มหาเวทย์จักรพรรดิ ภาคจอมราชันย์

ตอนที่ 39 : สาส์นท้ารบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 912
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    15 ก.ค. 52

บทที่ 39 สาส์นท้ารบ

 หลังจากฝึกวิชาในความฝันติดต่อกันสี่วันสี่คืนโดยไม่ได้หยุดพัก เช้าวันนี้ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเล็กน้อย พวกโรมก็สามารถรับพลังโจมตีของพวกเฟเบียซที่โจมตีเข้ามาพร้อมกันได้สักที หลังจากพยายามกันมาหลายวัน  ทำให้พวกโรมดีใจมาก เพราะพวกเฟเบียซได้บอกเอาไว้ก่อนจะเริ่มการฝึกว่า หากพวกโรมสามารถรับพลังโจมตีของพวกตนทั้งสี่คนพร้อมกันได้เมื่อไหร่ ก็เป็นอันว่าการฝึกวิชาในความฝันได้เสร็จสิ้นลงแล้ว

 ดังนั้น เมื่อพวกโรมทำตามเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้นได้ พวกเฟเบียซจึงยุติการฝึกวิชาในความฝันและสั่งให้พวกโรมออกมาเดินยืดเส้นยืดสายข้างนอกวิหารเพื่อผ่อนคลาย จากนั้นจะให้พวกโรมฝ่าด่านสุดท้ายของการฝึกวิชาในครั้งนี้  ซึ่งจะเริ่มขึ้นหลังจากอาหารมื้อเช้าผ่านไป

ตอนแรกทั้งห้าคนสงสัยว่าด่านสุดท้ายคือการฝึกแบบใด แต่พอได้ยินรีนอลบอกว่า จะให้สู้กับกองทัพตุ๊กตาอสูรจำลอง ทั้งห้าคนก็ไม่ซักถามอะไรอีก เพราะจากการฝึกวิชาในความฝัน ทำให้พวกโรมรู้ว่าองครักษ์รุ่นแรกมีความสามารถหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นก็คือ การสร้างตุ๊กตาจำลองเลียนแบบเผ่าพันธุ์ต่างๆ ที่ต้องบอกว่าสร้างได้เหมือนจริงมาก ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง ความสามารถหรือลักษณะเด่นๆ เฉพาะตัวของเผ่าพันธุ์นั้นๆ 

เมื่อทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว ฟาคอลกับแบนนาสได้ขอตัวไปสร้างตุ๊กตาอสูรจำลองในป่าหิน เมื่อทั้งคู่ออกไปแล้ว เฟเบียซกับรีนอลก็พาพวกโรมมาที่ทุ่งหญ้าโล่งกว้างที่อยู่ด้านบนของหุบเขามรณะ โดยรีนอลสั่งให้พวกโรมออกกำลังกายเบาๆ เพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกายกันไปก่อน ส่วนเฟเบียซได้ร่ายมนต์สร้างอาณาเขตปิดผนึกปกคลุมพื้นที่ด้านบนทั้งหมด เพื่อใช้เป็นสนามต่อสู้ระหว่างพวกโรมกับกองทัพตุ๊กตาอสูรจำลอง

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป ฟาคอลกับแบนนาสก็ยังไม่กลับมา ทำให้พวกโรมที่ยืนคอยตั้งแต่เช้าเริ่มบ่นในใจ แต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมา จนกระทั่งผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง ฟาเรียทนไม่ไหว จึงบ่นออกมาด้วยความหงุดหงิด

 “ป่านนี้แล้ว ทำไมท่านปู่ฟาคอลกับท่านปู่แบนนาสยังไม่มาอีก พวกเรายืนคอยจนเมื่อยขาแล้วนะ”

 “ถ้าเจ้าเมื่อยขาก็นั่งลงซะสิ ปู่ไม่ได้ห้ามพวกเจ้าไม่ให้นั่งสักหน่อย” เฟเบียซหันมามองด้วยสายตาตำหนิ มีผลให้ฟาเรียยิ้มแห้งๆ บาลาสที่ยืนอยู่ข้างกันเอาศอกกระทุ้งซี่โครงเบาๆ พร้อมกับเอียงหน้ามากระซิบข้างหู

 “เจ้าจะบ้าหรือเปล่าฮะ ไปบ่นเสียงดังให้ท่านปู่ได้ยินแบบนั้น เดี๋ยวก็โดนท่านปู่ถีบให้หรอก”

“ข้าไม่ได้บ่นเสียงดังสักหน่อย ท่านปู่จะมาถีบข้าได้ไงล่ะ เจ้าเฒ่า” ฟาเรียกระซิบตอบพลางชำเลืองมองไปที่เฟเบียซกับรีนอลด้วยสายตาระแวง เกรงว่าท่านปู่จะได้ยินคำพูดของตนเอง ทำให้โรม ฟิลและไรซานที่ยืนอยู่ใกล้กันอดยิ้มออกมาไม่ได้

สิบนาทีต่อมา ฟาคอลกับแบนนาสก็ปรากฎตัวขึ้นบนท้องฟ้า โบกมือโบกไม้ให้ทุกคน เฟเบียซกับรีนอลรีบลอยตัวขึ้นมาหา เมื่อเห็นสีหน้ายิ้มกริ่มของทั้งคู่ เฟเบียซกับรีนอลก็ถามทันที

“เป็นไง เรียบร้อยใช่ไหม”

“แน่นอน มือชั้นนี้แล้ว ตอนนี้พวกมันกำลังตามหลังพวกเรามา คาดว่าอีกยี่สิบนาทีคงจะถึงที่นี่ ว่าแต่เด็กๆ พวกนั้นเตรียมตัวพร้อมหรือยัง” แบนนาสบอกพลางก้มมองลงมาข้างล่าง ที่พวกโรมยืนจับกลุ่มคุยกัน

“ข้าสั่งให้ออกกำลังกายเบาๆ เพื่อเป็นการอุ่นเครื่องร่างกายไว้แล้ว ทันทีที่พวกมันโผล่มา ก็ให้ท่านโรมกับหลานรักจัดการเก็บกวาดให้หมด” รีนอลบอกเนิบๆ ดวงตาเต้นระริกด้วยความชอบใจ

“แค่คิดว่าจะได้เห็นท่านโรมกับหลานรักซัดพวกมันด้วยวิชาที่พวกเราสอนให้ ข้าก็รู้สึกตื่นเต้นจนขนลุกชันไปทั้งตัว แหม! คิดแล้วก็อยากให้พวกมันมาถึงที่นี่เร็วๆ จัง” ฟาคอลทำตายิบหยี ยกมือปิดปากหัวเราะคิกๆ

“ข้าเองก็อยากเห็นเช่นกัน คงจะสนุกแน่นอน หึหึหึ อ้อ! แบนนาส เจ้าอย่าลืมบันทึกภาพเหตุการณ์พวกนี้เก็บเอาไว้ด้วยนะ” เฟเบียซหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ ก่อนหันมาบอกแบนนาส

“ไม่ต้องห่วงน่า ข้าไม่พลาดเรื่องสนุกๆ แบบนี้อยู่แล้ว คอยดูเถอะ จะบันทึกให้ละเอียดยิบเชียว โฮะๆๆ”

ที่แท้พวกฟาคอลรู้อยู่แล้วว่าจอมอสูรโรติเฟอร์จะส่งคนมาเล่นงานพวกตน เป็นเพราะว่านี่คือแผนการที่พวกฟาคอลได้วางเอาไว้ตั้งแต่แรกนั่นเอง เพราะหลังจากที่ท่านราฟเล่าให้ฟาคอลกับแบนนาสฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทั้งคู่ก็ไม่รอช้า รีบเข้าไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เฟเบียซกับรีนอล ซึ่งกำลังฝึกวิชาให้พวกโรมอยู่ในความฝันฟังทันที (แต่ไม่ได้เล่าให้พวกโรมฟัง ดังนั้น พวกโรมจึงยังไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้น)

เมื่อรู้เรื่องที่เกิดขึ้น เฟเบียซกับรีนอลก็เต้นผางอย่างไม่พอใจ จึงร่ายเวทย์สร้างตุ๊กตาจำลองเลียนแบบพวกปีศาจขึ้นมา และเรียกพวกโรมเข้ามาพูดคุย โดยบอกว่าพวกตนมีธุระต้องปรึกษาหารือกัน จึงอยากให้พวกโรมฝึกวิชากับตุ๊กตาปีศาจจำลองไปพลางๆ ก่อน ไว้เสร็จธุระแล้วพวกตนจะเข้ามาฝึกวิชาให้ต่อ ซึ่งพวกโรมก็ตอบตกลง (ด้วยเหตุนี้พวกโรมจึงรู้ว่าพวกฟาคอลสามารถสร้างตุ๊กตาจำลองเลียนแบบเผ่าพันธุ์อื่นได้)

จากนั้นพวกฟาคอลก็มานั่งสุมหัวกันวางแผนเล่นงานพวกอสูร โดยให้ฟาคอลกับแบนนาสไปป่วนพวกอสูรถึงถิ่น จุดประสงค์ก็เพื่อต้องการยั่วให้จอมอสูรโรติเฟอร์โกรธจัดจนขาดสติ จะได้ส่งทหารตามมาเอาคืนพวกตนที่หุบเขามรณะ หากทำสำเร็จล่ะก็ ไม่เพียงแต่จะทำลายทรัพย์สินของพวกอสูรให้หนำใจแล้ว แต่พวกฟาคอลก็ยังจะได้ทหารอสูรจำนวนมากมาเป็นคู่ซ้อมให้กับพวกโรมอีกด้วย เท่ากับว่างานนี้ยิงปืนนัดเดียวแต่ได้นกสองตัว

นับว่าแผนของพวกฟาคอลใช้ได้ผล เพราะไม่เพียงแต่จอมอสูรโรติเฟอร์จะติดกับเท่านั้น แต่อาร์ทีเมียก็ยังตกหลุมพรางไปกับเขาด้วย ทั้งที่ในยามปกติ อาร์ทีเมียจะรอบคอบมากกว่านี้ แต่ที่พลาดในครั้งนี้ เป็นเพราะคำพูดของแบนนาสที่ไปป่าวประกาศทั่วแดนอสูรว่า ฟิลเป็นคนรักของรันนั่นเอง

ตอนที่ได้ยินแบนนาสบอกว่ารันมีคนรักแล้ว อาร์ทีเมียก็หงุดหงิดจนเก็บอาการไม่อยู่ ดังนั้น พอจอมอสูรโรติเฟอร์เข้ามาคุยว่าจะส่งทหารไปหุบเขามรณะเพื่อเอาคืนพวกฟาคอล อาร์ทีเมียจึงเห็นด้วยและได้พูดจาเกลี้ยกล่อมราชินีเซพิโอล่าให้เห็นด้วย โดยไม่ฉุกใจคิดเลยว่าพวกตนกำลังตกหลุมพรางของพวกฟาคอลเข้าอย่างจัง

“เอาล่ะ ข้าว่าพวกเราควรจะไปบอกเด็กๆ พวกนั้นให้เตรียมตัวได้แล้วนะ” รีนอลบอก จากนั้นทั้งหมดก็ลอยตัวลงต่ำ เดินเข้ามาบอกพวกโรมให้เตรียมตัวให้พร้อม เพราะกองทัพตุ๊กตาอสูรจำลองใกล้จะถึงที่นี่แล้ว 

“ทำไมกองทัพตุ๊กตาอสูรของท่านปู่จึงไม่มาพร้อมกันกับท่านปู่ล่ะครับ” ฟิลถามด้วยความสงสัย

“ขืนมาพร้อมกันก็ไม่สนุกน่ะสิ พวกเจ้าลองนึกภาพตามนะว่า หากพวกเจ้ากำลังยืนคุยกันอยู่ แล้วจู่ๆ มีทหารของอสูรจำนวนมากบุกมาที่นี่ พอมาถึงปุ๊บ พวกมันก็ยกมือชี้หน้าพวกเจ้าปั๊บ จากนั้นก็ด่าทอต่อว่าต่างๆ นานาพร้อมกับปรี่เข้าหาพวกเจ้าด้วยท่าทางดุดันแบบนี้” แบนนาสพูดพลางทำท่าประกอบให้ดู โดยการยกมือชี้หน้าพวกโรมพร้อมกับเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าถมึงทึง ทำให้พวกโรมผงะถอยไปด้านหลังด้วยความตกใจ

“อ้าวๆๆ ทำไมพวกเจ้าขยับถอยไปด้านหลังแบบนั้นล่ะ” แบนนาสยกมือเกาหัวแกรกๆ

“แหะๆๆ ก็ท่านปู่ทำท่าทางน่ากลัวนี่ครับ พวกเราก็เลยต้องถอยออกมาตั้งหลักเพื่อป้องกันเอาไว้ก่อน เพราะพวกเรายังไม่อยากโดนท่านปู่ซ้อมครับ” บาลาสหัวเราะแห้งๆ ตอบอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง

“เฮ้ย! ปู่ไม่ทำแบบนั้นหรอก ขืนซ้อมพวกเจ้าตอนนี้ แล้วพวกเจ้าจะเอาแรงที่ไหนไปสู้กับตุ๊กตาอสูรจำลองกันล่ะ เออ..ถ้าพวกเจ้ากำจัดตุ๊กตาอสูรจำลองหมดแล้วก็ว่าไปอย่าง โฮะๆๆ” แบนนาสหัวเราะชอบใจ 

 “ฮ่ะๆๆ แหม! ท่านปู่ล่ะก็ อย่าพูดล้อเล่นแบบนี้สิครับ แค่นี้พวกเราก็ช้ำในจะแย่อยู่แล้ว ว่าแต่พอพวกตุ๊กตาอสูรจำลองยกมือชี้หน้าด่าพวกเราเสร็จแล้ว หลังจากนั้นพวกมันจะทำอะไรต่อครับ” ฟาเรียรีบเปลี่ยนเรื่อง

 “ให้ตายสิ! ปู่ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะได้ยินคำถามโง่ๆ แบบนี้ออกมาจากปากของเจ้านะฟาเรีย ก็เห็นกันอยู่แล้วว่า พวกมันด่าทอพวกเจ้าด้วยความโกรธสุดขีด ดังนั้นพอด่าพวกเจ้าเสร็จแล้ว พวกมันก็ต้องโจมตีพวกเจ้าน่ะสิ เรื่องแค่นี้ทำไมถึงไม่รู้นะ เฮ้อ!” แบนนาสว่าพลางส่ายหัว ทำให้ฟาเรียยิ้มเจื่อนๆ พูดอะไรไม่ออก 

 “ทีนี้พอพวกมันลงมือโจมตี พวกเจ้าจะยืนบื้อนิ่งเฉยไม่ตอบโต้ได้ไหม คำตอบก็คือไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่พวกเจ้าต้องทำก็คือ ต่อสู้กับพวกตุ๊กตาอสูรจำลองจนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง ปู่พูดถูกไหม”

“ครับ แต่ว่าท่านปู่จะให้พวกเราสู้กับพวกมันจนตายกันไปข้างหนึ่งจริงๆ หรือครับ”  ฟิลถาม

“ก็ใช่น่ะสิ! อย่าลืมว่า นี่คือด่านทดสอบสุดท้าย หากพวกเจ้าไม่ต่อสู้กับพวกมันอย่างจริงจัง พวกเจ้าก็อย่าหวังเลยว่าจะผ่านด่านนี้ไปได้”

“ถ้างั้นที่ท่านปู่ให้ตุ๊กตาอสูรจำลองตามมาทีหลัง ก็เพราะอยากให้พวกเรารู้สึกเหมือนกับว่ามีทหารอสูรบุกมาที่นี่จริงๆ พวกเราจะได้ต่อสู้กับพวกมันอย่างจริงจัง ใช่ไหมครับ” โรมสรุปสั้นๆ ให้ทุกคนฟัง

“ใช่แล้ว ท่านโรมวิเคราะห์ได้เก่งมาก เอาล่ะ พวกเจ้าหายสงสัยกันหรือยัง” แบนนาสถาม เมื่อเห็นทุกคนพยักหน้า แบนนาสก็หันไปส่งสายตาให้เฟเบียซ  ซึ่งอีกฝ่ายก็เข้าใจเป็นอย่างดี จึงกระแอมเบาๆ แล้วพูดขึ้น

 “หากพวกเจ้าสามารถกำจัดตุ๊กตาอสูรจำลองได้ทั้งหมด พวกปู่จะถือว่าการฝึกวิชาในครั้งนี้ของพวกเจ้าได้เสร็จสิ้นลงแล้ว แต่บอกไว้ก่อนนะว่า มันอาจจะไม่ง่ายอย่างที่พวกเจ้าคิด เพราะตุ๊กตาพวกนี้เหมือนของจริงมาก เรียกได้ว่าถอดแบบต้นฉบับออกมาเหมือนเด๊ะๆ ดังนั้นพวกเจ้าห้ามออมมือเด็ดขาด เข้าใจไหม”

“เข้าใจครับ แต่ถ้าพวกเราทำลายพวกมันจนหมด ต่อไปหากมีเด็กคนอื่นในหุบเขามรณะผ่านด่านเข้ามาจนถึงที่นี่ ท่านปู่จะเอาอะไรให้พวกเขาใช้ฝึกวิชากันล่ะครับ ข้าว่าให้พวกเราจัดการพวกมันบางส่วนก็ได้นี่ครับ  ส่วนที่เหลือก็เก็บเอาไว้ใช้ในโอกาสต่อไป แบบนั้นไม่ดีกว่าเหรอครับ” ไรซานเสนอขึ้นมา

“ทำแบบนั้นไม่ได้! พวกเจ้าไม่รู้หรือไงว่าตุ๊กตาพวกนี้มีอายุการใช้งานไม่นานนัก กว่าจะรอให้เด็กๆ ในหุบเขามรณะผ่านด่านต่างๆ เข้ามาจนถึงที่นี่แบบพวกเจ้า ตุ๊กตาอสูรจำลองก็หมดอายุกันพอดี” รีนอลปฏิเสธ

“เหรอครับ เอ..เพิ่งรู้นะนี่ว่าตุ๊กตาจำลองพวกนี้มีวันหมดอายุด้วย ว่าแต่ท่านปู่แน่ใจนะครับว่า หากให้พวกเราทำลายพวกมันจนหมดแล้ว ท่านปู่จะไม่บ่นเสียดายในภายหลัง” บาลาสถามย้ำเพื่อความแน่ใจ 

“ไม่มี๊ ไม่มี ไม่มีเสียดายแน่นอน ตรงกันข้าม พวกปู่จะรู้สึกดีใจซะอีก ที่เห็นพวกเจ้าสามารถทำลายประติมากรรมชิ้นเยี่ยมของพวกเราได้จนหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ ฮี่ๆๆ” ฟาคอลหัวเราะชอบใจ โบกมือปฏิเสธไปมา

 “ในเมื่อท่านปู่ว่าอย่างนั้น พวกเราก็ไม่มีปัญหาครับ”

“ถ้างั้นพวกปู่ขอตัวไปหาที่นั่งก่อนนะ จะได้ชมการต่อสู้ของพวกเจ้าได้ถนัดหน่อย” พูดจบพวกฟาคอลก็ลอยตัวออกไปนั่งบนโขดหินใหญ่ก้อนหนึ่งที่อยู่นอกอาณาเขตปิดผนึก แต่สามารถมองเห็นสนามต่อสู้ได้อย่างชัดเจน เมื่อหาที่นั่งได้แล้วตาเฒ่าทั้งสี่คนก็หันมาหัวเราะให้กัน ดวงตาเรืองแสงวิบวับเป็นประกายน่ากลัว หึหึหึ ขอให้พวกมันมากันเยอะๆ เถอะ หากท่านโรมกับหลานรักจัดการไม่หมด พวกเราจะจับพวกมันเชือดทิ้งเอง

ขณะที่พวกฟาคอลกำลังปั้นเรื่องหลอกให้พวกโรมเชื่อนั้น ไฮดราซึ่งเป็นหัวหน้าทหาร สังกัดทีมสังหารของทะเลพฤกษา ก็กำลังนำทหารอสูรจำนวนสี่สิบกอง (สี่พันนาย) มุ่งหน้ามาทางนี้ เมื่อเห็นยอดเขาสูงเสียดเมฆ มีหมอกสีเทาปกคลุมจนหนาทึบอยู่ไม่ไกล ไฮดราก็มีสีหน้าเคร่งขรึม อดนึกถึงคำสั่งของอาร์ทีเมียขึ้นมาไม่ได้

“พวกเจ้าจะฆ่าพวกมันทิ้งสักกี่คนก็ได้ ยกเว้นเด็กที่ชื่อฟิล ห้ามพวกเจ้าฆ่ามันเด็ดขาด แต่ให้นำตัวของมันกลับมาให้ข้าที่นี่ เข้าใจไหม”

“ฟิล? เอ๊ะ! ใช่คนที่ตาเฒ่ามังกรบอกว่าเป็นคนรักของลูกสาวราชาปีศาจหรือเปล่าครับ”

“ใช่! ข้าต้องการจะดูหน้าตาของมันสักหน่อยว่าเป็นอย่างไร จากนั้นข้าจะฆ่ามันทิ้งด้วยมือของข้าเอง!”

ไฮดราเหลือบตามองอาร์ทีเมียด้วยความแปลกใจ พบว่าใบหน้าคมเข้มนั้นดูน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก ดวงตาลุกวาวแดงก่ำราวกับโกรธใครมาสักร้อยปีก็ไม่ปาน ท่านอาร์ทีเมียไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนนี่นา หรือว่า..

ไฮดราสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่าน ไม่ว่าท่านอาร์ทีเมียจะต้องการได้ตัวเด็กที่ชื่อฟิลกลับไปด้วยเหตุผลใดก็ตาม หน้าที่ของพวกเราก็คือถล่มหุบเขามรณะให้ราบเป็นหน้ากลองก็พอ คิดแล้วไฮดราก็ตะโกนสั่งงานทันที

“หาเด็กที่ชื่อฟิลให้พบ! ท่านอาร์ทีเมียต้องการได้ตัวมันกลับไป ส่วนคนอื่นที่เหลือให้ฆ่าทิ้งให้หมด!”

“ครับ ท่านไฮดรา” หัวหน้ากลุ่มทั้งสิบคน ส่งสัญญาณมือให้ลูกน้องที่อยู่ใต้บังคับบัญชาจัดขบวนโจมตีออกเป็นสิบกลุ่มๆ ละสี่กอง ทหารอสูรสองกลุ่มแรกพุ่งตัวลงมาข้างล่างซึ่งเป็นทุ่งหญ้า เท้าไม่ทันจะแตะพื้นสนิทดี บาลาสก็ปรากฏตัวขึ้น ยิงกระสุนดินนับร้อยออกมาโจมตีใส่อย่างรวดเร็ว

“เฮ้ย!” ทหารกลุ่มแรกรีบกระโจนออกด้านข้าง แต่กลุ่มที่สองหลบไม่ทัน กระสุนดินเจาะร่างเข้าไปเสียงดังฟุ่บๆๆ ส่งเสียงร้องดังลั่น ร่างค่อยๆ สลายกลายเป็นเศษดินร่วงกราวกองอยู่บนพื้น

ทหารกลุ่มแรกมองอย่างตะลึง คิดไม่ถึงว่าพวกตนจะเป็นฝ่ายโดนเล่นงานก่อน ยังไม่ทันจะตอบโต้กลับไป ไอสีขาวจำนวนมากพวยพุ่งออกมาจากทุ่งหญ้า แผ่กระจายปกคลุมพื้นที่ทั้งหมดโอบล้อมทหารกลุ่มนี้เอาไว้ ทำให้พวกมันต้องขยับมารวมกลุ่มกันพลางกวาดตามองไปรอบด้านอย่างระวัง

 ทันใดนั้น ลูกศรขนาดจิ๋วก็พุ่งออกมาจากไอสีขาว แต่ละคนรีบพลิกตัวหลบพร้อมกับใช้มือปัดลูกศรออกไปได้อย่างหวุดหวิด มีหลายคนหลบไม่ทัน โดนลูกศรปักเข้าร่างเข้าไปจนสะดุ้งเฮือก เบิกตาโพลง ร่างค่อยๆ กลายเป็นน้ำแข็งก่อนแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ 

“อย่าให้ลูกศรถูกร่างเด็ดขาด!” ทหารคนหนึ่งตะโกนบอกเพื่อนเสียงดัง พลางยกมือปล่อยพลังใส่ลูกศรที่พุ่งมาไม่ขาดสาย เสียงระเบิดดังบึม ไอสีขาวแตกกระจายเป็นวงกว้าง ทั้งหมดรีบกระโจนออกมา แต่ฟาเรียโผล่ดักหน้าพร้อมกับสะบัดมือปล่อยน้ำสีขาวขุ่นพุ่งใส่ร่างของพวกมันอย่างรวดเร็ว

“อ๊..า.กกกก!!”  ทหารอสูรร้องโหยหวน ลงไปนอนชักดิ้นชักงอกับพื้นด้วยความทุรนทุราย ไอสีดำพุ่งออกมาจากร่างได้ยินเสียงซี่..ซี่ ดังชัดเจน ร่างของพวกมันกำลังหลอมละลาย เพียงครู่เดียวทหารอสูรกลุ่มนี้ก็กลายเป็นของเหลวสีดำลอยเป็นฟองฟอดเจิ่งนองกองอยู่บนพื้น

เสียงระเบิดและเสียงร้องโหยหวนจากข้างล่าง ทำให้ไฮดราและทหารกลุ่มที่เหลือมีสีหน้าตกใจ รีบพุ่งตัวลงมาแต่ต้องชะงักเมื่อโรม ฟิลและไรซาน ปรากฏตัวดักหน้าพร้อมกับดีดนิ้วดังเป๊าะ

ท้องฟ้าที่แจ่มใสอยู่เมื่อครู่กลับมืดครึ้มส่งเสียงร้องดังครืนๆ ประกายสายฟ้าสีทอง สีแดงและสีเขียวแลบแปลบปลาบวิ่งฉวัดเฉวียนไปมาบนท้องฟ้าอย่างน่ากลัว ทหารอสูรผงะถอยหลังรีบกางบาเรีย เป็นจังหวะเดียวกันกับที่สายฟ้าทั้งสามสายฟาดลงมาเป็นทางยาวพุ่งใส่ทหารอสูรพร้อมกัน

“บรึมมม!!” เสียงระเบิดดังกึกก้อง บาเรียของทหารอสูรแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ร่างของทหารอสูรหงายหลังร่วงลงมากระแทกพื้นดินเสียงดังโครม พื้นดินยุบตัวเป็นหลุมลึก ไม่ทันจะลุกขึ้นยืน สายฟ้าทั้งสามสายก็ฟาดลงมาอีกครั้ง แต่ละคนรีบพุ่งตัวหนีกันจ้าละหวั่น มีกลุ่มหนึ่งหลบไม่ทัน โดนสายฟ้าฟาดใส่เต็มๆ เสียงบึมดังสนั่น กระเด็นไปกันคนละทิศคนละทาง ร่างไหม้เกรียมดำเป็นตอตะโก กลิ่นเนื้อเหม็นไหม้โชยคลุ้ง

ไฮดรากับทหารที่เหลือมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึง แต่ก็ยังตั้งสติได้ดี ต่างพลิ้วร่างหลบสายฟ้าที่ยังคงฟาดลงมาได้อย่างว่องไว ขณะเดียวกันก็กวาดตามองหาพวกโรม เพราะมั่นใจว่ากลุ่มคนที่เล่นงานพวกตนในครั้งนี้ ก็คือลูกชายของราชาปีศาจกับหลานชายของตาเฒ่ามังกรตัวแสบนั่นเอง

ขณะที่ทหารอสูรกำลังวิ่งหนีสายฟ้าอย่างไม่คิดชีวิตนั้น จู่ๆ พื้นดินก็โยกเยกโคลงเคลงไปมาก่อนสะบัดขึ้นทั้งผืนราวกับมีมือยักษ์มาจับเหวี่ยง ร่างของทหารอสูรลอยละลิ่วขึ้นสูง ไม่ทันจะตั้งหลักได้ พื้นดินก็เปลี่ยนสภาพเป็นเสากลมขนาดใหญ่ฟาดใส่เสียงดังโครม ทหารอสูรนับร้อยคนปลิวกระเด็นไปถูกสายฟ้าเข้าอย่างจัง ร่างติดไฟลุกพรึ่บ ดิ้นเร่าๆ ส่งเสียงร้องโหยหวนก่อนที่ร่างจะสลายไปในอากาศ

