปอยู่ในอาณาเขตของศัตรู เพียงเพื่อจะจัดการกับคนแค่คนเดียว โดยที่ไม่เปิดโอกาสให้ลูกน้องได้แสดงฝีมือในการต่อสู้อย่างเต็มที่นั้น ซีฟาร์มองว่ามันใจดำเกินไป ถึงจะเอาชนะศัตรูได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ทหารพวกนั้นเกิดความรู้สึกภูมิใจแม้แต่น้อย ทำแบบนี้เหมือนกับดูถูกฝีมือของลูกน้องตัวเองชัดๆ  

เมื่อเห็นซีฟาร์นิ่งเงียบ ไม่ตอบคำถามของตน จอมอสูรโรติเฟอร์จึงถามซ้ำอีกครั้ง ซีฟาร์จึงยอมเปิดปากบอกความรู้สึกของตนให้จอมอสูรโรติเฟอร์ฟังโดยไม่ปิดบัง ซึ่งจอมอสูรโรติเฟอร์ก็ตั้งใจรับฟังเป็นอย่างดี

เมื่อฟังจบ จอมอสูรโรติเฟอร์ก็ยิ้มเล็กน้อย มองซีฟาร์ที่ยืนก้มหน้าอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดขึ้น

“ขอบใจเจ้ามากนะ ที่ยอมพูดความรู้สึกของตัวเองออกมาให้ข้าฟังตรงๆ”

“ไม่เป็นไรครับ ข้าเพียงแค่ไม่อยากให้เผ่าพันธุ์อื่นมาดูถูกพวกเราได้ว่า ขี้ขลาดก็เท่านั้นเอง แต่ถ้าหากคำพูดของข้า ทำให้ท่านโรติเฟอร์รู้สึกไม่พอใจ ข้าก็ต้องขอโทษด้วยครับ”

“หึหึหึ ไม่ต้องขอโทษข้าหรอก ข้าเองก็คิดคล้ายๆ กับพวกเจ้า เอาเป็นว่า เพื่อความสบายใจของพวกเจ้า ข้าขอเปลี่ยนแปลงคำสั่งของเซพิโอล่านิดหน่อยก็แล้วกัน”

“ท่านโรติเฟอร์!!” ซีฟาร์มองจอมอสูรโรติเฟอร์อย่างตกใจ แต่อีกฝ่ายกลับยิ้มให้ แล้วพูดเนิบๆ

“เจ้าจงไปบอกพวกนั้นว่า หากหลุดเข้าไปอยู่ในอาณาเขตของซานฟรีส ก็ให้หาวิธีที่เหมาะสมสำหรับใช้ยาสลายพลังเวทย์เล่นงานซานฟรีส แต่ห้ามพวกมันกินยาสลายพลังเวทย์โดยเด็ดขาด ถ้าหาวิธีไม่ได้ ก็จงต่อสู้กับซานฟรีสอย่างเต็มที่ หากสู้ไม่ได้จริงๆ ก็จงตายไปซะ แต่ขอให้ตายอย่างสมศักดิ์ศรี!”

“ขอบคุณท่านโรติเฟอร์มากครับ ข้าจะรีบไปบอกให้พวกนั้นทราบเดี๋ยวนี้เลยครับ” ซีฟาร์ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ ก้มศีรษะทำความเคารพจอมอสูรโรติเฟอร์แล้วเดินออกไปทันที

เมื่อลับร่างของซีฟาร์ จอมอสูรโรติเฟอร์ก็ถอนหายใจออกมา หากเซพิโอล่ารู้ว่า ข้าเปลี่ยนแปลงคำสั่งของนางแล้วล่ะก็ คงจะอาละวาดน่าดู เฮ้อ! มีเมียเก่งเกินไปก็ไม่ดีเหมือนกันแฮะ ลำบากใจชะมัด คิดแล้วก็เดินออกไปข้างนอก เพื่อไปหาราชินีเซพิโอล่าและพวกผู้เฒ่าวิหคที่เรือนรับรองของพวกปีศาจ

จอมอสูรโรติเฟอร์ยังไม่ทันจะเดินมาถึงเรือนรับรอง ก็ได้ยินเสียงระเบิดดังมาจากทางข้างหน้า ตามด้วยเสียงครืนๆ ดังลั่น จึงชะงักเท้าอยู่กับที่ พลันพื้นดินที่ตนยืนอยู่ก็สั่นสะเทือนไหวไปมาอย่างรุนแรง ต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ปลูกเอาไว้สองข้างทางหักโค่นลงมากองกับพื้นกันเป็นแถว

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น” จอมอสูรโรติเฟอร์มีสีหน้างุนงง รีบลอยตัวขึ้นข้างบน เพื่อจะมองไปยังจุดที่เกิดเหตุ แต่ต้องผงะถอยหลัง เมื่อมีลูกไฟขนาดใหญ่พุ่งตรงมาทางนี้ จึงเบี่ยงตัวหลบอย่างว่องไว ทำให้ลูกไฟตกกระทบลงบนพื้นดินระเบิดดังบึ้ม พื้นดินบริเวณนั้นยุบตัวจมหายลงไปเป็นหลุมลึก มองเห็นรอยไหม้เด่นชัด

เมื่อหันไปมองทางทิศที่ลูกไฟพุ่งมา ซึ่งเป็นทางเดียวกับที่ตั้งของเรือนรับรอง จอมอสูรโรติเฟอร์ก็เบิกตากว้าง เพราะเรือนรับรองตลอดจนต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่ในบริเวณนั้นถูกทำลายจนไม่เหลือแม้แต่ซาก มีเพียงหลุมลึกขนาดใหญ่ที่ยุบตัวลงไปในพื้นดินเป็นวงกว้างกับรอยไหม้ขนาดใหญ่ทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าเท่านั้น

“เฮ้ย!” จอมอสูรโรติเฟอร์อุทานออกมากับภาพที่เห็น ไม่ทันจะหายตกใจก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งโผล่พรวดขึ้นมาจากพื้นดิน มุ่งหน้ามาทางที่ตนยืนอยู่ด้วยความเร็วสูง โดยมีสี่ผู้เฒ่าวิหคไล่ตามมาติดๆ

“อย่าหนีนะ!” พวกฮอร์คตวาดเสียงดัง สะบัดมือยิงลำแสงโจมตีออกไปเป็นชุด โดยไม่เห็นว่าในเส้นทางที่คนกลุ่มนั้นมุ่งไปมีจอมอสูรโรติเฟอร์ยืนขวางทางอยู่

กลุ่มคนที่พุ่งตรงมาคือพวกจอห์น เมื่อเห็นจอมอสูรโรติเฟอร์อยู่ข้างหน้า ทั้งสี่คนก็แฉลบตัวออกด้านข้างด้วยความเร็วปานจรวด ลำแสงโจมตีของฮอร์คกับเฮอร์รอนจึงพุ่งใส่จอมอสูรโรติเฟอร์แทน

“บึ้ม” พลังของพวกฮอร์คปะทะกับพลังของจอมอสูรโรติเฟอร์ที่ยิงสวนออกมาได้ทันท่วงที เกิดแสงสว่างวาบไปทั่วท้องฟ้า ตามด้วยเสียงระเบิดดังกึกก้อง  แรงอัดในอากาศกระแทกใส่จอมอสูรโรติเฟอร์จนผงะถอยไปด้านหลังเกือบห้าสิบเมตร ลูกไฟขนาดใหญ่ปลิวว่อนกระจัดกระจาย แตกกระเด็นออกไปรอบด้าน หล่นกระแทกใส่พื้นดินที่อยู่ข้างล่างระเบิดดังตูม ทำให้พื้นดินในรัศมีห้าร้อยเมตร แยกออกเป็นสองส่วน ถล่มยุบตัวลงไปเป็นทางยาว ต้นไม้น้อยใหญ่ถูกแรงระเบิดอัดใส่ล้มระเนระนาด บางส่วนก็เด้งกระดอนลอยขึ้นมากองทับถมกันอยู่บนพื้นดิน  ไฟลุกไหม้ควันดำโขมง ท้องฟ้าบริเวณนั้นแดงฉานลุกโชติช่วงไปด้วยเปลวเพลิง

 พวกจอห์นเหลียวกลับมามองผลงานของพวกตนก่อนทำตาโต โอ้โห! พลังรุนแรงชะมัด ขืนโดนเข้าไปตรงๆ มีหวังถ้าไม่ตายก็คงคางเหลืองอย่างไม่ต้องสงสัย

จอมอสูรโรติเฟอร์นิ่วหน้า รู้สึกเจ็บแปลบที่มือขวาจึงก้มมองดู พบว่ามือขวาได้รับแผลพุพองมีเลือดซึมขึ้นมา พลังของพวกผู้เฒ่าวิหครุนแรงจริงๆ เมื่อกี้หากข้ายิงพลังสวนกลับไปไม่ทัน มีหวังบาดเจ็บปางตายแหงๆ

“ท่านโรติเฟอร์ไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ” พวกฮอร์คลอยตัวเข้ามาถามอย่างตกใจ เพราะหลังจากที่ยิงพลังออกไปแล้ว ทั้งสี่คนเพิ่งจะเห็นว่าจอมอสูรโรติเฟอร์ยืนอยู่ในตำแหน่งเดียวกับพลังโจมตีของพวกตนพอดี

จอมอสูรโรติเฟอร์ถลึงตาใส่อย่างไม่พอใจ ยกมือขวาให้พวกฮอร์คดู แล้วต่อว่าอย่างฉุนจัด

“ไม่เป็นอะไรซะเมื่อไหร่กันเล่า! ดูมือของข้าซะก่อนสิ เมื่อกี้ถ้าข้าโต้ตอบพลังของพวกท่านกลับไปไม่ทัน มีหวังบาดเจ็บปางตายแหงๆ ถามหน่อยเหอะ พวกท่านคิดจะฆ่าข้ากันหรือไง ถึงได้ยิงพลังโจมตีใส่ข้าแบบนั้น!”   

“ต้องขออภัยจริงๆ ครับ พอดีพวกเรากำลังไล่ตามจับเจ้าพวกมังกรจากหุบเขามรณะอยู่ครับ แต่พวกมันเคลื่อนไหวได้รวดเร็วมาก พวกเราจึงยิงพลังโจมตีออกไปเป็นชุด เพื่อจะสกัดการเคลื่อนไหวของพวกมัน แต่ไม่คิดว่า ท่านโรติเฟอร์จะโผล่เข้ามาขวางเส้นทางการโจมตีของพวกเราเข้าพอดี” ฟานคอลนัสอธิบายให้ฟัง

คำบอกเล่านั้น ทำให้จอมอสูรโรติเฟอร์คลายความโกรธแทบจะทันที รีบถามเร็วปรื๋อ

“พวกมังกรจากหุบเขามรณะงั้นเหรอ! แล้วตอนนี้พวกมันอยู่ที่ไหน?”

“น่าจะยังป้วนเปี้ยนอยู่ในละแวกนี้ล่ะครับ” เฮอร์รอนตอบ

“แล้วจู่ๆ ทำไมพวกมันถึงเข้ามาก่อกวนจนถึงเรือนรับรองได้ล่ะ”

พวกฮอร์คยังไม่ทันจะตอบคำถาม ราชินีเซพิโอล่าและทหารอสูรกลุ่มใหญ่ก็มาถึงพอดี เมื่อเห็นสภาพของเรือนรับรองและพื้นที่ในบริเวณใกล้เคียงถูกทำลายจนย่อยยับ ราชินีเซพิโอล่าก็มีสีหน้าตกตะลึง หันมาถามจอมอสูรโรติเฟอร์ที่ยืนอยู่กับพวกผู้เฒ่าวิหคด้วยน้ำเสียงแหลมปรี๊ด

“ท่านโรติเฟอร์! นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นมาอีก ทำไมเรือนรับรองจึงถูกทำลายจนพินาศป่นปี้แบบนี้!”

“ข้าจะไปรู้ได้ยังไง ตอนข้ามาถึง ที่นี่ก็มีสภาพแบบนี้แล้ว ครั้นพอจะสอบถามพวกท่านฮอร์คว่าเกิดอะไรขึ้น เจ้าก็มาพอดี แล้วเจ้าหายไปไหนมา ไหนบอกว่าจะมาที่นี่ก่อนข้า ทำไมถึงโผล่มาทีหลังข้าได้ล่ะ”

“ข้านึกถึงเรื่องที่ท่านคุยกับไกเซอร์ขึ้นมา จึงแจ้งข่าวไปให้พวกมิวเคอร์รู้ จะได้หาทางรับมือได้ พอคุยเสร็จแล้ว ก็ได้ยินเสียงระเบิดดังมาจากทางนี้ ข้ากับพวกทหารก็เลยรีบมาที่นี่ค่ะ” ราชินีเซพิโอล่าตอบเสียงห้วน

จอมอสูรโรติเฟอร์พยักหน้ารับรู้ จากนั้นให้พวกฮอร์คเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟังอย่างละเอียด ออตัสจึงเล่าให้ทุกคนฟัง ถึงเรื่องที่พวกตนคุยกับผู้เฒ่ากีรอนในห้องพยาบาลเกี่ยวกับเรื่องมนต์สายใยพิศวง จึงอยากจะทดสอบว่าความคิดของพวกตนถูกต้องหรือไม่ จึงชวนกันมาตรวจสอบที่เรือนรับรอง

แต่เมื่อมาถึง กลับถูกพวกมังกรจากหุบเขามรณะที่ซุ่มรออยู่ กางอาณาเขตปิดผนึกออกมาล้อมรอบพื้นที่ทั้งหมดเอาไว้ พวกตนจึงทำลายอาณาเขตปิดผนึก แต่ไม่คิดว่าพวกมันจะกางอาณาเขตซ้อนกันสิบสองชั้น แถมแต่ละชั้นก็มีความยืดหยุ่นไม่เท่ากัน กว่าจะทำลายได้ก็เสียเวลาไปไม่น้อย

แต่ที่น่าโมโหก็คือ ขณะที่พวกตนกำลังทำลายอาณาเขตปิดผนึก พวกมันก็โผล่มาโจมตีแบบไม่ให้ตั้งตัว พอจะต่อสู้ด้วย พวกมันก็กลบกลิ่นอำพรางตัวจนมิดชิดแล้วหายไปดื้อๆ พอสักครู่ ก็โจมตีใหม่อีกครั้ง ซึ่งการโจมตีแต่ละครั้ง แม้จะไม่ได้รับอันตรายจนถึงชีวิต แต่ก็สร้างแผลฟกช้ำดำเขียวให้ไม่ใช่น้อย

“พวกมันมีฝีมือสูงและฉลาดมาก ลูกล่อลูกชนตลอดชั้นเชิงในการต่อสู้ก็แพรวพราวหาตัวจับยาก ทำเอาพวกเราโมโหจนไม่รู้จะโมโหยังไงดี พอพวกเราจับกลิ่นได้และยิงพลังโจมตีใส่ พวกมันก็ย้ายธาตุในอากาศ สร้างตุ๊กตาปลอมขึ้นมานับร้อยตัว หลอกล่อก่อกวนพวกเรา นิสัยกวนประสาทและยั่วโมโหแบบนี้ เป็นใครไปไม่ได้นอกซะจาก เจ้าลูกชายของพวกฟาคอล! เชื้อไม่ทิ้งแถวจริงๆ ให้ตายสิ!” เฮอร์รอนพูดอย่างหงุดหงิด

“อะไรกัน! อย่าบอกนะว่า พวกเจ้าถูกเด็กรุ่นลูกปั่นหัวเล่น ซะจนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ทำให้หาทางออกมาจากอาณาเขตปิดผนึกไม่ได้น่ะ!” ราชินีเซพิโอล่าพูดเสียงสูงขึ้นจมูก

“ไม่ใช่ครับ! ถึงพวกเราจะหงุดหงิดกับลูกเล่นของพวกมัน จนทำให้เสียเวลาไปบ้าง แต่พวกเราก็ทำลายอาณาเขตปิดผนึกของพวกมันและออกมาข้างนอกได้ ไม่อย่างนั้นพวกเราคงไม่มายืนเล่าเรื่องราวให้พวกท่านได้ฟังกันแบบนี้หรอกครับ!” ฮอร์คตอบเสียงกระด้าง เพราะไม่พอใจกับคำพูดของราชินีเซพิโอล่า

 ฟานคอลนัส แตะบ่าฮอร์คเบาๆ เป็นเชิงเตือนสติ ฮอร์คจึงหันไปมองทางอื่นอย่างไม่สบอารมณ์ เมื่อเห็นดังนั้น ราชินีเซพิโอล่าก็รู้ว่าพวกผู้เฒ่าวิหคเริ่มไม่พอใจ จึงเปลี่ยนท่าทีทันควัน เพราะไม่อยากมีเรื่องกับพวกผู้เฒ่าวิหคในตอนนี้ เนื่องจากพวกตนยังต้องพึ่งพาอาศัยฝีมือของพวกผู้เฒ่าวิหคในการต่อสู้กับพวกราชาปีศาจ

“ข้าต้องขอโทษด้วย หากคำพูดของข้าทำให้พวกท่านรู้สึกไม่ดี อย่าถือสาข้าเลยนะ” ราชินีเซพิโอล่าพูดเสียงนุ่มนวลพร้อมส่งยิ้มให้สี่ผู้เฒ่าวิหค

“ไม่เป็นไรครับ ว่าแต่ทำไมจู่ๆ พวกท่านจึงแวะมาที่นี่ล่ะครับ หรือว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น” ฟานคอลนัสตอบน้ำเสียงสบายๆ อย่างไม่ถือสา รู้ทันความคิดของราชินีเซพิโอล่าเป็นอย่างดีว่าคิดอะไรอยู่ แต่ทำนิ่งเฉยเสีย

จอมอสูรโรติเฟอร์กับราชินีเซพิโอล่ามีสีหน้าเครียดขึ้นมาทันที จากนั้นจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในปราสาทให้พวกผู้เฒ่าวิหคฟังอย่างละเอียด เมื่อฟังจบ ฟานคอลนัสจึงพูดขึ้นมา

“ข้าว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนี้น่าจะมีความสัมพันธ์กัน เพราะมันประจวบเหมาะเกินไป หรือว่าพวกมันรู้ว่าพวกเราจะมาตรวจสอบที่เรือนรับรอง จึงฉวยโอกาสที่พวกท่านกำลังประชุมกัน คิดแผนหนีออกไปจากที่นี่"

“การที่ลูกชายของพวกฟาคอลมาที่เรือนรับรอง ก็เพราะต้องการถ่วงเวลาพวกเรา ส่วนในปราสาทก็ทิ้งคนที่มีความสามารถโดดเด่นอย่างซานฟรีสเอาไว้ เพราะมั่นใจว่าซานฟรีสเอาตัวรอดได้ แสดงว่าลูกชายของชาร์ลอตต้องอยู่ในกลุ่มของโรซาร์เนียร์ที่หนีออกไปก่อนหน้านี้แน่นอน” ออตัสกล่าวเสริม

“ก็หมายความว่า เหตุผลจริงๆ ที่พวกมันคิดหนีออกไปจากที่นี่ก็คือ พวกมันไม่ต้องการให้พวกเรารู้ว่า ใครคือลูกชายของชาร์ลอต ข้าพูดถูกไหม ท่านฟานคอลนัส”  ราชินีเซพิโอล่าถาม

“ใช่ครับ และคนที่จะช่วยลูกชายของชาร์ลอตให้ปลอดภัยได้ก็มีแต่ ราชาปีศาจราฟเท่านั้น พวกมันจึงหนีออกไปจากที่นี่โดยพารันกับเรเซียไปด้วย เพราะคิดว่าหากราชาปีศาจได้ตัวลูกสาวกลับคืนมาอย่างปลอดภัย ก็น่าจะยกโทษให้พวกมัน แต่นี่ก็เป็นเพียงแค่การคาดเดาของข้าเท่านั้น เรื่องราวจริงๆ อาจจะไม่ใช่แบบนี้ก็ได้”

“ถึงจะเป็นแค่การคาดเดา แต่สิ่งที่ท่านพูดมาน่าจะใกล้เคียงความจริงมากที่สุด” ราชินีเซพิโอล่าพูดไม่ทันจบประโยค หูก็แว่วเสียงวัตถุบางอย่างแหวกอากาศพุ่งตรงมา ทุกคนจึงหลบไปทางด้านข้างแทบจะพร้อมกัน

“เฟี้ยว..บึ้ม”

ลูกไฟขนาดลูกฟุตบอลเกือบยี่สิบลูก เฉียดร่างของพวกโรติเฟอร์ไปอย่างหวุดหวิด พุ่งไปชนหลังคาปราสาทของจอมอสูรโรติเฟอร์ที่เห็นอยู่ไม่ไกล ระเบิดดังตูม หลังคาปราสาทกระเด็นหายไปทั้งแถบ

จู่ๆ อากาศในบริเวณนั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลง ลมเย็นกรรโชกพัดมาวูบหนึ่ง หอบเอาใบหญ้าที่อยู่บนพื้นดินขึ้นมาหมุนวนไปมา จากนั้นเสียงอื้ออึงดังหวีดหวิวก็แว่วเข้ามากระทบโสตสัมผัส ทุกคนรีบหันไปมองด้านหลังพร้อมกันก่อนทำตาโต เมื่อเห็นกองทัพลมหมุนขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนที่มาทางนี้ด้วยความเร็วสูง ที่บอกว่ากองทัพ เพราะมันไม่ได้มีลมหมุนแค่ลูกเดียว แต่มีไม่ต่ำกว่ายี่สิบลูก! 

