มหาเวทย์จักรพรรดิ ภาคจอมราชันย์

ตอนที่ 36 : พลัดพราก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 683
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    18 ก.พ. 52

บทที่ 36  พลัดพราก

วันรุ่งขึ้น หลังทานอาหารเช้าและเข้าไปลาโซเฟียที่นอนพักผ่อนอยู่ในห้อง คณะของรัน ประกอบไปด้วย รัน เรเซีย ขุนพลเทพสามคน นอยด์ เอลสัน เอ็ดดี้และทหารสองนาย ก็นั่งรถม้าเพื่อกลับน็อธ บิ๊ก ซิตี้ โดยมีลอร่ากับเด็กรับใช้มาส่งตรงหน้าประตู

ลอร่าเข้ามาสวมกอดรันกับเรเซีย พร้อมทั้งกล่าวอวยพรให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ และย้ำให้ทั้งคู่ดูแลตัวเองให้ดี เรเซียกอดลอราแน่น รู้สึกใจหายจนอดร้องไห้ออกมาไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับมาบ้านอีก ลอร่าลูบผมน้องสาวเบาๆ รู้สึกใจหายเช่นกัน

“อย่าร้องไห้สิ น็อธ บิ๊ก ซิตี้ กับที่นี่ไม่ได้ไกลกันสักหน่อย หากว่างเมื่อไหร่ก็แวะมาเยี่ยมเยียนได้ทุกเมื่อ”

“ค่ะ ท่านพี่” เรเซียพูดเสียงอู้อี้ ใช้มือเช็ดน้ำตาลวกๆ ลอร่ายิ้มให้ พูดน้ำเสียงนุ่มนวล

“เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว พวกเจ้ารีบไปเถอะจ้ะ เดี๋ยวจะไม่ทัน”

“ค่ะ ท่านพี่”

คณะของรันเดินทางออกจากหมู่บ้านของเรเซียอย่างเร่งรีบ นอยด์กับเอลสันขี่ม้านำหน้าเช่นเคย โดยเอ็ดดี้ขี่ม้าประกบอยู่ด้านข้าง ขุนพลเทพทั้งสามคนนั่งประจำที่เหมือนตอนขามา โดยได้กางบาเรียเทพคุ้มครองคณะรถม้ารวมทั้งร่ายมนต์กลบกลิ่นไอเทพเอาไว้ เพื่อลวงตาคนภายนอก

อากาศวันนี้ค่อนข้างดี มีลมพัดผ่านตลอด รันกับเรเซียที่นั่งอยู่ในรถม้าพูดคุยกันมาตลอดทาง บางครั้งก็ชะโงกหน้าออกมาแซวเอ็ดดี้ที่ขี่ม้าประกบอยู่ด้านข้าง เรียกเสียงหัวเราะเฮฮาของทุกคนในคณะดังลั่น

เมื่อเข้าสู่แนวป่าโปร่งที่อยู่ภายในหุบเขา ห่างจากหมู่บ้านของเรเซียมาเกือบสิบกิโลเมตร คณะของรันก็ต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่ ห่างออกไปเกือบร้อยเมตร มีร่างของหญิงสาวสองคนนอนหมดสติคว่ำหน้าไปกับพื้น เสื้อผ้าที่สวมใส่ขาดรุ่งริ่ง มองเห็นเนื้อในร่มผ้าได้รำไร ตามร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล มีตระกร้าสองใบหล่นอยู่ข้างกัน

“แย่ละสิ” นอยด์กับเอลสันขยับจะลงจากหลังม้า แต่ธอร์นสันเคลื่อนย้ายร่างมาจับไหล่ของทั้งคู่เอาไว้

“ข้าเข้าไปดูเอง” ธอร์นสันบอกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม สายตามองไปที่ร่างของหญิงสาวสองคนด้วยความระแวง เช่นเดียวกับบียอฟและเบลาอีสที่ขยับตัวในท่าเตรียมพร้อมเช่นกัน 

 “เกิดอะไรขึ้นคะ” รันกับเรเซียที่นั่งอยู่ในรถม้าชะโงกหน้าออกมาถาม  เมื่อรู้จากเอ็ดดี้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งคู่ก็นึกเป็นห่วงหญิงสาวสองคนนั้น ขยับจะเปิดประตูรถม้าออกมา แต่เอ็ดดี้ห้ามเสียงดัง

“พวกเจ้านั่งในนี้แหละ อย่าออกมาเด็ดขาด” น้ำเสียงของเอ็ดดี้ทำให้รันกับเรเซียสงสัย ขยับปากจะถาม แต่เอ็ดดี้ยกมือขึ้น สีหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม ทำไมจึงรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเลย

ธอร์นสันเดินไปที่หญิงสาวสองคนที่นอนหมดสติ อีกห้าสิบเมตรจะถึงร่างของทั้งคู่ จู่ๆ ธอร์นสันก็ชะงักฝีเท้า สะบัดมือออกไป เกิดแสงสีขาวพุ่งตรงไปที่ร่างของหญิงสาวสองคนนั้น

นอยด์กับเอลสันมีสีหน้าตกใจ เมื่อหญิงสาวที่นอนคว่ำหน้าไปกับพื้นกลับดีดตัวขึ้นมา ปล่อยพลังจากมือใส่แสงสีขาวของธอร์นสันอย่างรวดเร็ว เกิดเสียงดังสนั่น สะเก็ดไฟลุกวาบ

 “หึ ฉลาดจริงๆ สมแล้วที่เป็นทหารเทพระดับสูง” หนึ่งในหญิงสาวสองคนเอ่ยขึ้น มองธอร์นสันอย่างชื่นชม หญิงสาวสองคนนี้ก็คือ ขุนพลอสูรจัสไทนาและขุนพลอสูรโรส

“พวกเจ้าต้องการอะไร” ธอร์นสันถามเสียงแข็ง จัสไทนากับโรสไม่ตอบคำถาม กลับดีดนิ้วหนึ่งครั้ง ทหารอสูรจำนวนมากก็โผล่ออกมารอบด้าน ล้อมคณะของรันเอาไว้ จากสายตาที่เห็นมีไม่ต่ำกว่าสองร้อยคน

“ท่านอาร์ทีเมียให้พวกเรามาเชิญลูกสาวของราชาปีศาจ ให้ไปดื่มน้ำชาด้วยกันที่ฝั่งโน้น” เสียงห้าวๆ ของเดอร์แรมดังขึ้นจากด้านหลังรถม้า บียอฟลอยตัวจากเบาะนั่งมาประจันหน้าทันที

เกสตาปรากฏตัวบนท้องฟ้า ยิงลำแสงสีดำโจมตีใส่บาเรียเทพที่พวกบีอยฟกางเอาไว้  เบลาอีสยกมือปล่อยพลังออกไปปะทะพร้อมลอยตัวขึ้นมา เกิดแสงสว่างวาบตามด้วยเสียงตูมดังลั่น 

นอยด์กับเอลสัน พุ่งตัวมาที่รถม้าของรันอย่างรวดเร็ว ทหารสองนายชักดาบออกจากฝัก เอ็ดดี้ที่อยู่ข้างประตูรถม้ามากที่สุดขยับมาปิดทางเข้าเอาไว้ ดึงดาบออกมาถือไว้มั่น ไอ้พวกบ้า! ข้าไม่ยอมให้พาตัวรันไปหรอก

ทหารอสูรกรูกันเข้ามา นอยด์ เอลสันและทหารสองนายเข้าสกัดทันที ถึงทหารอสูรจะมีจำนวนมากกว่าไม่รู้กี่สิบเท่า แต่ทั้งสี่คนก็สวมหัวใจสิงห์สู้ไม่มีถอย ไม่ยอมให้ทหารอสูรคนใดเข้าไปที่รถม้าของรันได้เด็ดขาด

เอลสันใช้เพลงดาบที่เอเกอร์สอนให้ (ท่าที่เคยสู้กับอาคาเซียในภาคก่อน) ฟาดฟันใส่ทหารอสูรจนแตกกระเจิงถอยร่นไม่เป็นท่า ทหารอสูรหลายคนหลบไม่ทันโดนพลังดาบของเอลสันอัดเข้าไป ร่างฉีกขาดกระจุย

นอยด์ยิงกระสุนเทพจากฝ่ามือทั้งสองข้างออกไปไม่มียั้ง เสียงตูมดังลั่นสลับกับเสียงร้องของทหารอสูรที่โดนกระสุนเทพเข้าไปจนพรุนไปทั้งร่าง ทหารสองนายฝีมือดาบยอดเยี่ยมมาก รุกรับตีโต้ได้คล่องแคล่วว่องไว เพราะทั้งสองคนเป็นครูฝึกดาบให้กับทหารในวังนั่นเอง ทหารอสูรโดนทั้งคู่ฟันหัวขาดกระเด็นนับสิบราย

 ด้านขุนพลเทพก็เปิดฉากต่อสู้กับขุนพลอสูรเช่นกัน พลังของเทพปะทะกับพลังของอสูรเกิดเสียงดังเปรี๊ยะๆ ตามด้วยแสงสว่างวาบ จากจุดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลางอากาศ ซึ่งเป็นคู่ของเบลาอีสกับเกสตา  บนพื้นดินที่บียอฟปะทะกับเดอร์แรม หรือแนวป่าสองข้างทางที่ธอร์นสันรับศึกหนักเพราะสู้กับจัสไทนาและโรส

รันกับเรเซียชะโงกหน้าออกมาดู เมื่อเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นก็รีบผลักประตูรถม้าออกมา เพื่อจะไปช่วยต่อสู้ แต่เอ็ดดี้ใช้มือทั้งสองข้างผลักไหล่ทั้งคู่ให้กลับเข้าไป พร้อมกับปิดประตูเอาหลังดันประตูรถม้าไว้แน่น

“ลุงเอ็ดดี้ เปิดประตูนะ” รันกับเรเซียทุบประตูเสียงดังโครมๆ แต่เอ็ดดี้ไม่ยอมเปิดให้ สายตามองไปข้างหน้าที่ตอนนี้ปรากฏร่างของชายผู้หนึ่งที่ค่อยๆ โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน มองเอ็ดดี้ด้วยแววตาเย็นเยียบ

“ลูกสาวของราชาปีศาจอยู่ในนั้นสินะ” เสียงแหบห้าวที่ออกมาจากชายผู้นั้น ทำให้เอ็ดดี้เม้มปากแน่น เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นมา มือที่จับดาบคู่ใจชื้นไปด้วยเหงื่อ รู้ทันทีว่าชายผู้นี้ไม่ใช่ทหารอสูรชั้นต่ำแน่

ความเข้าใจของเอ็ดดี้ถูกต้อง เพราะชายผู้นี้คือขุนพลอสูรดาวิตา  แม้พวกบียอฟจะกางบาเรียเทพป้องกันรถม้าเอาไว้ แต่ไม่ได้ครอบคลุมถึงใต้พื้นดิน ดาวิตาที่มีความชำนาญในการดำดิน อาศัยช่องโหว่ตรงนี้เล็ดรอดม่านบาเรียเทพเข้ามายืนอยู่ห่างจากรถม้าไม่ถึงสิบก้าวเท่านั้น

“ลุงเอ็ดดี้ เกิดอะไรขึ้น” รันทุบประตูพลางส่งเสียงถามออกมา แต่ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงของเอ็ดดี้

“อย่า..ออก..มา” เสียงแผ่วเบาขาดเป็นห้วงๆ ของเอ็ดดี้ ทำให้รันกับเรเซียมีสีหน้าตกใจ ผลักประตูรถม้าสุดแรง ภาพที่เห็นก็คือ ผู้ชายคนหนึ่งกำลังถอนมือออกมาจากหน้าอกของเอ็ดดี้ มือข้างนั้นชุ่มไปด้วยเลือดที่กำลังหยดลงบนพื้นดิน เอ็ดดี้ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า ดวงตาเบิกค้าง ล้มคว่ำหน้าไปกับพื้นแน่นิ่งไม่ไหวติง