สายฟ้าทั้งสามสายยังคงฟาดลงมาอย่างต่อเนื่อง พื้นดินและโขดหินตลอดจนต้นไม้ใบหญ้าต่างโดนสายฟ้าฟาดใส่จนระเบิดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย สะเก็ดดิน เศษหินและชิ้นส่วนของต้นไม้ปลิวว่อนกระจาย บางส่วนกระเด็นมาโดนทหารอสูรที่วิ่งหนีกันหัวซุกหัวซุนได้รับบาดเจ็บกันถ้วนหน้า

 “ท่านไฮดราครับ ตอนนี้ทหารของพวกเราเหลือแค่ครึ่งเดียวแล้วครับ” หัวหน้ากองคนหนึ่งลอยตัวเข้ามาหาพร้อมรายงานให้ฟังด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ด้านหลังมีทหารประมาณสี่ร้อยคนลอยตัวอยู่ข้างกัน แต่ละคนมีสีหน้าเรียบเฉย ผิดกับทหารกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งที่ลอยตัวอยู่ใกล้ๆ กัน ทหารกลุ่มนี้มีท่าทางตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด (ทหารกลุ่มแรกคือคนจากทะเลพฤกษา ส่วนกลุ่มที่สองคือคนของจอมอสูรโรติเฟอร์)

 ไฮดราพยักหน้ารับรู้ มองสายฟ้าสามสายที่กำลังไล่ต้อนทหารอสูรอีกกลุ่มไปอีกด้าน ก่อนหันมาพยักหน้าให้ทหารจากทะเลพฤกษา ซึ่งทหารกลุ่มนั้นก็เข้าใจเป็นอย่างดี ประกบมือเข้าหากันพร้อมร่ายมนต์

  บนท้องฟ้าปรากฏลูกบอลสีดำขนาดใหญ่ขึ้นทางทิศทั้งสี่ ทหารคนหนึ่งท่าทางเป็นหัวหน้าส่งสัญญาณมือให้ทหารในกลุ่ม ทุกคนพยักหน้า หงายมือออกพร้อมกัน

 “พรึ่บ” ลูกบอลส่องแสงสว่างจ้า ปล่อยสายฟ้าสีดำสี่เส้นโจมตีสายฟ้าของพวกโรม เสียงปะทะกันดังสนั่น สายฟ้าทั้งเจ็ดสายแตกกระจายไปรอบด้าน ประจุไฟฟ้ากระเด็นไปโดนต้นไม้เสียงดังบึม ต้นไม้หักโค่นลงมากองกับพื้นไฟลุกท่วม บางส่วนกระเด็นใส่ทุ่งหญ้า ทำให้ทุ่งหญ้ากลายเป็นทะเลเพลิงภายในพริบตา

 ทหารอสูรที่วิ่งหนีสายฟ้าเมื่อครู่ ถูกแรงระเบิดของสายฟ้าทั้งเจ็ดสายอัดเข้าไปสลบคาที่ ร่างกระเด็นลอยหวือข้ามหน้าผาตกลงไปข้างล่างซึ่งเป็นหุบเหวลึก ไฮดรากับหัวหน้ากองสะบัดมือปล่อยบาเรียออกไปคุ้มครองร่างให้ ทำให้แม้จะตกลงไปที่ก้นเหว แต่ทหารกลุ่มนี้ก็จะไม่ได้รับอันตรายจนถึงแก่ชีวิต

โรมปรากฏตัวขึ้นบนท้องฟ้า ปล่อยพลังทำลายลูกบอลสีดำ เสียงระเบิดดังบึม ลูกบอลสีดำหายวับไปกับตา ทหารจากทะเลพฤกษาลอยตัวขึ้นมาล้อมกรอบโรมเอาไว้ แต่โรมกลับมองพวกมันด้วยสีหน้าเรียบเฉย อดทึ่งไม่ได้ว่า พวกท่านฟาคอลช่างสร้างตุ๊กตาอสูรจำลองได้เหมือนจริงมาก ขอโทษนะ ข้าอยากกลับน็อธ บิ๊ก ซิตี้ให้เร็วที่สุด ถึงพวกเจ้าจะเป็นแค่ตุ๊กตา ข้าก็ไม่ออมมือให้หรอก คิดแล้วโรมก็ปล่อยพลังโจมตีทหารกลุ่มนี้ทันที

 ทหารจากทะเลพฤกษา รีบปลดผนึกปล่อยพลังที่เก็บเอาไว้พร้อมกับกางบาเรียป้องกันในระดับสูงสุด เพราะรู้ว่าเด็กหนุ่มที่พวกตนเผชิญหน้าด้วย มีพลังไม่ธรรมดา หากไม่ใช้พลังเต็มที่ มีหวังได้กลับบ้านเก่ากันหมด

 “บึม” พลังของโรมปะทะกับบาเรียเสียงดังสนั่น แรงอัดของพลังกระแทกเข้ามาข้างในทำให้ทหารจากทะเลพฤกษาผงะถอยหลังไปเกือบร้อยเมตร ต่างกระอักเลือดสีดำออกมากันเป็นแถว อะไรกันนี่! เด็กคนนี้มีพลังสูงขนาดนี้เชียวเหรอ พลันต้องเบิกตากว้าง เมื่อโรมเปิดเนตรปีศาจ ยิงลำแสงสีแดงก่ำพุ่งตรงมา

 “แย่แล้ว!” ทหารจากทะเลพฤกษารีบกระโจนออกจากบาเรียไปกันคนละทิศคนละทาง แต่ลำแสงสีแดงกลับแตกตัวออกเป็นฝนเข็มจำนวนสี่ร้อยเล่ม พุ่งใส่พวกมันพร้อมกัน

“ฉึก!..ฉึก!..ฉึก!..ฮึก..อั่ก” ทหารจากทะเลพฤกษาสะดุ้งเฮือก เมื่อเข็มฝนพุ่งเสียบหัวใจของพวกมันทุกคนอย่างแม่นยำ คิดไม่ถึงว่าโรมจะอ่านการเคลื่อนไหวของพวกมันออก ใบหน้าของพวกมันบิดเบี้ยวบวมเป่ง ร่างโป่งพองเหมือนลูกโป่งยักษ์ โรมดีดนิ้วหนึ่งครั้ง ร่างของพวกมันก็ระเบิดพร้อมกันเสียงดังสนั่นไปทั่วท้องฟ้า

ขณะที่โรมจัดการทหารจากทะเลพฤกษา ทุ่งหญ้าข้างล่างที่ตอนนี้กลายเป็นทะเลเพลิงไปแล้วนั้น ท่ามกลางเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำ ฟิลก็ปรากฏตัวขึ้น ผายมือทั้งสองข้างออกด้านข้าง พลันทุ่งหญ้าที่ติดไฟลุกท่วมก็ยกขึ้นทั้งแผงส่งเสียงร้องคำรามดังกึกก้องก่อนเปลี่ยนสภาพกลายเป็นอสุรกายเพลิงขนาดใหญ่

“เฮ้ย!” ทหารอสูรผงะถอยหลัง เมื่ออสุรกายเพลิงอ้าปากกว้างพ่นลูกไฟยักษ์โจมตีลงมา

“บรึมมมม” เสียงระเบิดดังสนั่น พื้นดินยุบตัวลงไปกลายเป็นแอ่งกะทะ ไฟลุกท่วม อสุรกายเพลิงกลิ้งตัวเป็นก้อนหินขนาดมหึมาไล่ตามทหารอสูรไป ทำให้พวกมันหนีตายกันจ้าละหวั่น มีทหารกลุ่มหนึ่งหนีไม่ทัน โดนลูกไฟเข้าไปเต็มๆ ร่างติดไฟลุกพรึ่บ ร้องลั่นไม่เป็นภาษาก่อนที่ร่างจะสลายกลายเป็นเถ้าถ่านหายไปในอากาศ

ทหารกลุ่มที่เหลืออ้าปากค้าง ขวัญหนีดีฝ่อกันเป็นแถว มีกลุ่มหนึ่งวิ่งเข้าไปในแนวป่า แต่ไรซานโผล่ดักหน้า สะบัดมือปล่อยลมหมุนขนาดเล็กออกไป ลมหมุนของไรซานไม่เพียงแค่เร็วและแรงเท่านั้น แต่ยังคมกริบยิ่งกว่าใบมีด ทหารกลุ่มนี้จึงโดนลมหมุนตัดร่างขาดเป็นชิ้นๆ กลายเป็นเศษเนื้อกองอยู่บนพื้น

ทหารอสูรระส่ำระส่ายอย่างหนัก จากตอนแรกที่มากันสี่พันคน ผ่านไปแค่สิบนาที ตอนนี้กลับเหลือไม่ถึงห้าร้อยคน แม้ไฮดรากับหัวหน้ากองทั้งสิบคนจะพยายามปลุกระดมเรียกขวัญและกำลังใจให้ทุกคนฮึดสู้ แต่จากสิ่งที่เกิดขึ้นก็ทำให้ทุกคนกลัวจนไม่มีกะจิตกะใจที่จะต่อสู้ด้วยอีกแล้ว ต่างวิ่งหนีเอาตัวรอดกันอุตลุต

พวกฟาคอลที่นั่งจิบน้ำชาเคล้าน่องไก่ชิ้นอวบที่ย่างจนหอมกรุ่น มองการต่อสู้ของพวกโรมอยู่ด้านนอกอาณาเขตปิดผนึกด้วยความชอบอกชอบใจ โฮะๆๆ ดูพวกมันสิ วิ่งพล่านกันเป็นหนูเชียว ทำไมทหารของโรติเฟอร์ถึงได้ฝีมือห่วยแบบนี้นะ พวกเราตดยังไม่ทันจะหายเหม็นเล้ย พวกมันก็โดนเก็บเรียบแล้ว เฮ้อ! กระจอกชะมัด  

ตาเฒ่าทั้งสี่คนส่ายหัวไปมา มองไฮดรากับหัวหน้ากองทั้งสิบคนที่กำลังไล่ต้อนทหารอสูรกลุ่มสุดท้ายให้มารวมกลุ่มกันด้วยสีหน้าสมเพช เห็นทีการทดสอบในวันนี้ จะปิดฉากเร็วกว่าที่คิด เฟเบียซกับรีนอลลุกขึ้นบิดเอวไปมาสองสามรอบเพื่อไล่ความเมื่อยขบ สาวเท้าเดินตรงไปที่พื้นที่ต่อสู้ของพวกโรม

“พวกเจ้าจะไปไหนน่ะ” ฟาคอลถาม เฟเบียซกับรีนอลหันมายักคิ้วให้ ชี้มือไปที่ทหารอสูรกลุ่มสุดท้ายที่เหลืออยู่พร้อมกับทำท่าปาดคอตัวเองให้ดู ฟาคอลกับแบนหัวเราะชอบใจเสียงดังลั่น

“พวกเจ้าจะมาด้วยกันไหม” รีนอลย้อนถาม ฟาคอลกับแบนนาสลุกขึ้นยืนยิ้มเผล่ พยักหน้าหงึกหงัก

“ไปสิ อยากเห็นเหมือนกันว่า พวกเจ้าจะทำยังไงกับพวกมัน โฮะๆๆ”

ไฮดราและหัวหน้ากองทั้งสิบคนต้อนทหารอสูรกลุ่มสุดท้ายให้มารวมตัวกันที่แนวป่าอีกด้านได้เป็นผลสำเร็จ ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดแต่เริ่มจะคุมสติกันได้บ้างแล้ว

ห่างจากจุดที่ทหารอสูรยืนรวมกันอยู่ โรม ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสก็ปรากฎตัวขึ้น ไล่หลังไม่ถึงเสี้ยวนาที พวกเฟเบียซก็ปรากฏตัวขึ้นเช่นกัน โดยยืนห่างจากพวกโรมเพียงแค่ห้าก้าวเท่านั้น

“อ้าว ท่านปู่” พวกโรมทักอย่างแปลกใจ กำลังอ้าปากจะถาม เฟเบียซก็ชิงพูดขึ้นมาซะก่อน

“การทดสอบในครั้งนี้ของพวกเจ้าจบแล้ว พวกปู่มีมติเป็นเอกฉันท์ให้พวกเจ้าสอบผ่าน!”

“ฮ้า! ท่านปู่พูดว่าอะไรนะครับ!” ฟาเรียกับบาลาสทำตาโตถามเสียงดัง มองท่านปู่อย่างไม่เชื่อหูตัวเอง จึงโดนรีนอลเขกหัวไปคนละหนึ่งครั้งมีผลให้ทั้งคู่ร้องโอ๊ยดังลั่น ยกมือกุมหัวพลางมองรีนอลตาละห้อย

“ไม่ต้องมาทำตาละห้อยเหมือนลูกหมาอดข้าวแบบนี้เลยนะ พวกเจ้านี่เหลือเกินจริงๆ เมื่อกี้เฟเบียซก็พูดชัดเจนแล้วว่า การทดสอบในครั้งนี้เสร็จสิ้นลงแล้ว ยังจะมาถามซ้ำอยู่ได้ ถามไม่ถามเปล่า ดันแหกปากตะโกนซะเสียงดัง ทำเหมือนพวกปู่เป็นพวกคนแก่หูตึงไปได้ เดี๋ยวเตะก้านคอหักพับสองท่อนเลยนี่” รีนอลว่าพลางถลกแขนเสื้อขึ้นสูง ตั้งท่าเอาเรื่องเต็มที่ ฟาเรียกับบาลาสตาเหลือก รีบปฏิเสธเสียงหลง

“ปละ.เปล่านะคร้าบ ท่านปู่ พวกเราไม่เคยคิดแบบนั้นจริงๆ โธ่! ใครจะกล้าว่าท่านปู่ล่ะครับ”

“ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดี อย่าคิดว่าปู่ไม่รู้นะว่า พวกเจ้าแอบนินทาต่อว่าด่าทอพวกปู่อยู่ในใจ ถึงปากพวกเจ้าจะบอกว่าไม่ได้คิดก็เถอะ แต่ตาของพวกเจ้าน่ะมันฟ้องกันเห็นๆ ปู่ไม่ได้ตาบอดนะเว้ย ฮีโธ่!”

  เจอคำพูดประโยคนี้เข้าไป ฟาเรียกับบาลาสก็กลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ ยกมือเกาหัวแก้เก้อ ไม่รู้ว่าจะพูดแก้ตัวยังไง ในขณะที่โรม ฟิลและไรซานอมยิ้มอย่างนึกขำ แต่พอเห็นพวกท่านปู่เหล่มองมาทางนี้ ทั้งสามคนก็ไอค่อกแค่กเบาๆ รีบปรับสีหน้าเป็นปกติทันที

ไฮดรากับหัวหน้ากองทั้งสิบคนฟังคำสนทนาของพวกเฟเบียซกับพวกโรมด้วยสีหน้างุนงง เมื่อกี้ได้ยินพวกมันพูดคำว่าผ่านการทดสอบงั้นเหรอ นี่มันหมายความว่ายังไง ไม่ทันจะถามให้หายข้องใจ เฟเบียซกับรีนอลก็เคลื่อนย้ายร่างมาหยุดตรงหน้า สะบัดมือปล่อยลำแสงสีแดงกับสีเขียวใส่ทหารอสูรพร้อมกัน

ร่างของไฮดรากับหัวหน้ากองตลอดจนทหารอสูรถูกยกลอยขึ้นสูงจากพื้นเกือบหนึ่งเมตร ทั้งหมดรู้สึกชาไปทั่วร่าง ไม่สามารถขยับเขยื้อนแขนขาได้ นอกจากนี้เหมือนกับมีก้อนอะไรแข็งๆ มาจุกอยู่ที่คอ ทำให้พูดอะไรไม่ออก ทำได้เพียงแค่กลอกตาไปมาและส่งเสียงร้องอึกอักอยู่ในลำคอเท่านั้น

“พวกเจ้าโดนมนต์สะกดพลังของพวกเราเข้าไป จึงขยับตัวและพูดไม่ได้ แต่พวกเจ้าไม่ต้องกลัวหรอกว่าข้าจะฆ่าพวกเจ้าทิ้งในตอนนี้ เพราะทำแบบนั้นมันไม่สนุก จริงไหม” เฟเบียซหันมายักคิ้วให้รีนอลอย่างรู้กัน

“หึหึหึ เจ้าพูดถูกต้องที่สุด ตอนแรกข้าก็นึกว่าโรติเฟอร์จะส่งคนฝีมือดีมาที่นี่ซะอีก ที่ไหนได้ มีแต่พวกกระจอกไม่ได้เรื่องทั้งนั้น เฮ้อ! แต่ช่างเถอะ จะโทษพวกเจ้าฝ่ายเดียวก็ไม่ถูก ความจริงต้องโทษท่านโรมกับหลานรักของพวกเราด้วยที่ดันเก่งเกินไป พวกเจ้าก็เลยตกอยู่ในสภาพทุเรศๆ แบบนี้”

ไฮดราหน้าแดงก่ำ มองรีนอลอย่างแค้นเคือง อยากจะโต้ตอบกลับคืนไป แต่ไม่สามารถทำได้ จึงจำใจทนฟังเฟเบียซกับรีนอลพูดจาดูถูกถากถางต่างๆ นานา กินเวลานานเกือบชั่วโมง จนกระทั่ง

“เอาล่ะ ข้าไม่อยากพูดกับพวกเจ้าแล้ว เอาเป็นว่า ข้าจะส่งพวกเจ้ากลับแดนอสูร แต่หากส่งกลับไปแบบธรรมดาๆ มันก็น่าเบื่อ เอ..จะส่งพวกเจ้ากลับไปด้วยวิธีไหนดีน้า อ๋อ..นึกออกแล้ว ข้าได้ข่าวว่าตาเฒ่ากีรอนเชี่ยวชาญในเรื่องพิษอย่างหาตัวจับยากนี่นา งั้นเอาแบบนี้ดีกว่า เรามาเล่นเกมกัน รับรองว่าตื่นเต้นจนพวกเจ้าคิดไม่ถึงทีเดียว” เฟเบียซพูดน้ำเสียงร่าเริง มองพวกไฮดราด้วยสายตาที่ทำให้อีกฝ่ายเกิดอาการหนาวๆ ร้อนๆ

“คืองี้ พวกเราเพิ่งคิดค้นพิษตัวใหม่ขึ้นมาได้สดๆ ร้อนๆ  แต่ยังหาคนมาทดลองไม่ได้ ในเมื่อโรติเฟอร์ส่งพวกเจ้ามาเยี่ยมพวกเราทั้งที หากพวกเราไม่ทำอะไรเป็นการตอบแทน อาจโดนต่อว่าเอาได้ว่าไม่มีมารยาท”

“ดังนั้น ข้าจะให้รีนอลใส่พิษตัวใหม่ลงไปในร่างของพวกเจ้า จากนั้นจะส่งพวกเจ้ากลับไปแดนอสูร เพื่อให้ตาเฒ่าหนังเหี่ยวกีรอนถอนพิษให้ หากหกชั่วโมงผ่านไปแล้ว กีรอนยังไม่สามารถถอนพิษออกมาจากร่างของพวกเจ้าได้ล่ะก็ พวกเจ้ารู้ไหมว่าจะเกิดอะไร เอ้า ทำหน้างงกันใหญ่เชียว ถ้าอยากรู้ ข้าบอกให้ก็ได้”

“หากกีรอนไม่สามารถถอนพิษให้พวกเจ้าได้ภายในหกชั่วโมงล่ะก็ ร่างของพวกเจ้าก็จะระเบิดเป็นจุล ไม่เพียงแค่นั้นนะ เมื่อพวกเจ้าระเบิดเป็นจุลแล้ว พิษที่อยู่ในร่างของพวกเจ้าจะระเหยออกมากลายเป็นไอพิษจำนวนมาก ซึ่งไอพิษที่ว่านี้จะกระจายไปในอากาศอย่างรวดเร็ว หากใครสูดมันเข้าไปล่ะก็ หึหึหึ”

“พวกเจ้าลองนึกภาพตามดูสิว่า มันจะตื่นเต้นแค่ไหนกันน้า หากทุกๆ หกชั่วโมง มีเสียงระเบิดตูม ตูม ตูม ดังลั่นจากมุมนี้ มุมนั้น มุมโน้นและอีกหลายมุมทั่วแดนอสูร พร้อมกับมีชิ้นส่วนร่างกายของอสูรที่ได้รับพิษตัวนี้เข้าไปปลิวว่อนกระจายราวกับดอกไม้ไฟ อะฮ้า! แค่คิดก็สนุกแล้ว พวกเจ้าเห็นด้วยไหม” เฟเบียซถามไฮดราและทหารอสูรด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

 คำพูดของเฟเบียซทำให้ไฮดราและทหารอสูรหน้าซีดเผือด เหงื่อแตกพลั่ก ใครจะไปยอมให้เรื่องบ้าๆ แบบนั้นเกิดขึ้นกันเล่า ไฮดรากับทหารอสูรพยายามดิ้นรนเต็มที่เพื่อจะขยับร่างกายของตัวเองให้ได้

“เปล่าประโยชน์น่า ดิ้นรนไปก็แค่นั้น ทางที่ดีพวกเจ้าควรจะอยู่นิ่งๆ ดีกว่า จะได้เจ็บตัวน้อยลง ไม่งั้นเกิดข้าโมโหขึ้นมาล่ะก็ พวกเจ้าจะว่าข้าใจร้ายไม่ได้นะ” รีนอลลอยตัวขึ้นมายืนอยู่ในระดับเดียวกันกับพวกไฮดรา

  “พวกเจ้าไม่ต้องกลัว ข้าสัญญาว่าจะฉีดพิษเข้าร่างของพวกเจ้าอย่างเบามือที่สุด” รีนอลหงายมือขึ้น เกิดแสงสว่างเรืองๆ พลันหนอนสีเขียวมีขนาดเท่าเส้นด้ายนับร้อยตัวก็ลอยออกจากฝ่ามือของรีนอลพุ่งเจาะลำคอของไฮดราและทหารอสูร มีผลให้พวกมันสะดุ้งเฮือก ร่างสั่นระริกด้วยความเจ็บปวด

หนอนของรีนอลชอนไชเข้าไปในลำคอของไฮดรากับทหารอสูรอย่างรวดเร็ว แค่เสี้ยวนาที พวกมันก็แทรกตัวหายเข้าไปในร่างของทหารอสูรจนหมด ไฮดรากับทหารอสูรตาแดงก่ำ ยืนคอตกด้วยความเจ็บใจที่ไม่อาจต่อต้านหรือขัดขืนอะไรได้แม้แต่น้อย

“เอาล่ะ ข้าจะส่งพวกเจ้ากลับไปแดนอสูร โดยจะเขียนจดหมายบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้โรติเฟอร์รับรู้ รวมทั้งแนบจดหมายขอบคุณในความมีน้ำใจของโรติเฟอร์ ที่อุตส่าห์ส่งพวกเจ้ามาให้พวกเรา หากพวกเจ้าไม่มาที่นี่ พวกเราก็คงคิดไม่ตกเหมือนกันว่า จะไปหาใครที่ไหนมาให้ท่านโรมกับหลานรักได้ซ้อมมือกัน ขอบใจพวกเจ้ามากนะ บุญคุณครั้งนี้ พวกเราจะไม่มีวันลืมเด็ดขาด” รีนอลพูดน้ำเสียงซาบซึ้งยกมือตบบ่าไฮดราเบาๆ

 จากนั้นรีนอลกับเฟเบียซก็ร่ายมนต์ย่อส่วนให้ไฮดราและทหารอสูรมีขนาดเล็กเท่าฝ่ามือ จับทุกคนใส่ลงไปในลังไม้เนื้อดีซึ่งมีขนาดใหญ่พอสมควร โดยเจาะรูระบายอากาศไว้ด้านข้าง นำจดหมายที่จ่าหน้าซองถึงจอมอสูรโรติเฟอร์ใส่ลงไป จากนั้นก็ปิดผนึกลังไม้ซะมิดชิดแถมยังวาดรูปพวกตนทั้งสี่คนยืนยิ้มแฉ่ง ชูสองนิ้วให้ พร้อมระบายสีลงบนฝาลังไม้ซะสวยงาม ก่อนร่ายมนต์ส่งลังไม้กลับคืนไปให้จอมอสูรโรติเฟอร์ที่แดนอสูร

 สิ่งที่เฟเบียซกับรีนอลทำกับพวกไฮดรา ทำให้โรม ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสที่ยืนดูอยู่ถึงกับเหงื่อแตกพลั่ก มีอาการสะบัดร้อนสะบัดหนาวเหมือนจะเป็นไข้ขึ้นมา รู้สึกหวาดกลัวตาเฒ่าคู่นี้มากขึ้นกว่าเดิม โอย..ท่านปู่เฟเบียซกับท่านปู่รีนอลน่ากลัวเหลือเกิน อึ๋ย! คนอะไรกันนี่ เลือดเย็นจริงๆ

 (หมายเหตุ องครักษ์รุ่นแรก ไม่เพียงแต่จะขึ้นชื่อในเรื่องความแสบสันและมีฝีมือที่ร้ายกาจแล้วเท่านั้น แต่พวกเขายังมีความโหดแฝงเอาไว้อีกด้วย เรื่องนี้ทหารเทพกับทหารปีศาจรู้ดี จึงแอบตั้งฉายาให้ตาเฒ่าทั้งสี่คนลับหลัง โดยให้ฉายาเฟเบียซกับรีนอลว่า คู่หูวายร้ายจอมโหด ส่วนฟาคอลกับแบนนาสคือ คู่หูตัวแสบจอมป่วน)

ตอนที่ได้ยินเฟเบียซกับรีนอลพูดคุยกับไฮดราและทหารอสูร พวกโรมก็นึกเอะใจ เกิดสงสัยขึ้นมาว่า บางทีคนกลุ่มนี้อาจไม่ใช่ตุ๊กตาจำลองอย่างที่พวกท่านปู่บอกเอาไว้ก่อนหน้านี้ แต่น่าจะเป็นทหารอสูรตัวจริง เพียงแต่ไม่รู้ว่าทำไมทหารอสูรจึงมาที่นี่ จึงคิดว่าหากทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จะสอบถามความจริงจากพวกท่านปู่

 แต่เมื่อเห็นสิ่งที่เฟเบียซกับรีนอลทำกับพวกไฮดรา พวกโรมก็ล้มเลิกความคิดที่ว่านั้นทันที เพราะไม่อยากเสี่ยงกับอารมณ์ของท่านปู่ในตอนนี้ เกิดถามสุ่มสี่สุ่มห้าออกไปแล้วทำให้พวกท่านปู่ไม่พอใจขึ้นมาล่ะก็ มีหวังพวกตนคงมีสภาพไม่ต่างจากพวกไฮดรา ดังนั้นพวกโรมจึงไม่กล้าถาม ได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ

เฟเบียซ ฟาคอล แบนนาสและรีนอลมองพวกโรมอย่างขบขัน รู้ว่าพวกโรมมีเรื่องสงสัยอยากถามจากพวกตนแต่เผอิญว่าเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ซะก่อน ก็เลยทำให้พวกโรมเกิดอาการใจฝ่อยืนนิ่งบื้อเหมือนคนเป็นใบ้ไปกันหมด เมื่อเห็นดังนั้น แบนนาสจึงพูดขึ้นมา

“ปู่รู้ว่าพวกเจ้ามีเรื่องสงสัย ว่าคนกลุ่มเมื่อกี้ ใช่ตุ๊กตาจำลองจริงๆ หรือเปล่า หรือว่าเป็นทหารอสูรที่ถูกส่งตัวมาที่นี่ แต่พวกเจ้าไม่กล้าถามพวกปู่ใช่ไหม”

“แหะๆๆ คร้าบ ท่านปู่” พวกโรมหัวเราะเจื่อนๆ พยักหน้ายอมรับ

“ในเมื่อพวกเจ้าอยากรู้ ปู่บอกให้ก็ได้ พวกมันไม่ใช่ตุ๊กตาจำลองหรอก แต่เป็นทหารอสูรของโรติเฟอร์”

“ทำไมพวกมันจึงมาที่นี่ล่ะครับ” ฟิลกับไรซานถามพร้อมกัน

“ก็โรติเฟอร์ส่งมาน่ะสิ คือเมื่อเช้าปู่กับปู่ฟาคอลไปแดนอสูรมา แต่เผลอไปทำลายปราสาทของมันพังยับเยินแถมยังทำให้ทหารของมันได้รับบาดเจ็บกันเป็นจำนวนมากอีกด้วย เจ้าโรติเฟอร์ก็เลยโกรธ จึงส่งทหารตามมาเอาคืนพวกเรา ไม่คิดว่ามันจะยั่วโมโหได้ง่ายแบบนี้ คิดแล้วก็น่าจะกลับไปยั่วมันอีกสักรอบเนอะ โฮะๆๆ”

“ท่านปู่ครับ ทำไมจู่ๆ พวกท่านจึงเดินทางเข้าไปที่แดนอสูรล่ะครับ”

คำถามของโรมทำให้ตาเฒ่าทั้งสี่คนทำตาโต ตายล่ะหว่า! ขืนบอกความจริงให้ท่านโรมรู้ มีหวังได้โดนท่านราฟตำหนิแหงๆ เอาไงดีล่ะ พวกฟาคอลชำเลืองมองหน้ากันและกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่รีนอลจะพูดขึ้น

“เรื่องนี้บอกได้แค่คำเดียวว่า พวกปู่ทำตามคำสั่งของท่านราฟ ส่วนที่ว่าทำไมท่านราฟจึงให้พวกปู่ไปที่แดนอสูรนั้น พวกปู่ไม่สามารถตอบได้”

“ทำไมท่านปู่จึงตอบพวกเราไม่ได้ล่ะครับ” ฟาเรียสงสัย

“เอ๊ะ! เจ้านี่ยังไงกันนะ ปู่บอกว่าตอบไม่ได้ก็คือตอบไม่ได้สิ หากพวกเจ้าอยากรู้เรื่องนี้จริงๆ พวกเจ้าก็กลับไปถามท่านราฟเองแล้วกัน” ฟาคอลโยนเรื่องไปให้ท่านราฟดื้อๆ ทำให้พวกโรมมองหน้ากันอย่างแปลกใจ ทั้งห้าคนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนที่โรมจะถามขึ้นมาด้วยสีหน้ากังวล

“ท่านปู่ครับ หรือว่าเกิดเรื่องขึ้นที่น็อธ บิ๊ก ซิตี้ ในระหว่างที่พวกเราฝึกวิชากันอยู่ที่นี่”

 พวกเฟเบียซไม่ตอบคำถาม กลับหันหลังเดินดุ่มๆ ออกไป ทำให้พวกโรมมีสีหน้าตกใจรีบวิ่งตามหลังพวกเฟเบียซมา พลางตะโกนถามเสียงดังลั่น

“ท่านปู่! อย่าเดินหนีพวกเราแบบนี้สิครับ บอกพวกเรามาเถอะครับว่าเกิดอะไรขึ้น!”

