มหาเวทย์จักรพรรดิ ภาคจอมราชันย์

ตอนที่ 37 : ประจันหน้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 673
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    17 มี.ค. 52

บทที่ 37  ประจันหน้า

ห่างจากเมืองพอร์ตแลนด์ เมืองหลวงของแคว้นสก็อตโตล่า ไปทางทิศตะวันตกหลายกิโลเมตร มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในป่าลึก ซึ่งเป็นป่าดงดิบขนาดใหญ่ หมู่บ้านแห่งนี้มีอาณาเขตติดต่อกับหมู่บ้านขนาดใหญ่ ที่อยู่ห่างออกไปห้ากิโลเมตรอีกสามหมู่บ้าน ประชากรของหมู่บ้านทั้งสี่แห่งนี้ มีจำนวนรวมกันเกือบห้าพันคน

คนกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้นริมชายป่าปากทางเข้าหมู่บ้าน ทุกคนมีใบหน้าเรียบเฉย ดวงตาฉายแววเย็นเยียบ จากนั้นชายวัยกลางคน ท่าทางเป็นหัวหน้ากลุ่มก็พูดขึ้น

“แยกย้ายกันไปได้ อีกหนึ่งชั่วโมงมาเจอกันตรงนี้”

“ครับ” ทุกคนรับคำพร้อมกันแล้วร่างก็เลือนหายไป เหลือแต่ชายวัยกลางคนและชายหญิงคู่หนึ่งยืนอยู่

“ดูท่าทางรอบนี้ พวกเราคงได้ผลผลิตไม่ต่ำกว่าสามพันต้น” ชายวัยกลางคนพูดเนิบๆ เขาคือ ไทลาเปีย เป็นเสนาธิการทหารของอสูร  ส่วนชายหญิงที่ยืนข้างกันคือ ขุนพลอสูรคัสตอนและขุนพลอสูร อมีนา

วันนี้ทั้งสามคนได้รับคำสั่งจากแม่ทัพมิวเคอร์ให้มาเก็บต้นอ่อนของต้นไม้ดูดชีพที่ผลิยอดออกมาจากร่างของชาวบ้านในหมู่บ้านทั้งสามแห่งกลับไปยังทะเลพฤกษา

“ท่านไทลาเปีย รบกวนท่านช่วยจัดการงานทางนี้ให้หน่อยจะได้ไหม คือเมื่อเช้าก่อนจะมาทำงานที่นี่  ท่านไซลาเรีย สั่งให้ข้ากับอมีนาแวะไปซื้อเหล้าในเมืองพอร์ตแลนด์ให้น่ะ” คัสตอนเอ่ยน้ำเสียงเกรงใจ

“ได้สิ พวกเจ้าไปเถอะ ทางนี้ข้าจัดการเอง” ไทลาเปียพยักหน้าอนุญาต คัสตอนกับอมีนากล่าวขอบคุณพร้อมกัน จากนั้นร่างของทั้งคู่ก็เลือนหายไป

 ไทลาเปียลอยตัวขึ้นไปนั่งบนกิ่งไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ทอดสายตาออกไปไกล มองเห็นหลังคาบ้านของผู้คนในหมู่บ้านตั้งเรียงรายเป็นแถวยาว หึหึ อีกสักครู่พวกเจ้าก็จะกลายเป็นทหารผีดิบของพวกเรา ฮ๊าว..ทำไมง่วงอย่างนี้นะ สงสัยเมื่อคืนคงนอนดึก ไทลาเปียอ้าปากหาวหวอดๆ เอนหลังพิงต้นไม้ก่อนเคลิ้มหลับไป มาสะดุ้งตกใจตื่นเมื่อมีเถาวัลย์โผล่ออกมาจากลำต้นของต้นไม้ที่นั่งพิงอยู่ ตวัดรัดร่างกายของตัวเองไว้แน่น

“เฮ้ย! เกิดอะไรขึ้น”  ไทลาเปียอุทานเสียงดัง พยายามดิ้นเพื่อให้หลุดจากเถาวัลย์แต่ไม่เป็นผล พลันต้องสะดุ้งเฮือก เมื่อธนูสีเงินดอกหนึ่งพุ่งมาปักที่ลำต้นของต้นไม้ห่างจากศีรษะของตัวเองไม่ถึงครึ่งเซนต์

“ยินดีที่ได้เจอกันอีกครั้ง”  เสียงทุ้มๆ ดังขึ้นพร้อมกับชายหญิงสองคู่ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า

“พะ พวกเจ้า” ไทลาเปียพูดเสียงสั่น จำได้ดีว่าเคยเจอผู้ชายสองคนนี้ ตอนที่ไปรับพวกปีศาจที่เฮล เกท  แต่ผู้หญิงสองคนที่ยืนปั้นหน้าเคร่งขรึม ไม่เคยเจอกันมาก่อน 

“ครั้งก่อนที่เจอกัน พวกเรายังไม่ได้แนะนำตัวกับเจ้าเลยนี่นา ข้าคือแม่ทัพเทพราเฟล ส่วนนี่ก็แม่ทัพเทพ มิคาเอล สำหรับสาวสวยสองคนนี้คือ ขุนพลปีศาจดิพเทอเรียและขุนพลปีศาจซารีน่า ยินดีที่ได้รู้จัก” ราเฟลพูดแนะนำตัวเอง มองไทลาเปียที่หน้าซีด ด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“มะ  แม่ ทะ ทัพ ทะเทพ กะกับ ขะ ขุน พะ พลปะ ปีศาจ” ไทลาเปียพูดติดอ่าง หายใจติดขัดขึ้นมาดื้อๆ รู้สึกเหมือนถูกผลักตกลงมาจากที่สูง นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ทำไมแม่ทัพเทพกับขุนพลปีศาจจึงมาปรากฏตัวที่นี่

ย้อนกลับไปเมื่อเช้า เวลาเดียวกันกับที่คณะของรันโดนอสูรโจมตี กลุ่มของมิคาเอลก็เข้าประชุมร่วมกันกับพวกองครักษ์พิทักษ์แคว้นที่เมืองวอเตอร์ มูน  โดยก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้น นาธานซึ่งเป็นหัวหน้าองครักษ์พิทักษ์แคว้นได้แจ้งให้ทุกคนทราบว่า ท่านราฟ ราชาปีศาจ ได้ส่งคนของตัวเองเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย สร้างความประหลาดใจให้กับองครักษ์พิทักษ์แคว้นทุกคนเป็นอย่างมาก  แต่ไม่มีใครกล้าปริปากถามนาธานสักคน

เมื่อพวกมิคาเอล เข้ามาในห้องประชุม องครักษ์พิทักษ์แคว้นก็ลุกขึ้นยืนทำความเคารพพร้อมกัน จากนั้นนาธานก็แนะนำพวกมิคาเอลให้ทุกคนรู้จัก เมื่อรู้ว่ามิคาเอลกับราเฟลคือแม่ทัพเทพ ดิพเทอเรียกับซารีน่าคือขุนพลปีศาจ องครักษ์ทุกคนก็ยืนตัวแข็งทื่อ เพราะไม่คิดว่าท่านราฟจะส่งทหารระดับสูงมาประชุมด้วยตนเอง

“พวกเจ้าไม่ต้องทำหน้าตกใจแบบนั้น เอาล่ะ ข้าคิดว่าพวกเราควรจะเริ่มประชุมได้แล้ว” นาธานเอ่ยเนิบๆ หันไปเรียกจีนัสกับสก็อต ซึ่งติดตามแฟรงก์มาที่นี่และรออยู่นอกห้องให้เข้ามาข้างใน เพื่อต้องการให้ทั้งคู่จดบันทึกรายงานการประชุมครั้งนี้อย่างละเอียด

ก่อนที่นาธานจะพูดถึงเรื่องข้อเสนอของท่านราฟและพวกอสูร แฟรงก์ซึ่งได้ตกลงกับพวกมิคาเอลและนาธานไว้ก่อนแล้ว ได้ขออนุญาตนาธาน เล่าเรื่องที่ตนเอง จีนัสและสก็อต ไปพบศพของชาวบ้านถูกอสูรฆ่าตายในเมืองพอร์ตแลนด์ ให้องครักษ์พิทักษ์แคว้นทุกคนฟัง

“ตอนที่เกิดเรื่อง เจ้าไปอยู่ที่ไหน ทำไมจึงปล่อยให้อสูรเข้ามาทำร้ายชาวบ้านได้ล่ะ เทอรีนอยด์” ริคดิค องครักษ์พิทักษ์แคว้นรอยัลคริสตัล หันมาถามเทอรีนอยด์ องครักษ์พิทักษ์แคว้นสก็อตโตล่า ด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

“ข้าไม่สบาย นอนซมอยู่ที่บ้านตั้งหลายวัน และถึงข้าจะอยู่ที่นั่นจริงๆ ก็ใช่ว่าจะรับมือได้ หรือเจ้าคิดว่า ในสถานการณ์แบบนั้น เจ้าสามารถรับมืออสูรกลุ่มนั้นได้” เทอรีนอยด์ย้อนถามเสียงห้วน มีผลให้ริคดิคมองอย่างไม่พอใจ ซึ่งเทอรีนอยด์ก็มองตอบตาขุ่นเช่นกัน

“นี่ไม่ใช่เวลามาทะเลาะกันนะ ว่าแต่เจ้าจัดการกับศพของชาวบ้านกลุ่มนั้นยังไงหรือ” รีเทน ซึ่งเป็นองครักษ์พิทักษ์แคว้นโอลบราเธอร์ ขัดขึ้น ก่อนหันมาถามแฟรงก์ ซึ่งแฟรงก์บอกให้ทุกคนทราบว่า ได้ทำลายศพของชาวบ้านทิ้ง เพราะเกรงว่าอสูรจะใช้มนต์ปลุกซากศพขึ้นมาเล่นงานชาวบ้านคนอื่น

จากนั้นแฟรงก์ก็เล่าเรื่องที่ท่านราฟ ราชาปีศาจ ปรากฏตัวขึ้นที่เมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้ และได้ยื่นข้อเสนอฝากตนเองมาให้ท่านผู้ครองแคว้นพิจารณา โดยรายละเอียดของข้อเสนอนั้น มิคาเอลกับราเฟลได้อธิบายให้ทุกคนฟังอย่างละเอียดว่ามีอะไรบ้าง เมื่อฟังจบ สแตงก์ ซึ่งเป็นองครักษ์พิทักษ์แคว้นไลฟ์สไตล์ก็พูดขึ้น

“ท่านมิคาเอล ท่านราเฟล ท่านดิพเทอเรียและท่านซารีน่าครับ ถึงพวกเราจะไม่ได้เป็นเทพหรือปีศาจเต็มตัว แต่พวกเราก็ระลึกอยู่เสมอว่า สายเลือดครึ่งหนึ่งในร่างของพวกเราเป็นใคร ดังนั้น พวกท่านโปรดวางใจเถอะครับว่า พวกเราไม่มีวันทรยศต่อเผ่าพันธุ์ของตัวเองเด็ดขาด” 

“เจ้าหมายความว่า”

“พวกเราทั้งสิบสองคนเลือกข้อเสนอของท่านราฟครับ” ฮันน์ ซึ่งเป็นองครักษ์พิทักษ์แคว้นดราก้อน แอส เวท พูดแทนทุกคนด้วยน้ำเสียงจริงจัง เรียกเสียงปรบมือเกรียวกราวดังลั่นห้องประชุม

 “ข้าดีใจ ที่ได้ยินพวกเจ้าพูดเช่นนี้ แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ ทางอสูรเองก็ได้ยื่นข้อเสนอมาให้พวกผู้ครองแคว้นพิจารณาเช่นกัน” มิคาเอลบอก จากนั้นนาธานก็เล่าให้ทุกคนฟังถึงเรื่องที่ อาร์ทีเมีย บุตรชายของจอมอสูรโรติเฟอร์ไปยื่นข้อเสนอให้มาร์เดโล ผู้ครองแคว้นสก็อตโตล่าเพื่อพิจารณา ซึ่งมาร์เดโลก็ตกลงยอมรับข้อเสนอนั่น 

“ท่านมาร์เดโลยอมรับข้อเสนอของอสูรงั้นเหรอ จะบ้าหรือเปล่าฮะ ไม่รู้หรือไงว่าพวกอสูรมีนิสัยอย่างไร” เทอรีนอยด์ พูดเสียงดังด้วยความไม่พอใจ เพราะยังไม่รู้เรื่องนี้ 

