มหาเวทย์จักรพรรดิ ภาคจอมราชันย์

ตอนที่ 34 : เคลื่อนไหว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 531
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    8 ม.ค. 52

บทที่ 34  เคลื่อนไหว

 ภายในห้องพักของฟลิท (องครักษ์ของอาร์ทีเมีย) ขณะนั้นฟลิทกับฮันเซย์กำลังนั่งเล่นหมากรุกกัน โดยมีทินเซลนั่งมองการเล่นหมากรุกของทั้งคู่อย่างสนใจ

 “เฮ้อ กว่าจะเสร็จ ช้าชะมัด” ครีซอลผลักประตูห้องเข้ามา เมื่อเห็นเพื่อนทั้งสามคนหันมามองอย่างสงสัย ครีซอลก็เดินมานั่งข้างฟลิท ก้มมองกระดานหมากรุกพร้อมเบ้ปาก

“หมากรุกอีกแล้ว ทำไมใครๆ ถึงได้ชอบเล่นหมากรุกกันนะ น่าเบื่อจะตาย”

“เจ้าเล่นไม่เก่งน่ะสิ ถึงได้พูดว่ามันน่าเบื่อ” ทินเซลยักคิ้วให้ ครีซอลทำเสียงเฮอะในลำคอ เดินไปนั่งหน้าหงิกที่เก้าอี้ตรงมุมห้องใช้มือเคาะโต๊ะเบาๆ ฮันเซย์กับฟลิทเงยหน้าจากกระดานหมาก หันไปมองครีซอลพร้อมกัน

 “เจ้าเคาะโต๊ะแบบนั้น แสดงว่ามือของเจ้าใกล้จะหายดีแล้วสิ” ฟลิทถาม มองมือของครีซอลที่โดนออร่าจากร่างของราชาปีศาจเข้าไปเมื่อหลายวันก่อนจนได้รับบาดเจ็บเป็นแผลขนาดใหญ่

“ดีขึ้นมากทีเดียว แต่ข้ายังใช้พลังได้ไม่เต็มร้อย ไม่อยากเชื่อจริงๆ ว่าแค่ออร่าที่อยู่รอบกาย ยังทำให้ข้าเจ็บได้ซะขนาดนี้ หากปะทะกันตรงๆ ไม่ยิ่งกว่านี้เหรอนี่” ครีซอลบ่นอุบ ชูมือทั้งสองข้างขึ้นสูงพร้อมถอนหายใจ

“ตอนที่อาจารย์บอกว่าราชาปีศาจเก่งมาก ข้าฟังแล้วก็งั้นๆ แหละ คิดว่าอาจารย์คงพูดให้พวกเรากลัว แต่พอเจอตัวจริงที่เฮล เกท แค่รังสีอำมหิตที่แผ่กระจายออกมา ก็ทำเอาหายใจติดขัด นี่ถ้าให้เจอกันตัวต่อตัว สงสัยข้าคงทำอะไรไม่ถูก”  ฮันเซย์ห่อไหล่เข้าหากัน เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ตอนที่เผชิญหน้ากับท่านราฟที่เฮล เกท

“นั่นสิ เห็นแบบนี้แล้ว ข้าไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคู่ปรับอาจารย์ของพวกเราถึงได้ยอมเป็นลูกน้องของราชาปีศาจ” ฟลิทพูดเนิบๆ   ทินเซล ฮันเซย์และครีซอลมองหน้าฟลิท ถามพร้อมกัน

“เจ้าหมายถึงตาเฒ่ามังกรตัวแสบนั่นเหรอ”

“จะมีใครซะอีกล่ะ จำที่อาจารย์เล่าให้ฟังไม่ได้หรือไงว่า โดนพวกมันใช้เล่ห์เหลี่ยมกลั่นแกล้งซะจนต้องหนีระหกระเหินมาอยู่ฝั่งนี้ ไหนจะเรื่องที่พวกมันใช้อุบายแย่งที่อยู่มาจากพวกพยัคฆ์อย่างหน้าด้านๆ ทำให้พวกนั้นต้องหนีไปอยู่ที่อื่น จนป่านนี้ก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าพวกพยัคฆ์ไปอยู่ที่ไหน นี่ถ้าข้าเกิดทันตอนนั้นล่ะก็ ตาเฒ่ามังกรวายร้ายตัวแสบเสร็จข้าแน่” ฟลิทพูดเสียงเข้ม เมื่อนึกถึงเรื่องราวที่อาจารย์เล่าให้ฟัง 

“ขนาดอาจารย์ของพวกเราฝีมือสูสีพอกันกับพวกมันก็ยังพลาดท่า แล้วนับประสาอะไรกับพวกเรา ขืนไปปะทะกับพวกมันซึ่งๆ หน้า มีหวังพวกเราได้เดินตามรอยอาจารย์แพ้ไม่เป็นท่าแหงๆ” ฮันเซย์ท้วงติงขึ้นมา

“ใครว่าข้าจะสู้กับมันล่ะ ข้าไม่โง่พอที่จะเอาตัวเองไปชนกับตาเฒ่าปีศาจจอมวายร้ายพวกนั้นหรอก แต่ข้าจะสู้กับลูกหรือไม่ก็หลานของมันต่างหาก ถ้าพวกเราเอาชนะลูกหลานของมันได้ ก็เท่ากับว่าพวกเราได้ล้างอายให้อาจารย์ได้แล้ว” ฟลิทบอกเสียงห้วน

“ความคิดเข้าท่าดีแฮะ สู้กับปู่มันไม่ได้ก็สู้กับลูกหรือหลานของมันแทน แต่จะแน่ใจได้ไงว่า ลูกหลานของมันไม่ติดเชื้อเจ้าเล่ห์มาจากพวกมัน” ครีซอลเห็นด้วยแต่ไม่วายลังเล เพราะกิตติศัพท์ของพวกฟาคอลที่อาจารย์เล่าให้ฟังนั้น ทำให้เกิดความขยาดอยู่ไม่น้อย

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอก ข้าไปสืบมาแล้วเกี่ยวกับองครักษ์ของราชาปีศาจ มีเฉพาะรุ่นแรกเท่านั้นที่เก่งกาจและแสบสันเหลือร้าย ส่วนรุ่นสองน่ะเก่งมากก็จริงแต่นิสัยเรียบร้อย สำหรับรุ่นสามยังไม่มีข้อมูลว่าเป็นยังไงแต่คิดว่าคงจะเก่งพอตัว ที่สำคัญพวกเราเคยเจอพวกมันแล้วด้วย”

“เคยเจอรุ่นสามแล้วเหรอ เอ..แล้วเจอกันตอนไหน ทำไมข้าถึงจำไม่ได้” ทินเซลสงสัย

“ก็ตอนที่พวกเราไปรับพวกปีศาจที่เฮล เกท ยังไงล่ะ เจ้าจำกลุ่มคนที่กระโดดตามพวกเราขึ้นมาเป็นกลุ่มแรกได้ไหม ที่มีคนหนึ่งกางบาเรียเพลิงออกมาป้องกันพลังโจมตีของข้ายังไงล่ะ” ฟลิทบอก  

“อ๋อ จำได้แล้ว กลุ่มนั้นน่ะเอง คนนึงร่างบางเหมือนผู้หญิง ไว้ผมยาวสีทองตาสีเขียวเข้ม คนนึงร่างสูงโปร่งไว้ผมยาวสีเงินเหลือบม่วง ตาสีม่วงอ่อน อีกคนร่างสูงใหญ่ ผมสั้นสีเงินยวง ตาสีน้ำตาลอ่อน ส่วนคนที่กางบาเรียเพลิง รูปร่างสูงโปร่ง ไว้ผมสั้นสีน้ำตาลเข้ม ตาสีฟ้า” ทินเซลบอกรายละเอียดของพวกฟิลอย่างคล่องแคล่ว

“นั่นแหละ องครักษ์รุ่นสาม แต่ทำไมเจ้าจำพวกมันได้ละเอียดนักล่ะ” ฟลิทมองทินเซลอย่างสงสัย

“แหม! ทำไมจะจำไม่ได้ หล่อเหลาซะขนาดนั้น เห็นครั้งเดียวก็จำได้ขึ้นใจ” ทินเซลยิ้มกริ่ม ดวงตาฉายแววแปลกประหลาด ฮันเซย์และครีซอลขยับตัวอย่างอึดอัด ฟลิทรีบเตือนเสียงเข้ม 

“เก็บอาการของเจ้าหน่อยนะ ที่นี่ยังไม่มีใครรู้เรื่องที่เจ้าเป็นพวกชอบเพศเดียวกัน หากเจ้าไม่ระวังกิริยาให้ดี ความลับที่เจ้าปิดมันมาตลอดหลายสิบปีจะไม่เป็นความลับอีกต่อไป”

 “รู้แล้วน่า ไม่ต้องย้ำ แต่ก็ดีเหมือนกันนะ องครักษ์รุ่นสาม มังกรหนุ่มผู้หล่อเหลา ว้าว แค่คิดว่าจะได้สู้กับพวกนั้น วิหคน้ำเช่นข้าก็รู้สึกซู่ซ่าไปทั้งตัว ฮิๆ สงสัยเลือดลมในร่างกายมันเดือดพล่าน” ทินเซลหัวเราะเสียงใส

ฟลิท ฮันเซย์และครีซอลทำหน้าสยอง บรื้อ! ขนลุกชะมัด ดูมันทำหน้าทำตาเข้าสิ เห็นแล้วอยากจะอ้วก

“ก๊อก ก๊อก” เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ทำให้พวกฟลิทหันไปมองพร้อมกัน

“ท่านองครักษ์ครับ”

ฟลิทเดินไปเปิดประตู พบทหารอสูรหนึ่งคนยืนอยู่ เมื่อเห็นฟลิทก็ทำความเคารพ

 “ท่านอาร์ทีเมียต้องการพบพวกท่านด่วนครับ”

“งั้นเหรอ แล้วท่านอาร์ทีเมียอยู่ที่ไหน”

“ที่ห้องตรวจโรคครับ”

สิบนาทีต่อมา พวกฟลิทก็มาที่ห้องตรวจโรคของพวกอสูร ที่อยู่ชั้นล่างของปราสาท มันเป็นห้องขนาดใหญ่ แต่มีฉากกั้นแบ่งเป็นสัดส่วน มุมด้านในสุดมีเตียงตั้งเรียงเป็นแถวยาว มีทหารอสูรไม่ต่ำกว่ายี่สิบคนนอนอยู่บนเตียง แต่ละคนมีใบหน้าซีดเซียว ในขณะที่อีกมุมหนึ่ง แพทย์อสูรหลายสิบคนกำลังตรวจร่างกายของทหารอสูรกลุ่มใหญ่ที่มีท่าทางอ่อนเพลียด้วยสีหน้าเคร่งเครียด บรรยากาศทั่วไปดูวุ่นวายและโกลาหล

