มหาเวทย์จักรพรรดิ ภาคจอมราชันย์

ตอนที่ 33 : แผนของอสูร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 532
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    24 ธ.ค. 51

บทที่ 33  แผนของอสูร

 เมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้

 หลังอาหารเช้าผ่านไป ท่านราฟเรียกทหารเทพและทหารปีศาจทุกคนเข้าประชุมที่ห้องหนังสือชั้นสอง เมื่อทุกคนนั่งประจำที่ ท่านราฟจึงแจ้งให้ทราบว่า ได้เลือกมิคาเอล ราเฟล ดิพเทอเรียและซารีน่า ให้เป็นตัวแทนของเทพกับปีศาจไปประชุมร่วมกับพวกองครักษ์พิทักษ์แคว้นที่เมืองวอเตอร์ มูน

 “ท่านราฟคะ แต่ว่าพวกท่านมิคาเอลเพิ่งจะกลับมาจากการปฏิบัติภารกิจ ยังไม่ทันจะพักให้หายเหนื่อย ก็ต้องออกเดินทางไปอีกแล้ว แบบนี้ก็เหนื่อยแย่ ทำไมไม่ให้คนอื่นไปแทนล่ะคะ” เบลลาถามขึ้นมา

 “เรื่องนี้ ข้า เกรซและอนากอลคุยกันแล้ว เห็นตรงกันว่าสี่คนนี้เหมาะที่สุด หรือพวกเจ้าคิดว่ามีคนอื่นที่เหมาะสมกว่านี้” ท่านราฟตอบพร้อมย้อนถาม กวาดตามองทุกคนที่นั่งอยู่ในห้อง

 “ข้าเห็นด้วยครับว่าพวกมิคาเอลเหมาะสมที่สุด” แอเรียลยกมือสนับสนุน เสนาธิการปีศาจทั้งสี่คนยกมือเห็นด้วยเช่นเดียวกับเอเกอร์ วลาเนียร์ ไซบรัส แซนดราและเดล

 “ในเมื่อเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับข้า แล้วเจ้าล่ะว่ายังไง” ท่านราฟถามเบลลาที่นิ่งเงียบ

เบลลาถอนหายใจ แม้จะไม่เห็นด้วย แต่ขัดเสียงส่วนใหญ่ไม่ได้ จึงจำใจพยักหน้าเห็นด้วย

“พวกเจ้าเห็นด้วยก็ดีแล้ว ว่าแต่พวกเจ้าเตรียมตัวพร้อมหรือยัง” ท่านราฟหันมาถามพวกมิคาเอลที่นั่งเงียบไม่ออกความเห็นใดๆ

“พร้อมแล้วครับ” มิคาเอลตอบ

“ถ้างั้นเดี๋ยวประชุมเสร็จ พวกเจ้าก็เดินทางได้”

“ทำไมต้องรีบร้อนเดินทางไปด้วยล่ะคะ ในเมื่อยังมีเวลาอีกตั้งสองวัน” เบลลาสงสัย

“ที่ให้พวกนี้เดินทางไปก่อน ก็เพราะต้องการให้ไปสังเกตการณ์และสืบข่าวของอสูรด้วย”

“อย่างงั้นเหรอคะ” เบลลาตอบแต่ไม่วายสงสัย ขยับปากจะถามต่อ แต่ท่านราฟชิงพูดขึ้นมาซะก่อน

“เรื่องที่ข้าจะแจ้งให้พวกเจ้ารู้ก็มีแค่นี้ แยกย้ายกันไปได้แล้ว”

ทุกคนลุกขึ้นทำความเคารพท่านราฟ ท่านเกรซและอนากอล จากนั้นก็ทยอยเดินออกจากห้อง คงเหลือแต่อนากอล แอเรียล มิคาเอล ราเฟล ดิพเทอเรีย ซารีน่าและเดล ที่ท่านราฟให้รอก่อน เพราะมีเรื่องจะคุยด้วย

เบลลาเดินออกจากห้องประชุมเป็นคนแรกตรงดิ่งกลับห้องของตัวเอง โดยไม่พูดไม่จากับใคร ทำให้ขุนพลเทพอีกสี่คนและเสนาธิการปีศาจที่เดินตามหลังมา มองหน้ากันอย่างแปลกใจ

“เบลลาเป็นอะไรไปน่ะ ทำไมจึงทำหน้าหงิกแบบนั้น” ไซบรัสถามอย่างงงๆ

“จะไปรู้ได้ไง หรือว่ามีใครไปพูดอะไรไม่เข้าหูเบลลาบ้างหรือเปล่า” จัสตินตอบก่อนย้อนถาม

 “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน สงสัยเลือดจะไปลมจะมามั้ง” วลาเนียร์ตอบก่อนสะดุ้ง เมื่อแซนดราตีแขนดังเพี๊ยะ

“พูดออกมาได้ยังไงฮะว่าเลือดจะไปลมจะมาน่ะ”

“อ้าว! ถ้าไม่ใช่  แล้วทำไมจู่ ๆ เพื่อนของเจ้าถึงได้ทำหน้าหงิกหน้างอแบบนั้น”

“อาจมีสาเหตุอื่นก็ได้นี่นา เจ้าสันนิษฐานให้มันเข้าท่ากว่านี้ไม่ได้หรือไง” แซนดราดุไม่จริงจังนัก

“เบลลาเจ้าอารมณ์จะตาย เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย พวกเราไม่มีทางเดาใจถูกหรอก” แมคคอลส่ายหัวเบาๆ