“ลุงเอ็ดดี้!” รันกับเรเซียเข้ามาคว้าร่างเอ็ดดี้ให้พลิกหงาย เลือดทะลักออกมาจากหน้าอกของเอ็ดดี้ไม่ขาดสายราวกับท่อประปาแตก เรเซียรีบทาบมือลงไปบนร่างของเอ็ดดี้ พร้อมร่ายมนต์ห้ามเลือด

ดาวิตามองรันกับเรเซียที่อยู่ในร่างแปลงอย่างสนใจ ฝาแฝดจริงๆ ด้วย แล้วแบบนี้ใครคือลูกสาวของราชาปีศาจกันแน่ แต่ช่างเถอะ พากลับไปให้ท่านอาร์ทีเมียทั้งสองคนก็แล้วกัน

 “เรเซีย ลุงเอ็ดดี้เป็นยังไงบ้าง” รันถามเสียงสั่น มองเรเซียที่กำลังร่ายมนต์ช่วยชีวิตเอ็ดดี้ด้วยความหวังเต็มเปี่ยม เรเซียหน้าซีดเผือด เงยหน้ามองรันพร้อมส่ายหน้าไปมา น้ำตาไหลรินเป็นทางยาว สะอื้นออกมาเบาๆ

 รันหน้าถอดสี เลือดในกายเย็นเฉียบ ร่างสั่นสะท้านน้อยๆ ค่อยๆ ก้มมองร่างไร้วิญญาณของเอ็ดดี้ที่อยู่ในอ้อมแขนอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง น้ำตาเอ่อล้นขึ้นมาร่วงพรูเป็นทางยาว ไม่จริงใช่ไหม ลุงเอ็ดดี้ ไม่จริงใช่ไหม!

“รู้สึกว่าตัวเกะกะจะตายแล้วสินะ ถ้ายอมหลีกทางให้ดีๆ ตั้งแต่แรกก็หมดเรื่อง เอาล่ะ ขอเชิญคุณหนูทั้งสองท่าน ตามข้ากลับไปพบท่านอาร์ทีเมียด้วย” ดาวิตาก้าวเข้ามาที่ทั้งคู่อย่างช้าๆ ก่อนผงะถอยหลัง เมื่อรันพุ่งตัวออกมา ใช้มือคว้าหมับเข้าที่ลำคอของดาวิตา โดยที่อีกฝ่ายป้องกันไม่ทันเพราะเร็วเกินไป

ดาวิตาตาเหลือก ยกมือข้างหนึ่งตะปบมือของรัน พยายามจะแกะมือของรันออก แต่ไม่เป็นผล ความโกรธบวกกับความเสียใจที่เห็นเอ็ดดี้ถูกฆ่าตายไปต่อหน้าต่อตา ทำให้รันปลดปล่อยพลังที่มีอยู่ออกมาจนหมด

 “เอาชีวิตลุงเอ็ดดี้คืนมา!” รันพูดเสียงเหี้ยม ดวงตาแดงก่ำชุ่มไปด้วยน้ำตา ยกร่างดาวิตาลอยขึ้นสูงจากพื้นดิน เหวี่ยงออกไปสุดแรง ดาวิตาลอยละลิ่วไปชนต้นไม้ใหญ่เสียงดังลั่น ใบไม้ร่วงกราว ร่างดาวิตาร่วงลงมากองกับพื้น ดาวิตาไม่ทันจะขยับตัวก็เบิกตากว้าง เมื่อรันยิงลำแสงสีแดงจากมือตรงมา รีบกางบาเรียทันที

ลำแสงสีแดงปะทะกับบาเรียเกิดแสงสว่างวาบ ตามด้วยเสียงระเบิดดังสนั่น บาเรียของดาวิตาระเบิดเป็นเสี่ยงๆ ต้นไม้น้อยใหญ่หักโค่นลงมากองกับพื้นเสียงดังโครม ฝุ่นตลบฟุ้งกระจาย ดาวิตากระเด็นกลิ้งออกมาจากบาเรียไม่เป็นท่า รีบลุกขึ้นยืนแต่ต้องเซถอยไปด้านหลังสองสามก้าว รันลอยตัวเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า

“เจ้าฆ่าลุงเอ็ดดี้ด้วยวิธีไหน ข้าก็ฆ่าเจ้าด้วยวิธีเดียวกัน!” รันพูดน้ำเสียงเย็นเยียบ ยิงลำแสงสีแดงจากมือออกมาพุ่งตัดขั้วหัวใจของดาวิตา โดยที่อีกฝ่ายไม่มีโอกาสแม้แต่จะขยับตัว

ดาวิตาสะดุ้งเฮือก รู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก จึงก้มลงมองพบว่าอกด้านซ้ายเป็นรูกลวงขนาดใหญ่ เลือดสีดำทะลักออกมาอย่างน่ากลัว ดาวิตาเบิกตาโพลง มองรันอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง ร่างล้มคว่ำไปกับพื้น

รันหันไปมองการต่อสู้ของพวกขุนพลเทพ พบว่าแต่ละคนสู้อย่างสูสี แต่ธอร์นสันค่อนข้างจะเสียเปรียบเล็กน้อยเพราะโดนรุม รันเห็นดังนั้นจึงพุ่งตัวไปช่วยธอร์นสันทันที

 หลังกางบาเรียออกมาสามชั้นเพื่อคุ้มครองร่างของเอ็ดดี้แล้ว เรเซียก็หันไปมองพวกนอยด์ที่ตอนนี้โดนทหารอสูรล้อมเอาไว้ การเห็นเอ็ดดี้ตายต่อหน้าต่อตาโดยที่ไม่สามารถช่วยได้ บวกกับเรื่องราวที่รับรู้มาก่อนหน้าเกี่ยวกับสิ่งที่อสูรได้ทำไว้กับเผ่าพันธุ์ของชูร่า ทำให้เรเซียเพิ่มความชิงชังในพวกอสูรมากยิ่งขึ้น เรเซียลุกขึ้นยืน ยิงธนูแสงจำนวนมากออกไป เสียงระเบิดดังตูม ทหารอสูรกระเด็นหงายหลัง ร่างโดนทำลายจนฉีกขาดกระจาย

นอยด์หันมามองเรเซียที่ลอยตัวเข้ามาหาอย่างตกใจ เช่นเดียวกับเอลสันและทหารอีกสองนาย

“กลับเข้าไปในบาเรียเทพเดี๋ยวนี้” เรเซียบอกพลางจับมือทหารสองนายไว้คนละด้าน พาลอยตัวกลับเข้ามาในบาเรียเทพ นอยด์กับเอลสันตามหลังมาติดๆ ทหารอสูรกลุ่มใหญ่ตามมาพร้อมปล่อยพลังโจมตีใส่

นอยด์ที่อยู่ท้ายสุด หันกลับมากางบาเรียป้องกัน แต่ทหารอสูรมีจำนวนคนมากกว่า พลังโจมตีจึงสูงกว่าบาเรียป้องกันหลายเท่า เสียงระเบิดดังบึม นอยด์สำลักเลือดออกมาจากปาก ร่างกระเด็นหล่นกระแทกพื้นดินเสียงดังโครม ทหารอสูรปล่อยพลังโจมตีอีกรอบ เอลสันตาลุกวาว ตวัดดาบออกไป เกิดแสงสีขาวแหวกอากาศพร้อมๆ กับที่เรเซียปล่อยพลังคลื่นเสียงจากฝ่ามือออกไปเช่นกัน (วิชานี้ แพตทิเซีย แม่ของไรซานสอนให้)

พลังของเอลสันรวมกับคลื่นเสียงของเรเซีย กลายเป็นลูกบอลขนาดใหญ่ปะทะพลังของอสูร ทหารอสูรรีบกางบาเรียออกมา แต่พลังอัดใส่บาเรียจนแตกกระจาย ระเบิดดังลั่น ทหารอสูรกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง

เอลสันกับเรเซียคว้าแขนนอยด์คนละด้าน พากลับเข้ามาในบาเรียเทพอย่างรวดเร็ว โดยมีทหารสองนายที่เข้ามาถึงก่อนแล้ว ยืนถือดาบคุมเชิงทหารอสูรอีกกลุ่มหนึ่ง ไม่ให้เข้าใกล้บาเรียเทพ

“เจ้าเป็นไงบ้าง” เรเซียกับเอลสันประคองนอยด์ให้ลุกขึ้นนั่ง นอยด์ฝืนยิ้มให้ แต่ใบหน้าซีดขาว

“ไม่เป็นไร พวกเราต้องรีบแจ้งข่าวให้ท่านอนากอลทราบ” นอยด์บอกกระท่อนกระแท่น หายใจหอบ เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นมาตามใบหน้าพร้อมกับไอค่อกแค่ก

“ข้ารู้ แต่นอกจากพวกท่านบียอฟกับรัน ก็ไม่มีใครส่งข่าวได้” เรเซียบอกพลางยกมือทาบบนร่างนอยด์ ร่ายมนต์รักษาอาการบาดเจ็บให้  นอยด์เจ็บหนักมาก ต้องรีบรักษาโดยด่วน ข้าไม่อยากสูญเสียใครไปอีกแล้ว

“ข้าติดต่อได้” นอยด์รีบบอก ขยับตัวจะลุกขึ้น แต่เรเซียใช้มือกดไหล่เอาไว้ พูดเสียงดุ

“ให้ข้ารักษาเจ้าก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน” น้ำเสียงของเรเซีย ทำให้นอยด์ชะงัก ชำเลืองมองหน้าเคร่งขรึมของเรเซียก่อนถอนหายใจเบาๆ เอลสันอมยิ้ม ลุกขึ้นยืนถอยออกไปสมทบกับทหารสองนาย เพื่อเปิดโอกาสให้นอยด์ได้อยู่ใกล้ชิดกับเรเซีย แม้จะแค่สักแป๊บก็ยังดี เพราะหากท่านชูร่ากลับมา เอลสันเชื่อว่า ท่านชูร่าไม่ยอมให้นอยด์ได้มีโอกาสเข้าใกล้เรเซียแน่นอน

“จะเอายังไงดีครับ ดูเหมือนว่าพวกมันจะมีมากกว่าที่เราเห็น” ทหารสองนายถามเสียงเคร่งขรึม เอลสันยืนกอดอก มองทหารอสูรกลุ่มใหม่ที่ทยอยโผล่กันมาเรื่อยๆ วันนี้ถ้าไม่พวกมันก็พวกเราคงได้ตายกันไปข้าง

เอลสันกวาดสายตามองหาพวกขุนพลเทพ จึงเห็นเบลาอีสกำลังสู้กับเกสตากลางอากาศ ทั้งคู่ฝีมือใกล้เคียงกันมาก มองไม่ออกว่าใครเหนือกว่าใคร แต่ที่รู้ก็คือ ทั้งคู่สู้กันหนักหน่วงและรุนแรง เพราะต้นไม้ที่อยู่ใต้บริเวณที่ทั้งคู่สู้กัน โดนพลังอัดเข้าไปจนแหลกเละไม่มีชิ้นดี พื้นดินบริเวณนั้นยุบตัวลงไปเป็นวงกว้าง

บียอฟกับเดอร์แรมก็สู้กันดุเดือด ทั้งสองคนต่อสู้ประชิดตัว ออกอาวุธกันแต่ละครั้ง เอลสันถึงกับคอย่น เพราะได้ยินเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังปึก ตามด้วยเลือดที่กระฉูดออกมาจากร่างของแต่ละฝ่ายที่โดนหมัด ศอก หรือเข่าเข้าไป ช่างเป็นการต่อสู้ที่สมศักดิ์ศรีทหารเทพและทหารอสูรระดับสูงจริงๆ