เส้นทางที่ขบวนพายุหมุนเคลื่อนตัวผ่าน ได้ทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าพังราบเป็นหน้ากลอง ซากต้นไม้ที่ล้มขวางทางถูกพายุหมุนหอบขึ้นมาปลิวว่อนในอากาศอย่างน่ากลัว

ฟานคอลนัส สั่งให้ทุกคนกางบาเรีย ส่วนตัวเองก็พุ่งตัวไปข้างหน้า พร้อมกับสะบัดมือออกไป พลันพายุไต้ฝุ่นขนาดใหญ่นับสิบลูกก็ก่อตัวขึ้น เคลื่อนตัวพุ่งชนกองทัพพายุลมหมุนที่กำลังเคลื่อนขบวนมาทางนี้

ลมสองชนิดปะทะกันเสียงดังสนั่น เกิดแรงอัดในอากาศขนาดใหญ่จนระเบิดอย่างรุนแรง นอกจากบริเวณที่ถูกปกคลุมด้วยบาเรียของพวกจอมอสูรโรติเฟอร์แล้ว พื้นที่ที่เหลือในบริเวณนั้นล้วนถูกทำลายจนแหลกเป็นจุล กลายเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่กินวงกว้างเกือบร้อยเมตร  

“หนอยแน่ะ! นึกว่าหนีไปแล้ว ที่แท้ก็ซุ่มตัวอยู่ใกล้ๆ นี่เอง พอพวกเราเผลอก็หาโอกาสโจมตี นิสัยเสียเหมือนพ่อของมันไม่มีผิด!” ฮอร์คคำรามลั่นอย่างโกรธจัด ปลดบาเรียออกแล้วพุ่งตัวออกไป โดยมีฟานคอลนัสกับเฮอร์รอนตามหลังไปติดๆ ออตัสหันมามองจอมอสูรโรติเฟอร์และราชินีเซพิโอล่าด้วยแววตาแข็งกร้าว

“พวกท่านกลับไปที่ปราสาทเดี๋ยวนี้เลย ข้าคิดว่าคนของราชาปีศาจต้องบุกเข้ามาแน่! ที่จริงพวกเราก็อยากอยู่ช่วยพวกท่านหรอกนะ แต่ตอนนี้ขอไปจัดการกับไอ้เด็กนิสัยไม่ดีกลุ่มนั้นก่อน ถ้าจับตัวพวกมันกลับมาไม่ได้ พวกเราจะข้ามไปอาละวาดที่ฝั่งโน้นให้พังกันไปข้างหนึ่ง!” พูดจบ ออตัสก็พุ่งตัวออกไปตามล่าพวกจอห์นทันที ทิ้งให้จอมอสูรโรติเฟอร์กับราชินีเซพิโอล่ายืนอึ้ง คิดไม่ถึงว่าเวลาพวกผู้เฒ่าวิหคโกรธ จะน่ากลัวแบบนี้

หลังจากส่งลูกบอลไฟกับลมพายุหมุนไปยั่วโมโหให้พวกผู้เฒ่าวิหคโกรธจนเป็นผลสำเร็จ พวกจอห์นก็เร่งความเร็วของพวกตน พุ่งตัวเข้าไปในป่าทึบที่มองเห็นอยู่ข้างหน้า

“ตาเฒ่าพวกนั้นไล่ตามมาแล้ว ท่าทางจะโกรธจัดนะเนี่ย” อาเธอร์พูดขึ้นโดยที่ไม่ได้หันไปมอง เพราะสัมผัสได้ถึงจิตสังหารรุนแรงที่ไล่ตามหลังมา

“ดีแล้ว ให้พวกมันตามมาเถอะ พวกเราต้องล่อให้พวกมันออกห่างจากพวกอสูรให้มากที่สุด ไม่อย่างนั้นพวกท่านโรมจะทำงานลำบาก” นอร์ธตอบปนหัวเราะ

“แต่ขืนยั่วให้พวกมันโมโหไปมากกว่านี้ พวกเราจะลำบากนะ ถ้าถูกจับได้ล่ะก็ มีหวังถูกจับฉีกเป็นชิ้นๆ แหงเลย” บราวน์ทำน้ำเสียงสยอง แต่ดวงตาเต้นระริกเป็นประกายชอบใจ

“เจ้าพูดแบบนี้ ทำเอาใจข้าหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มเลยนะเนี่ย เห็นทีต้องเร่งความเร็วให้มากกว่านี้ซะแล้วสิ  ไม่อย่างนั้นคงถูกตาเฒ่าพวกนั้นจับตัวได้แน่” จอห์นพูดยิ้มๆ เปลี่ยนร่างตัวเองเป็นมังกรสีแดงเพลิงขนาดใหญ่

อาเธอร์ นอร์ธและบราวน์หัวเราะชอบใจ เปลี่ยนร่างตัวเองเป็นมังกรเช่นกัน     

“ไอ้เด็กนิสัยไม่ดี คิดเหรอว่า เปลี่ยนร่างแล้วจะหนีพวกข้าพ้นน่ะ!” พวกฮอร์คตะโกนดังลั่น เปลี่ยนร่างตัวเองเป็นวิหคขนาดใหญ่ บินไล่ตามพวกจอห์นที่อยู่ในร่างมังกรไปด้วยความเร็วสูง

การไล่ล่าในป่าทึบระหว่างมังกรกับวิหคจึงเกิดขึ้น สัตว์ป่าที่อยู่ในบริเวณนั้นแตกกระเจิงกันเป็นแถว ต่างกระโดดหนีเอาตัวรอดกันอุตลุด เสียงร้องด้วยความตกใจของพวกสัตว์ป่า สลับกับเสียงต้นไม้ที่ถูกแรงลมของพวกมังกรกับพวกวิหคเคลื่อนตัวผ่านจนหักโค่นลงมากองกับพื้นดังสนั่นไปทั่วป่าราวกับเกิดกลียุค

ขณะที่พวกอสูรส่งคนของตนออกไปตามล่าพวกปีศาจที่แยกย้ายกันหลบหนีอย่างเอาเป็นเอาตายนั้น ทหารของท่านราฟที่ได้รับคำสั่งให้มาช่วยเหลือพวกโรซาร์เนียร์ก็ปรากฎตัวขึ้นที่เฮล เกท 

ทหารกลุ่มนี้ประกอบไปด้วยโรมและองครักษ์ แม่ทัพเทพมิคาเอล แม่ทัพเทพราเฟล ขุนพลเทพวลาเนียร์ ขุนพลเทพเบลลา ขุนพลเทพเอเกอร์ ขุนพลปีศาจดิพเทอเรีย ขุนพลปีศาจซารีน่า และทหารอีกจำนวนหนึ่ง

หลังจากที่เวอร์บีการ์แจ้งข่าวให้พวกจอห์นรู้ พวกจอห์นก็ติดต่อมาหาท่านราฟทันที เพื่อขอกำลังสนับสนุน ท่านราฟจึงเรียกประชุมทหารเทพและทหารปีศาจระดับหัวหน้าเป็นการด่วน เพื่อเลือกคนที่เหมาะสมสำหรับเข้ามาปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ เนื่องจากมีเวลาจำกัด หากมัวแต่ถกเถียงหาข้อสรุปก็อาจจะไม่ทันการณ์ โรมจึงขออนุญาตท่านราฟเลือกทหารด้วยตนเอง ซึ่งท่านราฟก็อนุญาต

“พวกท่านพร้อมแล้วใช่ไหม” โรมพูดพลางกวาดตามองทหารทุกคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม  

 “พร้อมแล้วครับ/ค่ะ”

“ภารกิจของพวกเราในครั้งนี้คือจู่โจม ช่วงชิงและล่าถอย ส่วนการก่อกวนและสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายเป็นหน้าที่ของอีกกลุ่มหนึ่งที่ล่วงหน้าเข้าไปในแดนอสูรก่อนแล้ว ดังนั้น ขอให้พวกท่านอย่าแตกกลุ่มโดยพลการ เพราะข้าไม่อยากให้เกิดความสูญเสียโดยไม่จำเป็น”

“ท่านโรมไม่ต้องเป็นห่วง พวกเราเข้าใจเรื่องนี้ดีครับ” เอเกอร์กับวลาเนียร์พูดพร้อมกัน

“พวกท่านเข้าใจก็ดีแล้ว ข้าจะได้ไม่ต้องกังวลมากนัก” โรมยิ้มออกมาก่อนจะแบมือข้างหนึ่ง เกิดลำแสงสีรุ้งพวยพุ่งขึ้นมาจากฝ่ามือ กลายเป็นลูกบอลสีสันสดใสลอยออกมาข้างหน้า ขยายตัวเองเป็นทางเดิน

“ในเมื่อทุกคนพร้อมแล้ว พวกเราก็ไปกันเถอะ” โรมก้าวนำทุกคนเข้าไปในทางเดิน เมื่อทุกคนเข้ามาหมดแล้ว ทางเดินก็ปิดตัวลงกลายเป็นลูกบอล พุ่งฉิวข้ามทะเลลาวาเข้าไปในดินแดนอสูรที่เห็นอยู่ข้างหน้าทันที

                                            **********************************************************

อาร์ทีเมียพุ่งตัวผ่านทะเลสีครามมาด้วยความเร็วสูง ผิวน้ำที่โดนไออสูรจากร่างของอาร์ทีเมียเข้าไป เดือดพล่านเป็นฟองปุดๆ ควันลอยกรุ่น บอกให้รู้ว่าเจ้าตัวกำลังโกรธจัด ดวงตาของอาร์ทีเมียลุกวาวไปด้วยเพลิงโทสะ แค่คิดว่ารันจะกลับไปหาฟิลที่รออยู่อีกฝั่งหนึ่ง อาร์ทีเมียก็แทบคลั่ง เฮอะ! หากข้าไม่ได้ครอบครองเจ้า ก็อย่าหวังเลยว่าหน้าไหนจะได้เจ้าไป! อาร์ทีเมียเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว จนทิ้งห่างพวกฟลิทที่ไล่ตามมา 

“โห! ท่านอาร์ทีเมียไปกินดีหมีที่ไหนมาเนี่ย” ครีซอลบ่นอุบ

“ไม่ใช่ดีหมีที่ไหนหรอก แต่เป็นลมหึงต่างหากล่ะ” ฟลิทพูดเนิบๆ

“ลมหึง? นี่เจ้าอย่าบอกนะว่า..” ทินเซลกับฮันเซย์ทำตาโต

“เออ ท่านอาร์ทีเมียชอบเด็กที่ชื่อรัน ไม่งั้นคงไม่ไล่ตามมาแบบนี้หรอก” ฟลิทบอก

“ไม่น่าเชื่อ! เด็กแก่นแก้วและปากกล้าแบบนั้นนี่นะ! ชอบเข้าไปได้ยังไง ถ้าบอกว่าชอบเด็กที่ชื่อเรเซียยังจะเข้าท่ากว่า เพราะดูอ่อนหวานและเรียบร้อยกว่าเยอะ” ทินเซลส่ายหัวไปมา

“สงสัยท่านอาร์ทีเมียจะชอบของแปลก” ฮันเซย์คาดเดา  

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก แต่ความรู้สึกของคนเราน่ะ บางครั้งมันก็พูดยาก” ฟลิทแย้ง

“ไม่ใช่พูดยากหรอก แต่ข้าว่า เข้าใจยากต่างหากล่ะ” ทินเซลว่า

“มันก็เหมือนกันนั่นแหละ ใครจะไปคิดว่าคนอย่างท่านอาร์ทีเมีย จะชอบเด็กแก่นๆ แบบนั้น นี่ถ้าไม่เห็นกับตาว่าท่านอาร์ทีเมียโกรธจัดจนสติแทบแตก ตอนที่รู้ว่ารันหนีไปแล้วล่ะก็ จ้างให้ ข้าก็ไม่เชื่อ” ฟลิทถอนหายใจ

“นั่นสิ ข้าคิดว่า ที่ท่านอาร์ทีเมียชอบรัน อาจเป็นเพราะว่า ที่ผ่านมามีแต่ผู้หญิงวิ่งเข้าหาท่านอาร์ทีเมีย แต่รันไม่ใช่ นอกจากจะไม่วิ่งเข้าหาแล้ว รันยังพูดจาเหน็บแนมท่านอาร์ทีเมียซะหน้าหงาย อะไรก็ไม่ร้ายเท่ากับการตบหน้าท่านอาร์ทีเมียนี่สิ เจอแบบนี้เข้าไป ท่านอาร์ทีเมียก็เลยติดใจ ชอบรันเข้าโดยไม่รู้ตัว” ครีซอลวิเคราะห์

 ฟลิท ฮันเซย์และทินเซล อดหัวเราะออกมาไม่ได้ อืม..สงสัยคงจะจริงอย่างที่มันว่าแฮะ

“ช่างเหอะ ไม่ว่าท่านอาร์ทีเมียจะชอบรันเพราะอะไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ แน่ ถึงท่านอาร์ทีเมียจะนำตัวรันกลับมาได้จริงๆ ก็ใช่ว่าปัญหาจะหมดไป อย่าลืมว่า รันมีเด็กที่ชื่อฟิลเป็นคนรักอยู่แล้ว และข้าคิดว่า ฟิลคงไม่ยอมให้ใครมาชิงคนรักของตนไปหรอก” ฟลิทบอกน้ำเสียงเคร่งขรึม

“ใช่ คนรักทั้งคน จะปล่อยให้ตกไปอยู่ในมือของคนอื่นได้ยังไง เด็กที่ชื่อฟิลต้องบุกมาที่นี่ เพื่อชิงตัวรันกลับไปแน่ และคิดเหรอว่า คนอย่างท่านอาร์ทีเมียจะยอม ไม่มีทางหรอก” ฮันเซย์เห็นด้วย

“เจ้าพูดแบบนี้ ทำให้ข้าชักอยากจะเห็นซะแล้วสิว่า หากท่านอาร์ทีเมียกับฟิลสู้กันจริงๆ มันจะเกิดอะไรขึ้น แค่คิดก็สนุกแล้ว” ทินเซลหัวเราะเบาๆ ภาพของฟิลผุดขึ้นมาในห้วงความคิด อา..มังกรหนุ่มผู้หล่อเหลา ถ้าเปลี่ยนตัวกันได้ ข้าอยากจะสู้กับเจ้าแทนท่านอาร์ทีเมียเหลือเกิน ให้ตายสิ! เด็กอะไรน่าเคี้ยวจริงๆ

ฟลิท ฮันเซย์และครีซอลทำหน้าสยอง เมื่อเห็นสีหน้าและแววตาเคลิบเคลิ้มของทินเซล ไอ้เจ้าบ้าทินเซล ต้องคิดเรื่องทุเรศๆ แน่นอน! ไม่อย่างนั้นมันจะทำตาเยิ้มทำไม บรื๋อ! น่าขนลุกชะมัด!

“อะแฮ่ม! พวกเรารีบไปกันเถอะ ขืนชักช้า อาจโดนท่านอาร์ทีเมียตำหนิได้”  พูดจบ ฟลิทก็เร่งความเร็วไล่ตามอาร์ทีเมียไปทันที  ฮันเซย์ ครีซอลและทินเซล เพิ่มความเร็วของตนไล่ตามไปเช่นกัน

มนต์ผสมผสานของพวกแม่ทัพปีศาจ พาทุกคนข้ามทะเลกว้างใหญ่เข้ามาในป่าทึบ เส้นทางในนี้คดเคี้ยววกวนไปมาน่าปวดหัว จนรันกับเรเซียอดกังวลไม่ได้ว่า พวกตนอาจจะหลงอยู่ในนี้จนหาทางออกไปไม่ได้ แต่เวอร์บีการ์บอกว่า ตนได้ใช้มนต์ตรวจสอบ สำรวจเส้นทางของแดนอสูรไว้หมดแล้ว ต่อให้เส้นทางสลับซับซ้อนยิ่งกว่านี้ เวอร์บีการ์ก็สามารถพาทุกคนออกไปจากที่นี่ได้แน่นอน

ได้ยินดังนั้น รันกับเรเซียก็ยิ้มกว้าง ร้องเย้ดังลั่น เพราะจะได้กลับบ้านแล้ว พวกโรซาร์เนียร์อดยิ้มออกมาไม่ได้ เฮ้อ! เด็กหนอเด็ก ถึงจะทำตัวให้ดูเข้มแข็งแค่ไหน แต่สุดท้ายเด็กก็ยังเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ

เมื่อเข้ามาถึงใจกลางป่าทึบ พวกโรซาร์เนียร์ก็สัมผัสได้ถึงพลังรุนแรงที่ไล่ตามมา จึงหันไปมองด้านหลัง ก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ จากสายตาที่เห็น คนกลุ่มนั้นอยู่ห่างจากพวกตนเกือบห้าร้อยเมตร

“อาร์ทีเมียกับพวกองครักษ์!” โรซาร์เนียร์พูดเสียงกร้าว เมื่อเห็นว่า กลุ่มคนที่ไล่ตามมาคือใคร

รันกับเรเซียมีสีหน้าตกใจ รีบหันไปมองทันที แย่ละสิ! อาร์ทีเมียกับลูกน้องไล่ตามมาจริงๆ ด้วย

“ไม่ใช่แค่นั้นหรอก ดูที่ด้านหลังของอาร์ทีเมียให้ดี มีอะไรบางอย่างตามมาด้วย” ซานฟรีสชี้ให้ทุกคนดูสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่ไล่หลังพวกอาร์ทีเมียมา มันคือเมฆขนาดใหญ่กลุ่มหนึ่ง แต่เต้นยุ่บยั่บเคลื่อนไหวไปมาได้

“นั่นมันเป็นเมฆประเภทไหนกันคะ ท่านซานฟรีส ทำไมจึงเคลื่อนไหวได้” เรเซียถามอย่างแปลกใจ

“ไม่ใช่เมฆหรอก พวกเจ้าดูให้ดีๆ สิ”  ซานฟรีสบอกสีหน้าเคร่งขรึม ทุกคนจึงเพ่งตามองดูอีกครั้ง จึงเห็นว่าสิ่งที่ตามพวกอาร์ทีเมียมา ไม่ใช่กลุ่มเมฆ แต่เป็นต้นไม้งู ที่บอกว่าเป็นต้นไม้งู เพราะไม่ว่าจะเป็นลำต้น กิ่งก้านหรือแม้กระทั่งใบของมัน ก็ล้วนแต่เป็นใบหน้าของอสรพิษร้ายทั้งสิ้น เกล็ดสีดำของมันสะท้อนกับแสงจันทร์เป็นมันวาว ดูสวยงามน่ามองแต่ก็น่าขนลุกในขณะเดียวกัน

“นั่นมันต้นไม้อะไรกันเนี่ย!” ทุกคนอุทานอย่างตกตะลึง

 “พวกเจ้าคงไม่รู้จัก ค่ายกลป่าอสรพิษของเซพิโอล่าสินะ นั่นล่ะของแท้แน่นอน” ซานฟรีสบอก หรี่ตาครุ่นคิด ใช้ค่ายกลป่าอสรพิษตามมาแบบนี้ ก็แสดงว่าเซพิโอล่าคิดจะกำจัดพวกเราทุกคนทิ้งสินะ

“เอายังไงดีครับ” ชูร่าถาม ลำพังแค่พวกอาร์ทีเมียน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่ปัญหาก็คือค่ายกลป่าอสรพิษของราชินีเซพิโอล่า หากถูกค่ายกลนั่นโอบล้อมได้ล่ะก็ แย่แน่

โรซาร์เนียร์ ซานฟรีสและเวอร์บีการ์หันมาสบตากัน แล้วซานฟรีสก็พูดขึ้น

“ชูร่า เจ้าพาท่านรันกับเรเซียล่วงหน้าไปก่อน พวกเราจะรับมือพวกมันเอง”

ชูร่ามีสีหน้าตกใจ คิดไม่ถึงว่าซานฟรีสจะสั่งแบบนี้ รันกับเรเซียก็อึ้งไปเช่นกัน แต่เมื่อตั้งสติได้ ทั้งสามคนก็ประสานเสียงตอบปฏิเสธพร้อมกันดังลั่น

“พวกเราไม่ไปไหนทั้งนั้นครับ/ค่ะ!”

“อย่ามาขึ้นเสียงกับพวกเรานะ! ความปลอดภัยของพวกเจ้าคือสิ่งที่สำคัญที่สุด หากพวกเจ้าถูกพวกอสูรจับตัวได้ล่ะก็ คิดบ้างหรือเปล่าว่า ผลของมันจะเป็นยังไง!” ซานฟรีสต่อว่าก่อนย้อนถาม

“เรื่องนั้น..” รันอ้าปากจะพูด แต่เวอร์บีการ์พูดขัดขึ้นมาซะก่อน

“ท่านรันเป็นลูกสาวของท่านราฟกับท่านเกรซ ซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของเทพกับปีศาจ ส่วนชูร่ากับเรเซียก็เป็นว่าที่ผู้นำคนใหม่ของเผ่าพันธุ์แมงมุมสีทอง ดังนั้น พวกเราจึงไม่อาจให้พวกเจ้าอยู่ที่นี่ได้ เข้าใจหรือเปล่า”

“แต่ว่า” ชูร่าอ้าปากจะพูด

“ไม่มีแต่ เจ้าเป็นทหารนะชูร่า น่าจะเข้าใจดีที่สุด อย่าให้พวกเราต้องพูดซ้ำซาก!” ซานฟรีสขัดเสียงห้วน

“ข้าทำไม่ได้ครับ! จะให้ข้าทิ้งพวกท่าน แล้วหนีเอาตัวรอดไปแบบนั้น ข้าทำไม่ได้จริงๆ” ชูร่าปฏิเสธ

“พวกเราก็เช่นกันค่ะ ถึงพวกเราจะยังเป็นเด็ก และฝีมือไม่ค่อยได้เรื่องสักเท่าไหร่ แต่พวกเราก็อยากอยู่ที่นี่ เพื่อร่วมต่อสู้กับพวกท่าน” เรเซียยืนกรานเสียงแข็ง

“เงียบไปเลยนะ! พวกเจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงมาพูดจาแบบนี้กับพวกเรา!” โรซาร์เนียร์ตวาดเสียงดัง ทำให้รันกับเรเซียสะดุ้งโหยง โรซาร์เนียร์หันมามองชูร่า แล้วพูดน้ำเสียงเด็ดขาด

“ชูร่า! ในฐานะที่พวกเราเป็นแม่ทัพปีศาจ และเป็นหัวหน้าของเจ้า พวกเราขอสั่งให้เจ้า พาท่านรันกับเรเซียออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!” 

“ท่านโรซาร์เนียร์!” ชูร่าหน้าซีดเผือด การที่ท่านโรซาร์เนียร์สั่งแบบนี้ ก็หมายความว่าท่านโรซาร์เนียร์ตลอดจนคนอื่นๆ คิดจะปักหลักสู้กับพวกอสูรที่อยู่ที่นี่ทั้งหมด เพื่อเปิดทางให้พวกตนหนีออกไป พูดง่ายๆ ก็คือทุกคนตัดสินใจที่จะสละชีวิตของตนเองเพื่อปกป้องพวกชูร่านั่นเอง

รันกับเรเซียเม้มปากแน่น รู้ว่าพวกโรซาร์เนียร์เป็นห่วงพวกตน แต่จะให้ทิ้งทุกคนเพื่อหนีเอาตัวรอดนั้น ทั้งคู่ก็ทำไม่ได้ พอได้ยินโรซาร์เนียร์สั่งชูร่าแบบนี้ รันกับเรเซียจึงโวยวายไม่ยอมไป โดยยืนยันว่าจะอยู่ต่อสู้กับพวกอสูรด้วย ซานฟรีสจึงตัดรำคาญ ด้วยการกางบาเรียกระจกสีชาออกมาห่อหุ้มร่างของรัน เรเซียและชูร่าเอาไว้

“ปล่อยพวกเราออกไปนะ! ท่านซานฟรีส ได้โปรด อย่าทำแบบนี้!”  รันกับเรเซียยกมือทุบบาเรียกระจกของซานฟรีสแต่ไม่เป็นผล จึงหันมามองโรซาร์เนียร์และเวอร์บีการ์

“ท่านโรซาร์เนียร์ ท่านเวอร์บีการ์ ได้โปรดให้พวกเราได้ต่อสู้ร่วมกันกับพวกท่านด้วยเถอะค่ะ”

แม่ทัพปีศาจทั้งสองไม่ตอบกลับเมินหน้าหนีไปมองทางอื่น เมื่อหันไปมองโดโรทีกับครูเกอร์ ทั้งคู่ก็หันไปมองทางอื่นเช่นกัน เห็นดังนั้น รันกับเรเซียก็หันมาเขย่าแขนชูร่าที่ยืนนิ่งอยู่ข้างกัน

“ท่านชูร่า พูดอะไรบ้างสิ จะยอมให้เป็นแบบนี้จริงๆ เหรอคะ”

ชูร่ามองพวกโรซาร์เนียร์ที่ยืนหันหลังให้ด้วยสีหน้าเจ็บปวด ลองแม่ทัพปีศาจทั้งสามคนตัดสินใจแบบนี้ ต่อให้ข้าโวยวายหรือดื้อดึงยังไงก็คงไม่มีประโยชน์

“ข้าเองก็ไม่อยากให้เป็นแบบนี้หรอกครับ” ชูร่าตอบเสียงแห้ง พยายามกล้ำกลืนความรู้สึกสะเทือนใจเอาไว้อย่างเต็มที่ รันกับเรเซียหน้าเสีย มองพวกโรซาร์เนียร์ที่ยืนหันหลังให้ รู้สึกใจหายจนขอบตาร้อนผ่าว

“ก็ได้ ในเมื่อพวกท่านต้องการอย่างนั้น พวกเราไปก็ได้ แต่ในฐานะที่ข้าเป็นลูกสาวของราชาปีศาจกับราชินีแห่งเทพ ซึ่งเป็นผู้นำของพวกท่าน ข้าขอสั่งพวกท่านให้ทำอะไรสักอย่าง จะได้ไหม”  

พวกโรซาร์เนียร์หันมามองรันอย่างแปลกใจ รันสูดลมหายใจลึกๆ พยายามข่มเสียงไม่ให้สั่น แล้วพูดขึ้น

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม พวกท่านต้องกลับมาหาข้า ห้ามตายเด็ดขาด!”

พวกโรซาร์เนียร์อึ้งไปเล็กน้อยกับคำสั่งแกมบังคับของรัน เมื่อเห็นสายตาของรันที่มองมา ทั้งหมดก็ยิ้มบางๆ พร้อมกับก้มศีรษะทำความเคารพรัน

 “เรื่องนั้นท่านรันไม่ต้องเป็นห่วง พวกเราสัญญาครับว่า จะกลับไปหาท่านรันแน่นอน”

“พวกท่านรับปากข้าแล้วนะ ห้ามผิดสัญญาเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น ข้าจะโกรธพวกท่านไปตลอดชีวิต!”