“นั่นสิ แต่ก็น่าแปลกนะ ทั้งที่เป็นเทพแท้ๆ  แต่เบลลาอารมณ์ร้ายกว่าปีศาจซะอีก” แคลโลเห็นด้วย

“พวกเจ้าก็พูดเกินไป เบลลาไม่ได้ร้ายอะไรหรอก ก็แค่เอาแต่ใจตัวเองมากไปหน่อย” เอเกอร์ท้วงขึ้นมา

“กะแล้ว ว่าเจ้าต้องเข้าข้างเบลลาเพราะสนิทกัน แต่ช่างเหอะ เป็นธรรมดาที่หญิงงามมักเอาแต่ใจ จริงไหมครับ แซนดราคนสวย” ไอเน็กหัวเราะ หันมาแซวแซนดรา อีกฝ่ายค้อนขวับให้วงเบ้อเริ่ม

“ขอบคุณที่ชมนะไอเน็ก แต่ข้าไม่ได้เอาแต่ใจตัวเองเหมือนเบลลา กรุณาอย่าเอาไปเหมารวมกัน”

“ขอโทษคร้าบ ข้าจะจำเอาไว้ว่า ขุนพลเทพแซนดราทั้งสวย ทั้งน่ารักและนิสัยดีที่ซู้ด” ไอเน็กก้มศีรษะคำนับแซนดราอย่างล้อเลียน แซนดราอมยิ้มพร้อมส่ายหัว คนอื่นๆ หัวเราะชอบใจเสียงดัง เมื่อหยุดหัวเราะแล้ว ทั้งหมดก็แยกย้ายกันกลับห้องพักของตัวเอง โดยไม่รู้ว่าคนที่อยู่ในห้องประชุมได้ยินคำสนทนาเมื่อกี้อย่างชัดเจน

“ดูเหมือนว่าเบลลาจะหงุดหงิดนะ ที่ข้าให้พวกเจ้าไปทำงานนี้ร่วมกัน พวกเจ้าเห็นด้วยไหม” ท่านราฟเอ่ยขึ้นมา หลังจากขุนพลเทพและเสนาธิการแยกย้ายกันไปหมดแล้ว

มิคาเอลกับราเฟลสบตากัน ทั้งคู่คิดเหมือนกันกับท่านราฟ และรู้ด้วยว่าทำไมเบลลาจึงหงุดหงิด แต่ไม่อยากพูดออกมาเพราะเกรงว่าจะถูกมองไม่ดี จึงนิ่งเงียบ ไม่ออกความเห็นใดๆ

ดิพเทอเรียก็เช่นกัน ตั้งแต่เห็นท่าทางของเบลลาที่มีต่อท่านราเฟลเมื่อหลายวันก่อน ดิพเทอเรียก็แน่ใจว่าเบลลามีใจให้ท่านราเฟล แต่ดูเหมือนว่าคนที่ท่านราเฟลมีใจให้ด้วยจะไม่ใช่เบลลา แต่เป็นซารีน่า พอท่านราฟพูดแบบนี้ออกมา ดิพเทอเรียจึงเดาได้ว่าทำไมเบลลาจึงหงุดหงิด แต่ไม่อยากพูดออกมาจึงนิ่งเงียบดีกว่า

 สำหรับซารีน่า แม้จะเห็นด้วยกับคำพูดของท่านราฟ แต่ซารีน่าไม่รู้สาเหตุว่าทำไมเบลลาจึงมีอาการหงุดหงิด จึงนิ่งเงียบไม่พูดอะไรออกมาเช่นกัน

ส่วนท่านเกรซ อนากอลและแอเรียล ต่างก็เข้าใจคำพูดที่แฝงความนัยของท่านราฟเป็นอย่างดี แต่ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้  ผิดกับเดลที่มองคนโน้นทีคนนี้ทีอย่างสงสัย แต่ในเมื่อมีใครพูดอะไร เดลจึงนิ่งเงียบเช่นกัน

“เอ้า ทำไมพวกเจ้าจึงเงียบเหมือนคนเป็นใบ้กันหมดล่ะ” ท่านราฟแกล้งถาม เมื่อเห็นทุกคนนิ่งเงียบ

“เรื่องนี้พวกเราไม่มีความเห็นใดๆ ทั้งสิ้นครับ ท่านราฟ” อนากอลตอบน้ำเสียงนุ่มนวล

“อะไรกัน อนากอล เจ้าเป็นถึงหัวหน้าแม่ทัพเทพเชียวนา ทำไมไม่รู้จักสังเกตลูกน้องของตัวเองบ้างว่ามีปัญหาหนักอกหนักใจอะไรหรือเปล่า จะได้หาทางช่วยเขาได้”

“ท่านราฟครับ คนที่เป็นหัวหน้าก็ใช่ว่าจะแก้ปัญหาให้ลูกน้องได้ทุกเรื่อง เพราะบางเรื่องก็ลึกซึ้งซับซ้อนและละเอียดอ่อนมาก และหากปัญหาที่ว่านั่นเกี่ยวข้องกับเรื่องของหัวใจล่ะก็ หัวหน้าที่ไม่มีประสบการณ์ในเรื่องทำนองนี้อย่างข้าก็จนปัญญาที่จะช่วยจริงๆ ครับ” อนากอลตอบหน้าตาย 

 “เจ้าตอบแบบนี้ ก็เท่ากับว่าโยนคำถามนั้นกลับคืนมาให้ข้าน่ะสิ” ท่านราฟกระเซ้าอย่างอารมณ์ดี

