มหาเวทย์จักรพรรดิ ภาคจอมราชันย์

ตอนที่ 35 : ราชินีเซพิโอล่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 570
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    28 ม.ค. 52

บทที่ 35  ราชินีเซพิโอล่า

 

อีกด้านหนึ่ง กลุ่มของมิคาเอลที่ได้รับคำสั่งให้มาประชุมร่วมกับพวกองครักษ์พิทักษ์แคว้น ขณะนี้กำลังนั่งคุยกับแฟรงก์ จีนัสและสก็อต ภายในร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองวอเตอร์ มูน

“เป็นอันว่าพวกเจ้าเข้าใจตามนี้นะ” มิคาเอลเอ่ยขึ้น หลังจากถ่ายทอดคำสั่งของท่านราฟให้ฟัง

“ครับ ท่านมิคาเอล พรุ่งนี้ ท่านนาธานจะเดินทางมาถึงที่นี่ ข้าจะคุยกับท่านนาธาน เพื่อขอให้นำเรื่องนี้เพิ่มเข้าไปในวาระการประชุมของพวกเรา ที่จะมีขึ้นในวันมะรืนนี้ โดยจะให้ท่านนาธานยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเป็นเรื่องแรก ไม่ทราบว่าพวกท่านเห็นด้วยไหมครับ” แฟรงก์ขอความเห็น

“เป็นความคิดที่ดี ว่าแต่นอกจากพวกเจ้าแล้ว ยังไม่มีองครักษ์คนไหนรู้เรื่องนี้ใช่ไหม” ราเฟลย้อนถาม

“ใช่ครับ ท่านราเฟล พวกเราเองก็เพิ่งจะทราบเรื่องนี้จากพวกท่านเช่นกัน” สก็อตตอบน้ำเสียงเคร่งขรึม

“พวกเจ้าคิดว่า หากองครักษ์คนอื่นทราบเรื่องนี้แล้ว จะมีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง” ซารีน่าถาม

“ข้าคิดว่า พวกเขาต้องไม่พอใจ แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า เราจะหาหลักฐานจากไหนมายืนยันให้พวกเขาได้เห็นถึงความเลวร้ายที่อสูรทำไว้กับชาวบ้านล่ะครับ”  จีนัสแสดงความกังวล  

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ท่านราฟได้สั่งให้ข้ากับซารีน่าเป็นคนจัดการกับเรื่องนี้” ดิพเทอเรียบอกให้สบายใจ ทำให้พวกแฟรงก์ยิ้มด้วยความโล่งใจ ทั้งหมดสนทนากันอีกครู่หนึ่ง พวกแฟรงก์ก็ขอตัวกลับ 

 เมื่อพวกแฟรงก์จากไปแล้ว มิคาเอลก็ชวนทุกคนไปเดินเที่ยวในเมือง โดยให้เหตุผลว่า เหลือไม่ถึงสามชั่วโมงก็จะค่ำแล้ว หากกลับไปที่พักตอนนี้ ก็จะต้องออกมาหาอาหารมื้อเย็นทานอีกรอบอยู่ดี ซึ่งทุกคนเห็นด้วย

กลุ่มมิคาเอลเดินทอดน่องดูสินค้าพื้นเมืองและของที่ระลึกที่วางขายอยู่เกลื่อนเมืองอย่างสบายอารมณ์ อากาศของเมืองนี้ค่อนข้างเย็น ลมหนาวพัดมากระทบร่างเบาๆ จนต้องห่อไหล่เข้าหากัน ชาวเมืองบางส่วนเริ่มสวมเสื้อกันหนาวบ้างแล้ว บางคนก็ใส่ผ้าพันคอหลากหลายสีสันดูเพลินตาไปอีกแบบ

เนื่องจากทั้งสี่คนมีบุคลิกและหน้าตาดี แม้จะใส่เสื้อผ้าเรียบง่ายธรรมดาๆ แต่ก็ดึงดูดสายตาของชาวเมืองและนักท่องเที่ยวให้หันมามองเป็นจุดเดียวกัน สาวๆ หลายคนส่งยิ้มให้มิคาเอลกับราเฟล แต่ทั้งคู่วางเฉย ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้  ผิดกับดิพเทอเรียและซารีน่าที่ทำหน้าไม่พอใจ เมื่อโดนวัยรุ่นชายกลุ่มใหญ่แซวด้วยคำพูดที่ไม่สุภาพพร้อมเป่าปากเสียงดัง จึงหันไปมองตาเขียว ขยับจะเข้าไปหา แต่มิคาเอลกับราเฟลดึงมือของทั้งคู่เอาไว้

“พวกเราไปดูของด้านโน้นกันดีกว่า” มิคาเอลบอกน้ำเสียงนุ่มนวล ดึงมือดิพเทอเรียให้เดินตามไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ซารีน่าออกอาการหงุดหงิดใส่ราเฟลอยู่ข้างหลัง

 “พวกเราก็รีบไปกันเถอะ” ราเฟลฉุดมือซารีน่าให้เดินตามไป แต่อีกฝ่ายขืนตัวเอาไว้ ถามเสียงห้วน

“ท่านราเฟลไม่ได้ยินคำพูดที่เด็กกลุ่มนั้นพูดหรือไง”

“ได้ยิน”

“ในเมื่อท่านได้ยิน แล้วทำไมจึงห้ามไม่ให้ข้าเข้าไปสั่งสอนเด็กพวกนั้น”

“ข้าไม่อยากให้พวกเจ้าไปทะเลาะกับเด็ก มันดูไม่งาม” 

 “ไม่งามตรงไหน ปล่อยข้านะ ข้าจะไปสั่งสอนพวกมันให้หลาบจำ ถ้าท่านไม่ปล่อยมือข้าล่ะก็”  ซารีน่าว่าเสียงห้วน พยายามแกะมือของราเฟลออก แต่ราเฟลจับไว้แน่นไม่ยอมปล่อย 

“ถ้าข้าไม่ปล่อย เจ้าจะทำอะไรข้างั้นเหรอ อย่าบอกนะว่าจะกระโดดกอดคอแล้วหอมแก้มข้าน่ะ”

“คนบ้า! ใครเขาจะไปทำอะไรทุเรศๆ แบบนั้น” ซารีน่าหน้าแดงก่ำ ยกมืออีกข้างขึ้นสูง

“อ๊ะๆๆ ครั้งก่อนที่เจ้านอนละเมอมากอดข้าซะจนหายใจไม่ออกน่ะ ข้ายังไม่ได้เอาคืนเลยนะ หากเจ้าทำร้ายร่างกายข้าล่ะก็ ข้าคงต้องเรียกค่าเสียหายคืนจากเจ้าเป็นเท่าตัว แต่ไม่เรียกคืนเป็นเงินหรอก เพราะข้าไม่รับเงินของผู้หญิง แต่จะเรียกคืนแบบเดียวกันกับที่เจ้าทำกับข้า จะลองไหมล่ะ”

“ท่าน!” ซารีน่าปากสั่นระริก มองราเฟลที่ลอยหน้าลอยตายั่วโมโหอย่างโกรธจัด ก่อนสะบัดหน้าหันไปมองทางอื่น ราเฟลอมยิ้ม มองซารีน่าที่หน้าหงิกอย่างชอบใจ

“เอาล่ะ ข้าว่าพวกเราไปหามิคาเอลกับดิพเทอเรียกันดีกว่า” พูดจบ ราเฟลก็จูงมือซารีน่าให้เดินตามหลังไป โดยไม่สนใจกับสายตาขุ่นเขียวของซารีน่าที่มองมาแม้แต่น้อย

บนท้องถนนเนืองแน่นไปด้วยชาวเมืองและนักท่องเที่ยวที่พากันออกมาจับจ่ายใช้สอยสินค้ากันอย่างคึกคัก ราเฟลจูงมือซารีน่า พาเดินแหวกฝูงชนเดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ เพื่อหามิคาเอลกับดิพเทอเรีย แต่ไม่เจอ เมื่อลองสอบถามชาวเมืองว่าเห็นชายหญิงหน้าตาดีคู่หนึ่งผ่านมาบ้างไหม ก็ได้รับคำตอบว่าให้ลองไปหาดูที่ท่าน้ำ ซึ่งเป็นจุดรับส่งผู้โดยสารจากฝั่งนี้ไปอีกฝั่งหนึ่ง จึงชวนกันเดินไปที่ท่าน้ำขนาดใหญ่ที่มองเห็นอยู่ไม่ไกล

ท่าน้ำที่ว่านี้เป็นจุดรับส่งผู้โดยสารที่สัญจรไปมาระหว่างสองฝั่งเมือง มีเรือโดยสารจอดลอยลำอยู่เป็นจำนวนมาก บางลำกำลังเคลื่อนตัวออกจากฝั่ง นอกจากนี้ยังมีกระเช้าลอยฟ้านับสิบอันกำลังเคลื่อนตัวจากฝั่งนี้ข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งเช่นกัน ในแต่ละวันจะมีผู้คนเดินทางข้ามแม่น้ำที่กั้นกลางฝั่งนี้กับฝั่งโน้นกันอย่างคับคั่ง สังเกตได้จากชาวเมืองและนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ยืนเข้าแถวซื้อตั๋วกันยาวเหยียด จนเจ้าหน้าที่ทำงานกันแทบไม่ทัน

ราเฟลพาซารีน่ามาเข้าคิวซื้อตั๋วโดยสารเพื่อนั่งเรือข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง ตอนแรกซารีน่าไม่ยอม แต่ราเฟลให้เหตุผลว่าบางทีมิคาเอลกับดิพเทอเรียอาจจะข้ามไปเที่ยวอีกฝั่งหนึ่งก็ได้ ซารีน่าจึงจำใจตกลง

ทั้งคู่โชคไม่ดีนัก เพราะเรือโดยสารที่ขึ้นมานั้น มีที่นั่งน้อยกว่าจำนวนคนที่โดยสารมา และผู้โดยสารส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง มีผู้ชายหลายคนมองซารีน่าอย่างพอใจ พยายามจะเดินเบียดเข้ามายืนใกล้ๆ ซารีน่าที่นั่งอยู่ชิดริมด้านใน ซึ่งซารีน่าก็ขยับตัวอย่างอึดอัด พลางส่งสายตาให้ราเฟลที่ยืนห่างออกไป

ราเฟลเดินเบียดผู้คนเข้ามาหาซารีน่าที่นั่งทำหน้าปั้นยาก ฉุดมือซารีน่าให้ลุกขึ้นยืน จากนั้นตัวเองก็นั่งแทนที่ซารีน่า แล้วดึงซารีน่าให้นั่งลงบนตักของตัวเอง ใช้มือโอบเอวซารีน่าเอาไว้ แสดงความเป็นเจ้าของอย่างเต็มที่ ทำให้ผู้ชายสามสี่คนที่พยายามจะเข้ามายืนเบียดซารีน่าขยับถอยห่างออกไป

ซารีน่าหน้าแดงก่ำ ไม่คิดว่าราเฟลจะทำแบบนี้ อยากจะหันไปต่อว่า แต่ติดตรงที่มีสายตานับสิบคู่ของผู้โดยสารคนอื่นๆ มองอยู่อย่างล้อเลียน จึงนั่งตัวแข็งไม่กล้าขยับตัว คนบ้า! ฉวยโอกาสดีนัก ให้ถึงฝั่งโน้นก่อนเถอะ จะซัดให้น่วม ซารีน่าต่อว่าราเฟลอยู่ในใจ ทั้งอายทั้งโกรธ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก

“นี่ ข้าว่าเจ้าผอมไปนะ ดูสิ เอวเล็กนิดเดียวเอง” ราเฟลกระซิบข้างหูเบาๆ

“ข้าจะเอวเล็กเอวใหญ่ก็ไม่เกี่ยวกับท่าน หนอย! กอดคนอื่นเขาแล้ว ยังมีหน้ามาพูดแบบนี้อีก” ซารีน่าพูดเสียงลอดไรฟัน หันมามองราเฟลตาเขียว อีกฝ่ายหัวเราะชอบใจเบาๆ พูดน้ำเสียงร่าเริง

“เกี่ยวสิ อย่าลืมนะว่าข้ายังไม่ได้เรียกค่าเสียหายคืนจากเจ้าเลย นี่แค่ดอกเบี้ยเท่านั้น ยังเหลือต้นอีกบานตะไท ไว้ให้เสร็จสงครามก่อนเถอะ ข้าจะบำรุงเจ้าให้อ้วนท้วนเลยเชียว เวลากอดจะได้อุ่นๆ” ราเฟลเอาคางเกยบนไหล่ของซารีน่า มีผลให้ซารีน่าตัวชาวาบไปทั้งร่าง ขยับแขนจะกระทุ้งศอกใส่ แต่ราเฟลดักคออย่างรู้ทัน

“อ๊ะ อย่าเชียวนะ ข้าบ้ากว่าที่เจ้าคิดไว้เยอะ ถ้าไม่เชื่อก็ลองทำร้ายข้าดูสิ รับรองว่าคนบนเรือได้เห็นฉากรักหวานๆ ระหว่างเจ้ากับข้าแน่นอน” ราเฟลยักคิ้วให้ แววตาบอกว่าเอาจริง

 ซารีน่าหน้าแดงจัด  ราเฟลยิ้มด้วยความชอบใจ มองซารีน่าด้วยแววตาอ่อนโยน พูดน้ำเสียงนุ่มนวล

“เจ้าลองมองออกไปข้างนอกก่อนสิ เห็นไหมว่าพระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้ว”

ซารีน่ามองออกไปนอกหน้าต่าง พระอาทิตย์ยามเย็นกำลังเคลื่อนตัวลงต่ำ สะท้อนเงาสีส้มอมแดงลงบนผิวน้ำเป็นมันเลื่อมระยิบระยับ ได้ยินเสียงราเฟลกระซิบข้างหูเบาๆ

“ข้าว่าเราหยุดทะเลาะกันก่อนเถอะ ไว้ให้ถึงอีกฝั่งหนึ่งก่อน แล้วค่อยมาทะเลาะกันต่อ ดีไหม”

ซารีน่าถอนหายใจ พยักหน้าเห็นด้วย ราเฟลยิ้มบางๆ กระชับวงแขนแน่นขึ้น ซารีน่าหันมาค้อนใส่ แต่ไม่ได้ว่าอะไร หันกลับไปมองสองข้างทางอย่างเงียบๆ โดยไม่พูดอะไรออกมาอีก

ยี่สิบนาทีต่อมา ทั้งคู่ก็มาถึงอีกฝั่งหนึ่ง แสงไฟหลากหลายสีสันจากตะเกียงที่ชาวเมืองจุดขึ้นสว่างไสวไปทั่วเมือง มีนักท่องเที่ยวเดินเตร็ดเตร่บนท้องถนนเป็นจำนวนมาก บรรยากาศทั่วไปดูคึกคัก

ราเฟลยังคงจับมือซารีน่าเอาไว้ไม่ยอมปล่อย โดยอ้างว่า ฝั่งนี้มีคนเยอะ เกรงว่าจะพลัดหลงกัน ไว้ให้กลับถึงที่พักก่อนแล้วค่อยปล่อย ทำให้ซารีน่าหน้าหงิก รู้ดีว่าเถียงไปก็ไม่ชนะ จึงยอมให้ราเฟลจูงมือไปแต่โดยดี ทั้งคู่เดินตามหามิคาเอลกับดิพเทอเรียอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง ก็พบทั้งสองคนยืนดูของที่ระลึกในร้านแห่งหนึ่ง

“อ้าว! พวกเจ้าตามหาพวกเราเจอด้วยหรือเนี่ย” มิคาเอลทักด้วยความแปลกใจ

“ก็เกือบจะไม่เจอเหมือนกัน ดีว่าเจอลุงคนหนึ่งบอกว่าให้ลองข้ามมาฝั่งนี้ เผื่อจะเจอ” ราเฟลตอบ

ดิพเทอเรียที่กำลังยืนดูหมวกใบจิ๋วอย่างสนใจ เงยหน้าขึ้นมองทั้งคู่ เมื่อเห็นราเฟลจับมือซารีน่าก็อมยิ้ม  ซารีน่ารีบสั่นหัวปฏิเสธทำนองว่าไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิดนะ พร้อมกับพยายามแกะมือของราเฟลออกแต่ไม่เป็นผล เพราะราเฟลจับไว้แน่นพร้อมทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้  ทำให้ซารีน่าหน้าแดง พูดอะไรไม่ออก

“นี่ก็ค่ำแล้ว ข้าว่าพวกเราไปหาอะไรทานกันดีกว่า จะได้กลับที่พักกัน” มิคาเอลชวน

สิบห้านาทีต่อมา ทุกคนก็นั่งรับประทานอาหารในร้านแห่งหนึ่ง เมื่อทานอาหารเสร็จแล้ว มิคาเอลได้ใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเองพาทุกคนกลับที่พัก โดยให้เหตุผลว่า วันนี้เหนื่อยกับการเดินทั้งวันแล้ว หากจะให้ไปนั่งเรือหรือขึ้นกระเช้าลอยฟ้า ที่มีผู้โดยสารเบียดกันเยอะมาก เกรงว่าจะไม่ไหวกัน  ซึ่งทุกคนก็เข้าใจเป็นอย่างดี

หลังส่งสองสาวเข้าห้องพัก มิคาเอลกับราเฟลก็กลับห้องพักของตัวเอง ราเฟลเดินฮัมเพลงเปิดประตูห้อง ก้าวขึ้นไปนั่งเอนหลังลงบนที่นอนอย่างสบายใจ

“ท่าทางเจ้าจะอารมณ์ดีนะเนี่ย” มิคาเอลทักขึ้นมา

“ก็นิดหน่อย ว่าแต่เจ้าเถอะ เป็นไงบ้าง”

“ก็ไม่เป็นไงนี่”  มิคาเอลตอบยิ้มๆ แววตาอ่อนโยนลง ราเฟลมองอย่างสงสัย เอ เจ้ามิคาเอลยิ้มแบบนี้ แสดงว่าต้องมีอะไรแน่ๆ ขยับปากจะถามต่อ แต่มิคาเอลกลับลุกขึ้นเดินหนีเข้าห้องน้ำไปซะดื้อๆ

“อ้าว หนีเข้าห้องน้ำเฉยเลย” ราเฟลส่ายหัวเบาๆ ล้มตัวลงนอนฮัมเพลงอย่างมีความสุข ผิดกับซารีน่าที่ตอนนี้นั่งหน้ามุ่ยอยู่ในห้องพักของตัวเอง จนดิพเทอเรียที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำมองอย่างสงสัยอดถามไม่ได้

“เป็นอะไรของเจ้าน่ะ ซารีน่า หน้ามุ่ยเชียว”

“เปล่านี่ ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”

“ไม่ได้เป็นอะไร แล้วทำไมต้องทำหน้าหงิกด้วย เอ หรือว่าจะเกี่ยวกับท่านราเฟล”

“ท่านราเฟลมาเกี่ยวอะไรด้วย” ซารีน่าต่อว่าเสียงดัง แต่หน้าแดงระเรื่อ อดนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเรือโดยสารไม่ได้ ถึงจะไม่ชอบใจที่ท่านราเฟลถือวิสาสะ แต่ก็ไม่เข้าใจตัวเองเช่นกัน ว่าทำไมจึงไม่ได้รู้สึกรังเกียจแม้แต่น้อย หากเป็นผู้ชายคนอื่นมาทำแบบนี้ ซารีน่ามั่นใจว่าตัวเองต้องไม่ยอมแน่ บ้าจริง! นี่ข้าเป็นอะไรไปนะ

“ไม่เกี่ยวก็ไม่เกี่ยวสิ ทำไมต้องหน้าแดงด้วยล่ะ อยากรู้จังว่าช่วงที่เราแยกกันนั้น เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า” ดิพเทอเรียหัวเราะเบาๆ มองซารีน่าที่หน้าแดงก่ำอย่างล้อเลียน อืม..สงสัยปีศาจคงเสียดุลให้เทพซะแล้วมั้งเนี่ย

“เจ้าหัวเราะอะไร ทีเจ้าหายไปกับท่านมิคาเอลตั้งนานสองนาน ข้ายังไม่ถามสักคำว่าหายไปไหนมา”

 “แน้ พาลซะด้วย ข้าก็เดินดูของตามร้านต่างๆ น่ะสิ ฮ๊าว...ง่วงชะมัด ไปนอนดีกว่า” ดิพเทอเรียตัดบท เดินขึ้นไปนั่งบนเตียง คลี่ผ้าห่มออกมาล้มตัวลงนอน  ซารีน่าทำหน้าขัดใจ ลุกขึ้นเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ สิบห้านาทีต่อมา ซารีน่าก็ขึ้นมาล้มตัวลงนอนหันหลังให้ดิพเทอเรีย ครู่หนึ่งซารีน่าก็หลับสนิท

 ดิพเทอเรียเหลียวกลับมามองซารีน่า ก่อนหันกลับมา อดนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อตอนเย็นไม่ได้

“ท่านมิคาเอล ปล่อยข้านะ”  ดิพเทอเรียโวยวาย พยายามแกะมือของมิคาเอลออกจากมือของตัวเอง

“ให้ข้าปล่อยเจ้า เพื่อให้ไปทะเลาะกับเด็กพวกนั้นน่ะเหรอ” มิคาเอลหันมาถาม 

“ใครบอกว่าข้าจะไปทะเลาะ ข้าจะไปสั่งสอนพวกมันให้หลาบจำต่างหาก” ดิพเทอเรียบอกเสียงห้วน ขืนตัวเอาไว้ ไม่ยอมเดินตามมิคาเอลไป ผู้คนบนท้องถนนเริ่มหันมามองทั้งคู่เป็นจุดเดียวกัน ดิพเทอเรียได้ที รีบขู่

“หากท่านไม่ปล่อยข้าล่ะก็ ข้าจะร้องตะโกนให้คนช่วย บอกว่าท่านรังแกข้า อุ้ย” ดิพเทอเรียอุทานด้วยความตกใจ เมื่อมิคาเอลช้อนร่างของดิพเทอเรียขึ้นมาในวงแขน หันไปยิ้มให้กับกลุ่มคนที่กำลังมองทั้งคู่อยู่

“ไม่มีอะไรครับ พอดีคนรักของข้า ขี้งอนไปหน่อย ขอตัวก่อนนะครับ” พูดจบ มิคาเอลก็เดินออกมาจากบริเวณนั้นทันที  ดิพเทอเรียใช้มือทุบอกมิคาเอลพร้อมกับดิ้นฮึดฮัดไปมา

“ท่านมิคาเอล ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้นะ”