พวกฟลิทแปลกใจกับภาพที่เห็น นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมทหารถึงได้เข้าคิวต่อแถวตรวจร่างกายกันยาวเหยียดแบบนี้ พลันได้ยินเสียงของอาร์ทีเมียดังขึ้นจากด้านหลัง

“พวกเจ้ามากันแล้วเหรอ”

“ครับ ท่านอาร์ทีเมีย” ฟลิท ทินเซล ครีซอลและฮันเซย์ หันกลับมาทำความเคารพอาร์ทีเมียพร้อมกัน

“ไปคุยกันข้างในดีกว่า” อาร์ทีเมียเดินนำพวกฟลิทเข้าไปในห้องตรวจโรค ทหารอสูรลุกขึ้นยืนทำความเคารพพร้อมกัน อาร์มีเทียพยักหน้าให้ เดินเข้าไปหาแพทย์อสูรสองคนที่กำลังนั่งคุยกันตรงมุมห้องด้านใน

“ท่านอาร์ทีเมีย ท่านองครักษ์” แพทย์อสูรทั้งสองนายรีบลุกขึ้นยืน

“ตามสบายเถอะ” อาร์ทีเมียบอก แพทย์อสูรทั้งสองนายจึงนั่งลง จากนั้นหนึ่งในสองก็รีบรายงาน

“สองสามวันมานี้ทหารส่วนใหญ่ของพวกเราไม่ทราบเป็นอะไรครับ บางคนมีอาการหน้ามืด ใจสั่น ตาพร่ามัว บางคนก็เบื่ออาหาร บางคนร่างกายก็อ่อนแรงไปซะเฉยๆ พวกข้ากำลังตรวจสอบหาสาเหตุอยู่ครับว่าเกิดจากอะไร แต่สันนิษฐานเบื้องต้นว่าน่าจะโดนวางยา”

“โดนวางยา!” พวกฟลิทอุทานอย่างแปลกใจ  เพราะคิดว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้

“ครับ ทีมแพทย์ของพวกเราคิดว่าน่าจะมีคนวางยาทหารของพวกเรา แต่แปลกใจว่าใครเป็นคนทำ และมันใช้วิธีไหนในการวางยา นี่ข้าให้ทหารประจำห้องครัวเก็บตัวอย่างอาหารทุกชนิดส่งมาให้ที่นี่ตรวจสอบ และสั่งให้ทหารอีกกลุ่มหนึ่งไปตรวจสอบแหล่งน้ำดื่มทั้งหมดภายในนี้ คาดว่าเย็นนี้น่าจะทราบผลครับ”

อาร์ทีเมียกวาดตามองทหารอสูรที่เข้ามาต่อคิวเพื่อรับการรักษา จากที่เห็นในห้องนี้มีไม่ต่ำกว่าร้อยคน และคาดว่าน่าจะมีทยอยเดินทางมาเพิ่มกันอีกเรื่อยๆ  อาร์ทีเมียมีสีหน้าเคร่งขรึม พูดเสียงเข้ม

  “หากรู้ผลการตรวจสอบแล้ว ให้รีบแจ้งข้าทันที”

“ครับ ท่านอาร์ทีเมีย”

อาร์ทีเมียพูดคุยกับแพทย์อีกพักใหญ่ จากนั้นจึงกลับห้องพักของตัวเอง โดยมีพวกฟลิทตามเข้ามาด้วย

“พวกเจ้าคิดว่าใครเป็นคนวางยาทหารของพวกเรา” อาร์ทีเมียถามทันทีที่หย่อนกายลงนั่งบนเก้าอี้

“ไม่แน่ใจครับ แต่พวกที่น่าสงสัยที่สุดก็คือพวกปีศาจ” ฮันเซย์ตอบน้ำเสียงเคร่งขรึม

“จะใช่จริงๆ หรือเปล่า ข้าเองก็ไม่แน่ใจ อย่าลืมว่าที่พวกมันยอมร่วมมือกับพวกเรา ก็เพราะต้องการอาศัยกำลังของพวกเราในการโค่นราชาปีศาจ ดังนั้นตราบใดที่ยังทำงานไม่สำเร็จ พวกมันก็ไม่น่าจะหักหลังพวกเรา พวกเจ้าว่าจริงไหม”

“ถ้าไม่ใช่พวกมันแล้วจะเป็นใครล่ะครับ จะว่ามีคนในคิดกบฏก็ไม่น่าเป็นไปได้” ฟลิทแสดงความเห็น

“นั่นสิ เรื่องนี้มันแปลกพิกล มันเหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างที่พวกเราคาดไม่ถึง” อาร์ทีเมียพึมพำ ย่นคิ้วเข้าหากันอย่างใช้ความคิด นิ่งไปครู่ใหญ่

“ครีซอล เจ้าไปที่ทะเลพฤกษา ตามท่านกีรอนมาพบข้าเดี๋ยวนี้ บอกว่าข้ามีเรื่องอยากให้ช่วยตรวจสอบ” อาร์ทีเมียสั่งครีซอล อีกฝ่ายรับคำร่างเลือนหายไปทันที

“ฟลิท ฮันเซย์ พวกเจ้าช่วยไปติดตามงานของพวกเดอร์แรมให้ข้าหน่อยสิ ว่าคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว ส่วนเจ้าทินเซล ไปคอยดักซุ่มจับตาดูความเคลื่อนไหวของพวกปีศาจ ระวังอย่าให้พวกมันรู้ตัวเด็ดขาด”

“ครับ” ทั้งสามคนรับคำพร้อมกัน ร่างเลือนหายไปเช่นกัน  อาร์ทีเมียลุกขึ้นยืน พลันมีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นสองครั้ง

“ท่านอาร์ทีเมียครับ”

อาร์ทีเมียเดินมาเปิดประตูห้อง พบมิวเคอร์กับอัลบูโกยืนอยู่ ทั้งคู่ทำความเคารพอาร์ทีเมียพร้อมกัน

“พวกเจ้ามีเรื่องอะไรเหรอ ท่าทางเคร่งเครียดกันจัง” อาร์ทีเมียยิ้มให้ หมุนตัวเดินนำแม่ทัพทั้งสองคนเข้ามาด้านใน เมื่อทั้งคู่นั่งลงแล้ว มิวเคอร์จึงพูดขึ้น

“ท่านอาร์ทีเมีย ทราบเรื่องที่ทหารของพวกเราล้มป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุแล้วหรือยังครับ”

“ข้ารู้แล้ว”

“ท่านอาร์ทีเมียคิดว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของใครครับ” อัลบูโกถาม

“ข้าเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แล้วพวกเจ้ามีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง” อาร์ทีเมียย้อนถาม

“เรื่องนี้ พวกปีศาจน่าสงสัยที่สุด แต่ข้าอดแปลกใจไม่ได้ว่า พวกมันจะทำไปเพื่ออะไร ในเมื่อตอนนี้พวกมันยังต้องพึ่งพาอาศัยกำลังของพวกเราในการจัดการกับราชาปีศาจ  ตราบใดที่งานยังไม่สำเร็จ พวกมันก็ไม่น่าจะหักหลังพวกเรา ข้าคิดว่าเรื่องนี้มีอะไรบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล” มิวเคอร์แสดงความเห็น

“ข้าเห็นด้วยครับ จากที่ข้าสังเกตพวกมันอย่างเงียบๆ พบว่าพวกมันฉลาดและค่อนข้างจะระวังตัวเองเป็นอย่างดีทีเดียว ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นฝีมือของพวกมัน เพราะการทำแบบนี้เท่ากับการฆ่าตัวตายชัดๆ”

“ข้าก็คิดแบบพวกเจ้าเช่นกัน แต่หากไม่ใช่พวกปีศาจ แล้วใครเป็นคนทำ”  อาร์ทีเมียรำพึงเบาๆ

“ท่านอาร์ทีเมียน่าจะให้ท่านกีรอนมาตรวจสอบนะครับ เพราะท่านกีรอนรอบรู้ในเรื่องพิษทุกชนิดเป็นอย่างดี ถ้าเรารู้ว่าทหารของพวกเราล้มป่วยด้วยสาเหตุใด บางทีมันอาจจะทำให้เราหาตัวผู้ต้องสงสัยได้ง่ายขึ้น”

“ขอบใจมากมิวเคอร์ ข้าเพิ่งสั่งครีซอลให้ไปตามท่านกีรอนมาพบ  คาดว่าช่วงค่ำๆ ท่านกีรอนคงจะเดินทางมาถึงที่นี่ และเราก็คงจะได้รู้คำตอบกันว่าทหารของพวกเราล้มป่วยเพราะอะไร จริงสิ เรื่องเทวรูปนักรบบนเทือกเขาที่ข้าสั่งให้เจ้าไปจัดการ เรียบร้อยดีไหม”  อาร์ทีเมียบอกก่อนหันมาถามอัลบูโก

“ไม่มีปัญหาครับ เมื่อคืนคัสตอนกับอมีนาไปจัดการให้แล้วครับ ทั้งคู่รายงานว่าเทวรูปอยู่ในสภาพเดิม ไม่มีร่องรอยหรือกลิ่นไอปีศาจแม้แต่น้อย แสดงว่าพวกมันยังไม่รู้เรื่องนี้ครับ”

“ดีแล้วที่เป็นอย่างนั้น ว่าแต่คัสตอนกับอมีนากลับมาจากฝั่งโน้นตั้งแต่เมื่อไหร่”

“เมื่อคืนครับ พอรายงานเรื่องงานให้มิวเคอร์ฟังแล้ว ทั้งคู่ก็เดินมาเจอข้ากำลังสั่งงานทหารชั้นต่ำเกี่ยวกับเรื่องเทวรูปพอดี ก็เลยอาสาไปจัดการให้” อัลบูโกบอก

  “งั้นเหรอ แล้วเบสล่ะ ไม่ได้กลับมาด้วยกันหรอกหรือ”

“กลับมาด้วยกันครับ แต่ข้ายังไม่เจอเบส ตอนที่คัสตอนกับอมีนาเข้ามารายงานเรื่องภารกิจให้ข้าฟังนั้น ทั้งคู่บอกว่าเบสไม่ค่อยสบาย เลยขอตัวไปนอนพักครับ” มิวเคอร์บอกเนิบๆ อาร์ทีเมียพยักหน้ารับรู้ ทั้งหมดพูดคุยกันอีกครู่หนึ่ง มิวเคอร์กับอัลบูโกก็ขอตัวกลับห้องเพื่อพักผ่อน