“เปล่าครับ ข้าแค่ตอบคำถามไปตามข้อเท็จจริงก็เท่านั้นเองครับ ไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้นสักหน่อย”

“นอกจากจะมีรูปโฉมที่งดงามเป็นเลิศยากจะหาใครเหมือนแล้ว เจ้ายังมีคำพูดที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย สมแล้วที่เป็นหัวหน้าแม่ทัพเทพ จริงไหม เกรซ” ท่านราฟว่ายิ้มๆ พลางหันมาขอความเห็นจากท่านเกรซ

 “นั่นสิคะ ทั้งหล่อและคารมดีแบบนี้ แต่ทำไม๊ ทำไม แม่ทัพเทพอนากอลจึงยังไม่มีผู้หญิงเป็นของตัวเองสักที สงสัยมัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับปัญหาของลูกน้องอยู่กระมัง จึงไม่มีเวลาไปหาคนรู้ใจ” ท่านเกรซตอบแต่ไม่วายเหน็บแนมน้องชายอย่างหมั่นไส้ มีผลให้อนากอลทำตาปริบๆ เพราะไม่คิดว่าจะโดนย้อนซึ่งๆ หน้าแบบนี้

ท่านราฟหัวเราะเสียงดังลั่น คนอื่นๆ ก็หัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ มองท่านเกรซอย่างไม่เชื่อหูตัวเองว่าจะได้ยินท่านเกรซพูดแบบนี้กับท่านอนากอล โอ้โห! ท่านเกรซนี่ร้ายไม่เบา ทำเอาท่านอนากอลอึ้งไปเลย

“อะแฮ่ม! ข้าว่าพวกเราเลิกพูดถึงเรื่องนี้เถอะ มาเข้าเรื่องงานกันดีกว่า” ท่านราฟเอ่ยขึ้น หลังจากหยุดหัวเราะแล้ว หันไปหลิ่วตาให้อนากอลที่ทำหน้าปั้นยากอย่างล้อเลียน ซึ่งอีกฝ่ายถอนหายใจพร้อมส่ายหัวเบาๆ

“เดล นอกจากเมืองซันไทม์แล้ว ยังมีเมืองอื่นอีกไหมที่อสูรเข้าไปแฝงตัวอยู่” ท่านราฟหันมาถามเดล

 “มีครับ ท่านราฟ” เดลตอบเสียงดัง ทุกคนมองเดลอย่างสนใจ เดลยิ้มกว้าง ยืดอกเล็กน้อยก่อนพูดต่อ

“ท่านกีรอน ส่งทหารชั้นต่ำเช่นข้าเข้ามาแฝงตัวในดินแดนแถบนี้สามเมืองด้วยกันครับ มีเมืองซันไทม์ เมืองมูนไลฟ์และเมืองพอร์ตแลนด์”

“อืม..รู้สึกว่าทั้งสามเมืองนี้จะอยู่ใกล้กับเฮล เกท มากที่สุด” อนากอลพึมพำเบาๆ

 “ใช่ครับ นอกจากจะอยู่ใกล้กับเฮล เกท มากที่สุดแล้ว ทั้งสามเมืองก็มีประชากรเป็นจำนวนมาก โดยจะอาศัยอยู่ในหมู่บ้านต่างๆ ที่กระจัดกระจายกันทั่วเมือง ที่สำคัญหมู่บ้านส่วนใหญ่ก็อยู่ในหุบเขาหรือป่าลึกที่ห่างไกลและสัญจรไปมาลำบาก”

ทุกคนมองเดลพร้อมกัน รู้สึกตะหงิดๆ กับคำบอกเล่าของเดล ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่รอให้ถาม รีบบอกทันที

“เหตุที่เลือกหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลและสัญจรไปมาลำบาก ก็เพื่อต้องการให้ข่าวไปถึงส่วนกลางช้าที่สุด เพราะกว่าส่วนกลางจะทราบเรื่องและส่งคนเข้ามาตรวจสอบ ชาวบ้านก็กลายเป็นผีดิบไปหมดแล้วครับ” 

“ผีดิบ!” ทุกคนอุทานพร้อมกัน

“ครับ อสูรกำลังสร้างกองทัพผีดิบโดยใช้ต้นไม้ดูดชีพเป็นตัวขับเคลื่อน” เดลพยักหน้า เล่าให้ฟังถึงแผนการของราชินีเซพิโอล่าที่ให้ทหารชั้นต่ำกระจายกันไปอยู่ในหมู่บ้านต่างๆ แล้วเอาต้นไม้ดูดชีพฝังเข้าไปในร่างของผู้คนเพื่อสร้างทหารผีดิบ ใช้สำหรับทำศึกสงครามกับพวกเทพและปีศาจ วิธีนี้นอกจากจะได้ทหารผีดิบเป็นจำนวนมากแล้ว ยังเป็นการเพิ่มจำนวนของต้นไม้ดูดชีพไปด้วยในตัว

เมื่อหมู่บ้านไหนกลายเป็นผีดิบ ท่านกีรอนจะส่งทหารหนึ่งคนเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านนั้น เพื่อควบคุมผีดิบให้ทำตามคำสั่ง ส่วนต้นไม้ดูดชีพ หลังจากผลิต้นออกมาจากซากศพของชาวบ้าน ทหารอสูรระดับสูงจะนำมันกลับไปให้ต้นแม่ของมันที่อยู่ในป่าอสรพิษกลืนกินเพื่อเพิ่มพลังต่อไป