ทั้งหมดพยักหน้าแทนคำตอบ รันจึงยิ้มออกมาได้ จากนั้นซานฟรีสตวัดมือดังพรึ่บ บาเรียกระจกสีชาที่ห่อหุ้มร่างของรัน เรเซียและชูร่าก็พุ่งออกไปจากที่นั่น

“พวกเจ้ารับมืออาร์ทีเมียกับพวกองครักษ์ก็แล้วกัน ส่วนค่ายกลป่าอสรพิษปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า” ซานฟรีสบอกก่อนจะทะยานตัวขึ้นไปข้างบน โรซาร์เนียร์กับเวอร์บีการ์ตะโกนไล่หลังไปเสียงดัง

“อย่าทำอะไรเกินตัวเด็ดขาดนะ ซานฟรีส! ได้ยินไหม!”

ซานฟรีสโบกมือให้ แล้วหันกลับไปมองข้างหน้าด้วยดวงตาแข็งกร้าว ขอโทษนะ โรซาร์เนียร์ เวอร์บีการ์ หากไม่ทุ่มเทพลังชีวิตและพลังเวทย์ที่มีทั้งหมด คงไม่สามารถจัดการกับค่ายกลป่าอสรพิษของเซพิโอล่าได้

“ท่านอาร์ทีเมีย นั่นมันซานฟรีสนี่ครับ” พวกฟลิทมองซานฟรีสที่มุ่งหน้ามาทางนี้อย่างแปลกใจ ไม่คิดว่าซานฟรีสจะอยู่ตรงนี้ แล้วแม่ทัพไซลาเรียที่ไล่ตามซานฟรีสมาล่ะ ไปอยู่ซะที่ไหน

“ข้าไม่สนเจ้านั่น ยกให้พวกเจ้าก็แล้วกัน” อาร์ทีเมียบอกเสียงห้วน มองซานฟรีสที่เข้ามาใกล้อย่างไม่สนใจ แล้วพุ่งตัวเข้าไปในป่าทึบที่อยู่ข้างล่างทันที

ซานฟรีสชำเลืองมองอาร์ทีเมียนิดหนึ่งก่อนยิ้มมุมปาก ถ้าตัดความใจร้อนและเจ้าอารมณ์ทิ้งไปซะบ้าง เจ้าอาร์ทีเมียคงจะน่ารักกว่านี้ คิดแล้วก็หันมามองพวกฟลิทที่ยืนขวางอยู่ข้างหน้า

“เสียใจด้วย คู่ต่อสู้ของพวกเจ้าไม่ใช่ข้า!”  พูดจบ ซานฟรีสก็เคลื่อนตัวแหวกกลุ่มของพวกฟลิทไปข้างหลังอย่างรวดเร็ว ความแรงของลมที่พัดผ่านร่าง ทำเอาพวกฟลิทที่ลอยตัวกลางอากาศถึงกับนิ่วหน้า หันไปมองซานฟรีสที่หายเข้าไปในค่ายกลป่าอสรพิษพร้อมกัน พลังเวทย์ของซานฟรีสไม่ธรรมดาจริงๆ แค่มันเคลื่อนตัวผ่านก็ทำให้อากาศที่อยู่รอบๆ ตัวร้อนฉ่าจนแทบระเบิด สมแล้วที่เป็นแม่ทัพปีศาจ

“จะเอายังไง จะตามไปจัดการกับซานฟรีสหรือว่าจะตามไปช่วยท่านอาร์ทีเมีย” ครีซอลถาม

“ก็เห็นอยู่แล้วว่า เจ้าซานฟรีสมันเข้าไปในค่ายกลป่าอสรพิษของท่านราชินี แล้วเรื่องอะไรจะตามเข้าไปให้โง่ล่ะ” ทินเซลว่าอย่างไม่สบอารมณ์

“นั่นสิ พวกเรารีบตามไปสมทบกับท่านอาร์ทีเมียเถอะ ส่วนซานฟรีส ก็ปล่อยให้ค่ายกลป่าอสรพิษของท่านราชินีจัดการก็แล้วกัน” ฟลิทบอก ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย รีบตามอาร์ทีเมียเข้าไปในป่าทึบ

อาร์ทีเมียบินลัดเลาะต้นไม้น้อยใหญ่ในป่าทึบ พลางกวาดตามองหาพวกรัน นอกจากเสียงจักจั่นเรไรที่กรีดร้องระงมดังลั่นป่า สลับกับเสียงนกฮูกนกเค้าแมวที่ดังแทรกเข้ามาเป็นระยะแล้ว ในป่าแห่งนี้ก็ไม่มีเสียงร้องของสัตว์ป่าหรือสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นอีก

“ข้ารู้ว่าพวกเจ้ายังอยู่ในนี้ ถ้าไม่อยากเจ็บตัวล่ะก็ รีบออกมาซะดีๆ อย่าทำให้ข้าต้องโมโหไปมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้น จะหาว่าข้าใจร้ายไม่ได้นะ!” อาร์ทีเมียตะโกนเสียงดังก้องไปทั่วป่า ดวงตาคมสว่างวาบอย่างไม่สบอารมณ์ มั่นใจว่าพวกรันยังอยู่ในป่าแห่งนี้ แต่ปิดบังร่องรอยของตัวเองเอาไว้เพื่อตบตาพวกอสูร

ไม่มีเสียงตอบรับจากกลุ่มของรัน เสียงจักจั่นเรไรเงียบหายไปแล้ว ป่าทั้งป่าตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงของแมกไม้ที่ขึ้นจนหนาทึบเสียดสีกับลมจนไหวเอนไปมาดังซ่าๆ เท่านั้น

อาร์ทีเมียหรี่ตา สัมผัสได้ถึงความผิดปกติจากป่าที่ตนยืนอยู่ ข้าเข้ามาเดินเล่นในป่าแห่งนี้ตั้งแต่จำความได้ ล้วนคุ้นเคยและจดจำสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในนี้ได้เป็นอย่างดี แต่ตอนนี้ ป่าที่ข้าคุ้นเคยกลับมีบางอย่างผิดปกติ เหมือนกับว่าไม่ใช่ที่ที่ข้าเคยรู้จักมาก่อน นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน

อาร์ทีเมียหลับตา ทำใจให้สงบนิ่ง ใช้หูฟังเสียงต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวอยู่ในป่าแห่งนี้ ก่อนย่นคิ้วเข้าหากัน ไม่ผิดแน่ มีเสียงลมหายใจของผู้อื่นอยู่ในป่านี้ด้วย หนึ่งคน..สองคน..ไม่ใช่สิ มีด้วยกันทั้งหมดสี่คน เอ๊ะ! แค่สี่คนเองเหรอ! อาร์ทีเมียลืมตาขึ้นทันที

“ท่านอาร์ทีเมียครับ” พวกฟลิทตามมาจนทัน ร่อนตัวลงต่ำจนเท้าแตะพื้นแล้วเข้ามาหาอาร์ทีเมีย

“พวกเจ้าจัดการกับซานฟรีสเรียบร้อยแล้วเหรอ” อาร์ทีเมียถามน้ำเสียงราบเรียบ

“พวกเราไม่ได้สู้กับซานฟรีสครับ” ฟลิทบอก แล้วรายงานให้อาร์ทีเมียทราบว่า ซานฟรีสไม่ได้ต้องการสู้กับพวกตน แต่กลับหายเข้าไปในค่ายกลป่าอสรพิษของราชินีเซพิโอล่า

“งั้นเหรอ หึ! เจ้าซานฟรีสมันคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ถึงได้เข้าไปในค่ายกลป่าอสรพิษของท่านแม่เพียงคนเดียวแบบนั้น ช่างไม่เจียมตัวเอาซะเลย ถ้างั้นก็ช่างมันเถอะ ปล่อยให้มันตายอยู่ในนั้นนั่นแหละ” อาร์ทีเมียยิ้มเยาะหยัน ดวงตาฉายแววดูถูกชัดเจน

“แล้วท่านรันกับปีศาจคนอื่นๆ ล่ะครับ หายไปไหนกันหมด” ทินเซลถาม เมื่อไม่เห็นพวกรันอยู่ในนี้

อาร์ทีเมียตวัดสายตามองอย่างไม่พอใจ พวกฟลิทเห็นดังนั้น จึงรู้ทันทีว่าอาร์ทีเมียยังหาพวกรันไม่เจอ

“ท่านอาร์ทีเมียต้องการให้พวกเราช่วยไหมครับ” ฟลิทเสนอขึ้นมา

“ช่วยงั้นเหรอ พวกเจ้าจะช่วยข้ายังไง!” อาร์ทีเมียถาม มองพวกฟลิทอย่างไม่พอใจ แต่ฟลิทยิ้มอย่างใจเย็น แล้วอธิบายให้ฟังว่า ตนจะใช้พลังของธาตุตรวจสอบหาที่อยู่ของรัน ทำให้อาร์ทีเมียมีสีหน้าดีขึ้น

 ขณะที่ฟลิทใช้พลังลมตรวจจับหาตำแหน่งของรันอยู่นั้น พวกโรซาร์เนียร์ที่ใช้มนต์พรางตัวปกปิดร่องรอยของพวกตน ก็นั่งอยู่บนกิ่งไม้ของต้นไม้ต้นหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างจากกลุ่มของอาร์ทีเมียไม่มากนัก จึงได้ยินบทสนทนาระหว่างอาร์ทีเมียกับองครักษ์ชัดเจน

“โรซาร์เนียร์” เวอร์บีการ์เรียกเสียงเบา โรซาร์เนียร์หันมายิ้มให้ แล้วพูดขึ้น

“ข้าจัดการอาร์ทีเมียเอง ส่วนคนอื่นที่เหลือ ยกให้เป็นหน้าที่ของพวกเจ้า” โรซาร์เนียร์กระโดดจากกิ่งไม้ พุ่งตัวไปที่อาร์ทีเมียอย่างรวดเร็ว

“ท่านอาร์ทีเมียระวัง!” ทินเซลผลักอาร์ทีเมียออกไปด้านข้าง พลางตวัดมือยิงลูกบอลน้ำใส่โรซาร์เนียร์ที่พุ่งเข้ามา โรซาร์เนียร์สะบัดมือออกไป เกิดแรงอัดในอากาศกระแทกใส่ลูกบอลน้ำของทินเซลระเบิดดังบึ้ม

โดโรทีกับครูเกอร์ กระโดดออกมาจากที่ซ่อน ยิงลำแสงใส่กลุ่มองครักษ์ของอาร์ทีเมียที่ยืนเรียงกัน

“ฟุ่บ..ฟุ่บ..ฟุ่บ..”

 “ตูม..ตูม..ตูม” ฮันเซย์ ครีซอลและฟลิทกลิ้งตัวหลบอย่างว่องไว เศษดินฟุ้งกระจาย ฮันเซย์ยิงลูกไฟใส่โดโรที ส่วนครีซอลยิงกระสุนดินโจมตีครูเกอร์

โดโรทีกับครูเกอร์ลอยตัวหลบพลังโจมตี พลางยิงลำแสงสวนกลับไปเป็นชุด ลำแสงกระทบกัน เกิดแสงสว่างวาบไปทั่วท้องฟ้า ต้นไม้ในบริเวณนั้นถูกแรงอัดของพลังเข้าไปพังราบเป็นหน้ากลอง

“ข้าจัดการพวกมันเอง ส่วนเจ้าก็รีบหาตำแหน่งของรันให้พบ!” อาร์ทีเมียสั่งฟลิทเสียงกร้าว ยิงลำแสงสีดำจากนิ้วมือออกไปโจมตีโรซาร์เนียร์ โดโรทีและครูเกอร์พร้อมกัน แต่เวอร์บีการ์ยิงประจุไฟฟ้าพุ่งชนพลังโจมตีของอาร์ทีเมีย ระเบิดดังตูม สะเก็ดไฟกระเด็นไปถูกต้นไม้ที่อยู่โดยรอบ ไฟลุกท่วม ควันดำโขมง

อาร์ทีเมียมีสีหน้าไม่พอใจ มองพวกโรซาร์เนียร์ที่ลอยตัวขึ้นไปอยู่กลางอากาศด้วยแววตาวาววับ

“ฮึ! ไม่คิดว่าแม่ทัพปีศาจอย่างเจ้า จะชอบเล่นทีเผลอ” อาร์ทีเมียพูดเสียงเยาะ

“ข้าก็นึกว่าพวกเจ้าจะชอบแบบนี้ซะอีก เพราะการเล่นทีเผลอหรือเล่นลอบกัดนั้น เป็นวิธีที่พวกอสูรชื่นชอบและถนัดมากที่สุดไม่ใช่เหรอ” โรซาร์เนียร์พูดน้ำเสียงราบเรียบพอๆ กับสีหน้าที่เรียบเฉย

“เข้าใจพูดดีนี่ แต่ข้าไม่อยากต่อปากต่อคำกับเจ้าหรอกนะ บอกข้ามาเดี๋ยวนี้ว่า รันอยู่ที่ไหน!”

“ทำไมข้าจะต้องบอกเจ้าด้วย”

“ข้าถามเจ้าดีๆ นะโรซาร์เนียร์ ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็รีบบอกมาเดี๋ยวนี้ว่า รันอยู่ที่ไหน” อาร์ทีเมียพูดเสียงต่ำในลำคอ มองโรซาร์เนียร์ด้วยแววตาเย็นเยียบ แต่โรซาร์เนียร์ยิ้มบางๆ มองตอบอย่างท้าทายแล้วย้อนถาม

“น่าขำจริงๆ นี่เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกันเหรอ ถึงได้พูดจาแบบนี้กับข้า”

“ให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะ โรซาร์เนียร์ คิดเหรอว่า มีฝีมือแค่นี้ แล้วจะทำอะไรข้าได้น่ะ!” อาร์ทีเมียตวาด

“นั่นสิ ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่า ฝีมือของเจ้าจะสักแค่ไหนกันเชียว อาร์ทีเมีย!”

“เจ้า!” อาร์ทีเมียกำมือแน่น มองโรซาร์เนียร์เหมือนจะฉีกเป็นชิ้นๆ พลันได้ยินเสียงฟลิทตะโกนมา

“ท่านอาร์ทีเมีย ข้าจับตำแหน่งของท่านรันได้แล้ว อยู่ทางนั้นครับ” ฟลิทชี้มือไปทางทิศเทือกเขาเทวรูป อาร์ทีเมียผุดยิ้มขึ้นมา หันมามองพวกโรซาร์เนียร์ด้วยแววตาเยาะหยัน

“พวกเจ้าอุตส่าห์เข้ามาขวางข้าไว้แท้ๆ แต่สุดท้ายรันก็หนีข้าไม่พ้นอยู่ดี” อาร์ทีเมียตวัดมือออกด้านข้าง พื้นดินระเบิดเป็นจุล เศษดินม้วนตัวบิดเป็นเกลียวกลายเป็นง้าวสีดำขนาดเหมาะมือนับร้อยเล่มพุ่งใส่โรซาร์เนียร์

โรซาร์เนียร์ตวัดมือ เกิดแรงอัดในอากาศกระแทกใส่ง้าวของอาร์ทีเมียจนกระดอนกลับไป อาร์ทีเมียไถลร่างถอยหลังหลบอย่างว่องไว ง้าวปักบนพื้นดินเรียงกันเป็นแถวยาวก่อนเปลี่ยนเป็นลำแสงสีดำ ยิงใส่โรซาร์เนียร์พร้อมกัน แต่พายุหิมะก่อตัวขึ้นฉับพลัน เข้าขวางลำแสงของอาร์ทีเมีย

การปะทะกันระหว่างลมพายุของโรซาร์เนียร์ กับลำแสงโจมตีของอาร์ทีเมียทำให้เกิดเสียงระเบิดดังก้องไปทั่วป่า ละอองหิมะปลิวว่อนในอากาศจนมองไม่เห็นทิศทาง ต้นไม้น้อยใหญ่ถูกลมพายุพัดกระหน่ำจนหักโค่นล้มระเนระนาด บางส่วนถูกลำแสงของอาร์ทีเมีย ระเบิดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

อาร์ทีเมียยิ้มมุมปาก ฉวยโอกาสที่พายุหิมะพัดกระหน่ำอย่างรุนแรง รีบผละจากการต่อสู้ เพื่อไปตามรันที่มุ่งหน้าไปทางเทือกเขาเทวรูปทันที

“คิดเหรอว่า ข้าจะยอมให้เจ้าได้ตัวท่านรันไป!”  โรซาร์เนียร์ที่ลอยตัวอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ พูดเสียงกร้าวไล่ตามไปติดๆ พวกเวอร์บีการ์ขยับจะตามไป แต่พวกฟลิทลอยตัวเข้ามาดักหน้าเอาไว้

เวอร์บีการ์ประกบมือเข้าหากันพร้อมร่ายมนต์ ท้องฟ้าเปลี่ยนจากสีดำทะมึนเป็นสีน้ำเงินทอประกายระยิบระยับ เสียงฟ้าร้องคำรามลั่น แล้วสายฟ้าจำนวนมากก็ฟาดลงมาใส่พวกฟลิทที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ

ฟลิทตวัดมือ เกิดลมทอร์นาโดม้วนตัวขึ้นมาจากพื้นดิน กลายเป็นบาเรียขนาดใหญ่เข้าขวางสายฟ้าของเวอร์บีการ์ เสียงกระทบกันดังตึง ลมทอร์นาโดแตกกระจาย ประจุไฟฟ้าแทรกช่องว่างของอากาศเข้ามาในบาเรียอย่างรวดเร็ว พวกฟลิทรีบกระโดดออกจากบาเรีย

“บึ้ม” บาเรียระเบิดเป็นเสี่ยงๆ โดโรทีกับครูเกอร์ไม่รอช้า ยิงลูกบอลปีศาจโจมตีพวกฟลิทรัวถี่ยิบ แต่อีกฝ่ายก็ไวไม่ใช่ย่อย พลิกตัวหลบการโจมตีได้อย่างว่องไว พร้อมกับโต้ตอบสวนกลับไปเป็นชุดเช่นกัน จากนั้นการต่อสู้ระหว่างปีศาจกับองครักษ์อสูรก็เริ่มขึ้น

เสียงระเบิดดังตูมตามสลับกับเสียงหักโค่นของต้นไม้ที่ถูกลูกหลงจากการต่อสู้เข้าไปดังครืนๆ ประกายไฟลุกวาบจากจุดต่างๆ ในป่าทึบ ท้องฟ้าบริเวณนั้นกลายเป็นสีส้มอมแดงเพราะเปลวเพลิง สะเก็ดไฟลูกเล็กๆ นับร้อยลูก ลอยละล่องปลิวว่อนในอากาศ เพียงครู่เดียว ป่าบริเวณนี้ก็ถูกทำลายจนกลายเป็นพื้นที่โล่งเตียน แต่ขรุขระไปด้วยหลุมขนาดใหญ่ที่เกิดจากแรงระเบิดกระจัดกระจายไปทั่ว ต้นไม้ล้มขวางทางกองทับถมกันอยู่บนพื้นเป็นจำนวนมาก บางส่วนติดไฟลุกไหม้ ควันลอยกรุ่น

ผลจากการปะทะกัน ทำให้โดโรทีกับครูเกอร์ได้รับบาดเจ็บ ส่วนเวอร์บีการ์ นอกจากจะไม่เป็นอะไรแล้ว ยังดูเหมือนว่ายิ่งต่อสู้กันไปนานๆ พลังเวทย์ของเวอร์บีการ์ก็สูงขึ้นเรื่อยๆ จนพวกฟลิทเริ่มหนักใจ เพราะหากยังต่อสู้กันในลักษณะเช่นนี้ต่อไป และไม่สามารถโค่นเวอร์บีการ์ลงได้ พวกตนจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบทันที

เวอร์บีการ์ หันไปมองโดโรทีกับครูเกอร์ที่ยืนหายใจหอบเคียงกัน เลือดจากบาดแผลของทั้งคู่หยดลงบนพื้นเป็นดวงใหญ่แต่ทั้งคู่ก็ยังยิ้มออก เห็นแบบนั้นแล้ว เวอร์บีการ์ก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ ขนาดได้รับบาดเจ็บเลือดโชกซะขนาดนั้น แต่พวกเจ้าก็ยังยิ้มได้ ต้องให้ได้อย่างนี้สิ ถึงจะสมกับเป็นทหารปีศาจของท่านราฟ!

ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังคุมเชิงกันอยู่ มิวเคอร์ อัลบูโกและพีเนียสที่ได้รับคำสั่งให้มาช่วยอาร์ทีเมีย ก็มาถึงจุดที่ค่ายกลป่าอสรพิษของราชินีเซพิโอล่าลอยอยู่กลางอากาศ เมื่อเห็นป่าอสรพิษกำลังแผ่กิ่งก้านขยายอาณาเขตออกไปเรื่อยๆ จนท้องฟ้าบริเวณนั้นเต็มไปด้วยใบหน้าของอสรพิษร้ายชนิดต่างๆ ที่โผล่หน้าออกมาแยกเขี้ยวส่งเสียงขู่ฟ่อๆ ดังก้องไปทั่ว ทั้งสามคนก็เบี่ยงตัวหลบออกไปด้านข้างให้พ้นรัศมีของค่ายกลป่าอสรพิษ 

“ป่าอสรพิษดูแปลกไปนะ” อัลบูโกบอก พลางหันไปมองป่าอสรพิษที่เพิ่งจากมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“คงมีคนอยู่ข้างในและท่าทางจะมีฝีมือร้ายกาจไม่เบา ป่าอสรพิษจึงได้คลุ้มคลั่งแบบนั้น” มิวเคอร์บอก

“อาจเป็นไปได้ แต่เจ้ารู้ได้ไงว่า คนที่อยู่ในป่าอสรพิษมีฝีมือร้ายกาจ” พีเนียสถามยิ้มๆ มิวเคอร์หันมามองพีเนียสที่ลอยตัวอยู่ข้างกันก่อนยิ้มเล็กน้อย

“เจ้าลองหันไปดูสภาพของป่าอสรพิษในตอนนี้สิ แล้วจะรู้เอง”

พีเนียสเลิกคิ้วสูง หันกลับไปมองป่าอสรพิษอีกครั้ง จึงเห็นว่าใบหน้าของอสรพิษพวกนั้นกำลังบิดเบี้ยว เหมือนกับไม่สบอารมณ์ พวกมันพ่นน้ำลายสีเหลืองออกมาจากปากเป็นจำนวนมากราวกับฝนที่หล่นจากท้องฟ้า นอกจากนี้ ยังมีน้ำสีเขียวขุ่น คาดว่าน่าจะเป็นยางของต้นไม้ซึมออกมาจากลำต้นมองเห็นได้ชัดเจน ที่สำคัญก็คือ กิ่งก้านและใบตลอดจนลำต้นของมันเลื้อยพันเกี่ยวกระหวัดรัดกันแน่น จนลำต้นที่มีลักษณะคล้ายเกล็ดงูบวมเป่งนูนขึ้นมาสะท้อนกับแสงจันทร์เป็นมันวาวน่าขนลุก

“สายตาเจ้าไวจริงๆ สมแล้วที่เป็นหัวหน้าแม่ทัพ แสดงว่าพวกเรายังต้องฝึกอีกเยอะล่ะสิ ถึงจะสามารถขึ้นมาแทนที่เจ้าได้ จริงไหม อัลบูโก” พีเนียสพูดปนหัวเราะ หันไปมองอัลบูโกที่ลอยตัวขนาบมิวเคอร์อยู่อีกด้าน

“ไม่รู้สิ” อัลบูโดตอบเสียงเรียบ ดวงตาฉายแววไม่พอใจนิดนึงก่อนจางหายไป มั่นใจว่าพีเนียสตั้งใจพูดจากระทบตน แต่ไม่อยากทะเลาะหรือมีปากเสียงกันในตอนนี้ เพราะอาจทำให้เสียงาน

พีเนียสยิ้มมุมปาก มองเสี้ยวใบหน้าด้านข้างของอัลบูโกอย่างพอใจ หึ ถึงเจ้าจะสะกดอารมณ์ไว้แค่ไหน แต่แววตาเจ้าก็ปิดบังความรู้สึกไม่มิดหรอกนะ อัลบูโก!