“นี่เจ้าไม่รู้จริงๆ เหรอว่า ท่านมาร์เดโล ยอมรับข้อเสนอของอสูร” แฟรงก์ถาม  

“ใช่น่ะสิ ก็ข้าบอกแล้วไงว่า ข้าไม่สบายจนต้องหยุดงานไปหลายวัน เพิ่งจะกลับมาทำงานเมื่อวานนี้เอง และก็ยังไม่ได้เจอท่านมาร์เดโลอีกด้วย เห็นทหารคนสนิทบอกว่า หมู่นี้ท่านมาร์เดโลไม่ค่อยอยู่ที่ปราสาท มักจะเดินทางไปทำธุระข้างนอกอยู่บ่อยๆ” เทอรีนอยด์ไขข้อข้องใจ

“สงสัยคงจะเดินทางไปเกลี้ยกล่อมผู้ครองแคว้นคนอื่นๆ ให้เห็นด้วยกับข้อเสนอของอสูรแหงๆ แต่ข้าไม่เข้าใจท่านมาร์เดโลเลยจริงๆ ว่าคิดยังไงถึงไปยอมรับข้อเสนอของพวกอสูร” ริคดิคส่ายหัวเบาๆ

“นั่นสิ พวกอสูรเคยรักษาคำพูดกับใครซะที่ไหน ขืนไปรับข้อเสนอของอสูร ข้าพนันได้เลยว่า พวกมันจะยกโขยงกันเข้ามาในแคว้นสก็อตโตล่า จากนั้นไม่เกินสามเดือน ประชาชนในแคว้นสก็อตโตล่ารวมไปถึงตัวท่านมาร์เดโล จะโดนพวกมันสูบกินพลังชีวิตจนไม่เหลือแม้แต่ซาก”  รีเทนว่าอย่างหงุดหงิด

“ใครจะไปยอมให้เกิดเรื่องบ้าๆ แบบนั้น ข้าจะไปพูดกับท่านมาร์เดโลเอง หากท่านมาร์เดโลยังยืนยันว่าจะเลือกข้อเสนอของอสูร ข้านี่แหละ จะจับท่านมาร์เดโลเข้าคุกเวทย์มนต์ส่วนกลาง ในข้อหาคิดกบฏต่อความสงบสุขของประชาชนในดินแดนแถบนี้”  เทอรีนอยด์พูดเสียงห้วน สีหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด

แม้เทอรีนอยด์จะมีนิสัยชอบคุยโวโอ้อวดและมักทำตนอยู่เหนือผู้อื่น แต่สำหรับเรื่องนี้ เทอรีนอยด์ ซึ่งมีสายเลือดปีศาจชั้นสูงอยู่ในตัว (เทอรีนอยด์เป็นลูกชายของแคลโล เสนาธิการปีศาจของไกเซอร์) ไม่มีวันยอมให้พวกอสูร ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของเผ่าพันธุ์ปีศาจ เข้ามายุ่มย่ามในดินแดนแถบนี้เด็ดขาด

“ขอบใจเจ้ามากนะ เทอรีนอยด์” ดิพเทอเรียยิ้มให้เทอรีนอยด์ มีผลให้อีกฝ่ายยิ้มหน้าบาน รีบพูดทันที

“ไม่เป็นไรครับ ท่านดิพเทอเรีย ข้ายินดีทำเรื่องนี้ให้ด้วยความเต็มใจครับ”

ซารีน่าแอบเบ้ปาก เพราะไม่ชอบหน้าเทอรีนอยด์ แต่เกรงว่าหากพูดขัดขึ้นมาตอนนี้ อาจทำให้เสียงาน  จึงนิ่งเฉยเสีย ส่วนราเฟลสะกิดมิคาเอล พร้อมเอียงหน้ามากระซิบกันเบาๆ พอให้ได้ยินกันสองคน

“ลูกชายของแคลโล ท่าทางเจ้าชู้ไม่เบา เจ้าเห็นไหมว่า มันมองดิพเทอเรียตาเยิ้มเชียว ระวังหน่อยก็ดีนะ เดี๋ยวจะหาว่าข้าไม่เตือน”

“พูดอะไรของเจ้า” มิคาเอลกระซิบตอบเสียงดุ แต่ราเฟลยักคิ้วให้ ก่อนหัวเราะออกมาเบาๆ

“เป็นอันว่าทุกคนลงมติเป็นเอกฉันท์ เลือกข้อเสนอของท่านราฟ ดังนั้น หน้าที่ต่อไปของพวกเราก็คือ กลับไปเกลี้ยกล่อมให้ท่านผู้ครองแคว้น เห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านราฟ หากผู้ครองแคว้นคนใดยังดึงดันจะเลือกข้อเสนอของอสูร โดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะตามมาในภายหลัง ข้าในฐานะหัวหน้าองครักษ์พิทักษ์แคว้น มีคำสั่งให้พวกเจ้าจับกุมผู้ครองแคว้นคนนั้นเข้าคุกเวทย์มนต์ส่วนกลางทันที” นาธานประกาศเสียงดังฟังชัด

“ครับ ท่านนาธาน” องครักษ์พิทักษ์แคว้นทุกคนรับคำเสียงหนัก ทำให้มิคาเอล ราเฟล ดิพเทอเรียและซารีน่า ยิ้มออกมาด้วยความพอใจ ที่การประชุมครั้งนี้ได้ผลดีเกินคาด

“เกือบลืมไปแน่ะ ตอนที่เจ้ากลับมาทำงานคราวนี้ มีทหารรายงานข่าวแปลกๆ อะไรเข้ามาให้เจ้ารับรู้บ้างไหม” แฟรงก์ถามเทอรีนอยด์ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“ข่าวแปลกๆ เหรอ เอ๊ะ มีเรื่องอะไรงั้นหรือ” เทอรีนอยด์มีสีหน้าสงสัย เช่นเดียวกับองครักษ์คนอื่นๆ

ราเฟล จึงเล่าเรื่องที่สายสืบของปีศาจ รายงานเข้ามาว่า พวกอสูรได้ส่งทหารชั้นต่ำเข้ามาแฝงตัวอยู่ในหมู่บ้านต่างๆ ของเมืองพอร์ตแลนด์,เมืองซันไทม์และเมืองมูนไลฟ์ เพื่อสร้างกองกำลังทหารผีดิบ โดยใช้ต้นไม้ดูดชีพเป็นตัวขับเคลื่อน สร้างความตกใจให้กับองครักษ์ทุกคนเป็นอย่างมาก เพราะไม่มีใครรู้เรื่องนี้มาก่อน

“เรื่องนี้เป็นความจริงหรือครับ ท่านราเฟล”  ริคดิคถามเร็วปรื๋อ ดวงตาลุกวาวด้วยความไม่พอใจ

ราเฟลพยักหน้าแทนคำตอบ ซารีน่าจึงถามเทอรีนอยด์ซ้ำอีกครั้ง เทอรีนอยด์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนล้วงมือเข้าไปอกเสื้อ หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา

“เมื่อเช้า ก่อนข้าจะมาประชุมที่นี่ ทหารได้นำเอกสารใบนี้มายื่นให้ข้า โดยบอกว่าเป็นรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับโรคประหลาดที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งที่อยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองหลวง”

“แต่ข้ารีบมาประชุม จึงยังไม่ทันได้อ่านรายละเอียดว่าเป็นยังไง ก็เลยไม่แน่ใจว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ท่านราเฟลเล่าให้ฟังเมื่อกี้หรือเปล่าครับ” เทอรีนอยด์ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินมาที่ราเฟล พร้อมยื่นกระดาษส่งให้

ราเฟลกับมิคาเอลไล่สายตาอ่านรายงานอย่างรวดเร็ว เมื่ออ่านจบมิคาเอลก็ยื่นกระดาษรายงานส่งให้นาธานอ่านต่อ ส่วนราเฟลหันมาพูดกับดิพเทอเรียและซารีน่าสองสามประโยค ทั้งคู่พยักหน้าเข้าใจ ก่อนลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก ท่ามกลางสายตาแปลกใจปนสงสัยขององครักษ์พิทักษ์แคว้นทุกคนที่อยู่ในห้องประชุม

“ท่านมิคาเอล ท่านราเฟล ในรายงานเขียนไว้ว่ายังไงบ้างครับ” หลายคนถามพร้อมกัน

“ในฐานะที่เจ้าเป็นหัวหน้าของคนพวกนี้ ข้าขอยกคำถามเมื่อกี้ให้เจ้าเป็นคนตอบ” ราเฟลบอกนาธาน

“ครับ ท่านราเฟล” นาธานพยักหน้า อ่านรายงานให้ทุกคนฟัง ซึ่งเนื้อหาข้างในเป็นการรายงานผลของทีมแพทย์ ที่ลงไปตรวจสอบเรื่องโรคประหลาดที่เกิดขึ้นกับผู้คนในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง  ซึ่งอาการของโรคประหลาดนั้น ทางทหารได้รายงานให้ท่านมาร์เดโลทราบมาก่อนหน้านี้แล้ว (ดูรายละเอียดได้จากบทที่ 19)

 เมื่อทีมแพทย์และทหารเดินทางไปถึง พบว่าชาวบ้านส่วนหนึ่งของหมู่บ้านได้ล้มป่วยลงด้วยโรคประหลาด ทีมแพทย์จึงเข้าตรวจดูอาการ แต่ก็ไม่สามารถหาสาเหตุได้ว่าเกิดจากอะไร ช่วงที่ทีมแพทย์กำลังยุ่งกับการตรวจหาสาเหตุของโรคนี้ ชาวบ้านที่ล้มป่วยก็ทยอยหายตัวไปอย่างลึกลับ ทหารและชาวบ้านที่ยังแข็งแรงจึงช่วยกันออกค้นหาแต่หาไม่เจอ  จนผ่านไปสามวันก็เริ่มพบศพชาวบ้านที่หายตัวไป ตามแหล่งน้ำต่างๆ ในหุบเขา

ทุกศพที่เจอล้วนแต่แห้งตายซาก ตรงหน้าอกมีรอยกลวงขนาดใหญ่ ดวงตาเบิกโพลง อ้าปากกว้าง บางศพนอนคว่ำหน้า มือเกร็งเข้าหากันแน่น ราวกับว่าก่อนที่วิญญาณจะหลุดออกจากร่าง เขาได้รับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส เป็นภาพที่สะเทือนความรู้สึกของทีมแพทย์และทหารจากเมืองหลวงเป็นอย่างมาก

ตอนที่เจอศพเหล่านั้นเป็นเวลาเย็นมากแล้ว ทหารจึงช่วยกันเคลื่อนย้ายศพกลับมา นำไปเก็บในโกดังท้ายหมู่บ้าน เพื่อรอตอนเช้าจะได้นำศพเหล่านี้ไปเผา ปรากฏว่า กลางดึกคืนนั้นเองได้เกิดเหตุร้ายขึ้น เมื่อทหารกลุ่มที่สองซึ่งมาผลัดเวรกับทหารกลุ่มแรก พบร่างของทหารและชาวบ้านที่เข้าเวรรอบแรกนอนคว่ำหน้าอยู่หน้าประตูโกดังที่ปิดสนิท พอเข้าไปดูใกล้ๆ ก็ต้องตกใจ เพราะคนกลุ่มนั้นเสียชีวิตแล้ว ร่างของทั้งห้าคนเย็นเยียบเหมือนน้ำแข็งและซีดขาวราวกับกระดาษ

เมื่อเปิดประตูโกดังเข้าไปตรวจสอบภายใน พบว่าศพทั้งหมดที่พากลับมาได้หายไป ทหารกลุ่มนี้จึงรีบมาแจ้งให้หัวหน้าทหาร หัวหน้าทีมแพทย์และผู้นำหมู่บ้านทราบ ทันทีที่ทุกคนรู้เรื่องที่เกิดขึ้น ต่างวิ่งมาที่เกิดเหตุ โดยหัวหน้าทีมแพทย์ได้เข้าไปตรวจสภาพศพของทหารและชาวบ้านที่ถูกฆ่าตายอย่างละเอียด พบว่าทุกศพมีรอยเขี้ยวเล็กๆ สองจุดอยู่ตรงบริเวณลำคอ  นอกจากนี้ เลือดในร่างของทุกคนก็ถูกสูบออกไปจนหมด 

  สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้ชาวบ้านหวาดกลัวเป็นอย่างมาก บางคนถึงกับเข่าอ่อนเป็นลมล้มพับไป แต่บางคนหนักกว่านั้น ถึงกับคลุ้มคลั่ง พูดจาละเมอเพ้อพกทำนองว่าภูตผีปีศาจกำลังคร่าชีวิตของผู้คนในหมู่บ้าน ทำให้ทหารและแพทย์ต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เพราะต้องดูแลสภาพจิตใจของผู้คนในหมู่บ้านที่เหลือ

หัวหน้าทีมแพทย์จึงเขียนรายงานฉบับนี้ฝากทหารมือดีสองนาย ให้นำกลับมายังเมืองหลวง โดยสรุปท้ายรายงานว่า ตอนนี้บรรยากาศในหมู่บ้านแย่มาก เต็มไปด้วยความหดหู่และสิ้นหวัง ชาวบ้านต่างพากันเก็บตัวเงียบอยู่แต่ภายในบ้าน ส่วนแพทย์และทหารบางคนเริ่มมีอาการเครียดกันบ้างแล้ว  หัวหน้าทีมแพทย์จึงอยากให้ส่วนกลางส่งกำลังทหารเข้ามาเพิ่มเติมในหมู่บ้านแห่งนี้โดยด่วนที่สุด ก่อนที่เหตุการณ์จะเลวร้ายไปมากกว่านี้

“นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านอโลน ที่หัวหน้าทีมแพทย์ของเมืองพอร์ตแลนด์รายงานเข้ามา” นาธานเงยหน้าจากกระดาษรายงาน กวาดสายตามององครักษ์ทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

องครักษ์พิทักษ์แคว้นทุกคนมีสีหน้าเคร่งเครียดกับเรื่องราวที่ได้รับรู้ บางคนก็ขบกรามเข้าหากัน บ้างก็ตาลุกวาวด้วยความโกรธ ทุกคนคิดตรงกันว่า เรื่องนี้ต้องเป็นฝีมือของพวกอสูรอย่างไม่ต้องสงสัย

“หมู่บ้านที่เกิดเรื่อง อยู่ไกลจากที่นี่มากไหม” มิคาเอล ถามเทอรีนอยด์ที่นั่งหน้าเครียด

“ไกลพอสมควรครับ ท่านมิคาเอล หากใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเองไป ต้องใช้เวลาเกือบชั่วโมง เพราะหมู่บ้านนั้นอยู่ในหุบเขาลึกครับ” เทอรีนอยด์ตอบ

“อืม..ข้ากับราเฟลจะไปตรวจสอบที่หมู่บ้านแห่งนั้นสักหน่อย พวกเจ้าจะมาด้วยกันไหม” มิคาเอลชวน

“ไปครับ ท่านมิคาเอล”  เทอรีนอยด์ ริคดิคและฮันน์รีบตอบ คนอื่นๆ ก็พยักหน้าเช่นกัน

“ถ้างั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ ป่านนี้ดิพเทอเรียกับซารีน่าคงรออยู่ที่นั่นแล้ว” ราเฟลบอก ทำให้ทุกคนทำหน้าเหวอ ไม่คิดว่าทหารระดับสูงของเทพและปีศาจจะเดินเกมรุกเร็วแบบนี้

แม่ทัพเทพราเฟลใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเองพาองครักษ์ทั้งสิบสี่คน (รวมจีนัสกับสก็อต) มาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านที่เกิดเรื่องภายในเวลาแค่สิบนาทีเท่านั้น สร้างความอึ้งปนทึ่งให้กับพวกองครักษ์พิทักษ์แคว้นเป็นอย่างมาก เพราะไม่คิดว่ามนต์ของทหารเทพระดับสูงจะยอดเยี่ยมขนาดนี้ (ยกเว้นแฟรงก์ จีนัสและสก็อต ที่รู้อยู่แล้ว แต่ทั้งสามคนก็ทำหน้าอึ้งปนทึ่งผสมกลมกลืนไปกับทุกคนด้วย เพราะไม่อยากให้คนอื่นสงสัย)

ตอนที่กลุ่มของราเฟลมาถึง พบว่าดิพเทอเรียกับซารีน่ากำลังทำลายต้นไม้ดูดชีพเกือบห้าร้อยต้นที่เลื้อยไปตามพื้นดินเพื่อเล่นงานชาวบ้านที่วิ่งหนีกันอลหม่าน เสียงร้องโวยวายด้วยความตกใจผสมความหวาดกลัว สลับกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจากชาวบ้านที่ต้นไม้ดูดชีพกำลังจะผลิต้นออกมาจากร่างดังลั่นไปทั่วหมู่บ้าน มิคาเอลรีบหันมาสั่งงานพวกองครักษ์พิทักษ์แคว้นทันที

“พวกเจ้าแบ่งกำลังเป็นสามทีม ทีมแรกไปช่วยดิพเทอเรียและซารีน่าทำลายต้นไม้ดูดชีพ ทีมที่สองไปตามชาวบ้านที่วิ่งหนีเตลิดหายเข้าไปในป่าให้กลับมารวมกลุ่มที่นี่ ทีมที่สามไปหาซากศพของชาวบ้านที่โดนต้นไม้ดูดชีพเล่นงานให้เจอ ถ้าเจอแล้วให้ทำลายร่างพวกนั้นทิ้งซะ”

“ครับ ท่านมิคาเอล” องครักษ์ทั้งสิบสี่คนรับคำ ร่างเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว

มิคาเอลกางบาเรียเทพสีทองขนาดใหญ่ไว้กลางหมู่บ้าน จากนั้นลอยตัวขึ้นสูง ตะโกนสั่งทหารและทีมแพทย์ที่ยืนตัวสั่นด้วยความตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ให้ต้อนชาวบ้านที่ยังไม่โดนต้นไม้ดูดชีพเล่นงานให้เข้าไปหลบข้างในบาเรียเทพ บรรยากาศเป็นไปด้วยความโกลาหลและวุ่นวาย

 ราเฟลลอยตัวขึ้นสูง ร่ายมนต์กางอาณาเขตเทพปิดผนึก เพื่อป้องกันไม่ให้ซากศพผีดิบและต้นไม้ดูดชีพที่ผลิต้นออกมาจากร่างของชาวบ้านหลบหนีออกนอกพื้นที่

ลำแสงของอาณาเขตปิดผนึกรูปดาวแปดแฉกแผ่กระจายวงกว้าง ครอบคลุมรัศมีสิบกิโลเมตร บรรดาต้นไม้ดูดชีพและซากศพที่เริ่มขยับตัวบางส่วน โดนอาณาเขตเทพตรึงร่างเอาไว้กับที่ ส่งเสียงร้องหวีดแหลมดังลั่นบาดหู เสียงร้องของพวกมันกรีดแทงเข้าไปถึงหัวใจ ชาวบ้านรวมไปถึงทหารและทีมแพทย์ที่นั่งขดตัวอยู่ในบาเรียเทพต้องยกมืออุดหู ร่างสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่ ไม่เคยหวาดกลัวอะไรเช่นนี้มาก่อนในชีวิต

หญิงสาวหลายคนกอดกันกลมร้องไห้น้ำตาไหลพราก ภาพของต้นไม้ประหลาดจำนวนมากที่เลื้อยไล่ล่าชาวบ้านในหมู่บ้าน โดยใช้กิ่งแทงทะลุหน้าอกของเหยื่อที่วิ่งหนีไม่ทันพร้อมคายเม็ดสีเขียวเล็กๆ ลงไปในร่าง หรือจะเป็นซากศพของคนตายที่หายไปอย่างลึกลับ จู่ๆ ก็โผล่เข้ามาเล่นงานคนในหมู่บ้านกลางวันแสกๆ  มีชาวบ้านหลายคนโดนซากศพพวกนี้จับหักคอแล้วดูดกินเลือดอย่างหิวกระหายจนร่างซีดขาวร่วงลงไปนอนกองกับพื้นคนแล้วคนเล่า เหตุการณ์ทั้งสองอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้เหมือนฝันร้ายที่ทุกคนยากจะลืมเลือน

เมื่อเห็นชาวบ้านเข้าไปอยู่ในบาเรียเทพเรียบร้อยแล้ว มิคาเอลกับราเฟลก็ลอยตัวลงต่ำ เดินเข้าไปสอบถามผู้นำของหมู่บ้านว่าในละแวกใกล้เคียงกันนี้ ยังมีหมู่บ้านอื่นๆ อีกบ้างไหม

เมื่อได้รับคำตอบว่า มีหมู่บ้านอีกสามแห่งอยู่ห่างจากที่นี่ไปห้ากิโลเมตร และเมื่ออาทิตย์ก่อน เริ่มมีคนในหมู่บ้านเหล่านั้นเจ็บป่วยด้วยโรคประหลาดกันบ้างแล้ว มิคาเอลกับราเฟลก็กำชับทุกคนให้อยู่ในบาเรียเทพ ห้ามออกมาเด็ดขาด ซึ่งทุกคนรับคำเป็นอย่างดี จากนั้นทั้งคู่ก็ลอยตัวขึ้นสูง มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านอีกสามแห่งทันที

 แค่เสี้ยวนาที มิคาเอลกับราเฟลก็ลอยตัวอยู่เหนือหมู่บ้านทั้งสามแห่ง จากสายตาที่เห็น หมู่บ้านทั้งสามแห่งมีประชากรมากพอสมควร การจะลงไปตรวจสอบทุกบ้านคงจะทำได้ลำบาก งั้นเอาแบบนี้ก็แล้วกัน

 มิคาเอลกับราเฟล ง้างมือออกในท่ายิงธนูพร้อมร่ายมนต์ เกิดแสงสว่างวาบ ธนูแสงสีเงินนับพันดอกออกจากมือของทั้งคู่พุ่งลงมาข้างล่างราวกับฝนดาวตก ลูกธนูพุ่งฉิวใส่ร่างของผู้คนที่อยู่ในหมู่บ้านทั้งสามแห่งอย่างรวดเร็วจนมองไม่ทัน หากเป็นคนปกติที่ไม่มีอะไรแอบแฝงอยู่ในร่าง ธนูแสงจะทะลุออกทางด้านหลังแล้วหายไปในอากาศ หากใครมีเมล็ดของต้นไม้ดูดชีพฝังอยู่ในร่าง ธนูแสงจะปักร่างคนๆ นั้นตรึงเอาไว้กับพื้นดิน

 เพียงแค่สิบนาที มิคาเอลกับราเฟลก็สามารถแยกคนป่วยออกจากคนธรรมดาของหมู่บ้านทั้งสามแห่งได้ครบทุกคน รวมไปถึงกำจัดผีดิบและซากศพที่กำลังจะกลายเป็นผีดิบที่อยู่ในหมู่บ้านทั้งสามแห่งได้ทั้งหมด

 ดิพเทอเรีย ซารีน่าและพวกองครักษ์ตามมาสมทบในภายหลัง เมื่อมาถึง ดิพเทอเรียกับซารีน่าก็เข้าไปจัดการถอนต้นไม้ดูดชีพออกมาจากร่างของชาวบ้านที่โดนธนูแสงตรึงร่างเอาไว้กับพื้นดิน โดยแฟรงก์ จีนัส สก็อตและนาธาน ช่วยกันกางอาณาเขตปิดผนึกป้องกันพื้นที่ ที่ดิพเทอเรียและซารีน่าทำการรักษาผู้ป่วย เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นไม้ดูดชีพที่ถอนออกมาพุ่งไปทำร้ายชาวบ้านคนอื่นๆ ที่เข้ามามุงดูการรักษาอย่างสนใจ

 องครักษ์คนอื่นๆ ตามมิคาเอลกับราเฟลเข้าไปในป่าทึบ เพื่อสำรวจหาซากศพและต้นอ่อนของต้นไม้ดูดชีพที่อาจหลบซ่อนตัวตามหลืบเขาหรือโพรงลึก ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ซากผีดิบและต้นอ่อนของต้นไม้ดูดชีพก็ถูกทำลายจนหมดสิ้น สร้างความดีใจให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก ต่างพากันส่งเสียงโห่ร้องดังลั่น

“ท่านมิคาเอล ท่านราเฟลคะ ดูจากลักษณะของต้นไม้ดูดชีพที่ข้ากับซารีน่าดึงมันออกมาจากร่างของชาวบ้านเมื่อกี้ พบว่าส่วนใหญ่ใกล้จะผลิยอดออกมาจากร่างของเหยื่อ ข้าคิดว่าภายในวันสองวันนี้ พวกอสูรคงจะส่งคนเข้ามาที่นี่ เพื่อเก็บต้นอ่อนของต้นไม้ดูดชีพ” ดิพเทอเรียบอกให้มิคาเอลกับราเฟลรู้