 “มีวิธีหยุดยั้งการแพร่พันธุ์ของต้นไม้ดูดชีพบ้างไหม” แอเรียลถาม

“ข้าก็ไม่แน่ใจครับ แต่ตอนที่ข้าเข้าไปในหมู่บ้านที่เมืองซันไทม์เพื่อแพร่พันธุ์ต้นไม้ดูดชีพ พบว่าพวกมันเติบโตเร็วมาก เพียงแค่สองอาทิตย์ ชาวบ้านในหมู่บ้านก็โดนพวกมันสูบเลือดเนื้อจนแห้ง จากนั้นมันก็งอกออกมาจากซากศพของชาวบ้าน แล้วเคลื่อนตัวเลื้อยไปตามพื้นดินนับร้อยต้น”

“พวกมันจะเล่นงานข้าด้วย แต่โชคดีที่ท่านเบส ท่านคัสตอนและท่านอมีนา เข้ามาทันเวลา พวกเขาใช้มนต์สะกดพวกมันให้สงบนิ่ง จากนั้นก็พาพวกมันกลับไปส่งให้ท่านกีรอนที่ทะเลพฤกษา ส่วนซากศพของชาวบ้านก็ถูกข้าใช้มนต์สะกดทำให้กลายเป็นผีดิบอยู่ที่นั่น คอยดักเล่นงานผู้คนที่หลงทางมา หากใครโดนพวกมันกัด ก็จะกลายเป็นผีดิบเช่นกันครับ” 

ทุกคนมีสีหน้าเคร่งเครียดกับเรื่องที่ได้รับรู้จากเดล แสดงว่าตอนนี้ประชากรบางส่วนของทั้งสามเมืองก็กลายเป็นผีดิบไปแล้วน่ะสิ

 “การดึงต้นไม้ดูดชีพออกมาจากร่างที่มันฝังตัวอยู่นั้น เสียพลังไปเยอะไหม” ท่านราฟถามดิพเทอเรียกับซารีน่าที่นั่งหน้าเครียด

 “ถ้าเป็นต้นไม้ดูดชีพที่ไม่ได้ลงเวทย์มนต์สะกดไว้ จะให้ดึงออกมาสักร้อยต้นพันต้นก็ไม่มีปัญหาค่ะ อย่างมากก็เพลียเล็กน้อย นอนพักสักหน่อยก็หายค่ะ” ดิพเทอเรียตอบ

“แต่ถ้าเป็นต้นที่โดนมนต์สะกดไว้ ก็ต้องดูพลังของคนที่สะกดกับพลังของผู้ที่จะถอนว่าใกล้เคียงกันหรือเปล่า หากพลังใกล้เคียงกัน ข้าคิดว่าดึงได้ห้าสิบต้นก็เต็มกลืนแล้วค่ะ” ซารีน่ากล่าวเสริม

“ที่บอกมาเมื่อกี้ หมายถึงต้นไม้ดูดชีพทั่วไปใช่ไหม แล้วถ้าเป็นต้นแม่ของมันล่ะจ๊ะ” ท่านเกรซถาม

“ข้าไม่แน่ใจค่ะ ท่านเกรซ เพราะข้าไม่เคยเห็นต้นแม่ของต้นไม้ดูดชีพมาก่อน จึงไม่รู้ว่ามันจะมีขนาดใหญ่แค่ไหน แต่คิดว่าความร้ายกาจของมันต้องมากกว่าต้นลูกหลายเท่าทีเดียว” ซารีน่าบอกด้วยความหนักใจ

“ต้นแม่ของมันใหญ่มากครับ ข้าเคยเห็นครั้งนึง” เดลบอก พร้อมทำมือให้ดูว่าใหญ่ประมาณไหน ทุกคนถึงกับอึ้งไปถนัด เมื่อพบว่ามันใหญ่ขนาดสามคนโอบเลยทีเดียว

“ดูท่าจะลำบากซะแล้วสิ ว่าแต่นอกจากพวกเจ้าแล้ว ยังมีใครที่รู้วิธีดึงต้นไม้ดูดชีพออกมาจากร่างที่มันฝังตัวเอาไว้บ้างไหม” ท่านราฟรำพึงก่อนถามต่อ

“ถ้าในกลุ่มคนที่ข้ารู้จัก ก็มีท่านโรซาร์เนียร์ค่ะ แต่ข้าไม่แน่ใจว่าพวกมังกรในหุบเขามรณะจะรู้วิธีหรือเปล่า ท่านราฟน่าจะลองถามพวกเขาดูนะคะ” ดิพเทอเรียแนะนำ

“เป็นคำแนะนำที่ดี แล้วพวกเทพล่ะ เจ้าพอจะรู้ไหม” ท่านราฟถามท่านเกรซ

“ข้าคิดว่าอย่างน้อยก็ไวท์ไลฟ์คนหนึ่งค่ะ ส่วนคนอื่นๆ ข้าไม่แน่ใจ แต่จะลองสอบถามให้ค่ะ”

“อืม..พวกเรายังพอมีเวลาที่จะจัดการกับเรื่องนี้ เมื่อพวกเจ้าเดินทางไปถึงเมืองวอเตอร์ มูน ให้รีบติดต่อหาแฟรงก์แล้วแจ้งเรื่องนี้ให้รู้ บอกแฟรงก์ว่าข้าสั่งให้เขาถามองครักษ์ที่ดูแลแคว้นสก็อตโตล่า ว่าระยะนี้มีทหารรายงานเรื่องที่ชาวบ้านเจ็บป่วยแบบผิดปกติเข้ามาบ้างไหม กำชับแฟรงก์ว่าให้ถามเรื่องนี้ในที่ประชุม เพราะข้าต้องการให้องครักษ์คนอื่นๆ รู้เรื่องนี้ด้วย” ท่านราฟสั่งมิคาเอล