อาร์ทีเมียเดินไปหยุดตรงผนังห้องที่มีภาพวาดของรันติดไว้ นึกถึงคำพูดที่พวกแม่ทัพปีศาจเล่าให้ฟัง

“ราชาปีศาจมีทายาทสองคน ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง แม้ว่าทั้งคู่จะมีอายุน้อย แต่เก่งไม่เบา โดยเฉพาะคนที่เป็นพี่ชาย นอกจากจะฝีมือสูงสามารถสู้กับโรซาร์เนียร์ได้สูสีแล้ว รูปร่างหน้าตาและบุคลิกโดยรวมก็ดีมาก คล้ายกับแม่ทัพเทพอนากอล ส่วนน้องสาวฝีมือใช้ได้แต่ปากกล้าและอวดดีน่าดู ที่สำคัญค่อนข้างจะใจร้อน”

 “ฟังจากที่พวกท่านเล่าให้ฟัง ทายาทของราชาปีศาจ น่าสนใจมาก จริงสิ พวกท่านจำหน้าตาของเด็กสองคนนี้ได้หรือเปล่า”

ไกเซอร์แบมือข้างหนึ่ง เกิดแสงสีส้มพุ่งออกมาจากฝ่ามือ ก่อตัวเป็นภาพของโรมกับรัน ลอยออกมาจากฝ่ามือ  อาร์ทีเมียมองด้วยความสนใจ จริงอย่างที่พวกนี้พูดเอาไว้จริงๆ ลูกชายของราชาปีศาจมีบุคลิกคล้ายเจ้าอนากอลมากทีเดียว ส่วนลูกสาวก็หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูไม่เบา  งานนี้ชักสนุกแล้วสิ

อาร์ทีเมียผละจากภาพวาดของรัน หมุนตัวเดินกลับมานั่งที่โต๊ะ แบมือข้างหนึ่งออกมา ปรากฎควันสีเทาก่อตัวเป็นรูปใบหน้าของโรม  หึหึ ลูกชายของราชาปีศาจ เด็กหนุ่มผู้หล่อเหลา เฉลียวฉลาดและมีฝีมือสูง อยากรู้จริงๆ ว่า ระหว่างเจ้ากับข้า ใครมันจะเหนือกว่าใคร 

อาร์ทีเมียยิ้มมุมปาก ดวงตาเปล่งประกายวาววับ บีบมือเข้าหากันเบาๆ ภาพใบหน้าของโรมก็สลายไป

******************************************************

 ในเรือนรับรองของพวกปีศาจ

 “ป่านนี้แล้ว ทำไมซานฟรีสยังไม่ออกมาจากห้องอีก มันไม่รู้หรือไงว่านี่มันบ่ายเข้าไปแล้ว” เวอร์บีการ์บ่นเสียงดัง เมื่อเห็นว่าบ่ายกว่าแล้ว แต่ซานฟรีสก็ยังไม่ออกมาจากห้องของตนเอง

 “สงสัยเมื่อคืนคงนอนดึกน่ะ” ไกเซอร์บอกพร้อมยกมือปิดปากหาวหวอดๆ

 “นอนดึกเหรอ แล้วเจ้ารู้ได้ไง” โรซาร์เนียร์สงสัย

 “ก็เมื่อคืนข้านั่งเล่นหมากรุกกับเจ้าซานฟรีสน่ะสิ ฮ๊าว ง่วงชะมัด” ไกเซอร์ยกมือทุบต้นคอเบาๆ

“เล่นหมากรุก?  แล้วนั่งเล่นกันดึกดื่นหรือไง เจ้าถึงได้มานั่งหาวแบบนี้” เวอร์บีการ์แปลกใจ

 “ก็ใช่น่ะสิ เมื่อคืนหลังจากข้ากลับมาจากเดินเล่นแถวชายหาด พอมาถึงก็เจอซานฟรีสนั่งอยู่คนเดียว มันชวนข้าเล่นหมากรุก ข้าขี้เกียจขัดใจก็เลยเล่นด้วยหนึ่งกระดาน  แต่กว่าข้าจะปิดกระดาน เอาชนะมันได้ ก็ปาเข้าไปตั้งค่อนคืน”  ไกเซอร์บ่นพลางส่ายหัว  โรซาร์เนียร์เหลือบตามองเล็กน้อย พูดเนิบๆ

“ข้าเห็นเจ้าชอบไปเดินเล่นแถวชายหาดอยู่บ่อยๆ  อยากรู้จริงๆ ว่าแถวนั้นมีอะไรดี เจ้าจึงติดใจนักหนา”

“ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่อากาศตรงนั้นดีกว่าที่อื่น ลมโกรกเย็นสบาย ว่างๆ เจ้าก็น่าจะไปเดินเล่นบ้างนะ เผื่อบางทีอาจจะติดใจแบบข้าก็ได้”

“ข้าไม่ชอบเดินทอดน่องปล่อยอารมณ์แบบเจ้า เชิญเจ้าคนเดียวก็แล้วกัน” โรซาร์เนียร์ปฏิเสธ

“ดีแล้วที่เจ้าไม่ชอบ ข้าจะได้สบายใจ ไม่ต้องกังวลกลัวว่าจะมีใครมาแย่งที่สูดอากาศของข้า”

โรซาร์เนียร์ชะงักนิดหนึ่ง รู้สึกได้ถึงความผิดปกติในคำพูดและน้ำเสียงของไกเซอร์ คล้ายกับว่ามีอะไรบางอย่างแอบแฝงในถ้อยคำเหล่านั้น  ไกเซอร์ยิ้มบางๆ ลุกขึ้นยืน 

“ข้าขอตัวไปเดินสูดอากาศข้างนอกสักหน่อย ไว้เจอกันตอนเย็น”  พูดจบ ไกเซอร์ก็หมุนตัวเดินออกไป

“ท่านโรซาร์เนียร์ ท่านเวอร์บีการ์ คิดเหมือนข้าไหมครับว่า ท่านไกเซอร์ดูท่าทางจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ” โดโรทีถามทันที เมื่อลับร่างของไกเซอร์

“นั่นสิครับ ข้าก็รู้สึกเหมือนกันว่าท่านไกเซอร์อารมณ์ดีผิดปกติ แตกต่างไปจากทุกวัน” ครูเกอร์เห็นด้วย

 “สงสัยคงจะดีใจที่เล่นหมากรุกชนะซานฟรีสได้มั้ง” โรซาร์เนียร์ตอบไม่ตรงกับความรู้สึกของตัวเอง 

“แต่ข้าว่าไม่น่าจะใช่นะครับ จริงอยู่ว่าท่านซานฟรีสเล่นหมากรุกเก่งมากจนทำให้หาคนมาโค่นได้ยาก  แต่การที่ท่านไกเซอร์เอาชนะท่านซานฟรีสได้ มันก็ไม่น่าจะทำให้ท่านไกเซอร์อารมณ์ดีได้ขนาดนี้นะครับ” ครูเกอร์ท้วงขึ้นมา มั่นใจว่าที่ไกเซอร์อารมณ์ดีแบบนี้ มีสาเหตุมาจากเรื่องอื่น เพียงแต่ไม่รู้ว่ามันคือเรื่องอะไร

“ไกเซอร์จะอารมณ์ดีหรืออารมณ์เสียก็ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเรา เลิกพูดเรื่องนี้ได้แล้ว” เวอร์บีการ์ตัดบท

“ครับ ท่านเวอร์บีการ์” โดโรทีกับครูเกอร์รับคำเสียงอ่อย เวอร์บีการ์หันมาทางชูร่าที่นิ่งเงียบ

“เจ้าช่วยไปปลุกซานฟรีสให้ข้าหน่อยสิ”

“ครับ ท่านเวอร์บีการ์”  ชูร่าลุกขึ้นเดินไปยังห้องพักที่อยู่ด้านใน เมื่อมาหยุดหน้าห้องของซานฟรีสที่อยู่ห้องแรกทางขวามือ ก็ยกมือขึ้นเคาะประตูสองครั้ง ครู่หนึ่ง ซานฟรีสก็เปิดประตูออกมาหน้าตางัวเงีย

 “ท่านเวอร์บีการ์ให้ข้ามาปลุกท่านซานฟรีสครับ” ชูร่าบอกน้ำเสียงนุ่มนวล  ซานฟรีสพยักหน้า ยกมือปิดปากหาวหวอดๆ เปิดประตูห้องให้กว้างออก หมุนตัวเดินกลับเข้าไปด้านใน พูดโดยที่ไม่ได้หันมามอง

“ชูร่า เข้ามาในนี้ก่อนสิ ข้ามีเรื่องจะคุยด้วย”

ชูร่ามีสีหน้าสงสัยแกมแปลกใจ แต่ก็เดินเข้ามาข้างในแต่โดยดี ซานฟรีสสั่งให้ชูร่าปิดประตูห้องให้เรียบร้อย เมื่อชูร่าปิดประตูห้องแล้ว ซานฟรีสก็เดินไปนั่งบนเก้าอี้ที่วางอยู่มุมห้อง กวักมือเรียกชูร่าให้เข้ามา

“ท่านซานฟรีสจะคุยอะไรกับข้าหรือครับ” ชูร่ามองซานฟรีสที่นั่งหลับตาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้

ซานฟรีสลืมตาขึ้น มองชูร่าที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยแววตาที่ผิดไปจากทุกครั้ง มันเป็นแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและเชื่อมั่นอยู่ลึกๆ ขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยความกังวล ลังเลหรือไม่แน่ใจอะไรบางอย่าง

“เจ้าเป็นปีศาจแมงมุม ใช่ไหม”

“ใช่ครับ” ชูร่าพยักหน้ารับคำแบบงงๆ

“ข้าขอถามอะไรเจ้าสักอย่างหนึ่งได้หรือเปล่า”

“ได้ครับ ถ้าข้าตอบได้ ข้าก็จะตอบครับ” ชูร่าตอบอย่างระวัง ไม่แน่ใจว่า ท่านซานฟรีสรู้เรื่องของตัวเองหรือไม่ ทำให้ชูร่าระมัดระวังคำพูดเป็นพิเศษ

 “เจ้าตอบว่าได้หรือไม่ได้ก็พอ แต่ข้าอยากให้เจ้าตอบคำถามของข้าอย่างตรงไปตรงมา เพราะคำตอบของเจ้าจะมีผลถึงเรื่องที่ข้าจะพูดกับเจ้าหลังจากนี้ เข้าใจไหม” ซานฟรีสบอกเนิบๆ มองชูร่าด้วยแววตานิ่งสงบ