“เจ้าคิดอย่างงั้นจริงๆ เหรอ” มิคาเอลถาม

“ค่ะ ข้ากับดิพเทอเรียคุยกันแล้วว่า พวกเราจะขออนุญาตอยู่ที่นี่สักสองวัน เพื่อติดตามผล หากพวกอสูรมาจริงๆ จะได้จัดการพวกมันให้สิ้นซาก” ซารีน่าตอบพร้อมกับขออนุญาตไปในตัว

“ไม่ได้ ข้าไม่ให้พวกเจ้าอยู่ที่นี่แค่สองคนหรอก เกิดพวกมันยกโขยงกันมาเยอะแยะ พวกเจ้าจะลำบาก”

 “ท่านราเฟล พวกเราเป็นขุนพลปีศาจนะ ทำไมจะรับมือพวกมันไม่ได้” ซารีน่าเถียง

 “เป็นขุนพลปีศาจแล้วไง ข้าบอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้ หากพวกเจ้าจะดักรอพวกอสูรอยู่ที่นี่ ข้ากับมิคาเอลก็จะอยู่ด้วย ไม่ต้องพูดมากแล้ว เอาเป็นว่าพวกเราสี่คนจะคอยอสูรอยู่ที่นี่ด้วยกัน” ราเฟลตัดบทหน้าตาย ทำให้ซารีน่าหน้าหงิก ค้อนใส่ราเฟลไปหนึ่งวงก่อนหันหน้าไปมองทางอื่นอย่างหงุดหงิด โดยมีสายตาของพวกองครักษ์มองอากัปกริยาของทั้งคู่อย่างสงสัย แต่ไม่มีใครกล้าถาม

 นาธานสั่งให้พวกองครักษ์แยกย้ายกันกลับแคว้นของตัวเอง เพื่อไปเกลี้ยกล่อมผู้ครองแคว้นของตนให้เห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านราฟ โดยนาธานสั่งว่าต้องทราบคำตอบภายในสามวัน จากนั้น นาธานกับแฟรงก์จะพาองครักษ์พิทักษ์แคว้นทุกคนเข้าพบท่านราฟกับท่านเกรซ ที่น็อธ บิ๊ก ซิตี้ เพื่อรายงานตัว  

 เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย องครักษ์ทั้งสิบสี่คนก็ทำความเคารพมิคาเอล ราเฟล ดิพเทอเรียและซารีน่า แล้วร่างของทุกคนก็เลือนหายไป จากนั้นมิคาเอลกับราเฟลได้วางกับดักเวทย์มนต์และกางบาเรียเทพครอบคลุมหมู่บ้านทั้งสี่แห่ง โดยใช้มนต์พรางตาและกลบกลิ่นไอเทพเอาไว้ รอเวลาจนกว่าพวกอสูรจะเดินทางเข้ามาที่นี่

 ทั้งสี่คนใช้เวลาในการคอยไม่นานนัก เพราะแค่หนึ่งชั่วโมงให้หลัง กลุ่มของไทลาเปียก็เดินทางมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน ดิพเทอเรียกับซารีน่าที่กลบกลิ่นไอปีศาจและใช้มนต์กำบังกายหลบอยู่ในต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ได้ส่งสัญญาณไปให้มิคาเอลกับราเฟลที่รออยู่ในหมู่บ้านรับทราบ

 หลังได้สัญญาณจากดิพเทอเรียกับซารีน่าแล้ว มิคาเอลกับราเฟลก็ออกมาคอยทหารอสูรอยู่หน้าหมู่บ้าน โดยสั่งให้ชาวบ้านหลบอยู่แต่ในบ้าน ห้ามออกมาเด็ดขาด ไม่ถึงสิบนาที ทหารอสูรก็เข้ามาในหมู่บ้าน และถูกกับดักเวทย์มนต์เล่นงานจนร่างแหลกสลายไปในชั่วพริบตา โดยไม่มีโอกาสได้ส่งเสียงร้องสักแอะ

 ดิพเทอเรียกับซารีน่าที่จับตามองไทลาเปีย คัสตอนและอมีนานอกหมู่บ้าน พบว่าคัสตอนกับอมีนาได้ขอตัวไปทำธุระที่อื่น ที่นี่จึงเหลือไทลาเปียคนเดียว ดิพเทอเรียเห็นดังนั้นจึงร่ายมนต์ให้ไทลาเปียเกิดอาการง่วงนอนจนเคลิ้มหลับไป จากนั้นก็ใช้เถาวัลย์มัดไทลาเปียเอาไว้ เป็นจังหวะเดียวกับที่มิคาเอลและราเฟลมาถึงพอดี

“เจ้าจะตามพวกเรากลับไปแต่โดยดี หรือว่าจะให้พวกเราฆ่าเจ้าทิ้งซะที่นี่” ซารีน่าถามน้ำเสียงเย็นเยียบ

ไทลาเปียเหงื่อแตกพลั่ก การที่ตัวเองถูกพวกมิคาเอลจับกุมได้อย่างง่ายดาย แสดงว่าทหารอสูรที่เข้าไปในหมู่บ้านทั้งสี่แห่งได้ถูกพวกมิคาเอลกำจัดทิ้งหมดแล้ว แย่ชะมัด! หากมาแค่คนเดียวคงรับมือได้ แต่นี่ดันมาตั้งสี่คน แถมสองในสี่ยังเป็นแม่ทัพเทพอีกด้วย เห็นทีต้องเลือกรักษาชีวิตเอาไว้ก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง

“ก็ได้ ข้ายอมตามพวกเจ้ากลับไป” ไทลาเปียตอบเสียงแห้ง

“ถ้างั้นพวกเราก็กลับกันได้แล้ว ป่านนี้ท่านราฟคงรอฟังข่าวจากพวกเราอยู่” ราเฟลร่ายมนต์ออกมา แล้วร่างของทั้งห้าคนก็เลือนหายไป 

คล้อยหลังพวกมิคาเอลไม่ถึงสิบนาที คัสตอนกับอมีนาที่แยกตัวไปทำธุระก็กลับมายังจุดนัดพบ ทั้งคู่รู้สึกแปลกใจที่ไม่เห็นไทลาเปียและทหารอสูรคนอื่นๆ อยู่ในบริเวณนั้น จึงกวาดตาสำรวจพื้นที่อย่างละเอียด สายตาเหลือบไปเห็นเศษเถาวัลย์ขนาดกลางตกอยู่บนพื้นดินใต้โคนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง รีบเดินเข้าไปดู มันเป็นเถาวัลย์ที่ไม่เหมือนกับเถาวัลย์อื่นๆ ที่สำคัญมันมีกลิ่นไอปีศาจจางๆ 

“แย่ละสิ” คัสตอนกับอมีนาอุทาน  มั่นใจว่าต้องเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นในช่วงที่ตัวเองไม่อยู่ที่นี่

“จะทำยังไงดีล่ะ หากท่านมิวเคอร์รู้ว่าพวกเราหายไปตอนที่เกิดเรื่อง มีหวัง” อมีนามีสีหน้าเคร่งขรึม

“ไม่ต้องห่วง ท่านไกเซอร์ไม่ปล่อยให้พวกเราลำบากหรอก” คัสตอนบอกให้อมีนาสบายใจ แบมือออกมาพร้อมร่ายมนต์ ติดต่อไปหาไกเซอร์ที่อยู่ในแดนอสูร เพื่อรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทราบ

“พวกเจ้าบอกว่า เมื่อกลับมาก็ไม่เจอไทลาเปียกับทหารอสูรคนอื่นๆ แถมยังเจอเศษเถาวัลย์ที่มีกลิ่นไอปีศาจอยู่ที่นั่นอีกด้วย ใช่ไหม” ไกเซอร์ซึ่งนั่งบนเก้าอี้ในห้องพักของตน ถามคัสตอนกับอมีนาด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ใช่ค่ะ ท่านไกเซอร์” อมีนาตอบ

“เศษเถาวัลย์ที่เจ้าเอาให้ข้าดู มันคืออาวุธของดิพเทอเรีย ซึ่งเป็นขุนพลปีศาจ แสดงว่าตอนที่พวกเจ้าไม่อยู่ ดิพเทอเรียกับซารีน่าต้องมาที่นั่น พอมาเจอไทลาเปีย ก็เลยเกิดการปะทะกัน ข้าคิดว่าไทลาเปียคงสู้ไม่ไหว จึงโดนจับตัวกลับไปเพื่อพาไปสอบสวน ส่วนทหารคนอื่นอาจโดนสองคนนั้นฆ่าตาย”

“แต่นี่ก็เป็นเพียงแค่การคาดเดาของข้าเท่านั้น ทางที่ดีพวกเจ้าควรปลอมตัวเข้าไปสอบถามชาวบ้านในหมู่บ้านว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว ให้แจ้งข้าอีกครั้ง ข้าจะได้หาทางออกให้พวกเจ้าได้”

“ครับ/ค่ะ ท่านไกเซอร์ แล้วพวกเราจะติดต่อมาอีกครั้ง”

ครึ่งชั่วโมงต่อมา คัสตอนกับอมีนาก็ติดต่อมาหาไกเซอร์อีกครั้ง ซึ่งข้อมูลที่ทั้งคู่สืบมาได้ก็คือ ช่วงสายของวันนี้ ต้นไม้ดูดชีพกับซากศพได้เข้ามาเล่นงานผู้คนในหมู่บ้าน ขณะที่ทุกคนวิ่งหนีเอาตัวรอดนั้น จู่ๆ ก็มีหญิงสาวสองคนโผล่เข้ามาช่วยชาวบ้าน  อีกยี่สิบนาทีต่อมา ชายหนุ่มสองคนก็พาพวกองครักษ์พิทักษ์แคว้นตามมาสมทบ เพื่อจัดการกับต้นไม้ดูดชีพและซากศพโดยใช้เวลาไม่นานนัก จากนั้นหญิงสาวทั้งสองคนก็ช่วยกันรักษาชาวบ้านที่ป่วยด้วยโรคประหลาดจนหายเป็นปกติ

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย กลุ่มองครักษ์พิทักษ์แคว้นก็พากันกลับไป แต่ผู้ชายสองคนที่พาพวกองครักษ์พิทักษ์แคว้นมาที่นี่ ยังอยู่พูดคุยกับชาวบ้านต่อ ส่วนหญิงสาวสองคนไม่รู้ว่าหายไปไหน จนหนึ่งชั่วโมงผ่านไป จู่ๆ ผู้ชายสองคนนั้นก็สั่งให้ทุกคนกลับเข้าไปในบ้าน พร้อมทั้งสั่งให้ปิดประตูให้มิดชิดและห้ามออกมาข้างนอก  ซึ่งทุกคนก็ทำตามแต่โดยดี จากนั้นไม่นานก็ได้ยินเสียงเหมือนคนจำนวนมากกรูกันเข้ามา พร้อมกับมีแสงสว่างวาบไปทั่วหมู่บ้าน ครู่หนึ่ง ผู้ชายสองคนนั้นก็เรียกชาวบ้านออกมาโดยบอกว่าเรียบร้อยแล้ว จากนั้นทั้งคู่ก็ขอตัวกลับ

ไกเซอร์ฟังรายงานอย่างสนใจ ผู้หญิงสองคนนั้น คือดิพเทอเรียกับซารีน่าอย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนชายหนุ่มสองคนที่พาพวกองครักษ์พิทักษ์แคว้นตามมาสมทบในภายหลัง น่าจะเป็นทหารเทพระดับสูง เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร แสดงว่าท่านราฟเปิดเกมรุก เดินเกมใต้ดินช่วงชิงความได้เปรียบจากพวกอสูรแล้วสินะ  ถ้าอย่างนั้น ไทลาเปียก็คงโดนจับตัวกลับไป ส่วนทหารอสูรคนอื่นๆ คงถูกฆ่าตายไปหมดแล้ว

“ท่านไกเซอร์ จะให้พวกเราทำยังไงต่อไปคะ”

“พวกเจ้าฟังให้ดี” ไกเซอร์บอกรายละเอียดต่างๆ ให้คัสตอนกับอมีนาฟัง เมื่อฟังจบ คัสตอนก็พูดขึ้น

“ท่านไกเซอร์ไม่ต้องเป็นห่วงครับ พวกเราจะไม่ทำให้ท่านไกเซอร์ผิดหวังเด็ดขาด”