“ปล่อยน่ะปล่อยแน่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้” มิคาเอลก้มมองดิพเทอเรียอย่างขำๆ ฤทธิ์มากเหมือนกันนะเนี่ย

มิคาเอลอุ้มดิพเทอเรียพาเดินตรงไปที่ท่าน้ำ ซึ่งเป็นจุดรับส่งผู้โดยสารเพื่อข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวหลายคนมองทั้งคู่ด้วยความสนใจ บ้างก็อมยิ้ม บ้างก็พูดคุยกระซิบกันเบาๆ ดิพเทอเรียหน้าแดงก่ำ ไม่กล้าเงยหน้ามองใคร ได้แต่ซุกหน้ากับอกของมิคาเอล ซึ่งอีกฝ่ายก็อมยิ้ม แต่ไม่พูดอะไรออกมา

“เอาล่ะ ถึงแล้ว” มิคาเอลปล่อยดิพเทอเรียให้ยืนบนพื้น

“ท่านพาข้ามาที่นี่ทำไมคะ” ดิพเทอเรียสงสัย มิคาเอลชี้ให้ดิพเทอเรียดูกระเช้าลอยฟ้านับสิบอันที่อยู่เหนือศีรษะขึ้นไปเกือบสิบเมตร ดิพเทอเรียเข้าใจทันทีว่า มิคาเอลจะให้นั่งกระเช้าลอยฟ้าข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง

“แล้วท่านราเฟลกับซารีน่าล่ะคะ”

“ไม่ต้องห่วงหรอก ข้าคิดว่าพวกเขาหาพวกเราเจอแน่ ไปกันเถอะ”

สิบนาทีต่อมา มิคาเอลกับดิพเทอเรียก็เข้ามายืนในกระเช้าหมายเลขเก้า ซึ่งมีผู้โดยสารค่อนข้างหนาตา ทั้งคู่ยืนชิดขอบกระเช้า หันหน้าออกไปด้านนอก พระอาทิตย์ยามเย็นสีส้มอมแดงกำลังเคลื่อนตัวลงต่ำ เมื่อมองลงไปด้านล่าง จะเห็นบ้านเรือนของชาวเมืองเป็นจุดเล็กๆ  อากาศยามเย็นค่อนข้างดี มีลมพัดผ่านมาเป็นระยะ

“เป็นไง รู้สึกดีขึ้นหรือยัง” มิคาเอลหันมามองดิพเทอเรียที่ยืนอยู่ข้างกัน 

“ขอบคุณท่านมิคาเอลมากค่ะ ที่ทำให้ข้ารู้สึกดีขึ้น” ดิพเทอเรียพูดเสียงเบา ก้มหน้ามองพื้น เข้าใจแล้วว่าทำไมท่านมิคาเอลจึงพามาขึ้นกระเช้าลอยฟ้า ก็เพราะต้องการให้ตัวเองใจเย็นลงนั่นเอง

มิคาเอลอมยิ้ม มองดิพเทอเรียที่ยืนก้มหน้าด้วยแววตาอ่อนโยน พูดน้ำเสียงนุ่มนวล

“ไม่เป็นไร แต่อดแปลกใจไม่ได้ว่าคนใจเย็นแบบเจ้า ไม่น่าจะถือสาคำพูดของเด็กพวกนั้น ถ้าเป็นซารีน่าก็ว่าไปอย่าง เพราะรายนั้นน่ะ ใจร้อน” 

 “ก็มันน่าโมโหนี่คะ เป็นเด็กเป็นเล็กแท้ๆ มาพูดจาแทะโลมผู้ใหญ่ได้ไง” ดิพเทอเรียหน้างอ พูดอย่างหงุดหงิด  มิคาเอลอมยิ้ม ไม่แปลกหรอกที่เด็กพวกนั้นจะพูดจาแทะโลม ก็สวยและน่ารักแบบนี้ แถมยังตัวเล็กนิดเดียว ใครที่ไหนเขาจะเชื่อล่ะว่าอายุปาเข้าไปร้อยกว่าปีแล้ว

“ท่านมิคาเอลยิ้มทำไมคะ ข้าไม่ใช่ตัวตลกสักหน่อย” 

เมื่อเห็นมิคาเอลไม่ตอบคำถาม แต่กลับหัวเราะเบาๆ พร้อมกับหันหน้ามองออกไปด้านนอก ดิพเทอเรียก็ทำหน้าขัดใจ กระตุกแขนเสื้อมิคาเอลเบาๆ อีกฝ่ายจึงหันมามอง 

“ท่านมิคาเอลยังไม่ตอบคำถามของข้าเลยนะคะว่ายิ้มทำไม”

“ข้ากำลังคิดว่า จะตอบคำถามยังไงดี จึงจะทำให้เจ้าพอใจ”

“ท่านมิคาเอลพูดแบบนี้ ก็หมายความว่าข้ากำลังพาลเหมือนเด็ก ใช่ไหมคะ”

“เจ้าพูดเองนะ” มิคาเอลพูดปนหัวเราะ ทำให้ดิพเทอเรียมองอย่างหมั่นไส้ ยกมือทุบไหล่อีกฝ่ายเสียงดังปึกด้วยความลืมตัว  มิคาเอลทำตาโต หันมาคว้าข้อมือของดิพเทอเรียเอาไว้

“ท่านมิคาเอล ปล่อยนะ”

“แน่ะๆ ทำผิดแล้วยังโวยวายอีก ข้าอยู่ของข้าเฉยๆ แต่เจ้ากลับมาทุบไหล่ข้าเล่นซะงั้น เกิดข้าบาดเจ็บขึ้นมา เจ้าจะรับผิดชอบยังไง ไหนลองบอกมาหน่อยซิ” มิคาเอลถาม ดวงตาฉายแววขบขัน

“ท่านจะบาดเจ็บได้ยังไง ในเมื่อข้าไม่ได้ทุบท่านแรงสักหน่อย แค่ทุบเบาๆ เท่านั้นเอง”

“โอ้โห! พูดจาไม่รับผิดชอบเลยนะเนี่ย เจ้าทุบเบาๆ ก็จริง แต่ใช่ว่าข้าจะไม่เจ็บนี่นา”

“เจ็บตรงไหน ไม่เห็นมีสักหน่อย” ดิพเทอเรียเถียงอย่างไม่ยอมแพ้ ก่อนอุทานเบาๆ เมื่อมิคาเอลดึงร่างให้เข้ามาใกล้ ใช้มือข้างหนึ่งโอบเอวเอาไว้ พร้อมกับก้มหน้าลงมาใกล้จนดิพเทอเรียรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดใบหน้า

“เถียงเก่งเหมือนเด็กเลยนะ เจ้าไม่รู้หรือไงว่า เจ้าทุบข้าเบาๆ ก็จริง แต่แรงสะเทือนมันส่งมาถึงตรงนี้ จนเจ็บจี๊ดๆ ไปหมดแล้ว”  มิคาเอลจับมือของดิพเทอเรียมาวางไว้ที่หน้าอกข้างซ้ายของตัวเอง ดวงตาคมปลาบมองดิพเทอเรียด้วยแววตาอ่อนโยน มีผลให้อีกฝ่ายหน้าแดงก่ำ ยืนตัวแข็งทื่อ พูดอะไรไม่ออก

ดิพเทอเรียผุดลุกขึ้นนั่ง หันไปมองหน้าต่างที่เปิดผ้าม่านทิ้งเอาไว้ ภาพของโรซาร์เนียร์แวบผ่านเข้ามาในห้วงความคิด ก่อนจะจางหายไปกลายเป็นภาพของใครอีกคนหนึ่งเข้ามาแทนที่ ทำให้ใจเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว

ดิพเทอเรียซบหน้าลงบนฝ่ามือของตัวเอง เพราะอะไรกันนะ ทั้งๆ ที่ในใจข้ามีท่านโรซาร์เนียร์อยู่แท้ๆ แต่ทำไมตอนนี้ภาพของท่านโรซาร์เนียร์จึงได้เลือนรางลงไปทุกที  คืนนั้นกว่าดิพเทอเรียจะข่มตาให้หลับลงได้ ก็นอนกระสับกระส่ายพลิกตัวไปมาตลอดทั้งคืนจนเกือบค่อนรุ่ง จึงผล็อยหลับไป

                                           ********************************************************

อีกด้านหนึ่ง หลังจากให้ครีซอลไปตามตัวผู้เฒ่ากีรอนที่ทะเลพฤกษาให้มาพบโดยด่วน เย็นวันเดียวกัน  ครีซอลพร้อมด้วยจอมอสูรโรติเฟอร์ ราชินีเซพิโอล่า เชียร่าและผู้เฒ่ากีรอนก็เดินทางมาถึง

เมื่อรับฟังเรื่องราวจากอาร์ทีเมียเป็นที่เรียบร้อย ผู้เฒ่ากีรอนก็ขอตัวไปที่ห้องตรวจโรค เพื่อฟังคำรายงานของแพทย์อสูร รวมทั้งตรวจสอบร่างกายของทหารอสูรที่ล้มป่วยเพื่อหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร

ผู้เฒ่ากีรอนขลุกตัวอยู่ที่ห้องตรวจโรคตั้งแต่ตอนเย็นจนกระทั่งผ่านไปสี่ชั่วโมง จึงเดินออกมาจากห้องตรวจโรคด้วยสีหน้าเคร่งขรึมอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นได้เข้าไปหาจอมอสูรโรติเฟอร์ที่ห้องพัก เพื่อรายงานผลให้ทราบ โดยมีราชินีเซพิโอล่า อาร์ทีเมียและเชียร่า เข้าร่วมรับฟังด้วย 

“จากการตรวจสอบของข้า พบว่าแม้ทหารทุกคนที่ล้มป่วยจะมีอาการแตกต่างกันออกไป แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ ทุกคนมีพลังชีวิตลดน้อยลง ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ พลังชีวิตก็ยิ่งน้อยลงไปเรื่อยๆ ราวกับว่าโดนสูบพลังชีวิตออกไปจากร่างอย่างช้าๆ เมื่อข้าลองสุ่มตรวจร่างกายทหารที่ยังไม่ได้ล้มป่วย ก็พบว่าหลายคนเริ่มมีพลังชีวิตลดลงเช่นกัน เพียงแต่ว่ายังไม่แสดงอาการเจ็บป่วยออกมาให้เห็นเท่านั้นเอง”

“แปลกมาก มันเป็นไปได้ยังไงกัน จะว่าโดนวางยาก็ไม่น่าจะใช่” อาร์ทีเมียขมวดคิ้วเข้าหากัน

“นั่นสิ ข้าเองก็คลุกคลีกับพิษมาเกือบชั่วชีวิต ก็ยังไม่เคยได้ยินว่ามีพิษตัวใดสามารถบั่นทอนพลังชีวิตของผู้คนให้ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ แบบนี้มาก่อน” ราชินีเซพิโอล่าเอ่ยน้ำเสียงเคร่งขรึม

“มันไม่ใช่พิษหรอกครับ แต่มันเป็นมนต์ต่างหาก มนต์โบราณที่หายสาบสูญไปนานนับร้อยปี”

ทุกคนมีสีหน้าประหลาดใจ มองผู้เฒ่ากีรอนเป็นจุดเดียวกัน ผู้เฒ่ากีรอนพยักหน้า พูดเนิบๆ