ด้านแนวป่าอีกด้าน ก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ถึงธอร์นสันจะโดนรุม แต่ใช่ว่าจะเสียเปรียบ เอลสันอดกลืนน้ำลายลงคอไม่ได้ เมื่อเห็นธอร์นสันตวัดง้าวใส่จัสไทนาจนเสื้อผ้าช่วงบนขาดกระจุย เผยให้เห็นอกอวบอิ่มภายใต้ผ้าซับในบางๆ  แต่ธอร์นสันไม่สนใจ หันกลับมาเตะชายโครงโรสซะจนอีกฝ่ายกระเด็นลอยหวือออกไป 

“โห! ท่านธอร์นสันโหดชะมัด คิดหรือเปล่านี่ว่าคนที่ตัวเองสู้ด้วยน่ะเป็นผู้หญิง” เอลสันพึมพำเบาๆ   สายตาหันไปเห็นรันเข้าไปหาจัสไทนาพร้อมกับตวัดมือใส่  ร่างจัสไทนากระเด็นไปชนหินก้อนใหญ่เสียงดังสนั่น

 รันรีบตามไปทันที จัสไทนาเงยหน้าพ่นไอสีดำออกมา แต่รันหลบได้อย่างหวุดหวิด จัสไทนาแสยะยิ้ม เคลื่อนย้ายร่างมาโผล่ด้านหลัง รันพลิกตัวหันกลับมาตวัดเท้าฟาดใส่ก้านคอ ทำให้จัสไทนาเสียหลักกลิ้งไปชนต้นไม้เสียงดังพลั่ก เรเซียที่รักษานอยด์เสร็จแล้ว ลุกขึ้นยืนยิงธนูใส่จัสไทนาอย่างรวดเร็ว

จัสไทนาใช้มือปัดลูกธนูออกไป แต่ธนูดอกหนึ่งทะลุมือเข้ามาเฉี่ยวแก้มจนหน้าร้อนฉ่า เมื่อใช้มือจับดูพบว่ามีเลือดซึมออกมาพร้อมกับแผลยาวเกือบสองนิ้ว จัสไทนาตัวสั่นเทิ้ม มองเรเซียตาวาว กระโจนเข้ามาทันที

 เอลสันตวัดดาบตามแนวขวาง เกิดแรงอัดในอากาศ กระแทกใส่จัสไทนาที่พุ่งเข้ามาจนกระเด็นถอยไปด้านหลัง รันกำมือทั้งสองข้างทุบหลังจัสไทนาเสียงดังปึก จัสไทนาหัวทิ่มหน้าคะมำกระแทกพื้นดินเสียงดังโครม

บียอฟ เบลาอีสและธอร์นสัน ที่เห็นเหตุการณ์ถึงกับอึ้งเล็กน้อย ท่านรัน เรเซียและเอลสันเก่งไม่เบา แต่พวกมันต้องมีมากกว่านี้แน่ คิดพลางธอร์นสันก็เคลื่อนย้ายร่างมาคว้าแขนรันพากลับเข้าไปในบาเรียเทพ  บียอฟและเบลาอีสก็เคลื่อนย้ายร่างกลับเข้ามาในบาเรียเทพเช่นกัน

เดอร์แรม เกสตาและทหารอสูรที่เหลือมารวมกลุ่มกัน โรสเข้าไปพยุงจัสไทนาที่ตอนนี้หน้าขะมุกขะมอมเต็มไปด้วยดินและคราบเลือดให้ลุกขึ้นยืน จัสไทนาขบกรามแน่น มองรันกับเรเซียที่อยู่ในบาเรียอย่างอาฆาต ถ้าไม่ติดว่าต้องพาตัวกลับไปให้ท่านอาร์ทีเมียล่ะก็ ข้าจะฉีกนังเด็กฝาแฝดสองคนนั่นให้เป็นชิ้นๆ เชียว

  เกสตาสั่งให้ทหารกระจายกำลังโอบล้อมบาเรียเทพเอาไว้ ทั้งสี่คนไม่เห็นดาวิตา จึงคิดว่าดาวิตาคงจะซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่ง เพื่อรอจังหวะเข้าไปจับตัวลูกสาวของราชาปีศาจ เพราะดาวิตาเก่งในเรื่องการดำดิน แต่มีทหารคนหนึ่งเห็นดาวิตาล้มฟุบคว่ำหน้ากับพื้นดินใต้โคนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง จึงชี้ให้ทุกคนดู

เมื่อพวกเดอร์แรมเข้าไปดูใกล้ๆ โรสกับจัสไทนาก็อุทานเสียงดัง เกสตาและเดอร์แรมมีสีหน้าเคร่งขรึม ไม่คิดว่าดาวิตาจะพลาดท่าโดนฆ่าตาย ที่สำคัญก็คือ ทุกคนไม่รู้ว่าใครเป็นคนฆ่าดาวิตา

“จะทำยังไงต่อไปล่ะทีนี้ พวกเจ้าลองออกความเห็นมาหน่อยสิ” โรสพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น การสูญเสียดาวิตาไปอย่างไม่คาดคิด เป็นสิ่งที่โรสไม่อาจทำใจยอมรับได้ ดวงตาคู่นั้นลุกโชน กำมือเข้าหากันแน่น

 “ไม่ว่ายังไงก็ต้องพาตัวลูกสาวของราชาปีศาจไปให้ท่านอาร์ทีเมียให้ได้ ไม่อย่างนั้น หัวขาดกันหมด” เดอร์แรมเอ่ยเสียงห้วน ให้ตายสิ! ถ้าไม่ติดว่างานนี้เป็นคำสั่งของท่านอาร์ทีเมียล่ะก็ ข้าถอนตัวไปนานแล้ว

เกสตามองพวกรันที่อยู่ห่างออกไปเกือบสี่สิบเมตร ไม่ใช่เฉพาะพวกเราหรอกที่ลำบาก พวกมันก็คงไม่ต่างจากพวกเราสักเท่าไหร่ ไม่อย่างนั้นคงไม่ถอยกลับไปตั้งรับในบาเรียเทพหรอก เอ๊ะ หรือว่า..เกสตาหรี่ตาลง หันมาพูดอะไรบางอย่างให้ทุกคนฟัง ทั้งหมดมีสีหน้าตกใจ เมื่อโรสถามย้ำอีกครั้ง เกสตาก็พยักหน้าอย่างมั่นใจ

 “ข้าไม่ยอมให้พวกมันทำแบบนั้นเด็ดขาด” จัสไทนาพูดเสียงเหี้ยม ทั้งสี่คนร่ายมนต์ สร้างอาณาเขตปิดผนึกกั้นสัญญาณ เพราะเกสตาคิดว่าพวกบียอฟจะต้องส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปหาทหารเทพคนอื่น

ความเข้าใจของเกสตาถูกต้อง เพราะเมื่อพวกบียอฟกลับเข้ามาในบาเรียเทพ และรู้ว่าเอ็ดดี้ถูกฆ่าตาย ทั้งสามคนก็ตกใจมาก ประกอบกับนอยด์ได้รับบาดเจ็บหนัก ถึงเรเซียจะใช้มนต์รักษาให้แล้วในเบื้องต้นก็ตาม  แต่หากอสูรเรียกกำลังมาเสริมอีก พวกบียอฟจะลำบาก เพราะนอยด์ไม่อยู่ในสภาพที่จะสู้ได้อีกแล้ว ดังนั้นบียอฟ ธอร์นสันและเบลาอีส จึงส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือออกไปทันที

ลำแสงขอความช่วยเหลือของพวกบียอฟพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า พวกเดอร์แรมที่กำลังร่ายมนต์ปิดผนึกมีสีหน้าตกใจ เพราะยังสร้างอาณาเขตไม่เสร็จ  จู่ๆ ก็มีธนูเพลิงดอกหนึ่งพุ่งฉิวมาชนลำแสงของพวกบียอฟ เกิดแสงสว่างจ้าจนแสบตา ตามด้วยเสียงดังบึม ลำแสงของพวกบียอฟแตกกระจายหายไปในอากาศ

พวกบียอฟมองด้วยความตกใจ เกิดอะไรขึ้น! พลันมีธนูลมหนึ่งดอกพุ่งตรงมาที่บาเรียเทพ  บียอฟ ธอร์นสันและเบลาอีสผนึกกำลังร่ายมนต์ตรึงบาเรียเทพเต็มกำลัง

“ตูม” บาเรียเทพสะเทือนลั่น พื้นดินภายในโคลงเคลงไปมา พวกบียอฟผงะเซถอยหลังไปสามสี่ก้าว รู้สึกจุกจนพูดไม่ออก พลังสูงมาก ฝีมือใครกัน!

“บาเรียเทพแกร่งใช้ได้นี่นา” เสียงทุ้มนุ่มหูดังขึ้นห่างจากบาเรียเทพไปไม่ถึงสิบเมตร ฟลิทและฮันเซย์ปรากฏตัวขึ้นยิ้มให้พวกบียอฟที่ยืนอยู่ในบาเรียเทพ แววตาที่มองมาทำให้พวกขุนพลเทพรับรู้ได้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ ถึงไม่รู้ว่าผู้มาใหม่เป็นใคร แต่ประสบการณ์บอกให้รู้ว่า ผู้ชายสองคนนี้ไม่ธรรมดา

พวกเดอร์แรมเบิกตากว้างด้วยความดีใจ ท่านองครักษ์มาเองเลยหรือนี่  รันกับเรเซียมีสีหน้าตกใจ เพราะท่านราฟเคยฉายภาพองครักษ์ของอาร์ทีเมียให้ดูครั้งหนึ่ง และฟลิทกับฮันเซย์ก็คือสองในสี่คนนั้น

ขณะที่พวกรันโดนอสูรโจมตี ด้านท่านราฟ ท่านเกรซและอนากอลก็กำลังต้อนรับผู้ครองแคว้นกลุ่มหนึ่ง ภายใต้การนำของเฟรดเดอริกกับมอลโตที่มาขอพบ เพราะหลังจากที่เฟรดเดอริกกับมอลโตตกลงเลือกข้อเสนอของท่านราฟ รวมทั้งอำนวยความสะดวกเรื่องที่พักให้กับคณะของท่านราฟ ทั้งคู่ก็เดินเกมติดต่อผู้ครองแคว้นคนอื่นๆ ที่สนิทสนมกันเป็นการส่วนตัว เพื่อเกลี้ยกล่อมให้เห็นด้วยกับท่านราฟ โดยชี้ให้ผู้ครองแคว้นคนอื่นเห็นว่าหากยอมรับข้อเสนอของอสูร ดินแดนในแถบนี้จะถึงกาลวิบัติ เพราะอสูรจะสูบกินพลังชีวิตของทุกคนไม่มีเหลือ

ตอนแรกผู้ครองแคว้นกลุ่มนี้ยังลังเล เพราะมาร์เดโล ผู้ครองแคว้นสก็อตโตล่าก็เดินทางไปพูดคุยกับผู้ครองแคว้นคนอื่นๆ เช่นกัน โดยบอกว่าหากรับข้อเสนอของอสูร พวกผู้ครองแคว้นก็จะได้อ่านตำรามหาเวทย์จักรพรรดิครบทุกเล่ม โดยอสูรจะช่วยชี้แนะมนต์ที่ยากเกินกว่าจะทำความเข้าใจให้ฟังอีกด้วย ทุกคนจึงเกิดความสนใจ เพราะมีความต้องการจะอ่านเวทย์มนต์ที่อยู่ในตำรามหาเวทย์จักรพรรดิเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