 “ดีมาก ว่าแต่งานที่ข้ามอบหมายให้พวกเจ้าไปทำ เป็นอย่างไรบ้าง”

“ไม่มีปัญหา ทุกอย่างเรียบร้อยค่ะ”

“ถ้างั้น พวกเจ้าก็กลับมาที่นี่ได้แล้ว”

“ครับ/ค่ะ ท่านไกเซอร์” คัสตอนกับอมีนารับคำพร้อมกัน จากนั้นการสนทนาก็ยุติ

ไกเซอร์เดินไปเปิดหน้าต่างให้กว้างออก ทอดสายตามองออกไปที่เทือกเขาเทวรูป อีกไม่นานแล้วสินะ หมากรุกแห่งสงครามก็จะเปิดกระดาน ไกเซอร์หัวเราะแผ่วเบา ดวงตาฉายแววหมายมาด อยากรู้เหมือนกันว่า เมื่อเวลานั้นมาถึงจริงๆ พวกเจ้าจะรับมือกับหมากรุกแบบพิเศษของข้าอย่างไร หึหึหึ

***********************************************************  

ด้านรันกับเรเซีย หลังจากโดนฟลิทกับฮันเซย์พ่นควันสลบใส่หน้าจนหมดสติไป ตอนนี้ทั้งคู่นอนไม่รู้สึกตัวอยู่บนเตียงขนาดใหญ่ในห้องนอนห้องหนึ่ง ซึ่งอยู่ในปราสาทชั้นในของจอมอสูร

อาร์ทีเมียและองครักษ์ทั้งสี่คน เดินเข้ามาในห้อง นางกำนัลที่นั่งอยู่หน้าเตียง รีบลุกขึ้นทำความเคารพ ถอยออกไปยืนด้านหลัง  อาร์ทีเมียเดินเข้ามาชิดขอบเตียง ดูรันกับเรเซียใกล้ๆ ก่อนหันมาถามฟลิทกับฮันเซย์

“พวกเจ้าใช้ยาสลบมากไปหรือเปล่า ป่านนี้แล้ว ทำไมเด็กสาวคู่นี้ จึงยังไม่รู้สึกตัวอีก”

ฟลิทกับฮันเซย์ยิ้มแห้งๆ พยักหน้ายอมรับว่าหนักมือไปหน่อย อาร์ทีเมียหัวเราะเบาๆ มองรันกับเรเซียอีกครั้ง ดวงตาฉายแววพอใจ  ชักอยากเห็นร่างจริง ของเด็กสาวคู่นี้ซะแล้วสิ

“ช่างเหอะ ถึงยังไง ข้าก็ได้ตัวลูกสาวของราชาปีศาจมาแล้ว แม้ตอนนี้จะยังไม่รู้ว่าคนไหนคือลูกสาวของราชาปีศาจ แต่ข้าเชื่อว่าภายในวันสองวันนี้แหละ มนต์ที่ร่ายปกคลุมร่างของทั้งคู่เอาไว้ จะคลายตัวลง”

 “ท่านอาร์ทีเมียจะทำอย่างไรต่อไปกับเด็กสาวสองคนนี้ครับ” ทินเซลถาม

อาร์ทีเมียหัวเราะเบาๆ ไม่ตอบคำถามของทินเซล กลับนั่งลงบนเตียง เอื้อมมือออกไปจะสัมผัสใบหน้าของรันที่อยู่ใกล้สุด แต่ต้องชะงัก เมื่อมีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นสองครั้ง จึงหันไปมอง

“ท่านอาร์ทีเมียครับ” เสียงของทหารคนหนึ่งดังขึ้นหน้าห้อง อาร์ทีเมียส่งสายตาให้ครีซอล อีกฝ่ายพยักหน้าเข้าใจ เดินไปเปิดประตู พบทหารนายหนึ่งยืนอยู่ เมื่อเห็นครีซอลก็ทำความเคารพพร้อมพูดขึ้น

“ท่านโรติเฟอร์กับท่านราชินี ให้มาเชิญท่านอาร์ทีเมียกับท่านองครักษ์ไปพบที่ห้องประชุมเล็กครับ”

 อาร์ทีเมียยิ้มบางๆ ลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจด้วยท่าทางไม่ทุกข์ร้อน หันไปทางนางกำนัลสองคนที่ยืนก้มหน้า

 “หากเด็กสาวสองคนนี้รู้สึกตัวแล้ว ช่วยให้คนไปบอกข้าด้วย”

 “ค่ะ ท่านอาร์ทีเมีย”

 ห้านาทีต่อมา อาร์ทีเมียและพวกฟลิทก็เข้ามาในห้องประชุมเล็ก จอมอสูรโรติเฟอร์มองบุตรชายที่เดินเข้ามาอย่างตำหนิ เพราะเพิ่งจะรู้เรื่องที่อาร์ทีเมียให้คนไปลักพาตัวลูกสาวของราชาปีศาจมาที่นี่เมื่อครู่นี้เอง ส่วนราชินีเซพิโอล่ามีสีหน้าเรียบเฉย เดาไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่

 “ท่านพ่อกับท่านแม่ ให้คนไปตามข้ามาพบ ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรหรือครับ” 

 “ยังจะมาถามอีก เจ้าให้คนไปลักพาตัวลูกสาวของเจ้าราฟมาที่นี่ทำไมกันฮะ” จอมอสูรถามเสียงห้วน  

 “ข้าก็ไม่เห็นว่ามันจะเสียหายตรงไหนนี่ครับ ท่านพ่อ”

    “ดาวิตาถูกฆ่าตาย เดอร์แรมกับโรสถูกจับตัวไป จัสไทนากับเกสตาก็เจ็บหนัก ทหารชั้นต่ำสามร้อยกว่าคนตายเรียบ เจ้ายังจะมีหน้ามาบอกว่าพวกเราไม่เสียหายอีกงั้นเหรอ” จอมอสูรเริ่มเสียงดังอย่างไม่พอใจ 

 “ท่านพ่อ ใจเย็นก่อนสิครับ จริงอยู่ว่า งานครั้งนี้ทำให้เราเสียทหารไปหลายคน โดยเฉพาะดาวิตา โรสและเดอร์แรม  แต่การที่พวกเราได้ตัวลูกสาวของราชาปีศาจมาอยู่ในกำมือแบบนี้ ข้าว่ามันคุ้มค่านะครับ”

 “เฮอะ! คุ้มค่าตรงไหน กะแค่เด็กสาวคนหนึ่งเท่านั้น”

 “ท่านพูดผิดแล้วค่ะ สองคน ไม่ใช่หนึ่งคน” ราชินีเซพิโอล่าพูดขึ้นมา หลังฟังพ่อลูกเถียงกันอยู่พักใหญ่

 “อะไรนะ! สองคนงั้นเหรอ แล้วอีกคนเป็นใครกันล่ะ”

 “ข้าก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ ท่านพ่อ  แต่ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ครับ ถือว่างานนี้พวกเราได้กำไรก็แล้วกัน” “กำไรงั้นเหรอ นี่เจ้าคงไม่คิดจะเอาเด็กสาวสองคนนี้มาเป็นเมียของเจ้าหรอกนะ” ราชีนีเซพิโอล่า ตวัดสายตามองอาร์ทีเมียอย่างไม่พอใจ  ทำให้พวกฟลิททำคอย่น ใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เกรงว่าจะโดนหางเลขไปด้วย

 “ท่านแม่ครับ ที่ข้าให้คนไปจับตัวลูกสาวของราชาปีศาจมาที่นี่ ก็เพียงแค่ต้องการหยามราชาปีศาจกับราชินีแห่งเทพเท่านั้นเอง ไม่ได้คิดอะไรไปไกลอย่างที่ท่านแม่พูดหรอกครับ”

 “ถ้างั้น ก็แสดงว่าเด็กสาวสองคนนี้ มาที่นี่ในฐานะเชลยไม่ใช่แขก ดังนั้นที่ที่เชลยสมควรจะอยู่ก็คือคุกคุมขัง ไม่ใช่ห้องรับรองอย่างดีภายในปราสาท ซึ่งเป็นที่พักของพวกเรา แม่พูดอย่างนี้ ถูกต้องไหม”

 “แต่ท่านแม่ครับ หากให้เด็กสองคนนั้นไปอยู่ในคุกคุมขัง ข้าเกรงว่ามันจะไม่เหมาะ”

 “หากเจ้าคิดจะหยามราชาปีศาจกับราชินีแห่งเทพจริงๆ อย่างที่เจ้าบอกแม่เมื่อกี้ล่ะก็  การนำพวกนางไปขังในคุกเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด” ราชินีเซพิโอล่ายิ้มน้อยๆ ปรายตามองบุตรชายแวบนึง แล้วพูดต่อ

 “หรือเจ้าจะบอกว่า วิธีที่จะหยามราชาปีศาจได้ดีที่สุด ก็คือการทำให้ลูกสาวของราชาปีศาจยอมเป็นเมียของเจ้าด้วยความเต็มใจ  ซึ่งจะว่าไปแล้ว มันก็เป็นวิธีที่เข้าท่าเหมือนกัน แต่แม่ไม่เห็นด้วย และจะไม่ยอมให้เจ้าทำแบบนั้นเด็ดขาด หากเจ้ายังดึงดันจะทำตามความคิดของเจ้าล่ะก็ เจ้ากับแม่ได้เห็นดีกันแน่”

 เจอคำพูดประโยคนี้ของราชินีเซพิโอล่าเข้าไป อาร์ทีเมียก็นิ่งอึ้ง พูดอะไรไม่ออก ไม่คิดว่าท่านแม่จะอ่านความคิดของตนได้ทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้  ขณะที่คนอื่นๆ ต่างนิ่งเงียบ

 “แม่มีข้อเสนอให้เจ้าเลือก หากเจ้านำเด็กสาวสองคนนี้ไปขังในคุกเยี่ยงเชลย แม่รับรองว่าพวกนางจะปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนใดๆ ทั้งสิ้น  แต่หากเจ้าต้องการให้พวกนางพักอยู่ในปราสาทกับพวกเราที่นี่ แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่มีเงื่อนไขว่า พวกนางต้องเป็นของเล่นชั้นดีให้กับทหารระดับสูงของพวกเราทุกคน”

  “ท่านแม่!” อาร์ทีเมีย มองราชินีเซพิโอล่าอย่างนึกไม่ถึง

 “ทำไมทำหน้าแบบนั้น ตกใจมากหรือไง แม่ให้เวลาเจ้าคิดหนึ่งคืน หากเจ้าปฏิเสธข้อเสนอของแม่ทั้งสองข้อโดยไม่เลือกอะไรเลย  แม่จะฆ่าเด็กสองคนนั้นทิ้งซะ แล้วตัดหัวของพวกมันส่งกลับคืนไปให้ราชาปีศาจ”

 อาร์ทีเมียมีสีหน้าเคร่งเครียดกับคำพูดของราชินีเซพิโอล่า ไม่คิดว่าท่านแม่จะยื่นข้อเสนอแบบนี้มาให้ตัวเองเลือก พวกฟลิทเหลือบตามองอาร์ทีเมียอย่างเห็นใจ  แต่ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น จึงนิ่งเงียบ

 “เอาล่ะ เรื่องที่แม่จะพูดกับเจ้าก็มีแค่นี้ หวังว่าพรุ่งนี้แม่คงได้รับคำตอบจากเจ้า” ราชินีเซพิโอล่าตัดบท

 “ครับ ท่านแม่” อาร์ทีเมียลุกขึ้นยืน หมุนตัวเดินออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว พวกฟลิททำความเคารพจอมอสูรโรติเฟอร์กับราชินีเซพิโอล่าพร้อมกัน จากนั้นรีบตามอาร์ทีเมียไปทันที

 “เจ้าคิดว่าอาร์ทีเมียจะเลือกข้อไหน” จอมอสูรโรติเฟอร์ หันมาถามราชินีเซพิโอล่า

 “ฮึ! ข้าเลี้ยงลูกมากับมือ ทำไมจะไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร หากเขาสนใจลูกสาวของราชาปีศาจจริงๆ เขาต้องเลือกข้อแรก เพราะเป็นวิธีที่ดีที่สุด จากนั้นก็ค่อยคิดหาวิธีมาเกลี้ยกล่อมข้าให้เห็นด้วยกับวิธีของตนเอง แต่ข้าไม่มีวันยอมให้อาร์ทีเมียไปข้องเกี่ยวกับลูกสาวของราชาปีศาจเด็ดขาด!” ราชินีเซพิโอล่าพูดเสียงแข็ง