มิวเคอร์ชำเลืองมองเพื่อนทั้งสองคนที่บินขนาบข้างก่อนยิ้มเล็กน้อยแต่ไม่พูดอะไรออกมา เพียงแค่เร่งความเร็วมุ่งหน้าไปในป่าทึบที่มองเห็นอยู่ไม่ไกล โดยมีอัลบูโกและพีเนียสเร่งความเร็วไล่ตามไปเช่นกัน

เมื่อเห็นเปลวเพลิงจากป่าทึบที่อยู่ข้างหน้า พวกมิวเคอร์ก็ลอยตัวสูงขึ้นกว่าเดิม เพื่อต้องการดูความเสียหายที่เกิดขึ้นในมุมกว้าง เมื่อเห็นสภาพภายในของป่าที่ถูกทำลายจนไม่มีชิ้นดีก็อดทึ่งไม่ได้ แสดงว่าต้องสู้กันรุนแรงมากทีเดียว ป่าทึบจึงได้มีสภาพอย่างที่เห็น คิดแล้วก็ลอยตัวสูงขึ้นไปอีก เพื่อกวาดตามองหาพวกอาร์ทีเมีย

“ดูนั่นสิ” พีเนียสชี้ให้มิวเคอร์กับอัลบูโกมองแสงสะท้อนของวัตถุอย่างหนึ่งที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง มุ่งหน้าไปทางเทือกเขาเทวรูป 

“นั่นมันลูกสาวของราชาปีศาจนี่” มิวเคอร์บอก เมื่อเห็นว่าแสงสะท้อนที่เห็นนั้นคือ กระจกบาเรียสีชา และสิ่งที่อยู่ในนั้นคือรัน เรเซียและชูร่า

“ทำไมมีแค่สามคนแล้วคนอื่นที่เหลือไปไหนกันหมด” อัลบูโกสงสัย พลันสายตาก็เห็นคนคู่หนึ่งกำลังไล่ตามพวกรันไปอย่างกระชั้นชิด จึงชี้ให้มิวเคอร์กับพีเนียสดู

“ท่านอาร์ทีเมียกับโรซาร์เนียร์!” มิวเคอร์อุทาน เมื่อเห็นอาร์ทีเมียกับโรซาร์เนียร์ไล่จี้พวกรันไปจนห่างกันไม่ถึงสองร้อยเมตร รีบกวาดตามองพื้นที่โดยรอบอย่างรวดเร็ว และเห็นพวกเวอร์บีการ์กับพวกฟลิทอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ห่างจากจุดที่รันกับอาร์ทีเมียอยู่เกือบห้าร้อยเมตร จึงหันไปสั่งพีเนียสด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“เจ้าไปดักหน้าลูกสาวของราชาปีศาจ อย่าให้หนีออกไปจากที่นี่ได้เด็ดขาด!”

“วางใจเถอะ มือชั้นนี้ไม่พลาดอยู่แล้ว” พีเนียสยิ้มเล็กน้อย ร่างเลือนหายไปจากตรงนั้น

“ไปช่วยท่านอาร์ทีเมียกันเถอะ” มิวเคอร์หันมาบอกอัลบูโก อีกฝ่ายพยักหน้าให้ พุ่งตัวลงไปข้างล่างด้วยความเร็วปานจรวด โดยมีเป้าหมายคือ กำจัดโรซาร์เนียร์ หนึ่งในแม่ทัพปีศาจของท่านราฟนั่นเอง!

                                                       ******************************************************

ตั้งแต่คู่หูตัวแสบจอมป่วน (แบนนาสกับฟาคอล) เข้ามาก่อกวนและสร้างความวุ่นวายในแดนอสูรเมื่อช่วงเช้า จนถึงขณะนี้ ซึ่งเป็นเวลาพลบค่ำ แดนอสูรที่เคยสงบเงียบมาโดยตลอดก็เกิดความปั่นป่วนอย่างหนัก ตอนนี้ไม่ว่าจะหันไปมองทางไหน ก็เห็นแต่ความพินาศย่อยยับกระจัดกระจายเต็มพื้นที่ ขณะที่เสียงระเบิดยังคงดังอย่างต่อเนื่องมาจากบริเวณที่มีการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มไล่ล่าและกลุ่มหลบหนี โดยมีเสียงล้มครืนของต้นไม้น้อยใหญ่ที่ถูกลูกหลงจากการปะทะกันดังแทรกเข้ามาเป็นระยะ

ท้องฟ้าเหนือดินแดนอสูรขณะนี้เป็นสีส้มอมแดง หากมองลงมาจากด้านบน จะเห็นว่าพื้นที่บางจุดมีกลุ่มควันไฟสีดำพวยพุ่งขึ้นมา คละเคล้าไปด้วยสะเก็ดไฟหลากสีหลายขนาดปลิวว่อนอยู่ในอากาศนับร้อยลูก

กลิ่นควันไฟผสมกลิ่นเผาไหม้ของต้นไม้ที่ถูกทำลายลงต้นแล้วต้นเล่า รวมกับกลิ่นดินที่ถูกแรงระเบิดอัดเข้าไปจนเศษฝุ่นฟุ้งกระจายลอยเข้ามากระทบจมูกของเหล่าอสูรที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ในปราสาท ทหารอสูรแต่ละคนยืนมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าแตกต่างกันออกไป บ้างเจ็บใจ บ้างอึ้งตะลึง บ้างตื่นตระหนกตกใจและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ต่างพากันนึกไม่ถึงว่า เพียงแค่วันเดียวเท่านั้น แดนอสูรที่เคยอุดมสมบูรณ์พรั่งพร้อมไปด้วยไม้ยืนต้นและพืชพรรณนานาชนิดจะแปรเปลี่ยนสภาพกลายเป็นเศษซากเพียงชั่วพริบตา

ราชินีเซพิโอล่า ทอดสายตามองภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นกับดินแดนของตนด้วยสีหน้าเฉยเมย แม้ใบหน้านั้นจะงดงามเสมือนหนึ่งนางพญาผู้งามสง่า ทว่า..กลับดูเรียบเฉยไร้อารมณ์ แฝงไปด้วยความเย็นชาน่าสะพรึงกลัว เมื่อรวมกับรังสีอำมหิตที่แผ่กระจายออกมาจากร่าง แม้จะบางเบาแต่เย็นเยียบจนน่าขนลุก ทำให้ทหารอสูรที่อยู่ในปราสาท ไม่กล้าเดินเฉียดกรายเข้ามาใกล้ ด้วยกลัวว่าจะตกเป็นเหยื่ออารมณ์อันเกรี้ยวกราดรุนแรงของท่านราชินี ซึ่งไม่รู้ว่าจะระเบิดออกมาเมื่อไหร่

“หากอาร์ทีเมียไม่ลักพาตัวเด็กคนนั้นมาที่นี่ แดนอสูรของพวกเราก็คงไม่ตกอยู่ในสภาพแบบนี้หรอก เป็นเพราะนังเด็กที่ชื่อรันแท้ๆ เชียว” ราชินีเซพิโอล่าคิดอย่างเจ็บใจ โยนความผิดทั้งหมดไปให้รัน ทั้งๆ ที่รันไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย

เสียงระเบิดจากภายนอกยังคงดังเข้ามาให้ได้ยินไม่ขาดสาย ในขณะที่ความเสียหายจากการปะทะกันก็เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ ราชินีเซพิโอล่ามองพื้นที่ของแดนอสูรที่ถูกทำลายขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ อย่างแค้นใจ จึงตวัดมือออกด้านข้างเพื่อระบายอารมณ์ ทำให้ผนังกำแพงทั้งซีกซ้ายและขวาพังครืนลงมากองอยู่บนพื้น

ทหารอสูรที่อยู่ในบริเวณนั้นสะดุ้งด้วยความตกใจ ต่างหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่ไม่มีใครกล้าขยับตัวหรือเอ่ยปากถาม ได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อ มองราชินีเซพิโอล่าที่ยืนหันหลังให้ด้วยใจระทึก

ลมหนาวภายนอกพัดกรูกันเข้ามาข้างในปราสาทปะทะร่างของราชินีเซพิโอล่าที่ยืนกอดอกพิงกรอบหน้าต่าง ผมยาวสลวยที่ยาวเกือบจรดพื้นโบกสะบัดปลิวไสวตามแรงลม แต่ราชินีเซพิโอล่ายังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง 

“ท่านราชินีครับ”

ราชินีเซพิโอล่าปรายตามองมาทางต้นเสียง จึงเห็นว่าผู้เฒ่ากีรอนมายืนอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

“มีอะไรหรือ ท่านกีรอน”

“ท่านราชินี เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

“เปล่านี่ ไม่ได้เป็นอะไร ข้าก็แค่หงุดหงิดนิดหน่อย”

คำตอบของราชินีเซพิโอล่า เรียกแววตาขบขันจากผู้อาวุโสกว่าได้เป็นอย่างดี ผู้เฒ่ากีรอนคลี่ยิ้มบางๆ

“อย่างนั้นหรือครับ ได้ยินแบบนี้ข้าค่อยเบาใจขึ้นมาหน่อย เพราะหากท่านราชินีหงุดหงิดไปมากกว่านี้ ข้าเกรงว่า ทหารของพวกเราอาจต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้น เพราะต้องคอยเก็บกวาดงานซ่อมกันไม่หวาดไม่ไหว”

“ท่านกีรอนก็พูดเกินไป ข้าไม่ใช่คนที่ชอบทำลายข้าวของพร่ำเพรื่อสักหน่อย ว่าแต่ท่านมีธุระอะไรหรือเปล่า หรือว่าแค่อยากเข้ามาเตือนสติข้า ไม่ให้ทำลายข้าวของไปมากกว่านี้” ราชินีเซพิโอล่าหัวเราะออกมาเบาๆ รู้สึกผ่อนคลายไม่น้อยกับคำพูดกระเซ้าเย้าแหย่ของผู้เฒ่ากีรอน

“หามิได้ครับ ข้าเพียงแค่จะมารายงานให้ท่านทราบว่า ทหารของพวกเราได้เข้าไปประจำการตามจุดต่างๆ ของเทือกเขาเทวรูปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ทุกหน่วยกำลังรอฟังคำสั่งจากท่านราชินีครับ”

“ดีมาก ท่านช่วยแจ้งข่าวลงไปให้ทุกหน่วยทราบเดี๋ยวนี้เลยว่า อีกสักครู่ คนของราชาปีศาจคงจะบุกเข้ามาทางเทือกเขาเทวรูป ดังนั้น ขอให้ทุกคนระวังตัวให้ดี หากเห็นผู้บุกรุกโผล่มาเมื่อไหร่ ให้จัดการได้ทันที”

“รับทราบครับ ข้าจะรีบส่งข่าวไปให้เกสตาทราบเดี๋ยวนี้”

“ขอบใจมาก แล้วนี่ท่านกีรอนเห็นท่านโรติเฟอร์บ้างหรือเปล่า ตั้งแต่ข้ากลับเข้ามาในปราสาทก็ยังไม่เห็นท่านโรติเฟอร์ ไม่รู้ว่าหายไปไหน”

“ข้าเพิ่งเดินสวนทางกับท่านโรติเฟอร์เมื่อกี้นี้เองครับ เห็นบอกว่าจะออกไปสำรวจพื้นที่รอบนอกครับ”

“ท่านโรติเฟอร์ไปคนเดียวเหรอ”

“เปล่าครับ ซีฟาร์กับทหารอีกกลุ่มหนึ่งตามไปด้วยครับ”

ราชินีเซพิโอล่าพยักหน้ารับรู้ ผู้เฒ่ากีรอนจึงก้มศีรษะทำความเคารพ หมุนตัวจะเดินจากไป แต่จู่ๆ ก็ชะงักเท้าหันหน้ากลับมา

“มีอะไรอีกงั้นเหรอ ท่านกีรอน”

“ท่านราชินีคิดว่า คืนนี้ราชาปีศาจกับราชินีแห่งเทพจะบุกเข้ามาที่นี่เพื่อช่วยลูกสาวไหมครับ”

“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ แต่คิดว่าพี่ชายกับคนรักของนังเด็กนั่นต้องเข้ามาที่นี่แน่ ว่าแต่ท่านถามทำไม”

“ไม่มีอะไรหรอกครับ เพียงแต่ข้าเคยได้ยินผู้คนร่ำลือถึงคนคู่นี้มานานแล้ว โดยเฉพาะราชินีแห่งเทพ ที่ว่ากันว่างดงามยิ่งนัก ข้าจึงอยากเจอนางสักครั้ง จะได้รู้ว่าที่เขาร่ำลือกันนั้นจริงแท้แค่ไหน ก็เท่านั้นเองครับ”

“ไม่ใช่แค่ท่านคนเดียวหรอกที่อยากเห็นราชินีแห่งเทพ ข้าคิดว่าอสูรคนอื่นๆ ก็คงอยากเห็นนางเช่นกัน”

“อสูรคนอื่นๆ?”

“ใช่! ไม่เว้นแม้กระทั่งข้า!” ราชินีเซพิโอล่าพูดเสียงห้วน ดวงตาแข็งกร้าวขึ้นมา เห็นดังนั้น ผู้เฒ่ากีรอนก็ไม่พูดอะไรอีก จึงก้มศีรษะทำความเคารพอีกครั้งแล้วหมุนตัวเดินจากไป

จากนั้น ราชินีเซพิโอล่าก็เดินไปสั่งงานทหารอสูรที่อยู่ในบริเวณนั้น โดยกำชับให้เฝ้าระวังคนของราชาปีศาจที่อาจจะบุกเข้ามาได้ทุกเมื่อ ซึ่งทุกคนก็รับคำแข็งขันทำให้นางยิ้มออก เมื่อสั่งงานเสร็จแล้ว ราชินีเซพิโอล่าก็กลับเข้ามาในห้องของตนเพื่อพักผ่อน เพราะเหนื่อยล้ามาทั้งวัน

ขณะที่ราชินีเซพิโอล่ากำลังเปลื้องผ้าออกจากร่างกายเพื่อจะไปอาบน้ำ พลันคำพูดของผู้เฒ่ากีรอนเกี่ยวกับเรื่องความงามของราชินีแห่งเทพก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด หึ! ดูเหมือนว่าความงามของราชินีแห่งเทพ จะมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของพวกผู้ชายซะเหลือเกิน ขนาดผู้เฒ่ากีรอนก็ยังเป็นไปกับเขาด้วย แสดงว่าความงามของนางต้องไม่ธรรมดา ไม่อย่างนั้น ผู้คนคงไม่พูดถึงกันหนาหูแบบนี้หรอก แต่เอ๊ะ..เดี๋ยวก่อนสิ!

ราชินีเซพิโอล่าหรี่ตาลง เมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้ ขนาดคนที่ไม่ค่อยสนใจผู้หญิงสักเท่าไหร่อย่างท่านกีรอน ยังอยากเห็นราชินีแห่งเทพสักครั้ง แล้วท่านโรติเฟอร์ล่ะ อยากเห็นนางด้วยหรือเปล่า ที่ผ่านมาแม้ว่าท่านโรติเฟอร์จะไม่เคยพูดถึงราชินีแห่งเทพ แต่การไม่พูดถึงก็ไม่ได้หมายความว่า ท่านโรติเฟอร์จะไม่อยากเห็นนาง ถ้าหากว่า..ท่านโรติเฟอร์ได้เห็นหน้าราชินีแห่งเทพขึ้นมา มันจะเกิดอะไรขึ้น!

“ฮึ! ข้าไม่มีวันยอมให้ท่านโรติเฟอร์ได้เห็นหน้าราชินีแห่งเทพเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น ประวัติศาสตร์ก็จะกลับมาซ้ำรอยเดิมเหมือนอย่างคราวที่แล้วอีก!” ราชินีเซพิโอล่าพูดเสียงกร้าว เมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต  

ตั้งแต่ตกลงปลงใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกับจอมอสูรโรติเฟอร์เมื่อสามร้อยปีก่อน จวบจนกระทั่งตอนนี้ ไม่เคยมีเหตุการณ์ครั้งไหนที่ทำให้ราชินีเซพิโอล่ารู้สึกโกรธขึ้งได้มากเท่ากับเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งร้อยเจ็ดสิบปีก่อน

แม้ว่าเรื่องราวนั้นจะผ่านมาเนิ่นนานแล้วก็ตาม แต่ราชินีเซพิโอล่า ไม่เคยสลัดมันให้ออกไปจากใจได้เลยสักครา เหมือนกับมีตะกอนขุ่นคลั่กก้อนใหญ่ตกค้างอยู่ภายในก้นบึ้งจิตใจของราชินีเซพิโอล่ามาโดยตลอด

เหตุการณ์ที่ว่านั่น เริ่มต้นขึ้นเมื่อผู้เฒ่ากีรอนได้คิดค้นยาพิษตัวใหม่ขึ้นมา จึงทดลองผสมตัวยาอยู่ในห้องปรุงยา แต่กลิ่นของยาพิษตัวใหม่ฉุนจัดฟุ้งกระจายไปทั่วปราสาท ทหารอสูรที่อยู่ในละแวกนั้นได้รับพิษเข้าไปกันถ้วนหน้า ต่างเกิดอาการแน่นหน้าอก หายใจติดขัด กล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายขยับไม่ได้ ทหารระดับล่างที่มีพลังเวทย์ต่ำเกือบห้าร้อยคน ไม่สามารถทนต่อพิษชนิดนี้ได้ล้วนเสียชีวิตทั้งหมด ส่วนทหารระดับกลางร่วมสามร้อยคนตกอยู่ในสภาพกลายเป็นอัมพาตครึ่งตัว จึงถูกทหารระดับสูงฆ่าตายเพราะไร้ประโยชน์ต่อกองทัพ

ผลจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้อสูรได้ยาพิษชนิดใหม่ที่มีความร้ายแรง สามารถคร่าชีวิตผู้คนได้ภายในเวลาอันรวดเร็วมาเสริมทัพของอสูรให้แข็งแกร่ง แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ ต้องหาสถานที่ปรุงยาพิษตัวนี้ขึ้นมาใหม่  เพราะกลิ่นที่ฉุนจัดของมัน ส่งผลต่อทหารอสูรที่มีพลังเวทย์ต่ำ ผู้เฒ่ากีรอนจึงกลับมาบ้านเกิดของตนที่อยู่ในป่ามืดมิด ซึ่งเป็นส่วนที่ลึกที่สุดของทะเลพฤกษา เพื่อปรุงยาพิษชนิดนี้โดยเฉพาะ

ป่ามืดมิด ไม่เพียงแต่เป็นบ้านเกิดของผู้เฒ่ากีรอนเท่านั้น แต่ยังเป็นที่อยู่ของสี่ผู้เฒ่าวิหค นอกจากสองกลุ่มนี้แล้ว ยังมีสิ่งมีชีวิตอีกหนึ่งชนิดอาศัยอยู่ที่นี่ด้วย นั่นก็คือ ต้นไม้ดูดชีพ ซึ่งมีเป็นจำนวนมาก พวกมันอยู่กันเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้นเรียงรายเป็นแถวยาวครอบคลุมพื้นที่สองในสามของพื้นที่ป่ามืดมิด

ต้นไม้ดูดชีพเหล่านี้มีหลายขนาด ต้นเล็กสุดมีสามหมื่นต้น มีความสูงอยู่ที่ห้าสิบเซนติเมตร ส่วนต้นขนาดกลางและขนาดใหญ่ มีจำนวนมากที่สุดคือ หนึ่งแสนแปดหมื่นหกพันต้น มีความสูงเฉลี่ยอยู่ที่หนึ่งเมตรแปดสิบเซนต์ แต่ต้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีด้วยกันสิบต้น สูงถึงสิบห้าเมตรและมีลำต้นใหญ่ขนาดสามคนโอบ

ทั้งสิบต้นนี้เป็นต้นแม่ของต้นไม้ดูดชีพที่อาศัยอยู่ในป่ามืดมิด แต่มีหนึ่งต้นที่พิเศษไปกว่าต้นอื่นๆ และถือเป็นต้นนางพญาของต้นไม้ดูดชีพ ซึ่งมีเพียงราชินีเซพิโอล่า ผู้เฒ่ากีรอน สี่ผู้เฒ่าวิหคและเชียร่าเท่านั้นที่รู้ว่า ต้นไหนคือต้นนางพญา เพราะเข้ามาพูดคุยกับมันอยู่เป็นประจำ อาจฟังดูแปลก แต่ความพิเศษของต้นนางพญาที่แตกต่างไปจากต้นแม่ต้นอื่นๆ ซึ่งไม่เคยมีใครรู้มาก่อนนั่นคือ มันแปลงร่างเป็นมนุษย์และสนทนาโต้ตอบได้

ต้นไม้ดูดชีพและพวกอสูรได้ตกลงทำสัญญาร่วมกันว่า จะไม่รุกรานซึ่งกันและกัน โดยต้นนางพญาจะให้พวกลูกๆ เคลื่อนไหวไปมาอยู่ในเฉพาะอาณาเขตของตนเท่านั้น แต่มีเงื่อนไขว่า พวกอสูรจะต้องจัดหาอาหารมาให้พวกมันสูบกินเป็นข้อแลกเปลี่ยน ซึ่งพวกอสูรตอบตกลง

การใช้ชีวิตร่วมกันระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์เป็นไปอย่างราบรื่นไม่มีปัญหา จนกระทั่งผู้เฒ่ากีรอนกลับมาที่นี่ อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่ผู้เฒ่ากีรอนกำลังยุ่งวุ่นวายกับการปรุงยาพิษชนิดใหม่อยู่ในห้องใต้ดิน จู่ๆ หนึ่งในต้นแม่ของต้นไม้ดูดชีพ ได้พาลูกๆ ของมันบุกเข้ามาในบริเวณบ้านพักของผู้เฒ่ากีรอนเป็นจำนวนมาก 

เหตุที่พวกมันล่วงล้ำเข้ามา เป็นเพราะโมโหหิว เนื่องจากปกติจะมีทหารอสูรกลุ่มหนึ่ง ทำหน้าที่จัดส่งอาหารให้กับต้นไม้ดูดชีพ โดยจะส่งอาหารให้ทุกๆ สามวัน แต่ช่วงนั้นทหารอสูรมีภารกิจมากมาย จึงไม่มีใครเข้ามาส่งอาหารให้พวกมัน กอปรกับผู้เฒ่ากีรอนมัวแต่ยุ่งเรื่องปรุงยาพิษตัวใหม่ทำให้ลืมติดตามเรื่องนี้ เป็นเหตุให้พวกมันหงุดหงิด จึงบุกเข้ามาอาละวาดกับผู้เฒ่ากีรอนถึงถิ่น

การที่พวกมันบุกมาโดยพละการ ทำให้ผู้เฒ่ากีรอนไม่พอใจ จึงเกิดการต่อสู้กัน ผู้เฒ่ากีรอนมีพลังเวทย์สูงสามารถจัดการลูกๆ ของมันได้เกือบหมดรวมถึงทำร้ายต้นแม่ที่พาพวกมันมาด้วย ขณะที่ผู้เฒ่ากีรอนจะฆ่าต้นแม่ต้นนั้นทิ้ง จู่ๆ ต้นนางพญาก็โผล่พรวดขึ้นมาจากกองใบไม้แห้งที่ทับสุมกันอยู่บนพื้นดิน และตรงเข้าทำร้ายผู้เฒ่ากีรอนอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้เฒ่ากีรอนได้รับบาดเจ็บสาหัส

ขณะที่ผู้เฒ่ากีรอนเกือบจะเสียท่านั่นเอง สี่ผู้เฒ่าวิหคซึ่งอาศัยอยู่ในละแวกใกล้เคียง ได้ยินเสียงอึกทึกดังมาจากทางนี้ จึงเข้ามาตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้นและเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี จึงได้เข้าช่วยเหลือผู้เฒ่ากีรอน ทำให้ต้นไม้ดูดชีพที่เหลือต้องล่าถอยกลับไป และต้นนางพญาถูก ฮอร์ค หนึ่งในสี่ผู้เฒ่าวิหคทำร้ายได้รับบาดเจ็บถึงขั้นเลือดออกท่วมตัว (เลือดในที่นี้คือยางสีขาวขุ่นที่ไหลออกมาจากลำต้นของมัน มีกลิ่นเหม็นคาวเหมือนเลือด)