พวกเฟเบียซหยุดเดิน ทำให้พวกโรมชะงักฝีเท้าที่กำลังวิ่งตรงมา จากนั้นรีนอลหันมามองด้วยสายตาที่ทำให้พวกโรมเกิดอาการหายใจไม่ทั่วท้อง

“หากพวกเจ้าอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่น็อธ บิ๊ก ซิตี้ ก็กลับไปถามท่านราฟเองสิ มัวแต่มาวิ่งตามตื้อพวกเราอยู่แบบนี้ มันจะได้อะไรขึ้นมา”

“ตะ..แต่ว่า”

“ไม่ได้ยินหรือไง มัวแต่ชักช้าพิรี้พิไรอยู่นั่นแหละ แบบนี้เมื่อไหร่จะรู้เรื่อง!” รีนอลพูดเสียงเฉียบขาดทำให้พวกโรมหน้าจ๋อย อ้าปากจะถามต่อ แต่เฟเบียซหันกลับมามองพร้อมยิ้มให้

“พวกเจ้ารีบกลับไปเถอะ เมื่อกลับไปถึงที่นั่นแล้ว เรื่องราวต่างๆ จะได้รับการเปิดเผยออกมาเอง แต่จำไว้อย่างหนึ่ง ไม่ว่าพวกเจ้าจะได้ยินเรื่องที่เลวร้ายแค่ไหนก็ตาม ปู่ขอให้พวกเจ้าตั้งสติให้ดี อย่าทำอะไรหุนหันพลันแล่นเด็ดขาด เข้าใจไหม”

คำพูดแฝงปริศนาของเฟเบียซ ทำให้โรม ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสหน้าเสีย รู้สึกสังหรณ์ใจขึ้นมาจนร้อนรนไปหมด เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมท่านปู่ถึงพูดแบบนี้

“แล้วท่านปู่ไม่ไปกับพวกเราเหรอครับ” บาลาสถามเสียงแห้ง

“พวกปู่มีงานต้องสะสางนิดหน่อย ไว้จัดการเรียบร้อยแล้วจะตามไปทีหลัง” แบนนาสบอกเนิบๆ

“โอ๋ๆๆ อย่าทำหน้าแบบนี้สิ ไม่มีอะไรร้ายแรงจนแก้ไขไม่ได้หรอกน่า” ฟาคอลปลอบแต่กลับทำให้พวกโรมกังวลหนักมากยิ่งขึ้น มั่นใจว่าช่วงที่พวกตนฝึกวิชาอยู่ที่นี่ ต้องเกิดเรื่องร้ายขึ้นที่น็อธ บิ๊ก ซิตี้แน่นอน  

เมื่อเห็นว่าพวกเฟเบียซไม่ยอมพูดหรือเล่าอะไรให้ฟัง พวกโรมก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ

“ถ้าอย่างนั้น พวกเราลาล่ะครับ พวกท่านรักษาตัวด้วยนะครับ”

“ขอบใจพวกเจ้ามาก อย่าลืมที่ปู่บอกล่ะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขอให้พวกเจ้าตั้งสติให้ดี อย่าปล่อยให้อารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผลเด็ดขาด ขอให้พวกเจ้าโชคดี” เฟเบียซย้ำเสียงหนัก

“ครับ ท่านปู่ พวกเราจะจำไว้” พวกโรมรับคำ จากนั้นโรมก็แบมือข้างหนึ่งพร้อมร่ายมนต์ ลูกบอลสีทองขนาดเล็กลอยขึ้นมาจากฝ่ามือมาหยุดอยู่ตรงหน้าก่อนขยายตัวเองกลายเป็นทางเดิน

“พวกเราไปกันเถอะ” โรมเอ่ยขึ้น ก้าวเข้าไปในลูกบอล ตามด้วยฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาส

เมื่อทุกคนเข้าไปข้างในหมดแล้ว ลูกบอลก็ปิดตัวเองลงก่อนพุ่งออกไปทันที ตาเฒ่าทั้งสี่คนหันมามองหน้ากันก่อนถอนหายใจออกมาด้วยความหนักใจ

“หวังว่าเมื่อรู้เรื่องที่เกิดขึ้น เด็กพวกนั้นคงจะยังคุมสติตัวเองได้นะ ไม่อย่างนั้นล่ะก็ ยุ่งแน่”

“ไม่ต้องห่วงน่า ท่านราฟ ท่านเกรซและท่านอนากอลก็อยู่ พวกท่านเหล่านั้นคงไม่ปล่อยให้เด็กพวกนี้ทำอะไรตามอำเภอใจหรอก”

“นั่นสินะ เอาล่ะ พวกเราไปกันได้แล้ว มีงานให้เก็บกวาดกันอีกเพียบ”

“ใช่ๆๆ ข้าว่าพวกเราลงไปเก็บทหารอสูรที่นอนแอ้งแม้งอยู่ตรงก้นเหวขึ้นมาก่อนเถอะ จะได้นำพวกมันมารักษาอาการบาดเจ็บ พอพวกมันหายดีแล้ว ก็ให้มาทำงานคอยรับใช้พวกเรา พวกเจ้าว่าดีไหม ฮี่ๆๆ”

“ฮ่าๆๆๆ เป็นความคิดที่ไม่เลว ถ้างั้นจะรอช้าอยู่ทำไมล่ะ ไปกันได้แล้ว”

สิ้นคำพูดนั้น พวกฟาคอลก็พุ่งตัวลงไปที่หุบเหวข้างล่าง โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ทหารอสูรกลุ่มที่โดนแรงอัดของสายฟ้าทั้งเจ็ดสายเข้าไปจนสลบคาที่และตกลงไปนอนที่ก้นเหวนั่นเอง

********************************************************************

หลังจากสั่งให้ไฮดรานำทหารไปบุกหุบเขามรณะ อาร์ทีเมียก็มาสมทบกับพวกมิวเคอร์และพวกฟลิท เพื่อใช้มนต์ซ่อมแซมปราสาทให้กลับคืนสภาพเดิม ส่วนราชินีเซพิโอล่าได้ใช้มนต์ย้ายคนเจ็บที่ติดอยู่ในซากปรักหักพังของปราสาทออกมาด้านนอก เพื่อให้ทีมแพทย์ของอสูรรักษาเป็นการเร่งด่วน

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป ปราสาทของจอมอสูรโรติเฟอร์ก็กลับคืนสู่สภาพเดิม จากนั้นทีมแพทย์ของอสูรก็ใช้มนต์เคลื่อนย้ายคนเจ็บกลับเข้าไปนอนพักฟื้นในห้องพยาบาลที่อยู่ชั้นล่างของปราสาท สำหรับคนเจ็บที่มีพลังชีวิตเหลือไม่ถึงครึ่งหนึ่งนั้น ราชินีเซพิโอล่าได้สั่งให้ทหารระดับสูงจัดการสูบพลังชีวิตให้หมด ทำให้รันกับเรเซียที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ มีสีหน้าไม่พอใจ ขยับจะเข้าไปขัดขวาง แต่โรซาร์เนียร์กับชูร่าได้ดึงไหล่ทั้งคู่เอาไว้

“พวกเจ้าเข้าไปขวางก็ไม่มีประโยชน์หรอก ทางที่ดีอยู่เฉยๆ จะดีกว่า”

“ข้าไม่เข้าใจค่ะ ท่านโรซาร์เนียร์ ถึงทหารพวกนั้นจะบาดเจ็บหนัก แต่ใช่ว่าจะรักษาให้หายไม่ได้ ทำไมจะต้องสั่งให้ฆ่าพวกเขาทิ้งด้วย พวกเขาไม่ใช่ลูกน้องหรือยังไง ถึงได้สั่งแบบนี้” เรเซียถามเสียงขุ่น

 “ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้า แต่ไม่ว่าจะเป็นเทพ ปีศาจ อสูรหรือเผ่าพันธุ์อื่น ต่างก็มีกฏระเบียบที่ใช้ปกครองผู้คนของตนด้วยกันทั้งนั้น แม้กฎนั้นจะโหดร้ายป่าเถื่อนเพียงใด แต่หากผู้คนในเผ่าพันธุ์ยอมรับมันได้ คนนอกอย่างพวกเราก็ไม่มีสิทธิ์เข้าไปก้าวก่ายกฎของพวกเขาหรอก” โรซาร์เนียร์อธิบายเนิบๆ

“ถึงท่านจะบอกว่าเป็นกฎที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามก็เถอะ แต่ข้าไม่เชื่อหรอกว่าทหารพวกนั้นยอมรับกฏบ้าๆ แบบนี้ด้วยความเต็มใจ หากเลือกได้ ข้าคิดว่าพวกเขาคงอยากให้ตัวเองได้มีชีวิตอยู่ต่อไป  แล้วทำไมพวกเราจึงไม่เข้าไปช่วยพวกเขาล่ะคะ” รันพูดเสียงห้วน รู้สึกเห็นใจและสงสารทหารอสูรกลุ่มนั้นจับใจ

“ท่านรันครับ ใช่ว่าข้าหรือท่านโรซาร์เนียร์จะเห็นด้วยกับคำสั่งของราชินีเซพิโอล่า แต่หากพวกเรายื่นมือเข้าไปยุ่ง พวกเราอาจจะลำบาก ที่พูดแบบนี้ ไม่ได้แปลว่าข้ากลัวพวกอสูร แต่อย่าลืมว่าในสถานการณ์แบบนี้ พวกเราเสียเปรียบพวกมันเพราะมีจำนวนคนน้อยกว่า ดังนั้นแม้จะรู้สึกเห็นใจทหารพวกนั้นแค่ไหนก็ตาม พวกเราก็ทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่าแค่ยืนดูเท่านั้น ท่านรันเข้าใจที่ข้าพูดไหมครับ” ชูร่าบอกน้ำเสียงนุ่มนวล

รันกับเรเซียยืนอึ้ง หันไปมองทหารอสูรระดับสูงสูบพลังชีวิตของทหารที่ได้รับบาดเจ็บหนักจนกลายเป็นอากาศธาตุคนแล้วคนเล่าด้วยความรู้สึกคับแค้นใจจนน้ำตาซึม จึงเบือนหน้าหนีไปมองทางอื่น ใช่ว่าจะไม่เข้าใจคำพูดของโรซาร์เนียร์และชูร่า แต่สิ่งที่พวกอสูรทำ มันโหดร้ายเกินกว่าจะทำใจยอมรับได้จริงๆ

“ข้าว่าพวกเจ้าไปพักผ่อนเถอะ ขืนยืนอยู่ตรงนี้นานๆ ก็จะยิ่งทำให้รู้สึกแย่” โรซาร์เนียร์บอก

“ค่ะ ท่านโรซาร์เนียร์” รันรับคำเสียงแห้ง พยักหน้าให้เรเซีย ก่อนเดินหายเข้าไปในปราสาทด้านใน โดยมีสายตาของชูร่ามองตามไปด้วยความเป็นห่วง 

“ท่าทางท่านรันกับเรเซียจะรับไม่ได้กับวิธีของพวกอสูรนะครับ” ชูร่าเปรยขึ้นมา

“ทั้งคู่ยังเป็นเด็กและเติบโตมาในสิ่งแวดล้อมที่สดใสงดงาม จึงทำใจให้ยอมรับในสิ่งที่พวกอสูรทำไม่ได้  แต่ทั้งคู่เป็นคนเข้มแข็งและปรับตัวเก่ง ต่อให้เจอเรื่องแย่แค่ไหนก็ตาม ข้าเชื่อว่าพวกเขาจะผ่านพ้นมันไปได้”

 “หากท่านโรซาร์เนียร์เชื่อเช่นนั้น ข้าก็รู้สึกเบาใจครับ ข้าเองเคยผ่านเรื่องแย่ๆ มาก่อน และมันก็หนักหนาสาหัสมากซะจนข้าคิดว่า ข้าอาจจะมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว แต่พอนึกถึงท่านพ่อกับท่านแม่ทีไร ข้าก็เกิดแรงฮึดขึ้นมา เพราะข้าคิดว่าท่านพ่อกับท่านแม่คงเสียใจมาก หากรู้ว่าลูกชายเพียงคนเดียวของพวกท่านเป็นคนอ่อนแอและขี้ขลาดจนไม่กล้าที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป เพียงเพราะโชคชะตามอบความโหดร้ายให้กับชีวิต”

“เมื่อคิดได้แบบนี้ ข้าจึงไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาที่โหดร้าย ข้าอยากให้ท่านพ่อกับท่านแม่ภูมิใจในตัวข้า ข้าอยากให้พวกท่านรู้ว่า ถึงจะไม่มีพวกท่านอยู่ข้างๆ ข้าแล้วก็ตาม แต่ข้าก็สามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง แม้ว่ามันจะโดดเดี่ยวอ้างว้างไปบ้าง แต่ข้าก็เข้มแข็งใช่ไหมครับที่มีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้” ชูร่าพูดเสียงเศร้า

“ใช่! เจ้าเข้มแข็งมาก แต่เจ้าเข้าใจผิดไปอย่างหนึ่ง เจ้าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว แต่ยังมีพวกพ้องอีกมากมาย  ขอเพียงเจ้าเปิดใจยอมรับพวกเขา ชีวิตของเจ้าก็จะไม่อ้างว้างอีกต่อไป” โรซาร์เนียร์ตบบ่าชูร่าพร้อมส่งยิ้มให้

ชูร่ามองโรซาร์เนียร์อย่างตื้นตันใจ ท่านโรซาร์เนียร์อ่อนโยนเหลือเกิน ผิดกับบุคลิกภายนอกที่เห็นโดยสิ้นเชิง เข้าใจแล้วว่าทำไมทหารปีศาจทุกคน จึงรักและเคารพนับถือท่านโรซาร์เนียร์มากกว่าแม่ทัพปีศาจคนอื่นๆ

ไกเซอร์ ซานฟรีส เวอร์บีการ์ โดโรทีและครูเกอร์ ที่รวมกลุ่มพูดคุยกันอยู่อีกฟากหนึ่ง ได้ลอยตัวเข้ามาสมทบกับโรซาร์เนียร์และชูร่า เมื่อมาถึงเวอร์บีการ์ก็กวาดตามองไปรอบๆ แล้วถามขึ้น

“ท่านรันกับเรเซียกลับห้องพักแล้วเหรอ”

“อืม..ข้าว่าพวกเราก็ควรจะกลับเรือนรับรองได้แล้วนะ ยืนอยู่ตรงนี้ก็ไม่มีประโยชน์”

“จริงด้วยครับ ท่านโรซาร์เนียร์ พวกเรายืนอยู่ตรงนี้ก็ไม่ได้ช่วยพวกอสูรสักเท่าไหร่ เผลอๆ พวกมันอาจจะรำคาญพวกเราก็ได้ที่มายืนเกะกะขวางการทำงานของพวกมัน” โดโรทีเห็นด้วย

“ข้าเห็นด้วยครับ พวกเราน่าจะกลับไปหาอะไรกินกันดีกว่า ข้าหิวจะแย่อยู่แล้วครับ” ครูเกอร์โอดครวญ 

 “นี่ถ้าตาเฒ่าฟาคอลกับตาเฒ่าแบนนาสไม่มาป่วนที่นี่ล่ะก็ ป่านนี้พวกเราคงกินอาหารเช้าเสร็จไปตั้งนานแล้ว เฮ้อ! เซ็งชะมัด” ซานฟรีสบ่นอย่างไม่สบอารมณ์

 “นั่นสิ คิดแล้วก็แปลกใจเหมือนกันว่า ทำไมคู่หูตัวแสบอย่างตาเฒ่าฟาคอลกับตาเฒ่าแบนนาสจึงมาก่อความวุ่นวายถึงที่นี่ ข้าว่าพวกเรากลับไปคุยเรื่องนี้ที่เรือนรับรองกันดีกว่า” ไกเซอร์พูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

คำพูดของไกเซอร์ ทำให้คนอื่นที่เหลือชำเลืองมองโรซาร์เนียร์พร้อมกัน เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายยังไม่ได้คุยกับไกเซอร์เกี่ยวกับแผนของท่านราฟ จึงอดหนักใจไม่ได้ เพราะหากไกเซอร์ไม่เห็นด้วยล่ะก็..เกิดเรื่องใหญ่แน่ 

“ก็ดีเหมือนกัน ถ้างั้นพวกเรากลับไปหาอะไรกินกันก่อน จากนั้นค่อยคุยเรื่องงานกัน” โรซาร์เนียร์บอกพลางขยับเท้าจะก้าวออกไป แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นอาร์ทีเมียและพวกฟลิทเดินตรงมาทางนี้

“พวกท่านจะกลับเรือนรับรองกันแล้วเหรอ” อาร์ทีเมียทักด้วยรอยยิ้ม

“ใช่แล้วล่ะ ท่านอาร์ทีเมีย ไม่ทราบว่าท่านมีธุระอะไรกับพวกเราหรือเปล่า”

“จะเรียกว่าธุระก็ไม่เชิงหรอก พอดีท่านพ่อกับท่านแม่ได้ปรึกษาหารือกันเมื่อครู่ และเห็นตรงกันว่า การที่องครักษ์รุ่นแรกของราชาปีศาจมาป่วนที่นี่นั้น อาจมีแผนการอะไรบางอย่างซ่อนเอาไว้”

“ดังนั้น เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น ท่านพ่อจึงให้ข้ามาเชิญพวกท่านทุกคน ให้ย้ายเข้ามาพักด้วยกันในปราสาทของพวกเรา เพื่อให้ง่ายต่อการดูแลรักษาความปลอดภัย” อาร์ทีเมียพูดน้ำเสียงสบายๆ พร้อมกับลอบสังเกตสีหน้าของพวกโรซาร์เนียร์ไปด้วยว่ามีปฏิกริยาอย่างไรบ้าง

พวกโรซาร์เนียร์มีสีหน้าเรียบเฉย รู้ดีว่าพวกอสูรเริ่มระแวงพวกตน แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน การย้ายเข้ามาอยู่ในปราสาทหลังเดียวกัน คงทำให้พวกเราทำงานได้สะดวกขึ้น

“ขอบคุณท่านอาร์ทีเมียมาก ที่ห่วงใยในความปลอดภัยของพวกเรา เรื่องที่ท่านขอมานั้น พวกเราไม่มีปัญหา แล้วท่านอาร์ทีเมียจะให้พวกเราย้ายเข้าไปอยู่ในปราสาทเมื่อไหร่”  เวอร์บีการ์พูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“ถ้าเป็นไปได้ ข้าอยากให้พวกท่านย้ายเข้ามาวันนี้ ไม่ทราบว่าพวกท่านจะสะดวกไหม”

“ไม่มีปัญหาครับ ท่านอาร์ทีเมีย พวกเราพร้อมทุกเมื่อ” ชูร่าตอบพร้อมยิ้มให้

“ถ้าอย่างนั้น ข้าจะให้นางกำนัลจัดห้องพักให้พวกท่าน คาดว่าทุกอย่างคงจะเสร็จเรียบร้อยภายในหนึ่งชั่วโมง หากไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวก่อน” อาร์ทีเมียยิ้มอย่างพอใจ พยักหน้าให้พวกฟลิท ก่อนหมุนตัวเดินจากไป

การที่ฟาคอลกับแบนนาสเข้ามาสร้างความปั่นป่วนในดินแดนอสูรได้อย่างง่ายดาย โดยที่พวกอสูรไม่สามารถจับปฏิกริยาของทั้งคู่ได้นั้น ทำให้จอมอสูรโรติเฟอร์ ราชินีเซพิโอล่าและอาร์ทีเมียตลอดจนทหารระดับสูงของอสูร เกิดความระแวงพวกโรซาร์เนียร์ขึ้นมา เพราะคิดว่าพวกโรซาร์เนียร์อาจแอบลักลอบติดต่อกับคนของราชาปีศาจเพื่อแจ้งข่าวความเคลื่อนไหวตลอดจนเส้นทางภายในแดนอสูรให้คนของราชาปีศาจรับรู้

ดังนั้น เพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม จอมอสูรโรติเฟอร์ ราชินีเซพิโอล่าและอาร์ทีเมียจึงตัดสินใจย้ายพวกโรซาร์เนียร์ให้เข้ามาอยู่ในปราสาทด้วยกัน เพื่อจะได้จับตามองการเคลื่อนไหวของพวกโรซาร์เนียร์ได้ง่ายยิ่งขึ้น

 “ตลกชะมัด! จากแขกพิเศษของจอมอสูร จู่ๆ ก็ถูกลดชั้นให้เป็นนักโทษกิตติมศักดิ์ไปซะได้ โธ่เอ๊ย! ทำมาพูดอย่างนั้นอย่างโน้นให้ดูดี แต่ความจริงก็คือ พวกมันเริ่มไม่ไว้ใจพวกเราต่างหากล่ะ แค่อาร์ทีเมียอ้าปากพูดออกมา ข้าก็มองเห็นไปถึงตับไตไส้พุงของมันแล้ว” ซานฟรีสพูดขึ้น หลังจากกลุ่มของอาร์ทีเมียเดินห่างไปไกลโข

โรซาร์เนียร์ ไกเซอร์ ชูร่าและโดโรที พากันอมยิ้มกับคำค่อนขอดของซานฟรีส ส่วนเวอร์บีการ์กับครูเกอร์หัวเราะหึหึในลำคอด้วยความชอบใจ มองซานฟรีสที่ยืนส่ายหัวไปมาอย่างขบขัน

“เอาน่า จะแขกพิเศษหรือนักโทษกิตติมศักดิ์ก็ช่างมันเถอะ ข้าว่าพวกเราไปหาอะไรกินกันดีกว่า จากนั้นจะได้คุยเรื่องงานกันก่อนที่จะย้ายเข้าไปพักในปราสาทของพวกมัน” เวอร์บีการ์เสนอขึ้นมา

“ก็ดีเหมือนกัน ถ้างั้นจะรออะไรล่ะ รีบไปกันได้แล้ว มัวแต่ชักช้างุ่มง่ามแบบนี้ เมื่อไหร่จะได้กินกันสักที” ซานฟรีสบอกพลางก้าวเดินออกไปทันที คนอื่นที่เหลือหัวเราะออกมาเบาๆ รีบเดินตามหลังไปอย่างรวดเร็ว

***********************************************************

หลังจากพูดคุยกับพวกโรซาร์เนียร์ กลุ่มของอาร์ทีเมียก็กลับเข้ามาในปราสาท ระหว่างที่เดินขึ้นบันไดมาชั้นบนนั้น พวกฟลิทได้แสดงความกังวลถึงเรื่องที่อาร์ทีเมียส่งทหารไปบุกหุบเขามรณะ ในลักษณะเป็นห่วงเกรงว่าพวกนั้นอาจทำงานไม่สำเร็จ ทำให้อาร์ทีเมียชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวขึ้นบันได หันมามองอย่างไม่พอใจ

“พวกเจ้าคิดว่าไฮดรากับทหารที่ข้าส่งไปหาเด็กพวกนั้นฝีมือแย่มากหรือยังไง ถึงได้พูดแบบนี้”

“ท่านอาร์ทีเมียครับ ข้าทราบดีว่าไฮดรากับทหารที่ท่านส่งไปหุบเขามรณะนั้น มีฝีมือดีพอสมควร แต่ข้าไม่คิดว่าลูกชายของราชาปีศาจกับหลานชายของตาเฒ่ามังกรตัวแสบจะถูกจัดการได้ง่ายดายแบบนั้น” ฟลิทตอบ

“ข้าก็ไม่เห็นว่าพวกมันจะน่ากลัวตรงไหน ถึงจะมีสายเลือดนักรบอยู่ในตัว แต่ประสบการณ์ในการต่อสู้ของพวกมันก็ไม่ได้มากมายอะไร ในสายตาข้า พวกมันก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กธรรมดาๆ กลุ่มหนึ่งเท่านั้นเอง” 

“ท่านอาร์ทีเมียครับ หากข้าจะขอพูดอะไรสักอย่างหนึ่ง ท่านอาร์ทีเมียจะอนุญาตไหมครับ” ทินเซลถาม

“ก็ว่ามาสิ ถึงข้าจะเจ้าอารมณ์ไปบ้าง แต่ข้าก็ไม่ฆ่าใครทิ้งเพียงเพราะมันพูดจาไม่เข้าหูข้าหรอก”

อาร์ทีเมียพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่กลับทำให้พวกฟลิทสบตากันอย่างหนักใจ ท่านอาร์ทีเมียไม่ฆ่าใครทิ้งเพียงเพราะว่าคนๆ นั้นพูดจาไม่เข้าหูก็จริง แต่จากการเป็นองครักษ์ของท่านอาร์ทีเมียมานานหลายสิบปี ก็ทำให้พวกฟลิทไม่กล้าเสี่ยงเหมือนกัน เพราะบทจะฆ่าขึ้นมา ท่านอาร์ทีเมียก็ลงมือทันทีโดยไม่พูดจาสักคำ ดังนั้นพวกฟลิทจึงคิดหนักว่า ควรจะพูดสิ่งที่พวกตนคิดอยู่ในตอนนี้ออกไปหรือไม่

“เอ้าว่ามาสิ ข้ากำลังฟังอยู่ จะพูดอะไรก็รีบๆ พูดมา”

เมื่อเห็นพวกฟลิทนิ่งเงียบ อาร์ทีเมียก็ทำหน้ารำคาญ พูดอย่างไม่สบอารมณ์

“พวกเจ้านี่แปลกคนจริงๆ พอข้าเปิดโอกาสให้พูด กลับไม่ยอมพูดซะงั้น ข้าจะบอกอะไรให้รู้อย่างหนึ่ง  ถึงพวกเจ้าจะคิดว่าเด็กหนุ่มพวกนั้นสามารถจัดการกับพวกไฮดราได้ก็ตาม แต่ข้าก็ไม่คิดว่าพวกมันจะเก่งมากซะจนสามารถเอาชนะข้าได้หรอก โดยเฉพาะลูกชายของราชาปีศาจและเด็กที่ชื่อฟิลอะไรนั่น”

“ดังนั้น หากพวกมันสามารถจัดการกับพวกไฮดราและบุกมาที่นี่จริงๆ ล่ะก็ ข้านี่แหละจะเป็นคนฆ่าพวกมันทิ้งด้วยมือของข้าเอง!”  อาร์ทีเมียพูดน้ำเสียงเย็นเยียบ หมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้พวกฟลิทยืนอึ้งพูดอะไรไม่ออก ลองท่านอาร์ทีเมียมั่นใจมากขนาดนี้ ถึงพวกเราจะพูดอะไรออกไป ท่านอาร์ทีเมียก็คงไม่รับฟัง ถ้าอย่างนั้นคงต้องปล่อยเลยตามเลยก็แล้วกัน พวกฟลิทคิดด้วยความกลัดกลุ้ม ถอนหายใจออกมาพร้อมกัน