“ท่านโรติเฟอร์ครับ ตอนที่ท่านบุกไปทำลายเผ่าพันธุ์แมงมุมสีทองนั้น ท่านบอกว่าได้ฆ่าพวกมันจนหมดสิ้น ไม่มีใครหนีหลุดรอดไปได้แม้แต่คนเดียว ใช่ไหมครับ”

“ใช่ เอ๊ะ! เจ้าพูดแบบนี้ หมายความว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับพวกแมงมุมสีทองงั้นเหรอ”

“ถูกต้องแล้วครับ พวกแมงมุมสีทองมีมนต์โบราณแขนงหนึ่งที่น่ากลัวมาก ข้าคิดว่าพวกท่านน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะมนต์ที่ว่านั่นก็คือสายใยพิศวง มนต์นี้ไม่เพียงแต่สามารถทำลายศัตรูได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วเท่านั้น แต่มันยังสามารถกำหนดเป้าหมาย เวลาและเงื่อนไข สำหรับเล่นงานศัตรูได้อีกด้วย”

“แต่การจะทำแบบนี้ได้ ผู้ใช้มนต์จะต้องพาตัวเองเข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่ต้องการซะก่อน จากนั้นจึงร่ายมนต์ออกมาโดยจะต้องระบุเป้าหมาย ระยะเวลาและเงื่อนไขให้ชัดเจน เพื่อเล่นงานศัตรูให้พินาศย่อยยับ”

“ท่านกำลังจะบอกว่า ที่ทหารของพวกเราล้มป่วยลงในครั้งนี้ เป็นเพราะโดนมนต์สายใยพิศวงเล่นงานงั้นเหรอ” อาร์ทีเมียถามน้ำเสียงเคร่งเครียด  ผู้เฒ่ากีรอนพยักหน้าแทนคำตอบ ทำให้ในห้องเงียบไปชั่วขณะ

“แสดงว่าร้อยห้าสิบปีก่อน มีแมงมุมสีทองบางคนหนีรอดจากการล่าของท่านไปได้ และตอนนี้มันก็แฝงตัวเข้ามาอยู่ที่นี่ เพื่อเล่นงานพวกเรา” ราชินีเซพิโอล่าหันมามองจอมอสูรโรติเฟอร์ มีผลให้อีกฝ่ายนิ่งเงียบ นึกทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อร้อยห้าสิบปีก่อน ผ่านไปครู่หนึ่ง จึงพูดขึ้นมาน้ำเสียงเย็นเยียบ

“ข้ารู้แล้วว่า แมงมุมสีทองที่หนีรอดจากเงื้อมมือข้าไปได้ในครั้งนั้นคือใคร หึหึหึ ไม่อยากเชื่อเลยว่าเด็กเมื่อวานซืนอย่างมัน จะยังมีชีวิตอยู่อีก น่าภูมิใจแทนพ่อแม่ของมันจริงๆ ที่ลูกของพวกมันอึดเหลือเชื่อ”

“ท่านพ่อหมายถึง ลูกชายของราชาแมงมุมชาร์ลอต ใช่ไหมครับ”

“ใช่ ครั้งนั้นพ่อแม่ของมันสละชีวิตของตนเองเพื่อปกป้องมัน ทำให้มันหนีรอดไปได้ ไม่คิดเลยว่ามันจะอายุยืนแบบนี้ ในเมื่อมันรนมาหาที่ตายถึงที่นี่  ข้าก็จะสงเคราะห์ให้มันได้ตายสมใจ คราวนี้ ข้าจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนยื่นมือเข้ามาแส่อีกเป็นอันขาด หึหึหึ ข้าจะทรมานมันให้ถึงที่สุด จากนั้นค่อยถลกหนังหัวแล้วสูบกินเลือดเนื้อและวิญญาณของมันไม่ให้เหลือแม้แต่ซาก” จอมอสูรโรติเฟอร์พูดเสียงเหี้ยม ดวงตาเปล่งประกายวาววับ

“ท่านไม่มีทางได้ทำอย่างที่พูดหรอกค่ะ ถ้าตราบใดที่พวกเรายังไม่รู้ว่าใครคือทายาทของชาร์ลอต”

คำพูดของเซพิโอล่า ทำให้จอมอสูรโรติเฟอร์ชะงักอึ้งไปครู่หนึ่ง จริงด้วย ถ้าข้าไม่รู้ว่าใครคือทายาทของชาร์ลอต แล้วข้าจะไปจับตัวมันมาทรมานได้ยังไงกันเนี่ย

“ท่านแม่ครับ ข้าคิดว่าลูกชายของชาร์ลอตน่าจะอยู่ในกลุ่มของพวกปีศาจ ที่มาพักกับพวกเราที่นี่”

“แม่ก็คิดแบบนั้นเช่นกัน แต่แม่ยังไม่ได้เจอพวกมัน จึงไม่สามารถตอบได้ว่า ใครในกลุ่มนั้น น่าจะเป็นทายาทของชาร์ลอตมากที่สุด”

“แบบนี้ดีไหมครับท่านแม่ พรุ่งนี้ ข้าจะให้ทหารไปเชิญพวกนั้นให้มาพบท่านแม่ที่นี่”

“ดีเหมือนกัน ว่าแต่ท่านกีรอน ท่านไม่รู้วิธียับยั้งการทำงานของมนต์สายใยพิศวงบ้างเลยหรือ”

“ไม่มีครับ วิธีแก้มนต์นี้ก็คือบังคับให้ผู้ใช้มนต์ถอนมนต์ให้ หรือไม่ก็ฆ่าผู้ใช้มนต์ทิ้งซะ”

“งั้นเหรอ ไม่เป็นไร ข้าคิดว่าพวกเราคงใช้เวลาในการสืบหาคนใช้มนต์นี้ไม่นานหรอก ระหว่างนี้ รบกวนท่านช่วยรักษาทหารที่ล้มป่วยไปตามอาการก็แล้วกัน หากใครมีพลังชีวิตเหลือไม่ถึงครึ่ง ก็ให้ทหารระดับสูงจัดการสูบพลังชีวิตของมันให้หมดและทำลายร่างทิ้งซะ คนไม่มีประโยชน์เก็บไว้ก็เกะกะเปล่าๆ”

 “ครับ ท่านราชินี”

ทั้งหมดพูดคุยกันอีกประมาณห้านาที จากนั้นการสนทนาก็ยุติ ทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับห้องพักของตัวเอง  ราชินีเซพิโอล่าไม่ได้พักห้องเดียวกับจอมอสูร ที่พักของนางอยู่ชั้นบนสุดของปราสาท  ขณะที่เซพิโอล่ากำลังเดินกลับห้องพักนั้น ระหว่างทางก็เจอมิวเคอร์กับอัลบูโกยืนรออยู่ตรงทางขึ้นบันได

“อ้าว! พวกเจ้านั่นเอง มีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาดักรอพบข้าอยู่ตรงนี้”

“พวกเรามีเรื่องอยากจะขอคำปรึกษาจากท่านราชินีครับ” มิวเคอร์บอกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“ดูท่าทางคงจะเป็นเรื่องใหญ่สินะ งั้นเราไปนั่งคุยตรงโน้นเถอะ” เซพิโอล่ายิ้มให้ เดินนำแม่ทัพสองคนไปที่ห้องหนังสือ เปิดประตูเดินตรงไปที่ชุดรับแขกที่อยู่ตรงมุมห้อง เมื่อนั่งลงเรียบร้อยแล้ว เซพิโอล่าก็เอ่ยขึ้น

“พวกเจ้าจะขอคำปรึกษาจากข้าเรื่องอะไรงั้นหรือ”

“เรื่องของท่านอาร์ทีเมียครับ” อัลบูโกบอก จากนั้นมิวเคอร์และอัลบูโกได้เล่าให้เซพิโอล่าฟังถึงเรื่องที่อาร์ทีเมียได้มอบหมายให้พวกเดอร์แรมไปนำตัวลูกสาวของราชาปีศาจมาที่นี่ ซึ่งทั้งคู่ไม่สบายใจที่อาร์ทีเมียทำแบบนี้ เพราะเกรงว่าอาจก่อให้เกิดปัญหาและส่งผลกระทบต่องานใหญ่ของอสูรในภายหลัง

“ข้าขอดูหน้าเด็กสาวคนนั้นหน่อยสิ”

มิวเคอร์แบมือออกมา ปรากฏควันพวยพุ่งออกมาจากฝ่ามือก่อตัวเป็นรูปใบหน้าของรัน ราชินีเซพิโอล่ามองภาพรันด้วยความสนใจ หน้าตาน่ารักไม่เบานี่นา แม้ตอนนี้ลูกชายข้าจะยังไม่ได้ชอบเด็กคนนี้ก็เถอะ แต่หากปล่อยไว้แบบนี้ก็คงไม่ดีแน่

“ขอบใจพวกเจ้ามากที่เล่าเรื่องนี้ให้ข้าฟัง ข้าเองก็เห็นด้วยเช่นกันว่า เด็กสาวคนนี้อาจสร้างปัญหาให้พวกเราในภายหลัง ว่าแต่ท่านโรติเฟอร์รู้เรื่องนี้หรือยัง”

“ท่านโรติเฟอร์ยังไม่ทราบเรื่องนี้ครับ” อัลบูโกบอก  ราชินีเซพิโอล่าพยักหน้ารับรู้ พูดเนิบๆ

“พวกเจ้าไม่ต้องไปรายงานเรื่องนี้ให้ท่านโรติเฟอร์รู้หรอก ข้าจะจัดการเรื่องนี้ให้เอง”

“ขอบคุณท่านราชินีมากครับ” มิวเคอร์กับอัลบูโกยิ้มด้วยความดีใจ

“ไม่เป็นไร นี่ก็ดึกมากแล้ว พวกเจ้าไปพักผ่อนเถอะ”

“ครับ ท่านราชินี”  มิวเคอร์และอัลบูโกทำความเคารพราชินีเซพิโอล่าพร้อมกัน หมุนตัวเดินจากไป ราชินีเซพิโอล่ามองตามหลังไปก่อนยิ้มออกมา ลูกสาวของราชินีแห่งเทพผู้งดงามคนนั้นน่ะเหรอ งานนี้สนุกแน่  

                                                   **************************************************************

วันรุ่งขึ้น อาร์ทีเมียสั่งทินเซลให้ไปแจ้งพวกปีศาจว่า เที่ยงนี้ขอเชิญแม่ทัพปีศาจและขุนพลปีศาจทุกคน เข้าร่วมรับประทานอาหารร่วมกันกับอาร์ทีเมียที่ห้องรับรองพิเศษ โดยให้บอกว่าอาร์ทีเมียมีเรื่องจะปรึกษาหารือด้วย คล้อยหลังทินเซลไม่ถึงสิบนาที  ราชินีเซพิโอล่าก็เข้ามาหาอาร์ทีเมียในห้องพัก

“อ้าว ท่านแม่ แวะมาหาข้าแต่เช้าเชียว ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรหรือเปล่าครับ” อาร์ทีเมียทักด้วยรอยยิ้ม

“แหม เจ้าทักทายกันแบบนี้ แม่ก็น้อยใจแย่” ราชินีเซพิโอล่าตัดพ้อไม่จริงจังนัก อาร์ทีเมียหัวเราะเบาๆ เดินเข้ามากอดเอวประจบผู้เป็นแม่  ราชินีเซพิโอล่าค้อนให้อย่างหมั่นไส้

“เจ้าให้คนไปแจ้งพวกปีศาจหรือยังว่า แม่เชิญให้มาทานอาหารเที่ยงร่วมกัน”