หลังจากต้นไม้ดูดชีพกลับไปแล้ว ฟานคอลนัส หนึ่งในสี่ผู้เฒ่าวิหคแนะนำให้ผู้เฒ่ากีรอนสะกดรอยตามพวกมันไป เพื่อฉวยโอกาสขณะที่พวกมันยังไม่ทันตั้งตัว ทำการสะกดพวกต้นไม้ดูดชีพทั้งหมดให้หลับใหลอยู่แต่ในพื้นที่ของพวกมันเพื่อตัดปัญหา ผู้เฒ่ากีรอนเห็นด้วยกับความคิดนี้ จึงชักชวนสี่ผู้เฒ่าวิหคให้ไปด้วยกัน

เมื่อมาถึงถิ่นที่อยู่อาศัยของต้นไม้ดูดชีพ จึงเห็นต้นไม้ลูกๆ นับพันต้นล้มตัวลงนอนอยู่ด้านหน้าของต้นนางพญา จากนั้น ต้นนางพญาใช้กิ่งของมันสูบกินเนื้อเยื่อและน้ำเลี้ยงจากลูกๆ ของมันเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของตน เห็นดังนั้น ผู้เฒ่ากีรอนไม่รอช้า รีบใช้มนต์สะกดพวกมันทั้งหมดให้หลับใหลอยู่กับที่ทันที

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ต้นไม้ดูดชีพจึงหลับใหลนิ่งสงบอยู่ที่ท้ายป่ามืดมิดอันกว้างใหญ่ หากอสูรต้องการใช้งานพวกมัน ผู้เฒ่ากีรอนจะเข้ามาคัดเลือกพวกมันด้วยตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะเลือกต้นที่ยังเล็ก เพราะง่ายต่อการควบคุม จากนั้นก็คลายมนต์สะกดออกแล้วนำพวกมันมาส่งมอบให้ทหารอสูรนำไปใช้งานต่อไป

หลังจากจัดการพวกต้นไม้ดูดชีพได้แล้ว ผู้เฒ่ากีรอนก็กลับมาสำรวจความเสียหายบริเวณที่พักของตน พบว่าได้รับความเสียหายไม่มากนัก มีเพียงผนังห้องหนังสือเท่านั้นที่ปริร้าว ผู้เฒ่ากีรอนจึงใช้มนต์ซ่อมแซมผนังห้องให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม ขณะที่ร่ายมนต์อยู่นั้น สายตาเหลือบไปเห็นซอกหลืบเล็กๆ ซ่อนอยู่ในผนังห้องที่ปริร้าว ด้วยความสงสัย ผู้เฒ่ากีรอนจึงล้วงมือเข้าไปในซอกหลืบนั้น และเจอหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่ข้างใน

หนังสือที่ผู้เฒ่ากีรอนพบ เป็นหนังสือเก่าแก่ของตระกูลที่ทุกคนนึกว่าหายไปนานแล้ว ในนั้นรวบรวมสูตรยาพิษชนิดต่างๆ ไว้มากมาย ผู้เฒ่ากีรอนจึงใช้ข้อมูลที่อยู่ในหนังสือเล่มนั้นปรุงยาพิษสูตรต่างๆ ทำให้พวกอสูรมียาพิษหลากหลายรูปแบบไว้ใช้เล่นงานศัตรูจนถึงปัจจุบัน

นอกจากสูตรยาพิษที่ระบุไว้ในหนังสือแล้ว ในหน้าสุดท้ายของหนังสือ ยังมีสูตรยาพิเศษอีกขนานหนึ่ง นั่นก็คือ ยาอายุวัฒนะ ใช้สำหรับเพิ่มความแข็งแกร่งของพลังเวทย์ให้สูงขึ้น แต่ส่วนผสมที่สำคัญที่สุดของยาชนิดนี้ คือพลังชีวิตของปีศาจแมงมุมสีทอง ในหนังสือระบุไว้อีกว่า หากต้องการมีชีวิตที่เป็นอมตะ จะต้องใช้พลังชีวิตของราชาแมงมุมสีทองเท่านั้น หากไม่ได้จริงๆ ให้ใช้พลังจากคู่ชีวิตของราชา หรือไม่ก็พลังชีวิตของผู้สืบทอดสายเลือดโดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้เฒ่ากีรอนหนักใจ เพราะปีศาจแมงมุมสีทองเป็นเผ่าพันธุ์ที่รักสันโดษ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอก จึงปกปิดร่องรอยและถิ่นฐานที่อยู่ของตนไว้มิดชิด ยากจะแกะรอยตามเจอได้ง่ายๆ

การค้นพบสูตรปรุงยาอายุวัฒนะของผู้เฒ่ากีรอน สร้างความตื่นเต้นให้กับจอมอสูรโรติเฟอร์เป็นอย่างมาก จึงมีคำสั่งให้ทหารอสูรทุกหน่วยส่งกำลังข้ามไปยังแดนปีศาจ เพื่อสืบเสาะค้นหาที่อยู่ของเผ่าพันธุ์แมงมุมสีทองเป็นการด่วน โดยไม่นำพาต่อเสียงค้านของสี่ผู้เฒ่าวิหค ที่ไม่อยากเห็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้น

เมื่อเห็นว่าคัดค้านไม่ได้ผล สี่ผู้เฒ่าวิหคจึงปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือ และสั่งห้ามลูกศิษย์ทั้งสี่คนที่เพิ่งจะแตกรุ่นหนุ่มในขณะนั้น คือ ฟลิท ทินเซล ครีซอลและฮันเซย์ ไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเด็ดขาด

ถึงจะรู้สึกขุ่นใจอยู่บ้างที่สี่ผู้เฒ่าวิหคและลูกศิษย์ไม่ยอมให้ความร่วมมือ แต่จอมอสูรโรติเฟอร์ก็ยืนยันความคิดเดิมที่จะหาตัวราชาแมงมุมสีทองให้พบ จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จากปีเป็นหลายปี

จนกระทั่ง..เข้าปีที่ยี่สิบ ความพยายามของพวกอสูรก็สัมฤทธิ์ผล เมื่ออสูรกลุ่มหนึ่งได้สะกดรอยตามแมงมุมดำกลุ่มใหญ่ เข้าไปในหุบเขาลึกแห่งหนึ่ง พื้นที่ภายในเป็นแอ่งกระทะขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ในป่ารกทึบทางทิศใต้ของดินแดนปีศาจ และที่นั่นเอง อสูรกลุ่มนั้นก็ได้เห็น ชาร์ลอต ราชาแมงมุมสีทองเป็นครั้งแรก รวมถึงได้เห็น ซีพาเซีย ราชินีคู่บัลลังก์ ที่กำลังออกเยี่ยมประชาชนชาวแมงมุมสีทองในหมู่บ้าน อสูรกลุ่มนั้นจึงแจ้งข่าวให้จอมอสูรโรติเฟอร์ทราบ 

จากนั้น จอมอสูรโรติเฟอร์และอสูรกลุ่มหนึ่ง ได้ปลอมตัวเข้ามาในเมืองของแมงมุมสีทอง เพื่อสำรวจสภาพภูมิประเทศและเส้นทางต่างๆ เพื่อเตรียมลู่ทางสำหรับการบุกโจมตี และการเข้ามาสำรวจเส้นทางของจอมอสูรโรติเฟอร์ในครั้งนั้น ทำให้ความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยาของจอมอสูรโรติเฟอร์และราชินีเซพิโอล่าเกิดความสั่นคลอนขึ้นเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมา

ตั้งแต่กลับมาจากการสำรวจเส้นทางที่จะใช้โจมตีพวกแมงมุมสีทอง จอมอสูรโรติเฟอร์มักจะหลุดปากเอ่ยถึงชื่อผู้หญิงคนหนึ่งให้ราชินีเซพิโอล่าได้ยินอยู่บ่อยครั้ง ขณะที่พูดถึงผู้หญิงคนนั้น จอมอสูรโรติเฟอร์มีสีหน้าเคลิบเคลิ้มราวกับตกอยู่ในห้วงรัก แต่พอเห็นสายตาของราชินีเซพิโอล่าที่มองมา จอมอสูรโรติเฟอร์ก็หัวเราะกลบเกลื่อนเสียงดังแล้วเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น ทำให้นางเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า ผู้หญิงที่ชื่อซีพาเซีย เป็นใคร!

ถึงจะสงสัยมากแค่ไหน ราชินีเซพิโอล่าก็ไม่เคยเอ่ยปากถามจอมอสูรโรติเฟอร์สักครั้ง จนกระทั่ง คืนหนึ่ง ขณะที่จอมอสูรโรติเฟอร์นอนหลับสนิทอยู่บนเตียง ราชินีเซพิโอล่าที่เพิ่งกลับมาจากคุยเรื่องงานกับผู้เฒ่ากีรอนอยู่ในห้องหนังสือ ก็ได้ยินจอมอสูรโรติเฟอร์ละเมอเรียกชื่อ ซีพาเซีย ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานานกว่าครึ่งชั่วโมง

ความอดทนของคนเรามีขีดจำกัด ราชินีเซพิโอล่าก็เช่นกัน หลังจากต้องทนฟังสามีของตนเอ่ยถึงชื่อผู้หญิงอื่นให้ได้ยินบ่อยครั้งมาเป็นเวลานานนับเดือน ซึ่งทุกครั้ง นางก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ อดทนกล้ำกลืนฝืนทนฟังมาโดยตลอด แต่สำหรับครั้งนี้..มันมากไป!

หลังจากคืนนั้น ราชินีเซพิโอล่าก็ลงมือสืบเรื่องราวของผู้หญิงที่ชื่อซีพาเซียอย่างลับๆ โดยไม่ให้ใครรู้ เพียงไม่นานนัก นางก็ทราบว่า ผู้หญิงที่จอมอสูรโรติเฟอร์ นอนเพ้อพกละเมอหาอยู่ทุกค่ำคืน คือ ราชินีซีพาเซียผู้เลอโฉม คู่ชีวิตของชาร์ลอต ราชาแมงมุมสีทองนั่นเอง!

ราชินีเซพิโอล่ารู้สึกเจ็บปวดใจจนแทบคลั่ง ที่ผ่านมา แม้ว่าจอมอสูรโรติเฟอร์จะมีผู้หญิงอื่นซุกซ่อนไว้มากมาย แต่ผู้หญิงพวกนั้นเป็นได้เพียงแค่ของเล่นชั่วครั้งชั่วคราวของจอมอสูรเท่านั้น แต่สำหรับซีพาเซีย มันไม่เหมือนกัน เพราะซีพาเซียเป็นถึงราชินีของปีศาจแมงมุมสีทอง มีศักดิ์ศรีและฐานะทัดเทียมกันกับเซพิโอล่า ซึ่งเป็นราชินีของอสูร การที่จอมอสูรโรติเฟอร์หลงใหลได้ปลื้มราชินีของเผ่าพันธุ์อื่นจนถึงขั้นเก็บมานอนละเมอเพ้อพกฝันถึงทุกคืนแบบนี้ มันหมายความว่าอย่างไร! 

ราชินีเซพิโอล่าครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ด้วยความสับสนและไม่เข้าใจ แต่ในที่สุดนางก็ค้นพบคำตอบที่ต้องการ เมื่อจอมอสูรโรติเฟอร์เรียกประชุมทหารทุกหน่วย เพื่อวางแผนบุกถล่มเผ่าพันธุ์แมงมุมสีทอง แผนการที่จอมอสูรวางไว้ก็เหมือนกับทุกครั้งที่ใช้บุกถล่มเผ่าพันธุ์อื่น แต่ที่พิเศษไปกว่านั้นก็คือ มีคำสั่งให้จับเป็น ราชินีซีพาเซีย และห้ามใช้พิษทำร้ายนางโดยเด็ดขาด ส่วนคนอื่นที่เหลือให้ฆ่าทิ้งให้หมด

คำสั่งของจอมอสูรโรติเฟอร์สร้างความแปลกใจแก่ทหารอสูรเป็นอย่างมาก แต่ไม่มีผู้ใดกล้าถาม มีเพียงราชินีเซพิโอล่าเท่านั้นที่ถามขึ้นมาว่า ทำไมต้องจับเป็นราชินีซีพาเซีย!

จอมอสูรโรติเฟอร์มีสีหน้าไม่พอใจ แต่ยอมตอบคำถามว่า เหตุที่ต้องจับเป็นราชินีซีพาเซีย ก็เพื่อเผื่อเอาไว้ก่อน หากพลังชีวิตของราชาแมงมุมสีทองใช้ไม่ได้ผล ก็จะได้นำพลังชีวิตของราชินีซีพาเซียมาใช้แทน

ราชินีเซพิโอล่ายิ้มหยันกับตัวเอง เมื่อนึกถึงคำตอบของสามีในตอนนั้น ฮึ! ช่างเป็นคำตอบที่ตลกสิ้นดี! คำตอบงี่เง่าแบบนี้ อาจหลอกคนอื่นได้ แต่หลอกข้าไม่ได้หรอก ทำไมข้าจะไม่รู้ว่า เหตุผลที่แท้จริงของท่านโรติเฟอร์ก็คือ ต้องการได้ตัวของซีพาเซียมาเชยชม และคงมองไกลไปถึงขั้นคิดแต่งตั้งซีพาเซียขึ้นมาเป็นราชินีคนใหม่ของอสูรแทนที่ราชินีคนเดิม ซึ่งก็คือข้านั่นเอง!

ราชินีเซพิโอล่าหันมามองกระจกบานใหญ่ที่อยู่ทางขวามือ ภาพในกระจกสะท้อนเงาของหญิงสาวคนหนึ่งยืนจ้องมองมา ใบหน้าของหญิงสาวคนนั้นงดงามไร้ที่ติ ร่างโปร่งบางอรชรอ้อนแอ้นแลดูน่าทะนุถนอม แต่ดวงตาคู่สวยกลับฉายแววร้าวรานก่อนแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้าง ทั้งๆ ที่ข้าเองก็งดงามถึงเพียงนี้ แต่ทำไมท่านโรติเฟอร์ถึงได้นอกใจข้าซ้ำเล่าซ้ำเล่า เท่านั้นยังไม่พอ ยังคิดจะแต่งตั้งผู้หญิงอื่นมาเป็นราชินีแทนที่ข้าอีก!

ราชินีเซพิโอล่าเม้มปากแน่น เมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต ความรู้สึกคับแค้นใจพลุ่งพล่านขึ้นมาเป็นริ้ว เหมือนมีอะไรอัดแน่นอยู่ในอก ร้อนรนยิ่งกว่ามีใครมาก่อไฟสุมอยู่ภายใน ที่ไม่ว่าจะให้ทำอย่างไรก็ไม่มีทางดับไฟที่สุมอยู่ในอกให้เบาบางลงได้ ราชินีเซพิโอล่าผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ ขณะที่ยังนึกถึงเรื่องราวในอดีตต่อไป

หลังกำหนดแผนการเสร็จเรียบร้อย จอมอสูรโรติเฟอร์ก็จัดเตรียมกำลังพล เพื่อเตรียมบุกโจมตีหมู่บ้านของแมงมุมสีทองในอีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้า ระหว่างที่รอเวลาอยู่นั้น จอมอสูรโรติเฟอร์มักจะร้องเพลงฮึมฮัมในลำคออย่างมีความสุข ด้วยสีหน้าเริงร่าเบิกบานใจ ยิ่งกว่าตอนได้แต่งงานกับราชินีเซพิโอล่าซะอีก

พฤติกรรมของจอมอสูรโรติเฟอร์ สร้างความขุ่นเคืองใจให้แก่ราชินีเซพิโอล่าเป็นที่สุด นางมองภาพนั้นพลางกำมือแน่น ตัดสินใจในวินาทีนั้นเองว่า จะไม่มีวันยอมให้จอมอสูรโรติเฟอร์ได้ในสิ่งที่ต้องการเด็ดขาด!

เมื่อคิดแบบนั้น ราชินีเซพิโอล่าก็บอกจอมอสูรโรติเฟอร์ว่า ตนเองไม่ค่อยสบาย อยากจะขอกลับไปพักรักษาตัวที่ทะเลพฤกษา ซึ่งเป็นดินแดนอสูรส่วนใน จอมอสูรโรติเฟอร์อนุญาตทันที โดยไม่ไถ่ถามอาการเจ็บป่วยของนางสักคำว่าเป็นอย่างไร สร้างความเจ็บช้ำให้แก่ราชินีเซพิโอล่าเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม

ราชินีเซพิโอล่ามาถึงทะเลพฤกษาตอนพลบค่ำ แต่ไม่ได้เข้าไปที่ปราสาทในทันที จึงไม่มีใครรู้ว่า นางเดินทางมาถึงแล้ว จากนั้น ราชินีเซพิโอล่าได้ใช้มนต์กลบกลิ่นร่องรอยของตัวเองและเข้าไปที่ป่ามืดมิด โดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ ต้นนางพญาของต้นไม้ดูดชีพ ซึ่งถูกมนต์ของผู้เฒ่ากีรอนสะกดให้นอนหลับใหลอยู่ท้ายป่า

ขณะที่ราชินีเซพิโอล่า ปล่อยตัวเองให้จมจ่อมอยู่กับเรื่องราวในอดีตที่แสนขมขื่น จอมอสูรโรติเฟอร์พร้อมด้วยซีฟาร์และทหารติดตามอีกกลุ่มหนึ่ง ได้เข้ามายืนอยู่ในป่าทึบทางฝั่งตะวันตกของดินแดนอสูร เพื่อสำรวจสภาพความเสียหายของที่นี่เป็นพื้นที่แรก

บริเวณนี้มีสภาพไม่ต่างจากบริเวณเรือนรับรองที่ถูกทำลายไปก่อนหน้านี้ พื้นที่ที่เคยเป็นป่าทึบเต็มไปด้วยต้นไม้นานาชนิดกลับโล่งเตียน ต้นไม้ขนาดใหญ่นับพันต้นหักโค่นล้มระเนระนาดลงมากองอยู่บนพื้น เศษไม้ใบหญ้าหล่นเกลื่อนกลาดกระจัดกระจาย มีบางส่วนติดไฟลุกไหม้ควันดำโขมงส่งกลิ่นฟุ้งตลบ เมื่อเดินลึกเข้ามาข้างใน พบว่าพื้นดินหลายจุดยุบตัวลงไปเป็นหลุมลึก มองเห็นน้ำโคลนขุ่นคลั่กขังอยู่ภายใน

“ดูเหมือนว่า ที่นี่จะได้รับความเสียหายพอๆ กับที่เรือนรับรองนะครับ ท่านโรติเฟอร์” ซีฟาร์พูดพลางเดินไปนั่งยองๆ ข้างหลุมขนาดใหญ่หลุมหนึ่งที่ไม่มีน้ำขังอยู่ภายใน ซีฟาร์ชะโงกหน้ามองลงไปก่อนอุทานออกมา

“โอ้โห! หลุมนี้ลึกเกือบห้าสิบเมตรแน่ะครับท่านโรติเฟอร์ จุ๊ๆๆ ฝีมือใครกันนี่ พลังสูงจริงๆ”

“จะฝีมือใครซะอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่พวกผู้เฒ่าวิหคกับพวกมังกรจากหุบเขามรณะ”

“ท่านโรติเฟอร์ ทราบได้อย่างไรครับว่า เป็นฝีมือของพวกนั้น”

“พวกผู้เฒ่าวิหคไล่ตามพวกมังกรจากหุบเขามรณะเข้ามาในนี้” จอมอสูรโรติเฟอร์ตอบสั้นๆ พลางกวาดตามองไปโดยรอบ แปลกมาก ทั้งๆ ที่ร่องรอยบ่งชัดว่ามีการปะทะกัน แต่กลับไม่มีกลิ่นของมังกรหรือวิหคตกค้างอยู่ในป่าแห่งนี้เลย พวกนั้นหายไปไหนกันหมด จอมอสูรโรติเฟอร์ครุ่นคิดด้วยความสงสัย ทันใดนั้นเอง

“อ๊ากกก!!” ทหารอสูรเกือบสิบนายร้องโหยหวนดังลั่น ใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเก ล้มคว่ำหน้าฟาดพื้น ร่างสลายกลายเป็นไอหายไปในอากาศ ท่ามกลางตกตะลึงของทุกคน ไม่เว้นแม้กระทั่งจอมอสูรโรติเฟอร์

“ครืน..ครืน..” พื้นดินที่ทุกคนยืนอยู่สั่นไหวอย่างรุนแรง พร้อมๆ กับกลุ่มควันสีเขียวพวยพุ่งขึ้นมาจากปากหลุมที่ซีฟาร์เพิ่งจะชะโงกหน้าลงไปดูเมื่อครู่ จอมอสูรโรติเฟอร์และทหารอสูรรีบลอยตัวขึ้นสูงจากพื้นดิน

“พรึ่บ!” ผู้ชายคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นบนท้องฟ้า จอมอสูรโรติเฟอร์ไม่พูดพล่ามทำเพลง ยิงลำแสงสีดำจากมือใส่ผู้บุกรุกทันที ผู้ชายคนนั้นกระตุกยิ้มมุมปาก ยิงธนูเพลิงเข้าปะทะ เกิดแสงสว่างวาบไปทั่วท้องฟ้า ตามด้วยเสียงระเบิดดังกึกก้อง สะเก็ดไฟนับร้อยลูกปลิวว่อนพุ่งใส่ทหารอสูรที่ลอยตัวอยู่แถวหน้าสุด

ทหารอสูรกลุ่มนั้นกางบาเรียพร้อมกัน แต่ทุกคนต้องเบิกตากว้างอย่างตกใจ เมื่อสะเก็ดไฟนับร้อยลูกรวมกันเป็นมังกรเพลิงขนาดใหญ่ เข้าโอบรัดบาเรียของทหารอสูรแล้วบีบเข้าหากัน

จอมอสูรโรติเฟอร์ตาลุกวาว ยิงธนูสายฟ้าสีดำโจมตีมังกรเพลิง แต่ถูกลำแสงสีเขียวสายหนึ่งจากชายป่าด้านข้างพุ่งเข้าขวาง ระเบิดดังบึ้ม จอมอสูรโรติเฟอร์หันขวับไปมองที่มาของลำแสงทันที จึงเห็นว่า ณ ชายป่าด้านข้าง มีผู้ชายคนหนึ่งยืนกอดอกจ้องมองพวกตนอยู่

จอมอสูรโรติเฟอร์กำมือแน่น พลันได้ยินเสียงระเบิดดังลั่นมาจากข้างบน จึงเงยหน้าขึ้นมองก่อนเบิกตากว้าง เมื่อพบว่าบาเรียของทหารอสูรที่ถูกมังกรเพลิงโอบรัดเอาไว้ รวมถึงทหารอสูรที่อยู่ข้างในได้ระเบิดเป็นจุล หายวับไปกับตา พร้อมๆ กับที่มังกรเพลิงก็สลายกลายเป็นดอกไม้ไฟนับร้อยส่องสว่างไสวไปทั่วท้องฟ้า

“เป็นยังไง เจ้าชอบดอกไม้ไฟชุดเมื่อกี้ของข้าหรือเปล่า” ผู้ชายที่ลอยตัวอยู่บนท้องฟ้าถามพลางลอยตัวลงต่ำมายืนอยู่ข้างๆ ผู้ชายคนที่โผล่มาทีหลัง

 “พวกเจ้าเป็นใคร!” จอมอสูรโรติเฟอร์ตะคอกถามดังลั่น มองผู้ชายแปลกหน้าสองคนอย่างโกรธจัด

“อะไรกัน! นี่แสดงว่าเจ้าไม่ได้ดูภาพของพวกเราที่ติดอยู่บนกล่องของขวัญที่ส่งมาให้เมื่อช่วงสายของวันนี้ใช่ไหม” ผู้ชายที่มาคนแรก เลิกคิ้วสูงอย่างแปลกใจ

“แย่จัง ข้านึกว่าเจ้าจะจำพวกเราได้ซะอีก เฮ้อ! ไม่ไหวๆ” ผู้ชายอีกคนกล่าวพร้อมกับส่ายหัวไปมา

จอมอสูรโรติเฟอร์ย่นคิ้วกับคำพูดนั้น ก่อนเพ่งมองผู้ชายสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าแล้วหันมามองซีฟาร์ที่อยู่ใกล้กัน ก่อนก้มลงกระซิบถามเบาๆ

“ข้ารู้สึกเหมือนจะคุ้นๆ หน้าพวกมันเหมือนกัน แล้วเจ้าล่ะ คุ้นหน้าพวกมันหรือเปล่า”

“อืม..ไม่แน่ใจครับ” ซีฟาร์ตอบพลางมองผู้บุกรุกอีกครั้ง แต่ก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดี ทำให้ ‘ผู้บุกรุก’ หันมามองหน้ากันอย่างอ่อนใจ แล้วหนึ่งในนั้นก็พูดขึ้น

“เอาล่ะ พวกเจ้าไม่ต้องนึกหรอก เอาเป็นว่า ข้าแนะนำตัวเองก็แล้วกัน ข้าคือ เฟเบียซ ส่วนนี่ คือ รีนอล”

“เฟเบียซ กับ รีนอล งั้นเหรอ” จอมอสูรโรติเฟอร์ทวนชื่อซ้ำอีกครั้ง ก่อนเบิกตากว้าง อย่าบอกนะว่า พวกมันสองคนคือ.... รีนอลยิ้มนิดๆ แล้วพูดน้ำเสียงเย็นเยียบ

“ใช่แล้ว! พวกเราคือ องครักษ์รุ่นแรกของท่านราฟกับท่านเกรซ ยินดีที่ได้รู้จัก!”