แต่พอได้ฟังเรื่องของท่านราฟจากเฟรดเดอริกและมอลโต รวมไปถึงได้รู้เรื่องที่พวกแฟรงก์ไปเจอศพชาวบ้านถูกอสูรฆ่าตายในเมืองพอร์ตแลนด์ ทำให้ไม่แน่ใจขึ้นมาว่า ข้อเสนอของอสูรที่ฟังเหมือนจะดูดี จริงๆ แล้วมีอะไรแอบแฝงหรือไม่  ผู้ครองแคว้นกลุ่มนี้ จึงขอร้องเฟรดเดอริกกับมอลโตให้พามาพบท่านราฟ เพื่อดูท่าทีก่อนตัดสินใจ ทั้งคู่ขอเวลาคิดหนึ่งวันก่อนให้คำตอบ (เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นวันเดียวกับที่พวกมิคาเอลเดินทางไปทำงาน) 

 วันรุ่งขึ้น (วันเดียวกับที่ราชินีเซพิโอล่าเชิญพวกโรซาร์เนียร์มาทานข้าวร่วมกัน) เฟรดเดอริกกับมอลโตก็เดินทางมาหาท่านราฟ เพื่อแจ้งเรื่องนี้ให้ทราบ และขออนุญาตพาผู้ครองแคว้นกลุ่มนี้มาพบท่านราฟ เพราะทั้งคู่คิดตรงกันว่า หากผู้ครองแคว้นกลุ่มนี้ได้เจอท่านราฟ จะต้องเลือกข้อเสนอของท่านราฟอย่างแน่นอน

 ท่านราฟจึงสอบถามข้อมูลของผู้ครองแคว้นกลุ่มนี้จากเฟรดเดอริกกับมอลโต ทำให้รู้ว่าคนกลุ่มนี้มีด้วยกันห้าคน คือเรฟ ผู้ครองแคว้นรอยัลคริสตัล, ชไนเดอร์ ผู้ครองแคว้น ดราก้อน แอส เวท, การ์ตาลอต ผู้ครองแคว้นเบิร์ด ออฟ นอร์ธ, คาร์ตัน ผู้ครองแคว้นโอลบราเธอร์ และซาโต้ ผู้ครองแคว้นไลฟ์สไตล์

 แม้ทั้งห้าแคว้นจะเป็นแคว้นเล็กๆ แต่มีความสำคัญต่อดินแดนแถบนี้เป็นอย่างมาก เพราะตลาดกลางการซื้อขายอัญมณี เครื่องประดับและสินค้าประเภทเกษตรกรรม ล้วนอยู่ในเมืองหลวงของห้าแคว้นนี้ทั้งนั้น

 “ฟังจากที่พวกท่านเล่า แสดงว่าห้าแคว้นนี้มีอำนาจต่อรองกับแคว้นใหญ่มากทีเดียว” ท่านราฟพูดเนิบๆ

 “ใช่ครับ หากได้เสียงสนับสนุนจากห้าแคว้นนี้ บวกกับสองเสียงของข้ากับมอลโต พวกเราก็จะได้เปรียบพวกอสูร ถึงแคว้นสก็อตโตล่าของมาร์เดโล จะเลือกข้อเสนอของอสูร แต่ข้าเชื่อว่าอีกสี่แคว้นที่เหลือ น่าจะเอนเอียงมาทางพวกเรามากกว่าครับ” เฟรดเดอริกบอกด้วยความมั่นใจ ท่านราฟยิ้มบางๆ พยักหน้ารับรู้

 ด้วยเหตุนี้ ท่านราฟจึงให้เฟรดเดอริกกับมอลโตนำผู้ครองแคว้นกลุ่มนี้มาพบในวันนี้ โดยท่านราฟให้ท่านเกรซกับอนากอล เข้าร่วมพูดคุยกับกลุ่มผู้ครองแคว้นด้วย

 ขณะที่ท่านราฟกำลังพูดคุยกับกลุ่มผู้ครองแคว้นในห้องรับรองบนชั้นสองของปราสาท แอเรียลที่กำลังนั่งคุยกับเอเกอร์และวลาเนียร์ในสวนดอกไม้ ก็ถูกเดลที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องเก็บอาวุธ ขอร้องให้ช่วยติดต่อไปหาพวกบียอฟ เพื่อสอบถามว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ เพราะเดลอยากรู้ว่าเอ็ดดี้จะซื้ออะไรมาฝากตัวเอง

 ตอนแรกแอเรียลทำเฉย เพราะคิดว่าไม่น่าจะเกินพรุ่งนี้ คณะของรันก็คงจะกลับมาถึง แต่เดลยังเซ้าซี้ไม่เลิกแถมยังบ่นกระปอดกระแปด จนแอเรียลใจอ่อนยอมติดต่อให้

“ไม่ต้องมาทำหน้าระรื่นเลยนะ เด็กอะไรใจร้อนจริงๆ รอสักวันสองวันหน่อยก็ไม่ได้” แอเรียลแกล้งว่า

“ก็ข้าอยากรู้นี่ครับว่าลุงเอ็ดดี้จะซื้ออะไรมาฝากข้า แต่ข้าคิดว่าน่าจะเป็นเสื้อ” เดลยิ้มจนตาหยี

วลาเนียร์กับเอเกอร์หัวเราะเบาๆ มองเดลที่นั่งยิ้มอย่างเอ็นดู ขณะที่แอเรียลมองอย่างหมั่นไส้ ยื่นมือข้างหนึ่งออกมาข้างหน้า ร่ายมนต์ติดต่อไปหาพวกบียอฟ แต่ต้องแปลกใจ เมื่อพบว่าไม่สามารถติดต่อได้

“เอ ทำไมติดต่อไม่ได้นะ” แอเรียลย่นคิ้วเข้าหากัน เมื่อลองติดต่อดูอีกครั้ง ผลก็เหมือนเดิม

“เกิดอะไรขึ้นครับ ท่านแอเรียล” วลาเนียร์กับเอเกอร์ถามพร้อมกันเมื่อเห็นสีหน้าของแอเรียล

แอเรียลหรี่ตาลง มีเพียงสาเหตุเดียวเท่านั้นที่ทำให้ไม่สามารถติดต่อพวกบียอฟได้ นั่นก็คือพวกนั้นติดอยู่ในอาณาเขตปิดผนึกกั้นสัญญาณ หรือว่า..เกิดเรื่องกับพวกบียอฟ

“ข้าติดต่อพวกบียอฟไม่ได้ ไม่แน่ใจว่าเกิดเรื่องกับพวกเขาหรือเปล่า”

“แล้วจะทำยังไงดีล่ะครับ” วลาเนียร์ถามอย่างร้อนใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล

 “ในเมื่อติดต่อบียอฟไม่ได้ เราก็ติดต่อไปหาคนอื่นแทนก็แล้วกัน”  แอเรียลบอก จากนั้นจึงติดต่อไปหาลอร่า สร้างความแปลกใจให้ลอร่าเป็นอย่างมาก ที่แอเรียลติดต่อมาหาตนเอง แทนที่จะติดต่อไปหาบียอฟโดยตรง  ซึ่งแอเรียลก็ตอบหน้าตายว่า อยากฟังเสียงหวานๆ ของลอร่ามากกว่าเสียงห้าวๆ ของบียอฟ

คำพูดของแอเรียลทำให้ลอร่าหัวเราะเขินๆ ไม่รู้ว่าแอเรียลพูดจริงหรือพูดเล่น ก่อนบอกให้แอเรียลรู้ว่า คณะของรันออกเดินทางมาได้สักครึ่งชั่วโมงแล้ว  คิดว่าตอนนี้น่าจะอยู่ในหุบเขา บริเวณรอยต่อระหว่างหมู่บ้านของลอร่ากับตัวเมือง

“งั้นเหรอ แล้วเส้นทางภายในหุบเขาที่เจ้าว่าน่ะ คดเคี้ยวหรือสลับซับซ้อนหรือเปล่า”

“เปล่าค่ะ เส้นทางราบเรียบดีมาก แต่ว่านานๆ ที จึงจะมีผู้คนสัญจรผ่านมา นอกจากนี้สองข้างทางก็เต็มไปด้วยต้นไม้ ถึงจะเป็นป่าโปร่งไม่หนาทึบ แต่ก็เปลี่ยวเหมือนกัน ท่านแอเรียลถามทำไมคะ” ลอร่าแปลกใจ

“ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากรู้ก็เท่านั้นเอง ขอบใจเจ้ามากนะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ ท่านแอเรียล” ลอร่ายิ้มให้ จากนั้นการสนทนาก็ยุติ  แอเรียลมีสีหน้าเคร่งขรึม หากข้าคิดจะดักเล่นงานใครสักคน หุบเขาที่ว่านั่น เหมาะที่สุด

“จะเอายังไงดีครับ ท่านแอเรียล” เอเกอร์ถาม นึกสังหรณ์ใจขึ้นมา

“ตอนนี้ท่านราฟกำลังมีแขก คงไม่เหมาะหากจะเข้าไปแจ้งเรื่องนี้ให้ทราบ เอาแบบนี้แล้วกัน พวกเจ้ามากับข้า เราจะไปตรวจสอบกันว่าคณะของท่านรันอยู่ที่ไหน” แอเรียลบอก ก่อนหันมาสั่งความเดลสองสามประโยค ซึ่งเดลก็รับคำแข็งขัน  แอเรียลยิ้มพอใจ พยักหน้าให้เอเกอร์กับวลาเนียร์ แล้วร่างของทั้งสามคนก็เลือนหายไป

สิบนาทีต่อมา พวกแอเรียลก็ปรากฏตัวในหุบเขาที่ลอร่าบอก ทั้งสามคนลอยตัวขึ้นสูงกวาดตามองหาคณะของรันอย่างละเอียด  ก่อนชะงักเมื่อเห็นลำแสงเจิดจ้ามาจากชายป่าด้านหน้าที่มองเห็นอยู่ไม่ไกล รีบพุ่งตัวไปด้านนั้นทันที อีกร้อยเมตรจะถึงที่หมาย ทั้งสามคนก็ได้ยินเสียงระเบิดดังลั่น ต้นไม้น้อยใหญ่หักโค่นลงมาเป็นจำนวนมาก พื้นดินยุบตัวลงไปเป็นวงกว้างเสียงดังครืนๆ ไปทั่วหุบเขา

“เกิดอะไรขึ้น!” ทั้งสามคนมีสีหน้าตกใจ นึกเป็นห่วงพวกรันจับใจ รีบพุ่งตัวมาอย่างรวดเร็ว

ฟลิทกับฮันเซย์มองพวกบียอฟ นอยด์ เอลสันและทหารสองนายที่โดนแรงระเบิดอัดเข้าไป จนกระเด็นหงายหลังไปคนละทิศละทางด้วยสีหน้าเรียบเฉย บนบ่าของฟลิทมีร่างหมดสติของรันพาดอยู่ ส่วนฮันเซย์ก็มีร่างหมดสติของเรเซียพาดอยู่บนบ่าเช่นกัน

ที่แท้เสียงระเบิดเมื่อครู่ เกิดจากอุกกาบาตของฮันเซย์และพายุหมุนของฟลิทพุ่งชนบาเรียเทพของพวกบียอฟพร้อมกัน พลังทำลายของทั้งคู่สูงมาก บาเรียของพวกบียอฟต้านไม่ไหว จึงระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ

ฟลิทกับฮันเซย์อาศัยจังหวะที่ทุกคนกระโดดออกจากบาเรียเทพ เคลื่อนย้ายร่างไปที่รันกับเรเซียซึ่งได้หมายตาเอาไว้ก่อนแล้ว รันกับเรเซียไม่ทันระวัง จึงโดนควันสลบพ่นใส่ในระยะประชิดตัว หมดสติล้มไปในวงแขนของฟลิทกับฮันเซย์ ท่ามกลางความตกตะลึงของพวกบียอฟที่เข้ามาช่วยไม่ทัน เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก 