“ข้าขอตัวกลับห้องก่อนนะ ปวดหัวชะมัด” ฟลิทบอกอย่างเหนื่อยใจหมุนตัวเดินจากไปทันที

“ใช่แต่เจ้าฟลิทคนเดียวซะเมื่อไหร่ที่ปวดหัว ข้าเองก็ปวดหัวไม่แพ้มันหรอก เฮ้อ ไปหาอะไรกินดีกว่า” ทินเซลส่ายหัวไปมาเดินจากไปอีกคน ฮันเซย์กับครีซอลหันมายักไหล่ให้กัน

“ข้าว่าพวกเราไปเล่นหมากรุกแก้เซ็งกันเถอะ” ฮันเซย์ชวนขึ้นมา

“ก็ดีเหมือนกัน ขืนกลับไปนอนพักตอนนี้ มีหวังคิดมากจนหัวระเบิดแหงๆ” ครีซอลเห็นด้วย แต่ยังไม่ทันจะขยับตัวจากขั้นบันไดที่ยืนคุยกันอยู่ ครีซอลกับฮันเซย์ก็ต้องผงะถอยหลัง เมื่อปรากฏแสงสว่างวาบขึ้นตรงหน้าพร้อมกับมีลังไม้ขนาดใหญ่ลังหนึ่งพุ่งออกมาจากแสงสว่างนั้น

“เฮ้ย!” ครีซอลกับฮันเซย์ฉีกตัวออกด้านข้าง ขณะที่ลังไม้หล่นบนขอบบันไดดังตุ้บก่อนจะกลิ้งลงมาตามขั้นบันไดเสียงดังคึ่กๆๆ จอมอสูรโรติเฟอร์ ราชินีเซพิโอล่า สี่ผู้เฒ่าวิหค ผู้เฒ่ากีรอนและพวกมิวเคอร์ที่กำลังคุยกันอยู่ด้านล่างต่างเงยหน้ามองพร้อมกัน เมื่อเห็นลังไม้ขนาดใหญ่กลิ้งลงมาจากข้างบนและพุ่งตรงมาทางนี้  ทุกคนก็กระโจนออกด้านข้างอย่างว่องไว

“คึ่ก..คึ่ก..คึ่ก..ตึงงง!” ลังไม้กลิ้งลงมากระแทกพื้นข้างล่างเสียงดังก่อนจะหยุดนิ่งอยู่กับที่

ครีซอลกับฮันเซย์ลอยตัวลงมาข้างล่าง รายงานให้จอมอสูรโรติเฟอร์ทราบว่า ขณะที่พวกตนกำลังยืนคุยกันอยู่บนขั้นบันได จู่ๆ ลังไม้ใบนี้ก็โผล่ออกมากลางอากาศ ก่อนจะกลิ้งตกลงมายังข้างล่างอย่างที่ทุกคนเห็น

คำบอกเล่าของครีซอลกับฮันเซย์ ทำให้จอมอสูรโรติเฟอร์มีสีหน้าประหลาดใจ หันไปทางมิวเคอร์ ซึ่งอีกฝ่ายเข้าใจเป็นอย่างดี เดินเข้าไปตรวจดูลังไม้ปริศนาที่ตั้งอยู่บนพื้นโดยมีอัลบูโก พีเนียสและไซลาเรียเข้าไปดูด้วย

เมื่อแม่ทัพอสูรทั้งสี่คนเห็นลังไม้ชัดๆ ก็มีอาการชะงัก หันมามองหน้ากันด้วยสีหน้าพิกล เพราะด้านบนของลังไม้มีภาพวาดของคนกลุ่มหนึ่งยืนยิ้มแฉ่งพร้อมชูสองนิ้วให้ ซึ่งคนกลุ่มนี้มีด้วยกันสี่คนและสองในสี่คนนั้นก็คือฟาคอลกับแบนนาสที่เพิ่งมาก่อความวุ่นวายเมื่อเช้านั่นเอง

“เฮ้! มีอะไรหรือเปล่า ทำไมพวกเจ้าถึงได้ยืนนิ่งแบบนั้น” จอมอสูรโรติเฟอร์ถามอย่างแปลกใจ เมื่อเห็นสีหน้าและท่าทางของพวกมิวเคอร์

“เรียนท่านโรติเฟอร์ ข้าคิดว่าลังไม้ใบนี้อาจถูกส่งมาจากหุบเขามรณะครับ” มิวเคอร์รายงานพลางสะบัดมือใส่ลังไม้เกิดเสียงดังฝุ่บ ฝาของลังไม้ทั้งสี่ด้านค่อยๆ สลายไป เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายในได้อย่างชัดเจน

“เฮ้ย! นั่นมันไฮดราและทหารของพวกเราไม่ใช่เหรอ!” ไซลาเรียอุทานลั่น ชี้มือไปที่ลังไม้ ซึ่งเปิดโล่งทั้งสี่ด้าน ข้างในมีร่างย่อส่วนของทหารอสูรนอนเรียงหน้ากระดานเป็นแถวยาวมีด้วยกันทั้งหมดห้าแถวๆ ละยี่สิบคน วางเรียงซ้อนขึ้นมาข้างบนห้าชั้น ตรงมุมทั้งสองข้างของแต่ละชั้น มีไม้จิ้มฟันทำเป็นเสาค้ำยันเพื่อรับน้ำหนักของทหารกลุ่มนี้เอาไว้ โดยไฮดรากับหัวหน้ากองทั้งสิบคนนั่งหันหลังชนกันอยู่ชั้นบนสุด

ขณะที่ทุกคนกำลังอึ้งกับสิ่งที่เห็น กระดาษแผ่นเล็กๆ แผ่นหนึ่งก็ลอยออกมาจากอกเสื้อของไฮดรา ปล่อยลำแสงสีขาวพุ่งตรงไปที่ผนังห้องโถง ฉายภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับไฮดราและทหารอสูรที่ไปบุกหุบเขามรณะให้อสูรทางนี้ดูอย่างละเอียด สร้างความอึ้งปนทึ่งให้กับทุกคนเป็นอย่างมาก คิดไม่ถึงว่าลูกชายของราชาปีศาจกับหลานชายของตาเฒ่ามังกรตัวแสบ จะเก่งกาจเกินตัวจนไม่อยากจะเชื่อว่า เด็กพวกนี้มีอายุแค่ยี่สิบต้นๆ เท่านั้น แต่ที่ทำให้พวกอสูรทึ่งไปกว่านั้นก็คือ เด็กหนุ่มกลุ่มนี้ล้วนแต่หน้าตาหล่อเหลาอย่างหาตัวจับยากอีกด้วย

“หากท่านอาร์ทีเมียได้เห็นภาพนี้ เจ้าคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น” อัลบูโกกระซิบถามมิวเคอร์เบาๆ สายตาจับจ้องภาพของโรมกับฟิลอย่างสนใจ มั่นใจว่าเด็กหนุ่มสองคนนี้ มีคนหนึ่งเป็นลูกชายของราชาปีศาจ และอีกคนหนึ่งคือคนรักของลูกสาวราชาปีศาจ ซึ่งมิวเคอร์ก็คิดแบบนี้เช่นกัน

“จะเกิดอะไรขึ้นน่ะเหรอ ท่านอาร์ทีเมียก็คงจะคิดว่าระหว่างพี่ชายกับคนรัก ควรจะฆ่าใครทิ้งก่อนดี แต่ถ้าให้เดา ข้าคิดว่าท่านอาร์ทีเมียคงจะฆ่าคนรักของเด็กที่ชื่อรันทิ้งก่อน จากนั้นค่อยเป็นคิวของพี่ชาย” มิวเคอร์ตอบน้ำเสียงราบเรียบ อัลบูโกยิ้มบางๆ พยักหน้าเห็นด้วย ส่วนพีเนียสกับไซลาเรียที่ยืนข้างกันมองภาพการต่อสู้ของพวกโรมอย่างสนใจ เด็กพวกนี้ฝีมือดีจริงๆ แฮะ เห็นแบบนี้แล้วชักคันไม้คันมือขึ้นมาซะแล้วสิ หึหึหึ ขอให้พวกมันบุกมาที่นี่จริงๆ เถอะ ทั้งคู่หันมายิ้มให้กันแต่ดวงตาเป็นประกายวาววับอย่างน่ากลัว

ลำแสงจากกระดาษแผ่นเล็กยังคงฉายภาพบันทึกเหตุการณ์ไปเรื่อยๆ จนมาถึงตอนที่เฟเบียซกับรีนอลเล่นงานพวกไฮดรา ทำให้อสูรที่อยู่ทางนี้มีสีหน้าอึ้งปนเหวอไปตามๆ กันก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นเจ็บใจ คิดไม่ถึงว่าจะถูกพวกตาเฒ่ามังกรเอาคืนได้อย่างเจ็บแสบแบบนี้

ขณะที่พวกอสูรยืนอึ้งปนเหวอรวมไปถึงโกรธแค้นการกระทำของพวกเฟเบียซ  สี่ผู้เฒ่าวิหคกลับมีสีหน้าเรียบเฉย เพราะรู้อยู่แล้วว่าพวกเฟเบียซมีนิสัยอย่างไร อดสมเพชพวกอสูรไม่ได้ อยู่ดีไม่ว่าดี ดันหาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ แต่เจ้าเฟเบียซกับเจ้ารีนอลก็เหลือเกินจริงๆ นี่กะจะให้พวกอสูรโกรธจนกระอักเลือดตายหรือไงกัน ถึงได้ทำแบบนี้ เฮ้อ!  ดีแล้วที่เมื่อเช้าพวกมันไม่ได้มาที่นี่ด้วย ขืนมากันครบทีม มีหวังพวกเราคงได้อกแตกตายกันบ้างล่ะ

เมื่อลำแสงฉายภาพบันทึกเหตุการณ์จบลงแล้ว ลำแสงก็กลายเป็นกลุ่มควันสีแดงจางๆ เรียงเป็นประโยคคำพูดลอยค้างกลางอากาศว่า

“หากพวกเจ้าคิดดัดหลังพวกเรา ด้วยการนำทหารกลุ่มที่โดนยาพิษไปทิ้งที่ฝั่งโน้น เพื่อต้องการให้พิษแพร่กระจายและทำลายชีวิตมนุษย์ผู้บริสุทธิ์ล่ะก็ ขอบอกว่าเสียใจด้วย เพราะพิษตัวนี้มีผลกับพวกอสูรเท่านั้น หึหึหึ..ขอให้พวกเจ้าทุกคนโชคดีและมีความสุขกับการคิดค้นวิธีถอนพิษ พวกเราจะเอาใจช่วยเต็มที่ สู้ๆ นะ..ฮ่าๆๆ”

“หนอยแน่ะ! ตาเฒ่ามังกรตัวแสบ มันจะมากไปแล้วนะ แบบนี้ต้องลุยให้เละไปกันข้างหนึ่งซะแล้ว” จอมอสูรโรติเฟอร์กำมือเข้าหากันแน่น พูดเสียงลอดไรฟันอย่างเจ็บใจ แต่เมื่อหันมาเห็นราชินีเซพิโอล่ายืนตัวสั่นเทิ้ม จอมอสูรโรติเฟอร์ก็สะดุ้ง รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายเริ่มโมโห รีบยกมือแตะไหล่ราชินีเซพิโอล่า เอ่ยเตือนสติเบาๆ

“เซพิโอล่าจ๋า ใจเย็นๆ ก่อนนะ อย่าเพิ่งโมโหไป เรื่องแค่นี้เอง”

ประโยคนั้นเหมือนราดน้ำมันลงไปบนกองไฟ ราชินีเซพิโอล่าสะบัดไหล่ออกพลางหันไปตวัดมือใส่ผนังห้องโถงเกิดเสียงบึมดังสนั่น ห้องโถงและห้องรับรองที่อยู่ติดกันหายไปทั้งแถบ ราชินีเซพิโอล่าหันขวับมามองจอมอสูรโรติเฟอร์ตาขุ่น แผดเสียงดังลั่นห้อง   

 “ใจเย็นงั้นเหรอ! ข้าบอกท่านกับอาร์ทีเมียแล้วใช่ไหมว่า อย่าส่งทหารไปหาพวกมัน แต่ท่านก็ไม่ฟังข้า! แล้วเป็นไงล่ะทีนี้ นอกจากจะทำอะไรพวกมันไม่ได้แล้ว ยังโดนพวกมันย้อนเกล็ดกลับมาอีกด้วย ป่านนี้ตาเฒ่าพวกนั้นคงจะหัวเราะเยาะพวกเราอยู่เป็นแน่ ฮึ! แต่ก็สมควรอยู่หรอกนะ ในเมื่ออสูรแต่ละคนเก่งกันนักนี่ ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าหรือลูกน้อง ก็มีแต่พวกฉลาดน้อยไม่รู้จักคิดกันทั้งนั้น!”

 น้ำเสียงของราชินีเซพิโอล่าเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด ไออสูรสีดำอมเขียวแผ่กระจายออกมาปกคลุมไปทั่วห้อง บอกให้รู้ว่านางกำลังโกรธจัด จอมอสูรโรติเฟอร์ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก รู้ฤทธิ์ของอีกฝ่ายดีว่าเวลาโมโหขึ้นมา อารมณ์จะรุนแรงและน่ากลัวมาก 

พวกมิวเคอร์ ฮันเซย์และครีซอล พากันยืนนิ่งเงียบ รู้ดีว่าราชินีเซพิโอล่ากำลังอารมณ์เสีย จึงไม่อยากโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนสี่ผู้เฒ่าวิหคสบตากับผู้เฒ่ากีรอนพลางส่ายหัว จริงอยู่ว่า มันน่าโมโหที่ท่านโรติเฟอร์ไม่ฟังคำทักท้วงของท่านราชินีจนทำให้เกิดความเสียหายตามมาอย่างที่เห็น แต่ถึงจะโมโหแค่ไหนก็ตาม ท่านราชินีก็ควรจะให้เกียรติท่านโรติเฟอร์บ้าง ไม่ใช่มายืนต่อว่าต่อขานท่านโรติเฟอร์ต่อหน้าลูกน้องด้วยคำพูดแบบนี้

ทหารอสูรคนอื่นๆ ที่ได้ยินเสียงของราชินีเซพิโอล่า ต่างวิ่งเข้ามาในห้องโถงหน้าตาตื่นด้วยนึกว่าเกิดเหตุร้าย แต่เมื่อเห็นสีหน้าดุดันของราชินีเซพิโอล่า ทุกคนก็เกิดอาการกลัวจนหัวหด ถอยหลังกรูดกันเป็นแถว

“พวกเจ้ากลุ่มนั้นน่ะ พอเห็นข้าแล้ว ทำไมต้องถอยหลังกลับไปด้วยฮะ!” ราชินีเซพิโอล่าตวาดใส่ทหารกลุ่มหนึ่งที่วิ่งเข้ามาก่อนกลุ่มอื่นด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว ฮอร์คซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ผู้เฒ่าวิหค รีบขัดขึ้นมา

“ท่านราชินีครับ ข้าว่าแทนที่ท่านจะมาไล่เบี้ยเอากับทหารชั้นต่ำพวกนี้ สู้เอาเวลามาประชุมวางแผนเอาคืนพวกมังกรจากหุบเขามรณะยังจะเข้าท่ากว่านะครับ”

“ฮึ! เรื่องเอาคืนพวกมันน่ะ ข้าทำแน่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ท่านกีรอน!”

“ครับ ท่านราชินี” ผู้เฒ่ากีรอนก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าราชินีเซพิโอล่า เพื่อรอรับคำสั่ง

“ช่วยจัดการเรื่องพิษที่อยู่ในตัวไฮดรากับทหารกลุ่มนี้ด้วย หากจัดการไม่ได้ ก็ย้ายพวกนี้ไปที่ป่ามืดมิด แล้วสร้างอาณาเขตปิดผนึกขึ้นมาขังพวกมันไว้ ข้าไม่ยอมให้พิษแพร่กระจายในดินแดนอสูรเด็ดขาด เข้าใจไหม!”

“เข้าใจครับ ท่านราชินี”

“มิวเคอร์! อัลบูโก! พีเนียส! ไซลาเรีย!”

“ครับ ท่านราชินี”  แม่ทัพอสูรทั้งสี่คนก้าวออกมายืนข้างหน้า

“ข้าต้องการรู้จำนวนทหารที่อยู่ในความรับผิดชอบดูแลของพวกเจ้าทั้งสี่คนว่ามีจำนวนเท่าไหร่ พวกเจ้าช่วยตรวจสอบเรื่องนี้ให้ข้าด้วย หากเป็นไปได้ ข้าขอคำตอบก่อนเย็นนี้ พวกเจ้าทำได้ไหม”

“ได้ครับ ท่านราชินี” แม่ทัพอสูรทั้งสี่คนรับคำพร้อมกัน ราชินีเซพิโอล่าหันมามองครีซอลกับฮันเซย์

“พวกเจ้าไปบอกอาร์ทีเมียด้วยว่า ข้าจะไม่ย้ายนังเด็กสองคนนั่นไปขังไว้ในคุกแล้ว แต่จะให้พวกนางพักอยู่ในปราสาทกับพวกเรา หากอาร์ทีเมียสงสัยว่าทำไม ก็ให้บอกไปว่าถ้าอยากรู้ให้มาถามข้าเอง”

“ครับ ท่านราชินี”

ราชินีเซพิโอล่าชำเลืองมองจอมอสูรโรติเฟอร์ที่ยืนนิ่งอยู่ข้างๆ กัน พูดเสียงห้วน

“ข้ามีเรื่องจะคุยกับท่าน ขอเชิญที่ห้องหนังสือด้วย!” พูดจบราชินีเซพิโอล่าก็เดินกระแทกส้นเท้าขึ้นบันไดไปเสียงดังตึงๆๆ จอมอสูรโรติเฟอร์มองตามไปด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย บ่นออกมาอย่างเซ็งจัด

“เจริญจริงๆ เมียข้า สั่งราวกับว่าข้าเป็นลูกน้องอย่างงั้นแหละ ตกลงนี่ใครเป็นผู้นำอสูรกันแน่วะ!”

พวกมิวเคอร์ สี่ผู้เฒ่าวิหค ผู้เฒ่ากีรอน ครีซอล ฮันเซย์ ตลอดจนอสูรที่อยู่ในบริเวณนี้อดขำไม่ได้ ท่าทางท่านโรติเฟอร์จะหงุดหงิดนะเนี่ย แต่ก็เห็นด้วยกับคำค่อนขอดของท่านโรติเฟอร์ว่า ท่านราชินีชอบสั่งท่านโรติเฟอร์ราวกับว่าท่านโรติเฟอร์เป็นลูกน้องคนหนึ่งมากกว่าจะมองเห็นเป็นสามีซะอีก

“พวกเจ้ายืนยิ้มอะไรกัน รีบไปทำงานที่ได้รับมอบหมายได้แล้ว เดี๋ยวเซพิโอล่าก็ลงมาอาละวาดให้อีกรอบนึงหรอก” จอมอสูรโรติเฟอร์ต่อว่าลูกน้องเสียงดัง เมื่อเห็นทหารแต่ละคนต่างพากันยืนอมยิ้ม

“ครับ ท่านโรติเฟอร์” ทุกคนปรับสีหน้าเป็นปกติ ก้มศีรษะทำความเคารพจอมอสูรโรติเฟอร์ก่อนแยกย้ายกันไป จอมอสูรโรติเฟอร์ถอนหายใจดังเฮือก เดินขึ้นบันไดไปข้างบนเพื่อไปหาราชินีเซพิโอล่า

*******************************************************

ลูกบอลสีทองของโรมมุ่งหน้ามายังเมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้ด้วยความเร็วสูง เพียงแค่สี่สิบนาที ลูกบอลก็พากลุ่มของโรมเข้ามาหยุดตรงสวนดอกไม้ที่อยู่ในปราสาทของกาลาฟกับไวท์ไลฟ์ ซึ่งขณะนั้นฟิคเกอร์กับเรด อีเกิ้ลกำลังถกเถียงกันหน้าดำคร่ำเครียดจึงไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีลูกบอลลอยมาหยุดอยู่ด้านหลังของพวกตน

“ท่านเรด อีเกิ้ล ข้าขอร้องล่ะ อย่าเพิ่งเข้าไปกวนชาร์คตอนนี้เลยนะ ปล่อยให้ชาร์คได้อยู่ตามลำพังคนเดียวเงียบๆ สักระยะหนึ่งก่อนเถอะ” ฟิคเกอร์บอกพลางมองเรด อีเกิ้ลที่ยืนเชิดหน้าอย่างขอร้อง

“เจ้าจะบ้าหรือเปล่าฮะ ฟิคเกอร์! รู้ทั้งรู้ว่าเจ้าชาร์คกำลังเสียใจ แทนที่จะดึงมันออกมาจากความทุกข์  เจ้ากลับนิ่งดูดายปล่อยให้มันขังตัวเองอยู่กับศพพ่อของมันในห้องใต้ดินได้ยังไงกันฮะ!” เรด อีเกิ้ลตวาดเสียงดัง

“ข้าไม่ได้นิ่งดูดายนะท่านเรด อีเกิ้ล การเสียพ่อไปอย่างกะทันหันแบบนี้ ไม่ว่าใครก็ต้องตกใจจนตั้งตัวไม่ติดกันทั้งนั้น ข้าคิดว่าปล่อยให้ชาร์คอยู่เงียบๆ คนเดียวสักพักเถอะ บางทีเวลาอาจจะช่วยทำให้ชาร์ครู้สึกดีขึ้น”

“ฟิคเกอร์! เกิดอะไรขึ้นกับลุงเอ็ดดี้” เสียงทุ้มกังวานที่ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้ฟิคเกอร์กับเรด อีเกิ้ลหันมามองพร้อมกันก่อนสะดุ้ง เมื่อเห็นพวกโรมก้าวออกมาจากลูกบอลสีทองก่อนเดินมาหยุดตรงหน้าทั้งคู่ สายตาของโรมที่มองมา ทำให้ฟิคเกอร์นิ่งอึ้งพูดไม่ออก แย่ละสิ! ทำไมจู่ๆ พวกท่านโรมจึงมาโผล่เอาตรงนี้ได้ล่ะเนี่ย

“ฟิคเกอร์! ข้าถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับลุงเอ็ดดี้!” โรมถามย้ำอีกครั้ง คิ้วหนาเข้มขมวดมุ่น คำพูดปริศนาของเฟเบียซที่พูดทิ้งท้ายเอาไว้ ทำให้โรมใจเต้นแรง ภาวนาอย่าให้สิ่งที่ตนเองกังวลอยู่ในตอนนี้เป็นความจริง

“เอ่อ..คะ.คือ..เอ่อ.คือว่า” ฟิคเกอร์อ้ำๆ อึ้งๆ ทำให้เรด อีเกิ้ลมองอย่างขัดใจ จึงเป็นฝ่ายบอกซะเอง

“เอ็ดดี้ตายแล้วครับท่านโรม โดนพวกอสูรฆ่าตาย ท่านรันกับเรเซียก็โดนพวกอสูรจับตัวไปด้วยครับ”

เหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงใส่หน้าโรมกับพวกฟิล ทั้งห้าคนมีอาการชาไปทั่วร่าง มองเรด อีเกิ้ลเหมือนไม่เคยเห็นมาก่อน อะไรนะ! ลุงเอ็ดดี้ถูกอสูรฆ่าตาย รันกับเรเซียก็โดนจับตัวไปด้วยอย่างงั้นเหรอ

 “เจ้านกแก่ปากมอม อย่ามาอำกันแบบนี้ มันไม่ขำนะ!” ฟาเรียตั้งสติได้ก่อนคนอื่น ต่อว่าเรด อีเกิ้ลเสียงดังอย่างไม่พอใจ คิดว่าอีกฝ่ายกุเรื่องขึ้นมาเพื่อต้องการแกล้งพวกตนให้ตกใจเล่น 

“ชิชะ! ไอ้เด็กปากเสีย! เรื่องแบบนี้ใครที่ไหนเขาจะเอามาล้อกันเล่น ถ้าพวกเจ้าไม่เชื่อก็ลงไปดูศพของเอ็ดดี้ที่อยู่ในห้องใต้ดินให้เห็นกับตาสิ ข้าเองก็กำลังจะไปตามเจ้าชาร์คที่ลงไปนั่งเฝ้าศพพ่อของมันอยู่เหมือนกัน จะมาด้วยกันไหมล่ะ” เรด อีเกิ้ลพูดน้ำเสียงจริงจังอย่างไม่สบอารมณ์ หมุนตัวเดินออกไปทันที

 พวกโรมไม่รอช้ารีบเดินตามเรด อีเกิ้ลไป โดยมีฟิคเกอร์มองตามไปอย่างกังวล ขืนให้ท่านเรด อีเกิ้ลเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้พวกท่านโรมฟังล่ะก็ เรื่องอาจบานปลายได้ เพราะท่านเรด อีเกิ้ลชอบใส่สีตีไข่ซะเกินจริง ต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่งั้นยุ่งแน่ คิดแล้วฟิคเกอร์ก็รีบวิ่งเข้าไปในปราสาทด้านในเพื่อไปรายงานให้ท่านราฟทราบ

โรม ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาส เดินแกมวิ่งลงบันไดชั้นใต้ดินมาอย่างรวดเร็ว ในใจของทุกคนเต็มไปด้วยความกังวล ยิ่งใกล้ถึงที่หมายมากเท่าไหร่ ความกังวลก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

“ถึงแล้วครับท่านโรม ห้องนี้แหละที่ใช้เก็บศพของเอ็ดดี้” เรด อีเกิ้ลบอกพลางใช้ปีกผลักประตูเข้าไป

ชาร์คที่นั่งฟุบหน้ากับแท่นวางศพของเอ็ดดี้เงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นพวกโรมยืนอยู่ตรงประตู ชาร์คก็เบิกตากว้างอย่างดีใจรีบลุกขึ้นยืนทำความเคารพ ก่อนหันมาพูดกับศพของเอ็ดดี้ที่นอนอยู่ในโลงแก้วเสียงสั่นเครือ

“พ่อครับ ท่านโรมกลับมาแล้วครับ”

ร่างไร้วิญญาณของเอ็ดดี้ที่นอนสงบนิ่งอยู่ในโลงแก้วรวมกับคำพูดของชาร์ค ทำให้โรมยืนตัวแข็งทื่อ รู้สึกเย็นวาบไปทั่วร่าง ใบหน้าคมเข้มซีดเผือดปราศจากสีเลือด เรด อีเกิ้ลไม่ได้พูดโกหก! ลุงเอ็ดดี้ตายแล้วจริงๆ!

ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสยืนนิ่งเหมือนถูกสาปให้เป็นหินไปชั่วขณะ มองร่างไร้วิญญาณของเอ็ดดี้ที่อยู่ในโลงแก้วอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง อะไรกันนี่! แค่พวกเราไม่อยู่ที่นี่ไม่กี่วัน ทำไมมันจึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้!

โรมก้าวเข้ามาภายในห้องตามด้วยพวกฟิล โดยชาร์คถอยไปยืนอยู่ด้านหลังห่างจากแท่นวางศพของเอ็ดดี้ไม่มากนักเพื่อให้พวกโรมเข้ามาดูศพของเอ็ดดี้ใกล้ๆ 

โรมเดินเข้ามายืนชิดแท่นวางศพของเอ็ดดี้ เอามือแตะฝาโลงแก้วอย่างเบามือพลางก้มมองร่างของเอ็ดดี้อย่างเจ็บปวดใจ ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่เจอกับเอ็ดดี้ย้อนกลับเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็ว ภาพแล้วภาพเล่าหมุนติ้วราวกับนาฬิกาไขลานเดินถอยหลัง โรมขบกรามแน่น ซบหน้าลงบนโลงศพของเอ็ดดี้ ร่างกายสั่นน้อยๆ อย่างควบคุมไม่อยู่ ทำไมพวกอสูรต้องฆ่าลุงเอ็ดดี้ด้วย! ทำไมพวกมันจึงทำแบบนี้!