“เรียบร้อยแล้วครับ แต่ข้าไม่ได้บอกว่าท่านแม่ต้องการพบ บอกแค่ว่าข้ามีธุระจะปรึกษาหารือด้วย”

ราชินีเซพิโอล่าพยักหน้ารับรู้ กวาดสายตามองไปรอบห้อง จนมาสะดุดกับภาพวาดของรันที่อาร์ทีเมียติดไว้บนผนัง จึงเดินเข้าไปดูด้วยความสนใจ  อาร์ทีเมียเดินตามมาหยุดอยู่ด้านหลัง แต่ไม่พูดอะไร

“เด็กสาวคนนี้ หน้าตาน่ารักดีนี่ ใครกันเหรอ” ราชินีเซพิโอล่าถามโดยที่ไม่ได้หันหน้ามามอง

“ลูกสาวของราชาปีศาจครับ ท่านแม่” อาร์ทีเมียตอบเสียงเรียบ ราชินีเซพิโอล่าหันกลับมายิ้มให้

“งั้นเหรอ ดูท่าทางเจ้าคงจะสนใจเด็กสาวคนนี้มากทีเดียว ไม่อย่างนั้นคงไม่เอาภาพของเขามาติดไว้ในห้องนอนของตัวเองแบบนี้หรอก จริงไหม”  ราชินีเซพิโอล่าพูดน้ำเสียงเรื่อยๆ สบายๆ  แต่แววตาฉายความไม่พอใจออกมา แม้จะเพียงแค่แวบเดียวเท่านั้น แต่อาร์ทีเมียก็สังเกตเห็น รีบพูดขึ้นมา

“ท่านแม่ครับ ข้ายอมรับว่าสนใจเด็กสาวคนนี้จริง แต่..ข้าสนในฐานะที่เขาเป็นลูกสาวของราชาปีศาจ ซึ่งเป็นศัตรูของพวกเราเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรแอบแฝงอย่างที่ท่านแม่คิดหรอกครับ”

“ได้ยินเจ้าพูดแบบนี้แม่ก็สบายใจ  แม่หวังว่า หากเจ้าเกิดได้ไปเจอเด็กสาวคนนี้เข้า ไม่ว่าจะเจอโดยบังเอิญหรือตั้งใจอยากจะเจอก็ตาม เจ้าคงรู้ดีว่าควรทำตัวอย่างไร”

“หากเจ้าไม่สามารถทำได้ล่ะก็ เจ้าจะมาโทษแม่ภายหลังไม่ได้นะ” ราชินีเซพิโอล่าพูดน้ำเสียงเย็นเยียบ มองอาร์ทีเมียที่ปั้นหน้าเคร่งขรึมด้วยแววตาที่ทำให้อีกฝ่ายเกิดอาการหายใจไม่ทั่วท้อง

“ท่านแม่ครับ ข้าว่าเราอย่าพูดถึงเรื่องนี้กันดีกว่า จริงสิ ไม่ทราบว่าท่านแม่ทานอาหารเช้าหรือยังครับ”

 “เรียบร้อยแล้วจ้ะ เอาล่ะ แม่ไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของเจ้าแล้ว ขอตัวไปเดินย่อยอาหารก่อนนะ” พูดจบ ราชินีเซพิโอล่าก็ยิ้มให้บุตรชาย หันหลังหมุนตัวเดินออกไป ทิ้งให้อาร์ทีเมียมองตามหลังไปอย่างไม่สบายใจ รู้สึกหนักใจกับคำพูดของผู้เป็นแม่จนต้องถอนหายใจออกมาเบาๆ

เมื่อออกมาจากห้องของอาร์ทีเมียแล้ว ราชินีเซพิโอล่าก็เดินไปสั่งงานทหารกลุ่มหนึ่งให้ตัดดอกไม้อสูรที่กำลังออกดอกเบ่งบานส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจาย พาไปให้พวกนางกำนัลจัดใส่แจกัน เพื่อนำไปวางประดับตกแต่งตามมุมต่างๆ ในปราสาท โดยเฉพาะห้องรับรองพิเศษ ที่จะใช้เป็นสถานที่สำหรับทานอาหารเที่ยงร่วมกันกับพวกปีศาจ  ซึ่งราชินีเซพิโอล่าได้สั่งให้นางกำนัลนำดอกไม้อสูรไปประดับในห้องนั้นเป็นจำนวนมาก

จากนั้น ราชินีเซพิโอล่าได้แวะไปปรึกษาเรื่องงานกับผู้เฒ่ากีรอนอยู่พักใหญ่ ก่อนจะขอตัวไปตรวจงานที่ได้สั่งพวกนางกำนัลเอาไว้ เมื่อเห็นว่างานที่สั่งไว้เสร็จเรียบร้อยดีแล้ว ราชินีเซพิโอล่าก็กลับห้องพักของตัวเอง โดยมีคนกลุ่มหนึ่งจับตามองด้วยความสนใจ คนกลุ่มนี้ก็คือพวกองครักษ์รุ่นสองของท่านราฟนั่นเอง

 วันนี้พวกจอห์นที่สิงร่างทหารอสูรหน่วยสาม ได้รับมอบหมายให้มาทำความสะอาดหน้าต่างทุกบานที่อยู่ชั้นสองของปราสาท เมื่อเห็นราชินีเซพิโอล่า สั่งนางกำนัลเกี่ยวกับเรื่องดอกไม้อสรู จึงสงสัยขึ้นมา เพราะเมื่อวานทั้งสี่คนเห็นผู้เฒ่ากีรอน ขลุกตัวอยู่ในห้องตรวจโรคอยู่หลายชั่วโมงก่อนกลับออกมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ทั้งหมดจึงคิดว่า เหตุการณ์ทั้งสองอย่าง น่าจะมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน แต่ไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างไร

ทั้งสี่คนเก็บความสงสัยไว้ในใจ ต่างเร่งมือทำความสะอาดหน้าต่างอย่างขะมักเขม้น สองชั่วโมงต่อมา งานก็เสร็จเรียบร้อย ขณะที่กำลังเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดอยู่นั้น สายตาเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง จึงเห็นกลุ่มของโรซาร์เนียร์เดินคุยกันเบาๆ มุ่งหน้ามาทางนี้

 เอ๊ะ! พวกท่านโรซาร์เนียร์นี่นา ว่าแต่ทำไมจึงยกโขยงกันเดินมาทางนี้ หรือว่าจะเข้ามาที่นี่ พลันต้องชะงัก รีบหันกลับมามองข้างในปราสาท ที่ตอนนี้ถูกประดับประดาไปด้วยดอกไม้อสูรเป็นจำนวนมาก

“แย่ล่ะสิ!” องครักษ์รุ่นสองมีสีหน้าเคร่งขรึม เข้าใจแล้วว่าทำไมราชินีเซพิโอล่าจึงสั่งให้นางกำนัลนำดอกไม้อสูรมาจัดใส่แจกันและวางประดับประดาตามมุมต่างๆ ในปราสาท

 พวกโรซาร์เนียร์เดินมาหยุดหน้าประตูทางเข้า เมื่อแจ้งความประสงค์ให้ทหารยามรับทราบแล้ว ทั้งหมดก็เข้ามาข้างใน ชูร่าที่เดินอยู่ท้ายสุดถอนหายใจ ทำไมจะต้องมากินอาหารร่วมกับพวกอสูรด้วยนะ น่าเบื่อชะมัด

“อย่าทำหน้าแบบนี้” โรซาร์เนียร์ที่เดินอยู่ข้างกัน หันมากระซิบเบาๆ ทำให้ชูร่าชะงัก

“ขอโทษครับ”

ไกเซอร์ ซานฟรีสและเวอร์บีการ์ เดินเข้าไปในห้องโถงชั้นล่างของปราสาท ตามด้วยโดโรทีและครูเกอร์ ส่วนโรซาร์เนียร์กับชูร่าที่อยู่ท้ายสุด ยังไม่ทันก้าวเข้ามาก็ต้องผงะถอยหลัง เมื่อทหารอสูรกลุ่มหนึ่งวิ่งพรวดพราดลงบันไดมาอย่างรีบร้อน แต่เกิดเสียหลักลื่นไถลหน้าคะมำ มาชนโรซาร์เนียร์กับชูร่าที่ยืนอยู่นอกประตูจนล้มลงไปนั่งกับพื้น อุปกรณ์ทำความสะอาดหล่นกระจายเสียงดังโครมคราม น้ำขุ่นคลั่กในถังกระเซ็นมาโดนเสื้อผ้าและเนื้อตัวของโรซาร์เนียร์กับชูร่าจนเลอะเทอะ

“ขะ ขอโทษครับ พวกเราไม่ทันมอง” ทหารคนหนึ่งรีบลุกขึ้นขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ ส่วนอีกสามคนก็รีบเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดที่หล่นกระจัดกระจายด้วยท่าทางลนลาน

“พวกเจ้านี่แย่ชะมัด วิ่งลงบันไดมายังไง ทำไมไม่ระวังให้ดี ดูสิ โรซาร์เนียร์กับชูร่าเลอะเทอะหมดแล้ว” ซานฟรีสโวยวายเสียงดัง ทหารอสูรคนอื่นๆ ที่อยู่ในบริเวณนั้นหันมามอง เมื่อเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นก็หน้าเสีย มีคนหนึ่งท่าทางเป็นหัวหน้าหน่วย รีบเดินเข้ามากล่าวขอโทษโรซาร์เนียร์กับชูร่าเป็นการใหญ่ พร้อมทั้งหันไปตำหนิทหารกลุ่มนั้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด โรซาร์เนียร์รีบยกมือห้าม

“ช่างเถอะ พวกเขาไม่ได้ตั้งใจทำให้ข้ากับชูร่าเลอะเทอะหรอก อย่าไปว่าพวกเขาเลย”

“แต่ว่า” หัวหน้าหน่วยคนนั้นจะพูดต่อ  แต่เมื่อเห็นสายตาของโรซาร์เนียร์ที่มองมาก็หุบปากทันที

“พวกเจ้าเข้าไปข้างในก่อนเถอะ ข้ากับชูร่าขอกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เดี๋ยวจะตามไปทีหลัง” โรซาร์เนียร์พยักหน้าให้ชูร่า จากนั้นทั้งคู่ก็หันหลังเดินออกไป

“พวกเราก็ไปกันเถอะ” ไกเซอร์เดินนำทุกคนขึ้นบันไดไปชั้นสอง ทิ้งให้ทหารคนที่เป็นหัวหน้าหน่วยยืนอึ้ง หากเมื่อกี้เปลี่ยนจากท่านโรซาร์เนียร์เป็นทหารระดับสูงของพวกเราล่ะก็ เจ้าพวกนั้นหัวขาดแหงๆ คิดพลางก็หันมามองทหารกลุ่มที่ก่อเรื่องเมื่อกี้ แต่ต้องทำตาปริบๆ เมื่อพบแต่ความว่างเปล่า เฮ้ย! พวกมันหายไปไหนแล้ว

“พวกเจ้าเห็นทหารกลุ่มเมื่อกี้หรือเปล่า”

“ข้าเห็นพวกมันวิ่งออกไปด้านนอกแล้วครับ” ทหารอีกคนบอก

“เรอะ ไวจริงๆ แต่ช่างเถอะ พวกเจ้ากลับไปทำงานของตัวเองได้แล้ว” หัวหน้าหน่วยโบกมือไล่

“ครับ”