เมื่อได้ตัวรันกับเรเซียมาแล้ว พวกเดอร์แรมกับทหารอสูรก็ปล่อยพลังโจมตีใส่พวกบียอฟ นอยด์ เอลสันและทหารสองนายทันที แม้พวกบียอฟกับนอยด์จะกางบาเรียออกมาป้องกัน แต่พลังโจมตีมีมากกว่า ประกอบกับฟลิทและฮันเซย์ปล่อยพลังซ้ำอีกรอบ บาเรียเทพจึงระเบิดดังสนั่น ทั้งเจ็ดคนกระเด็นไปคนละทิศละทาง ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนสำลักเลือดออกมา โดยเฉพาะทหารสองนายที่โดนพลังอัดเข้าไปจนสลบเหมือดคาที่

 “ลาก่อน ขุนพลเทพ!” ฟลิทกับฮันเซย์ยิ้มเยือกเย็น ยกมือปล่อยพลังออกมาอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความตกใจของพวกบียอฟ นอยด์และเอลสันที่นอนหายใจรวยรินบนพื้นดิน ไม่มีแรงแม้แต่จะขยับตัวหนี

“พรึ่บ” แอเรียลปรากฏตัวขึ้น ยกมือสองข้างปล่อยพลังพุ่งสวนพลังของฟลิทกับฮันเซย์ ขณะที่เอเกอร์กับวลาเนียร์กางบาเรียเทพออกมาคุ้มครองพวกบียอฟ

พลังของแม่ทัพเทพแอเรียลปะทะพลังขององครักษ์อสูร เกิดแสงสว่างจ้าจนแสบตา ตามด้วยเสียงระเบิดดังกึกก้องราวกับฟ้าจะถล่มลงมาก็ไม่ปาน  ภูเขาในบริเวณนั้นพังครืนลงมากองกับพื้นเสียงดังสนั่น พื้นดินแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ สะเก็ดดินปลิวว่อน ต้นไม้ใบหญ้าในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรหายวับไปกับตา  

เดอร์แรม จัสไทนา เกสตาและโรสกางบาเรียออกมาไม่ทัน เพราะไม่คิดว่าแอเรียลจะโผล่มา จึงโดนแรงระเบิดอัดใส่ ร่างกระเด็นถอยหลังไถลครูดไปกับพื้นดินเป็นทางยาวเกือบสามร้อยเมตร อวัยวะภายในได้รับความบอบช้ำจนกระอักเลือดออกมา ขณะที่ทหารอสูรทั้งหมดต่างโดนพลังอัดเข้าไปจนร่างสลายหายไปในอากาศ

 ตอนที่เห็นแอเรียลปรากฏตัวขึ้นและปล่อยพลังพุ่งสวนมา ฟลิทกับฮันเซย์คิดไว้แล้วว่า จะไม่ต่อสู้ด้วยเด็ดขาด เพราะระดับแม่ทัพเทพ ยากจะโค่นได้ง่ายๆ อีกอย่างก็ได้ตัวเด็กสาวฝาแฝดคู่นี้มาแล้ว ถึงจะไม่รู้ว่าคนไหนคือลูกสาวของราชาปีศาจ แต่ก็ถือว่างานเสร็จเรียบร้อย ดังนั้นพอปล่อยพลังออกไป ทั้งคู่จึงฉวยโอกาสนี้ ใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเองพารันกับเรเซียกลับไปแดนอสูรโดยไม่อยู่รอดูผล ทำให้แอเรียลฉุนจัด นึกเจ็บใจตัวเองที่ชะล่าใจเกินไป จนทำให้พวกอสูรได้ตัวรันกับเรเซียไป

เกสตาและจัสไทนาที่ได้รับบาดเจ็บนอนคลุกฝุ่นอยู่บนพื้น รู้ดีว่า หากไม่รีบหนี มีหวังโดนจับตัวเพื่อไปสอบสวนแน่นอน ทั้งสองคนจึงกัดฟันร่ายมนต์ออกมาอย่างรวดเร็ว ทำให้หนีรอดไปได้อย่างหวุดหวิด แต่โรสกับเดอร์แรมหนีไม่ทัน โดนเอเกอร์กับวลาเนียร์จับตัวเอาไว้ได้

“ท่านแอเรียลครับ” บียอฟพูดเสียงแห้ง มองแอเรียลที่เดินเข้ามาหา ด้วยแววตาที่บ่งบอกถึงความเสียใจเป็นอย่างมาก เพราะไม่สามารถคุ้มครองท่านรันกับเรเซียได้

“อย่าโทษตัวเอง เพราะพวกเจ้าทำดีที่สุดแล้ว” แอเรียลปลอบน้ำเสียงนุ่มนวล กวาดตามองหาคนอื่นๆ ก่อนขมวดคิ้วเข้าหากัน เมื่อเห็นร่างเอ็ดดี้นอนแน่นิ่งใกล้ซากรถม้า นอยด์กับเอลสันน้ำตาเอ่อขึ้นมา พูดเสียงสั่น

“ลุงเอ็ดดี้ตายแล้วครับ”

แอเรียล เอเกอร์และวลาเนียร์มีสีหน้าตกใจ กระโจนพรวดเดียวถึงซากรถม้า เมื่อมาถึง แอเรียลก็คุกเข่าใช้มือช้อนร่างของเอ็ดดี้ขึ้นมา เอเกอร์กับวลาเนียร์ขบกรามแน่น  แม้เอ็ดดี้จะเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง แต่ทหารเทพต่างรักใคร่เอ็ดดี้กันทุกคน เพราะเอ็ดดี้อัธยาศัยดี มีน้ำใจกับคนรอบข้าง ยิ่งรู้จากนอยด์ว่า ก่อนตายเอ็ดดี้ได้อวดของฝากที่ตั้งใจซื้อมาฝากทุกคนให้ดูด้วยแล้ว ก็ทำให้ทั้งหมดรู้สึกสะเทือนใจ พูดอะไรไม่ออก

แอเรียลก้มมองร่างไร้วิญญาณของเอ็ดดี้ที่อยู่ในวงแขนอย่างเศร้าใจ พวกอสูรทำเกินไปแล้ว ขอเพียงให้บรรลุเป้าหมายที่ตนเองต้องการ จะมีคนตายไปมากมายเท่าไหร่ พวกมันก็ไม่สนใจ หรือเพราะคิดว่าชีวิตของผู้คนที่ตายไปนั้นไร้ค่า ข้าไม่มีวันยกโทษให้พวกมันเด็ดขาด!  แอเรียลตาลุกวาวด้วยความโกรธที่อัดแน่นอยู่เต็มหัวใจ

***********************************************************

หลังจากพวกแอเรียลใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเองไปค้นหาคณะของรัน  เดลที่ได้รับมอบหมายจากแอเรียลก็รีบกลับเข้ามาในปราสาท วิ่งขึ้นไปที่ชั้นสองอย่างรวดเร็ว โดยมีจุดหมายอยู่ที่ห้องรับรองที่พวกท่านราฟกำลังใช้ต้อนรับคณะของกลุ่มผู้ครองแคว้น  เมื่อมาถึงหน้าห้องรับรอง เดลก็เดินวนไปวนมาอยู่หน้าห้อง อยากจะเข้าไปแจ้งเรื่องให้ท่านราฟทราบใจจะขาด  แต่รู้ว่าไม่เหมาะ จึงอดทนเฝ้ารออยู่หน้าห้องโดยไม่ยอมไปไหน

ภายในห้องรับรอง การพบปะพูดคุยกันของสองฝ่ายเป็นไปด้วยดี คณะผู้ครองแคว้นล้วนชื่นชมในตัวท่านราฟ ท่านเกรซและอนากอลเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะมีรูปงามหาตัวจับได้ยากแล้ว ทั้งสามท่านก็มีอัธยาศัยดี ไม่เย่อหยิ่งหรือถือตัวแม้แต่น้อย ผิดไปจากที่ผู้ครองแคว้นกลุ่มนี้ได้วาดภาพเอาไว้ในใจ

ผลจากการพูดคุยได้ข้อสรุปว่า ผู้ครองแคว้นกลุ่มนี้ตกลงเลือกข้อเสนอของท่านราฟโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น เฟรดเดอริกกับมอลโตที่แอบลุ้นอยู่ในใจยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ  ส่วนท่านราฟ ท่านเกรซและอนากอลเก็บอาการได้ดี ทั้งสามท่านเพียงแค่ยิ้มบางๆ พร้อมกล่าวขอบคุณผู้ครองแคว้นกลุ่มนี้อย่างจริงใจ ทำให้ผู้ครองแคว้นทั้งห้าคน ยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ ไม่นึกฝันมาก่อนว่า ตัวเองจะได้รับคำขอบคุณจากราชาปีศาจผู้ยิ่งใหญ่

ทั้งหมดพูดคุยกันอีกครู่หนึ่ง กลุ่มผู้ครองแคว้นก็ขอตัวกลับ โดยเรฟเป็นตัวแทนของทุกคน กล่าวเชิญท่านราฟและคณะให้แวะไปเยี่ยมเยียนเมืองของพวกเขาบ้าง ซึ่งท่านราฟก็รับปาก โดยบอกว่าขอสะสางงานต่างๆ ให้เรียบร้อยก่อน สร้างความดีใจให้ผู้ครองแคว้นกลุ่มนี้เป็นอย่างมาก

“ถ้างั้น พวกเราขอตัวกลับก่อนนะครับ ถ้ามีโอกาสพวกเราจะแวะมาเยี่ยมพวกท่านอีก” ชไนเดอร์กล่าวด้วยรอยยิ้ม ท่านราฟ ท่านเกรซและอนากอลพยักหน้าพร้อมยิ้มให้ จากนั้นร่างของผู้ครองแคว้นก็เลือนหายไป

เมื่อเห็นว่าคณะของผู้ครองแคว้นไปกันหมดแล้ว เดลที่ยืนรออยู่ในบริเวณนั้น ก็วิ่งเข้ามาหาท่านราฟ

“อ้าว! เดล มีอะไรหรือจ๊ะ ทำไมดูเจ้าหน้าตาเคร่งเครียดจัง” ท่านเกรซทักอย่างแปลกใจ

“เกิดเรื่องแล้วครับ” เดลเล่าเรื่องที่แอเรียลติดต่อคณะของรันไม่ได้ให้พวกท่านราฟทราบอย่างละเอียด 

“แล้วตอนนี้แอเรียลอยู่ที่ไหน” อนากอลถามเร็วปรื๋อ นึกสังหรณ์ใจขึ้นมา ท่านเกรซมีสีหน้าเคร่งเครียด กังวลว่าจะเกิดเรื่องร้ายกับคณะของรัน  เมื่อได้ยินเดลบอกว่า แอเรียลชวนเอเกอร์และวลาเนียร์ไปตรวจสอบแล้ว ท่านราฟก็พยักหน้ารับรู้ หันมาทางอนากอล

“เจ้าช่วยเรียกทหารเทพทุกคนให้มารายงานตัวที่นี่โดยด่วน ส่วนทหารปีศาจ ข้าจัดการเอง”

“ครับ ท่านราฟ”

สิบนาทีต่อมา กลุ่มของแอเรียลก็กลับมาถึง  เมื่อทุกคนทราบเรื่องที่เกิดขึ้น บรรยากาศเต็มไปด้วยความวุ่นวายและโกลาหล ท่านราฟสั่งให้ทหารนำบียอฟ ธอร์นสัน เบลาอีส นอยด์ เอลสันและทหารสองนายที่ยังสลบไม่รู้สึกตัวไปที่ห้องพยาบาล เพื่อให้ทีมแพทย์ของเทพที่เดินทางมาถึงตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็นรักษาอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะนอยด์กับทหารสองนายที่อาการน่าเป็นห่วง เพราะอวัยวะภายในได้รับความบอบช้ำอย่างหนัก