                                        *****************************************************

การปรากฏตัวของเฟเบียซกับรีนอล สร้างความตกใจให้กับจอมอสูรโรติเฟอร์เป็นอย่างมาก เพราะเมื่อช่วงเช้า แบนนาสกับฟาคอล เพิ่งจะเข้ามาสร้างความวุ่นวายจนทำให้ปราสาทพังยับเยิน ยังไม่ทันจะข้ามวัน จู่ๆ องครักษ์รุ่นแรกของราชาปีศาจอีกสองคนที่เหลือก็ดันโผล่มาอีก เห็นที คืนนี้แดนอสูรคงเสียหายหนักกว่าเดิมแน่

“พวกเจ้ามีธุระอะไร” จอมอสูรโรติเฟอร์ถาม มองเฟเบียซกับรีนอล อย่างไม่ไว้ใจ ในขณะที่ซีฟาร์และทหารอสูรกลุ่มที่เหลือต่างขยับเข้ามายืนใกล้จอมอสูรโรติเฟอร์ เพื่อคอยระวังภัยให้

“มีสิ ถ้าไม่มี พวกเราจะเข้ามาทำไมล่ะ เจ้านี่ถามอะไรไม่ฉลาดเลยจริงๆ” รีนอลว่าพลางหันมาส่ายหัวกับเฟเบียซ ซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้าเห็นด้วย

“นั่นสิ เห็นแบบนี้แล้ว ข้าถึงเพิ่งเข้าใจ ว่าทำไมทหารอสูรถึงได้กระจอกงอกง่อยถึงเพียงนี้ ก็เพราะมีผู้นำหัวขี้เลื่อยแบบนี้นี่เอง ลูกน้องถึงได้ไม่เอาไหน เฮ้อ! คิดๆ แล้วก็น่าสงสารพวกอสูรชะมัด ทั้งๆ ที่มีกำลังพลอยู่ในมือเป็นจำนวนมากแท้ๆ แต่กลับได้คนฉลาดน้อยอย่างเจ้ามาเป็นผู้นำ กองทัพทหารก็เลยอ่อนปวกเปียกเป็นมะเขือเผา ไม่เห็นจะน่ากลัวสักนิด”

แต่ละคำที่เฟเบียซพูดออกมา ทำเอาจอมอสูรโรติเฟอร์ถึงกับสะอึก มองหน้าอีกฝ่ายตาขุ่น หนอยแน่ะ! เจ้าเฒ่าปากมอม กล้าดียังไงมาวิจารณ์ข้าเสียๆ หายๆ แบบนี้!

ไม่เพียงแต่จอมอสูรโรติเฟอร์จะไม่พอใจเท่านั้น ซีฟาร์ตลอดจนทหารอสูรคนอื่นๆ ก็ไม่พอใจเช่นกัน ต่างขยับตัวจะพุ่งเข้าใส่ตาเฒ่าจอมโหด แต่รีนอลกระตุกยิ้มมุมปาก ยกนิ้วชี้ขึ้นมาโบกไปมาอย่างอารมณ์ดี

“จุ๊ๆๆ อย่าขยับจะดีกว่า ถ้าไม่อยากถูกค่ายกลมนตราของข้าฉีกร่างพวกเจ้าเป็นชิ้นๆ ก็จงยืนอยู่นิ่งๆ”

จอมอสูรโรติเฟอร์มีสีหน้าตกใจ ก้มมองบนพื้นดินที่พวกตนยืนอยู่ จึงเห็นว่า บนพื้นดินมีวงกลมเวทย์ขนาดใหญ่สีเขียวอ่อนปรากฏอยู่ ภายในวงกลมเวทย์มีอักขระมนตราเขียนกำกับไว้ และตอนนี้ตนเองรวมถึงทหารอสูรทุกคนก็ยืนเหยียบอักขระที่ว่านั่นเต็มเปา

“เลวมาก! เล่นลอบกัดกันนี่!” จอมอสูรโรติเฟอร์ด่าเสียงดังลั่น ใช้นิ้วชี้หน้ารีนอลกับเฟเบียซ อย่างโกรธจัด แต่แทนที่อีกฝ่ายจะโกรธ ตาเฒ่าจอมโหดกลับหัวเราะชอบใจ พูดน้ำเสียงเรื่อยๆ สบายๆ

“อ้าว ทำไมพูดจาห่วยแตกแบบนี้ล่ะ พวกเจ้าก็เห็นอยู่ทนโท่ว่า บนพื้นดินมีวงกลมสีเขียวเขียนไว้อยู่ แต่พวกเจ้าก็ยังจะเดินเข้ามาอีกแน่ะ แล้วจะมาว่าพวกเราเลวหรือเล่นลอบกัดได้ไงฮะ”

“นั่นสิ พวกเจ้าเซ่อซ่าและเฟอะฟะเองนี่หว่า วงกลมเวทย์ที่รีนอลเขียนไว้ ใช่ว่าจะเล็กจนมองไม่เห็นสักหน่อย ขนาดข้าอายุมากกว่าพวกเจ้าไม่รู้กี่เท่ายังมองเห็นวงกลมเวทย์เลย แบบนี้ถ้าไม่เรียกว่าตาถั่วแล้วจะให้เรียกว่าอะไรดี หึ! น่าขำชะมัด”

“เจ้า!” จอมอสูรโรติเฟอร์ตัวสั่นเทิ้มด้วยแรงโทสะ รู้สึกโกรธจนหูอื้อตาลาย คิดไม่ถึงว่าพวกตนจะพลาดท่าเสียทีให้กับองครักษ์รุ่นแรกของราชาปีศาจได้ง่ายดายแบบนี้

“เอ้า ยืนชี้หน้าพวกข้าอยู่นั่นแหละ เดี๋ยวความดันก็ขึ้นหรอก เจ้านี่เป็นผู้นำได้ยังไงกันนะ นอกจากจะไม่ฉลาดแล้วยังขี้โมโหอีกด้วย แบบนี้จะปกครองลูกน้องได้ยังไง จะบอกอะไรให้นะ ไม่มีลูกน้องคนไหนชอบเจ้านายที่โง่และเจ้าอารมณ์แบบนี้หรอก ถ้าอยากให้ลูกน้องรักล่ะก็ เจ้าต้องกลับไปปรับปรุงตัวซะใหม่ เข้าใจไหม”

“ไม่ต้องสะเออะมาสั่งสอนข้า! คิดเหรอว่า วงกลมเวทย์แค่นี้จะทำอะไรข้าได้น่ะ!”

“หึหึ! ข้ารู้ว่าฝีมือระดับเจ้า สามารถเอาตัวรอดจากค่ายกลมนตราของข้าได้ แต่ลูกน้องตาดำๆ ที่ยืนหัวโด่เรียงหน้ากระดานอยู่ตรงนี้ล่ะ จะว่ายังไง” รีนอลถาม พลางกวาดตามองทหารอสูรที่ตอนนี้ยืนตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว เพราะกลัวจะถูกค่ายกลมนตราของรีนอลฉีกร่างขาดเป็นชิ้นๆ

หากลูกน้องที่ยืนอยู่ในขณะนี้เป็นทหารชั้นต่ำทั้งหมด จอมอสูรโรติเฟอร์คงไม่คิดมาก พร้อมจะสละชีวิตลูกน้องพวกนี้ทิ้งแล้วสู้กับ รีนอลและเฟเบียซทันที แต่ทหารกลุ่มนี้ล้วนเป็นทหารเก่าแก่ที่อยู่รับใช้กันมานาน โดยเฉพาะซีฟาร์ ซึ่งถือว่าเป็นทหารคนโปรดที่มีความซื่อสัตย์ต่อจอมอสูรโรติเฟอร์มาก นอกจากนี้ทหารคนอื่นๆ ก็ล้วนแต่เป็นทหารระดับหัวหน้ากองทั้งนั้น จอมอสูรโรติเฟอร์จึงไม่อาจเสี่ยงให้พวกนี้ถูกฆ่าตายไปต่อหน้าต่อตาได้

“ว่ายังไงล่ะ โรติเฟอร์ หรือว่า..เจ้าคิดจะทิ้งชีวิตของลูกน้องเหล่านี้ไว้ที่นี่” เฟเบียซถามพร้อมยิ้มเยาะ

จอมอสูรโรติเฟอร์กำมือแน่นอย่างแค้นใจ วันนี้อสูรสูญเสียทหารไปมากพอแล้ว ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ ข้าไม่อยากเอาชีวิตของพวกนี้มาเสี่ยงโดยไม่จำเป็น คิดได้ดังนั้น จอมอสูรโรติเฟอร์จึงข่มใจไม่ให้โกรธ แล้วพูดขึ้น

“บอกมา..ว่าพวกเจ้าต้องการอะไร”

“ก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่ขอให้เจ้าอยู่นิ่งๆ แบบนี้สักหนึ่งชั่วโมง อย่าขยับตัวไปไหนเท่านั้นก็พอ”

จอมอสูรโรติเฟอร์เลิกคิ้วสูงอย่างแปลกใจ แต่เพราะไม่อยู่ในสถานการณ์ที่จะต่อรองกับตาเฒ่าจอมโหดคู่นี้ได้ จึงจำใจพยักหน้า

“ก็ได้ แค่ข้ายืนนิ่งๆ อยู่กับที่เท่านั้นก็พอใช่ไหม”

“ท่านโรติเฟอร์!!”  ซีฟาร์รวมถึงทหารอสูรมีสีหน้าซีดเผือด เพราะทนไม่ได้ที่เห็นจอมอสูรโรติเฟอร์ถูกคนของราชาปีศาจบีบบังคับให้จำยอมแบบนี้ แต่จอมอสูรโรติเฟอร์ยกมือห้าม พูดเนิบๆ

“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าจะพูดอะไร แต่วันนี้ทางเราสูญเสียมามากพอแล้ว ข้าไม่อยากให้พวกเจ้าต้องมาตายอีก แม้วันนี้ข้าจะต้องฝืนทนกล้ำกลืน ยอมให้ศัตรูพูดจาดูถูกเหยียดหยามก็ไม่เป็นไร ไว้ค่อยไปเอาคืนพวกมันในวัน ข้างหน้าก็ยังไม่สาย เรื่องแค่นี้เล็กน้อยมากสำหรับข้า ฉะนั้น พวกเจ้าไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น อยู่เฉยๆ ก็พอ”

รีนอลกับเฟเบียซ ยิ้มเล็กน้อยกับคำพูดของจอมอสูรโรติเฟอร์ อืม..เจ้านี่นับว่าใช้ได้เหมือนกัน อย่างน้อยก็ยังมีจิตสำนึกที่ดีหลงเหลืออยู่บ้าง

“เอาล่ะ ในเมื่อพวกเจ้าเข้าใจแบบนี้ก็ดีแล้ว ข้าสัญญาว่า เมื่อครบหนึ่งชั่วโมง ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไป”

“ข้าจะเชื่อได้อย่างไรว่า พวกเจ้าจะรักษาสัญญา”

“ไม่ต้องห่วง ถึงแม้ว่าใจจริงแล้ว พวกเราอยากจะอัดพวกเจ้ามากแค่ไหน แต่เมื่อรับปากแล้วว่าจะปล่อยพวกเจ้าไป พวกเราก็ไม่ผิดคำพูดหรอก วางใจได้” พูดจบ เฟเบียซกับรีนอลก็ถอยออกไปนั่งใต้ต้นไม้ เฝ้าคุมเชิงจอมอสูรโรติเฟอร์กับเหล่าทหารที่ติดแหง็กอยู่ในค่ายกลมนตราของรีนอล ด้วยความรู้สึกเบิกบานใจ

ในขณะที่จอมอสูรโรติเฟอร์กำลังเผชิญหน้ากับคู่หูวายร้ายจอมโหดอย่าง เฟเบียซกับรีนอล อีกด้านหนึ่ง พวกจอห์นที่อยู่ในร่างมังกรก็สนุกกับการเล่นไล่จับกับพวกผู้เฒ่าวิหค ทั้งสี่คนช่วยกันหลอกล่อและยั่วโมโหพวกฮอร์คด้วยวิธีต่างๆ นานา เพื่อให้พวกฮอร์คโกรธ จะได้ปล่อยพลังโจมตีออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้แดนอสูรถูกพลังของพวกผู้เฒ่าวิหคทำลายจนขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ

“หน็อยแน่ะ! ไวนักนะ” ฮอร์คกับออตัส บ่นอย่างไม่สบอารมณ์ เพราะไม่ว่าจะโจมตีพวกจอห์นด้วยความเร็วแค่ไหน พวกจอห์นก็หลบได้ตลอด ทำให้พลังโจมตีพลาดเป้าไปโดนพื้นที่ของแดนอสูรแทน

“ไอ้เด็กนิสัยไม่ดีพวกนี้ นอกจากจะหลบเก่งแล้ว ยังลอบกัดเก่งอีกด้วย” ฟานคอลนัส ซึ่งปกติใจเย็นกว่าคนอื่นเอ่ยอย่างหงุดหงิด เพราะเห็นชัดๆ ว่าพวกตนไล่ตามหลังพวกจอห์นมาติดๆ แต่เผลอแป๊บเดียว พวกจอห์นก็วกกลับมาอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แถมยังสะบัดหางมังกรฟาดใส่ปีกวิหคจนพวกตนเสียหลักเกือบพลัดร่วงหล่นลงมาข้างล่างตั้งหลายครั้งหลายหน

“เฮอะ! นิสัยแย่เหมือนพ่อของมันไม่มีผิด คอยดูเถอะ จับตัวได้เมื่อไหร่ ข้าจะเอาปากจิกร่างพวกมันให้ขาดรุ่งริ่งเป็นเศษเนื้อเลย” เฮอร์รอนกล่าวอาฆาตอย่างเจ็บใจ มองพวกจอห์นที่เหาะนำหน้าด้วยแววตาวาววับ พลางขยับปีกเร่งความเร็วไล่ตามต่อไป

พวกจอห์นหันไปมองข้างหลังแล้วยิ้มเล็กน้อย ดูเหมือนว่า แผนยั่วโมโหจะใช้ได้ผล ที่เหลือก็แค่รอเวลาให้ตาเฒ่าพวกนั้นโมโหจนขาดสติก็พอ อีกนิดเดียวเท่านั้น ขอให้ทันเวลาก่อนที่พวกท่านโรมจะมาถึงด้วยเถอะ

“แน่จริงอย่าหนีสิ! ไอ้เด็กนิสัยเสีย มาสู้กันตัวต่อตัวเลยดีกว่า!” ออตัสตะโกนท้าเสียงดัง แต่ต้องอ้าปากค้างเมื่อได้ยินอาเธอร์ตะโกนตอบกลับมา

“พวกเราไม่ได้หนีสักหน่อย แค่ไม่อยากรังแกคนแก่ก็เท่านั้นเองครับ ยิ่งรู้ว่าพวกท่านเป็นเพื่อนรักกับพวกท่านพ่อด้วยแล้ว พวกเรายิ่งไม่กล้าลงมือใหญ่ เกรงว่าหากท่านพ่อรู้เข้า พวกเราจะโดนเอ็ดเอาได้นะครับ”

”ชิชะ!ไอ้เด็กปากเสีย พูดออกมาได้ยังไงฮะว่า ไม่อยากรังแกคนแก่ หนอย..มันจะมากไปแล้วนะ! แล้วใครบอกว่าพวกเราเป็นเพื่อนรักกับพ่อของพวกเจ้า!” ฮอร์คตวาดลั่น

“อ้าว ไม่ใช่หรอกหรือครับ แต่ท่านพ่อพูดถึงพวกท่านให้ฟังบ่อยนะครับ” นอร์ธบอกน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

“เฮอะ! พูดถึงบ่อย แสดงว่าตาเฒ่าหนังเหี่ยวพวกนั้น คงเอาพวกข้าไปนินทาให้พวกเจ้าฟังจนสนุกปากล่ะสิท่า เจ้าพวกนั้นไม่มีทางพูดถึงพวกข้าในทางที่ดีหรอก ใช่ไหม!” ฟานคอลนัสตะโกนถาม

“เอ๋ ทำไมพวกท่านรู้ล่ะครับ”

“เห็นไหม ใช่จริงๆ ด้วย ฮึ! นึกไว้แล้วเชียว บอกมานะว่าพ่อพวกเจ้า นินทาอะไรพวกข้าบ้าง”

“บอกไม่ได้ครับ เพราะพวกเราสัญญากับพวกท่านพ่อไว้แล้วว่าจะเก็บไว้เป็นความลับ”

“ความลับงั้นเรอะ!”

“ใช่ครับ ความลับขั้นสุดยอด” จอห์นจงใจเน้นเสียงตรงคำว่าขั้นสุดยอด ทำให้พวกฮอร์คตาลุกวาว

“ดีล่ะ ในเมื่อไม่ยอมบอก พวกข้าก็จะง้างปากพวกเจ้าให้ยอมบอกออกมาเอง!” เฮอร์รอนพูดเสียงห้วน ตวัดปีกดังพึ่บ พลันน้ำกรดสีขาวก็ผุดขึ้นมาจากปีกทั้งสองข้างพุ่งใส่พวกจอห์นที่อยู่ข้างหน้า แต่พวกจอห์นหลบได้อย่างว่องไว น้ำกรดเข้มข้นจึงพลาดเป้าไปโดนภูเขาที่อยู่ข้างล่างแทน เกิดเสียงฟู่ดังลั่น ภูเขาทั้งลูกส่งเสียงดังครืนๆ ตั้งแต่ยอดเขาลงมาจนถึงตีนเขาก่อนระเบิดเป็นจุล ไฟลุกท่วม

“หูย..ท่าทางตาเฒ่าพวกนั้นจะโกรธจัดนะ ดูภูเขาลูกนั้นสิ” นอร์ธห่อไหล่เข้าหากัน เมื่อหันไปมองสภาพของภูเขาที่กลายเป็นเศษดินจมอยู่ในกองเพลิงที่พื้นข้างล่าง

“นั่นสิ เห็นแล้วขนลุกซู่เลย พลังรุนแรงจริงๆ นี่ถ้าพวกเราโดนเข้าไปจังๆ มีหวังดูไม่จืด” จอห์นเห็นด้วย

อาเธอร์กับบราวน์หัวเราะเบาๆ ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ พลันทั้งสี่คนก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังแว่วมากระทบหู จึงเงยหน้ามองขึ้นไปยังท้องฟ้าข้างบนที่อยู่เหนือศีรษะของพวกตน

“อ๊ะ ท่านเรด อีเกิ้ล!” ทั้งสี่คนอุทานออกมา เมื่อเห็นนกไฟยักษ์ขนาดใหญ่บินอยู่บนท้องฟ้า ร่างนั้นลุกโชนสว่างไสวไปด้วยเปลวเพลิง พวกผู้เฒ่าวิหคก็เห็นเช่นกัน ต่างย่นคิ้วด้วยความแปลกใจ เจ้านกปากเสียตัวนั้น ยังอยู่อีกเรอะ ยังไม่ทันจะพูดอะไรออกมา เรด อีเกิ้ลก็พ่นลูกไฟขนาดใหญ่นับสิบลูกโจมตีพวกผู้เฒ่าวิหค

ฮอร์คผิวปากหวือ ปรากฏม่านบาเรียดินโผล่ขึ้นมาล้อมรอบพวกตนเอาไว้ ลูกไฟตกกระทบบาเรียส่งเสียงเปรี๊ยะๆ แต่ทะลวงม่านบาเรียเข้ามาไม่ได้ ฟานคอลนัส มองนกยักษ์ตาวาวพลางสะบัดปีก เกิดลมหมุนจากพื้นดินพุ่งใส่เรด อีเกิ้ล แต่อีกฝ่ายสะบัดปีกเช่นกัน เกิดลมหมุนชนิดเดียวกันพุ่งเข้าชน ระเบิดดังสนั่น

“ฮีโธ่! คิดว่าตัวเองใช้ลมเป็นคนเดียวหรือไง” เรด อีเกิ้ลว่าพลางหันมามองพวกจอห์นแล้วใช้ปีกชี้หน้า

“พวกเจ้าน่ะ ขึ้นมานั่งบนตัวข้าเร็วเข้า!” 