“ได้ครับ ว่าแต่ท่านซานฟรีสจะถามข้าเรื่องอะไรหรือครับ”

ซานฟรีสพยักหน้ายิ้มพอใจ ถามคำถามที่ทำให้ชูร่ายืนอึ้ง มองซานฟรีสอย่างแปลกใจ

“ว่าไง ได้หรือไม่ได้ รีบตอบมา”

ชูร่ามองซานฟรีสอย่างค้นหา แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ บนใบหน้าของซานฟรีส นิ่งไปครู่หนึ่ง จึงพูดขึ้น

“คำตอบก็คือ ได้ครับ”

“นั่นไง ข้านึกแล้วเชียว” ซานฟรีสดีดนิ้วเปาะด้วยความดีใจ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ พูดน้ำเสียงร่าเริง

“เจ้าไปบอกเวอร์บีการ์ด้วยว่าข้าตื่นแล้ว กำลังอาบน้ำอยู่ อีกสักครู่ ข้าจะออกไป”

“แล้วเรื่องที่ท่านซานฟรีสจะคุยกับข้าล่ะครับ” ชูร่าสงสัย

“อ๋อ เรื่องนั้นน่ะเหรอ ให้ข้าหาอะไรรองท้องก่อนได้ไหม จากนั้น เราจะคุยเรื่องนี้กันอีกครั้ง เจ้าออกไปบอกเวอร์บีการ์ก่อนเถอะ” พูดจบ ซานฟรีสก็ผลุบหายเข้าไปในห้องน้ำอย่างรวดเร็ว

 ชูร่ายืนอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันหลังเดินตรงไปที่ประตูห้อง ไม่ทันจะเปิดออกไปก็ได้ยินเสียงซานฟรีสตะโกนเรียกออกมาจากห้องน้ำเสียงดัง

“ชูร่า”

“ครับ ท่านซานฟรีส”

“ข้าดีใจนะ ที่คำตอบของเจ้าตรงกับที่ใจข้าของคิด หึหึ งานนี้สนุกแน่ ฮ่าๆๆ”

ชูร่าทำตาปริบๆ อะไรของท่านซานฟรีสกันนี่ ไม่เห็นจะเข้าใจ ชูร่าส่ายหัวเบาๆ หมุนตัวเดินออกไปทันที

ครึ่งชั่วโมงต่อมา ซานฟรีสก็ออกมาจากห้อง หลังจากทักทายโรซาร์เนียร์กับเวอร์บีการ์ที่นั่งอยู่ในห้องโถง ซานฟรีสก็เข้าไปในครัวเพื่อหาอะไรกิน เมื่อเรียบร้อยแล้ว ซานฟรีสก็เดินออกมานั่งสมทบกับทุกคน

“เมื่อคืนได้ข่าวว่าเจ้าเล่นหมากรุกแพ้ไกเซอร์เหรอ” เวอร์บีการ์ถาม

“ใครบอกเจ้า อ๋อ รู้แล้ว เจ้าไกเซอร์ล่ะสิ โธ่เอ๊ย! ชนะข้าแค่กระดานเดียวทำมาอวด”

“ไกเซอร์ก็ต้องอวดบ้างสิ เจ้าอย่าลืมว่า ทหารปีศาจทุกคนต่างก็รู้ดีว่าเจ้าน่ะเป็นเซียนหมากรุก ถ้ามีใครเอาชนะเจ้าได้ล่ะก็ แสดงว่าคนๆ นั้นต้องเก่งมาก” เวอร์บีการ์พูดยิ้มๆ  ซานฟรีสเบ้หน้า ยักไหล่เล็กน้อย

“เจ้าไกเซอร์มันฟลุคต่างหากล่ะ จริงสิ แล้วนี่มันหายหัวไปไหน”

“ไปเดินเล่นแถวชายหาด” โรซาร์เนียร์บอก

“งั้นเหรอ สงสัยนัดสาวไว้แหงๆ ถึงได้เทียวไปเทียวมาแถวชายหาดตลอด” ซานฟรีสว่าไม่จริงจังนัก

“ฮ่าๆๆ ตั้งแต่ข้าเป็นเพื่อนกับมันมา ข้าก็ไม่เคยเห็นว่าไกเซอร์จะสนใจผู้หญิงคนไหน อย่าว่าแต่สนใจเลย ขนาดคำชม ข้าก็ไม่เคยได้ยินมันชมใครว่าสวยสักครั้ง”

“ใครว่าไม่มี คนที่เจ้าไกเซอร์เคยชมว่าสวยน่ะ มีอยู่ แต่พวกเจ้าไม่ได้ยินเอง” โรซาร์เนียร์ท้วงขึ้นมา

“มีด้วยเหรอ แล้วใครกัน” ซานฟรีสกับเวอร์บีการ์ถามพร้อมกัน ขณะที่ขุนพลปีศาจก็มองอย่างสงสัย

“ท่านเกรซยังไงล่ะ”

ทุกคนทำตาโต มองโรซาร์เนียร์เป็นจุดเดียวกัน โรซาร์เนียร์พยักหน้า พูดเนิบๆ

“ตอนที่ท่านราฟพาท่านเกรซมาแนะนำให้พวกเรารู้จักเป็นครั้งแรก ข้าได้ยินไกเซอร์พูดพึมพำเบาๆ ว่างดงามมาก พอข้าหันไปถามว่าเมื่อกี้เจ้าพูดอะไร มันก็บอกว่าเปล่านี่ ไม่มีอะไร”

 ทุกคนอึ้งไปถนัดกับเรื่องราวที่ได้รับรู้ ท่านเกรซ ราชินีแห่งเทพผู้งดงามที่ใครๆ ต่างก็หมายปอง เอ๊ะ หรือว่า..ทุกคนกลืนน้ำลายลงคอ ไม่กล้าคิดต่อ ได้แต่หันมามองหน้ากัน บรรยากาศในห้องเงียบไปชั่วขณะ

“ข้าออกไปเดินเล่นดีกว่า นั่งอยู่ในนี้นานๆ ชักเบื่อ” โรซาร์เนียร์พูดขึ้นมาทำลายความเงียบ ลุกขึ้นยืน

“ข้าไปกับเจ้าด้วยล่ะกัน นั่งมากๆ ชักจะลงพุงเข้าไปทุกวันแล้ว” เวอร์บีการ์ลุกขึ้นเช่นกัน

เมื่อลับร่างของทั้งคู่ โดโรทีกับครูเกอร์ก็ขอตัวกลับไปพักในห้อง คงเหลือแต่ชูร่ากับซานฟรีส

“ดีจัง ทุกคนไปกันหมด เอาล่ะ ชูร่า เรามาเล่นหมากรุกกันเถอะ” ซานฟรีสลุกขึ้นไปหยิบกระดานหมากออกมาวางบนโต๊ะ  ชูร่าจะปฏิเสธ แต่ซานฟรีสชิงพูดขึ้นมา

“เรื่องที่ข้าคุยค้างกับเจ้าเอาไว้ ก็คือเรื่องนี้” ซานฟรีสชี้ให้ชูร่าดูกระดานหมากที่วางอยู่บนโต๊ะ

“เรื่องหมากรุกหรือครับ เอ๊ะ! แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคำถามที่ท่านซานฟรีสถามข้าเมื่อครู่ล่ะครับ”

“เกี่ยวสิ เพราะข้าจะสอนเจ้าเดินหมากรุกแบบพิเศษ”

“หมากรุกแบบพิเศษ” ชูร่าทวนคำ

“ใช่ หมากรุกแบบพิเศษ เจ้าจงจดจำวิธีการเดินและวิธีแก้ของมันไว้ให้ดี ข้ามั่นใจว่าความเข้าใจของข้าถูกต้องแน่นอน และเจ้าคนเดียวเท่านั้นที่สามารถจัดการกับมันได้” ซานฟรีสพูดเสียงหนักอย่างมั่นใจ

“ข้าไม่เข้าใจครับ ท่านซานฟรีส”

“ไว้ถึงเวลา เจ้าก็จะรู้เอง” ซานฟรีสยิ้มให้ หยิบตัวหมากขึ้นมาถือไว้ ชูร่ามองอย่างสงสัย ไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่า ท่านซานฟรีสหมายความว่าอย่างไร

“เอาล่ะ เรามาเริ่มเล่นหมากรุกแบบพิเศษของพวกเรากันเถอะ”

“ครับ ท่านซานฟรีส”

*************************************************************

ไกเซอร์เดินทอดน่องอย่างสบายอารมณ์ มุ่งหน้าไปชายหาดที่มองเห็นอยู่ไม่ไกล ระหว่างทางที่เดินผ่านจะมีทหารอสูรทำความเคารพเป็นระยะ ไกเซอร์พยักหน้าให้เล็กน้อย เดินตรงไปเรื่อยๆ จนมาหยุดตรงชายหาด ทอดสายตามองเกลียวคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งอย่างสนใจ เสียงคลื่นกระแทกโขดหินดังซ่าๆ

ครู่หนึ่ง ไกเซอร์ก็ละสายตาจากภาพตรงหน้า ชำเลืองมองไปรอบๆ เมื่อเห็นทหารยามของอสูรไม่ได้ให้ความสนใจกับตัวเอง จึงเดินเลียบชายหาดตรงไปจนสุดทางที่เป็นทางโค้ง เดินหายเข้าไปในทางนั้น

ยี่สิบนาทีต่อมา ไกเซอร์มาปรากฏตัวภายในถ้ำแห่งหนึ่ง มันซ่อนอยู่ใต้ภูเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทของจอมอสูรโรติเฟอร์ หน้าปากถ้ำมีเถาวัลย์ขึ้นปกคลุมจนรกทึบ หากไม่สังเกต จะมองไม่เห็นปากทางเข้าของมัน

ไกเซอร์เดินย่ำเท้าเข้ามาข้างในอย่างช้าๆ อากาศภายในค่อนข้างชื้นและมีกลิ่นอับ ได้ยินเสียงน้ำไหลดังแว่วเข้ามา แสดงว่าในถ้ำแห่งนี้ต้องมีธารน้ำไหลอยู่แน่นอน ไกเซอร์กวาดตามองอยู่ครู่หนึ่ง พบซอกหลืบขนาดใหญ่อยู่ทางขวามือ ยิ้มออกมาเล็กน้อย เดินตรงไปทางนั้นทันที

ภายในซอกหลืบนั้นเป็นลานโล่งกว้าง แสงแดดส่องลงมากระทบพื้นดินรำไร อากาศในนี้ค่อนข้างอบอุ่น ตรงกลางลานกว้างมีร่างของใครคนหนึ่งยืนหันหลังให้ เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามา จึงหันมามอง