“ครับ ท่านราฟ”

“พวกเจ้าสองคนจับกลิ่นไอของต้นไม้ดูดชีพได้หรือเปล่า” ท่านราฟถามดิพเทอเรียกับซารีน่า

“ถ้าเป็นต้นที่งอกออกมาจากซากศพและยังไม่ได้ถูกนำกลับไปยังแดนอสูร ข้าสามารถใช้เถาวัลย์ของข้าจับตำแหน่งของมันได้ค่ะ แต่ถ้าเป็นต้นที่ถูกฝังอยู่ในร่างของมนุษย์เพื่อรอการเติบโต อาจจะยากสักหน่อยเว้นซะแต่ว่ามันกำลังจะงอกออกมา แบบนั้นก็ไม่มีปัญหาค่ะ” ดิพเทอเรียบอก

 “ฟังให้ดี ไม่ว่าคำตอบขององครักษ์ที่ดูแลแคว้นสก็อตโตล่าจะออกมาแบบใด เจ้าต้องหาตำแหน่งของต้นไม้ดูดชีพให้ได้ว่าอยู่ที่ไหน เมื่อหาได้แล้ว ให้มิคาเอลกับราเฟลเกลี้ยกล่อมพวกองครักษ์พิทักษ์แคว้นให้ตามพวกเจ้าไปที่นั่นเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ให้เห็นกับตาของตัวเอง” ท่านราฟสั่ง

“ค่ะ ท่านราฟ”

“หากเป็นไปตามนี้ล่ะก็ เมื่อพวกองครักษ์พิทักษ์แคว้นได้เห็นสิ่งที่พวกอสูรทำไว้กับชาวบ้าน พวกเจ้าคิดว่าพวกเขาจะเลือกยืนข้างใคร” ท่านราฟย้อนถาม ทุกคนยิ้มกว้างต่างพากันก้มศีรษะทำความเคารพท่านราฟด้วยความนับถือชื่นชมอย่างจริงใจ โดยเฉพาะเดลที่มองท่านราฟตาเป็นประกาย จนแอเรียลแซวขึ้นมา

“เดล อย่าไปมองท่านราฟแบบนั้น เดี๋ยวท่านเกรซจะหึงเอา”

“ท่านแอเรียลพูดอะไรก็ไม่รู้ ข้าไม่ได้คิดแบบนั้นกับท่านราฟนะครับ” เดลหน้าแดงก่ำ หันไปว่าแอเรียลที่นั่งหัวเราะชอบใจ  คนอื่นๆ ก็หัวเราะเช่นกัน มองเดลอย่างขำปนเอ็นดู

“ไม่ได้คิดก็ไม่ได้คิดสิ ทำไมต้องหน้าแดงด้วย เอ๊ะ! หรือว่าคิดกับคนอื่น” แอเรียลทำตาโต

“ท่านแอเรียล! ข้าเป็นผู้ชายนะครับ จะไปรักไปชอบผู้ชายได้ยังไง” เดลเถียงพร้อมค้อนขวับให้วงใหญ่

“ผู้ชายที่ไหนเขาค้อนกันด้วยล่ะ ดูสิค้อนให้ข้าวงเบ้อเริ่มเชียว ขนาดดิพเทอเรียกับซารีน่าเป็นผู้หญิง แต่ข้าก็ไม่เคยเห็นสองคนนี้ค้อนให้ข้าสักครั้ง มันยังไงๆ อยู่นา” แอเรียลพูดปนหัวเราะ มองเดลอย่างขำๆ

“ข้าบอกว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่สิ ท่านอนากอลครับ ท่านแอเรียลหาเรื่องข้าอีกแล้ว” เดลหันมาฟ้องอนากอล

แอเรียลแกล้งทำหน้าตกใจ รีบล็อกคอเดลให้เข้ามาใกล้ตัว เดลดิ้นฮึดฮัดโวยวายเสียงดังเรียกให้ซารีน่ากับดิพเทอเรียช่วย เรียกเสียงหัวเราะของทุกคนดังลั่น

“แอเรียล พอได้แล้ว เดี๋ยวเดลก็หายใจไม่ออกกันพอดี” อนากอลพูดเสียงดุ แอเรียลหัวเราะชอบใจคลายมือออกแต่ไม่วายเอามือขยี้ผมเดลเบาๆ เดลทำตาประหลับประเหลือกใส่ รีบลุกขึ้นวิ่งไปนั่งข้างซารีน่าทันที

“ว๊า หนีไปนั่งข้างซารีน่าซะแล้ว อดแกล้งเลยเรา” แอเรียลบ่นพึมพำ

“ยังจะมาพูดแบบนี้อีก เจ้านี่ยังไงกัน ชอบแกล้งเดลจริงๆ” ราเฟลต่อว่าแอเรียล

“ก็เดลยังเป็นเด็กนี่นา จึงแกล้งง่ายกว่าแกล้งผู้ใหญ่ ใครจะเหมือนเจ้าล่ะ ที่ชอบหาเรื่องแกล้งผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่เป็นสาวๆ สวยๆ” แอเรียลยักคิ้วใส่ราเฟล ทำให้ราเฟลหน้าแดงทำปากขมุบขมิบด่าในลำคอ  ซารีน่าย่นคิ้วรู้สึกแปลกๆ กับคำสัพยอกของแอเรียล ส่วนคนอื่นๆ ต่างพากันอมยิ้มเพราะรู้ความนัยเป็นอย่างดี