“อะไรนะครับ!” พวกจอห์นทำหน้าแปลกใจ ด้วยคิดว่าหูฝาดก่อนสะดุ้ง เมื่อเรด อีเกิ้ลตวาดเสียงดัง

“ไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือไง รีบๆ ขึ้นมาเร็วเข้าสิ!” พูดจบ เรด อีเกิ้ลก็โฉบลงมาที่พวกจอห์นอย่างรวดเร็ว ซึ่งพวกจอห์นก็ไวเช่นกัน รีบกลับร่างเป็นมนุษย์ดังเดิม กระโดดขึ้นไปนั่งบนหลังของเรด อีเกิ้ลทันที

“เยี่ยมมาก ลุยกันเลย!” เสียงแหลมเล็กเอ่ยชมอย่างพอใจ บินฉวัดเฉวียนขึ้นสูงด้วยความเร็วปานจรวด

“จะหนีงั้นเรอะ ไม่มีทาง!” พวกฮอร์คตะโกนด้วยความโกรธจัด ไล่จี้ตามไปติดๆ

“ท่านเรด อีเกิ้ล ช่วยบินให้เร็วกว่านี้หน่อยได้ไหมครับ” อาเธอร์โน้มตัวมากระซิบข้างหูเรด อีเกิ้ล

“ไม่มีปัญหา พวกเจ้านั่งให้ดีก็แล้วกัน ระวังอย่าให้ตกลงไปข้างล่างล่ะ ข้าขี้เกียจทะเลาะกับพ่อพวกเจ้า”

คำตอบของเรด อีเกิ้ลเรียกเสียงหัวเราะจากพวกจอห์นดังลั่น เรด อีเกิ้ลเร่งความเร็วเพิ่มขึ้น บินวกกลับมาที่ปราสาทของจอมอสูรโรติเฟอร์ อ้อมไปทางด้านหลังของปราสาท มุ่งหน้าไปทางทิศใต้ ซึ่งเป็นที่ทิศที่ตั้งของดินแดนอสูรส่วนใน โดยมีพวกผู้เฒ่าวิหคไล่ตามมา

พวกจอห์นหันไปมองด้านหลัง จึงเห็นว่าผู้เฒ่าวิหคแผ่รังสีอำมหิตเย็นเยียบออกมาจากร่างเป็นวงกว้าง ไอความโกรธที่ตกกระทบพื้นดิน ทำให้ต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่ด้านล่างแห้งเหี่ยวไปตามๆ กัน แต่พวกจอห์นยังยิ้มได้อย่างใจเย็น หึ เป็นไปตามแผน ตาเฒ่าพวกนั้นโกรธจัดจนขาดสติแล้ว ดีล่ะ

“ท่านเรด อีเกิ้ล พวกเราจะเริ่มแผนสองแล้วครับ” นอร์ธบอกเสียงเบา เรด อีเกิ้ลพยักหน้ารับรู้ บินเข้าไปในดงไม้หนามหนาทึบที่เห็นอยู่ข้างหน้า แรงลมที่พัดผ่านทำให้กิ่งไม้หักสะบั้นปลิวไปด้านหลัง จอห์นยิงลูกไฟจากปลายนิ้วพุ่งใส่กิ่งไม้พวกนั้น ประกายไฟลุกพรึ่บ กิ่งไม้กลายเป็นอุกกาบาตเพลิงขนาดย่อมนับสิบลูก โจมตีผู้เฒ่าวิหคที่ไล่กวดมาชนิดหายใจรดต้นคอ

ออตัส บินแฉลบมาอยู่ด้านหน้าเพื่อนทั้งสามคน พร้อมกับสยายปีกทั้งสองข้างยิงขนนกเพลิงชุดใหญ่พุ่งชนอุกกาบาตของจอห์น พลังธาตุไฟปะทะกันดังตูม แรงอัดในอากาศกระจายออกไปรอบด้าน อาเธอร์ตวัดมือสร้างกำแพงน้ำแข็งขึ้นมาขวางแรงอัดของอากาศที่พุ่งตรงมายังกลุ่มของพวกตน ในขณะที่เฮอร์รอนก็สร้างบาเรียน้ำขึ้นมาป้องกันให้ฝ่ายของตนเช่นกัน

แรงอัดขนาดใหญ่กระแทกใส่บาเรียน้ำและกำแพงน้ำแข็งเสียงดังสนั่น ก่อนสลายไปกลายเป็นไอความร้อนแผ่กระจายอยู่ในอากาศ เรด อีเกิ้ลอาศัยจังหวะนั้น เร่งความเร็วเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว พุ่งเข้าไปในป่าทึบที่เห็นอยู่ไม่ไกล แต่พวกผู้เฒ่าวิหคก็เร่งความเร็วไล่กวดตามมาจนห่างกันไม่ถึงสองเมตร

“พวกเจ้าพร้อมหรือยัง” เรด อีเกิ้ลถาม

“พร้อมครับ”

“งั้นก็จับให้แน่นๆ นะ” พูดจบ เรด อีเกิ้ลก็หมุนตัวควงสว่านบินโฉบขึ้นไปข้างบนทันที

 “พวกเจ้าหนีพวกเราไม่พ้นหรอก!” พวกฮอร์คคำรามลั่น หมุนตัวควงสว่านไล่ตามไปติดๆ

“ตอนนี้ล่ะ!” จอห์นบอก ก่อนจะกระโดดออกจากหลังเรด อีเกิ้ล ฉีกตัวไปทางทิศเหนือ ตามด้วยอาเธอร์ นอร์ธ บราวน์ ที่กระโดดออกจากหลังเรด อีเกิ้ล ฉีกตัวไปทางทิศใต้ ทิศตะวันออกและทิศตะวันตกพร้อมกัน

“อะไรน่ะ!” พวกฮอร์คที่จี้ตามมาจนห่างกันไม่ถึงหนึ่งเมตร เบรกกลางอากาศแทบไม่ทัน ต่างหันไปมองพวกจอห์นที่แยกไปกันคนละทิศอย่างแปลกใจ ก่อนเบิกตากว้าง เมื่อพวกจอห์นประกบมือเข้าหากันแล้วร่ายมนต์

“อ๊ะ แย่แล้ว!!” พวกฮอร์คอุทานอย่างตกใจ ขยับถอยหลังแต่ไม่ทัน ลำแสงเจิดจ้าสว่างไสวจากร่างพวกจอห์นพุ่งเข้าตาอย่างจัง ทำให้พวกฮอร์คตาพร่าไปชั่วขณะ พวกจอห์นยิงลำแสงจากนิ้วใส่ผู้เฒ่าวิหคพร้อมกัน

 “ซูม...ฟู่..” ลำแสงสี่สีทำมุมชนกันทั้งสี่ด้าน ก่อตัวเป็นกล่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่ ครอบลงมาบนร่างของผู้เฒ่าวิหคอย่างรวดเร็ว แค่เสี้ยวนาที พวกฮอร์คก็ถูกกักอยู่ในอาณาเขตปิดผนึกแบบจำกัดพื้นที่ ซึ่งเป็นอาณาเขตปิดผนึกที่ขึ้นชื่อว่าสร้างยากมาก โดยมีขนาดความกว้าง ความสูงและความยาวด้านละสี่เมตรเท่านั้น

 อาณาเขตปิดผนึกแบบจำกัดพื้นที่ ที่พวกจอห์นสร้างขึ้นมากักขังผู้เฒ่าวิหคนี้ ไม่ใช่ว่าใครก็สร้างได้ เพราะนอกจากต้องใช้พลังเวทย์สูงแล้ว ผู้สร้างอาณาเขตจะต้องมีทักษะในการต่อสู้ดีพอสมควร ไม่อย่างนั้นจะอ่านการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ไม่ออก ทำให้คำนวณจังหวะในการร่ายมนต์สร้างอาณาเขตกักขังศัตรูผิดพลาดได้

เรด อีเกิ้ลที่บินอยู่ข้างบน เหลียวกลับมามองผลงานของพวกจอห์น เมื่อเห็นพวกผู้เฒ่าวิหคติดอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสโปร่งแสงก็หัวเราะร่าชอบใจ ตะโกนถามพวกจอห์นเสียงดัง

“เป็นไง สำเร็จใช่ไหม”

“เรียบร้อยครับ” จอห์นบอกก่อนลอยตัวลงมายืนอยู่บนพื้นดิน ตามด้วยนอร์ธ บราวน์และอาเธอร์ จากนั้นบราวน์ก็ตวัดมือหนึ่งครั้ง อาณาเขตปิดผนึกที่ขังพวกผู้เฒ่าวิหคก็เลื่อนลงมาอยู่บนพื้นดินเช่นกัน

 เรด อีเกิ้ลตีปีกพึ่บพั่บอย่างดีใจ ร่อนลงมายืนบนพื้นดิน เดินเข้ามายืนใกล้ๆ กับกล่องสี่เหลี่ยมโปร่งแสงแล้วแนบหน้าเข้าไปจนชิด มองพวกฮอร์คที่ตอนนี้กลับร่างเป็นคนตามเดิม ยืนหน้าหงิกอยู่ในอาณาเขตปิดผนึกด้วยแววตาสะใจ พูดเย้ยเสียงดัง

“ฮีโธ่! นึกว่าจะแน่ สุดท้ายนกเฒ่านอกคอกอย่างพวกเจ้าก็ถูกจับใส่กรงขังจนได้ สมน้ำหน้า โฮะๆๆ”

“หุบปากนะ ไอ้นกปากเสีย!” ฮอร์คตวาดเสียงดัง

“ทำไม ข้าพอใจจะพูดก็พูด มีอะไรไหม ถ้าพวกเจ้าไม่อยากฟังก็อุดหูซะสิ” เรด อีเกิ้ลลอยหน้าลอยตาตอบอย่างชอบใจ แล้วหันมาใช้ปีกตบบ่าอาเธอร์ที่ยืนใกล้กันเบาๆ

“ทำได้ดีมาก เจ้าหนู ไม่เสียแรงที่พวกฟาคอลเคี่ยวเข็ญพวกเจ้าอย่างหนัก”

“ขอบคุณครับ”

“ปล่อยพวกข้าออกไปเดี๋ยวนี้นะ!” เฮอร์รอนตะโกนลั่นพลางทุบกล่องสี่เหลี่ยมโปร่งแสงที่ขังพวกตนเอาไว้เสียงดังโครมๆ

“เสียใจด้วยครับ พวกข้าต้องขอให้พวกท่านพักสงบสติอารมณ์อยู่ในนี้สักระยะหนึ่งก่อน รอจนกว่าพวกท่านโรมจะทำงานสำเร็จ จึงค่อยออกไปเดินเล่นข้างนอกตามเดิมได้ครับ” บราวน์บอกน้ำเสียงเคร่งขรึม

“เฮอะ! คิดเหรอว่าอาณาเขตแค่นี้ จะทำอะไรพวกข้าได้น่ะ!” ออตัสมองพวกจอห์นด้วยดวงตาแดงก่ำ

“ก็รู้อยู่เหมือนกันครับ ว่าอาณาเขตปิดผนึกกักบริเวณแค่ชั้นเดียว ใช้กับพวกท่านไมได้ผล” อาเธอร์บอกพลางหันไปมองเพื่อนอีกสามคนที่ยืนข้างกัน จากนั้นก็หันมายิ้มให้พวกผู้เฒ่าวิหค

“เพราะเหตุนี้ ท่านพ่อจึงฝึกพวกเราอย่างหนัก เพื่อให้สามารถสร้างอาณาเขตปิดผนึกสี่สิบแปดชั้นขึ้นมาให้ได้ภายในครั้งเดียว เฮ้อ! ไม่อยากบอกเลยครับว่า พวกเราเพิ่งจะฝึกมันได้สำเร็จเมื่อหนึ่งเดือนที่แล้วนี้เอง เรียกว่าฝึกเสร็จทันเวลาแบบฉิวเฉียด ก่อนที่จะได้รับคำสั่งจากท่านราฟให้เข้ามาที่แดนอสูรพอดี”

“ว่าไงนะ นี่หมายความว่า..”

“ใช่ครับ อาณาเขตที่กักพวกท่านอยู่ในตอนนี้ มีความหนาทั้งหมดสี่สิบแปดชั้น แต่ละชั้นมีความยืดหยุ่นไม่เท่ากัน หากพวกท่านต้องการจะออกมาข้างนอก ก็คงต้องออกแรงกันหน่อย แต่ไม่เป็นไรครับ เชิญพวกท่านทำลายอาณาเขตปิดผนึกได้ตามสบาย พวกเราจะคอยเป็นกำลังใจให้ และจะคอยเติมจำนวนชั้นของอาณาเขตให้เรื่อยๆ จนกว่าพวกท่านจะเหนื่อยหรือเบื่อไปเองครับ” นอร์ธบอกเนิบๆ ด้วยน้ำเสียงสบายอารมณ์

พวกฮอร์คกัดฟันกรอด มองพวกจอห์นที่ถอยไปนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่อย่างเจ็บใจ ไม่อยากเชื่อเลยว่า เด็กพวกนี้จะมีความสามารถสูงขนาดนี้ ลำพังสร้างอาณาเขตปิดผนึกชั้นเดียวก็ใช้พลังเวทย์มากอยู่แล้ว แต่นี่เล่นสร้างอาณาเขตตั้งสี่สิบแปดชั้น เท่ากับว่าหนึ่งคนสร้างอาณาเขตซ้อนกันสิบสองชั้น หนักเอาการเลยนะนั่น.

“บ้าชะมัด! นึกไม่ถึงจริงๆ เลยว่า ผู้เฒ่าวิหคอย่างพวกเราจะมาเสียท่าให้กับเด็กเมื่อวานซืนอย่างลูกชายของเจ้าพวกฟาคอลแบบนี้ รู้ไปถึงไหน อายไปถึงนั่น!” เฮอร์รอนบ่นอย่างไม่สบอารมณ์ เดินไปเดินมาอย่างหงุดหงิด ฮอร์คกับออตัสก็ไม่ต่างกัน ถึงจะไม่พูดออกมาแต่สีหน้าก็เต็มไปด้วยความโกรธขึ้ง ผิดกับฟานคอลนัส ที่ยืนเอามือไพล่หลัง ใช้สายตาสำรวจอาณาเขตปิดผนึกที่กักชังพวกตนเอาไว้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วพูดขึ้นมา

“เป็นอาณาเขตปิดผนึกที่สมบูรณ์แบบมาก พวกเจ้าเห็นด้วยไหม”

ฮอร์ค เฮอร์รอนและออตัส หันขวับมามองฟานคอลนัสพร้อมกัน แล้วออตัสก็พูดขึ้น

“เจ้านี่แปลกคนจริงๆ แทนที่จะช่วยกันหาวิธีคิดทำลายอาณาเขตที่มีความหนาสี่สิบแปดชั้นให้พังลงในคราวเดียวก็ไม่ยอมทำ กลับมายืนพูดจาชื่นชมพวกมันอยู่ได้”

“อ้าว ก็เจ้าเด็กพวกนั้นเก่งจริงๆ นี่นา หรือพวกเจ้าจะเถียงว่าไม่จริง”

เงียบ ไม่มีเสียงตอบรับจากเพื่อนทั้งสามคน ฟานคอลนัสหันไปมองพวกจอห์นที่นั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ด้วยแววตาชื่นชมอย่างจริงใจ แล้วพูดต่อ

“สมกับเป็นลูกชายของเจ้าพวกนั้นเลยว่าไหม ถึงจะดูสุภาพและเรียบร้อยกว่าเจ้าบ้าพวกนั้นหลายเท่า แต่เรื่องฝีมือนี่ถอดแบบออกมาเหมือนกันเปี๊ยบ อย่างนี้เขาเรียกว่า ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นของแท้เลยล่ะ”

 “มัวแต่พูดจาชื่นชมพวกมันอยู่นั่นแหละ ถามจริงๆ เถอะ นี่เจ้าไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอ ที่โดนเด็กรุ่นลูกลูบคมแบบนี้น่ะ” เฮอร์รอนว่าเข้าให้อย่างหมั่นไส้ ฟานคอลนัสหัวเราะเบาๆ

“รู้สึกสิ ทำไมจะไม่รู้สึก แต่จะให้ทำยังไงล่ะ”

“ถามมาได้ว่าจะให้ทำยังไง ก็มาช่วยกันทำลายอาณาเขตปิดผนึกให้หมดสิ จะได้ออกไปข้างนอกได้”

“ไม่ล่ะ ข้าไม่อยากเหนื่อยโดยไม่จำเป็น” ฟานคอลนัสปฏิเสธแล้วเดินไปนั่งตรงมุมกล่องด้านหนึ่ง เอนหลังพิงผนังกล่องแล้วหลับตาลง ทำให้พวกฮอร์คมีสีหน้างุนงง ยังไม่ทันจะเอ่ยถาม ฟานคอลนัสก็ชิงพูดขึ้นมา

“พวกเจ้าคงแปลกใจล่ะสิว่าทำไมข้าจึงปฏิเสธ จะบอกอะไรให้นะ ถึงพวกเราจะทำลายอาณาเขตอันนี้ลงได้ เด็กพวกนั้นก็สร้างอาณาเขตอันใหม่ขึ้นมาอยู่ดี เท่ากับว่าพวกเราต้องเสียแรงไปโดยเปล่าประโยชน์ แถมยังเสียเวลาอีกด้วย ข้าพูดถูกไหม”

“เออ..มันก็จริงของเจ้า”

“เห็นไหม ดังนั้น ข้าว่าแทนที่จะเสียเวลาไปกับการทำลายอาณาเขต สู้พวกเรามานั่งพักเอาแรงให้หายเหนื่อยจะไม่เป็นการดีกว่าหรอกหรือ ข้าว่าเด็กพวกนั้นไม่ได้มีความคิดจะทำร้ายพวกเราหรอก แต่แค่อยากกักบริเวณพวกเราไว้ที่นี่ เพื่อไม่ให้ไปยุ่งกับแผนการช่วยเหลือลูกสาวของราชาปีศาจมากกว่า”

“ทำไมเจ้าจึงมั่นใจนักว่า เด็กพวกนั้นจะไม่ทำร้ายพวกเรา”

“อืม..อาจเป็นเพราะ..เด็กพวกนั้นเป็นลูกของเจ้าพวกบ้าฟาคอลล่ะมั้ง” ฟานคอลนัสตอบด้วยรอยยิ้ม

ฮอร์ค ออตัสและเฮอร์รอนนิ่งเงียบกับคำตอบของฟานคอลนัส ก่อนชำเลืองมองพวกจอห์นที่อยู่ห่างออกไป แล้วถอนหายใจพร้อมกัน

“เฮ้อ ในเมื่อเจ้าพูดแบบนี้ ข้าก็ไม่รู้จะพูดอะไรอีก” ฮอร์คบอกก่อนผละไปนั่งอีกมุมหนึ่ง ออตัสไหวไหล่เล็กน้อยแล้วเดินไปนั่งข้างฮอร์ค ส่วนเฮอร์รอนบ่นพึมพำเบาๆ เดินไปนั่งข้างฟานคอลนัส แล้วไม่พูดอะไรอีก

ฟานคอลนัส มองเพื่อนทั้งสามคนที่นั่งปิดปากเงียบอย่างพอใจ แล้วหันไปมองพวกจอห์นที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ เจ้าเด็กพวกนี้ ถึงจะมีรูปร่างหน้าตาดี แต่ก็ไม่มีส่วนไหนเหมือนหรือคล้ายพวกฟาคอล ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ แสดงว่าถอดแบบหน้าตาและลักษณะนิสัยมาจากแม่ แต่ฝีมือและชั้นเชิงในการต่อสู้รวมทั้งลูกล่อลูกชน แพรวพราวหาตัวจับยากมาก เหมือนพวกฟาคอลไม่มีผิด

“หึ ดีแล้วล่ะ ขืนถอดแบบทุกอย่างออกมาเหมือนพ่อทั้งหมด พวกเจ้าคงไม่แคล้วต้องกลายเป็นเด็กที่มีนิสัยแย่ที่สุดในโลก” ฟานคอลนัส รำพึงกับตัวเองแล้วยิ้มออกมา ชักสงสัยขึ้นมาตะหงิดๆ แล้วว่า พวกจอห์นถูกเลี้ยงดูมาแบบไหน ทำไมถึงได้มีนิสัยสุภาพเรียบร้อยผิดแผกไปจากพวกฟาคอล ราวฟ้ากับเหวแบบนี้

ถึงแม้ว่า พวกผู้เฒ่าวิหคจะไม่กินเส้นกับพวกผู้เฒ่ามังกรจากหุบเขามรณะ เวลาเจอหน้ากันทีไรเป็นต้องทะเลาะเบาะแว้งหรือลงไม้ลงมือกันทุกครา แต่ไม่มีใครรู้ว่า จริงๆ แล้ว ผู้ใช้ธาตุทั้งสี่ ซึ่งประกอบไปด้วยเผ่าพันธุ์มังกร เผ่าพันธุ์วิหคและเผ่าพันธุ์พยัคฆ์ ต่างเคยเป็นเพื่อนรักกันมาก่อน แต่เพราะนิสัยส่วนตัวของพวกฟาคอลที่เจ้าเล่ห์เข้าขั้นรอบจัดและแสบสันไม่เหมือนใคร รวมไปถึงชอบหาเรื่องแกล้ง ไม่เว้นแม้กระทั่งเพื่อนฝูงอย่างวิหคหรือพยัคฆ์ ที่โดนแกล้งเป็นประจำ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนเกิดปัญหาจนถึงขั้นมองหน้ากันไม่ติด

สุดท้าย มังกร วิหคและพยัคฆ์จึงแยกย้ายกระจัดกระจายกันไปคนละทิศคนละทาง และไม่เคยติดต่อหรือคบค้าสมาคมกันอีกจนถึงปัจจุบัน

แต่ถึงจะเคยมีเรื่องบาดหมางใจกัน ก็ใช่ว่าผู้เฒ่าวิหคจะเกลียดชังผู้เฒ่ามังกรจนอยากจะฆ่าให้ตาย ที่จริง พวกผู้เฒ่าวิหคแค่อยากได้ยินคำขอโทษจากปากพวกฟาคอลสักครั้ง ไม่งั้นไม่หายขุ่นเคืองใจ

แม้เรื่องราวที่สร้างความบาดหมางจะผ่านมานานเกือบห้าร้อยปีแล้วก็ตาม ผู้เฒ่าวิหคก็จำฝังใจไม่ลืม และหวังลึกๆ ในใจว่า สักวันหนึ่ง อดีตเพื่อนรักตัวแสบจะติดต่อมาหาพวกตน เพื่อเอ่ยปากขอโทษในสิ่งที่ผ่านมา แต่จนแล้วจนรอด พวกฟาคอลก็ไม่เคยโผล่หัวมาให้เห็น ทั้งๆ ที่รู้ว่าพวกผู้เฒ่าวิหคพักอยู่ที่ไหน แต่พวกฟาคอลก็ทำเมินเฉยเป็นทองไม่รู้ร้อน ทำให้ผู้เฒ่าวิหคหมั่นไส้พวกฟาคอลมากที่ทำผิดแล้วไม่รู้จักยอมรับผิด

ด้วยเหตุนี้ ตอนที่ราชินีเซพิโอล่า ให้คนสนิทอย่างเชียร่า เดินทางมาหาพวกฮอร์คที่ป่ามืดมิด เพื่อขอให้ช่วยทำศึกกับพวกราชาปีศาจ ถึงพวกผู้เฒ่าวิหคจะไม่เห็นด้วยกับวิธีการของพวกอสูร ที่ชอบใช้วิธีสกปรกเล่นงานเผ่าพันธุ์อื่น แต่ความที่อยากเจอกับพวกฟาคอล ทำให้พวกฮอร์คตอบตกลง โดยตั้งใจไว้อย่างแรงกล้าว่า จะทำทุกวิถีทางเพื่อง้างปากอดีตเพื่อนรักตัวแสบ ให้เอ่ยปากขอโทษพวกตนในสิ่งที่เคยกระทำไว้ในอดีตให้จงได้

ด้านพวกจอห์น หลังจากสร้างอาณาเขตปิดผนึกแบบจำกัดพื้นที่กักขังผู้เฒ่าวิหคได้เป็นผลสำเร็จ ก็ใช่ว่าจะดีใจ ตรงกันข้าม กลับรู้สึกหนักใจมากกว่า เพราะฝีมือระดับผู้เฒ่าวิหค สามารถทำลายอาณาเขตปิดผนึกได้อยู่แล้ว เพียงแต่พวกจอห์นไม่รู้ว่าผู้เฒ่าวิหคจะทำลายอาณาเขตออกมาได้ตอนไหน

 ดังนั้น เพื่อความไม่ประมาท พวกจอห์นจึงเฝ้าพวกฮอร์คไม่ให้คลาดสายตา หากอาณาเขตปิดผนึกถูกทำลายเกินสิบชั้นเมื่อไหร่ ทั้งสี่คนจะได้เพิ่มจำนวนชั้นของอาณาเขตได้ทันท่วงที เพราะงานของพวกจอห์นที่ได้รับคำสั่งจากท่านราฟให้มาทำในคืนนี้ก็คือ กักอาณาเขตบริเวณผู้เฒ่าวิหคให้อยู่กับที่ไว้ให้นานที่สุด รอจนกว่าพวกโรมจะทำงานสำเร็จ จากนั้นจึงค่อยถอนตัวออกมาจากแดนอสูร เรียกได้ว่างานชิ้นนี้เป็นงานที่หนักและหินที่สุดตั้งแต่พวกจอห์นเคยทำมาเลยก็ว่าได้

 ตอนได้รับคำสั่งจากท่านราฟให้ทำงานชิ้นนี้ พวกจอห์นอดหนักใจไม่ได้ ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำสำเร็จหรือเปล่า แต่ในเมื่อท่านราฟมั่นใจว่าพวกจอห์นทำได้ ทั้งสี่คนจึงตั้งใจทำงานชิ้นนี้อย่างเต็มที่ โดยไม่รู้ว่าท่านราฟได้มีคำสั่งให้ เฟเบียซกับรีนอล เข้ามาในแดนอสูรด้วย เพื่อมาคอยคุ้มกันภัยให้พวกจอห์นอีกทอดหนึ่ง

แต่..เฟเบียซกับรีนอล มั่นใจเต็มเปี่ยมว่าพวกจอห์น ซึ่งเคยรับการฝึกหนักจากพวกตนมาแล้ว สามารถจัดการกับพวกผู้เฒ่าวิหคได้ ดังนั้น ตาเฒ่าจอมโหดทั้งสองคนจึงไม่ตามมาคุ้มกันภัยให้ลูกชาย แต่กลับมุ่งหน้าไปหาจอมอสูรโรติเฟอร์แทน (ถ้าท่านราฟรู้เข้า ตาเฒ่าสองคนนี้คงโดนสวดยับ แต่น่าเสียดายที่ท่านราฟไม่รู้เรื่องนี้)