ใช่แต่โรมเท่านั้นที่เสียใจกับการจากไปของเอ็ดดี้ พวกฟิลก็เสียใจเช่นกัน ทั้งสี่คนยืนอึ้งพูดอะไรไม่ออก ปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบงำอยู่ครู่ใหญ่จนเรด อีเกิ้ลเอ่ยขึ้นมาทำลายความเงียบ

“ท่านโรมอยากรู้เรื่องที่เกิดขึ้นไหมครับ ข้าจะได้เล่าให้ฟัง”

โรมเงยหน้าขึ้นมองเรด อีเกิ้ล ดวงตาทั้งคู่แดงก่ำและแข็งกร้าวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน พูดเสียงห้วน

“เรด อีเกิ้ล! เล่าทุกเรื่องที่เจ้ารู้มาให้หมด ข้าอยากรู้ว่าช่วงที่ข้าไม่อยู่ที่นี่ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้าง!”

ขณะที่เรด อีเกิลกำลังเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้พวกโรมฟังโดยใส่สีตีไข่ไปด้วยนั้น ฟิคเกอร์ก็วิ่งไปที่ห้องหนังสือซึ่งอยู่ชั้นสองของปราสาท เพื่อรายงานให้ท่านราฟทราบว่าพวกท่านโรมกลับมาแล้ว แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะทหารหน้าห้องแจ้งว่า นาธานกับแฟรงก์พาพวกองครักษ์พิทักษ์แคว้นมาขอพบท่านราฟ และตอนนี้ทั้งหมดกำลังคุยเรื่องงานกันอยู่ที่ห้องประชุมใหญ่ โดยท่านราฟได้เรียกทหารเทพและทหารปีศาจเข้าร่วมประชุมด้วย

“แย่ละสิ! จะทำยังไงกันดีล่ะทีนี้” ฟิคเกอร์บ่นพลางเดินวนไปวนมาเหมือนหนูติดจั่น สร้างความสงสัยให้กับทหารหน้าห้องทั้งสองนายเป็นอย่างมาก อดถามขึ้นมาไม่ได้

“ท่านฟิคเกอร์มีธุระด่วนกับท่านราฟหรือครับ ถึงได้มีท่าทางร้อนใจแบบนี้”

“ใช่! ข้ามีเรื่องสำคัญต้องแจ้งให้ท่านราฟรู้ เรื่องสำคัญซะด้วยสิ”

 “เรื่องอะไรหรือครับ ท่านฟิคเกอร์” ทหารทั้งสองนายถามพร้อมกัน ฟิคเกอร์จึงเล่าให้ฟังว่าพวกท่านโรมกลับมาแล้วและตอนนี้ก็ตามเรด อีเกิ้ลลงไปดูศพของเอ็ดดี้ที่ห้องใต้ดิน

“ฮ้า! แบบนี้ก็แย่สิครับ ท่านเรด อีเกิ้ลน่ะปากไม่ดีอยู่ด้วย”

“ก็ใช่น่ะสิ! ข้าถึงต้องรีบมารายงานให้ท่านราฟทราบยังไงล่ะ แต่ไม่คิดว่าท่านนาธานกับท่านแฟรงก์จะพาพวกองครักษ์พิทักษ์แคว้นมาพบท่านราฟในตอนนี้ แย่ชะมัด! ป่านนี้ท่านเรด อีเกิ้ลคงใส่ไฟพวกอสูรให้พวกท่านโรมฟังจนไหม้เกรียมไปแล้วแหงๆ แล้วทีนี้ข้าจะไปหาตัวช่วยที่ไหนมาดับไฟกันล่ะเนี่ย” ฟิคเกอร์บ่นพลางชะเง้อคอมองไปที่ห้องประชุมใหญ่ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้องหนังสืออย่างกระวนกระวายใจ

ด้านพวกโรม หลังจากรู้เรื่อง (ซึ่งได้มีการเติมแต่งเนื้อเรื่องเข้าไปให้ดูเลวร้ายมากกว่าเดิม) ที่เกิดขึ้นกับคณะของรันจากปากของเรด อีเกิ้ลอย่างละเอียด พวกโรมก็ไม่พอใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะโรม ซึ่งปกติเป็นคนใจเย็นและนิ่งมากถึงกับฉุนจัด คิดไม่ถึงว่าอาร์ทีเมียจะกล้าส่งคนมาฉุดรันกับเรเซียไปฝั่งโน้น เท่านั้นไม่พอยังสั่งทหารอสูรให้ฆ่าลุงเอ็ดดี้ และทำร้ายพวกบียอฟ รวมไปถึงนอยด์กับเอลสันจนได้รับบาดเจ็บปางตายอีกด้วย

  ฟิลก็เช่นกัน แม้ภายนอกจะวางหน้าเรียบเฉยกับเรื่องราวที่ได้รับรู้ แต่ดวงตาวาวโรจน์อย่างไม่พอใจถึงขีดสุด ซึ่งอาการแบบนี้ของฟิล ทำให้เพื่อนรักทั้งสามคนคือ ไรซาน ฟาเรียและบาลาสไม่สบายใจ เป็นเรื่องแล้วสิ เจ้าฟิลกำลังโกรธจัด แบบนี้มีหวังได้เละกันไปข้างหนึ่งแน่

“หากวันนั้นข้าไม่นอนจำศีลเพื่อเพิ่มพลังเวทย์ล่ะก็ ข้าคงตามคณะของท่านรันไปด้วยแล้ว และเรื่องแบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น เพราะข้าสามารถบินออกมาจากอาณาเขตปิดผนึกของพวกอสูร เพื่อกลับมาแจ้งเหตุให้ท่านราฟทราบจะได้ส่งคนไปช่วยคณะของท่านรันได้ทันท่วงทีและเอ็ดดี้ก็คงจะไม่ถูกฆ่าตายอย่างน่าอนาถแบบนี้” เรด อีเกิ้ลพูดเสียงสั่นเครือ ใช้ปีกเช็ดน้ำตาป้อยๆ

 โรมขบกรามแน่น ดวงตาแดงก่ำเป็นประกายอย่างน่ากลัว เป็นห่วงรันกับเรเซียจับใจ ป่านนี้ไม่รู้ว่าพวกอสูรจะทำมิดีมิร้ายหรือล่วงเกินทั้งคู่บ้างหรือเปล่า ยิ่งคิดก็ยิ่งร้อนรนจนเลือดในกายเดือดพล่าน ไอปีศาจสีน้ำตาลอมทองแผ่กระจายออกมาจากร่างโรมไม่ขาดสาย ส่งผลให้อุณหภูมิภายในห้องวิปริต ทั้งร้อนและหนาวสลับกัน

“ข้าจะไปเอาตัวรันกับเรเซียกลับมาและจะลากคอเจ้าอาร์ทีเมียมาที่นี่ ข้าจะให้มันกราบศพลุงเอ็ดดี้เพื่อขอโทษในสิ่งที่มันทำลงไป!” โรมพูดเสียงเย็นเยียบ เดินออกไปจากห้องทันที

 “ข้าจะไปกับโรม พวกเจ้าจะไปด้วยหรือไม่ ข้าไม่สน แต่ขอร้องว่าอย่าห้ามข้า ไม่งั้นได้เห็นดีกันแน่!” ฟิลหันมามองไรซาน ฟาเรียและบาลาสแวบนึงก่อนเดินออกไปอย่างรวดเร็ว

“เฮ้! รอด้วยสิ ข้าจะไปกับเจ้าด้วย!” เรด อีเกิ้ลตะโกนเสียงดัง ตามหลังฟิลไปติดๆ ทิ้งให้ไรซาน ฟาเรียและบาลาสยืนอึ้งด้วยความตกใจ คิดไม่ถึงว่าโรมกับฟิลจะผลุนผลันออกไปแบบนั้น เมื่อตั้งสติได้ ไรซานก็หันมามองชาร์คที่ยืนหน้าซีดด้วยความตกใจเช่นกัน ไม่คิดว่าท่านโรมกับท่านฟิลจะโกรธกับเรื่องที่เกิดขึ้นมากขนาดนี้

“พวกเราจะไปยับยั้งสองคนนั้นเอาไว้ก่อน เจ้าช่วยไปแจ้งเรื่องนี้ให้ท่านราฟทราบโดยด่วน รีบไปตอนนี้เลยนะชาร์ค เดี๋ยวไม่ทันการณ์!” ไรซานสั่งชาร์คน้ำเสียงร้อนรน

“ครับ ท่านไรซาน” ชาร์คพยักหน้า รีบวิ่งออกไปจากห้อง ไรซานหันมามองฟาเรียกับบาลาสก่อนพูดขึ้น

“งานนี้ถ้าพวกเราไม่ออกแรงกันอย่างเต็มที่ล่ะก็ ไม่มีทางหยุดสองคนนั้นได้แน่”

“เฮ้อ! ทำไมจะต้องเป็นสองคนนี้ด้วย บอกตรงๆ เลยนะว่า ข้าไม่อยากชกหน้าโรมหรือฟิลหรอก แต่ถ้าชกไปแล้วทำให้ทั้งคู่สงบลงได้ล่ะก็ จะให้ชกสักร้อยครั้งพันครั้ง ข้าก็ยอม” บาลาสถอนหายใจพลางส่ายหัว

“โรมกับฟิลคงยอมให้เจ้าชกหน้าอยู่หรอกนะ ดีไม่ดีพวกเราเองอาจเป็นฝ่ายโดนสองคนนั้นรุมกระทืบจนน่วมก็ได้ โทษฐานที่ไปขัดขวางไม่ให้เข้าไปที่แดนอสูร” ฟาเรียว่าเสียงดัง ไรซานกับบาลาสหัวเราะชอบใจดังลั่น

“นั่นสินะ เดี๋ยวก็รู้ว่าใครจะเป็นฝ่ายโดนกระทืบ เอ้าไปกันเถอะ” ไรซานพยักหน้าให้ฟาเรียกับบาลาส จากนั้นร่างของทั้งสามคนก็เลือนหายไป

ชาร์คที่ได้รับมอบหมายจากไรซานให้มาแจ้งข่าวให้ท่านราฟทราบ วิ่งขึ้นบันไดมาชั้นสองของปราสาทอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงก็เห็นฟิคเกอร์เดินเวียนไปเวียนมาอยู่หน้าห้องประชุม จึงเข้าไปหาพร้อมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง มีผลให้ฟิคเกอร์เบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความตกใจ เอาแล้วไง ท่านเรด อีเกิ้ลทิ้งระเบิดลูกใหญ่ให้พวกท่านโรมจริงๆ ด้วย เมื่อเห็นฟิคเกอร์ยืนตัวแข็งทื่อกลายเป็นหินไปแล้ว ชาร์คก็เขย่าตัวฟิคเกอร์ไปมา

“ท่านฟิคเกอร์! ท่านฟิคเกอร์! อย่าเพิ่งช็อคสิครับ รีบเข้าไปแจ้งท่านราฟให้รู้เรื่องก่อน!”

“โอ๊ย! รู้แล้วๆ เจ้าก็ปล่อยมือจากไหล่ข้าซะทีสิ เล่นเขย่าตัวข้าไปมาแบบนี้ เดี๋ยวแขนข้าก็หลุดกันพอดี!”

“แหะๆๆ ขอโทษครับ พอดีข้าตื่นเต้นและตกใจมากไปหน่อย” ชาร์คหัวเราะแห้งๆ ปล่อยมือจากไหล่ทั้งสองข้างของฟิคเกอร์ เอ่ยขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่

“ช่างเถอะๆ ใช่แต่เจ้าคนเดียวซะเมื่อไหร่ล่ะที่ตกใจ ข้าเองก็ตกใจเหมือนกัน แล้วทีนี้พวกเราจะทำยังไงกันดีล่ะ ท่านราฟก็ยังไม่ออกมาจากห้องประชุมซะด้วยสิ”

“ข้าว่าพวกเราเข้าไปแจ้งให้ท่านราฟทราบตอนนี้เลยดีกว่าครับ เพราะเรื่องนี้สำคัญมาก หากรอให้ท่านราฟประชุมเสร็จ บางทีมันอาจจะไม่ทันการณ์ก็ได้” ชาร์คเสนอ ฟิคเกอร์หรี่ตาอย่างครุ่นคิด ก่อนพยักหน้า

“ก็ได้ แต่ถ้าหากท่านราฟเตะข้ากระเด็นออกมานอกห้องล่ะก็ เจ้าจะต้องยอมให้ข้าเตะเจ้าคืนในภายหลัง เข้าใจไหม!” ฟิคเกอร์ขู่

“ท่านฟิคเกอร์จะเตะหรือจะกระทืบข้าก็ได้ครับ ข้ายอมทั้งนั้น” ชาร์คพูดพลางใช้มือดันหลังฟิคเกอร์ให้เดินตรงไปที่ห้องประชุม เมื่อมาหยุดหน้าประตูห้อง ฟิคเกอร์ก็หันมามองชาร์คอย่างไม่แน่ใจ แต่ชาร์คพยักหน้าให้พร้อมยกมือเคาะประตูห้องให้เสร็จสรรพ

“นั่นใคร” เสียงของท่านราฟที่ดังออกมาทำให้ฟิคเกอร์ใจฝ่อ เกรงว่าจะถูกตำหนิ แต่คิดว่าไหนๆ เรื่องก็มาถึงขั้นนี้แล้ว หากไม่แจ้งให้ท่านราฟรู้ มีหวังชะตาขาดได้ จึงสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ สองสามครั้ง แล้วตอบ

“ฟิคเกอร์ครับ ท่านราฟ”

ท่านราฟหันไปพยักหน้าให้เบลลาซึ่งนั่งใกล้ประตูห้องมากที่สุด ซึ่งเบลลาก็เข้าใจเป็นอย่างดี ลุกขึ้นไปเปิดประตูให้ เมื่อเห็นฟิคเกอร์ยืนหน้าซีดเซียวอยู่หน้าห้อง ก็อดแปลกใจไม่ได้ ถามน้ำเสียงนุ่มนวล

“ทำไมหน้าตาเจ้าถึงได้ซีดเซียวแบบนี้ล่ะ มีอะไรหรือเปล่า”

 “มีครับ ท่านเบลลา เรื่องใหญ่มากด้วยครับ” ฟิคเกอร์ตอบเสียงแห้ง เบลลาทำหน้าสงสัย หลีกทางให้ฟิคเกอร์เดินเข้ามาข้างใน ซึ่งท่านราฟ ท่านเกรซ อนากอล แม่ทัพเทพ ขุนพลเทพ ขุนพลปีศาจ เสนาธิการปีศาจ เดลและพวกองครักษ์พิทักษ์แคว้นกำลังนั่งประชุมกันอยู่

“มีเรื่องอะไรหรือฟิคเกอร์” ท่านราฟมองสีหน้าซีดเซียวของฟิคเกอร์อย่างสงสัย

“เอ่อ..คือว่า..พวกท่านโรมกลับมาแล้วและก็ออกไปแล้วครับ” ฟิคเกอร์ตอบเสียงแห้ง

“ว่าไงนะ! พวกโรมกลับมาแล้วและก็ออกไปแล้วด้วยอย่างงั้นเหรอ!” ท่านราฟพูดด้วยความตกใจ

ฟิคเกอร์ทำหน้าเหมือนคนจะร้องไห้ เล่าให้ท่านราฟและทุกคนฟังว่าเกิดอะไรขึ้น มีผลให้ทุกคนมีสีหน้าตกใจ นึกไม่ถึงว่าโรมกับฟิลจะวู่วามแบบนั้น ท่านราฟมีสีหน้าเคร่งขรึมด้วยความหนักใจ ท่านเกรซลุกขึ้นเดินไปที่ประตูเพื่อจะไปตามโรมกับฟิล แต่อนากอลเดินเข้ามาจับแขนเอาไว้ พูดน้ำเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่นทุกถ้อยคำ

“ข้าจะไปตามโรมกับฟิลให้เอง ท่านพี่รออยู่ที่นี่เถอะครับ”

 ท่านเกรซน้ำตาปริ่มขอบตามองหน้าน้องชายอย่างขอบคุณ อนากอลหันมามองท่านราฟพร้อมยิ้มให้

“ข้าขอสัญญาด้วยเกียรติของแม่ทัพเทพเลยครับว่า ข้าจะพาโรมกับฟิลกลับมาหาพวกท่านให้ได้”

“ขอบใจมาก ฝากด้วยนะอนากอล”

อนากอลยิ้มบางๆ ก้มศีรษะทำความเคารพท่านราฟกับท่านเกรซก่อนที่ร่างจะเลือนหายไป ท่านราฟลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินมาโอบบ่าท่านเกรซ ปลอบน้ำเสียงนุ่มนวล

“ไม่ต้องห่วงหรอก น้องชายของเจ้าคนนี้ไม่เคยทำงานพลาด ครั้งนี้ก็เช่นกัน เชื่อมืออนากอลเถอะ”

ท่านเกรซมองหน้าท่านราฟ เมื่อเห็นแววตาเชื่อมั่นของท่านราฟจึงยิ้มออก ท่านราฟพูดถูก อนากอลไม่เคยทำงานพลาด ดังนั้นอนากอลจะต้องพาโรมกับฟิลกลับมาที่นี่ได้อย่างแน่นอน

*************************************************************

หลังออกมาจากห้องใต้ดิน เรด อีเกิ้ลได้ขยายร่างตัวเองให้มีขนาดใหญ่พร้อมกับเชิญโรมกับฟิลให้ขึ้นมานั่งบนหลังของตัวเองเพื่อนำทั้งคู่ไปเฮล เกท สถานที่แบ่งเขตดินแดนแถบนี้กับดินแดนอสูรด้วยความเร็วสูงสุด

เพียงแค่ยี่สิบนาที กลุ่มของโรมก็มาถึงที่หมาย เรด อีเกิ้ลบินฝ่าป่าโปร่งที่ยืนต้นแห้งตายซาก เพราะโดนไอร้อนของทะเลลาวาเข้าไปพลางชี้ให้โรมกับฟิลก้มมองข้างล่าง ไอสีขาวจำนวนมากจากทะเลลาวาลอยขึ้นมากระทบกับผิวหน้าจนร้อนผ่าว กลิ่นกำมะถันฉุนกึกโชยเข้าจมูกจนทั้งคู่ต้องกลั้นหายใจเอาไว้

“ถึงแล้วครับ” เรด อีเกิ้ลร่อนตัวลงต่ำ ห่างจากทะเลลาวาที่กั้นขวางดินแดนทั้งสองฝั่งไม่มากนัก โรมกับฟิลกระโดดลงจากหลังของเรด อีเกิ้ล ลงมายืนเคียงกัน ทั้งคู่มองทะเลลาวาด้วยสีหน้าเรียบเฉย เมื่อมองไกลออกไปพบว่าด้านหลังของทะเลลาวาคือเทือกเขาขนาดใหญ่ทอดตัวเป็นแนวยาวคล้ายกำแพงยักษ์ มีใบหน้าของเทวรูปตั้งอยู่บนเทือกเขาหันหน้ามาทางนี้ ใบหน้าของเทวรูปเหล่านั้นดูดุดันและน่าสะพรึงกลัว

“ข้าเคยมาที่นี่เมื่อหลายวันก่อนตอนที่มาตามพวกท่านโรซาร์เนียร์ แต่ไม่ได้ข้ามทะเลลาวาเข้าไป เพราะท่านราฟห้ามเอาไว้” ฟิลบอกโรมด้วยสีหน้าเคร่งขรึม โรมพยักหน้าเล็กน้อย ดินแดนอสูรอยู่หลังทะเลลาวานี่สินะ คิดแล้วก็หันมาพยักหน้าให้ฟิล ซึ่งอีกฝ่ายก็เข้าใจเป็นอย่างดี

ทั้งคู่เดินไปที่ทะเลลาวาซึ่งมองเห็นอยู่ไม่ไกล โดยมีเรด อีเกิ้ลตามหลังไป อีกไม่กี่ก้าวจะถึงที่หมาย จู่ๆ โรมกับฟิลก็ชะงักฝีเท้า เมื่อเสียงทุ้มนุ่มหูดังขึ้นพร้อมกับร่างของใครคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นขวางหน้า

“พวกเจ้าจะไปไหนกันหรือ”

 “ท่านอนากอล!” โรมกับฟิลอุทานพร้อมกัน ในขณะที่เรด อีเกิ้ลทำตาโตด้วยความตกใจ

“ใช่! ข้าเอง!” อนากอลผงกศีรษะให้ ใบหน้าคมสันงดงามประหนึ่งประติมากรรมชั้นเยี่ยมนั้นนิ่งสงบ ดวงตาสีม่วงอ่อนที่มองโรมกับฟิลราบเรียบไม่แสดงความรู้สึกใดๆ แต่สามารถสะกดโรมกับฟิลให้ยืนนิ่งอยู่กับที่

 “พรึ่บ” ไรซาน ฟาเรียและบาลาสปรากฏตัวขึ้นห่างจากกลุ่มของโรม เมื่อเห็นอนากอลยืนขวางหน้าโรมกับฟิล ทั้งสามคนก็มีสีหน้าตกใจปนประหลาดใจ ทำไมท่านอนากอลถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะเนี่ย

อนากอลปรายตามองเรด อีเกิ้ลนิดนึง เรด อีเกิ้ลรีบหลบตามองพื้น รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ขึ้นมา รู้ดีว่าในบรรดาทหารทั้งหมด ท่านราฟกับท่านเกรซไว้ใจและเชื่อมือท่านอนากอลมากที่สุด ลองท่านอนากอลมาเองแบบนี้ งานนี้มีหวังข้าโดนท่านอนากอลเล่นงานจนอ่วมแหงๆ เรด อีเกิ้ลคิดพลางทำคอย่น เรด อีเกิ้ลเอ๋ย งานเข้าแล้วสิ!

“พวกเจ้ายังไม่ตอบคำถามของข้าเลยนะ ว่าพวกเจ้าจะไปที่ไหน” อนากอลถามซ้ำ

“พวกเราจะเข้าไปที่แดนอสูรครับ” โรมกับฟิลตอบพร้อมกัน อนากอลพยักหน้ารับรู้ ถามต่อ

“จะไปช่วยรันกับเรเซียงั้นสิ”

“ใช่ครับ ข้าจะไปเอาน้องสาวข้ากลับมา และจะลากคอเจ้าอาร์ทีเมียมาที่นี่ด้วย” โรมตอบเสียงขุ่น รู้สึกหงุดหงิดกับท่าทีของอนากอลที่แสดงท่าทางไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับเรื่องที่เกิดขึ้น

“ข้าเข้าใจความรู้สึกของพวกเจ้าดี แต่ตอนนี้พวกเจ้ายังเข้าไปที่นั่นไม่ได้”

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะครับ หากพวกเราปล่อยให้รันกับเรเซียอยู่ที่นั่นนานๆ ทั้งคู่จะไม่ปลอดภัยนะครับ” ฟิลถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ พยายามสะกดอารมณ์ขุ่นมัวเอาไว้อย่างเต็มที่

 “ทั้งคู่ยังปลอดภัยดีอยู่ ดังนั้นไม่มีความจำเป็นที่พวกเจ้าจะต้องไปที่นั่นในตอนนี้”

“ท่านรู้ได้ไงว่าทั้งคู่ยังปลอดภัย ในเมื่อท่านยังไม่ได้เข้าไปที่นั่นสักหน่อย” โรมต่อว่าอย่างไม่พอใจ

“ถึงข้าจะไม่ได้เข้าไปที่นั่น แต่ข้าก็รู้ว่ารันกับเรเซียยังปลอดภัยดีอยู่ พวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”

 “จะไม่ให้ข้าห่วงได้ยังไง รันเป็นน้องสาวของข้านะครับ ป่านนี้ไม่รู้ว่าเจ้าอาร์ทีเมียจะล่วงเกินน้องข้าบ้างหรือเปล่า ท่านเข้าใจที่ข้าพูดไหมครับ ท่านอนากอล!” โรมพูดเกือบจะเป็นตวาด เริ่มระงับอารมณ์ไม่อยู่

 “โรมพูดถูก ท่านก็น่าจะรู้ดีนี่ครับว่าอสูรน่ะมีนิสัยเช่นไร หากพวกเราไม่รีบไปช่วยสองคนนั้นล่ะก็” ฟิลกำมือแน่น ในใจเดือดปุดๆ จนแทบจะปะทุออกมาด้านนอก ความอดทนเริ่มพังทลายลง

อนากอลเลิกคิ้วสูง มองท่าทางของโรมกับฟิลอย่างแปลกใจเล็กน้อย สองคนนี้เวลาอารมณ์ร้อนขึ้นมา เอาเรื่องไม่เบาเหมือนกันนะเนี่ย

“หมายความว่า ไม่ว่ายังไงพวกเจ้าก็จะเข้าไปที่แดนอสูรให้ได้ใช่ไหม”

โรมกับฟิลไม่ยอมตอบแต่จากลักษณะท่าทางที่เห็น บอกให้รู้ว่าทั้งคู่ไม่ยอมถอยออกไปจากตรงนี้แน่  อนากอลคลี่ยิ้มบางๆ หงายมือข้างหนึ่งขึ้น ปรากฏดาบสีทองคู่หนึ่งลอยขึ้นมาจากฝ่ามือ

“หากพวกเจ้ายืนกรานว่าจะเข้าไปที่แดนอสูรให้ได้ ข้าก็ไม่ขัดข้อง แต่มีข้อแม้ว่าพวกเจ้าต้องล้มข้าให้ได้ซะก่อน ไม่อย่างนั้นก็อย่าหวังว่าจะได้ผ่านเข้าไป!”

“ท่านอนากอล!” โรมกับฟิลอุทานอย่างตกใจ มองอนากอลอย่างนึกไม่ถึง

“พวกเจ้าได้ยินไม่ผิดหรอก หากพวกเจ้าเอาชนะข้าได้ ข้าก็จะยอมหลีกทางให้พวกเจ้าแต่โดยดี แต่ถ้าข้าเป็นฝ่ายชนะล่ะก็ พวกเจ้าจะต้องตามข้ากลับไปน็อธ บิ๊ก ซิตี้!”

โรมกับฟิลขบกรามแน่น มองอนากอลที่ยืนถือดาบขวางหน้าอย่างคับแค้นใจ ฟาเรีย ไรซาน บาลาสและเรด อีเกิ้ลต่างตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะทำยังไงกันดีล่ะทีนี้! ท่าทางท่านอนากอลไม่ได้ล้อเล่นซะด้วยสิ!    

 “ท่านอนากอล อย่าคิดว่าทำแบบนี้แล้ว จะหยุดพวกเราได้นะครับ ข้าไม่ยอมหรอก!” โรมพูดเสียงต่ำในลำคอ หงายมือข้างหนึ่งขึ้น ปรากฏดาบเล่มหนึ่งลอยออกมา ในขณะที่ฟิลก็ดึงดาบออกมาจากฝ่ามือเช่นกัน

“หวา! แย่แล้ว! ไรซาน เจ้าเฒ่า พวกเจ้าทำอะไรสักอย่างสิ!” ฟาเรียพูดอย่างร้อนใจ

ไรซานกับบาลาสมีสีหน้าเคร่งเครียด คิดไม่ถึงว่าพวกตนจะต้องมาเจอสถานการณ์แบบนี้ มันเลวร้ายยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดซะอีก แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม จะปล่อยให้สองคนนั้นสู้กับท่านอนากอลไม่ได้เด็ดขาด!

“ข้าจะไปห้ามโรมกับฟิลเอง!” บาลาสพุ่งตัวออกไปทันที ไรซานกับฟาเรียไม่รอช้า รีบตามไปเช่นกัน

โรม ฟิลยืนประจันหน้ากับอนากอล ในมือของทั้งคู่ถือดาบคนละเล่ม ส่วนอนากอลถือดาบทั้งสองมือ แววตาที่มองโรมกับฟิลนิ่งสงบ คาดเดาไม่ออกเลยว่ากำลังคิดอะไรอยู่

“พวกเจ้าชักดาบออกมาแบบนี้ แสดงว่ายอมรับเงื่อนไขของข้าใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นก็เข้ามาพร้อมกัน”

โรมกับฟิลมีสีหน้าเคร่งเครียด ดูจากน้ำเสียงและท่าทางแล้ว ท่านอนากอลเอาจริงแน่นอน ถ้าพวกเราเอาชนะท่านอนากอลไม่ได้ล่ะก็..ทั้งคู่จับดาบแน่น มือทั้งสองข้างสั่นเล็กน้อยและชื้นไปด้วยเหงื่อที่ซึมขึ้นมา

“ทำไมไม่เข้ามา มัวรีรออะไรอยู่ หากพวกเจ้าไม่เข้ามา ข้าจะเข้าไปหาพวกเจ้าเอง” อนากอลขยับเท้า ส่งผลให้โรมกับฟิลขยับถอยหลังไปหนึ่งก้าว บ้าชะมัด! ทั้งๆ ที่ท่านอนากอลไม่ได้แผ่รังสีเข่นฆ่าออกมาแม้แต่น้อย แต่ทำไมกลับรู้สึกเหมือนมีพลังบางอย่างกดดันพวกเราเอาไว้ มันทั้งหนักหน่วงและรุนแรงมากซะจนทำให้ก้าวขาไม่ออก ท่านอนากอลใช้วิชาอะไรกันแน่!