“เอาล่ะ เรื่องที่ข้าจะคุยด้วยก็มีแค่นี้ พวกเจ้ารีบไปได้แล้ว ระวังตัวด้วย” ท่านราฟบอกพวกมิคาเอล

“ครับ/ค่ะ ท่านราฟ” มิคาเอล ราเฟล ดิพเทอเรียและซารีน่าทำความเคารพท่านราฟ ท่านเกรซและแม่ทัพเทพอนากอล แล้วร่างก็เลือนหายไป  อนากอลหันมามองเดลที่นั่งก้มหน้าอย่างหงอยๆ พูดน้ำเสียงนุ่มนวล

“ช่วงที่ดิพเทอเรียกับซารีน่าไม่อยู่ เจ้าอาจจะเหงา ถ้าไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนดี เจ้าแวะมาคุยกับข้าก็ได้”

“ขอบคุณครับ ท่านอนากอล” เดลยิ้มด้วยความดีใจ ก่อนสะดุ้งเมื่อแอเรียลเข้ามากอดคอ

“ท่านอนากอลไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะดูแลเดลให้เองครับ รับรองว่าไม่มีเหงา”

“ไม่เอา ท่านแอเรียลชอบแกล้งข้า ขืนอยู่ด้วยมีหวังช้ำในตายกันพอดี” เดลรีบปฏิเสธ

“น่า ไม่ช้ำในหรอก มา เราไปหาอะไรทำแก้เหงากันดีกว่า” แอเรียลพูดพลางลากมือเดลให้ตามหลังไป เดลร้องโวยวายเรียกให้อนากอลช่วย แต่แอเรียลจับเดลพาดบ่าพาเดินออกไปอย่างรวดเร็ว 

“ท่าทางแอเรียลจะเอ็นดูเดลมากนะ ถึงได้ชอบเข้ามาแกล้งอยู่ตลอด” ท่านเกรซพูดยิ้มๆ

“ใช่ครับ ตั้งแต่เดลมาอยู่ที่นี่ แอเรียลสังเกตเห็นว่า นอกจากมิคาเอล ราเฟล ดิพเทอเรียและซารีน่าแล้ว เดลก็ไม่ค่อยจะคุยกับใครสักเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะว่ายังไม่ชินหรือไม่ก็กลัว แอเรียลก็เลยเข้าไปแหย่หาเรื่องแกล้งตลอด แรกๆ เดลไม่กล้าว่าแอเรียลหรอกครับ แต่ทำไปทำมาเดลก็กล้าที่จะต่อปากต่อคำกับแอเรียลมากขึ้น จนกลายเป็นว่าสนิทกับแอเรียลไปโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้แอเรียลยังพาเดลไปพูดคุยกับพวกทหารและนางกำนัลที่อยู่ในวัง ทำให้ตอนนี้เดลกล้าพูดกล้าคุยกับคนอื่นมากขึ้นครับ”

“แอเรียลนี่เก่งนะ ทำให้เด็กคนหนึ่งที่มีนิสัยซึมเซาและเก็บกด เปลี่ยนไปเป็นเด็กร่าเริง ช่างคุยและต่อล้อต่อเถียงได้ ไม่ธรรมดาจริงๆ” ท่านราฟเอ่ยชม

“ครับ แอเรียลเป็นคนขี้เล่นอารมณ์ดี ชอบแหย่คนโน้นคนนี้ตลอด เรียกได้ว่ามีแอเรียลที่ไหน ที่นั่นต้องมีเสียงหัวเราะเสมอ” อนากอลพูดให้ฟัง

“นี่ถ้าพวกโรมกับรันกลับมาเมื่อไหร่ พวกเราคงจะปวดหัวกับเสียงเจี๊ยวจ๊าวที่ดังเพิ่มขึ้น  ไหนจะรัน ไหนจะฟาเรียกับบาลาส ยังมีเอ็ดดี้ นี่ยังไม่นับเรด อีเกิ้ลกับพวกฟาคอล เฮ้อ! นึกภาพไม่ออกจริงๆ ว่า หากระดมกำลังพลพร้อมหน้าพร้อมตาแล้ว ในวังนี้จะเป็นยังไง” ท่านเกรซบ่นพลางส่ายหัว

“จะเป็นยังไงล่ะเกรซ ก็วุ่นวายราวกับเกิดสงครามย่อยๆ น่ะสิ แต่ที่แน่ๆ ข้าว่าพวกเราคงต้องกินยาแก้ปวดหัววันละหลายเม็ดทีเดียว ไม่งั้นประสาทกิน” ท่านราฟบอกยิ้มๆ ท่านเกรซกับอนากอลหัวเราะชอบใจเสียงดัง พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของท่านราฟ

************************************************

หลังออกจากห้องประชุม เบลลาก็กลับเข้ามาในห้องพักของตัวเอง เมื่อเข้ามาถึงก็เดินไปนั่งบนเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ริมหน้าต่าง ใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง ส่วนอีกข้างก็ใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ เป็นอาการที่คนใกล้ชิดรู้ว่าเจ้าตัวเริ่มมีอาการหงุดหงิด ครู่หนึ่ง แซนดราก็เดินตามเข้ามา เมื่อเห็นอาการของเบลลาก็อดถามขึ้นมาไม่ได้