ต้องถือเป็นความโชคดีของพวกจอห์น ที่สามารถยั่วโมโหตาเฒ่าวิหคให้โกรธจัดจนขาดสติได้ ทำให้ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ติดลบ กลายเป็นเปิดช่องให้พวกจอห์น อาศัยจังหวะที่พวกฮอร์คโกรธจนไม่ทันระวังตัว เผลอเข้ามาติดกับที่พวกจอห์นวางเอาไว้จนติดอยู่ในอาณาเขตปิดผนึกอย่างที่เห็น ไม่อย่างนั้น พวกจอห์นอาจจะต้องออกแรงมากกว่านี้ก็เป็นได้

 ที่จริง พวกจอห์นเองก็รู้สึกเหนื่อยจัดและอ่อนล้าไปหมดทั้งตัว จนนึกอยากจะเอนหลังลงนอนพักเอาแรงสักงีบเหมือนกัน แต่จนใจที่ทำอย่างนั้นไม่ได้ ทั้งสี่คนจึงทำได้เพียงแค่นั่งพิงต้นไม้พร้อมกับหลับตาลง อย่างน้อยการได้นั่งพักนิ่งๆ สักครู่ อาจทำให้ร่างกายรู้สึกดีขึ้นบ้าง

เหตุที่พวกจอห์นมีอาการเหนื่อยและอ่อนเพลีย เป็นเพราะว่าการสร้างอาณาเขตปิดผนึกแบบจำกัดพื้นที่พร้อมกันทีเดียวคนละสิบสองชั้นต้องใช้พลังเวทย์สูงมาก ที่จริงพวกจอห์นจะไม่เหนื่อยมากแบบนี้ ถ้าหากว่าก่อนหน้านี้ ทั้งสี่คนไม่ได้ใช้พลังเวทย์สร้างอาณาเขตปิดผนึกกักผู้เฒ่าวิหคไว้ที่เรือนรับรอง เพื่อถ่วงเวลาให้ชูร่ามีเวลาถอนมนต์สายใยพิศวง ในตอนนั้น พวกจอห์นต้องใช้พลังเวทย์สร้างอาณาเขตปิดผนึกซ้อนกันคนละสามชั้น รวมถึงหลอกล่อและซุ่มโจมตีผู้เฒ่าวิหค ด้วยการสร้างตุ๊กตาจำลองขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งถือว่าหนักเอาการ

หลังจากนั้น พวกจอห์นยังใช้พลังเวทย์โจมตีใส่กลุ่มของจอมอสูรโรติเฟอร์ที่มาสำรวจความเสียหายของเรือนรับรองอีก รวมถึงใช้พลังในการหลบหนีการไล่ล่าของพวกผู้เฒ่าวิหคและโต้ตอบกลับคืนไปบ้างเป็นครั้งคราว  เรียกได้ว่า วันนี้พวกจอห์นได้ใช้พลังเวทย์ทั้งหมดที่มีอยู่ในร่างแทบจะหมดตัวเลยทีเดียว

“นี่เจ้าหนู ไหวหรือเปล่า ข้าว่า พวกเจ้าดูหน้าซีดๆ ไปนะ” เรด อีเกิ้ล ใช้ปีกแตะไหล่จอห์นแล้วถามขึ้นมา เมื่อสังเกตเห็นว่า พวกจอห์นหายใจหอบผิดปกติ อีกทั้งหน้าตาก็ดูซีดเซียวผิดจากที่เคยเป็น

“แค่เหนื่อยนิดหน่อยครับ” จอห์นตอบเสียงเบาแล้วหลับตาต่อ เช่นเดียวกับนอร์ธ บราวน์และอาเธอร์ที่นั่งหลับตานิ่งๆ เรด อีเกิ้ลหรี่ตาลง เพราะรู้สึกเอ็นดูพวกจอห์นเป็นพิเศษ เนื่องจากสี่คนนี้มีนิสัยสุภาพเรียบร้อย อ่อนน้อมถ่อมตนและมีสัมมาคาราวะ ต่างจากพวกฟาคอลราวสวรรค์กับนรกเลยทีเดียว พอเห็นพวกจอห์นอยู่ในสภาพเหมือนคนหมดแรงใกล้ตายแบบนี้ เรด อีเกิ้ลจึงรู้สึกไม่สบายใจ (พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นห่วงนั่นแหละ)

“แน่ใจนะว่า พวกเจ้าไม่เป็นอะไร”

“พวกเราไม่เป็นอะไรจริงๆ ครับ ท่านเรด อีเกิ้ล” นอร์ธลืมตาขึ้นพร้อมส่งยิ้มให้

“พวกเจ้าจะนอนพักเอาแรงก็ได้นะ เดี๋ยวข้าเฝ้าระวังให้เอง” เรด อีเกิ้ลเสนอขึ้นมา สร้างความประหลาดใจให้กับพวกจอห์นเป็นอย่างมาก ต่างมองหน้าเรด อีเกิ้ลด้วยความสงสัย

“ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้น ข้าบอกให้นอนก็นอนสิ หรือว่าไม่เชื่อมือข้า ว่าจะเฝ้าพวกเจ้าได้”

“ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ก็ไหนท่านเรด อีเกิ้ล บอกว่าถ้าเสร็จจากทางนี้แล้ว จะไปช่วยท่านโรมยังไงล่ะครับ”

“โอ๊ย ท่านโรมน่ะเก่งอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก เอ้า พวกเจ้ารีบนอนพักซะสิจะได้มีแรง เดี๋ยวพอพวกเจ้าหายเหนื่อยแล้ว จะได้ไปหาท่านโรมพร้อมกัน” เรด อีเกิ้ลตัดบทแล้วเดินหนีไป พวกจอห์นส่ายหัวเบาๆ อืม..ที่ท่านเรด อีเกิ้ลพูดมาเมื่อกี้ เพราะเป็นห่วงพวกเราใช่ไหมนี่ คิดแล้วทั้งสี่คนก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

“ท่านเรด อีเกิ้ล ไม่ต้องเป็นห่วงพวกเราหรอกครับ รีบตามไปสมทบกับพวกท่านโรมเถอะ ทางนี้พวกเราจัดการกันเองได้ครับ” บราวน์บอกน้ำเสียงนุ่มนวล มองเรด อีเกิ้ลด้วยแววตาขอบคุณ

“คะ..ใครว่า ข้าเป็นห่วงพวกเจ้า อย่ามามองข้าด้วยสายตาแบบนี้นะ เจ้าหนู เดี๋ยวใช้ปากจิกตาหลุดออกมาเลยนี่” เรด อีเกิ้ลถลึงตาใส่ ก่อนสะบัดหน้าหนีไปมองทางอื่น เจ้าพวกเด็กบ้า! พูดอ้อมๆ ไม่เป็นหรือไง

“ครับ ไม่ห่วงก็ไม่ห่วง แสดงว่าพวกข้าเข้าใจผิดไปเอง ขอโทษด้วยครับ” อาเธอร์พูดยิ้มๆ แล้วหลับตาลงโดยไม่พูดอะไรอีก จอห์น นอร์ธและบราวน์หันมายิ้มให้กันกับความปากแข็งของเรด อีเกิ้ลก่อนจะหลับตาเช่นกัน

เรด อีเกิ้ลหันมามองพวกจอห์นนิดนึง เมื่อเห็นว่าทั้งสี่คนหลับตาเพื่อพักผ่อนแล้ว จึงถอนหายใจออกมา เดินเลี่ยงไปที่ต้นไม้อีกต้นที่อยู่ถัดไป ตั้งใจจะนั่งเฝ้าระวังให้พวกจอห์น แต่ยังไม่ทันจะหย่อนก้นลงนั่งก็ได้ยินเสียงคนพูดลอยมากระทบหู

“หึ ถึงกับลงทุนยอมนั่งเฝ้าระวังภัยให้แบบนี้ แสดงว่าเจ้าคงจะเป็นห่วงเด็กพวกนั้นมากสินะ”

เรด อีเกิ้ลหันไปมองต้นเสียง จึงเห็นว่าพวกผู้เฒ่าวิหคกำลังจ้องมองตนเองอยู่ สายตาที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความขบขัน เห็นดังนั้น เรด อีเกิ้ลก็ทำหน้าไม่พอใจ พูดเสียงเขียว

“ฮึ! ขนาดถูกจับใส่กรงขังแบบนั้น ยังมีหน้ามาพูดแขวะคนอื่นอีกนะ ไม่เจียมตัวเองซะบ้างเลย”

“อ้าวๆๆ ไหงพูดจาชวนให้เอาปีกตบปากแบบนั้นล่ะ เจ้านกปากเสีย ใครกันแน่ที่ไม่เจียม! ให้ข้าหลุดออกไปได้ก่อนเถอะ จะจับเจ้ามาถอนขนให้เกลี้ยงเลย!” ฮอร์คว่าเสียงขุ่น มองเรด อีเกิ้ลแบบไม่พอใจ 

“ฮีโธ่! ก่อนจะว่าคนอื่นน่ะ หัดมองดูตัวเองซะก่อนเถอะ ปากเจ้าก็ใช่ว่าจะดีไปกว่าข้า พูดออกมาแต่ละคำ ชวนให้อยากเอาขาฟาดปากเหมือนกันล่ะว้า ถ้าเจ้าแน่จริงอย่างที่คุย ก็คงไม่ถูกเจ้าหนูของข้า จับขังใส่ไว้ในกรงแบบนี้หรอก เฮอะ! เจ้านกเฒ่าดีแต่ปาก”

ฮอร์คกำมือแน่น มองเรด อีเกิ้ลเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ เช่นเดียวกับเรด อีเกิ้ลที่มองฮอร์ค ตาเขียวปั้ด ขณะที่ทั้งคู่ส่งสายตาพิฆาตให้กันอยู่นั้น ฟานคอลนัสก็กระแอมขึ้นมาเบาๆ ขัดจังหวะแล้วพูดขึ้น

“พอเถอะ พวกเจ้าจะมายืนด่ากันไปทำไม ในเมื่อปากพวกเจ้าก็แย่พอกันทั้งคู่ หรือว่าไม่จริง”

เรด อีเกิ้ลทำเสียงฮึในลำคออย่างไม่พอใจ สะบัดหน้าไปทางอื่นไม่อยากต่อปากต่อคำกับอีกฝ่าย เพราะฟานคอลนัส มีนิสัยไม่เหมือนกับเพื่อนอีกสามคน ส่วนฮอร์คก็หันไปมองทางอื่นเช่นกัน

“นี่ เรด อีเกิ้ล ข้าขอถามอะไรเจ้าหน่อยสิ” ฟานคอลนัสเอ่ยขึ้น

“จะถามเรื่องอะไรล่ะ” เรด อีเกิ้ลหันมามองอย่างสงสัย ฟานคอลนัส ไม่ตอบคำถามในทันที แต่กลับหันไปมองพวกจอห์นที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพูดขึ้น

“ข้าอยากรู้เรื่องของเด็กพวกนั้น เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม”

 “เจ้าอยากรู้ไปทำไม!” เรด อีเกิ้ลถามเสียงเขียว มองฟานคอลนัสอย่างไม่ไว้ใจ ในขณะที่ฮอร์ค ออตัสและเฮอร์รอนมีสีหน้าแปลกใจ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ฟานคอลนัส อยากรู้เรื่องของพวกจอห์นไปเพื่ออะไร

ฟานคอลนัสยิ้มบางๆ มองท่าทางของเรด อีเกิ้ลอย่างนึกขัน ก่อนตอบน้ำเสียงนุ่มนวล

“ข้าสนใจเจ้าหนูพวกนั้นน่ะ สงสัยเหลือเกินว่า เด็กพวกนั้นถูกเลี้ยงดูมาแบบไหน ทำไมถึงได้มีนิสัยเรียบร้อยต่างไปจาก เจ้าพวกบ้าฟาคอล ราวฟ้ากับเหวแบบนี้”

คำตอบของฟานคอลนัส ทำให้เรด อีเกิ้ลหูผึ่ง ดวงตายาวรีเป็นประกายพอใจขึ้นมาทันที เมื่อได้ยินอีกฝ่ายชมพวกจอห์นให้ได้ยิน ดังนั้น ประโยคถัดมาของเรด อีเกิ้ลจึงฟังดูนุ่มนวลและเป็นมิตรมากขึ้นกว่าเดิม

“อ๋อ เรื่องนั้นเองหรอกหรือ ได้สิ ถ้าเจ้าอยากรู้ ข้าเล่าให้ฟังก็ได้” พูดจบ เรด อีเกิ้ลก็ขยับเดินเข้ามานั่งข้างๆ กล่องสี่เหลี่ยมโปร่งแสง พลางโบกปีกไปมา เพื่อเรียกพวกฮอร์คให้เข้ามานั่งใกล้ๆ จะได้ฟังได้ถนัด

 เมื่อพวกฮอร์คขยับเข้ามาแล้ว เรด อีเกิ้ลก็เริ่มต้นเล่าเรื่องราวของพวกจอห์นให้พวกตาเฒ่าวิหคฟังด้วยท่าทางกระตือรือร้น ซึ่งพวกฮอร์คเองก็ตั้งใจฟังเรื่องราวจากปากเรด อีเกิ้ลอย่างสนใจเช่นกัน

ขณะที่เรด อีเกิ้ลเล่าเรื่องของพวกจอห์นให้พวกผู้เฒ่าวิหคฟังอยู่นั้น อีกด้านหนึ่ง ทหารอสูรที่ได้รับคำสั่งให้มาประจำการตรงเทือกเขาเทวรูปก็เริ่มเคลื่อนไหว เมื่อเห็นลูกบอลสีทองพุ่งข้ามทะเลลาวาเข้ามาในแดนอสูรด้วยความเร็วสูง จึงส่งสัญญาณกระจายข่าวออกไปยังจุดต่างๆ ที่มีทหารของอสูรประจำการอยู่

“หึ! ดูเหมือนว่าจะมากันแล้วสินะ” เกสตาพูดขึ้น หลังจากได้รับข่าวจากทหารหน่วยหน้าที่ส่งมาถึงยังจุดที่ตนเองรับผิดชอบอยู่ จัสไทนากับเบส (ขุนพลอสูร) ที่ยืนใกล้กัน หันมามองเกสตานิดนึง แล้วเบสก็พูดขึ้น

“ข้าจะไปดักหน้าพวกมันเอง ส่วนพวกเจ้าคอยระวังหลังให้ข้าก็แล้วกัน” พูดจบ เบสก็หันไปพยักหน้ากับทหารอสูรที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน จากนั้นก็พุ่งตัวออกไปโดยมีทหารอสูรกลุ่มนั้นตามไปด้วย

จัสไทนาหันมามองเกสตาอย่างหงุดหงิด เพราะยังโกรธเรื่องที่เกสตาพูดจาดูถูกตนเองเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา แต่เพราะงานที่ได้รับมอบหมายสำคัญกว่าเรื่องส่วนตัว จัสไทนาจึงพูดกับเกสตาอย่างเสียไม่ได้

“ข้าจะไปช่วยเบสอีกคน ส่วนเจ้าอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน เผื่อพวกมันผ่านเบสกับข้าเข้ามาได้ ตรงนี้จะได้มีคนคอยดักพวกมันเอาไว้”

“หึ! ไม่ต้องห่วงหรอก ข้ารู้หน้าที่ของตัวเองดีว่าต้องทำยังไง” เกสตาตอบเสียงเรียบ ไม่มองหน้าจัสไทนาแม้แต่น้อย ทำให้จัสไทนาเม้มปากแน่น พยายามข่มความไม่พอใจเอาไว้ แล้วพูดขึ้น

“ก็ดีแล้วที่เจ้ารู้ว่า หน้าที่ของตัวเองคืออะไร นึกว่าไม่รู้ซะอีก” พูดจบ จัสไทนาก็พุ่งตัวออกไป จึงไม่ได้ยินว่าเกสตาพูดอะไร ซึ่งหากได้ยิน เชื่อได้เลยว่า จัสไทนาจะต้องร้องกรี๊ดแน่นอน เพราะสิ่งที่เกสตาพูดออกมาก็คือ

“คนอย่างข้า รู้จักหน้าที่ของตัวเองดี ไม่เหมือนเจ้าหรอก ที่แก่จนปูนนี้แล้ว ยังแยกแยะไม่ออกว่า ของเล่นชั่วครั้งชั่วคราวของพวกแม่ทัพนั้นแตกต่างจากขุนพลอสูรยังไง”

                      *******************************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

474 ความคิดเห็น

  1. #474 Gpandora (@padoramoiz) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 / 23:09
    รอเรื่องนี้ตั้งแต่สมัยเรียน ชอบมาก อยากให้กลับมาเขียนต่อจังค่ะ
    #474
    0
  2. #467 Rainbow Natniyut (@rainbowza14) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2559 / 08:59
    ทำไมไม่เขียนต่อล่ะคะ....อ่านแล้วสนุกมากเรยอ่า....ฉากที่ลุงเอ็ดดี้ตายเรายังแอบน้ำตาคลอเรยนะ
    #467
    0
  3. #466 Rainbow Natniyut (@rainbowza14) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2559 / 08:56
    ทำไมไม่เขียนต่ออ่า.....สนุกมากเรยนะ....ตอนที่ลุงเอ็ดดี้ตายเรายังน้ำตาคลอเรยอยากให้มาเขียนต่อ
    #466
    0
  4. #460 ONEKISS_KISS (@yjpang4953) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2557 / 00:14
    อยากเห็นฉากดวลของฟิลกับอาร์ทีเมียเร็วๆจัง
    #ตื่นเต้นนนนนนนนน
    #460
    0
  5. #441 Arella (@enna1104) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 21 กันยายน 2555 / 00:40
    พี่ปูค่า  น้องแอนยังรออยู่เสมอ<br />
    <br />
    ว่างๆแอนจะแอบไปท้วงท่านแอเรียลกับพี่นะค่ะ <br />
    <br />
    คิดถึงค่ะ
    #441
    0
  6. #429 รอรัก (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 9 เมษายน 2555 / 15:04
    พี่ปู แล้วงัยต่อค้า ค้างงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง มากมาย
    #429
    0
  7. #428 รอรัก (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 9 เมษายน 2555 / 15:04
    พี่ปู แล้วงัยต่อค้า ค้างงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง มากมาย
    #428
    0
  8. #423 novellover (@Novellover) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 12 กันยายน 2554 / 22:23
    still wait for next chapter kar khunpu
    #423
    0
  9. #419 novellover (@Novellover) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2554 / 23:47
    Wait for another chapter kar
    Anyway, I will wait na kar
    #419
    0
  10. #414 Novellover (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 26 เมษายน 2554 / 23:22
    SO HAPPPYYYYY TO SEE THE NEXT CHAPTER KAR

    waiting for such long long time
    #414
    0
  11. #413 ต้อง&ตา (@tong_ta) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 26 เมษายน 2554 / 10:21
    กำลังมันเลยอ่ะ พี่ปู
    แล้วตอนต่อไปเมื่อไหร่จะมาละเนี๋ย
    #413
    0
  12. #410 รอรัก (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 25 เมษายน 2554 / 21:25
    โกรธพี่ปูแล้วชอบทำให้ค้างงงง แล้วนี่ ตอนต่อไปจะมาเมื่อไหร่ก็ม่ายยรุ่ โกรธ โกรด โกรธ
    #410
    0
  13. #403 รอรัก (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 11 เมษายน 2554 / 14:19
    พี่ปูมันมากกกกกกกกกกกกกกก มาอีกเมื่อไหร่ค้า รอ รอ รอ รอ รอ รอ รอ รอ รอ รอรอร
    #403
    0
  14. #402 ต้อง&ตา (@tong_ta) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 8 เมษายน 2554 / 09:04
    ขนาดมาได้นิดเดียวนะเนี๋ย
    แต่ยาวมากกกกกกกก
    อิอิ
    #402
    0
  15. #401 Arella (@enna1104) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 6 เมษายน 2554 / 18:16
    อ่านอย่างสนุกสนานค่ะ

    แหม ถ้าเร็วๆๆนี้มีอีกหนึ่งตอนเต็มๆๆมานั่งอยากช่วงสงกรานต์คงจะสุขโขค่ะ พี่ปู คิดถึงนะค่ะ
    #401
    0
  16. #400 rayสุดหล่อ (@rayka) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 6 เมษายน 2554 / 12:05
    มาแล้วหรอครับ ต้องกลับไปอ่านใหม่ ลืมหมดแล้ว 555
    ชูร่าจะหนีรอดหรือปล่าว
    #400
    0
  17. #398 dek (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 5 เมษายน 2554 / 11:28
    ว้าว กลับมาแล้วค่ะท่าน

    ยินดีต้อนรับกลับค่ะ ไรเตอร์ จะอัพเรื่อยๆไม่หายไปไหนแล้วใช่ไหมค่ะ

    หลังจากเฝ้ากดเปิดดูมานานร่วมปี ในที่สุดก็ได้อ่านต่อ ดีใจจัง
    #398
    0
  18. #367 shiro-neko (@shiro-neko) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2553 / 17:35
    มาอ่านอีกรอบบบ

    โอ๊ยยยย เมื่อไหร่พวกโรมจะมาถึงซะทีเนี่ย

    ซานฟรีสอย่าตายเด็ดขาดเลยนะ นายยังไม่บอกเรื่องกลหมากรุก

    ให้ชูล่าเลยน๊าาาาาาาา

    เพี้ยงงงง ไรเตอร์บอกว่า แม่ทัพจะตายหนึ่ง

    ขอให้คนนั้นเป็นไกเซอร์เถอะๆๆๆๆ ได้มั้ยเนี่ย

    อีกคนเป็นหนักไม่เป็นไร อย่าตายก็พอ

    ลุ้นๆๆๆๆๆๆๆ

    เมื่อไหร่ไรเตอร์จะอัฟเนี่ย
    #367
    0
  19. #359 Novellover (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2553 / 10:23
    นานมาก กรุณสมาต่อด่วน

    ซาฟรีสจะสิ้นชื่อ รันจะด้เจอฟิลมั้ย

    ทำไมไกเซอร์จังเปลี่ยนไป เทวรูปจะมีผลต่อทั้งสาม รัน เรเซีย และ ชูร่ามั้ย

    มาต่อด่วนๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

    มาตามอ่านบ่อยมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

    ต่อๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #359
    0
  20. #355 eve (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 9 มีนาคม 2553 / 17:11
    อยากอ่านต่อแล้วอะคะ มาอัพหน่อยนะคะ แต่อย่าให้แม่ทัพปีศาจทั้ง 3 ตายได้มั้ยอะคะ

    ไกเซอร์ตายๆไปเลย อิอิ
    #355
    0
  21. #353 Novellover (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 2 มีนาคม 2553 / 23:36
    กระดึบๆ กระดึบๆ

    กลัวซาฟรีสจะตาย และ รันยังไม่เห็นหน้าฟิลเลย

    จะมีบทหวานๆมั้งคะ จากรี้

    หรือเศร้ารันทด
    #353
    0
  22. #352 Novellover (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 2 มีนาคม 2553 / 23:36
    กระดึบๆ กระดึบๆ

    กลัวซาฟรีสจะตาย และ รันยังไม่เห็นหน้าฟิลเลย

    จะมีบทหวานๆมั้งคะ จากรี้

    หรือเศร้ารันทด
    #352
    0
  23. #351 dek (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 / 18:25
    มาแล้วอีกนิด โถ่ ไม่จบตอนสักที

    ยังไงก็ขอบคุณที่อุตส่าห์มาอัพให้นะค่ะ



    ++รอติดตามต่ออยู่นะค่ะ
    #351
    0
  24. #350 ~o~ (@eturan) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 / 14:56
    *0* เหอๆๆ (พยายาม) ทำใจให้ชินไม่ได้ซักทีแฮะ -0- เง้อ แต่ก้ยังดีกว่าไม่อัพสินะขอรับ อาหุๆๆ ต้องรอพวกโรมโผล่มาตอนจบรึไงเนี่ย แต่ขอเอาแบบเมพขิงๆนะ หึหึ...อุส่าปลดพลังกะฝึกพิเศษมาทั้งที เอาให้อสูรหน้าหงายไปเลย
    #350
    0
  25. #348 wtfl (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553 / 18:17
    oh pls p poo don´t let devil win

    #348
    0