เดอร์แรมกับโรสที่ได้รับบาดเจ็บและโดนจับกุมตัวมาที่นี่ ถูกนำตัวไปขังในคุกใต้ดิน โดยท่านเกรซเป็นคนกางบาเรียปิดผนึกป้องกันการหลบหนีด้วยตัวเอง นอกจากนี้ท่านเกรซยังสั่งให้แพทย์มารักษาอาการบาดเจ็บให้ทั้งคู่อีกด้วย สร้างความประหลาดใจให้กับเดอร์แรมและโรสเป็นอย่างมาก

“ถึงข้าจะไม่พอใจในสิ่งที่พวกเจ้าทำลงไป แต่ข้าก็แยกแยะออกว่าสิ่งไหนควรทำ และสิ่งไหนไม่ควรทำ” ท่านเกรซบอกเดอร์แรมกับโรสด้วยสีหน้าเรียบเฉย มีผลให้ทั้งคู่อึ้งไปถนัด ก่อนกล่าวขอบคุณท่านเกรซเบาๆ

ชาร์คที่เพิ่งรู้เรื่อง รีบวิ่งเข้ามาในห้องโถงของปราสาท ซึ่งตอนนี้พวกขุนพลเทพและเสนาธิการปีศาจ กำลังจับกลุ่มคุยกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อเห็นชาร์คตรงไปกอดศพของเอ็ดดี้ที่วางอยู่บนแท่นหินขนาดใหญ่ที่ ตั้งอยู่กลางห้องพร้อมฟุบหน้าบนร่างของเอ็ดดี้แล้วร้องไห้ออกมา ก็ทำให้ทุกคนนิ่งอึ้ง พูดอะไรไม่ออก

 เบลลากับแซนดราหันหน้าหนีไปมองทางอื่นเพื่อซ่อนน้ำตา สงสารชาร์คจับใจ ที่ต้องมาเสียพ่อไปโดยที่ไม่มีโอกาสได้พูดจาร่ำลาหรือสั่งเสียกันสักคำ

“ชาร์ค” เดลเดินเข้ามาแตะบ่าชาร์คเบาๆ ชาร์คเงยหน้าขึ้นมองเดล พบว่าอีกฝ่ายตาแดงก่ำ

“อย่าร้องไห้นะ หากลุงเอ็ดดี้รู้เข้าจะไม่สบายใจ” เดลปลอบเสียงสั่น พยายามฝืนยิ้มให้ชาร์ค แต่ร่างกลับสั่นน้อยๆ อย่างควบคุมไม่อยู่  ชาร์คดึงเดลเข้ามากอด ใช้มือลูบหลังเบาๆ มีผลให้เดลปล่อยโฮออกมาดังลั่น 

 การตายของเอ็ดดี้สร้างความเสียใจให้กับเดลเป็นอย่างมาก เพราะเดลไม่เคยได้รับความรักหรือความอบอุ่นจากใครมาก่อน พอมาคลุกคลีกับเอ็ดดี้ ที่เป็นคนร่าเริง คุยเก่งแถมยังมีน้ำใจ นำสิ่งของหรือเสื้อผ้าต่างๆ มาให้อยู่เสมอ รวมไปถึงเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เดลไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นให้ฟังอยู่บ่อยๆ เดลจึงสนิทกับเอ็ดดี้มาก

ตอนที่เอ็ดดี้ได้ยินเดลชมชุดที่ชาร์คใส่ว่าสวย เอ็ดดี้จึงคิดจะซื้อเสื้อแบบเดียวกันมาฝาก และได้บอกให้เดลรู้ว่า ไปเที่ยวกับคณะของท่านรันคราวนี้ ขากลับจะซื้อเสื้อแบบเดียวกันกับของชาร์คมาฝากเดลสักสองสามชุด เพื่อเป็นของขวัญต้อนรับทหารปีศาจคนใหม่ของท่านราฟ ทำให้เดลดีใจจนออกนอกหน้า

ไม่มีใครคิดว่า การเดินทางไปเที่ยวของเอ็ดดี้ครั้งนี้ จะทำให้เอ็ดดี้ต้องมาเสียชีวิตอย่างคาดไม่ถึง แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนสะเทือนใจก็คือ ของฝากที่เอ็ดดี้ตั้งใจซื้อมาฝากทุกคนที่อยู่ที่นี่ โดยแอเรียลเป็นคนหยิบมันออกมาจากซากรถม้า นำมามอบให้กับทุกคนไม่ว่าจะเป็นท่านราฟ ท่านเกรซ อนากอล ทหารเทพ ทหารปีศาจและทหารในวัง รวมไปถึงของโรมและพวกฟิลที่แอเรียลมอบให้ท่านราฟเป็นคนเก็บไว้

 ของฝากทุกชิ้นอยู่ในสภาพเรียบร้อย เอ็ดดี้เขียนชื่อใส่กระดาษติดเอาไว้ที่ถุง เพื่อบอกให้รู้ว่าของฝากแต่ละถุงเป็นของใคร ทุกคนที่ได้รับของฝากถึงกับยืนอึ้ง พูดอะไรไม่ออก โดยเฉพาะเดลที่กอดถุงของฝากที่มีชื่อติดไว้ว่า “เดล อสูรตัวน้อย สมาชิกใหม่ของพวกเรา” ไว้แน่น พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้  แต่พอเห็นชาร์ควิ่งเข้าไปกอดศพเอ็ดดี้พร้อมร้องไห้ออกมา เดลก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่ เพราะเข้าใจความรู้สึกของชาร์คดีว่าเป็นอย่างไร

ท่านราฟ ท่านเกรซและอนากอลที่เพิ่งกลับมาจากไปดูอาการบาดเจ็บของพวกบียอฟในห้องพยาบาล เดินเข้ามาหาชาร์คด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ชาร์คดันร่างเดลออกห่าง ก่อนหันมาทำความเคารพ

“ชาร์ค ข้าเสียใจจริงๆ กับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ และต้องขอโทษเจ้าด้วย” ท่านราฟบอกน้ำเสียงเคร่งขรึม

“ท่านราฟไม่ต้องขอโทษข้าหรอกครับ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของท่านราฟ แต่มันเป็นเหตุสุดวิสัย ข้าเข้าใจดีครับว่า ไม่มีใครต้องการให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น” ชาร์คพูดเสียงสั่น มองท่านราฟอย่างขอบคุณ ท่านราฟน่ารักมาก ขนาดท่านรันโดนอสูรจับตัวไป แถมพวกท่านบียอฟก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ท่านราฟก็ยังเป็นห่วงความรู้สึกของข้า ซึ่งเป็นแค่ทหารตัวเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น คิดแล้ว ชาร์คก็อดน้ำตาซึมไม่ได้ หากจะมีใครต้องรับผิดชอบกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ชาร์คคิดว่าใครคนนั้นก็คือพวกอสูร

 “ขอบใจเจ้ามากนะชาร์ค” ท่านราฟวางมือบนบ่าของชาร์คอย่างเบามือ  ชาร์คน้ำตาคลอ พยักหน้าให้ท่านราฟ  ท่านราฟดึงชาร์คเข้ามากอด ใช้มือลูบหลังเบาๆ ทำให้ชาร์คสะอื้นจนตัวโยน ทุกคนในห้องมองชาร์คด้วยความเห็นใจ ขณะเดียวกันก็นึกชื่นชมในความมีน้ำใจของชาร์คที่ไม่ได้กล่าวโทษใครทั้งสิ้น

จากนั้น อนากอลให้ทหารนำร่างของเอ็ดดี้ใส่ในโลงแก้ว พร้อมร่ายมนต์รักษาร่างไม่ให้เน่าเปื่อย นำไปเก็บไว้ในห้องๆ หนึ่งที่อยู่ในชั้นใต้ดินของวัง เพราะชาร์คอยากให้ท่านโรมกลับมาจากหุบเขามรณะก่อน จากนั้นค่อยให้ท่านโรมเป็นคนตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับศพของเอ็ดดี้

หนึ่งชั่วโมงต่อมา ท่านราฟเรียกอนากอล แอเรียล ขุนพลเทพ เสนาธิการปีศาจและเดลเข้าประชุม โดย ท่านราฟให้แอเรียลเล่าเหตุการณ์ให้ฟังอีกครั้ง แอเรียลเล่าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม พร้อมทั้งได้กล่าวขอโทษท่านราฟ  ที่ตนเองปล่อยให้อสูรได้ตัวท่านรันกับเรเซียไป ทั้งๆ ที่ตนเองไปถึงที่เกิดเหตุแล้วแท้ๆ แต่กลับช่วยทั้งคู่ไม่ได้

“ไม่ใช่ความผิดของใครทั้งนั้น พวกเจ้าทุกคนทำดีที่สุดแล้ว” ท่านราฟบอกน้ำเสียงอ่อนโยน เข้าใจดีว่าแอเรียลรู้สึกเช่นไร ขณะที่ท่านเกรซเม้มปากเข้าหากัน ดวงตาแข็งกร้าว พูดเสียงห้วน

“ข้าจะไปที่แดนอสูร ไปเอารันกับเรเซียกลับมา! พวกมันจะต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำลงไปในวันนี้!”

น้ำเสียงและท่าทางของท่านเกรซทำให้ทุกคนในห้องประชุมสะดุ้ง เพราะไม่เคยเห็นท่านเกรซเป็นแบบนี้มาก่อน ต่างสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่กระจายออกมาจากร่างท่านเกรซ จนต้องห่อไหล่เข้าหากัน รู้สึกหนาวเยือกไปถึงหัวใจ คิดตรงกันว่า ท่านเกรซในตอนนี้น่ากลัวเหลือเกิน!

“เกรซ ใจเย็นก่อนสิ” ท่านราฟแตะบ่าท่านเกรซเบาๆ ท่านเกรซตวัดสายตามองท่านราฟอย่างไม่พอใจ

“ใจเย็น! ท่านจะให้ข้าใจเย็นหรือคะ ท่านราฟ! ลูกสาวข้าทั้งคนนะคะ ไหนจะเรเซียกับเอ็ดดี้อีก ทั้งๆ ที่เอ็ดดี้ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลยแท้ๆ แต่กลับต้องมาตายอย่างน่าอนาถ ท่านไม่เห็นหรือคะว่าชาร์คเสียใจแค่ไหนที่ต้องสูญเสียพ่อไปโดยที่ไม่มีโอกาสได้ร่ำลากันสักคำ”

“สิ่งที่อสูรทำลงไปในวันนี้ ข้ายอมไม่ได้เด็ดขาด ทำแบบนี้มันหยามกันชัดๆ ข้าจะไปสั่งสอนพวกมันให้หลาบจำ จะได้สำนึกซะบ้างว่าเทพกับปีศาจไม่ได้กระจอกอย่างที่พวกมันคิด!” ท่านเกรซพูดเสียงกร้าว ดวงตาเปล่งประกายวาววับ ทุกคนยกเว้นท่านราฟกับอนากอล หลบตามองพื้น กลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อก

ท่านราฟถอนหายใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความหนักใจ แย่ล่ะสิ เกรซเริ่มคุมอารมณ์ไม่อยู่แล้ว คิดพลางหันมามองอนากอล ซึ่งอีกฝ่ายก็เข้าใจเป็นอย่างดี พยักหน้าให้ผู้เป็นพี่เขย

“ท่านเกรซครับ โปรดใจเย็นก่อนเถอะครับ” อนากอลเอ่ยน้ำเสียงนุ่มนวล

ท่านเกรซหันมามองน้องชายตาเขียว แต่อนากอลยิ้มให้อย่างใจเย็น รู้ดีว่าพี่สาวกำลังโมโหจนลืมตัว เพราะห่วงลูกสาวที่โดนอสูรลักพาตัวไป จึงพูดเตือนสติด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ข้ารู้ครับว่า ท่านเกรซร้อนใจเพราะเป็นห่วงรันกับเรเซียที่โดนจับตัวไป พวกเราทุกคนก็เช่นเดียวกัน แต่หากพวกเราผลีผลามทำอะไรลงไปในตอนนี้ ข้าเกรงว่ารันกับเรเซียจะไม่ปลอดภัย”