“เป็นอะไรของเจ้าน่ะ เบลลา หน้าหงิกเชียว”

“ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่หงุดหงิดนิดหน่อย”

“หงุดหงิดเรื่องอะไรเหรอ” แซนดราถาม เดินไปเปิดหน้าต่างให้กว้างออก ใช้มือค้ำขอบหน้าต่างมองลงไปข้างล่าง ซึ่งเป็นสวนดอกไม้ มีศาลานั่งเล่นตั้งเรียงเป็นแถวยาว นางกำนัลกลุ่มหนึ่งกำลังจัดดอกไม้ใส่แจกัน

เบลลาไม่ตอบคำถาม  แซนดราอมยิ้ม หันมามองเบลลาที่ทำหน้าหงิกบนเก้าอี้อย่างขำๆ

“เจ้าไม่ตอบ งั้นข้าขอเดาเอาเองแล้วกัน เจ้าหงุดหงิดเรื่องที่ท่านราฟจัดให้ดิพเทอเรียกับซารีน่าติดตามท่านมิคาเอลกับท่านราเฟลไปประชุมร่วมกับพวกองครักษ์พิทักษ์แคว้น ใช่ไหม”

“ใช่หรือไม่ มันก็ไม่เกี่ยวกับเจ้า” เบลลาตอบเสียงสะบัด หน้าเปลี่ยนเป็นสีเข้ม

 “ทำไมจะไม่เกี่ยว เจ้าก็รู้ดีว่า ท่านราฟ ท่านเกรซและท่านอนากอล มีสายตาเฉียบแหลมและกว้างไกลกว่าพวกเรามากนัก การจะมอบหมายให้ใครไปทำงานนั้น ท่านทั้งสามต้องไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้วว่า ใครเหมาะกับงานไหน งานนี้ก็เช่นกัน ท่านราฟ ท่านเกรซและท่านอนากอลต้องคิดดีแล้ว ถึงได้ให้ท่านมิคาเอลกับท่านราเฟลไปทำงานร่วมกันกับดิพเทอเรียและซารีน่า ซึ่งข้าก็เห็นด้วยว่าพวกเขาเหมาะกับงานนี้” 

เบลลาเม้มปากเข้าหากัน มองแซนดราอย่างไม่พอใจ  แต่แซนดราไม่สนใจ ยังคงพูดต่อ

“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่พอใจที่ข้าพูดแบบนี้ แต่ข้าจำเป็นต้องพูด เพราะข้าไม่อยากให้เจ้าเอาเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับเรื่องงาน จึงอยากเตือนเจ้าให้ระวังคำพูดและกิริยาของตัวเองให้ดี อย่าแสดงออกให้คนอื่นเขาจับได้ว่า เจ้ากำลังรู้สึกอิจฉาดิพเทอเรียกับซารีน่าที่มีโอกาสได้ทำงานใกล้ชิดกับท่านราเฟล”

“ที่ข้าพูดเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะว่าข้าไม่อยากให้พวกเราต้องผิดใจกันด้วยเรื่องผู้ชาย ที่สำคัญก็คือ เจ้าไม่มีสิทธิ์ในตัวของท่านราเฟล เพราะท่านราเฟลไม่ได้รักหรือชอบเจ้า ดังนั้น หากท่านราเฟลจะรักหรือชอบใคร มันก็ไม่เกี่ยวกับเจ้า โปรดท่องไว้ให้จำขึ้นใจด้วย เบลลา!”  แซนดราเน้นเสียงหนักชัดเจนทุกคำ

“เจ้าไม่ได้มาเป็นข้าก็พูดได้สิ  ข้าอยากรู้จริงๆ ว่า หากเจ้ารักใครสักคน แล้วเห็นคนที่ตัวเองรักไปทำงานใกล้ชิดกับผู้หญิงคนอื่น เจ้าจะกล้าพูดแบบนี้ใส่หน้าข้าไหม” เบลลาพูดเสียงสั่น กำมือแน่น

“ผู้หญิงอื่นที่เจ้าพูดถึงนั้นเป็นเพื่อนของพวกเรา แม้จะต่างเผ่าพันธุ์ แต่ดิพเทอเรียกับซารีน่าก็เป็นเพื่อน หรือเจ้าจะปฏิเสธว่าไม่ใช่ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ท่านราเฟลเคยแสดงท่าทีเกินเลยกับเจ้าบ้างไหม เคยเปิดโอกาสให้เจ้าได้ใกล้ชิดบ้างหรือเปล่า คำตอบก็คือไม่มี มีแต่เจ้าที่พยายามอยู่ฝ่ายเดียว ซึ่งท่านราเฟลก็เลี่ยงที่จะพูดคุยกับเจ้า เว้นซะแต่ว่าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ แต่จะต้องมีท่านมิคาเอล ท่านแอเรียลหรือไม่ก็ทหารคนใดคนหนึ่งอยู่เป็นกันชนด้วยเสมอ สิ่งที่ท่านราเฟลแสดงให้เห็น มันก็บอกชัดเจนอยู่แล้วว่า ท่านราเฟลไม่ได้คิดกับเจ้าแบบนั้น”

เบลลามองแซนดราด้วยความเจ็บปวด  แซนดราพูดถูก ตลอดเวลาที่ผ่านมา ท่านราเฟลทำแบบนี้กับข้าจริงๆ ไม่เคยเปิดโอกาสให้ข้าได้ใกล้ชิด ครั้งเดียวก็ไม่มี ไม่มีเลยจริงๆ