                                                  *****************************************************

โรซาร์เนียร์กับชูร่าเดินกลับที่พักอย่างเร่งรีบ โดยไม่ติดใจหรือสงสัยอะไร เกี่ยวกับเรื่องที่โดนทหารอสูรวิ่งไม่ระวังจนลื่นจากบันไดมาชนตัวเองเข้า เพราะคิดว่ามันเป็นอุบัติเหตุ

 เมื่อทั้งคู่เปิดประตูเรือนรับรองเข้ามาก็ต้องชะงัก เพราะทหารกลุ่มนั้นนั่งรออยู่ในห้องโถง จึงย่นคิ้วด้วยความแปลกใจ แต่เมื่อเห็นองครักษ์รุ่นสองเดินออกมาจากร่างของทหารกลุ่มนั้น ก็ยิ้มออกมา

“พวกเจ้าน่ะเอง เอ๊ะ! แสดงว่าเหตุการณ์เมื่อกี้ พวกเจ้าก็จงใจทำน่ะสิ” โรซาร์เนียร์ถาม

“ใช่ครับ ท่านโรซาร์เนียร์”

“มีเหตุผลอะไรหรือเปล่าครับที่พวกท่านทำแบบนี้” ชูร่าสงสัย

“มีครับ ท่านเรย์นอล” นอร์ธบอกด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม จากนั้นจึงเล่าให้โรซาร์เนียร์กับชูร่าฟังถึงเรื่องที่มีอสูรจากทะเลพฤกษามาที่นี่ ประกอบไปด้วยราชินีเซพิโอล่า เชียร่า คนสนิทของราชินีและผู้เฒ่ากีรอน

“ราชินีเซพิโอล่ามาที่นี่เหรอ ทำไมพวกเราถึงไม่รู้เรื่องนี้” โรซาร์เนียร์มีสีหน้าเคร่งขรึม รู้กิตติศัพท์ของราชินีเซพิโอล่าดีว่าอำมหิตและเลือดเย็นเพียงไร นอกจากนี้ นางยังเป็นคนที่ฉลาดมาก

“ไม่ใช่แค่นั้นนะครับ” บราวน์พูดเสียงเครียด เล่าให้ฟังว่า เมื่อวานผู้เฒ่ากีรอนได้เข้าไปขลุกตัวอยู่ในห้องตรวจโรคเป็นเวลานานหลายชั่วโมงก่อนจะกลับออกมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม และวันนี้ ราชินีเซพิโอล่าก็สั่งให้นางกำนัลนำดอกไม้อสูรจำนวนมากมาจัดใส่แจกันและพาไปวางประดับตกแต่งจนทั่วปราสาท

โรซาร์เนียร์กับชูร่ามีสีหน้าเคร่งเครียดทันทีเมื่อได้ยินเรื่องนี้ หมายความว่าวันนี้ที่อาร์ทีเมียเชิญพวกเราให้ไปทานข้าวเที่ยงด้วยกัน โดยอ้างว่าต้องการจะปรึกษาหารือเรื่องงาน  ก็เป็นกับดักของพวกอสูรน่ะสิ

“ตอนแรกที่เห็นราชินีเซพิโอล่าสั่งพวกนางกำนัลเกี่ยวกับเรื่องดอกไม้อสูร พวกเรายังนึกไม่ออกว่าทำไมราชินีเซพิโอล่าจึงสั่งให้ทำแบบนี้ แต่พอเห็นพวกท่านเดินตรงมาที่ปราสาท พวกเราก็เข้าใจทันทีว่าทำไม” อาเธอร์บอกพลางถอนหายใจ นึกขอบคุณหัวหน้าหน่วยของทหารที่พวกตัวเองสิงร่างอยู่ในใจ เพราะหากเขาไม่ใช้ให้พวกเรามาทำความสะอาดหน้าต่างบนชั้นสองของปราสาทล่ะก็ วันนี้ท่านเรย์นอลต้องแย่แน่ๆ

“แล้วจะทำยังไงดีล่ะ ในเมื่อข้ากับชูร่าต้องกลับเข้าไปในนั้นอีกครั้ง ครั้นจะไม่กลับไป พวกมันก็ต้องสงสัย แต่หากกลับเข้าไป กลิ่นของดอกไม้อสูรที่ฟุ้งกระจายอยู่ทั่วปราสาท จะส่งผลต่อชูร่าทันที” โรซาร์เนียร์เอ่ย สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล มองชูร่าที่นั่งขบกรามแน่นอยู่ข้างๆ อย่างเป็นห่วง

“ที่พวกเราทำน้ำหกใส่เสื้อของพวกท่านก็เพราะเรื่องนี้ล่ะครับ” จอห์นบอกพลางยื่นสิ่งหนึ่งส่งให้ชูร่า

“มันคืออะไรครับ” ชูร่าสงสัย เมื่อพบว่าสิ่งที่จอห์นยื่นให้คือลูกอมสีสันสดใสน่ากินเม็ดหนึ่ง

“ยาวิเศษของพวกท่านพ่อครับ” จอห์นอธิบายให้ฟังว่า ยาตัวนี้มีฤทธิ์ต้านสารพิษที่อยู่ในดอกไม้อสูร ซึ่งพวกเฟเบียซได้คิดค้นขึ้น โดยก่อนที่พวกจอห์นจะเข้ามาที่นี่ พวกเฟเบียซได้สั่งให้พวกจอห์นนำยานี้ติดตัวมาด้วย  

“ขอบคุณพวกท่านมากครับ” ชูร่ายิ้มด้วยความดีใจ

“ไม่เป็นไรครับ แต่ยานี้ออกฤทธิ์แค่สองชั่วโมงเท่านั้นนะครับ” อาเธอร์บอกให้ทั้งคู่รู้

“เข้าใจแล้ว ขอบใจพวกเจ้าอีกครั้งนะ” โรซาร์เนียร์ยิ้มให้ องครักษ์รุ่นสองหัวเราะเบาๆ บอกให้ทั้งคู่รู้ว่า พวกเขาจะแฝงตัวเข้าไปปะปนกับพวกนางกำนัลที่ทำหน้าที่บริการเรื่องอาหารในห้องนั้นด้วย เพราะไม่แน่ใจว่า ราชินีเซพิโอล่าจะมีลูกเล่นอะไรอีก ทำให้โรซาร์เนียร์กับชูร่ารู้สึกสบายใจขึ้น

สิบนาทีต่อมา โรซาร์เนียร์กับชูร่าก็กลับมาสมทบกับคนอื่นๆ ที่นั่งรออยู่ในห้องรับรองพิเศษ เมื่อทั้งคู่มาถึงพบว่า อาร์ทีเมียพร้อมด้วยทินเซลและครีซอล (องครักษ์ของอาร์ทีเมีย) นั่งรออยู่ก่อนแล้ว นอกจากนี้ยังมีหญิงสาวหน้าตางดงามคนหนึ่งนั่งอยู่ด้วย ผู้หญิงคนนี้จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากราชินีเซพิโอล่า

 ราชินีเซพิโอล่ามองโรซาร์เนียร์กับชูร่าด้วยความสนใจ สองคนนี้คงจะเป็นแม่ทัพปีศาจโรซาร์เนียร์กับขุนพลปีศาจชูร่า ที่อาร์ทีเมียเล่าให้ฟัง ดูจากบุคลิกของทั้งคู่แล้ว ท่าทางจะเป็นประเภทพวกคมในฝัก

อาร์ทีเมียแนะนำราชินีเซพิโอล่าให้โรซาร์เนียร์กับชูร่ารู้จัก ทั้งคู่ก้มศีรษะเล็กน้อย เพื่อแสดงความเคารพ ราชินีเซพิโอล่ายิ้มให้ หันไปสั่งนางกำนัลให้นำอาหารเข้ามา จากนั้นการรับประทานอาหารก็เริ่มขึ้น

บรรยากาศการทานอาหารเป็นไปอย่างสบายๆ ราชินีเซพิโอล่าชวนพวกปีศาจพูดคุยในเรื่องทั่วไปไม่ได้เจาะจงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ลอบสังเกตท่าทางของพวกปีศาจ เพื่อดูว่าใครมีปฏิกริยาต่อกลิ่นของดอกไม้อสูรที่อยู่ในห้องนี้บ้าง แต่ก็ต้องผิดหวัง เมื่อไม่พบอาการผิดปกติใดๆ จากกลุ่มปีศาจแม้แต่คนเดียว

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป การรับประทานอาหารก็สิ้นสุดลง ราชินีเซพิโอล่าขอตัวไปเข้าห้องน้ำ โดยปล่อยให้อาร์ทีเมียพูดคุยกับพวกปีศาจไปพลางๆ เมื่อออกมานอกห้องรับรอง ราชินีเซพิโอล่าก็กวักมือเรียกเชียร่าที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ด้านนอกให้เข้ามาหาเพื่อสั่งงาน

“อีกสักครู่ พวกปีศาจก็จะกลับที่พัก ข้าอยากให้เจ้าสะกดรอยตามพวกมันไป”

“ท่านราชินีต้องการให้ข้าไปตรวจสอบดูว่า หลังจากออกจากปราสาทไปแล้ว มีใครบ้างที่แสดงอาการแพ้กลิ่นของดอกไม้อสูรออกมา ใช่ไหมคะ” เชียร่าถาม ราชินีเซพิโอล่ายิ้มบางๆ มองคนสนิทอย่างพอใจ

“ใช่ ข้าคิดว่าทายาทของชาร์ลอตคงจะใช้วิธีอะไรสักอย่าง ทำให้สามารถสะกดอาการแพ้กลิ่นดอกไม้อสูรเอาไว้ได้ แต่ข้าเชื่อว่าพอมันกลับถึงที่พัก มันจะต้องแสดงอาการออกมาทันที” ราชินีเซพิโอล่าพูดอย่างมั่นใจ

สิบห้านาทีต่อมา พวกปีศาจก็ขอตัวกลับที่พัก ราชินีเซพิโอล่าเอ่ยปากชวนพวกปีศาจให้ไปเดินชมสวนดอกไม้ด้วยกัน แต่โรซาร์เนียร์ ไกเซอร์และเวอร์บีการ์ปฏิเสธอย่างสุภาพ อ้างว่าไม่ชอบเดินเล่นหลังทานอาหารเสร็จใหม่ๆ ซานฟรีสก็ปฏิเสธเช่นกัน โดยให้เหตุผลว่าก่อนจะมาที่นี่ ตัวเองกำลังเล่นหมากรุกค้างอยู่กับพวกชูร่า

“แหม! น่าเสียดายจริงๆ ถ้างั้น ข้าไม่รบกวนเวลาของพวกท่านแล้ว เชิญพวกท่านตามสบายเถอะ”

พวกปีศาจแสดงความเคารพราชินีเซพิโอล่าพร้อมกัน ก่อนหมุนตัวเดินออกไป เมื่อลับร่างของทุกคน อาร์ทีเมียก็หันมามองราชินีเซพิโอล่าที่ยืนอยู่ข้างกัน ซึ่งอีกฝ่ายก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย

“ทหารของราชาปีศาจกลุ่มนี้ หน่วยก้านดีทุกคน”

“ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน ว่าแต่ในคนกลุ่มนี้ ท่านแม่สงสัยใครมากที่สุดครับ”

“โดยส่วนตัวแล้ว แม่สงสัยอยู่สองคน”

“ใครครับ”

“ไกเซอร์กับชูร่า”