“ขอโทษด้วยที่ทำให้เจ้าต้องรอนาน” ไกเซอร์ทักทายคนที่ยืนอยู่ก่อนหน้า

“ไม่เป็นไร แต่เจ้าก็เก่งเหมือนกันนะที่หาที่นี่เจอ” ไซลาเรียเอ่ยเนิบๆ

“ตอนแรกข้าก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่า ถ้ำที่เจ้าพูดถึงมันอยู่ตรงไหน แต่พอเจ้าบอกว่าอยู่ใกล้กับชายหาดบริเวณหัวมุม หน้าปากถ้ำมีเถาวัลย์ปกคลุมจนรกทึบ ข้าจึงนึกออก เพราะเคยมาเดินเล่นแถวนี้ครั้งหนึ่ง”

“แสดงว่าเจ้าก็รู้ตั้งแต่แรกแล้วสิว่า ตรงนี้มีถ้ำซ่อนอยู่”

“ใช่” ไกเซอร์ยอมรับ ไซลาเรียย่นคิ้วเข้าหากัน มองไกเซอร์อย่างครุ่นคิด สายตาของมันเฉียบคมไม่เบางั้นเรื่องที่พีเนียสบอกว่ามันกินยากที่สุดก็คงจะจริงสินะ

“เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา พวกเราควรจะคุยธุระกันได้แล้ว เจ้าเห็นด้วยไหม” ไซลาเรียเอ่ยขึ้นมา

“ก็ดีเหมือนกัน งั้นมาเข้าเรื่องของพวกเรากันเถอะ”

การสนทนาของแม่ทัพอสูรและแม่ทัพปีศาจเป็นไปด้วยดี ทั้งคู่ใช้เวลาพูดคุยกันเกือบชั่วโมง จึงได้ข้อยุติ โดยไซลาเรียขอเวลาตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องนี้สามวัน จากนั้นจึงจะให้คำตอบกับไกเซอร์ได้

“ไม่เป็นไร ข้ารอได้”

“ถ้างั้น ข้าขอตัวก่อน อีกสามวันค่อยเจอกัน” ไซลาเรียยิ้มให้เล็กน้อย แล้วร่างก็เลือนหายไป

ไกเซอร์ผุดยิ้มขึ้นมา ชำเลืองมองไปยังผนังถ้ำ พูดเสียงเย็นเยียบ

“ออกมาได้แล้ว”

ผนังถ้ำเกิดไอสีเทาพวยพุ่งออกมา ก่อตัวเป็นร่างของคนคู่หนึ่ง แสงแดดที่ส่องลงมากระทบร่าง ทำให้เห็นว่าทั้งคู่คือ คัสตอนกับอมีนานั่นเอง ทั้งสองคนก้มศีรษะทำความเคารพไกเซอร์พร้อมกัน

“พวกเจ้าได้ยินเรื่องที่ข้าคุยกับไซลาเรียแล้วใช่ไหม”

“ได้ยินแล้วครับ” คัสตอนตอบ

“พวกเจ้าคิดว่าคำตอบของมันน่าจะออกมาเป็นแบบไหน”

“ข้าเชื่อค่ะว่า แผนของท่านไกเซอร์ต้องประสบความสำเร็จ” อมีนาบอกด้วยความมั่นใจ

“งั้นเหรอ ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน ว่าแต่เมื่อคืนพวกเจ้ากลับไปรายงานอัลบูโกว่ายังไง”

“ข้ารายงานไปว่าทุกอย่างเรียบร้อย ไม่มีปัญหาครับ”

ไกเซอร์พยักหน้า มองคัสตอนกับอมีนาอย่างพอใจ เมื่อคืนทั้งคู่โดนกับดักที่ไกเซอร์วางเอาไว้ จึงเป็นสาเหตุให้ถูกไกเซอร์สูบพลังชีวิตออกไปสามส่วน จากนั้นไกเซอร์นำเส้นผมของตัวเองใส่ลงไปในร่างของทั้งคู่พร้อมร่ายมนต์สะกดวิญญาณ ทำให้ทั้งคู่กลายมาเป็นลูกน้องของไกเซอร์อย่างเต็มตัว

 “ดีมาก พวกเจ้าช่วยจับตาดูความเคลื่อนไหวของพวกแม่ทัพอสูรให้ข้าหน่อย โดยเฉพาะพีเนียส”

“ทำไมต้องเจาะจงท่านพีเนียสเป็นพิเศษด้วยคะ ท่านไกเซอร์” อมีนาแปลกใจ มองไกเซอร์อย่างสงสัย

“หึหึ ข้ามีเหตุผลก็แล้วกัน พวกเจ้ากลับไปได้แล้ว หากมีอะไรคืบหน้า ข้าจะติดต่อไปเอง”

“ครับ/ค่ะ ท่านไกเซอร์” คัสตอนกับอมีนารับคำพร้อมกัน แล้วร่างก็เลือนหายไป

ไกเซอร์ยิ้มมุมปาก ดวงตาวาวโรจน์อย่างพอใจ หมุนตัวเดินกลับไปตามเส้นทางเดิมที่เข้ามา มุ่งหน้าไปยังเรือนรับรอง โดยมีสายตาของคนกลุ่มหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในโขดหินนอกปากถ้ำ มองตามไปจนลับสายตา

***************************************************

 อีกด้านหนึ่ง ที่น็อธ บิ๊ก ซิตี้ ภายในห้องหนังสือชั้นบนของปราสาท ขณะนั้นคนกลุ่มหนึ่งกำลังปรึกษาหารือเรื่องงานกัน

 “ในกลุ่มเทพด้วยกัน นอกจากเจ้าแล้ว ยังมีใครอีกบ้างที่สามารถถอนต้นไม้ดูดชีพที่ถูกฝังอยู่ในร่างของเหยื่อได้”  ท่านราฟถามไวท์ไลฟ์ ที่นั่งข้างกาลาฟ

“เท่าที่ข้ารู้ ก็มีอังเดรครับ”

“อังเดร คนที่เป็นนักกวีน่ะเหรอจ๊ะ” ท่านเกรซถาม  

“ใช่ครับ อังเดรมีความรอบรู้เกี่ยวกับพืชโบราณมาก โดยเฉพาะต้นไม้ดูดชีพ เขาศึกษาวงจรชีวิตของมันอย่างละเอียด จนรู้วิธีจัดการกับมันเป็นอย่างดี นอกจากนี้ เขายังเคยช่วยคนที่โดนต้นไม้ดูดชีพเล่นงานอีกด้วย”

“นอกจากอังเดรแล้ว ยังมีคนอื่นอีกไหม”

“ไม่แน่ใจครับ แต่คิดว่าทีมแพทย์ของเรา (หมายถึงเฉพาะเทพ) น่าจะมีหลายคนที่จัดการกับมันได้”

ท่านราฟพยักหน้า ยิ้มด้วยความพอใจ หันมาสั่งอนากอล

 “เจ้าช่วยส่งสัญญาณเรียกแพทย์ทุกคนของเทพรวมทั้งอังเดร ให้มาที่นี่ด่วนที่สุด”

“ครับ ท่านราฟ” อนากอลยื่นมือข้างหนึ่งออกมา พร้อมท่องมนต์ ปรากฏลูกบอลสีทองมีขนาดเท่าลูกปิงปองลอยออกมาจากฝ่ามือนับร้อยลูก ส่องแสงสว่างไสวไปทั่วห้อง พุ่งออกไปข้างนอกทันที

“ข้าส่งลูกบอลแจ้งข่าวไปแล้ว คาดว่าไม่เกินสองวัน ทุกคนจะเดินทางมาถึงที่นี่ครับ”

“ดีมาก”  ท่านราฟบอกก่อนชะงัก หันไปมองตู้หนังสือที่อยู่ทางขวามือ ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน

ควันสีเขียวกลุ่มหนึ่งก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ กลายเป็นกรอบสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ลอยมาหยุดตรงหน้าทุกคน  แล้วภาพของคนกลุ่มหนึ่งก็โผล่ขึ้นมา ทำความเคารพท่านราฟ ท่านเกรซและอนากอลพร้อมกัน

“กำลังคิดถึงพวกเจ้าอยู่พอดี เป็นยังไงบ้าง มีอะไรคืบหน้าหรือเปล่า” ท่านราฟทักด้วยรอยยิ้ม

“มีครับ” บราวน์ยิ้มให้ เล่าเรื่องต่างๆ ให้ทุกคนฟังอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ได้คุยกับโรซาร์เนียร์และเวอร์บีการ์  เรื่องที่มนต์สายใยพิศวงของชูร่าเริ่มออกฤทธิ์จนทำให้ทหารอสูรล้มเจ็บอย่างไม่ทราบสาเหตุ รวมไปถึงเรื่องที่ไกเซอร์แอบไปพบกับแม่ทัพอสูรไซลาเรียตามลำพังในถ้ำแห่งหนึ่งแถวชายหาด

“พวกเจ้ารู้หรือเปล่าว่า ไกเซอร์ไปพบแม่ทัพอสูรคนนั้นด้วยเรื่องอะไร” ท่านราฟถาม

“ไม่แน่ใจครับ พวกเราไม่ได้เข้าไปข้างใน แต่คิดว่าอาจจะตกลงเกี่ยวกับผลประโยชน์อะไรบางอย่างก็ได้ครับ เพราะพวกเขาใช้เวลาในการพูดคุยกันนานทีเดียว” จอห์นคาดเดา

“ผลประโยชน์งั้นเหรอ” ท่านราฟทวนคำอย่างแปลกใจ  นอร์ธจึงอธิบายเพิ่มเติมว่า แม่ทัพอสูรมีด้วยกันสี่คนคือมิวเคอร์ อัลบูโก  พีเนียสและไซลาเรีย ซึ่งจากการสังเกตอย่างเงียบๆ ของพวกตน พบว่าจอมอสูรโรติเฟอร์กับอาร์ทีเมียให้ความไว้วางใจมิวเคอร์กับอัลบูโกมากกว่าแม่ทัพอีกสองคน ที่สำคัญก็คือดูเหมือนว่า ไซลาเรียกับพีเนียสจะไม่ค่อยพอใจมิวเคอร์กับอัลบูโกอยู่ลึกๆ แต่ไม่แสดงออกให้ใครรู้