 จอมอสูรโรติเฟอร์ อดเห็นใจบุตรชายขึ้นมาไม่ได้ แต่ไม่อยากขัดใจราชินีเซพิโอล่า จึงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

 “จริงสิ เห็นเจ้าบอกว่า สี่ผู้เฒ่าวิหคจะมาถึงเย็นนี้ แต่ป่านนี้แล้ว ทำไมพวกนั้นยังไม่มาอีก”

 “คิดว่าคงอีกสักพัก ตาเฒ่าพวกนั้นก็คงจะมาถึงค่ะ”

 จอมอสูรโรติเฟอร์พยักหน้า พลันมีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นสองครั้งก่อนเปิดเข้ามา แม่ทัพอสูรมิวเคอร์และแม่ทัพอสูรอัลบูโก เดินเข้ามาทำความเคารพจอมอสูรโรติเฟอร์กับราชินีเซพิโอล่าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

 “มีเรื่องอะไรหรือ ทำไมพวกเจ้าถึงทำหน้าแบบนี้” จอมอสูรโรติเฟอร์ถาม

 “เกิดเรื่องแล้วครับ” มิวเคอร์รายงานให้ฟังว่า กลุ่มของไทลาเปีย คัสตอนและอมีนา ที่ได้รับมอบหมายจากตนเอง ให้ไปเก็บต้นอ่อนของต้นไม้ดูดชีพในหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในเมืองพอร์ตแลนด์ โดนทหารของราชาปีศาจฆ่าตายจนหมด โดยไทลาเปียโดนคนของราชาปีศาจจับตัวกลับไปสอบสวน ส่วนคัสตอนกับอมีนา แม้จะหนีรอดมาได้อย่างหวุดหวิด แต่ทั้งคู่ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส

 “ตอนนี้คัสตอนกับอมีนาอยู่ที่ไหน” ราชินีเซพิโอล่าถาม

 “อยู่ในห้องพยาบาลครับ ทีมแพทย์ของเรากำลังทำการรักษาทั้งคู่อยู่ครับ” อัลบูโกบอก

 สิบนาทีต่อมา ราชินีเซพิโอล่า ก็มาดูอาการบาดเจ็บของคัสตอนกับอมีนาที่ห้องพยาบาล โดยแพทย์รายงานให้ทราบว่า ทั้งคู่ปลอดภัยดีแล้ว แต่ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูร่างกายสักระยะหนึ่ง จึงจะหายเป็นปกติ

 ราชินีเซพิโอล่าพยักหน้ารับรู้ ก่อนสอบถามคัสตอนกับอมีนาอีกครั้ง ซึ่งทั้งคู่เล่าให้ฟังว่า ขณะที่พวกตนเข้าไปในหมู่บ้านที่เป็นพื้นที่เป้าหมาย เพื่อเก็บต้นอ่อนของต้นไม้ดูดชีพนั้น จู่ๆ ทหารเทพและทหารปีศาจก็โผล่เข้ามาเล่นงานจึงเกิดการปะทะกัน พวกตนสู้อยู่ด้านนอก แต่พลาดท่าโดนขุนพลปีศาจทำร้ายได้รับบาดเจ็บ จึงใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเองหนีกลับมาฝั่งอสูร  แต่ไทลาเปียซึ่งสู้อยู่ด้านในหนีไม่ทัน จึงโดนทหารเทพจับตัวกลับไป

 “พวกเราต้องขอโทษท่านราชินีด้วยครับ ที่ทำงานผิดพลาด” คัสตอนบอกน้ำเสียงเคร่งขรึม

 “ช่างมันเถอะ แค่พวกเจ้าเอาชีวิตรอดกลับมาที่นี่ได้ก็ดีแล้ว ว่าแต่ขุนพลปีศาจสองคนที่พวกเจ้าต่อสู้ด้วยนั้น เก่งมากเลยเหรอ” ราชินีเซพิโอล่าถาม ซึ่งอมีนาก็ตอบว่า ทั้งคู่ฝีมือสูสีกับพวกตน แต่เพราะความชะล่าใจ ไม่ทันคิดว่าอีกฝ่ายจะวางกับดักเวทย์มนต์เอาไว้ก่อนแล้ว จึงทำให้พวกตนพลาดท่าขุนพลปีศาจสองคนนั้น

 “เท่าที่ข้ารู้มา ขุนพลปีศาจสองคนนี้ รู้วิธีกำจัดต้นไม้ดูดชีพเป็นอย่างดี บางทีพวกมันอาจแกะรอยตามกลิ่นของต้นไม้ดูดชีพ มาจนถึงพื้นที่เป้าหมายของพวกเรา และคงรู้ว่า ต้นอ่อนของต้นไม้ดูดชีพใกล้จะผลิต้นออกมาจากร่างของเหยื่อ ดังนั้น พวกมันจึงซุ่มดักรอเล่นงานพวกเรา เพราะรู้ว่าพวกเราต้องเข้าไปเก็บต้นอ่อนของต้นไม้ดูดชีพ หึหึ แสดงว่าพวกมันฉลาดไม่ใช่เล่น” ราชินีเซพิโอล่า วิเคราะห์ให้ฟัง

 “อาจจะใช่ก็ได้ครับ เพราะตอนที่พวกเราไปถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน ก็ไม่เห็นจะได้กลิ่นไอปีศาจหรือว่ากลิ่นไอของเทพแม้แต่น้อย แต่พอเดินเข้าไปใจกลางหมู่บ้าน จู่ๆ บาเรียเทพก็สว่างจ้าขึ้นมา ทหารของพวกเราโดนบาเรียเทพทำลายร่างเพียงชั่วพริบตา จากนั้นพวกมันก็โผล่ออกมาจากทุกด้าน ล้อมกรอบพวกเราเอาไว้ครับ”

 “ถ้าพลังของบาเรียเทพ สามารถทำลายทหารชั้นต่ำได้เพียงชั่วพริบตา แสดงว่าทหารเทพที่มากับขุนพลปีศาจ น่าจะเป็นขุนพลเทพหรือไม่ก็แม่ทัพเทพ เห็นทีพวกเราจะประมาทพวกมันไม่ได้ซะแล้ว เอาล่ะ พวกเจ้าพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะแวะมาเยี่ยมใหม่”

 “ครับ/ค่ะ ท่านราชินี”

 เมื่อราชินีเซพิโอล่ากลับไปแล้ว คัสตอนกับอมีนาก็หันมาสบตากันด้วยความพอใจ ที่ไม่มีใครสงสัยในเรื่องราวที่ทั้งคู่เล่าให้ฟัง เพราะก่อนที่จะกลับมาแดนอสูร ไกเซอร์สั่งให้คัสตอนกับอมีนาทำร้ายร่างกายของตนเอง ให้มีบาดแผลฉกรรจ์ แล้วนำเศษเถาวัลย์ที่มีกลิ่นไอปีศาจจางๆ ของดิพเทอเรียมาป้ายตามบาดแผล เพื่อใช้ยืนยันว่าทั้งคู่ได้ต่อสู้กับขุนพลปีศาจและโดนทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บจริงๆ

จากนั้น คัสตอนกับอมีนาก็กลับมาแดนอสูร เพื่อรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้พวกอสูรที่อยู่ที่นี่รับทราบ โดยใช้ข้อมูลที่ได้จากชาวบ้านมาเติมแต่งเนื้อเรื่องเข้าไปนิดๆ หน่อยๆ ให้ดูสมเหตุสมผล ซึ่งทั้งคู่ก็ไม่ทำให้ไกเซอร์ผิดหวัง เพราะทหารอสูรระดับสูงทุกคน เชื่ออย่างสนิทใจว่า คัสตอนกับอมีนาออกไปทำงานและโดนทหารของราชาปีศาจทำร้ายได้รับบาดเจ็บจนต้องหนีกลับมา

“ข้าจะไปนอนพักในห้องโน้น ไว้เจอกันพรุ่งนี้” อมีนาลุกขึ้นเดินหายเข้าไปในห้องพยาบาลด้านใน ซึ่งเป็นห้องพักสำหรับทหารผู้หญิงโดยเฉพาะ  คัสตอนพยักหน้ารับรู้ ก่อนเอนตัวลงนอนเพื่อพักผ่อน

*******************************************************

   หลังออกจากห้องประชุมเล็ก อาร์ทีเมียก็แวะเข้าไปดูรันกับเรเซียอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าทั้งคู่ยังไม่รู้สึกตัว อาร์ทีเมียก็หันมาสั่งนางกำนัลสองคน ที่เพิ่งเข้ามาผลัดเปลี่ยนเวรกับนางกำนัลชุดแรกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

 “ข้าจะแวะมาอีกครั้งในช่วงค่ำๆ หากพวกนางรู้สึกตัวขึ้นมาก่อนค่ำ พวกเจ้าช่วยให้คนไปแจ้งข้าด้วย”

 “ค่ะ ท่านอาร์ทีเมีย”

 เมื่ออาร์ทีเมียออกไปแล้ว นางกำนัลก็ปิดประตูห้อง จากนั้นเดินเข้ามายืนมองรันกับเรเซียที่ยังนอนไม่ได้สติบนที่นอน  หนึ่งในสองหันมามองเพื่อน พร้อมบุ้ยปากให้ดูข้อมือข้างขวาของรันที่มีกำไลสวมอยู่ นางกำนัลคนแรกทำตาโต รีบเดินมาดูกำไลใกล้ๆ ก่อนทำหน้าเหมือนถูกผีหลอก ส่วนนางกำนัลคนที่สองหัวเราะชอบใจเบาๆ

“กำไลนั่นเป็นของฟิลใช่ไหม แบบนี้ก็หมายความว่า ท่านรันเป็นว่าที่ลูกสะใภ้ของเจ้าและเป็นว่าที่หลานสะใภ้ของข้าน่ะสิ ฉะนั้น ไม่ว่าใครก็ตามที่คิดจะแตะต้องว่าที่หลานสะใภ้ของข้าล่ะก็ ได้เจอดีแน่”

“ก็ลองมาแตะว่าที่ลูกสะใภ้ของข้าดูสิ” นางกำนัลคนแรกหรือจอห์นตอบเสียงเรียบ แล้วพูดต่อ 

“เรเซียก็เหมือนกัน เด็กคนนี้เป็นเจ้าสาวของท่านเรย์นอล เท่ากับว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เรเซียจะขึ้นเป็นราชินีคนใหม่ของแมงมุมสีทอง ดังนั้น ข้าก็ไม่ยอมให้ใครแตะต้องเรเซียเช่นกัน”

“ของมันแน่อยู่แล้ว ข้าว่าพวกเราควรจะทำให้ท่านรันกับเรเซียรู้สึกตัวได้แล้วนะ จะได้คุยเรื่องงานกันก่อนที่อาร์ทีเมียจะกลับเข้ามาที่นี่อีกครั้ง” อาเธอร์เสนอขึ้นมา ซึ่งจอห์นพยักหน้าเห็นด้วย

แค่เสี้ยวนาที รันกับเรเซียก็ฟื้นขึ้นมาด้วยสีหน้างุนงง ทั้งคู่กวาดสายตามองไปรอบๆ พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงขนาดใหญ่ จึงรีบลุกขึ้นนั่งทันที  จอห์นกับอาเธอร์ที่อยู่ในร่างของนางกำนัล เดินเข้ามาทำความเคารพ พร้อมแจ้งให้รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร ทำให้ทั้งคู่ดีใจมากที่รู้ว่า นางกำนัลสองคนนี้คือพ่อของฟิลและพ่อของฟาเรีย

จอห์นกับอาเธอร์ถ่ายทอดแผนการของท่านราฟให้รันกับเรเซียฟัง โดยบอกว่าตอนนี้นอร์ธกับบราวน์ (พ่อของไรซานกับพ่อของบาลาส) คงจะคุยเรื่องแผนการให้ท่านโรซาร์เนียร์กับท่านเรย์นอลฟัง หากได้เรื่องยังไง  ทั้งคู่จะแจ้งให้รันกับเรเซียทราบอีกครั้ง เพื่อจะได้นัดหมายเรื่องวันเวลาให้ตรงกัน

 “อาร์ทีเมีย จะแวะมาที่นี่อีกครั้งในตอนค่ำ ดังนั้น ข้าคิดว่าพวกท่านควรจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เพราะชุดที่ใส่อยู่ในตอนนี้ ค่อนข้างจะล่อแหลมต่อสายตาของอาร์ทีเมียนะครับ” อาเธอร์เตือนเนิบๆ