ขณะที่โรมกับฟิลคิดด้วยความตกใจปนสงสัย บาลาสก็เข้ามาขวางหน้าโรมกับฟิลพร้อมกับยกมือทั้งสองข้างจับดาบของทั้งคู่เอาไว้ พูดเสียงเข้มแต่แฝงไว้ด้วยความเป็นห่วงชัดเจน

“พวกเจ้าใจเย็นก่อนสิ อย่าเพิ่งวู่วามได้ไหม”

ไรซานกับฟาเรียตามมาสมทบโดยยืนขนาบข้างโรมกับฟิล จากนั้นฟาเรียก็รีบพูดขึ้นมา

“พวกเจ้าจำคำพูดของท่านปู่เฟเบียซไม่ได้หรือไงว่าให้ตั้งสติให้ดี อย่าทำอะไรหุนหันพลันแล่น”

โรมกับฟิลชะงักเมื่อได้ยินคำพูดนี้ บาลาสกับฟาเรียเห็นดังนั้นจึงฉวยโอกาสดึงดาบของทั้งคู่ออกมาถือเอาไว้ซะเอง ไรซานมองหน้าโรมกับฟิลสลับกัน ก่อนพูดขึ้นมาน้ำเสียงนุ่มนวล

“ข้าเข้าใจความรู้สึกของพวกเจ้านะ แต่โรมกับฟิลที่พวกเรารู้จักน่ะ ไม่ใช่คนใจร้อนวู่วามหรือทำอะไรโดยไม่มีสติแบบนี้” 

โรมกับฟิลกำมือแน่น ความรู้สึกภายในกำลังขัดแย้งกันอย่างรุนแรง แต่ในที่สุดทั้งคู่ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ทำให้พวกไรซานยิ้มด้วยความดีใจ ที่เห็นโรมกับฟิลสามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้แล้ว

“ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะควบคุมอารมณ์ได้แล้วสินะ” อนากอลเก็บดาบก่อนเดินเข้ามาหา

โรมกับฟิลก้มหน้ามองพื้น แม้ว่าทั้งคู่จะสามารถควบคุมอารมณ์ได้แล้ว แต่ใช่ว่าความขุ่นมัวจะจางหายไป มันยังคงอยู่ เพียงแต่ไม่คุกรุ่นรุนแรงเหมือนเมื่อครู่ก็เท่านั้นเอง

“ตอนที่พวกเรารู้เรื่องที่เกิดขึ้นนั้น ทุกคนก็รู้สึกไม่ต่างจากพวกเจ้าหรอก แต่ที่ยังไม่บุกเข้าไปช่วยรันกับเรเซียออกมาทันทีนั้น เป็นเพราะว่าพวกเราต้องวางแผนให้รัดกุมและรอบคอบที่สุด เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น พวกเจ้าน่าจะรู้ดีว่าการบุกเข้าไปที่รังของศัตรูโดยที่ไม่มีข้อมูลของพวกมันอยู่ในมือเลยนั้น มันอันตรายและเสี่ยงมาก ต่อให้พวกเจ้าเก่งกาจหรือฉลาดปราดเปรื่องเพียงใด ก็ไม่มีทางเอาชนะศัตรูได้หรอก”

โรมกับฟิลเงยหน้าขึ้นมองอนากอล พบว่าอีกฝ่ายส่งยิ้มให้แล้วพูดต่อน้ำเสียงนุ่มนวล

 “พวกเจ้าต้องมีสติมากกว่านี้ อย่าปล่อยให้อารมณ์เข้าครอบงำจนทำให้มองอะไรเพียงแค่ตื้นๆ โดยขาดการไตร่ตรองที่รอบคอบ ไม่อย่างนั้นแทนที่จะช่วยรันกับเรเซียออกมาได้ กลับกลายเป็นว่าพวกเจ้าเดินเข้าไปให้พวกมันฆ่าทิ้งซะเอง ที่สำคัญก็คือ พวกเจ้าต้องแยกให้ออกด้วยว่า ระหว่างความกล้ากับความบ้าบิ่นนั้น มันไม่เหมือนกัน แม้ว่ามันจะใกล้เคียงกันก็เถอะ” อนากอลพูดเตือนสติพร้อมสอนไปด้วยในตัว

”ท่านอนากอลครับ ข้าต้องขอโทษท่านด้วยครับ ที่เมื่อกี้ข้าพูดจาและแสดงกิริยาไม่ดีต่อท่าน” โรมพูดขึ้นมาหลังจากนิ่งไปครู่ใหญ่

 “ไม่เป็นไร ข้าเข้าใจดีว่าที่เจ้าทำลงไปนั้นก็เพราะว่าเป็นห่วงรันกับเรเซีย”

“ข้าเองก็ต้องขอโทษท่านอนากอลเช่นกันครับ ว่าแต่เมื่อกี้ ที่ท่านอนากอลบอกว่ารันกับเรเซียยังปลอดภัยดีอยู่นั้น เรื่องนี้เป็นความจริงหรือครับ” ฟิลเอ่ยขอโทษอนากอล พลางถามย้ำอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจ

“จริงสิ ข้าจะโกหกพวกเจ้าไปทำไมกัน” อนากอลพยักหน้าพร้อมยิ้มให้ จากนั้นจึงบอกให้พวกโรมรู้ว่าท่านราฟสั่งให้พวกจอห์นช่วยดูแลและคุ้มครองรันกับเรเซียที่อยู่ฝั่งโน้น ดังนั้นเรื่องที่พวกโรมวิตกกังวลว่าอาจมีอสูรคิดล่วงเกินรันกับเรเซียนั้นก็เป็นอันตกไป เพราะพวกจอห์นไม่ยอมแน่นอน

โรมถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ใบหน้าที่เคร่งเครียดเมื่อครู่เริ่มยิ้มออก ถ้ารู้ว่ารันกับเรเซียมีพวกท่านจอห์นคอยดูแลอยู่แล้ว ข้าคงไม่ทำอะไรโดยขาดสติแบบนี้หรอก คิดแล้วโรมก็พูดออกมาอย่างรู้สึกผิด

“ข้านี่แย่จริงๆ นะครับ นี่ถ้าหากท่านอนากอลไม่มาขวางเอาไว้ซะก่อน ข้าอาจทำให้ท่านพ่อกับท่านแม่เสียใจก็เป็นได้ เห็นทีข้าคงต้องฝึกควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ดีกว่านี้ ต่อไปจะได้ไม่เกิดเรื่องแบบนี้อีก”

“ข้าเองก็เหมือนกันครับ พอได้ยินว่ารันกับเรเซียโดนจับตัวไป ใจข้าก็ร้อนรุ่มกังวลไปสารพัด กลัวพวกอสูรจะทำมิดีมิร้ายกับทั้งคู่ ก็เลยควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ เฮ้อ! คิดๆ แล้วมันน่าเขกหัวตัวเองชะมัด” ฟิลส่ายหัวไปมา

 “ช่างเถอะ เรื่องนี้โทษพวกเจ้าไม่ได้หรอก เพราะพวกเจ้าไม่รู้เรื่องที่ท่านราฟสั่งให้พวกท่านจอห์นคอยดูแลความปลอดภัยให้รันกับเรเซีย ข้าเชื่อว่าหากพวกเจ้ารู้เรื่องนี้ล่ะก็ พวกเจ้าคงจะมีสติมากกว่านี้”

  “เอ่อ..เรื่องนั้นข้าผิดเองครับที่ลืมบอกให้พวกท่านโรมรู้” เรด อีเกิ้ลเอ่ยขึ้นมาเสียงอ่อย

 “งั้นหรือ? ปกติความจำของเจ้าดีเลิศนี่นา แต่ทำไมคราวนี้กลับลืมซะได้ล่ะ” อนากอลทำหน้าสงสัย แต่ดวงตาฉายแววรู้ทัน มีผลให้เรด อีเกิ้ลกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ รู้ดีว่าอนากอลหมายถึงอะไร แต่ทำนิ่งเฉยไม่พูดอะไรออกมาทั้งสิ้น เพราะกลัวอนากอลจะคาดโทษตัวเองเพิ่มขึ้นไปอีก

 ท่าทางของเรด อีเกิ้ล ทำให้พวกโรมเข้าใจทันทีว่าอะไรเป็นอะไร จึงอดหมั่นไส้เรด อีเกิ้ลขึ้นมาไม่ได้ โดยเฉพาะฟาเรียที่เก็บปากเก็บคำไม่อยู่ พูดออกมาอย่างขุ่นเคือง

 “ที่แท้เจ้าก็รู้เรื่องที่พวกท่านพ่อไปคุ้มกันรันกับเรเซียอยู่แล้ว แต่จงใจไม่บอกเรื่องนี้ให้พวกเรารู้ หนอย! เพราะเจ้าแท้ๆ เลยเชียว เกือบทำให้พวกเราต้องตีกันเองซะแล้ว มันน่านักนะ เจ้านกแก่ตัวแสบ!”

 “ไอ้เด็กปากเสีย! ข้าไม่ได้ตั้งใจจะให้พวกเจ้าตีกันเองสักหน่อย ข้าก็แค่อยากหาแนวร่วมไปถล่มพวกอสูรเป็นเพื่อนข้าก็เท่านั้นเอง! ข้าผิดหรือไงที่อยากจะไปแก้แค้นให้เอ็ดดี้น่ะ!” เรด อีเกิ้ลเถียงอย่างไม่ยอมรับผิด

“ยังจะมาแก้ตัวน้ำขุ่นๆ อีก เป็นผู้ใหญ่ประสาอะไร ทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิด แบบนี้ใช้ได้ที่ไหน”

“เจ้าไม่มีสิทธิ์มาว่าข้าแบบนี้นะ ไอ้เด็กเมื่อวานซืนเพิ่งหัดเดินเตาะแตะ!” เรด อีเกิ้ลตวาดเสียงดัง

“เด็กเมื่อวานซืนแล้วไง ดีกว่าเจ้าก็แล้วกัน ทำผิดแล้วแทนที่จะขอโทษกลับไม่ยอมทำ ยังมีหน้ามาว่าคนอื่นอีก อย่างเจ้าน่ะ เขาเรียกว่าแก่เพราะเกิดมานาน นิสัยถึงได้แย่ไม่เอาไหนแบบนี้ยังไงล่ะ!” ฟาเรียตอกกลับ

 เรด อีเกิ้ลโกรธจนตัวสั่น มองฟาเรียเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ ฟาเรียเองก็มองตอบตาขุ่นไม่แพ้กัน

“พวกเจ้าไม่ต้องทะเลาะกัน ข้าคิดว่าเรื่องนี้ให้ท่านราฟเป็นคนตัดสินเองจะดีกว่า แต่ตอนนี้พวกเราควรจะกลับกันได้แล้ว ป่านนี้ทุกคนคงคอยแย่” อนากอลตัดบท มองฟาเรียกับเรด อีเกิ้ลอย่างตำหนิ ทั้งคู่จึงหุบปากไม่พูดอะไรอีก แต่ไม่วายส่งสายตาพิฆาตใส่กัน จนไรซานต้องดึงฟาเรียให้มายืนข้างๆ เพราะไม่อยากให้มีเรื่อง

สิบนาทีต่อมา อนากอลพร้อมด้วยโรม ฟิล ฟาเรีย ไรซาน บาลาสและเรด อีเกิ้ลก็มาปรากฏตัวในห้องโถงชั้นล่างของปราสาท ซึ่งขณะนั้นท่านราฟกับท่านเกรซ มานั่งคอยอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นอนากอลพาพวกโรมกลับมาได้อย่างปลอดภัย ท่านเกรซก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินเข้าไปหาทันที

 “ท่านแม่ครับ” โรมสวมกอดท่านเกรซ ก่อนหันไปก้มศีรษะทำความเคารพท่านราฟที่เดินเข้ามาหา

“ข้าต้องขอโทษพวกท่านด้วยครับที่ใจร้อนและวู่วามเกินไปหน่อยจนทำให้พวกท่านเป็นห่วง”

“ไม่เป็นไรจ้ะ แม่รู้ว่าเจ้าเป็นห่วงน้อง แต่อดใจหายไม่ได้เหมือนกันตอนที่รู้ว่าเจ้ากับฟิลผลุนผลันออกไปแบบนั้น ดีนะที่อนากอลอาสาออกไปตามพวกเจ้าให้ ไม่อย่างนั้นล่ะก็” ท่านเกรซบอกพลางหันไปยิ้มให้อนากอล

“ขอบใจมากนะ อนากอล”

“ไม่เป็นไรครับ”

ท่านราฟส่งยิ้มให้อนากอล จากนั้นเดินเข้ามาสวมกอดโรมพร้อมกับเอ่ยขึ้นมา

“ความจริง พ่อไม่อยากตำหนิเจ้าหรอกนะ เพราะรู้ว่าเจ้าเป็นห่วงน้องจนทำให้ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ แต่ครั้งหน้าหากมีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นอีก ขอให้เจ้ามาถามพ่อกับแม่หรือไม่ก็อนากอลก่อนว่าเรื่องราวที่แท้จริงเป็นอย่างไร จะได้ไม่ทำอะไรวู่วามแบบนี้อีก เข้าใจไหม”

“เข้าใจครับ ท่านพ่อ” โรมรับคำเสียงเบา ท่านราฟพยักหน้าพอใจหันไปมองฟิลที่ยืนข้างโรม

“เจ้าก็เหมือนกัน องครักษ์ไม่ใช่มีหน้าที่แค่ให้คำแนะนำหรือคุ้มครองผู้เป็นเจ้านายเท่านั้น แต่องครักษ์จะต้องกล้าตักเตือนและท้วงติงเจ้านายไม่ให้ทำในสิ่งที่ผิดอีกด้วย ไม่อย่างนั้นจะถือว่าบกพร่องต่อหน้าที่”

 “ขอโทษครับ ท่านราฟ ต่อไปข้าจะไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกแล้วครับ” ฟิลขอโทษอย่างรู้สึกผิด

“ไม่เป็นไร ความจริงแล้วข้าไม่ได้โกรธเจ้าหรอก ตรงกันข้าม ข้ากลับดีใจด้วยซ้ำไปที่เห็นเจ้าเป็นห่วงรันมากซะขนาดนี้ เฮ้อ! คิดๆ แล้วข้าก็ชักจะอิจฉาเจ้ารันขึ้นมาซะแล้วสิ” ท่านราฟตบบ่าฟิลพลางหัวเราะออกมา ทำให้ฟิลหน้าแดงก่ำ ส่วนคนอื่นๆ ที่เหลือก็หัวเราะเช่นกัน  เมื่อหยุดหัวเราะแล้ว ท่านราฟจึงพูดขึ้นมาน้ำเสียงจริงจัง

 “เอาล่ะ ในเมื่อพวกเจ้ากลับมาก็ดีแล้ว พวกเราจะได้ประชุมเรื่องงานกันต่อ”

 “ประชุม?” โรม ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสทำหน้าสงสัย ท่านราฟจึงบอกให้รู้ว่า ก่อนที่พวกโรมจะกลับมาถึงที่นี่ได้ไม่นาน นาธานกับแฟรงก์ได้พาพวกองครักษ์พิทักษ์แคว้นมาขอพบท่านราฟ เพื่อแจ้งข่าวสำคัญ

“ข่าวสำคัญอะไรหรือครับ ท่านพ่อ”

“คืออย่างนี้..” ท่านราฟเล่าให้ฟังว่า เมื่อวานมอลโตกับเฟรดเดอริกได้พาผู้ครองแคว้นกลุ่มหนึ่งมาพบท่านราฟที่นี่ เมื่อพูดคุยกันเสร็จแล้ว พวกเขาก็ขอตัวกลับและเดินทางไปพบผู้ครองแคว้นอีกสี่คนที่เหลือ เพื่อเกลี้ยกล่อมให้เห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านราฟ โดยใช้เวลาพูดคุยกันเกือบสองชั่วโมง ก็สามารถทำให้ผู้ครองแคว้นทั้งสี่คนนั้นยอมรับข้อเสนอของท่านราฟได้เป็นผลสำเร็จ

โรม ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสมีสีหน้ายินดีอย่างเห็นได้ชัดกับข่าวสำคัญที่ได้รู้

“พวกเจ้าอย่าเพิ่งดีใจไป” ท่านราฟเอ่ยเนิบๆ แล้วเล่าต่อว่า เมื่อเกลี้ยกล่อมผู้ครองแคว้นทั้งสี่คนได้เป็นผลสำเร็จ มอลโตกับเฟรดเดอริกจึงเดินทางไปหามาร์เดโลที่เมืองพอร์ตแลนด์ทันที แต่เมื่อไปถึงที่นั่น ทั้งคู่ก็พบว่ามาร์เดโลไม่อยู่ เมื่อถามทหารหน้าห้องก็ได้คำตอบว่า เมื่อช่วงสายๆ มีชายหญิงคู่หนึ่งมาขอพบมาร์เดโล โดยได้แสดงจดหมายนัดหมายอย่างเป็นทางการให้ดู ทหารจึงยอมให้พวกเขาเข้าไปพบมาร์เดโล

โรม ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสสบตากันอย่างแปลกใจ ใครกันนะที่มาขอพบท่านมาร์เดโล

“ทหารหน้าห้องบอกว่า พวกเขาหายเข้าไปในห้องมาร์เดโลไม่ถึงสิบนาทีก็กลับออกมา จากนั้นมาร์เดโลก็ออกมาจากห้องและสั่งความทหารหน้าห้องว่าจะออกไปธุระข้างนอกสักครู่หนึ่ง เมื่อสั่งความเสร็จแล้ว มาร์เดโลก็ใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเองหายตัวไป”

 “แล้วยังไงต่อครับ ท่านราฟ” ฟาเรียถาม

“หลังจากออกไปข้างนอกแล้ว มาร์เดโลก็ไม่ได้กลับเข้ามาอีกจนกระทั่งตอนบ่าย เทอร์รีนอยด์ที่ไปประชุมร่วมกับพวกมิคาเอลกลับมาถึงและรู้เรื่องนี้เข้า จึงลองใช้มนต์เรียกติดต่อไปแต่ไม่สามารถติดต่อได้”

“ติดต่อไม่ได้เลยหรือครับ” 

“ใช่! เทอร์รีนอยด์พยายามอยู่หลายครั้งแต่ไม่สามารถติดต่อได้ เทอรีนอยด์รู้สึกว่ามันผิดปกติ จึงรีบส่งข่าวให้นาธานทราบ นาธานจึงเรียกแฟรงก์และองครักษ์พิทักษ์แคว้นอีกสองคนคือ สแตงก์กับรีเทน ให้เดินทางไปเมืองพอร์ตแลนด์ด้วยกัน เพื่อตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้น”

“แล้วได้เรื่องว่ายังไงบ้างครับ”

“นี่ล่ะคือปัญหา เพราะพวกนั้นใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีตรวจสอบสถานที่อย่างละเอียดจนทำให้พบกับเรื่องประหลาดอย่างหนึ่ง”

“เรื่องประหลาด?”

“ใช่! ทั้งนาธาน แฟรงก์ เทอร์รีนอยด์ สแตงก์และรีเทนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ภายในห้องของมาร์เดโลนั้นมีกลิ่นไอบางอย่าง แต่มันจางมากซะจนแทบจะจับกลิ่นไม่ได้ ที่สำคัญก็คือ กลิ่นไอที่ว่านี้ไม่สามารถแยกได้ชัดเจนว่าเป็นกลิ่นไอของอะไรกันแน่ เพราะมันผสมกันระหว่างกลิ่นไออสูรและกลิ่นไอปีศาจ”

“กลิ่นผสมกันระหว่างไออสูรกับไอปีศาจหรือครับ!” พวกโรมทำตาโต อุทานออกมาพร้อมกัน

ท่านราฟพยักหน้าแทนคำตอบ ส่วนท่านเกรซกับอนากอลมีสีหน้าเคร่งขรึม ในขณะที่พวกโรมขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างครุ่นคิด ชายหญิงปริศนาคู่นั้นที่มาหาท่านมาร์เดโลเป็นคนเผ่าพันธุ์ไหนกันแน่นะ 

“นอกจากกลิ่นไอประหลาดที่ว่านั่นแล้ว พวกท่านนาธานมีพบหลักฐานอื่นอีกไหมครับ ท่านราฟ”.

“นี่ล่ะคือปัญหาใหญ่ ที่ทำให้นาธานต้องพาพวกองครักษ์พิทักษ์แคว้นมาพบข้าในวันนี้!”

“ท่านพ่อหมายความว่ายังไงครับ” โรมมองท่านราฟอย่างแปลกใจเช่นเดียวกันกับพวกฟิล เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของท่านราฟ พวกโรมก็เบิกตากว้าง ใจเต้นแรง ภาวนาให้สิ่งที่พวกตนคิดไม่เป็นความจริง

“พวกท่านอย่าบอกนะครับว่า..” 

“นอกจากกลิ่นไอประหลาดที่พวกนาธานสัมผัสได้ในห้องของมาร์เดโลแล้ว พวกนาธานก็พบว่า ตำรามหาเวทย์จักรพรรดิ์ เล่มที่มาร์เดโลครอบครองอยู่ก็หายไปเช่นกัน!”

ความเงียบปกคลุมห้องโถงไปชั่วขณะ โรม ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสมีสีหน้าเคร่งเครียดกับเรื่องที่ได้รับรู้ ไม่คิดว่าช่วงเวลาแค่ไม่กี่วันที่พวกตนไปฝึกวิชาที่หุบเขามรณะนั้น จะเกิดเรื่องราวต่างๆ มากมายเช่นนี้

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่คณะของรันโดนอสูรโจมตีจนทำให้เอ็ดดี้เสียชีวิต และรันกับเรเซียถูกจับตัวไป หรือจะเป็นเรื่องที่พวกผู้ครองแคว้นต่างยอมรับข้อเสนอของท่านราฟ ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับเทพและปีศาจ แต่เรื่องที่ท่านมาร์เดโลและตำรามหาเวทย์จักรพรรดิหนึ่งเล่มได้หายไปอย่างลึกลับนั้น ทำให้พวกโรมหนักใจไม่น้อย

นอกจากนี้ ชายหญิงปริศนาคู่หนึ่งที่ไปพบท่านมาร์เดโลเมื่อวานนั้นคือใครกันแน่ มีความเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของท่านมาร์เดโลและตำรามหาเวทย์จักรพรรดิ์ด้วยหรือเปล่า ข้อสงสัยเหล่านี้ทำให้พวกโรมถอนหายใจออกมาเสียงดัง ทำไมเรื่องมันถึงได้ยุ่งเหยิงวุ่นวายและสลับซับซ้อนเช่นนี้นะ

“พวกเจ้าไม่ต้องถอนใจเสียงดังอย่างนั้น สิ่งที่พวกเราจะต้องทำในตอนนี้ก็คือ ต้องตามหามาร์เดโลและตำรามหาเวทย์จักรพรรดิเล่มนั้นให้เจอโดยเร็วที่สุด ก่อนที่มันจะสายเกินไป” อนากอลเอ่ยขึ้นมา

“สายเกินไป? ท่านอนากอลหมายความว่าอย่างไรครับ”

“ข้าเองก็ไม่แน่ใจนักหรอก แค่สังหรณ์ใจว่าบางทีอาจเกิดเรื่องร้ายขึ้นกับมาร์เดโลก็เป็นได้”

“ท่านอนากอลคงไม่ได้หมายความว่า มีคนหลอกให้ท่านมาร์เดโลนำตำรามหาเวทย์จักรพรรดิออกไปพบข้างนอก จากนั้นเขาก็ทำร้ายท่านมาร์เดโล แล้วชิงตำรามหาเวทย์จักรพรรดิ์ไป ใช่ไหมครับ”

อนากอลไม่ตอบคำถาม แต่ดูจากสีหน้าของอนากอลและท่านราฟตลอดจนท่านเกรซแล้ว พวกโรมก็หน้าเสีย หากสิ่งที่ท่านอนากอลคาดเดาเป็นจริงล่ะก็ เรื่องใหญ่แน่!

“เอาล่ะ ข้าว่าเราไปคุยเรื่องนี้ในห้องประชุมกันต่อเถอะ อ้อ! ส่วนเจ้าก็กลับห้องไปก่อน ไว้ให้ข้าประชุมเสร็จแล้ว เราค่อยมาคุยกัน” ท่านราฟบอกพลางหันมาสั่งเรด อีเกิ้ลด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ทำให้เรด อีเกิ้ลมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัวขึ้นมา อึ๋ย! งานนี้ข้าต้องโดนท่านราฟทำโทษแหงๆ เฮ้อ! ทำไมข้าถึงได้ซวยแบบนี้นะ

จากนั้นท่านราฟก็เดินนำพวกโรมไปที่ห้องประชุม ซึ่งขณะนั้นพวกแม่ทัพเทพ ขุนพลเทพ ขุนพลปีศาจ เสนาธิการทหารปีศาจ เดล รวมไปถึงพวกองครักษ์พิทักษ์แคว้นนั่งคอยอยู่ก่อนแล้ว

เมื่อเห็นโรมเดินตามท่านราฟเข้ามาข้างใน เทอร์รีนอยด์ที่นั่งข้างแฟรงก์ก็มีสีหน้าแปลกใจ เพราะเคยทดสอบฝีมือกับโรมมาก่อนหน้านี้ (ในภาคที่แล้ว) จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าหลานชายของกาลาฟเข้ามาในห้องนี้ทำไม แต่พอท่านราฟแนะนำโรมให้พวกองครักษ์พิทักษ์แคว้นรู้จัก เทอร์รีนอยด์ก็ทำหน้าเหมือนถูกผีหลอก คิดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มที่ตนเคยปรามาสเอาไว้จะเป็นลูกชายของท่านราฟกับท่านเกรซ ถ้าอย่างนั้น เด็กที่ชื่อรันก็.. เทอร์รีนอยด์เหงื่อแตกพลั่ก รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องขึ้นมา เพราะตัวเองเคยแสดงกริยาไม่ดีใส่โรมกับรันมาก่อนหน้านี้

“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ เทอร์รีนอยด์”  แฟรงก์ถามพลางใช้ศอกกระทุ้งชายโครงเทอร์รีนอยด์เบาๆ

เทอร์รีนอยด์ยิ้มเจื่อนๆ ก่อนส่ายหัวแล้วก้มมองพื้น ไม่กล้าสบตาโรมที่กำลังมองมาทางนี้ ซวยล่ะสิ! ข้าจะโดนท่านโรมเล่นงานไหมเนี่ย เทอร์รีนอยด์คิดด้วยความกลุ้มใจก่อนสะดุ้งโหยง เมื่อได้ยินโรมเรียกชื่อตนเอง

“อ้าว! ท่านเทอร์รีนอยด์ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน สบายดีหรือเปล่าครับ”

“เอ่อ..ขะ ข้า..สะ.สบายดีครับ ท่านโรม” เทอร์รีนอยด์ตอบตะกุกตะกัก ยกมือปาดเหงื่อที่ซึมขึ้นมา

“อ้าว นี่เจ้ารู้จักเทอร์รีนอยด์มาก่อนแล้วเหรอ” ท่านราฟถามอย่างแปลกใจ เทอร์รีนอยด์หน้าซีดจนแทบไม่มีสีเลือด กลัวว่าโรมจะเล่าให้ท่านราฟฟังว่าตัวเองเคยแสดงกิริยาไม่ดีใส่โรมกับรันมาก่อน

“ข้ากับท่านเทอร์รีนอยด์เคยเจอกันมาก่อนหน้านี้ครับ ท่านพ่อ” โรมตอบยิ้มๆ ดวงตาคมคู่นั้นเต้นระริกเป็นประกายขบขัน ท่านราฟ ท่านเกรซและอนากอลมองอาการของโรมอย่างแปลกใจ จึงหันไปมองเทอร์รีนอยด์ก็พบว่าอีกฝ่ายก้มหน้ามองพื้นไม่กล้าสบตาโรม เมื่อเห็นดังนั้น ท่านราฟ ท่านเกรซและอนากอลจึงเข้าใจทันทีว่าอะไรเป็นอะไร อดยิ้มออกมาไม่ได้ อ๋อ! ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง

“เอาล่ะ ในเมื่อพวกเจ้ารู้จักกันมาก่อนก็ดีแล้ว จะได้ทำงานร่วมกันง่ายขึ้น” ท่านราฟบอก