“ข้าคิดว่าที่อสูรจับตัวรันกับเรเซียไป อาจมีจุดประสงค์อะไรบางอย่างที่พวกเราไม่รู้ แต่ข้ามั่นใจว่าตอนนี้รันกับเรเซียยังปลอดภัยดีอยู่ เพราะหากอสูรคิดทำร้ายรันกับเรเซียจริงๆ ก็ไม่น่าจะพาตัวทั้งคู่ไปฝั่งโน้น สู้ฆ่าทิ้งซะที่นี่มันยังจะง่ายกว่า”

คำพูดของอนากอลทำให้ท่านเกรซชะงัก อารมณ์ที่พุ่งสูงเมื่อครู่ค่อยๆ ลดระดับลง จริงด้วย หากอสูรคิดทำร้ายรันกับเรเซียจริงๆ ทำไมจะต้องพาตัวกลับไปฝั่งโน้นด้วย  แสดงว่าพวกมันมีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝง หรือว่า..พวกมันต้องการใช้รันกับเรเซียเป็นตัวประกันเพื่อเจรจาต่อรองกับพวกเรา

เมื่อเห็นท่านเกรซนิ่งเงียบ สีหน้าคลายความตึงเครียดลง ท่านราฟก็หันไปมองอนากอลเป็นทำนองว่าขอบใจมากพร้อมยิ้มให้ ซึ่งอนากอลยิ้มบางๆ แต่ไม่พูดอะไรออกมา

 “เอาล่ะ เข้าเรื่องงานของพวกเราได้แล้ว” ท่านราฟพูดเป็นการเป็นงาน

การประชุมใช้เวลานานพอสมควร ท่านราฟแจ้งให้ทุกคนทราบว่า ได้เรียกทหารเทพและทหารปีศาจ ให้มารายงานตัวแล้ว คาดว่าทุกคนจะทยอยเดินทางมาถึงที่นี่ภายในวันสองวันนี้ จากนั้นจะประชุมใหญ่ เพื่อกำหนดยุทธวิธีการต่อสู้ และตอบโต้พวกอสูรคืนเต็มรูปแบบ เรียกเสียงเฮดังลั่นห้องประชุม เพราะทุกคนเจ็บใจที่อสูรใช้วิธีลอบกัดทำร้ายเทพกับปีศาจครั้งแล้วครั้งเล่า พอท่านราฟพูดแบบนี้ ทุกคนจึงคึกคักขึ้นมาทันที

“ท่านราฟครับ แล้วท่านรันกับเรเซียล่ะครับ จะให้พวกเราบุกไปชิงตัวคืนมาดีไหมครับ” วลาเนียร์ถาม

“จริงด้วยค่ะ ท่านราฟ พวกเราไม่ควรปล่อยให้ท่านรันกับเรเซียอยู่ในดินแดนอสูรนานๆ เท่าที่ข้ารู้มา พวกมันไม่เพียงแต่เหี้ยมโหดเท่านั้น แต่ยังชอบข่มเหงผู้หญิงอีกด้วย”  เบลลาบอก สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล

“พวกมันไม่กล้าทำแบบนั้นหรอก แต่หากพวกมันคิดจะทำจริงๆ ก็ไม่มีทางทำได้”  ท่านราฟบอกเนิบๆ

ทุกคนมองท่านราฟอย่างแปลกใจระคนสงสัย ซึ่งท่านราฟก็เข้าใจเป็นอย่างดี จึงอธิบายให้ฟัง

“ตอนแรกข้าคิดว่าให้เสร็จสงครามกับพวกอสูรก่อน แล้วค่อยประกาศเรื่องนี้ให้ทุกคนทราบอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น และพวกเจ้าก็กังวลกลัวว่า พวกอสูรจะใช้กำลังข่มเหงรันกับเรเซีย ซึ่งหากพวกมันคิดทำจริงๆ ก็อาจจะทำได้ แต่..ที่ข้าบอกว่าพวกมันไม่มีทางทำได้ นั่นเป็นเพราะว่า รันกับเรเซียมีเจ้าของแล้ว”

คำพูดของท่านราฟเรียกเสียงฮือฮาดังลั่นห้องประชุม ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ได้ยินท่านราฟพูดต่อ

“พวกเจ้าอย่าเพิ่งคิดไปไกลสิ ที่ข้าบอกว่ารันกับเรเซียมีเจ้าของแล้ว หมายความว่า รันกับเรเซียมีคนรักแล้ว ซึ่งคนรักของรันก็คือฟิล ส่วนคนรักของเรเซียก็คือชูร่า”

“ตอนที่คณะของข้าไปหุบเขามรณะ ฟิลได้มอบกำไล ซึ่งเป็นเครื่องประดับประจำตัวให้กับรัน เพื่อเป็นคำมั่นสัญญาว่าจะดูแลกันตลอดไป ซึ่งเรื่องนี้ ข้า เกรซและโรมก็รับทราบ เรเซียก็เช่นกัน พวกเจ้าบางคนอาจจะรู้แล้ว แต่บางคนอาจจะยังไม่รู้ว่า ชูร่าได้มอบสร้อยพร้อมจี้ให้เรเซียเมื่อตอนที่เรเซียอายุได้ 7 ขวบ ซึ่งจี้ที่ชูร่ามอบให้เรเซียนั้น เป็นเครื่องประดับประจำตัวของชูร่า ที่ได้มาจากพ่อของเขา ซึ่งก็คือ ราชาแมงมุมชาร์ลอต”

คราวนี้ เสียงฮือฮาดังขึ้นกว่าเมื่อครู่หลายเท่า แอเรียล เอเกอร์ ไซบรัสและวลาเนียร์ รู้เรื่องชูร่ากับเรเซียมาก่อนหน้านี้แล้ว จึงไม่แปลกใจกับเรื่องนี้  แต่เรื่องที่ฟิลมอบเครื่องประดับให้รันโดยที่ท่านราฟ ท่านเกรซและท่านโรมรับรู้นี่สิ ทำเอาสี่คนนี้ตาโต ส่วนคนอื่นที่ไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้มาก่อน ต่างอ้าปากค้างกันเป็นแถว

“ข้า เกรซและอนากอลรวมทั้งโรมได้ปรึกษาเรื่องนี้กันแล้ว ต่างเห็นตรงกันว่า เสร็จสงครามเมื่อไหร่ ก็จะประกาศเรื่องนี้ให้พวกเจ้าทุกคนรับรู้อย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งจัดงานหมั้นให้หนุ่มสาวสองคู่นี้ จากนั้นอีกสามเดือนจึงจะจัดพิธีแต่งงานให้ยิ่งใหญ่สมเกียรติ”

“ แต่เมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้นมาซะก่อน ข้าจึงอยากบอกให้พวกเจ้ารู้เรื่องนี้ เพื่อจะได้สบายใจว่า หากพวกอสูรคิดทำมิดีมิร้ายกับรันและเรเซีย เครื่องประดับที่ฟิลกับชูร่ามอบให้ จะทำหน้าที่ปกป้องคนรักของพวกเขาแทนเจ้าของ พวกเจ้าในที่นี้คงยังไม่รู้สิว่า เครื่องประดับของพวกมังกรแห่งหุบเขามรณะ และเครื่องประดับของราชาแมงมุมชาร์ลอตนั้น ได้ร่ายมนต์โบราณกำกับเอาไว้ มนต์นี้ทรงพลังและมีอานุภาพมาก”

“ถึงจะเป็นจอมอสูรโรติเฟอร์หรือแม้แต่ตัวข้าเองก็เถอะ ก็ไม่มีทางทำลายมนต์ตัวนี้ได้ ดังนั้น หากใครคิดข่มเหงรันกับเรเซีย พลังเวทย์ที่อยู่ในเครื่องประดับจะปลดปล่อยพลังออกมาจู่โจมคนผู้นั้นทันที หมายความว่า นอกจากฟิลกับชูร่าแล้ว ผู้ชายคนอื่นก็ไม่มีสิทธิ์ครอบครองร่างกายของรันกับเรเซีย”

คำบอกเล่าของท่านราฟ ทำให้ทุกคนยิ้มออก รู้สึกโล่งใจขึ้นมา เพราะท่านรันกับเรเซียเป็นเด็กสาวที่มีหน้าตางดงามและน่ารักมาก จึงอดกังวลใจไม่ได้ว่า หากอสูรเห็นรูปร่างหน้าตาที่แท้จริงของทั้งคู่แล้ว อาจใช้กำลังบังคับข่มเหงย่ำยี เพราะอสูรขึ้นชื่อในเรื่องทำนองนี้อยู่ด้วย

ซึ่งหากเป็นทหารระดับต่ำ ทุกคนเชื่อว่า พวกมันไม่สามารถทำอะไรท่านรันกับเรเซียได้ แต่ที่กังวลใจก็คือทหารระดับสูงต่างหาก โดยเฉพาะพวกแม่ทัพ องครักษ์หรือแม้กระทั่งตัวจอมอสูรโรติเฟอร์กับอาร์ทีเมีย ผู้เป็นบุตรชาย เพราะพวกนี้มีพลังเวทย์สูง ท่านรันกับเรเซียสู้ไม่ได้แน่นอน

ดังนั้น เมื่อท่านราฟแจ้งเรื่องนี้ให้ทราบ ทุกคนจึงมีสีหน้าแช่มชื่น อย่างน้อยก็หมดห่วงเรื่องนี้ ที่เหลือก็คือจะทำยังไงถึงจะได้ตัวท่านรันกับเรเซียกลับคืนมา

“พวกเจ้าสบายใจกันหรือยัง” ท่านราฟถามด้วยรอยยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าโล่งอกของแต่ละคน

“ครับ/ค่ะ ท่านราฟ” ทั้งหมดประสานเสียงตอบพร้อมกันดังลั่น จากนั้นท่านราฟได้แจ้งให้ทราบว่าได้คิดแผนที่จะชิงตัวรันกับเรเซียกลับคืนมาแล้ว ทำให้ทุกคนมีสีหน้าตื่นเต้นยินดีอย่างเห็นได้ชัด

“แผนอะไรหรือครับ/คะ ท่านราฟ” เอเกอร์กับแซนดราถามพร้อมกันเร็วปรื๋อ แต่ท่านราฟยิ้มน้อยๆ ไม่ยอมบอกให้ฟังว่าแผนที่ว่าคืออะไร โดยบอกเพียงสั้นๆ ว่า จะแจ้งแผนให้ทราบภายหลัง แต่ตอนนี้ขอให้ทุกคนกลับไปพักผ่อนที่ห้องได้แล้ว ทั้งหมดจึงมีสีหน้าผิดหวัง อยากจะถามต่อแต่ไม่กล้า จึงลุกขึ้นทำความเคารพท่านราฟ ท่านเกรซและอนากอลพร้อมกัน จากนั้นเดินออกไปจากห้องประชุม

 เมื่อลับร่างของทุกคน ท่านราฟ ท่านเกรซและอนากอลก็ปรึกษาหารือเรื่องงานกันต่อ โดยท่านราฟได้ติดต่อไปหาพวกจอห์น (องครักษ์รุ่นสอง) เพื่อแจ้งเรื่องที่รันกับเรเซียโดนอสูรจับตัวไปให้พวกนั้นทราบ

ตอนที่ท่านราฟติดต่อมา พวกจอห์นกำลังเก็บกวาดขยะอยู่ในห้องเก็บของชั้นใต้ดิน ทำให้มีเวลาพูดคุยกันพอสมควร เมื่อพวกจอห์นรู้เรื่องนี้ก็ตกใจ ไม่คิดว่าพวกอสูรจะเหิมเกริมขนาดนี้