 “ก่อนหน้าที่สองคนนี้จะนัดพบกัน พวกเขาเคยพูดคุยกันมาก่อนบ้างหรือเปล่า” อนากอลถาม

“เคยครับ ท่านอนากอล” อาเธอร์เล่าเหตุการณ์ที่ไซลาเรียและทหารกลุ่มหนึ่งไปยืนห้อมล้อมไกเซอร์ เพื่อจะหาเรื่อง แต่กลับโดนไกเซอร์ยอกย้อนด้วยคำพูดจนต้องยืนอึ้งให้ทุกคนฟัง

“ไกเซอร์ย้อนไซลาเรียว่ายังไงเหรอจ๊ะ” ท่านเกรซสงสัย  อาเธอร์อมยิ้ม ถ่ายทอดคำพูดของไกเซอร์ให้ทุกคนฟังและอธิบายเพิ่มเติมว่าที่ตนเองรู้เรื่องนี้ก็เพราะว่า วันนั้นบังเอิญไปสิงร่างทหารคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มนั้นพอดี

“แบบนี้นี่เอง ข้าพอจะมองเห็นอะไรขึ้นมารางๆ แล้วสิ หรือเจ้าคิดว่าไง” ท่านราฟหันมาถามอนากอล

“ครับ ข้าก็คิดแบบนั้นเช่นกัน” อนากอลคลี่ยิ้มบางๆ

“เอาล่ะ เรื่องนี้เราค่อยคุยกันอีกครั้ง แต่ตอนนี้ข้ามีคำถามจะถามพวกเจ้าข้อหนึ่ง” ท่านราฟเอ่ยเนิบๆ

“เรื่องอะไรครับ”  บราวน์ถาม

“เรื่องต้นไม้ดูดชีพ ข้าอยากรู้ว่าพวกเจ้ารู้วิธีจัดการกับมันหรือเปล่า”

“ชาวหุบเขามรณะทุกคน รู้วิธีจัดการกับต้นไม้ดูดชีพเป็นอย่างดีครับ” นอร์ธตอบด้วยรอยยิ้ม

“จริงหรือนี่ เรื่องนี้ถือเป็นข่าวดีของพวกเราเชียวล่ะจ้ะ”  ท่านเกรซยิ้มด้วยความดีใจ

 “จริงครับ ท่านเกรซ ว่าแต่พวกท่านถามเรื่องนี้ทำไมหรือครับ” จอห์นแปลกใจ ท่านราฟจึงเล่าเรื่องที่ได้รับรู้มาจากเดลให้ฟัง เมื่อฟังจบองครักษ์รุ่นสองก็ถอนหายใจ พวกอสูรนี่อำมหิตจริงๆ ทำแบบนี้กับชาวบ้านได้ยังไง คิดแล้วก็อดสงสารชาวบ้านที่ต้องตกเป็นเหยื่อของต้นไม้ดูดชีพขึ้นมาไม่ได้

“ข้าคิดว่าท่านราฟ ควรจะแจ้งเรื่องต้นไม้ดูดชีพให้พวกท่านพ่อทราบนะครับ”  อาเธอร์แนะนำ

 “เป็นความคิดที่ดี แต่ข้าขอใช้บริการทีมแพทย์ของเทพก่อนเถอะ หากไม่ไหวจริงๆ ก็ค่อยบอกเรื่องนี้ให้ตาเฒ่าพวกนั้นรู้และเรียกตัวมาที่นี่  ไม่ใช่อะไรหรอกนะ แต่ข้ายังไม่อยากกินยาแก้ปวดหัวในตอนนี้ หวังว่าพวกเจ้าคงเข้าใจ”  ท่านราฟปฏิเสธหน้าตาย ทำให้ทุกคนหัวเราะชอบใจเสียงดังลั่น

“เอาล่ะ ขอบใจพวกเจ้ามากที่รายงานข่าวมาให้พวกเรารู้ หากมีข่าวอะไรคืบหน้าให้รีบแจ้งข้าทันที แล้วก็ฝากคำพูดของข้าไปถึงโรซาร์เนียร์กับเวอร์บีการ์ด้วยว่า ข้าเข้าใจทุกอย่างดีและรอการกลับมาของพวกเขาอยู่”

“ครับ ท่านโรซาร์เนียร์และท่านเวอร์บีการ์จะต้องดีใจแน่นอน ถ้าได้ยินคำพูดนี้ของท่านราฟ”

“ขอบใจมาก พวกเจ้าก็เช่นกัน ระวังตัวด้วย” ท่านราฟบอกน้ำเสียงนุ่มนวล  พวกจอห์นยิ้มให้ ก้มศีรษะทำความเคารพท่านราฟ ท่านเกรซและอนากอล จากนั้นกรอบสี่เหลี่ยมก็หายไป

“เป็นอันว่าหมดปัญหาเรื่องต้นไม้ดูดชีพไปเปลาะหนึ่ง ข้าจะติดต่อไปหาพวกรีนอลสักหน่อย อยากรู้ว่าโรมกับพวกฟิลฝึกวิชาไปถึงไหนแล้ว” ท่านราฟพูดอย่างโล่งใจ

“ดีเหมือนกันค่ะ ข้าก็อยากรู้ว่าลูกชายข้ากับพวกฟิลเป็นยังไงบ้าง” ท่านเกรซเห็นด้วย

สิบห้านาทีต่อมา พวกท่านราฟก็ได้รับรู้เรื่องราวการฝึกวิชาของพวกโรมจากองครักษ์รุ่นแรกที่เล่าให้ฟังอย่างละเอียด ซึ่งรีนอลได้ฉายภาพให้ทุกคนดูประกอบการรับฟังอีกด้วย ทำเอาทุกคนอึ้งกับสิ่งที่ได้เห็นผ่านภาพบันทึกเหตุการณ์  โดยฟาคอลกับแบนนาสทำหน้าที่เป็นผู้บรรยาย

ท่านเกรซนิ่วหน้าอย่างไม่ชอบใจ เมื่อเห็นพวกภูเขาหินวิ่งไล่หนุ่มๆ ทำให้ทั้งห้าคนล้มลุกคลุกคลานได้แผลกันถ้วนหน้า หรือตอนที่ฉลามขาวยื่นข้อเสนอให้หนุ่มๆ แต่งงานกับจระเข้และงูเพื่อเป็นการรับผิดชอบ ท่านเกรซก็ต่อว่าพวกรีนอลเป็นการใหญ่ ผิดกับท่านราฟและอนากอลที่นั่งอมยิ้มไม่ออกความเห็นใดๆ ส่วนกาลาฟกับไวท์ไลฟ์ มองภาพเหตุการณ์ไปพลางถอนหายใจไปพลาง นึกขยาดในความพิเรนทร์ของพวกฟาคอล

“อย่างที่เห็นนั่นแหละครับ เด็กหนุ่มกลุ่มนี้ ไม่เพียงแต่มีจิตใจและพละกำลังที่เข้มแข็งเท่านั้น แต่ยังรู้จักใช้สมองในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า นอกจากนี้ยังรู้ด้วยว่าเวลาไหนสมควรบุกตะลุยไปข้างหน้า หรือถอยเพื่อกลับไปตั้งหลัก นับได้ว่าไม่ธรรมดาทีเดียว”  รีนอลสรุปให้ทุกคนฟัง

“แล้วตอนนี้พวกโรมอยู่ที่ไหน” ท่านราฟถาม

“ตอนนี้พวกเขากำลังข้ามทะเลลาวา คาดว่าอีกสักครู่ก็คงจะผ่านด่านนี้ได้ครับ”  เฟเบียซบอกเนิบๆ

“แล้วโรมกับพวกฟิลผ่านด่านที่สาม สี่และห้ามาได้ยังไง ทำไมพวกเจ้าไม่ฉายภาพให้พวกเราดูด้วย” ท่านเกรซถาม เพราะจากภาพบันทึกเหตุการณ์ที่พวกฟาคอลฉายให้ดูนั้น จบแค่ตรงที่พวกโรมออกจากทะเลคลั่ง แต่ไม่มีภาพที่พวกโรมเข้าไปที่ทะเลทราย ป่าดงดิบและป่าหิมะ

“แหมๆๆ  ท่านเกรซไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้เห็นภาพพวกนั้นหรอกครับ ข้าบันทึกเหตุการณ์ทุกอย่างไว้หมดแล้ว กำลังจะเอาให้พวกท่านดูอยู่พอดี ฮี่ๆๆ ขอบอกว่าสนุกและตื่นเต้นมาก” ฟาคอลหัวเราะชอบใจ แบมือทั้งสองข้างออกมา ปรากฏลูกบอลน้ำขนาดใหญ่ลอยออกมาจากฝ่ามือ ฉายภาพเหตุการณ์ให้ทุกคนดู

ภาพเริ่มตั้งแต่พวกโรมวิ่งเข้ามาในทะเลทรายแล้วโดนลมหมุนดูดเข้าไป จนเข้ามาในป่าดงดิบ มาเจอหมอกกินชีวิต เถาวัลย์หน้าอมนุษย์และต้นไม้ประหลาด ต่างวิ่งหนีกันหัวซุกหัวซุน จนรอดมาได้ด้วยครีมบำรุงผิวของแมงกะพรุนไฟ เรียกเสียงหัวเราะของทุกคนได้พอสมควร

จากนั้นพวกโรมก็เดินทางมาถึงป่าหิมะในตอนเช้าตรู่ ซึ่งครีมบำรุงผิวหมดฤทธิ์พอดี ทุกคนมีอาการเหน็ดเหนื่อยและอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังกัดฟันเดินต่อไป ท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย สลับกับลมพายุที่กรรโชกแรงกระหน่ำ จนผ่านไปสองชั่วโมง ก็มาเจอกับกองทัพอสูรหิมะ ที่มีรูปร่างสูงใหญ่ ดวงตาสีแดงก่ำ มีเขางอกออกมาจากหน้าผาก ร่างกายเป็นสีขาวโพลนเหมือนกับหิมะ และผมยาวรกรุงรัง

กองทัพอสูรหิมะนับร้อยกรูกันเข้ามาเล่นงานพวกโรม พวกมันใช้กระบองหนามเป็นอาวุธ รวมทั้งปล่อยน้ำแข็งออกจากร่างโจมตีใส่อย่างรวดเร็ว ซึ่งทั้งห้าคนก็หลบได้อย่างว่องไว ขณะเดียวกันก็หักกิ่งไม้ของต้นไม้ที่ขึ้นในบริเวณนั้นใช้เป็นอาวุธ ถึงจะมีจำนวนน้อยกว่า แต่พวกโรมก็สู้กับกองทัพอสูรหิมะได้อย่างสูสี ทั้งห้าคนต่างประสานเกมรุกและเกมรับได้อย่างคล่องแคล่วและกลมกลืน ซึ่งหากไม่รู้ใจกันจริงๆ ไม่มีทางทำได้เด็ดขาด