“ข้าก็คิดแบบนั้นเช่นกันครับ ท่านพ่อ” โรมตอบกลั้วหัวเราะเดินมานั่งข้างอนากอล ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับเทอร์รีนอยด์พอดี เทอร์รีนอยด์เงยหน้ามองโรมพร้อมกับยิ้มแห้งๆ แต่ไม่พูดอะไรออกมา ส่วนพวกฟิลเดินมานั่งข้างพวกแม่ทัพเทพ เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว แอเรียลที่นั่งข้างฟาเรียก็สะกิดแขนฟาเรียเบาๆ

“มีอะไรหรือครับ ท่านแอเรียล” ฟาเรียสงสัย

“ลูกชายของแคลโลน่ะ เคยแสดงท่าทางก้าวร้าวใส่โรมมาก่อนใช่หรือเปล่า” แอเรียลถาม

“ใช่ครับ ว่าแต่ท่านแอเรียลรู้ได้ไงครับ” ฟาเรียตอบก่อนย้อนถาม แอเรียลหัวเราะเบาๆ เอียงหน้ามาใกล้ฟาเรียพลางเล่าให้ฟังว่าตนเองก็เคยโดนเทอร์รีนอยด์แสดงกิริยาไม่ดีใส่มาก่อนเช่นกัน

“จริงหรือครับ! ท่านแอเรียล!” ฟาเรียทำเสียงตกใจ มองแอเรียลตาโต

”ก็จริงน่ะสิ แต่ข้าไม่อยากถือสาหาความกับมันหรอก” แอเรียลพยักหน้าบอกน้ำเสียงสบายๆ

“ท่านแอเรียลนี่ใจดีจังเลยนะครับ เป็นข้าหน่อยไม่ได้ จะอัดให้น่วม”

“แสดงว่าลูกของแคลโลนิสัยแย่มากเลยใช่ไหม เจ้าถึงได้พูดแบบนี้”

“ใช่สิครับ เจ้านั่นน่ะ นิสัยแย่มาก! พอๆ กับเรด อีเกิ้ลเลยล่ะครับ”

แอเรียลกับฟาเรียคงจะนินทาเทอร์รีนอยด์มากกว่านี้ หากไม่ได้ยินเสียงของมิคาเอลพูดขึ้นมาซะก่อน

“พวกเจ้าหยุดคุยก่อนได้ไหม ไม่เห็นหรือไงว่าท่านราฟกำลังมองมาทางนี้ เดี๋ยวก็โดนตำหนิหรอก”

“นั่นสิ ข้าเห็นพวกเจ้าคุยกันไม่หยุดมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว อยากโดนท่านราฟว่าหรือไง” ราเฟลว่าให้อีกคน

แอเรียลกับฟาเรียรีบยกมือปิดปากแล้วหันไปมองท่านราฟพร้อมกัน พบว่าท่านราฟกำลังมองมานี้อย่างที่มิคาเอลบอกจริงๆ ทั้งคู่จึงยิ้มเจื่อนๆ ให้ท่านราฟก่อนก้มหน้ามองโต๊ะ

 ท่านราฟหันไปมองท่านเกรซกับอนากอลแล้วส่ายหัวเบาๆ เฮ้อ! ทำไมลูกน้องข้าแต่ละคนถึงได้ช่างพูดช่างคุยกันนักนะ คุยเก่งจริงๆ ตั้งแต่รุ่นเล็กยันรุ่นใหญ่ ท่านราฟคิดอย่างอ่อนใจ แล้วพูดขึ้น

“เอาล่ะ ในเมื่อพวกเจ้าพร้อมแล้ว ถ้างั้นข้าจะเข้าเรื่องล่ะนะ”

 “ครับ/ค่ะ ท่านราฟ”

ขณะที่ท่านราฟกำลังประชุมกับทหารของตนที่น็อธ บิ๊ก ซิตี้ ด้านอสูรเองก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้วเช่นกัน เพราะเกสตาได้นำกำลังทหารจากทะเลพฤกษามาสมทบกับทหารของจอมอสูรโรติเฟอร์เป็นจำนวนมาก โดยคัดสรรเฉพาะพวกที่มีฝีมือสูง เก่งในการดักซุ่มโจมตีและใช้พิษได้ทุกรูปแบบ

พวกแม่ทัพอสูรก็กำลังตรวจสอบจำนวนทหารที่อยู่ในความรับผิดชอบดูแลของพวกตนอยู่ตรงลานโล่งกว้างที่อยู่ด้านหน้าปราสาท ตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายจากราชินีเซพิโอล่า เมื่อเห็นเกสตาและทหารจากทะเลพฤกษาปรากฏตัวขึ้น มิวเคอร์ที่กำลังยืนสั่งงานทหารคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาพร้อมส่งยิ้มให้

“กลับมาแล้วเหรอ เกสตา”

“ครับ ท่านมิวเคอร์” เกสตาตอบพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ เพราะได้กลิ่นเหม็นไหม้โชยมา เมื่อเห็นผนังห้องโถงและห้องข้างๆ ที่อยู่ด้านในปราสาทหายไปแถบหนึ่ง เกสตาก็ย่นคิ้วเข้าหากัน เอ๊ะ! เกิดอะไรขึ้น

“ไม่ต้องแปลกใจหรอก ฝีมือท่านราชินีเองแหละ” มิวเคอร์บอกแล้วเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น ทำให้เกสตาถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ คิดไม่ถึงว่าพวกไฮดราจะพลาดท่า โดนตาเฒ่ามังกรตัวแสบเล่นงานได้ง่ายๆ แบบนี้

“แล้วตอนนี้ไฮดรากับพวกนั้นอยู่ที่ไหน ใช่ห้องพยาบาลหรือเปล่าครับ”

 “ใช่! ท่านกีรอนกับพวกท่านฮอร์คกำลังหาวิธีช่วยเหลือพวกนั้นอยู่ แต่ไม่รู้ว่าจะทำสำเร็จไหม”

เกสตาหน้าเสียเมื่อได้ยินคำตอบนั้น เพราะไฮดรากับเกสตาสนิทกันมาก หากท่านกีรอนไม่สามารถถอนพิษที่อยู่ในตัวไฮดราได้ล่ะก็..เกสตากำมือแน่น ร่างกายสั่นเล็กน้อย ไม่กล้าคิดต่อ

 “อย่าเพิ่งวิตกจนเกินไป พวกเรายังมีเวลาอีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึงกำหนดเส้นตายที่ตาเฒ่ามังกรได้บอกเอาไว้ ข้าเชื่อว่าท่านกีรอนต้องหาทางช่วยพวกนั้นได้แน่” มิวเคอร์ตบบ่าเกสตาเบาๆ เป็นเชิงปลอบ

“ขอบคุณมากครับ ท่านมิวเคอร์”

“ไม่เป็นไร ข้าขอตัวไปสะสางงานก่อนนะ เย็นนี้ค่อยเจอกัน” มิวเคอร์ยิ้มเล็กน้อยก่อนผละไป

 เกสตาหันมาสั่งทหารจากทะเลพฤกษาให้แยกย้ายกันไปพักผ่อน ส่วนตนเองก็ไปหาราชินีเซพิโอล่าที่ห้องหนังสือเพื่อรายงานตัว เมื่อออกจากห้องหนังสือแล้ว เกสตาก็ไปหาผู้เฒ่ากีรอนที่ห้องพยาบาลเพื่อสอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับการรักษาพวกไฮดรา โดยใช้เวลาพูดคุยกันเกือบชั่วโมง เกสตาก็ขอตัวกลับห้องพักของตน

“เดินใจลอยแบบนี้ ระวังจะถูกเด็ดหัวโดยไม่รู้ตัวนะ ท่านหัวหน้าทหาร!”

เกสตาชะงักเท้าที่กำลังจะขึ้นบันได เงยหน้าขึ้นมองไปที่ต้นเสียง พบจัสไทนายืนกอดอกจ้องมองตนเองอยู่ตรงชานพักบันได เกสตายิ้มหยัน มองจัสไทนาด้วยสายตาที่ทำให้อีกฝ่ายหน้าร้อนขึ้นมา

“ถึงข้าจะเดินใจลอย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะยอมให้ใครมาเด็ดหัวทิ้งได้ง่ายๆ ยิ่งถ้าใครคนนั้นเป็นเจ้าด้วยแล้วล่ะก็ รับรองได้เลยว่าคนที่จะเป็นฝ่ายถูกเด็ดหัวทิ้งย่อมไม่ใช่ข้าแน่นอน”

จัสไทนากำมือแน่น มองเกสตาตาวาวอย่างไม่พอใจ แต่เกสตาไหวไหล่เล็กน้อยอย่างไม่สนใจ พลางหันหลังให้จัสไทนาแล้วเดินตรงไปที่ห้องนั่งเล่นขนาดเล็กที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับบันได

“เจ้าจะไปไหน!” จัสไทนาพุ่งตัวเข้ามาดักหน้าเอาไว้ เกสตามองจัสไทนาที่ยืนขวางหน้าอย่างรำคาญ 

“หลีกไป”

“ข้าไม่หลีก!”

“ข้าบอกให้เจ้าหลีกไป ไม่อย่างนั้นจะหาว่าข้าใจร้ายไม่ได้นะ จัสไทนา”

“คิดว่าข้ากลัวเจ้าหรือไง ถ้าไม่แน่จริง ข้าไม่กล้ามาหาเรื่องเจ้าหรอก”

“งั้นเหรอ ข้าชักสงสัยแล้วสิว่า ที่เจ้ามาดักรอข้าแบบนี้ จริงๆ แล้วมีจุดประสงค์อะไรกันแน่ อย่าบอกนะว่าเจ้าเหงาจัดแต่ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร เจ้าก็เลยมาตอแยข้าแทน แต่ขอโทษด้วยนะ ข้าช่วยเจ้าไม่ได้หรอก เพราะข้าไม่ชอบใช้ของร่วมกับคนอื่น แม้ว่าของสิ่งนั้นจะสวยงามเพียงใดก็ตาม!”

“เจ้า!” จัสไทนาตวัดมือใส่เกสตาอย่างโกรธจัด แต่เกสตาไวกว่า ฉวยข้อมือจัสไทนาเอาไว้พร้อมกับกระชากร่างจัสไทนาให้เข้ามาใกล้ วงแขนแข็งแรงของเกสตารัดร่างจัสไทนาไว้แน่นจนดิ้นไม่หลุด

“ปล่อยข้า!” จัสไทนาดิ้นขลุกขลักไปมา มองเกสตาอย่างแค้นเคือง เกสตากระชับวงแขนแน่นขึ้น

“คิดว่าข้าอยากแตะต้องเจ้านักหรือไง หึ! ผู้หญิงที่ยอมทอดกายให้ผู้ชายเชยชมได้ง่ายๆ แบบเจ้า ต่อให้มายืนเปลือยกายอยู่ตรงหน้า ข้าก็ไม่มองด้วยซ้ำไป!” เกสตาพูดเสียงเยาะใส่หน้าก่อนคลายวงแขนออก

 “เจ้ากลับไปที่ห้องของเจ้าได้แล้ว และจำไว้ว่าอย่ามาตอแยข้าอีก!” พูดจบเกสตาก็เดินจากไป จัสไทนายืนกำมือแน่น ดวงตาแดงก่ำรื้นไปด้วยน้ำตาที่เอ่อขึ้นมา ไม่เคยรู้สึกเจ็บใจและเกลียดใครได้มากขนาดนี้มาก่อน

“เจ้ากับเกสตามีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า ทำไมเกสตาถึงได้มีท่าทางหงุดหงิดแบบนั้น” เสียงนุ่มๆ ดังขึ้นจากข้างหลัง ทำให้จัสไทนาสะดุ้ง รีบปรีบสีหน้าเป็นปกติแล้วหันมามอง ก็พบพีเนียสยืนกอดอกจ้องมองตัวเองอยู่

“ไม่มีอะไรค่ะ ท่านพีเนียส” จัสไทนาฝืนยิ้มให้พีเนียสก่อนหลุบตาลงต่ำมองพื้น พีเนียสเดินเข้ามาใกล้จัสไทนา ใช้มือเชยคางจัสไทนาให้เงยหน้าขึ้นพร้อมยิ้มให้

“หากไม่มีอะไรจริงๆ อย่างที่เจ้าบอกข้าเมื่อกี้ ทำไมเจ้าจะต้องร้องไห้ด้วยล่ะ ไหนบอกข้ามาซิ ว่าเกสตาทำอะไรเจ้า” น้ำเสียงอ่อนโยนของพีเนียส ทำให้จัสไทนาเม้มปากแน่น น้ำตาเอ่อขึ้นมาอีกรอบ

“โอ๋ๆๆ ไม่ร้องนะคะ” พีเนียสดึงจัสไทนาเข้ามากอด ใช้มือลูบหลังให้อย่างปลอบโยน จัสไทนาซุกหน้าลงบนอกของพีเนียสแล้วสะอื้นเบาๆ ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมถึงได้รู้สึกเจ็บปวดกับคำพูดของเกสตามากขนาดนี้

“รู้สึกดีขึ้นหรือยังคะ” พีเนียสก้มมองจัสไทนาที่อยู่ในวงแขน ถามน้ำเสียงนุ่มนวล

“ข้ารู้สึกดีขึ้นแล้วค่ะ ขอบคุณท่านพีเนียสมากนะคะ” จัสไทนาเงยหน้าขึ้น มองพีเนียสอย่างขอบคุณ

“อืม..เปลี่ยนคำขอบคุณเป็นยิ้มหวานๆ ให้ข้าได้ไหมคะ เพราะข้าจะได้แน่ใจว่า เจ้าหายเศร้าแล้วจริงๆ”

จัสไทนาหัวเราะออกมาเบาๆ ท่านพีเนียสก็เป็นซะแบบนี้ ช่างเอาอกเอาใจและออดอ้อนเก่ง นอกจากนี้ท่านพีเนียสก็ไม่เคยพูดจาทำร้ายจิตใจหรือลงไม้ลงมือกับผู้หญิงสักครั้ง ก็เพราะน่ารักแบบนี้ยังไงเล่า สาวๆ ในเผ่าพันธุ์อสูรมากกว่าครึ่งหนึ่ง ถึงได้หลงท่านพีเนียสซะจนถอนตัวไม่ขึ้น ไม่เว้นแม้กระทั่ง..ตัวข้าเอง

“เจ้าหัวเราะเสียงดังแบบนี้ ก็แสดงว่าหายเศร้าแล้วจริงๆ เฮ้อ! ค่อยโล่งใจขึ้นมาหน่อย” พีเนียสถอนหายใจเสียงดัง จัสไทนามองอย่างหมั่นไส้ อารมณ์ดีขึ้นมาทันที

“เอาล่ะ ในเมื่อเจ้าหายเศร้าแล้ว ถ้างั้นข้าขอตัวไปสะสางงานที่ยังคั่งค้างก่อนนะคะ”

 “ได้ค่ะ ท่านพีเนียส ไว้เจอกันตอนค่ำนะคะ” จัสไทนายิ้มหวาน เขย่งเท้าจูบปลายคางพีเนียสเบาๆ ก่อนผละจากไป พีเนียสมองตามหลังจัสไทนาไปแล้วยิ้มออกมา พลันได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง

“ขนาดเกิดเรื่องวุ่นวายมากมายแบบนี้ แต่เจ้าก็ยังมีเวลามาดูแลสาวๆ ในฮาเร็มอีกนะ”

“น้ำเสียงของเจ้าฟังดูเหมือนจะอิจฉาข้ายังไงก็ไม่รู้แฮะ เอ..หรือว่าข้าคิดมากไป” พีเนียสหัวเราะเบาๆ หันกลับมามองอัลบูโกที่ยืนกอดอก ปั้นหน้าเคร่งขรึมอยู่ด้านหลัง

“ใครจะไปอิจฉาเจ้า ข้าแค่อยากจะเตือนเจ้าสักนิดว่า ที่ตรงนี้มันเป็นห้องโถง มีทหารเดินเข้าๆ ออกๆ เป็นจำนวนมาก ดังนั้นอย่าทำอะไรให้มันประเจิดประเจ้อนักนะ อย่าลืมสิ! ว่าเจ้าเป็นถึงแม่ทัพ ควรจะวางตัวให้น่านับถือมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นจะถูกลูกน้องนินทาเอาได้ว่าทำตัวไม่เหมาะสม!”

 “งั้นเหรอ ขอบใจมากนะที่อุตส่าห์เตือนข้าด้วยความหวังดี แต่ข้าคิดว่า แทนที่เจ้าจะมายุ่งวุ่นวายกับการวางตัวของข้า เจ้าน่าจะเอาเวลาไปประจบท่านโรติเฟอร์ให้มากกว่านี้มันยังจะเข้าท่ากว่า เพราะหากเจ้าทำให้ท่านโรติเฟอร์พอใจในตัวเจ้าได้มากเท่าไหร่ โอกาสที่เจ้าจะได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเป็นหัวหน้าแม่ทัพอสูรแทนที่มิวเคอร์ก็จะง่ายขึ้นมากเท่านั้น ข้าพูดถูกไหม อัลบูโก!” พีเนียสยิ้มหยันให้อัลบูโกก่อนหมุนตัวเดินจากไป

อัลบูโกกำมือแน่น มองพีเนียสที่เดินห่างออกไปตาวาว เพราะคำพูดของพีเนียสแทงใจดำอัลบูโกเข้าอย่างจัง แม้ว่าอัลบูโกจะสนิทกับมิวเคอร์ แต่ลึกๆ แล้วอัลบูโกก็หมายปองตำแหน่งหัวหน้าแม่ทัพอสูรเช่นกัน

ดังนั้นเมื่อได้ยินพีเนียสพูดแบบนี้ อัลบูโกจึงตกใจไม่ได้ว่า ทั้งที่ตนเก็บความรู้สึกอยากโค่นมิวเคอร์ลงจากตำแหน่งหัวหน้าแม่ทัพอสูรได้อย่างมิดชิดแล้วแท้ๆ แต่ทำไมผู้ชายเจ้าสำราญที่ดูไม่เอาไหนอย่างพีเนียส ถึงได้รู้เท่าทันความคิดของตนได้ อัลบูโกหรี่ตาลง อืม..เห็นทีข้าจะประมาทพีเนียสไม่ได้ซะแล้ว ไม่อย่างนั้นตำแหน่งหัวหน้าแม่ทัพอสูรที่ข้าหมายปองมานานอาจหลุดลอยได้ อัลบูโกคิดอย่างหนักใจ เดินกลับห้องพักของตนทันที

 ด้านรันกับเรเซีย หลังจากแยกตัวจากพวกโรซาร์เนียร์แล้ว ทั้งคู่ก็เข้ามานั่งพูดคุยกันในห้องพักของตน ระหว่างที่นั่งคุยกันถึงการกระทำของพวกอสูร พวกจอห์น (องครักษ์รุ่นสอง) ในร่างของนางกำนัลก็ถือถาดอาหารใบใหญ่เดินเข้ามา ทำให้สองสาวยิ้มหน้าบาน เพราะทั้งคู่ยังไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้าแล้ว

“ขอบคุณพวกท่านมากค่ะ ที่ยกอาหารเข้ามาให้ เมื่อกี้ข้าก็เพิ่งพูดกับเรเซียอยู่หยกๆ เองว่า น่าจะลองไปเดินสำรวจวังของพวกอสูรดูสักหน่อย เผื่อโชคดีเดินไปเจอห้องครัวของพวกมัน จะได้หาอะไรมากินรองท้องได้” รันยิ้มให้จอห์นพลางรับถาดอาหารมาวางไว้ตรงหน้า เรเซียชะโงกหน้ามาดูอาหารที่อยู่ในถาดแล้วทำตาโต

“โอ้โห! น่าทานทั้งนั้นเลยค่ะ อื้อ! น้ำซุปนี่กลิ่นห๊อม หอม โอ๊ย! น้ำลายไหลแล้ว”

คำพูดของเรเซียเรียกเสียงหัวเราะของทุกคนดังลั่น จากนั้นสองสาวก็ลงมือรับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย แค่ครึ่งชั่วโมงรันกับเรเซียก็จัดการอาหารที่อยู่ในถาดจนเกลี้ยงไม่มีเหลือ.

“เฮ้อ! อิ่มจังเลย ดูสิกินจนลุกไม่ขึ้นแล้ว” รันกับเรเซียใช้มือตบท้องตัวเองเบาๆ พวกจอห์นมองอย่างเอ็นดู ก่อนย่นคิ้วเข้าหากัน เมื่อเห็นรูปร่างหน้าตาของรันกับเรเซียเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งทั้งคู่ก็รู้สึกถึงความผิดปกตินี้เช่นกัน จึงหันมามองหน้าของอีกฝ่ายก่อนเบิกตากว้าง

“ดูเหมือนว่ามนต์ของท่านอนากอลจะคลายลงแล้วนะครับ” อาเธอร์มองร่างจริงของรันกับเรเซียที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าอย่างชื่นชม ไม่คิดว่าท่านรันกับเรเซียจะมีหน้าตาน่ารักและงดงามได้ถึงเพียงนี้

“คงจะจริงอย่างที่ท่านอาเธอร์ว่านั่นล่ะค่ะ แต่ก็ดีเหมือนกัน ได้กลับคืนร่างเดิมสักที ว่าแต่ร่างจริงของข้าเป็นยังไงบ้างคะ” รันยิ้มกว้างพลางหมุนตัวให้พวกจอห์นดู

“งดงามและน่ารักมากครับ” นอร์ธตอบยิ้มๆ พลางหันไปมองเรเซียที่ยืนอมยิ้มจนแก้มตุ่ยอยู่ข้างรัน

“หนูเรเซียก็งดงามและน่ารักมากเช่นกันครับ”

“ขอบคุณค่ะ” เรเซียยิ้มกว้างอย่างชอบใจที่ได้ยินคนชมตัวเอง เช่นเดียวกับรันที่ยิ้มกว้างไม่แพ้กัน

จากนั้นพวกจอห์นก็บอกให้รันกับเรเซียรู้ว่า ตอนนี้จอมอสูรโรติเฟอร์สั่งให้พวกโรซาร์เนียร์ย้ายเข้ามาพักในปราสาทด้วยกันทำให้พวกตนเป็นห่วงชูร่ามาก เกรงว่าจะทนกลิ่นดอกไม้อสูรที่ประดับอยู่ในปราสาทไม่ได้จนเผลอแสดงอาการออกมาแล้วทำให้พวกอสูรรู้ตัวตนที่แท้จริงของชูร่า

 ดังนั้นพวกตนจะเอายาต้านพิษดอกไม้อสูรไปให้ชูร่าที่ห้องพักและอาจจะพูดคุยเรื่องงานกับโรซาร์เนียร์นิดหน่อย เพราะฉะนั้นห้ามรันกับเรเซียออกไปเดินเล่นข้างนอกอย่างเด็ดขาด ให้รอจนกว่าพวกตนจะกลับมา เพราะร่างจริงของทั้งคู่งดงามและน่ารักมากกว่าร่างแปลงมากนัก อาจทำให้ไม่ปลอดภัย ซึ่งรันกับเรเซียก็รับคำเป็นอย่างดี พวกจอห์นจึงยิ้มด้วยความพอใจก่อนเดินออกจากห้องไป

รันกับเรเซียนั่งคุยกันไปเรื่อยๆ เพื่อฆ่าเวลาจนกระทั่งเผลอหลับไป มารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อพวกจอห์นที่อยู่ในร่างกำนัลกลับเข้ามาในห้องและแจ้งให้ทราบว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีไม่มีปัญหา ทั้งคู่จึงยิ้มด้วยความพอใจ

จากนั้นพวกจอห์นก็ให้รันกับเรเซียไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย จะได้ลงไปรับประทานอาหารเย็นร่วมกันกับพวกอสูรในห้องอาหาร ซึ่งตอนนี้นางกำนัลประจำห้องอาหารกำลังทยอยนำอาหารขึ้นโต๊ะ

“เฮ้อ! ทำไมจะต้องไปกินข้าวร่วมกันกับพวกนั้นด้วยนะ น่าเบื่อชะมัด!” รันบ่นอย่างไม่ชอบใจ

“ข้าคิดว่าไม่ใช่เฉพาะพวกเราหรอกที่เบื่อ พวกอสูรเองก็คงเบื่อเหมือนกันล่ะ โดยเฉพาะราชินีเซพิโอล่า”

“จริงด้วย! ท่าทางนางจะไม่ชอบขี้หน้าพวกเราเอามากๆ โดยเฉพาะข้า ดีล่ะ แบบนี้ต้องลงไปนั่งกินข้าวร่วมกันกับนางสักหน่อย ดูสิว่าระหว่างนางกับพวกเรา ใครจะผะอืดผะอมมากกว่ากัน” รันหัวเราะร่วนชอบใจ   

พวกจอห์นทำหน้าพิกลเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ท่าทางท่านรันจะแก่นน่าดู แบบนี้เจ้าฟิลจะรับมือไหวหรือนี่

เมื่อราชินีเซพิโอล่าเห็นรันกับเรเซียเดินเข้ามาในห้องอาหาร นางก็ตวัดสายตามองทั้งคู่เล็กน้อยก่อนเมินหน้าหนีไปทางอื่น รันกับเรเซียเห็นดังนั้น จึงเดินเข้าไปนั่งเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามกับราชินีเซพิโอล่า

ราชินีเซพิโอล่ามองอย่างไม่พอใจ รู้ว่ารันกับเรเซียจงใจนั่งตรงข้ามกับตัวเองเพื่อต้องการก่อกวนโดยเฉพาะ จึงนิ่งเฉยเสียแม้ว่าในใจจะเริ่มเดือดปุดๆ ก็ตาม นอกจากนี้ราชินีเซพิโอล่าก็คิดไม่ถึงว่าร่างจริงของรันกับเรเซียจะงดงามและน่ามองขนาดนี้ ดังนั้นสายตาที่ราชินีเซพิโอล่ามองรันกับเรเซียจึงเต็มไปด้วยความหงุดหงิดผิดกับจอมอสูรโรติเฟอร์ อาร์ทีเมียและทหารอสูรคนอื่นที่จ้องรันกับเรเซียไม่วางตา โดยเฉพาะอาร์ทีเมียที่มองรันด้วยสายตาพึงพอใจอย่างเห็นได้ชัด ยอมรับว่ารันและเรเซียช่างเป็นเด็กสาวที่งดงามและน่ามองไปทั้งตัวจริงๆ

สายตาของทหารอสูรที่มองรันกับเรเซียทำให้พวกจอห์นและชูร่าไม่สบายใจ โดยเฉพาะชูร่าที่มองเรเซียไปพลางลอบถอนใจไปพลาง นึกอยากจะเข้าไปอุ้มเรเซียแล้วพาเดินออกไปจากห้องอาหารเพื่อหนีสายตาแทะโลมของพวกอสูรให้มันรู้แล้วรู้รอด แต่จนใจที่ทำแบบนั้นไม่ได้ จึงทำได้เพียงแค่จับตาดูทหารอสูรที่นั่งอยู่ในห้องนี้อย่างเงียบๆ ก่อนจะพบว่าสายตาที่แม่ทัพอสูรพีเนียส มองเรเซียนั้นเต็มไปด้วยความพอใจอย่างปิดไม่มิด ดวงตาสีเขียวอ่อนคู่นั้นเต้นระยับเป็นประกาย เหมือนเสือหนุ่มกำลังจ้องมองสมันตัวน้อย ส่งผลให้ชูร่าเกิดอาการไม่พอใจขึ้นมาจนเผลอกำมือเข้ากันแน่นโดยไม่รู้ตัว

“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่พอใจที่เห็นพีเนียสมองเรเซียเหมือนกับจะกลืนกินเข้าไปทั้งตัว แต่เจ้าต้องเก็บอาการของเจ้าให้ดี ไม่อย่างนั้นมันจะยุ่ง” โดโรทีสะกิดชูร่าพร้อมพูดกระซิบเบาๆ พอให้ได้ยินกันสองคน

 “ข้ารู้แล้ว!” ชูร่าตอบเสียงลอดไรฟัน มองพีเนียสที่นั่งจ้องเรเซียไม่วางตาอย่างข่มอารมณ์สุดๆ

“อดทนไว้ อย่าเพิ่งหึงจนสติแตกล่ะ ไม่อย่างนั้นพวกเราจะพังกันหมด!” ครูเกอร์กระซิบบอกเสียงเครียด

“ฮื่อ! ข้าจะพยายาม!” ชูร่ากัดฟันตอบ พยายามข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างเต็มที่ ให้ตายสิ! ทำไมข้าจะต้องมาอดทนนั่งมองเจ้าพีเนียสใช้สายตาแทะโลมเรเซียแบบนี้ด้วยนะ! ชูร่าคิดอย่างหงุดหงิด