รันกับเรเซียก้มมองชุดที่ตัวเองใส่ พบว่าเสื้อบริเวณหัวไหล่ทั้งสองข้างมีรอยขาด เผยให้เห็นผิวเนียนใสได้ถนัดตา มีผลให้ทั้งคู่สะดุ้งโหยง จริงด้วย หากอาร์ทีเมียเห็นพวกเราในชุดวับๆ แวมๆ แบบนี้ มีหวังยุ่งแน่ๆ

“พวกเราจะออกไปคอยข้างนอกนะครับ ส่วนเสื้อผ้าของพวกท่าน ข้าจัดเตรียมไว้ให้แล้วครับ รับรองว่ารัดกุมและมิดชิด” จอห์นบอก

“ขอบคุณพวกท่านมากค่ะ”

“ไม่เป็นไรครับ พวกเราไม่ยอมให้อาร์ทีเมียหรืออสูรคนไหนทำมิดีมิร้ายกับพวกท่านเด็ดขาด”

คำพูดของจอห์นทำให้รันกับเรเซียยิ้มด้วยความโล่งใจ เพราะทั้งคู่ก็กังวลเรื่องนี้เช่นกัน เนื่องจากกิตติศัพท์ของพวกอสูรที่ได้ยินได้ฟังมา ล้วนแต่เลวร้ายทั้งนั้น โดยเฉพาะเรื่องการใช้กำลังข่มเหงย่ำยีผู้หญิง

ยี่สิบนาทีต่อมา รันกับเรเซียก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย ทั้งคู่ชวนกันมานั่งคุยบนเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ริมหน้าต่าง ขณะนั้นเป็นเวลาใกล้ค่ำ พระอาทิตย์กำลังเคลื่อนตัวลงต่ำ สะท้อนเงาสีส้มลงบนผิวน้ำแลดูระยิบระยับ

เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นสองครั้ง ก่อนเปิดเข้ามา จอห์นกับอาเธอร์ที่อยู่ในร่างของนางกำนัลเดินถือถาดอาหารเข้ามาวางบนโต๊ะ

“อีกสักครู่ อาร์ทีเมียจะเข้ามาในห้องนี้ ข้าคิดว่าพวกท่านควรจะทานอาหารรองท้องไว้ก่อนดีกว่าครับ รับรองว่าอาหารพวกนี้ปลอดภัยไร้สารพิษหรือสิ่งเจือปนใดๆ ทั้งสิ้น” จอห์นบอกน้ำเสียงนุ่มนวล

“ขอบคุณค่ะ แต่ข้ายังไม่หิว” รันบอกเสียงแห้ง ภาพของเอ็ดดี้ที่ถูกฆ่าตายไปต่อหน้าต่อตาโดยที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้ ยังติดตารันมาจนถึงตอนนี้ แม้จะปลอบใจตัวเองว่า ลุงเอ็ดดี้ไปสบายแล้วก็ตาม แต่มันก็ไม่ได้ช่วยทำให้รันรู้สึกดีขึ้น เพราะรันสนิทและผูกพันกับลุงเอ็ดดี้มากกว่าใครๆ คิดแล้วรันก็น้ำตารื้นขึ้นมา จนต้องกระพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่น้ำใสๆ ให้ไหลย้อนกลับเข้าไปข้างใน

“ข้ารู้ครับว่า ท่านรันยังไม่หิว แต่กองทัพต้องเดินด้วยท้องนะครับ ถ้าปล่อยให้ท้องว่างนานเกินไป สมองของเราจะคิดอะไรไม่ออก เกิดไปเจอศัตรูขึ้นมา เราจะเสียเปรียบนะครับ” อาเธอร์บอกน้ำเสียงอ่อนโยน

“รัน ท่านอาเธอร์พูดถูกนะ หากพวกเราไม่ทานอะไรรองท้องไว้บ้าง เกิดอาร์ทีเมียเข้ามาหาเรื่องพวกเราในนี้ พวกเราจะเอาแรงที่ไหนไปต่อกรกับอาร์ทีเมียได้ล่ะ” เรเซียเห็นด้วยกับคำพูดของอาเธอร์

รันเม้มปากเข้าหากัน เมื่อได้ยินประโยคนั้นของเรเซีย จริงด้วย ตอนนี้ข้าอยู่ในแดนของศัตรู หากทำตัวอ่อนแอให้อาร์ทีเมียหรืออสูรคนอื่นๆ เห็นล่ะก็ พวกมันจะหัวเราะเยาะเอาได้ ฮึ! ไม่มีวันซะล่ะ

“ขอบใจมากนะเรเซีย ที่ช่วยพูดเตือนสติข้า”

“ไม่เป็นไรจ้ะ ข้าว่าพวกเรารีบกินข้าวเถอะ ดูสิ อาหารน่ากินทั้งนั้น ขืนชักช้า เดี๋ยวอาร์ทีเมียเข้ามาซะก่อนก็อดกินกันพอดี เสียดายแย่เลย” เรเซียพูดติดตลก ทำให้รันอดขำไม่ได้จนต้องหัวเราะออกมาเบาๆ

 จอห์นและอาเธอร์ยิ้มบางๆ ขนาดอยู่ในแดนศัตรูแท้ๆ  แต่ท่านรันกับเรเซียก็ไม่ได้หวั่นไหวหรือหวาดกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ทั้งคู่ต่างรู้จักให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เห็นแบบนี้แล้วค่อยหายห่วงขึ้นมาหน่อย

รันกับเรเซียใช้เวลาแค่สิบนาที ก็จัดการอาหารบนโต๊ะจนเกลี้ยงไม่มีเหลือ ทำเอาจอห์นกับอาเธอร์ที่ยืนอยู่ด้านหลังทำตาโต โอ้โห! ตัวเล็กนิดเดียวแต่ไหงกินจุนักล่ะ แล้วแบบนี้ฟิลกับท่านเรย์นอลจะเลี้ยงไหวหรือเนี่ย

“พวกท่านกินเก่งเหมือนกันนะครับ” อาเธอร์ มองรันกับเรเซียที่นั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างขำๆ 

“พวกเรากำลังโตนี่คะ แต่จะว่าไปแล้ว ท่านพี่กับพวกท่านฟิลกินมากกว่าพวกเราอีกค่ะ จริงไหม เรเซีย” รันบอกน้ำเสียงร่าเริง หันมาพยักเพยิดกับเรเซีย อีกฝ่ายพยักหน้าเห็นด้วย

“จริงค่ะ ท่านอาเธอร์ พวกเรากินได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของท่านโรมหรือพวกท่านฟิลหรอกค่ะ”

“ท่านโรมกับพวกฟิลเป็นผู้ชายนี่ครับ ก็ต้องกินมากเป็นธรรมดา” จอห็นบอกด้วยรอยยิ้ม

“แหม! พวกท่านพูดแบบนี้ หมายความว่าพวกเรากินจุไม่สมตัวหรือเปล่าคะ” รันถาม มีผลให้จอห์นกับอาเธอร์หัวเราะออกมาเบาๆ แต่ไม่ตอบคำถามของรัน กลับยกนิ้วชี้ข้างขวาแตะปากเป็นทำนองว่าพูดไม่ได้ครับ

รันกับเรเซียยิ้มกว้าง การได้พูดคุยกับจอห์นและอาเธอร์ ทำให้ทั้งคู่รู้สึกดีขึ้นมาก เพราะอุ่นใจได้ว่ามีคนของท่านราฟคอยดูแลความปลอดภัยให้อย่างใกล้ชิด ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องพวกอสูรมากจนเกินไป

“พวกเราขอตัวนำถาดอาหารไปเก็บก่อนนะครับ”

“เชิญตามสบายค่ะ”

ครู่หนึ่ง จอห์นกับอาเธอร์ก็กลับเข้ามานั่งคุยกับสองสาวอย่างเป็นกันเอง โดยบอกให้รู้ว่า ตอนนี้พวกอสูรกำลังทานอาหารค่ำกัน คาดว่าอีกครึ่งชั่วโมง อาร์ทีเมียจะเข้ามาในนี้ ทำให้รันกับเรเซียมีสีหน้าเคร่งเครียด  แต่จอห์นกับอาเธอร์ปลอบว่าไม่ต้องกลัวหรือกังวลใจ เพราะพวกเขาจะอยู่ในห้องนี้ด้วย รันกับเรเซียจึงยิ้มออก

ครึ่งชั่วโมงต่อมา อาร์ทีเมียกับองครักษ์ทั้งสี่คนก็เข้ามาหารันกับเรเซียในห้อง ตอนที่อาร์ทีเมียเดินเข้ามา  รันกับเรเซียนั่งคุยกันตรงริมหน้าต่าง แสงของดวงจันทร์ที่ส่องลอดหน้าต่างเข้ามากระทบใบหน้าของรันกับเรเซีย ทำให้อาร์ทีเมียชะงักงันราวกับต้องมนต์สะกด  แม้อนากอลจะร่ายมนต์แปลงโฉมให้รันกับเรเซีย แต่ดูเหมือนว่า ความงดงามที่แท้จริงกำลังเปล่งประกายออกมาจากร่างของทั้งคู่จนทุกคนในห้องต่างก็รู้สึกได้

พวกฟลิทหันมาสบตากันอย่างหนักใจปนกังวล ขนาดอยู่ในร่างแปลง ก็ทำเอาท่านอาร์ทีเมียมองตาค้าง แล้วร่างจริงล่ะ ไม่ยิ่งกว่านี้หรือนี่ ดูท่าทางงานนี้คงได้เกิดศึกสายเลือดแหงๆ ทั้งสี่คนคิดด้วยความกลุ้มใจ

รันกับเรเซียลุกขึ้นยืน หันมามองอาร์ทีเมียกับองครักษ์ด้วยสีหน้าเรียบเฉย แววตาของทั้งคู่นิ่งสงบ ไม่มีท่าทางเกรงกลัวหรือตื่นเต้นตกใจแม้แต่น้อย มีผลให้อาร์ทีเมียกับพวกองครักษ์อดประหลาดใจไม่ได้

“ข้าคืออาร์ทีเมีย เป็นบุตรชายของจอมอสูรโรติเฟอร์และราชินีเซพิโอล่า ยินดีที่ได้รู้จัก” อาร์ทีเมียทักทายด้วยน้ำเสียงสุภาพ พร้อมก้มศีรษะให้เล็กน้อย ไม่ทันจะเงยหน้าขึ้น รันก็ก้าวฉับๆ เข้ามา สะบัดมือใส่หน้าอาร์ทีเมียอย่างรวดเร็ว โดยอาร์ทีเมียหลบไม่ทัน เพราะคิดไม่ถึง

“เพี๊ยะ!”