คำตอบของเซพิโอล่าทำให้อาร์ทีเมียมองท่านแม่ด้วยความแปลกใจ ราชินีเซพิโอล่าหัวเราะเบาๆ  แต่ไม่อธิบายให้ฟังว่าทำไมจึงสงสัยสองคนนี้ กลับเดินออกมานอกห้อง กวาดสายตามองหาเชียร่า เมื่อเห็นว่าไม่มีร่างของเชียร่าอยู่ตรงนั้นก็ยิ้มน้อยๆ ในสีหน้า

“แม่จะแวะไปคุยกับท่านกีรอนสักหน่อย เจ้าจะมาด้วยกันไหม”

“ไม่ล่ะครับ ข้าอยากกลับไปนอนพักมากกว่า” อาร์ทีเมียปฏิเสธ 

ห้านาทีต่อมา ราชินีเซพิโอล่าก็เข้ามานั่งคุยกับผู้เฒ่ากีรอนที่อยู่ในห้องตรวจโรค ซึ่งผู้เฒ่ากีรอนได้ถามถึงเหตุการณ์ที่รับประทานอาหารร่วมกันกับพวกปีศาจ ว่ามีใครแสดงอาการผิดปกติให้เห็นบ้างไหม เมื่อได้รับคำตอบว่าไม่มี ผู้เฒ่ากีรอนก็ย่นคิ้วด้วยความแปลกใจ

“ไม่มีจริงๆ หรือครับ มันจะเป็นไปได้ยังไง”

“นั่นสิ ขนาดข้าสั่งให้นางกำนัลนำดอกไม้อสูรที่ออกดอกเบ่งบานส่งกลิ่นฟุ้งกระจายมาประดับไว้ในห้องรับรองเป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่มีใครแสดงอาการผิดปกติให้เห็นแม้แต่นิดเดียว”

“หรือว่าทายาทของชาร์ลอตจะไม่ได้อยู่ในคนกลุ่มนี้ ว่าแต่ท่านราชินีสงสัยใครเป็นพิเศษบ้างไหมครับ”

“เรื่องนั้นข้าเองก็ไม่แน่ใจ แต่ข้าสงสัยไกเซอร์กับชูร่า”

“ทำไมท่านราชินีจึงสงสัยสองคนนี้ล่ะครับ”

“เพราะทั้งคู่มีบุคลิกที่ต่างไปจากคนอื่น ข้าก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าต่างกันยังไง แต่ข้าคิดว่าหากท่านได้เห็นสองคนนี้ ท่านจะเข้าใจคำพูดของข้า”

“อย่างงั้นหรือครับ แล้วท่านราชินีจะทำยังไงต่อไปครับ ในเมื่อการทดสอบแรกไม่ได้ผล”

“ก็คงต้องหาวิธีอื่นมาทดสอบพวกมันต่อไป แต่เมื่อกี้ข้าสั่งเชียร่าให้ไปสังเกตการณ์พวกมันที่เรือนรับรอง เพื่อดูว่าหลังจากออกไปจากที่นี่แล้ว มีใครแสดงอาการผิดปกติออกมาบ้างหรือเปล่า”

“อืม..ก็อาจเป็นไปได้ครับ บางทีตอนอยู่ต่อหน้าพวกเรา มันอาจจะฝืนทนเก็บอาการเอาไว้ เพราะกลัวว่าพวกเราจะจับได้ แต่ถ้าหากมันสามารถทนกลิ่นของดอกไม้อสูรจำนวนมากได้นานขนาดนั้น ก็แสดงว่าฝีมือของมันไม่เบาเหมือนกัน” ผู้เฒ่ากีรอนพูดเนิบๆ ราชินีเซพิโอล่าพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดนั้น

ครู่หนึ่ง เชียร่าก็กลับเข้ามารายงานให้ราชินีเซพิโอล่าทราบ ซึ่งคำตอบที่ได้รับจากเชียร่า ก็คือ ไม่มีใครแสดงอาการผิดปกติออกมาให้เห็นแม้แต่น้อย สร้างความผิดหวังและแปลกใจให้กับราชินีเซพิโอล่าเป็นอย่างมาก

“ท่านราชินีจะให้ข้าจับตามองพวกมันอีกสักพักไหมคะ” เชียร่าถาม

“ไม่ต้องแล้ว” ราชินีเซพิโอล่าตอบพลางหรี่ตาลงอย่างใช้ความคิด มั่นใจว่าทายาทของชาร์ลอตต้องเป็นใครคนใดคนหนึ่งในปีศาจกลุ่มนี้ แต่ที่ไม่มีใครแสดงอาการผิดปกติออกมาให้เห็น เมื่อได้กลิ่นของดอกไม้อสูร อาจเป็นเพราะว่ามันสามารถฝึกตัวเองให้ทนต่อกลิ่นของดอกไม้อสูรได้ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง

แต่มันจะไปฝึกแบบนั้นมาจากที่ไหน ในเมื่อดอกไม้อสูร ใช่ว่าจะหากันได้ง่ายๆ นอกจากที่แดนอสูรแล้ว ก็ไม่เคยได้ยินข่าวว่ามีดอกไม้อสูรอยู่ที่อื่นอีก นอกซะจาก....ราชินีเซพิโอล่าเบิกตากว้าง หันมาทางเชียร่า

“เจ้ารีบกลับไปที่ทะเลพฤกษา สั่งให้คนไปตามสี่ผู้เฒ่าวิหคที่อยู่ในป่ามืดมิดให้มาที่นี่โดยด่วน บอกว่าข้ามีงานให้ทำ หากตาเฒ่าพวกนั้นไม่ยอมมา ก็ให้บอกพวกมันไปว่า ถ้าไม่ยอมมา ข้าจะไล่ให้ไปอยู่ที่อื่น”

“ค่ะ ท่านราชินี” เชียร่ารับคำ ร่างเลือนหายไปทันที

“ทำไมท่านราชินีต้องเรียกตาเฒ่าพวกนั้นมาที่นี่ด้วยล่ะครับ”

“เพราะข้ากำลังสงสัยน่ะสิว่า ที่ทายาทของชาร์ลอตสามารถทนกลิ่นของดอกไม้อสูรได้ อาจเป็นเพราะมันฝึกตัวเองให้ทนกลิ่นได้ หรือไม่ก็อาจจะมีใครคอยให้ความช่วยเหลือมันอยู่ลับๆ โดยที่พวกเราไม่รู้ก็เป็นได้”

“ท่านราชินีคิดว่ามีคนแฝงตัวเข้ามาอยู่ที่นี่ เพื่อคอยให้ความช่วยเหลือทายาทของชาร์ลอตหรือครับ”

“ใช่ ที่ข้าให้เชียร่าไปตามพวกนั้นมาที่นี่ ก็เพราะข้าคิดเอาเองว่า หากมีคนแฝงตัวเข้ามาที่นี่จริงๆ และบังเอิญว่าคนๆ นั้นคือพวกมังกรจากหุบเขามรณะล่ะก็ นอกจากตาเฒ่าวิหคแล้ว ก็ไม่มีใครสามารถหาร่องรอยของพวกมันได้เจอหรอก” ราชินีเซพิโอล่าพูดเนิบๆ  ผู้เฒ่ากีรอนพยักหน้าเข้าใจ มองราชินีเซพิโอล่าอย่างชื่นชม

“เอาล่ะ นี่ก็บ่ายกว่าแล้ว ข้าคงต้องขอตัวก่อน ไว้เจอกันตอนเย็น”

“ครับ ท่านราชินี”  ผู้เฒ่ากีรอนก้มศีรษะทำความเคารพ ราชินีเซพิโอล่ายิ้มให้ หมุนตัวเดินจากไป

                                                                     ***************************************************

ตั้งแต่เดินทางมาถึงหมู่บ้านของเรเซีย จนผ่านไปสองวันแล้ว รันก็ยังไม่เจอพ่อแม่ของเรเซีย เพราะทั้งคู่ได้รับคำสั่งจากโซเฟีย ให้ไปประชุมร่วมกันกับสมาพันธ์พ่อค้าที่เมืองบลูสกาย เมืองหลวงของแคว้น เบิร์ด ออฟ นอร์ธ ซึ่งเป็นแคว้นทางเหนือ  สร้างความเสียดายให้กับรันเป็นอย่างมาก

“ทำไมเจ้าทำหน้าอย่างนั้นล่ะรัน” เรเซียสงสัย เมื่อเห็นรันทำหน้าผิดหวัง หลังจากทราบจากเรเซียว่า พ่อกับแม่จะเดินทางกลับมาในอีกสองสามวันข้างหน้า

“ก็ข้าอยากเจอพวกท่านนี่นา อยากรู้ว่าพวกท่านจะใจดีหรือเปล่า เสียดายชะมัด”

“เจ้าก็อยู่ที่นี่อีกสักสองสามวันก่อนสิ รอเจอท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าก่อนแล้วค่อยกลับ” เรเซียเสนอ

“ไม่ได้หรอกเรเซีย เจ้าจำที่ท่านน้าบอกพวกเราไม่ได้หรือไง” 

“จริงสิ ข้าลืมไป ขอโทษนะรัน” เรเซียพูดอย่างนึกขึ้นได้ว่า ตอนที่ท่านอนากอลแปลงโฉมให้ทั้งคู่ และรันควงแขนท่านอนากอลพาเข้าไปในห้องอาหาร ท่านอนากอลได้บอกให้รู้ว่า มนต์แปลงโฉมที่ท่านอนากอลร่ายเอาไว้ จะอยู่ได้แค่ห้าวันเท่านั้น นั่นหมายความว่าเมื่อครบห้าวัน ทั้งคู่ก็จะกลับสู่ร่างเดิมของตัวเอง

นับจากวันที่ออกเดินทางมาจนถึงวันนี้ก็ผ่านไปสามวันแล้ว ด้วยเหตุนี้ พรุ่งนี้เช้า รันจะเดินทางออกจากที่นี่เพื่อกลับไปน็อธ บิ๊ก ซิตี้ให้เร็วที่สุด ก่อนที่มนต์ของท่านอนากอลที่ร่ายเอาไว้เพื่อลวงตาคนอื่นจะคลายลง

“ไม่เป็นไร จริงสิ แล้วนี่ท่านลอร่าหายไปไหนเหรอ”

“ท่านพี่พาพวกท่านบียอฟไปดูสวนผลไม้ของหมู่บ้านที่อยู่ด้านโน้น แต่ว่ารัน เมื่อเจ้ากลับไปแล้ว ข้าคงคิดถึงเจ้ามาก เพราะไม่รู้ว่าอีกเมื่อไหร่เราจึงจะได้พบกันอีก” เรเซียตอบพลางถอนหายใจ สีหน้าหม่นลง

“เรเซีย เจ้าอยากกลับไปกับข้าหรือเปล่า” 

“ข้าอยากกลับไปนะรัน แต่ว่า..ท่านพี่ไม่ยอมให้ข้ากลับไปหรอก” เรเซียตอบเสียงเครือ เล่าให้รันฟังว่าวันที่คณะของรันเดินทางมาถึงที่นี่และทุกคนเข้านอนหมดแล้ว ลอร่าได้เรียกเรเซียให้เข้าไปพบ โดยบอกว่าจะไม่ให้เรเซียกลับไปน็อธ บิ๊ก ซิตี้เด็ดขาด และยืนยันเสียงแข็งว่าไม่ยอมให้เรเซียกับชูร่าคบกัน  ดังนั้นขอให้เรเซียตัดใจจากชูร่าซะ  พูดมาถึงตรงนี้ เรเซียก็ร้องไห้ออกมา ทำให้รันตกใจ รีบดึงตัวเรเซียเข้ามากอดเพื่อปลอบโยน

“ท่านพี่บอกว่า ข้ายังเด็ก ยังมีโอกาสเจอผู้ชายดีๆ อีกเยอะ พอข้าถามกลับไปว่า แล้วท่านชูร่าไม่ดีตรงไหน ท่านพี่ก็บอกว่า ท่านชูร่าเป็นคนที่อสูรต้องการตัว หากข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย ชีวิตของข้าจะไม่ปลอดภัย”

“ท่านพี่ยังบอกอีกด้วยว่า จะหาผู้ชายดีๆ สักคนมาหมั้นหมายข้าเอาไว้ก่อน รอให้เรื่องต่างๆ เข้าที่เข้าทางแล้ว จากนั้นค่อยจัดงานแต่งงานให้” เรเซียเล่าไปสะอื้นไป รันใช้มือลูบหลังเรเซียเบาๆ ดวงตาฉายแววไม่พอใจ ท่านลอร่าทำแบบนี้ได้ยังไง ทำไมไม่นึกถึงจิตใจของเรเซียบ้างว่าจะเจ็บปวดแค่ไหน ข้าไม่ยอมเด็ดขาด!