 ขณะที่พวกอสูรกำลังรับประทานอาหารเย็นนั้น ทางด้านท่านราฟก็ประชุมเสร็จแล้วเช่นกัน

 “เป็นอันว่าพวกเจ้าเข้าใจตามนี้นะ” ท่านราฟสรุปพลางมองทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“ครับ/ค่ะ ท่านราฟ”

ท่านราฟยิ้มพอใจก่อนสั่งเลิกประชุม ท่านเกรซได้ชวนพวกองครักษ์พิทักษ์แคว้นให้อยู่ร่วมรับประทานอาหารเย็นด้วยกัน แต่พวกองครักษ์พิทักษ์แคว้นปฏิเสธ เพราะต้องรีบกลับไปที่แคว้นของตน เพื่อดำเนินการตามแผนที่ได้รับมอบหมายจากท่านราฟให้เร็วที่สุด

“พวกเจ้าไม่เห็นจะต้องรีบร้อนขนาดนี้ก็ได้นี่นา ข้าอุตส่าห์สั่งให้คนเตรียมอาหารเอาไว้ตั้งเยอะแยะ” ท่านเกรซบ่นอย่างเสียดาย มองพวกองครักษ์พิทักษ์แคว้นที่ยืนเรียงหน้ากระดานด้วยใบหน้าที่แต้มไปด้วยรอยยิ้ม

“พวกเราต้องขอบคุณท่านเกรซมากครับ แต่เอาไว้โอกาสหน้าดีกว่า ข้าสัญญาครับว่าพวกเราจะมารับประทานอาหารร่วมกันกับพวกท่านแน่นอนครับ” นาธานกล่าวขอบคุณท่านเกรซอย่างจริงใจ

“ในเมื่อพวกเจ้ายืนยันเช่นนี้ ข้าจะไปว่าอะไรได้ล่ะ ถ้างั้นข้าขอให้พวกเจ้าเดินทางกลับแคว้นของตัวเองโดยสวัสดิภาพ และก็อย่าลืมรักษาสัญญาด้วยล่ะ”

“ขอบคุณครับ ท่านเกรซ พวกเราไม่ลืมสัญญาแน่นอนครับ” ริคดิคตอบพร้อมยิ้มให้ท่านเกรซ

“จ้ะ ขอบใจพวกเจ้ามาก”

จากนั้นพวกองครักษ์พิทักษ์แคว้นก็หันมาทำความเคารพท่านราฟ ท่านเกรซ อนากอลและโรม ก่อนที่ร่างจะเลือนหายไป เมื่อพวกองครักษ์พิทักษ์แคว้นกลับไปแล้ว ท่านราฟก็หันมายิ้มให้คนอื่นๆ ที่เหลือ

“พวกเราก็ไปทานข้าวกันเถอะ ป่านนี้กาลาฟกับไวท์ไลฟ์คงคอยแย่แล้ว”

“ครับ/ค่ะ ท่านราฟ” ทุกคนรับคำเสียงดัง รีบเดินตามหลังท่านราฟกับท่านเกรซไปทันที อนากอลลุกขึ้นเป็นคนสุดท้ายพลางหันมามองพวกโรมที่ยังเก็บของไม่เรียบร้อยแล้วพูดขึ้น

“โรม”

“ครับ ท่านอนากอล” โรมเก็บของชิ้นสุดท้ายเสร็จพอดี มองอนากอลอย่างแปลกใจเช่นเดียวกับพวกฟิล

“เนตรปีศาจของเจ้าน่ะ มองได้ไกลแค่ไหนเหรอ”

“เอ..ข้าไม่แน่ใจเหมือนกันครับ เพราะไม่เคยใช้มันมองอะไรไกลๆ แบบจริงๆ จังๆ สักครั้ง”

“งั้นเหรอ เจ้าไม่คิดจะทดสอบความสามารถในการมองเห็นระยะไกลของเนตรปีศาจบ้างเหรอ”

 “ทำได้หรือครับ”

 อนากอลพยักหน้าแทนคำตอบ เดินไปเปิดหน้าต่างห้องประชุมให้กว้างออก ท้องฟ้ายามเย็นเป็นสีส้มระเรื่อ พระอาทิตย์ดวงโตคล้อยลงต่ำกำลังจะลับขอบฟ้าในอีกไม่ช้า นกฝูงใหญ่บินกลับรังส่งเสียงร้องดังเซ่งแซ่

อนากอลชี้ให้โรมดูทิวทัศน์ข้างหน้า มองเห็นบ้านเรือนน้อยใหญ่ตั้งเรียงรายกระจัดกระจายเต็มพื้นที่ เมื่อมองไกลออกไปจะเห็นเทือกเขาขนาดใหญ่ทอดตัวเป็นแนวยาวขวางกั้นเมืองนี้กับป่าทึบข้างหน้า

“เราจะมาทดสอบดูว่า เนตรปีศาจของเจ้า มองได้ไกลแค่ไหน เอาล่ะ เจ้ามายืนตรงนี้ หันหน้าออกไปที่เทือกเขาแล้วหลับตาลงพร้อมกับหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็รวบรวมกระแสจิตให้มารวมที่ดวงตาเป็นจุดเดียวกัน” อนากอลบอกให้โรมทำตาม โรมพยักหน้ารับรู้ จากนั้นก็เริ่มทำตามคำแนะนำของอนากอลทีละขั้นตอนอย่างช้าๆ

ร่างของโรมเปล่งออร่าสีทองออกมาบางเบา มองเผินๆ คล้ายกับหมอกยามเช้าต่างกันตรงที่หมอกยามเช้ามีสีขาวหรือสีเทาดูขมุกขมัว แต่หมอกที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศตอนนี้เป็นสีทองอ่อนๆ คล้ายแสงอาทิตย์ยามเย็นในหน้าหนาว และมันกำลังห่อหุ้มร่างโรมเอาไว้

“รู้สึกอย่างไรบ้าง” อนากอลถาม

“รู้สึกเย็นไปทั่วร่างเลยครับ ท่านอนากอล”

“เอาล่ะ เจ้าเปิดเนตรปีศาจของเจ้าและใช้มันเพ่งมองไปข้างหน้า มองฝ่าทิวทัศน์ที่เห็นอยู่ตอนนี้ออกไปให้ไกลที่สุด เท่าที่เจ้าจะทำได้”

“ครับ ท่านอนากอล” โรมรับคำ หลับตาลงหายใจเข้าลึกๆ ยกนิ้วชี้ข้างขวาแตะขมับข้างขวาแล้วลืมตาปล่อยลำแสงสีฟ้าออกจากดวงตาพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

“เจ้ามองเห็นอะไรบ้าง” อนากอลถาม มองโรมที่ตอนนี้ยืนนิ่งอยู่กับที่ ดวงตาของโรมเรืองแสงสีฟ้าเป็นประกายเจิดจ้า ในขณะที่ร่างกายของโรมก็มีออร่าสีทองห่อหุ้มจนแทบจะมิดตัว

“ข้าเห็นบ้านเมืองมากมายเลยครับ ท่านอนากอล!” โรมพูดน้ำเสียงร่าเริง ใช้เนตรปีศาจมองผ่านเมืองต่างๆ อย่างสนุกสนาน เมืองแล้วเมืองเล่า ไม่ว่าจะเป็นภูเขาสูง หุบเหวลึก แม่น้ำกว้างใหญ่หรือป่าทึบชื้น ล้วนแต่โดนลำแสงของเนตรปีศาจฉายทะลุทะลวง ภาพต่างๆ เหล่านี้ปรากฏในสายตาของโรมเหมือนฉายสไลด์ ซึ่งโรมจะบอกรายละเอียดของสิ่งที่เห็นและได้ยินผ่านเนตรปีศาจ ให้อนากอลและพวกฟิลฟังอย่างละเอียด

 “ท่านอนากอลครับ! ข้ามองเห็นเมืองมูนไลฟ์แล้วครับ ไม่น่าเชื่อ! นี่เนตรปีศาจของข้ามองได้ไกลแบบนี้เลยหรือเนี่ย” โรมพูดด้วยความตื่นเต้นสุดๆ ในขณะที่พวกฟิลยืนอ้าปากค้าง ทำตาโต ร้องโอ้โห! ดังลั่น เพราะเมืองมูนไลฟ์กับที่นี่อยู่ห่างไกลกันมาก ส่วนอนากอลแค่พยักหน้าพร้อมยิ้มพอใจ

“โรม เจ้ามองขึ้นไปเรื่อยๆ นะ ไปให้ถึงเฮล เกท!”

โรมชะงักเมื่อได้ยินประโยคนั้น เฮล เกทเหรอ เอ๊ะ! หรือว่า..โรมอ้าปากจะถาม แต่อนากอลเดินมาใกล้พร้อมก้มลงกระซิบอะไรบางอย่างเบาๆ มีผลให้โรมยิ้มกว้าง พยักหน้าหงึกหงักด้วยความชอบใจ ลักษณะท่าทางเหมือนเด็กที่ได้ของเล่นชิ้นใหม่ ทำให้พวกฟิลที่ยืนมองอยู่มีสีหน้าสงสัย ไม่รู้ว่าท่านอนากอลสั่งให้โรมทำอะไร

“เห็นหรือยังโรม” อนากอลถามยิ้มๆ ดวงตาฉายแววซุกซนเหมือนเด็กๆ ไม่แพ้กัน

“เห็นแล้วครับ ท่านอนากอล!” น้ำเสียงตื่นเต้นของโรมเมื่อกี้เปลี่ยนเป็นนิ่งขรึม ดวงตาสีฟ้าเจิดจ้าเมื่อครู่กลับเปลี่ยนเป็นสีคราม โรมหงายมือข้างหนึ่งขึ้น ปรากฏลูกธนูพร้อมคันธนูลอยออกมา

“เห็นแล้วใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นก็จัดการได้!” อนากอลสั่งพลางถอยไปยืนด้านหลัง มองโรมด้วยสายตามั่นใจเต็มเปี่ยม ไปเลยหลานชายข้า แสดงฝีมือของเจ้าให้พวกมันได้เห็นหน่อย!

โรมยืนแยกขาเล็กน้อย หยิบธนูขึ้นมาถือไว้ ใบหน้าคมเข้มของโรมนิ่งสงบ ออร่าสีทองที่ห่อหุ้มร่างโรมเอาไว้มีสีเข้มขึ้นเรื่อยๆ  ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสมองอย่างสนใจ เพราะไม่รู้ว่าโรมคิดจะทำอะไร

ในที่สุดการรับประทานอาหารเย็นของพวกอสูรก็สิ้นสุดลง ท่ามกลางความโล่งอกของโดโรทีกับครูเกอร์ที่นั่งลุ้นจนตัวเกร็ง ภาวนาให้อาหารเย็นมื้อนี้ผ่านไปโดยเร็วที่สุด เพราะกลัวว่าหากยืดเวลาออกไปอีกนิด ชูร่าที่นั่งขบกรามแน่นอยู่ข้างพวกตนจะสติแตกขึ้นมาซะก่อน

ขณะที่นางกำนัลกำลังทยอยเก็บของออกจากโต๊ะ อาร์ทีเมียก็หันมายิ้มให้รัน

“ที่นี่มีสวนดอกไม้ขนาดใหญ่อยู่ด้านหลังปราสาท ไม่ทราบว่าท่านรันสนใจจะไปเดินเล่นที่นั่นไหม ข้าจะได้พาไป” น้ำเสียงของอาร์ทีเมียนุ่มนวลรื่นหู ดวงตาคมมองรันไม่วางตา

“ขอบคุณมาก แต่ข้าไม่ชอบเดินเล่นกับผู้ชายแปลกหน้า” รันปฏิเสธเสียงเรียบ

อาร์ทีเมียแค่นยิ้ม พยายามข่มอารมณ์ไม่พอใจเอาไว้ พลางหันมามองเรเซีย.

“แล้วเจ้าล่ะ เรเซีย ไม่สนใจจะไปเดินเล่นที่สวนดอกไม้บ้างหรือ”

“ขอบคุณท่านอาร์ทีเมียมาก แต่ข้าอยากกลับไปพักผ่อนที่ห้องมากกว่า”

“น่าเสียดายจริงๆ แต่ไม่เป็นไร ไว้โอกาสหน้าก็แล้วกัน” อาร์ทีเมียยิ้มน้อยๆ ในสีหน้า ทั้งที่ในใจเริ่มไม่พอใจ เพราะไม่เคยมีใครปฏิเสธตนเองมาก่อน เฮอะ! อวดดีทั้งคู่เลยนะ แล้วข้าจะคอยดูว่าพวกเจ้าจะอวดดีกับข้าไปได้สักแค่ไหน รู้จักข้าน้อยไปซะแล้ว! อาร์ทีเมียกำมือแน่น คิดด้วยความหงุดหงิด

  จอมอสูรโรติเฟอร์มองบุตรชายก่อนลอบถอนใจ ท่าทางอาร์ทีเมียจะหงุดหงิดน่าดู ที่โดนเด็กสาวคู่นี้ปฏิเสธการไปเดินเล่นกับตน เฮ้อ! ดูท่าทางเรื่องนี้มันคงไม่จบแค่นี้แน่ จอมอสูรโรติเฟอร์คิดอย่างหนักใจ

ขณะที่บรรยากาศในห้องอาหารของพวกอสูรกำลังตึงเครียดเล็กน้อย จู่ๆ ทุกคนก็ย่นคิ้วอย่างแปลกใจ สัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างพุ่งดิ่งตรงมาทางนี้ จึงลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้หันไปมองประตูทางเข้าห้องอาหารพร้อมกัน

ธนูสีทองดอกหนึ่งพุ่งแหวกอากาศมาด้วยความเร็วสูงตรงดิ่งมาทางนี้ โรซาร์เนียร์กับชูร่าลอยตัวจากเก้าอี้พุ่งไปคว้าแขนรันกับเรเซียพาลอยตัวขึ้นสูง ในขณะที่คนอื่นๆ กระโจนออกด้านข้างกันเป็นแถว

“ฟิ้วววว! ฉึกก!” ธนูสีทองปักผนังห้องอาหารอย่างแม่นยำเปล่งแสงสีทองเจิดจ้า พลันร่างโปร่งแสงของใครคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาลอยเด่นอยู่กลางอากาศ

“ท่านพี่!“

“ท่านโรม!”

รันกับเรเซียอุทานดังลั่น มองร่างโปรงแสงของโรมอย่างดีใจ ขณะที่คนอื่นๆ มีสีหน้าตกใจด้วยนึกไม่ถึง

โรมส่งยิ้มให้รันกับเรเซีย รู้สึกดีใจที่เห็นทั้งคู่ปลอดภัย จากนั้นกวาดสายตามองทุกคนที่อยู่ในห้อง จนมาหยุดสายตาตรงที่อาร์ทีเมีย ซึ่งตอนนี้ยืนอยู่กลางห้องอาหาร จ้องมองตนเองอยู่เช่นกัน

“ท่านคงเป็นท่านอาร์ทีเมียสินะ ข้าคือโรม ลูกชายคนโตของราชาปีศาจกับราชินีแห่งเทพ ยินดีที่ได้รู้จัก” โรมทักด้วยสีหน้าเรียบเฉย มองอาร์ทีเมียด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก

“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน ท่านโรม” อาร์ทีเมียทักตอบ มองโรมอย่างสนใจก่อนผุดยิ้มขึ้นมา ลูกชายของราชาปีศาจท่าทางเอาเรื่องไม่เบาเหมือนกัน

“ที่ข้าโผล่มาแบบนี้ก็เพื่อจะบอกว่ามะรืนนี้ ข้ากับองครักษ์จะมาที่นี่ เพื่อมารับคนของข้ากลับไป ความจริงข้าจะมาที่นี่ตั้งแต่เมื่อเช้า แต่ติดปัญหาบางอย่างทำให้มาไม่ได้”

“ท่านโรมไม่เห็นต้องรีบร้อนแบบนี้เลยนี่นา คนของท่านเพิ่งจะมาพักกับพวกเราได้ไม่นาน จู่ๆ ก็จะมารับตัวกลับไปซะแล้ว น่าเสียดาย..ถ้าข้าจะขอให้คนของท่านพักที่นี่กับข้าอีกสักระยะหนึ่ง ท่านจะขัดข้องไหม”

อาร์ทีเมียมองโรมอย่างท้าทาย ซึ่งโรมก็ยิ้มบางๆ มองกลับด้วยแววตาแบบเดียวกัน

“ความจริงข้าเองก็อยากอนุญาตอยู่หรอกนะ เพราะท่านอาร์ทีเมียอุตส่าห์เอ่ยปากขออนุญาตทั้งที ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ตอนที่ท่านให้คนไปนำตัวพวกเขามาที่นี่นั้น ท่านเองไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ด้วยซ้ำไป” น้ำเสียงของโรมแฝงแววเยาะหยันเล็กน้อย ส่งผลให้อาร์ทีเมียหน้าตึง

“แต่เอาเถอะ เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว ข้าไม่อยากพูดถึงอีก สำหรับเรื่องที่ท่านขอมาเมื่อครู่นั้น ข้าให้ท่านไม่ได้หรอก เพราะข้าคิดว่าคนของข้าคงไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อแล้ว แม้จะเพียงแค่วันเดียวก็ตาม ถ้าไม่เชื่อ ท่านก็ลองหันไปถามน้องสาวของข้าดูสิว่า ข้าพูดถูกหรือเปล่า ใช่ไหมรัน” โรมหันมามองรัน ซึ่งอีกฝ่ายรีบตอบเสียงดัง

“ใช่ค่ะ ท่านพี่ ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว ข้าอยากกลับไปหาท่านพี่”

“ข้าก็เหมือนกันค่ะ ท่านโรม”

 โรมผุดยิ้มขึ้นมาบนใบหน้า มองอาร์ทีเมียที่ยืนกำมือแน่นด้วยสีหน้าเรียบเฉย

 “ได้ยินชัดแล้วใช่ไหม ท่านอาร์ทีเมีย เพราะเหตุนี้ข้าจึงไม่สามารถให้พวกเขาอยู่ที่นี่ได้ ดังนั้นวันมะรืนนี้ ข้าจะมารับตัวคนของข้ากลับ หากท่านคิดรั้งตัวพวกเขาล่ะก็ ท่านจะมาว่าข้าในภายหลังว่าไร้มารยาทไม่ได้นะ!”

 “หากท่านคิดว่าสามารถพาพวกเขาออกไปจากที่นี่ได้ล่ะก็ ข้าเองก็ไม่มีปัญหา กลัวแต่ว่าท่านจะทำไม่ได้อย่างที่ปากพูดน่ะสิ” อาร์ทีเมียบอกเสียงกร้าวไม่แพ้กัน

  “นั่นสินะ ข้าจะทำได้อย่างที่พูดหรือไม่ คงต้องไปพิสูจน์กันในวันมะรืนนี้ ข้าหวังว่าเมื่อถึงวันนั้นจริงๆ ท่านอาร์ทีเมียคงจะอยู่รอข้าที่นี่นะ ไม่อย่างนั้นล่ะก็ ข้าคงเสียดายแย่” โรมพูดกลั้วหัวเราะแล้วหันไปมองรัน

 “มะรืนนี้ พี่กับพวกท่านฟิลจะมารับพวกเจ้า อย่าลืมแต่งตัวสวยๆ ไว้รอพวกเราล่ะ”

 “ได้ค่ะ ท่านพี่” รันยิ้มกว้างอย่างดีใจ หันมากอดเรเซียแน่น ไชโย! จะได้กลับบ้านแล้ว

 อาร์ทีเมียมองอาการของรันที่ดีใจออกนอกหน้าอย่างแค้นใจ แต่ต้องข่มใจเอาไว้ไม่อย่างนั้นอาจถูกโรมหัวเราะเยาะเอาได้ โรมมองอาร์ทีเมียด้วยแววตาขบขัน แล้วพูดขึ้น

 “เรื่องที่ข้าจะคุยกับท่านก็มีแค่นี้ ไว้เจอกันใหม่ในอีกสองวันข้างหน้านะ ท่านอาร์ทีเมีย”

สิ้นคำพูดนั้น ร่างโปร่งแสงของโรมและธนูสีทองก็จางหายไป อาร์ทีเมียกำมือแน่นอย่างแค้นใจที่ถูกโรมมาท้าทายถึงถิ่นแบบนี้ อสูรคนอื่นๆ ก็อึ้งเช่นกัน ลูกชายของราชาปีศาจแน่มากที่กล้าทำแบบนี้กับท่านอาร์ทีเมีย

จอมอสูรโรติเฟอร์และราชินีเซพิโอล่าก็อึ้งไม่แพ้คนอื่น ไม่คิดว่าลูกชายของราชาปีศาจ ซึ่งเป็นเด็กหนุ่มอายุน้อยจะอาจหาญกล้าท้าชนกับอาร์ทีเมียอย่างไม่เกรงกลัว แต่ก็ดีเหมือนกัน จะได้ตัดสินให้มันรู้กันไปเลยว่า ระหว่างลูกชายของเจ้าราฟกับลูกชายของพวกเรา ใครมันจะแน่กว่ากัน!

“มิวเคอร์!”

“ครับ ท่านอาร์ทีเมีย”

“เรียกทหารทุกหน่วยประชุมด่วน! เรามีเรื่องต้องคุยกัน!” อาร์ทีเมียสั่งเสียงห้วน หันมามองรันที่ยืนหัวเราะเบาๆ กับเรเซียอย่างหงุดหงิดก่อนเดินกระแทกส้นเท้าออกไปจากห้องอาหารทันที อสูรคนอื่นๆ ที่เหลือรีบตามไปเช่นกัน โรซาร์เนียร์หันมามองพวกปีศาจที่ยืนนิ่งอยู่

“พวกเราก็กลับกันเถอะ”

“ครับ ท่านโรซาร์เนียร์” ชูร่า โดโรทีและครูเกอร์รับคำ ส่วนไกเซอร์ ซานฟรีสและเวอร์บีการ์พยักหน้าให้

โรซาร์เนียร์หันมามองรันกับเรเซีย ไม่ทันจะพูดอะไร รันก็ชิงพูดขึ้นมาซะก่อน

“พวกเราก็จะกลับเหมือนกันค่ะ ท่านโรซาร์เนียร์”

“ถ้างั้นพวกเราจะเดินไปส่งพวกเจ้าที่ห้องพักก็แล้วกัน”

“ขอบคุณค่ะ ท่านโรซาร์เนียร์”

“ไม่เป็นไร” โรซาร์เนียร์ยิ้มเล็กน้อยพลางเดินนำออกไป คนอื่นที่เหลือรีบเดินตามหลังไปทันที

**************************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

474 ความคิดเห็น

  1. #298 Arella (@enna1104) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2552 / 21:09
    กรี๊ดดดด ท่านพี่ ดีใจที่รันกับเรเซียกลับร่างเดิมแล้ว อิจฉาคนสวยคนน่ารักแหะ ไปที่ไหนก็มีแต่คนหมายปอง

    ปล. ท่านโรมเท่ห์มากเลย ว้าว ว้าว ว้าว

    คิดถึงพี่มากๆๆเลยค่ะ รักษาสุขภาพน่ะค่ะ
    #298
    0
  2. #296 ♦[DEATHLY_PHOENIXS]♦ (@write_phynixs) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2552 / 11:36

    =[]= ฮู้เร่ๆๆๆ  รันกะเรเซียกลับร่างเดิมแล้ว

    เฮียโรมก็เก่งเหลือเชื่อ อิอิอิ  ฮูๆๆๆ 

    อะไรอีกน้า อ้อ!!  กลับมาแล้วหรอค่ะ  ครบ 3 เดือนพอดีเด๊ะ  ไม่ขาด  ไม่เกินเลยค่ะ


    มาอัพอีกนะค่ะ  (อ๊า  ท่านโรมสุดที่รักกกก)

    #296
    0
  3. #295 rayสุดหล่อ (@rayka) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2552 / 21:30
    สองสาวกลับร่างเดิมแล้ว
    โอ้ ชูร่าๆๆ คืดถึงงงง
    #295
    0
  4. #294 ~o~ (@eturan) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2552 / 23:31
    *0* เห้งเรื่องนี้อัพต้องขยี้ตาตัวเองดูชัดๆ = ='' อาหุๆๆ สะใจมากน่อ น่าจาเอาหนักๆ หน่อย อิอิ อีกสองวันล่ะสินะ
    (แต่กว่าอาเจ๊จาลงคงสองเดือน 55+) ^^ อย่าทำจิงล่ะน่อ วันนี้สอบกลางภาคเส้ดพอดี เป็นการฉลองไปในตัว ใจฮะ
    #294
    0
  5. #293 White_Devil (@Verry_Moon) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2552 / 21:52
    ในที่สุดก็มาจนได้ แวะมาเจอพอดี 85 % ไม่มีอีกแล้ว ~
    #293
    0
  6. #288 Arella (@enna1104) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2552 / 20:43
    กรี๊ดดด น่ารักที่สุดเลยพี่ปูของน้อง จ๊วบๆๆขอบคุณสำหรับอีก 35% น่ะค่ะ อิอิ แหม มันส์ล่ะสิค่ะ ทางอาร์ทีเมียโน้นก้อกำลังหึง ส่วนทางนี้โรมก็โกรธจัง แถมฟิลก็โมโหสุดๆๆๆ อะโยะ น้องสาวคนนี้จะรอดู เฮ้ย รออ่านต่อไปน่ะเจ้าค่ะ

    ปล. ตอนที่พวกอสูรอึ้งกับความหล่อเหลาของพวกเรา แอนล่ะอิ๊จฉาอิจฉา อยากจะได้เจอคนหล่อทั้งเซ็ทแบบนี้บ้างค่ะ เพราะชีวิตจริงนึกไม่ออกแหะ ว่าเคยเจอ อืมๆๆ ต้องประมาณแบบพวกเอฟโฟร์ทุกเวอร์ชั่นทุกเชื้อชาติแน่ๆๆเลย ทั้งไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ

    ต๊ายล่ะ ท่าทางแอนจะเรื่อยเปื่อยมากไปล่ะ ไว้เจอกันอีก สิบห้าตอนหน้านะค่ะ รักษาสุขภาพด้วยค่ะ พี่สาว
    #288
    0
  7. #287 Novellover (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2552 / 23:25
    ดีใจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจ

    มาอีก35 เปอร์เซนต์ก็ดีใจ

    เห็นแล้วว่าท่านโรม และ ฟิล โกรธเป็นไฉน

    มาต่อไวไว

    อาร์ ตายแน่ ไกเซอร์ ยังมีใจให้ท่านราฟ หรือ ไม่

    จะระเบิดศึกเมื่อใดวานบอก มาต่อไวไว

    เดือนละครั้งใช่ไหม มาอ่านแถบทุกวันว่ามาต่อหรือยัง
    #287
    0
  8. #279 Arella (@enna1104) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2552 / 10:16
    ท่านพี่จ้า

    จาลงแดง เขียว น้ำเงิน ครามแล้วจ้า กระซิกๆๆๆ

    มาเร็วๆๆ นะค่ะ น้องแอนคิดถึง

    รักษาสุขภาพด้วยเน้อ
    #279
    0
  9. #278 Arella (@enna1104) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2552 / 21:58
    โฮ พี่จ้า อยากอ่านอีก ห้าสิบเปอร์เซ็นต์หลังงะ

    แต่แอนนี้เข้าใจค่ะว่าท่านพี่อาจจะงานยุ่งเหมือนข้าน้อย กระซิกๆๆ รีบๆๆมาต่อนะค่ะ อยากเห็นหนุ่มหน้าตาดีคลั่งตอนรู้เรื่องเจ้าค่ะ

    คิดถึงนะค่ะ
    #278
    0
  10. #277 Mou (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2552 / 22:38
    *-* 50%
    #277
    0
  11. #276 wtfl (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2552 / 15:04
    wow unbelieable jing jing loey...looking forword the the last 50% naka, pls don´t keep us waiting for long time naka p poo,.... miss u naka
    #276
    0
  12. #275 แว่นใส (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2552 / 22:32
    น่ากลัว 4 องครักษ์รุ่นแรกจริง ๆ
    #275
    0
  13. #274 Waiting (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2552 / 22:26
    =0='' ขนาดเจียนตายอยุ่แล้วยังไม่เว้น เหอๆๆ มานจาโหดไปไหนหว่า - -'' แต่ว่าต้องแบบนี้สิถึงจะสะใจ อาหุๆๆ ในที่สุดก้อมาอัพซักทีนะงับ แอบเข้ามาดูทุกวันเรยนะเนี่ย รีบมาต่อส่วนที่เหลือเร็วๆ นะคับ หนุกมากมาย อยากเห็นว่าโรติเฟอร์กะอาทิเมียร์จาทำหน้ายังไง *0* หึหึ..
    #274
    0