อาร์ทีเมียหน้าหันตามแรงตบ ทุกคนในห้องยกเว้นเรเซียสะดุ้งโหยง ไม่เว้นแม้กระทั่งจอห์นและอาเธอร์ที่อยู่ในร่างของนางกำนัล

“ข้าคือรัน เป็นลูกสาวของท่านราฟ ราชาปีศาจและท่านเกรซ ราชินีแห่งเทพ ส่วนนั่นคือเรเซีย เป็นเพื่อนของข้า ยินดีที่ได้รู้จักท่านเช่นกัน!” รันแนะนำตัวเอง มองอาร์ทีเมียด้วยแววตาแข็งกร้าว 

 อาร์ทีเมีย ใช้มือข้างหนึ่งลูบแก้มข้างที่โดนตบ รู้สึกชาไปทั้งแถบจนหูอื้อ อารมณ์คุกรุ่นขึ้นมาจนแทบจะระงับไม่อยู่ แต่พยายามข่มใจเอาไว้ ชื่อรันงั้นเหรอ ไม่เบาจริงๆ กล้ามากนักนะ ที่มาตบหน้าข้า

“การตบเมื่อกี้ คือการตอบแทนความมีน้ำใจของท่าน ที่อุตส่าห์ส่งทหารตั้งมากมายไปรับข้ากับเรเซียมาดื่มน้ำชาด้วยกันที่นี่ โดยไม่ถามความสมัครใจจากพวกเราสักคำว่า ยินดีที่จะมาดื่มน้ำชากับท่านหรือเปล่า”

 “สิ่งที่ท่านทำลงไป ทำให้ลุงเอ็ดดี้ต้องตาย ทหารของท่านพ่อได้รับบาดเจ็บสาหัส และพวกเราต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก หากท่านไม่พอใจที่ข้าตบหน้าท่าน ก็เชิญท่านตบหน้าข้ากลับได้เลย เรื่องแบบนี้อสูรอย่างพวกท่านถนัดอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” รันบอกน้ำเสียงเยาะหยัน มองอาร์ทีเมียอย่างไม่เกรงกลัว

อาร์ทีเมียขบกรามแน่น อยากจะจับรันหักคอทิ้งซะเดี๋ยวนั้นให้สมกับความโมโห แต่เมื่อเห็นสายตาเกลียดชังของรันที่มองมา อาร์ทีเมียก็ยืนอึ้ง บ้าชะมัด! นี่ข้าปล่อยให้เด็กเมื่อวานซืนมายืนด่าปาวๆ แบบนี้ได้ยังไง

พวกฟลิทก็ยืนอึ้งเช่นกัน ไม่เคยมีใครกล้ากับท่านอาร์ทีเมียมาก่อน อย่าว่าแต่ตบหน้าเลย แค่ยืนจ้องหน้าแล้วต่อว่าฉอดๆๆ อย่างที่ลูกสาวของราชาปีศาจกำลังทำอยู่ ก็ยังไม่เคยมี เด็กคนนี้กล้าจริงๆ

“ทำไมนิ่งเงียบไปล่ะ ท่านอาร์ทีเมีย หรือว่า..แค่ตบหน้าข้าคืน มันน้อยไป ถ้างั้นก็ฆ่าข้าซะสิ”

“ข้าไม่ใช่คนแบบนั้นสักหน่อย” อาร์ทีเมียเอ่ยขึ้น หลังนิ่งไปครู่ใหญ่ ลูกสาวของราชาปีศาจกล้าและอวดดีอย่างที่พวกปีศาจบอกจริงๆ ด้วย หากใช้ไม้แข็งกับนาง ข้าไม่มีทางชนะเด็ดขาด

“ท่านอาจจะเคยได้ยินเรื่องของพวกเรามาจากคนอื่นๆ มีทั้งเรื่องจริงบ้าง เรื่องไม่จริงบ้าง ก็เลยเกิดอคติ มองเห็นอสูรทุกคนเลวร้ายเหมือนกันหมด ซึ่งข้ายอมรับว่า อาจมีอสูรบางคนทำตัวอย่างที่คนอื่นพูดถึง แต่สำหรับข้าและอสูรที่อยู่ในปราสาทนี้ ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ท่านคิด” อาร์ทีเมียพูดน้ำเสียงนุ่มนวล 

“ท่านคิดว่า ข้าเชื่อคำพูดของท่านอย่างงั้นเหรอ” รันย้อนถาม  อาร์ทีเมียยิ้มน้อยๆ ในสีหน้าแล้วพูดขึ้น

 “ข้าก็ไม่ได้หวังให้ท่านเชื่อคำพูดของข้า แต่อีกไม่นาน ท่านจะได้เห็นว่า คำพูดของข้าเชื่อถือได้หรือไม่”

“ถ้าอย่างนั้น ข้าคงต้องรอให้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกซะก่อนล่ะมั้ง จึงจะได้เห็นมัน” รันยิ้มเยาะใส่หน้า มีผลให้อาร์ทีเมียหน้าชากับคำเหน็บแนมนั้น 

“เรื่องที่ท่านจะคุยกับข้ามีแค่นี้ใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นก็เชิญท่านกลับไปได้แล้ว หากท่านไม่ได้เป็นเหมือนอสูรคนอื่นๆ อย่างที่เพิ่งบอกข้าเมื่อกี้ ท่านก็ควรจะแสดงให้ข้าเห็นว่า สุภาพบุรุษที่ดีน่ะ ควรทำตัวอย่างไร”

เจอคำพูดประโยคนี้เข้าไป อาร์ทีเมียแทบจะหุบยิ้มทันที หน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเข้ม พยายามข่มใจนับหนึ่งถึงพัน ทั้งที่ในใจเดือดปุดๆ ไม่นึกว่า รันจะยกคำพูดของตัวเองมายอกย้อนได้แสบทรวงแบบนี้

“ถ้างั้น พวกข้าขอตัวก่อน พรุ่งนี้ค่อยเจอกัน”  อาร์ทีเมียพูดเสียงเรียบ หมุนตัวเดินไปเปิดประตูห้อง ก้าวออกไป พวกฟลิทที่ยืนอึ้งมาตั้งแต่เมื่อครู่เพิ่งได้สติ  รีบวิ่งตามอาร์ทีเมียออกไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อเข้ามาในห้องของตัวเอง อาร์ทีเมียก็กระแทกตัวนั่งบนเก้าอี้นวมอย่างไม่สบอารมณ์ ดวงตาวาวโรจน์อย่างไม่พอใจถึงขีดสุด เฮอะ! อวดดีนักนะ คอยดูเถอะ ข้าจะทำให้เจ้าหลงรักข้าจนถอนตัวไม่ขึ้นเลยทีเดียว

พวกฟลิทที่ตามเข้ามาทีหลัง เมื่อเห็นสีหน้าของอาร์ทีเมีย ก็เดาได้ทันทีว่า เรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ เพราะคนอย่างท่านอาร์ทีเมีย ชอบเอาชนะเป็นที่สุด แต่ลูกสาวของราชาปีศาจก็ไม่เบาเหมือนกัน เฮ้อ! ปวดหัวชะมัด

อาร์ทีเมียนั่งหน้าบึ้งอยู่พักใหญ่ จึงลุกขึ้นไปเปิดหน้าต่างให้กว้างออก ลมทะเลยามดึกพัดมากระทบใบหน้าเบาๆ ทำให้อารมณ์ขุ่นมัวค่อยผ่อนคลายลง ครู่หนึ่งจึงหันกลับมามองพวกฟลิทที่ยืนนิ่งอยู่กลางห้อง

“พรุ่งนี้เช้า ข้าจะไปคุยกับท่านแม่” อาร์ทีเมียเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบ

“ท่านอาร์ทีเมีย ตัดสินใจได้แล้วหรือครับว่า จะเลือกข้อเสนอใด ของท่านราชินี” ครีซอลถาม

“ใช่ ข้าจะให้ลูกสาวของราชาปีศาจกับเด็กที่ชื่อเรเซีย ไปอยู่ในคุกคุมขังสักระยะหนึ่งก่อน จากนั้นค่อยหาวิธีเกลี้ยกล่อมให้ท่านแม่เห็นด้วยกับวิธีของข้า ระหว่างนั้น ข้าก็จะทำให้ลูกสาวของราชาปีศาจรักข้าให้ได้”

“คอยดูเถอะ ข้าจะทำให้เด็กนั่น หลงรักข้าจนถอนตัวไม่ขึ้น เมื่อได้ครอบครองร่างกายของนางแล้ว แค่นี้ทุกอย่างก็ง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือ  ราชาปีศาจกับราชินีแห่งเทพจะมีปัญญามาทำอะไรข้าได้ ในเมื่อข้ากลายมาเป็นสามีของลูกสาวตัวเองไปซะแล้ว หึหึหึ คราวนี้ล่ะ ไม่ว่าจะเป็นเทพหรือปีศาจ ต่อให้มันเก่งกล้าสามารถแค่ไหนก็ตาม มันก็ต้องก้มหัวให้กับพวกเรา” อาร์ทีเมียพูดน้ำเสียงเย็นเยียบ ดวงตาฉายแววอาฆาตมาดร้าย

พวกฟลิท สบตากันอย่างหนักใจ เพราะตอนที่รันตบหน้าอาร์ทีเมีย ทั้งสี่คนเห็นกำไลที่ข้อมือขวาของรัน แม้จะเห็นไม่ถนัด แต่พวกฟลิทมั่นใจว่า กำไลนั่นเป็นเครื่องประดับประจำตัวของใครคนหนึ่ง ที่มอบให้รันสวมไว้ แสดงว่ารันมีคนรักอยู่แล้ว ดังนั้น เรื่องที่ท่านอาร์ทีเมียคาดหวังไว้ ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด แต่พวกฟลิทไม่อยากขัดคออาร์ทีเมียในตอนนี้ จึงพากันนิ่งเงียบ ไม่ออกความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น

“เอาล่ะ นี่ก็ดึกมากแล้ว พวกเจ้าไปพักผ่อนเถอะ” อาร์ทีเมียโบกมือไล่พวกฟลิทให้ออกไปจากห้อง

“ครับ ท่านอาร์ทีเมีย”  พวกฟลิททำความเคารพอาร์ทีเมียพร้อมกัน หมุนตัวเดินออกไปจากห้อง

อาร์ทีเมียเดินไปนั่งบนเตียง ภาพเหตุการณ์ที่ปะทะคารมกับรันแวบผ่านเข้ามา หึหึ เจ้าจะอวดดีกับข้าได้อีกไม่นานหรอกรัน ไม่เชื่อก็คอยดู!  อาร์ทีเมียผุดยิ้มขึ้นมา ดวงตาฉายแววมั่นใจเต็มเปี่ยม

********************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

474 ความคิดเห็น

  1. #366 shiro-neko (@shiro-neko) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2553 / 14:24
    สุดยอด สะใจอะรันเจงมากๆๆๆ

    ชิชิ ไม่รู้ซะแล้ว รันเป็นของท่านฟิลเท่านั้นยะ

    ปล1 ไกเซอร์นี่เจ้าเล่ห์จริงๆๆ แต่ถ้าให้เดานะคนที่น่าจะ

    ปราบไกเซอร์ได้น่าจะเป็นชูร่า โดยใช้การหมากรุมแบบพิเศษที่ซานฟริทสอน

    ปล2 ถึงจะร้ายกาจแต่ตอนนี้ก็ชอบเซพิโอร่านะ ที่ทันลูกชายตัวเองดี

    ปล3 ชอบพวกคนจากหุบเขามรณะมากๆๆ ฮาดีอะ

    ปล4 ไม่ชอบอาร์ทีเมียอะ คนอะไรโหดร้าย เอาแต่ใจชอบยุ่งคนของชาวบ้าน

    ไกเซอร์ก็ไม่ชอบ ตานี่แอบชอบท่านเกรฟ ชิชิชิ ไม่ได้หรอก ท่านราฟออกจะเท่ห์ แสนดีกว่าตั้งเยอะ
    #366
    0
  2. #342 shiro-neko (@shiro-neko) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 / 22:47
    เอาอาร์ทีเมียออกปายยยยไกลลลลๆเลย

    ชิ เฮ้อออ ทำตัวไม่ได้เรื่อง

    คิดแต่จะเอาชนะอย่างเดียว

    แถมขี้อิจฉาคนอื่นอีกต่างหาก
    #342
    0
  3. #263 DarK KilleR PrinceSS (@Tamonwan_1996) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 20 มีนาคม 2552 / 22:25
    เราเชียอาร์ทีเมียอ่ะแปลกมั้ยเนี่ย อัพนะคะ
    #263
    0
  4. #262 rayka (@rayka) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 18 มีนาคม 2552 / 22:13
    โอ๊ะๆ รันกล้าดีจังแหะๆ ผู้หญิงแบบนี้น่ากลัวง่ะ ตบทีหันเลย หุๆ
    #262
    0
  5. #261 wtfl (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 18 มีนาคม 2552 / 15:28
    it is not ok kaaa second 50% is too short...... i need more and more and more.....



    #261
    0
  6. #260 I-ris (@phoenix111) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 18 มีนาคม 2552 / 13:21
    สุดยอด รันเก่งที่สุดเลย

    แหม!!! น่าจะ้้เล่นให้หนักๆๆ เลยนะเนี่ย

    มาอัอยๆนะ ช่้วงนี้ปิดเทอม ไม่มีอะไรทำ

    ช่วงนี้นั่งเฝ้าหน้าจอเลแหละ ^__^
    #260
    0
  7. #259 ต้อง&ตา (@tong_ta) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 18 มีนาคม 2552 / 09:23
    ในที่สุด 50% หลังก็อัพแล้ว
    รันแจ๋วจริง สุดยอด
    #259
    0
  8. #258 rayka (@rayka) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 9 มีนาคม 2552 / 23:23
    หึๆ หัวเราะตามไก่ เฮ็ย ไกเซอร์ (เกือบโดยไกแช่แข็งแน่ะ)
    แง่ม รอ50% คับ ช่วงนี้คอมเดี้ยง เซ็งเป็ด
    #258
    0