มีอยู่สองครั้งที่พวกโรมพลาดท่าโดนกระบองของอสูรหิมะฟาดใส่จนปลิวไปชนต้นไม้หักโค่นลงมานอนกองกับพื้น ฟาคอลกับแบนนาสซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้บรรยาย รีบยกมือปิดตาแล้วร้องว่า “โอ๊ย ดูไม่ได้ หวาดเสียว” แต่พอพวกโรมลุกขึ้นมาและสู้ต่อ ทั้งคู่ก็กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ แล้วพูดว่า “ท่านโรมเก่งมากคร้าบ หลานปู่เยี่ยมที่สุด ลุยมันเข้าไป น่าน ต้องให้ได้อย่างนั้น” เรียกรอยยิ้มของทุกคนที่นั่งฟังการบรรยายได้เป็นอย่างดี 

การต่อสู้ของสองฝ่ายดำเนินไปเกือบสองชั่วโมง พวกโรมก็เป็นฝ่ายชนะ แต่ก็ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน เสื้อผ้าของทุกคนชุ่มไปด้วยเหงื่อและเลือดที่ซึมออกมาจากบาดแผล ใบหน้าของแต่ละคนซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัด หายใจหอบจนตัวโยน ขณะที่ขาก็สั่นระริกจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่

ท่านเกรซมองอย่างกังวล เป็นห่วงลูกชายกับพวกฟิลจับใจ  ขนาดให้กินน้ำสมุนไพรที่มีเลือดของข้าผสมอยู่ เด็กพวกนี้ก็ยังได้รับบาดเจ็บหนักขนาดนี้เลยหรือนี่  

“แล้วหลังจากนั้นล่ะ ท่านฟาคอล เกิดอะไรขึ้นกับพวกโรม” อนากอลถาม อดเป็นห่วงโรม ผู้เป็นหลานชายกับพวกฟิลขึ้นมาไม่ได้ จากสภาพที่เห็นเมื่อครู่ แสดงว่าเด็กพวกนั้นต้องบอบช้ำอย่างหนักทีเดียว

“หลังจากเอาชนะกองทัพอสูรหิมะมาได้ หัวหน้าของมันได้มอบยาให้ท่านโรมกับหลานรักคนละเม็ด เพื่อแก้อาการบอบช้ำในเบื้องต้น จากนั้นพวกเขาก็มุ่งหน้าไปทะเลลาวา โดยมีพวกอสูรหิมะมาส่ง” รีนอลบอก

“เจ้าบอกว่าพวกโรมกำลังข้ามทะเลลาวา ใช่ไหม ข้าอยากรู้ว่า พวกเขาข้ามมายังไง” ท่านราฟสงสัย

“ยาที่อสูรหิมะมอบให้นั้น นอกจากจะรักษาอาการบาดเจ็บแล้ว มันยังมีคุณสมบัติพิเศษอีกด้วย นั่นคือทำให้เกิดไอเย็นขึ้นในร่างกาย สามารถต้านทานความร้อนของลาวาได้ครับ” เฟเบียซตอบ

“แสดงว่าพวกโรมข้ามทะเลลาวาโดยการว่ายข้ามมา ใช่หรือเปล่า” อนากอลถาม

“ใช่ครับ แต่ยานี้มีฤทธิ์แค่สี่สิบห้านาที ดังนั้นเด็กพวกนั้นต้องเร่งมือเต็มที่ ไม่งั้นล่ะก็แย่แน่” รีนอลตอบ

“ข้าอยากเห็นพวกโรมในตอนนี้  เจ้าช่วยฉายภาพให้ข้าดูหน่อยสิ” ท่านเกรซสั่ง  แบนนาสหงายมือข้างหนึ่ง ปรากฏก้อนดินเหนียวลอยขึ้นมาจากฝ่ามือ ส่องแสงสว่างจ้า แล้วภาพของพวกโรมก็ปรากฏขึ้นมาให้เห็น

โรม ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาส กำลังว่ายข้ามทะเลลาวาที่เดือดพล่านมาอย่างเร่งรีบ สีหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า แต่ดวงตาฉายแววมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม รอบๆ ตัวเต็มไปด้วยฟองลาวาที่เดือดปุดๆ ควันสีขาวลอยขึ้นมาจนหนาทึบ แม้จะไม่รู้สึกถึงความร้อนของลาวาที่เดือดพล่าน แต่กลิ่นกำมะถันก็เหม็นฉุนกึกจนต้องเบ้หน้า ทั้งห้าคนอยากจะยกมือปิดจมูก แต่ก็ทำไม่ได้ จึงกลั้นใจกัดฟันว่ายข้ามมาเรื่อยๆ

แบนนาสฉายภาพให้ทุกคนดูอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงดีดนิ้วหนึ่งครั้ง ก้อนดินเหนียวพร้อมภาพก็สลายไป

“ทุกท่านคงจะเห็นแล้วว่าท่านโรมกับหลานรักมีสภาพร่างกายที่ยอดเยี่ยมมาก ขนาดได้รับบาดเจ็บจนบอบช้ำอย่างหนัก แต่ทุกคนก็ยังว่ายข้ามทะเลลาวามาจนใกล้จะถึงอีกฝั่งหนึ่ง เห็นแบบนี้แล้ว ทำให้พวกเราอดปลื้มใจไม่ได้จริงๆ ที่มองคนไม่ผิด” รีนอลพูดด้วยความภูมิใจ แต่ท่านเกรซชำเลืองมองค้อนอย่างไม่เห็นด้วย

“ท่านรีนอล เมื่อพวกท่านโรมผ่านทะเลลาวามาแล้ว พวกท่านจะให้พวกเขาฝึกอะไรต่อไปครับ” กาลาฟถามขึ้นมาอย่างสงสัย รีนอลยิ้มมุมปาก หันไปส่งสายตาให้เฟเบียซเป็นคนตอบ

“เรื่องนั้นน่ะเหรอ  อีกสักครู่ พวกเราจะไปรับท่านโรมกับหลานรักที่ทะเลลาวา จากนั้นจะพาพวกเขาเข้าไปที่เขตต้องห้าม เพื่อฝึกวิชาในนั้น”

“เขตต้องห้ามหรือครับ” ไวท์ไลฟ์สงสัย

“ใช่ เขตต้องห้ามหรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือ  แดนศักดิ์สิทธิ์ของหุบเขามรณะ คนที่จะเข้าไปฝึกวิชาในนั้น จะต้องได้รับการยอมรับและผ่านการทดสอบจากสี่ผู้เฒ่าของหุบเขามรณะ ซึ่งก็คือพวกเรานั่นเอง จึงจะเข้าไปฝึกได้ และหากนับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้ที่เคยได้เข้าไปที่นั่น ก็มีแต่พวกเราสี่คนกับเมียสุดที่รัก และก็ลูกชายของพวกเราเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก ถ้าเทียบกับจำนวนประชากรในหุบเขามรณะ”

“จะว่าไปแล้ว พวกเราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมหนุ่มสาวในหุบเขามรณะ จึงไม่สามารถผ่านด่านทดสอบของพวกเราได้ ทั้งๆ ที่พวกเราก็ไม่ได้ทดสอบอะไรมากมาย แค่หยอกนิดสะกิดหน่อย พอให้ได้แผลกันคนละเล็กคนละน้อยเท่านั้นเอง ช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้าจริงๆ” เฟเบียซทำตาละห้อย เช่นเดียวกับตาเฒ่าอีกสามคน

คำพูดของเฟเบียซ ทำให้ท่านราฟ ท่านเกรซและอนากอล ส่ายหัวเบาๆ อย่างไม่เห็นด้วย ขณะที่กาลาฟกับไวท์ไลฟ์ อยากจะเถียงใจแทบขาดว่า ด่านทดสอบของตาเฒ่าสี่คนน่ะ ไม่ได้เล็กน้อยอย่างที่พูดสักหน่อย ตรงกันข้าม มันโหดและหนักมาก เผลอๆ อาจถึงตายได้  แต่ทั้งคู่ก็ได้แต่คิดอยู่ในใจ ไม่กล้าพูดออกมา

“โอ๊ะ! พวกท่านโรมใกล้จะถึงที่หมายแล้ว พวกเราคงต้องขอตัวไปรับท่านโรมกับหลานรักก่อน พวกท่านไม่ต้องเป็นห่วงครับ พวกเราจะดูแลเด็กๆ กลุ่มนี้ให้ดีที่สุด รับรองได้ว่าฝึกเสร็จเมื่อไหร่ ท่านโรมกับหลานรักจะเก่งอย่างไร้เทียมทานแน่นอน หึๆๆ” เฟเบียซหัวเราะชอบใจ  เช่นเดียวกับรีนอล ฟาคอลและแบนนาส

 ท่านราฟ ท่านเกรซ อนากอล กาลาฟและไวท์ไลฟ์มองอาการของตาเฒ่าทั้งสี่คนอย่างอึ้งๆ โห! ท่าทางจะดีอกดีใจมากนะเนี่ย ดูตาแต่ละคนสิ น่ากลัวชะมัด

ท่านราฟคุยกับพวกฟาคอลอีกสองสามคำก็ยุติการสนทนา จากนั้นอนากอล กาลาฟและไวท์ไลฟ์ ก็ขอตัวกลับห้อง เมื่อท่านราฟอนุญาต ทั้งสามคนก็ทำความเคารพท่านราฟและท่านเกรซ หมุนตัวเดินออกไป

“เฮ้อ! กว่าจะกลายเป็นผู้ไร้เทียมทานอย่างที่ตาเฒ่าพวกนั้นบอก ลูกชายข้าคงช้ำในตายกันก่อนพอดี” ท่านเกรซถอนหายใจ เมื่อลับร่างของทุกคน

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกเกรซ เจ้าก็เห็นนี่นาว่าโรมกับพวกฟิลเก่งและแกร่งมาก ข้าเชื่อว่าพวกเขาต้องเก่งขึ้นและกลับมาที่นี่อย่างปลอดภัย” ท่านราฟปลอบน้ำเสียงนุ่มนวล

“ขอให้เป็นอย่างนั้นนะคะ แต่ถ้าหากลูกข้าเป็นอะไรไปล่ะก็ ตาเฒ่าพวกนั้นได้เจอดีแน่” ท่านเกรซพูดน้ำเสียงเคร่งขรึม ชำเลืองมองท่านราฟแวบนึง ก่อนลุกขึ้นเดินออกไปด้านนอก 