“ท่านราฟต้องการให้พวกเราทำยังไงครับ หรือว่าจะให้พาตัวท่านรันกับเรเซียหนีออกมา” จอห์นถาม

“พวกเจ้าทำได้หรือเปล่าล่ะ” ท่านราฟย้อนถาม มีผลให้องครักษ์รุ่นสองหัวเราะร่วนด้วยความชอบใจ

“ถ้าเป็นคำสั่งของท่านราฟ ไม่ว่ายังไงก็ต้องได้อยู่แล้วครับ” อาเธอร์ตอบด้วยรอยยิ้ม

คำตอบของอาเธอร์ ทำให้ท่านราฟ ท่านเกรซและอนากอลยิ้มออกมา รู้ว่าองครักษ์รุ่นสองสามารถทำได้อย่างที่พูด เพราะพวกนี้เก่งในเรื่องการพรางตัวและเชี่ยวชาญการหลบหนี เข้าขั้นอัจฉริยะเลยทีเดียว 

“งั้นพวกเจ้าฟังให้ดี” ท่านราฟเอ่ยเป็นการเป็นงาน ถ่ายทอดแผนการต่างๆ ให้องครักษ์รุ่นสองฟังอย่างละเอียด ซึ่งพวกจอห์นก็พยักหน้าเข้าใจเป็นอย่างดี

“เข้าใจตามนี้แล้วนะ”

“ครับ แล้วก็พวกเรามีเรื่องสำคัญจะแจ้งให้ทราบด้วยครับ” นอร์ธบอก จากนั้นเล่าเรื่อง ที่ราชินีเซพิโอล่าพร้อมด้วย เชียร่าคนสนิทและผู้เฒ่ากีรอนมาที่นี่ รวมทั้งเรื่องที่ราชินีเซพิโอล่าได้วางกับดักเพื่อหาตัวทายาทของท่านชาร์ลอตให้ท่านราฟอย่างละเอียด ทำให้ท่านราฟ ท่านเกรซและอนากอลมีสีหน้าตกใจ แต่พอพวกจอห์นบอกว่า พวกตนช่วยท่านเรย์นอลได้แบบฉิวเฉียด ก็ทำให้ทั้งสามคนถอนหายใจอย่างโล่งอก

“ท่านพี่ราฟครับ ข้าว่าชักไม่ค่อยดีซะแล้วสิครับ” อนากอลพูดน้ำเสียงกังวล เคยได้ยินกิตติศัพท์ของราชีนีเซพิโอล่ามาเหมือนกันว่าเป็นอย่างไร ท่านเกรซมีสีหน้าเรียบเฉย ดวงตาฉายแววครุ่นคิด

“พวกเจ้าบอกว่า ตอนนี้ทหารอสูรโดนมนต์สายใยพิศวงเล่นงานจนล้มป่วยเป็นจำนวนมากใช่ไหมจ๊ะ”

“ใช่ครับ ท่านเกรซ ทหารที่ล้มป่วยล้วนเป็นทหารระดับล่าง แต่จากการสังเกตของพวกเรา พบว่าทหารระดับกลางบางคนเริ่มมีอาการเจ็บป่วยให้เห็นกันบ้างแล้ว ส่วนทหารระดับสูงยังปกติดีอยู่ คาดว่าอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองเดือนหรือมากกว่านั้น ทหารระดับสูงจึงจะแสดงอาการออกมาให้เห็น” บราวน์บอกให้ทราบ

“แสดงว่า ตอนนี้มนต์สายใยพิศวงกำลังทำหน้าที่ของมัน ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีความจำเป็นที่ชูร่าจะต้องอยู่ที่นั่นอีกแล้ว ท่านเห็นด้วยไหมคะ” ท่านเกรซเอ่ยเนิบๆ พลางหันมาถามท่านราฟ

“เจ้าหมายความว่า”

“ค่ะ ในเมื่อพวกจอห์นจะต้องพารันกับเรเซียหนีออกมาอยู่แล้ว ทำไมไม่พาชูร่ากับคนอื่นที่เหลือหนีออกมาพร้อมกันซะเลยล่ะคะ พวกเจ้าทำได้ใช่ไหม” ท่านเกรซถามพวกจอห์น

“ทำได้ครับ ท่านเกรซ” จอห์นตอบพร้อมยิ้มให้

“ถ้างั้น ต้องเปลี่ยนแผนนิดหน่อยสินะ” ท่านราฟพูดปนหัวเราะ

“ของมันแน่อยู่แล้วค่ะ” ท่านเกรซค้อนใส่ไปหนึ่งวง ทำให้ทุกคนอมยิ้ม จากนั้นท่านราฟกับอนากอล ได้กำหนดแผนการขึ้นมาใหม่ให้พวกจอห์นทราบ

“ตกลงตามนี้นะ พวกเจ้ามีข้อสงสัยอีกไหม” ท่านราฟถาม หลังจากสรุปแผนการต่างๆ ให้ทุกคนฟัง

“ไม่มีครับ” องครักษ์รุ่นสองตอบพร้อมกัน ท่านราฟยิ้มด้วยความพอใจ จากนั้นการสนทนาก็ยุติ

ท่านราฟเอนหลังพิงพนักเก้าอี้  ถอนหายใจออกมาเบาๆ ภาวนาให้แผนการทุกอย่างเป็นไปด้วยดี จะได้เปิดเกมรุกตอบโต้พวกอสูรกลับคืนไปบ้าง คอยดูเถอะ! จะเอาคืนให้หนักกว่าเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว

“ท่านพี่ทั้งสอง จะแจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้พวกโรมทราบหรือเปล่าครับ” อนากอลถาม

“เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้โรมรู้ไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นล่ะก็ เกิดเรื่องใหญ่แน่ เพราะโรมรักน้องมาก แถมลุงเอ็ดดี้ก็ยังมาตายอีก ให้โรมฝึกวิชาให้เสร็จก่อนแล้วค่อยเล่าให้ฟังภายหลัง เพราะกว่าโรมจะฝึกเสร็จและกลับมาที่นี่ พวกเราก็คงได้ตัวรันกับเรเซียกลับคืนมาแล้ว” ท่านราฟพูดเสียงหนัก

“พี่เห็นด้วยกับท่านราฟ ขืนบอกเรื่องนี้ให้โรมรู้ โรมต้องบุกไปแดนอสูรทันที เจ้าเห็นโรมเรียบร้อยนิ่งๆ แบบนี้เถอะ แต่เวลาโกรธขึ้นมาก็เอาเรื่องเหมือนกัน ไหนจะฟิลอีกล่ะ หากสองคนนี้รู้ว่ารันกับเรเซียโดนอสูรลักพาตัวไปล่ะก็ พี่เชื่อว่าทั้งโรมและฟิลรวมไปถึงฟาเรีย ไรซานและบาลาส คงไม่ยอมฝึกวิชาต่อแน่” ท่านเกรซบอกอย่างหนักใจ ด้วยรู้จักนิสัยลูกชายเป็นอย่างดี

“ข้าก็คิดเหมือนพวกท่านพี่นั่นล่ะครับ แต่ข้าคิดว่าเราควรจะแจ้งเรื่องนี้ให้พวกท่านฟาคอลทราบ เพราะข้าไม่แน่ใจว่าอสูรจะส่งคนไปเล่นงานโรมด้วยหรือเปล่า พวกเราไม่ควรประมาทนะครับ”

“เป็นความคิดที่ดี แต่พี่ไม่แน่ใจว่าเมื่อแจ้งให้พวกฟาคอลรู้แล้ว ตาเฒ่าพวกนั้นจะรู้สึกยังไง ถ้าให้เดาเอาเอง พี่คิดว่าพอรู้เรื่องนี้ปุ๊บ พวกนั้นก็จะต้องสุมหัวคิดทันทีว่า จะแกล้งพวกอสูรยังไงดีถึงจะสนุกและสะใจ ยิ่งหมู่นี้พวกนั้นคึกคักเป็นพิเศษ พี่ว่าแทนที่จะห่วงพวกโรม พวกเรามาภาวนาให้อสูรส่งคนไปบุกหุบเขามรณะจริงๆ ยังจะเข้าท่ากว่า คราวนี้ล่ะ พวกมันจะได้รู้ว่า นรกบนดินของแท้น่ะเป็นยังไง เจ้าเห็นด้วยกับพี่ไหม” ท่านราฟยักคิ้วให้อนากอล มีผลให้อีกฝ่ายหัวเราะชอบใจเสียงดัง แต่ก็พยักหน้าเห็นด้วย

**************************************************************

474 ความคิดเห็น

  1. #257 rayka (@rayka) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552 / 23:56
    ไปบุกแดนอสูรกันเหอะ ไปเอาชูร่ากลับมาซะที (คนอื่นไม่สน ฮะๆ)
    #257
    0
  2. #256 Novellover (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2552 / 02:21
    สนุกมาก และอยากเห็นว่าอาร์ทีเมียเจอฤทธาของ

    ขอหมั้นของรันแล้ว ไฟบรรลัยกัลล์ จะเป็นอย่างไร

    เห็นพี่โรม และ ฟิล สติแตกโกรธจัด

    มาต่อไวไวเน้อ

    รอ ร้อ รอ ด้วยความหวัง และ อิ่มใจ
    #256
    0
  3. #255 IcE-KinG_SnoW-QueeN (@EmpresS_QueeN) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552 / 19:54

    และขอพูดอีกครั้งหนึ่ง

    มีคนรอคอยใจจะขาดแทบจะลงแดงตายอยู่นี่คนหนึ่งนะค่ะ

    ดังนั้น...ช่วยอัพตอนต่อไปเร็วๆ ด้วยนะค่ะ แต่ถ้าไม่สะดวก ก็อย่าปล่อยให้รอนานเกินไปนะ

    ขอบพระคุณมากค่ะ

    PS. ร้ากรัก คลั่งท่านอนากอล  กรี๊ดท่านเกรซ ปลื้มท่านราฟ รักท่านโรม ชอบท่านองครักษ์รุ่น 3 ทั้งสอง รันและเรเซียและลอร่าน่ารัก  อิอิอิเจอกันแน่ ท่านองค์รักษ์รุ่น 1

    ไปนะค่ะ ^^

    #255
    0
  4. #254 wtfl (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552 / 14:26
    p poo u make me cryyyyyyyyyy



    my computer was broke ka then i cannot write in Thai so no chance ot reply your e-mail yet so sorry naka. however, please continou next episode urgent......otherwise i will angry on u.



    PS take care naka
    #254
    0
  5. #253 PhoenixS_DragonS (@write_phynixs) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2552 / 13:42
    แง๊ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ  ลุงเอ็ดดี้ตายแล้วอ่า  โฮๆๆๆๆๆๆๆๆ


    รันกับเรเซียก็โดยนพาตัวไปด้วย  อึก  ม่ายยยยยยยยยยยยยยย


    จัดการเลย  ฟิลลี่   รุมมันให้สลบ  อัดมันให้เจอนรก  ชกมันให้ตาย  5555+


    ไปล่ะ  (สะใจแล้ว)  อืม โรมมี่   มาช่วยรันรัน เร็วๆหน่อยนะ  อิอิ
    #253
    0
  6. #252 rayka (@rayka) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2552 / 21:39
    ตอนใหม่ อ๊ากก มันๆๆ มีคนตายแล้ว หุๆ
    #252
    0
  7. #251 ต้อง&ตา (@tong_ta) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2552 / 09:55
    เล่นเอาน้ำตาซึมเลยนะพี่
    #251
    0
  8. #250 หนูนา (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2552 / 03:44
    รอติดตามผลงานของคุณอยู่นะ สนุกมากเลย
    #250
    0