รันปล่อยให้เรเซียร้องไห้อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงสอบถามว่าสวนผลไม้ที่ลอร่าพาพวกบียอฟไปดูนั้น อยู่ห่างจากที่นี่มากไหม เมื่อได้ยินคำตอบว่าไม่ไกลมากนัก คิดว่าป่านนี้ลอร่าน่าจะอยู่ในระหว่างเดินทางกลับ

“ดีล่ะ ตอนนี้ท่านย่าของเจ้าอยู่ไหนเหรอ”

“ท่านย่าอยู่ในห้อง ว่าแต่เจ้าถามทำไม” เรเซียแปลกใจ  รันไม่ตอบคำถาม กลับยิ้มกว้าง ดวงตาฉายแววหมายมาด ดึงมือเรเซียให้ตามไปที่ห้องของโซเฟียอย่างรวดเร็ว 

สิบนาทีต่อมา โซเฟียก็ได้ฟังเรื่องราวจากปากของรันอย่างละเอียด โดยมีเรเซียนั่งก้มหน้าอยู่ข้างกัน โซเฟียมองหลานสาวคนเล็กที่นั่งก้มหน้าด้วยความเห็นใจ นึกตำหนิลอร่าอยู่ในใจ ขณะเดียวกันก็อดชื่นชมความกล้าหาญของรันไม่ได้ที่เข้ามาคุยเรื่องนี้กับตนอย่างเปิดอก โดยไม่กลัวว่าจะผิดใจกับลอร่าภายหลัง

“ท่านย่าคะ ข้ารู้ดีว่า การที่ข้าเข้ามาพูดเรื่องนี้ อาจทำให้ท่านย่าไม่พอใจ แต่ข้าจำเป็นต้องพูด เพราะข้าไม่อยากเห็นเรเซียเป็นทุกข์ไปตลอดชีวิต แค่ห้ามไม่ให้คบกับท่านชูร่ายังไม่เท่าไหร่ แต่นี่ยังจะให้เรเซียแต่งงานกับใครที่ไหนก็ไม่รู้ ทั้งที่ไม่ได้รักกันสักนิด ข้าคิดว่าเรื่องนี้มันโหดร้ายเกินไปค่ะ”

 “ถึงท่านชูร่าจะเป็นคนที่พวกอสูรต้องการตัว แต่ครอบครัวของข้า ไม่ว่าจะเป็นท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านพี่หรือท่านน้า ตลอดจนเทพและปีศาจคนอื่นๆ ต่างก็เต็มใจที่จะปกป้องและช่วยเหลือท่านชูร่าจากพวกอสูร ดังนั้น ข้าอยากให้ท่านย่าเห็นใจเรเซียกับท่านชูรา ได้โปรดอย่ากีดกันพวกเขาเลยค่ะ” รันมองโซเฟียด้วยแววตาขอร้อง

โซเฟียยิ้มบางๆ มองรันด้วยแววตานิ่งสงบ ดูเอาเถอะ ขนาดตัวเล็กนิดเดียว แต่หัวใจนี่สิ ช่างยิ่งใหญ่ไม่สมตัวจริงๆ คิดพลางหันมามองเรเซียที่ยังคงนั่งก้มหน้านิ่งเงียบ ถามน้ำเสียงนุ่มนวล

“เรเซีย เจ้าอยากกลับไปที่น็อธ บิ๊ก ซิตี้หรือเปล่า”

 เรเซียเงยหน้าขึ้นมองโซเฟีย เมื่อเห็นสายตาของท่านย่าที่จ้องอยู่ น้ำตาที่แห้งเหือดไปแล้วก็เอ่อล้นขึ้นมา พยักหน้ายอมรับ พูดเสียงสั่นปนสะอื้น

“ข้าอยากกลับไปค่ะ ท่านย่า ข้าอยากกลับไปช่วยท่านชูร่า”

“ย่าดีใจที่ได้ยินเจ้าพูดคำนี้ออกมา ย่าไม่เคยคิดขัดขวางหรือกีดกันเจ้ากับท่านชูร่าแม้แต่น้อย เพราะพวกเจ้ามีชะตาชีวิตที่ผูกพันและเกื้อหนุนกัน จงเลือกเส้นทางเดินชีวิตด้วยตัวเองเถอะ” โซเฟียพูดน้ำเสียงอ่อนโยน วางมือลงบนศีรษะของเรเซียอย่างเบามือ

“ท่านย่าหมายความว่า..” เรเซียชะงักคำพูดค้างไว้แค่นั้น โซเฟียพยักหน้าพร้อมยิ้มให้ 

“ขอบคุณท่านย่ามากค่ะ”  เรเซียพูดเสียงเครือ ยิ้มออกมาทั้งน้ำตา ในขณะที่รันยิ้มกว้างด้วยความดีใจ บีบมือเรเซียเบาๆ ข้าทำสำเร็จแล้วค่ะ ท่านพ่อ ท่านแม่

เย็นนั้น หลังทานอาหารมื้อเย็นเสร็จแล้ว ทุกคนในคณะของรันต่างพากันเข้านอนตั้งแต่ตอนค่ำ  เพราะพรุ่งนี้ต้องออกเดินทางกลับน็อธ บิ๊ก ซิตี้ตั้งแต่เช้า   โซเฟียให้เด็กรับใช้ไปเชิญลอร่าเข้ามาหาในห้อง โดยบอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย  เมื่อลอร่าเข้ามาในห้อง และรู้เรื่องที่โซเฟียอนุญาตให้เรเซียกลับไปน็อธ บิ๊ก ซิตี้ รวมทั้งอนุญาตให้เรเซียกับชูร่าได้คบหากันอย่างเปิดเผยก็ทำให้ลอร่าอึ้งไปถนัด ก่อนถามเหตุผลว่าทำไม

“เรเซียกับชูร่า มีชะตาชีวิตร่วมกัน ไม่ว่าใครก็พรากพวกเขาออกจากกันไม่ได้ เข้าใจที่ย่าพูดไหม”

“ข้าไม่เข้าใจค่ะ ท่านย่า ชะตาชีวิตอะไรนั่น อยู่ที่ตัวเราเป็นคนกำหนดเองต่างหาก ท่านย่าก็รู้นี่คะว่า หากให้เรเซียไปเกี่ยวข้องกับชูร่า ชีวิตของเรเซียจะไม่ปลอดภัย”

“เพราะแบบนี้ใช่ไหม เจ้าจึงคิดจะหาผู้ชายคนอื่นมาหมั้นหมายให้เรเซีย” โซเฟียมองลอร่าอย่างตำหนิ

“ที่ข้าทำไป ก็เพราะข้ารักน้องนะคะ ท่านย่า”

“ย่ารู้ว่าเจ้ารักน้อง แต่มันจะมีประโยชน์อะไร หากรักนั้นปราศจากความเข้าใจ เจ้าเคยคิดถึงความรู้สึกของน้องบ้างไหมว่า หากต้องแต่งงานไปกับคนที่ไม่ได้รัก ชีวิตของน้องจะเป็นอย่างไร”

“ท่านย่าคะ ข้าแค่อยากเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับชีวิตของเรเซีย”

“สิ่งที่ดีที่สุดในความคิดของเจ้า อาจจะเลวร้ายที่สุดสำหรับน้องก็ได้”

“แต่ว่า..ท่านย่าคะ”

“ปล่อยให้น้องได้เลือกเส้นทางเดินชีวิตด้วยตัวของเขาเองเถอะ อย่าเอาความรักหรือความหวังดีของเจ้ามาเป็นตัวกำหนดเส้นทางเดินชีวิตให้น้อง โดยที่เจ้าตัวเขาไม่ต้องการ เพราะหากทำแบบนั้น แทนที่เรเซียจะมีความสุข กลับกลายเป็นว่าเจ้าเป็นคนยื่นความทุกข์ให้กับน้องไปตลอดชีวิต” โซเฟียมองลอร่าด้วยแววตาจริงจัง ทำให้ลอร่าก้มหน้ามองพื้น พูดอะไรไม่ออก

“เจ้าเข้าใจที่ย่าพูดหรือเปล่า”

ลอร่าเงยหน้ามองท่านย่าพร้อมกับถอนหายใจเบาๆ พยักหน้าอย่างยอมจำนนต่อเหตุผล โซเฟียยิ้มด้วยความพอใจที่ลอร่ายอมเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองพูด

“นี่ก็ดึกมากแล้ว เจ้าไปนอนเถอะ” โซเฟียพูดน้ำเสียงนุ่มนวล ลอร่าพยักหน้ารับคำ หมุนตัวเดินจากไป

                                                  *************************************************************

474 ความคิดเห็น

  1. #249 rayka (@rayka) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 28 มกราคม 2552 / 23:26
    หุๆ ที่แน่ๆ ผมไม่โรคจิตครับ

    ชูร่าๆๆ อ๊ากก ยังไม่โดนต้มยำแหะ (เสียดาย ?!)
    ราชินีเซพิโอล่าทั้งโหดและฉลาด เลยง่ะ
    เดี่ยวผมจะไปช่วยชูร่าอีกคน ราชินีเซพิโอล่าจะรู้มายเนี่ย
    หุๆ กลัวโดนเก็บแหะ
    #249
    0
  2. #248 ต้อง&ตา (@tong_ta) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 28 มกราคม 2552 / 15:21
    ท่าโซเฟียให้ข้อคิดดีจริงๆๆๆๆ
    #248
    0
  3. #247 wtfl (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 19 มกราคม 2552 / 15:09
    pls help Chura...



    P´Poo where r u....



    Miss u naka jub jub
    #247
    0
  4. #246 ต้อง&ตา (@tong_ta) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 19 มกราคม 2552 / 08:55

    ชูร่าจะมีใครมาช่วยไม่หนอ
    ราชินีเซพิโอล่า  โหดจริงๆๆๆ

    #246
    0
  5. #245 rayka (@rayka) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 19 มกราคม 2552 / 02:13
    โอ้แย่แล้ว ชูร่า แง่มๆ จะโดนถลอกหนังแล้วต้มกินมั้ยเนี่ย หึๆ
    #245
    0