ท่านราฟมองตามไปอย่างหนักใจ  รู้ฤทธิ์ของท่านเกรซเป็นอย่างดี ว่าเวลาโมโหขึ้นมา ก็ไม่ต่างอะไรกับนางสมิงดีๆ นี่เอง ชักเป็นห่วงพวกฟาคอลขึ้นมาซะแล้วสิ ท่านราฟคิดด้วยความกลุ้มใจ ถอนหายใจออกมาเบาๆ

***************************************************************

 โรม ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาส ว่ายข้ามทะเลลาวาอย่างเร่งรีบ อีกไม่ถึงสิบเมตรก็จะถึงจุดหมาย ซึ่งเป็นผืนดินกว้างใหญ่ แม้จะเหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจ แต่ทั้งห้าคนก็กัดฟันว่ายจนมาถึงอีกฝั่งได้อย่างปลอดภัย

 “โอย..เหนื่อยชะมัด”  ฟาเรียกับบาลาสพูดเสียงแห้ง ค่อยๆ คลานขึ้นมาบนพื้นดินอย่างหมดแรง ไม่ต่างจากโรม ฟิลและไรซาน ที่เดินโขยกเขยกขึ้นมานั่งข้างกัน หายใจหอบฮั่กๆ เพราะเหนื่อยจนพูดไม่ออก

 แสงแดดยามบ่ายที่ส่องลงมากระทบร่าง ทำให้ทั้งห้าคนรู้สึกแสบผิวไม่ใช่น้อย เมื่อเหลียวมองไปรอบๆ พบว่าจุดที่ตัวเองนั่งอยู่ เป็นดินแห้งแตกระแหง คาดว่าคงได้รับผลกระทบจากความร้อนของทะเลลาวาที่อยู่ใกล้กัน ขนาดต้นไม้ที่อยู่รอบๆ ก็ยังเป็นสีน้ำตาลไหม้ ใบร่วงหล่นลงมาทับถมกันตรงโคนต้นเป็นกองสูงพะเนิน 

 ทั้งห้าคนค่อยๆ ลุกขึ้นยืนแต่ต้องโงนเงนไปมา หูแว่วเสียงหัวเราะแผ่วเบาลอยมาจากที่ไกลๆ มันเป็นเสียงหัวเราะที่แหบห้าวต่ำลึกและเยือกเย็นเสียดแทงใจอย่างน่าประหลาด ทั้งห้าคนพยายามทรงกายให้มั่นคง แต่กลับมีความรู้สึกว่าพื้นตรงหน้ากำลังโยกเยกโคลงเคลงไปมา 

เสียงหัวเราะดังใกล้เข้ามา อากาศรอบตัวเย็นลงอย่างรวดเร็วจนสั่นสะท้านไปทั้งตัว ทั้งห้าคนสะบัดหัวไล่ความง่วงงุนที่เข้าครอบงำ แต่ไม่เป็นผล หนังตาเริ่มหนักอึ้ง มือและเท้าเริ่มชา ภาพตรงหน้าดูพร่ามัวเลือนรางลงทุกที ลมเย็นพัดมาวูบหนึ่ง ทั้งห้าคนผงะเซถอยหลังทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น หมดสติทันที

องครักษ์รุ่นแรกปรากฏกายขึ้น เดินเข้ามาสำรวจบาดแผลของแต่ละคนอย่างใกล้ๆ ดูท่าทางจะเจ็บหนักกว่าที่คิดเอาไว้ซะอีก อวัยวะภายในก็บอบช้ำมากทีเดียว แต่ต้องยอมรับว่าเด็กพวกนี้ใจสู้และอึดจริงๆ

พวกรีนอลลุกขึ้นยืน สะบัดมือเบาๆ ร่างหมดสติของพวกโรมก็ลอยขึ้นมาหยุดนิ่งค้างกลางอากาศ ใบหน้าของแต่ละคนซีดขาวราวกับกระดาษ เสื้อผ้าที่ใส่ขาดรุ่งริ่งเต็มไปด้วยรอยเลือดที่ซึมออกมาจากบาดแผลขนาดต่างๆ กันที่มีอยู่ทั่วร่างกาย อันเกิดจากการวิ่งหนีและต่อสู้อย่างหนัก

รีนอลใช้พลังลมรักษาอาการบาดเจ็บจากภายในให้พวกโรม ส่วนแบนนาสใช้พลังดิน รักษาอาการบาดเจ็บจากภายนอก เฟเบียซกับฟาคอลใช้พลังไฟและพลังน้ำเปิดผนึกดึงพลังที่ถูกปิดผนึกเอาไว้ตั้งแต่แรกเกิดของทั้งห้าคนให้ตื่นขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการฝึกในแดนศักดิ์สิทธิ์

 (หมายเหตุ ตอนที่โรมเกิดมา มีพลังเวทย์สูงมาก ท่านราฟกับท่านเกรซเกรงว่า โรมจะควบคุมพลังไม่ได้ จึงปิดผนึกพลังของโรมไว้สองส่วน ซึ่งท่านราฟได้บอกเรื่องนี้ให้พวกรีนอลรู้ตั้งแต่วันแรกที่เดินทางมาถึงหุบเขามรณะ  พวกฟิลก็เช่นกัน โดนท่านปู่ปิดผนึกพลังไว้สองส่วนตั้งแต่แรกเกิด เพราะพวกรีนอลไม่ต้องการให้หลานๆ ได้รับอันตรายจากพลังที่มีอยู่ในร่าง ซึ่งเรื่องนี้ โรมกับพวกฟิลไม่เคยรู้มาก่อน)

ครึ่งชั่วโมงต่อมา บาดแผลของพวกโรมก็หายเป็นปกติ พวกรีนอลสะบัดมืออีกครั้ง ร่างของพวกโรมก็ลอยลงต่ำ นอนราบไปกับพื้น มือทั้งสองข้างวางประสานกันบนหน้าอก เสียงลมหายใจที่ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บอกให้รู้ว่าทั้งห้าคนกำลังเข้าสู่สภาวะหลับลึก เพื่อฟื้นฟูร่างกายจากภายใน ซึ่งเป็นวิธีที่นักรบชั้นสูงใช้กัน

เฟเบียซใช้มนต์เคลื่อนย้ายร่างของพวกโรมไปที่วิหารศักดิ์สิทธิ์ของมังกรสี่ธาตุ ซึ่งอยู่ห่างจากทะเลลาวาออกไปเกือบสองพันกิโลเมตร ทางเข้าวิหารซ่อนอยู่หลังม่านน้ำตกขนาดใหญ่ที่ไหลลงมาจากภูเขาลูกหนึ่ง หากมองลงมาจากด้านบน จะเห็นว่าภูเขาลูกนี้มีลักษณะเหมือนกับมังกรนอนหมอบ แต่เชิดหน้าขึ้นสูง

ตัววิหารทำจากหินอ่อนสีขาวงาช้าง สร้างเป็นรูปมังกรขนาดใหญ่ เอาหัววางบนพื้น อ้าปากกว้างมองเห็นเขี้ยวแหลมคม ประตูทางเข้าเป็นมังกรสองตัวหันหน้าเข้าหากัน พวกเฟเบียซได้วางกับดักรวมทั้งวางค่ายกลมนตราป้องกันการใช้เวทย์มนต์ทุกชนิดเพื่อป้องกันผู้บุกรุก นอกจากนี้ ยังมีรหัสผ่านใช้สำหรับตรวจสอบผู้ที่จะเข้ามาอีกด้วย ซึ่งรหัสผ่านที่ว่านี้จะเปลี่ยนตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับความพอใจขององครักษ์รุ่นแรกเป็นหลัก

ภายในวิหารแยกย่อยเป็นหลายทางราวกับเขาวงกต อากาศภายในเย็นสบาย มีลมพัดผ่านตลอดเวลา พวกโรมถูกพาไปยังห้องๆ หนึ่ง ซึ่งมีแท่นหินยาวขนาดสองเมตรวางเรียงกัน ด้านหน้าเป็นมังกรตัวใหญ่ แกะสลักจากหินสีดำ ดวงตาสีแดงก่ำ อ้าปากกว้างมองเห็นเปลวเพลิงขนาดใหญ่ลุกโชนอยู่ภายใน

เมื่อวางร่างของทั้งห้าคนบนแท่นหินแล้ว ตาเฒ่าทั้งสี่คนก็ยืนประจำทิศทั้งสี่ ประกบมือเข้าหากันพร้อมร่ายมนต์ สร้างอาณาเขตปิดผนึกเป็นแท่งแก้วใสสี่สีครอบลงไปบนร่างของพวกโรมพร้อมกัน

“เรียบร้อย เอาล่ะ ให้ท่านโรมกับหลานรักได้พักสักหน่อย จากนั้นค่อยฝึกวิชากันต่อ”  รีนอลเอ่ยขึ้น

“งั้นข้าขอตัวไปเตรียมความพร้อมของร่างกายก่อนนะ ฮี่ๆๆ” ฟาคอลยิ้มชอบใจ ร่างเลือนหายไปทันที

“เฮ้ย! ข้าไปด้วยคนสิ ไม่อยากให้ท่านโรมกับหลานรักผิดหวัง ฮ่าๆๆๆ” แบนนาสพูดเสียงดัง ร่างเลือนหายไปเช่นกัน  เฟเบียซกับรีนอลหันไปมองร่างของพวกโรมที่อยู่ในแท่งแก้วใสสี่สีพร้อมกัน

“ท่าทางจะหลับลึกนะเนี่ย เจ้าว่าไหม”  เฟเบียซเอ่ยเนิบๆ

“ให้พวกเขาได้หลับฝันดีสักพักเถอะ เพราะหลังจากสองยามเป็นต้นไป ฝันร้ายก็จะเริ่มขึ้น” รีนอลปรายตามองเฟเบียซที่ยืนข้างกัน อีกฝ่ายหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ พยักหน้าเห็นด้วย แล้วร่างของทั้งคู่ก็เลือนหายไป

*****************************************************

474 ความคิดเห็น

  1. #244 I-ris (@phoenix111) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 11 มกราคม 2552 / 15:51
    อยากอ่านตอนหน้าไวไว  จังเลย
    #244
    0
  2. #243 rayka (@rayka) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 9 มกราคม 2552 / 22:00
    หุๆตาเฒ่าโหดๆ
    เย้ๆ มีชูร่าที่น่ารักของผมออกมาด้วย ลั้ลล้าๆ
    #243
    0
  3. #242 ต้อง&ตา (@tong_ta) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 9 มกราคม 2552 / 10:02
    ตาเฒ่าพวกนี้ โหดจนวินาทีสุดท้ายเลยนะเนี๋ย
    เอ้ายังไงก็สู้ๆๆนะพวกหนุ่มๆๆๆ
    #242
    0