“ข้าไม่ได้ห้ามให้เจ้าเลิกรักท่านราเฟล เพราะมันห้ามกันไม่ได้ แต่อยากให้เจ้ารักอย่างมีสติ ถึงจะไม่ได้ครอบครองแต่ก็ขอให้ได้อยู่ใกล้ๆ มันก็น่าจะพอใจแล้วไม่ใช่เหรอ หากเจ้าทำตัวน่ารังเกียจ ไปหึงหวงหรือหงุดหงิดใส่ดิพเทอเรียกับซารีน่าทั้งที่ตัวเองไม่มีสิทธ์ นอกจากท่านราเฟลจะไม่รักเจ้าแล้ว ท่านราเฟลจะเกลียดเจ้าอีกด้วย เจ้าต้องการแบบนั้นเหรอ” แซนดราถามเนิบๆ มีผลให้เบลลาน้ำตาคลอ เม้มปากแน่น

“ความรักน่ะมันไม่ได้มีแค่ด้านสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่มันยังมีด้านอื่นอีกด้วย ก็เหมือนกับดอกกุหลาบนั่นแหละ สวยงามและมีกลิ่นหอมจนใครๆ ก็อยากเด็ดดม แต่หากไม่ระวังก็อาจโดนหนามของมันทิ่มแทงจนเลือดออก ความรักก็เหมือนกัน หากเจ้ารักไม่เป็น เจ้าก็จะโดนมันทำร้ายจนเจ็บปวดทรมานเหมือนทุกวันนี้ เจ้าเข้าใจที่ข้าพูดหรือเปล่า”

เบลลาน้ำตาร่วงพรู  พยักหน้าแทนคำตอบ  แซนดราดึงร่างเบลลาเข้ามากอด ใช้มือลูบหลังเบาๆ อย่างปลอบโยน ปล่อยให้เบลลาร้องไห้จนกว่าจะพอใจ โดยไม่พูดอะไรออกมาอีกแม้แต่คำเดียว

*************************************************************

แอเรียลพาเดลเข้ามาในห้องเก็บอาวุธ ขณะนั้นชาร์ค (ลูกชายของเอ็ดดี้) และทหารคนอื่นๆ กำลังทำความสะอาดอาวุธต่างๆ เมื่อเห็นทั้งคู่ ทุกคนก็ลุกขึ้นยืนทำความเคารพพร้อมกัน

“พวกเจ้ากำลังทำอะไรอยู่เหรอ” แอเรียลทักด้วยรอยยิ้ม

“กำลังทำความสะอาดอาวุธครับ ท่านแอเรียล” ชาร์คตอบพลางหันไปทักเดลที่ยืนข้างแอเรียล

“เดล เป็นอะไรไป ดูสิหน้ามุ่ยเชียว”

“ไม่มีอะไรหรอกชาร์ค พอดีพวกมิคาเอลไปทำงานให้ท่านราฟ อีกหลายวันกว่าจะกลับ เดลก็เลยเหงา ไม่รู้จะไปไหนดี ข้าเลยพามาหาพวกเจ้า”

ชาร์คและทหารในห้องพยักหน้ารับรู้ กวักมือเรียกเดลให้เข้ามานั่งข้างกัน เดลเดินไปนั่งข้างชาร์ค มองอาวุธหลายชนิดที่ทำความสะอาดแล้วอย่างสนใจ หยิบดาบสีเงินขนาดเหมาะมือเล่มหนึ่งขึ้นมาดูอย่างพิจารณา

“ดาบเล่มนี้สวยจัง ของใครเหรอชาร์ค”

“ไม่มีใครเป็นเจ้าของหรอก เจ้าชอบมันเหรอ”

“อื้อ ชอบสิ ท่าทางจะคมน่าดู ให้ข้าได้ไหม” เดลเอ่ยปากขอตรงๆ มองชาร์คตาปรอย

“ข้าก็อยากให้เจ้านะ แต่ว่าดาบเล่มนี้เป็นของส่วนรวม เอาแบบนี้แล้วกัน ข้าจะลองขอท่านฟิคเกอร์ดูก่อน แต่ไม่รู้ว่าจะได้หรือเปล่า” ชาร์คบอกอย่างไม่แน่ใจ

“ขอบใจนะชาร์ค” เดลยิ้มกว้าง มองชาร์คอย่างขอบคุณ

“ไม่เป็นไร จริงสิ เห็นพ่อบอกว่า เจ้าชอบเสื้อตัวสีน้ำตาลที่ข้าใส่เมื่อวันก่อน ใช่ไหม”

“ใช่  ลุงเอ็ดดี้บอกว่าเพื่อนคนหนึ่งซื้อมาจากเมืองสตาร์ไลท์ ไว้ให้ลุงเอ็ดดี้ถึงที่นั่นก่อน เดี๋ยวจะแวะซื้อมันมาฝากข้า” เดลยิ้มกว้าง เมื่อนึกถึงคำพูดของเอ็ดดี้ที่บอกไว้ก่อนจะออกเดินทางไปกับคณะของท่านรัน

ชาร์คมองเดลอย่างเอ็นดู แม้เดลจะเป็นอสูร แต่ชาร์คก็ไม่ได้รังเกียจ ยังจำได้ดีถึงตอนที่ท่านแอเรียลพาเดลมาแนะนำกับทหารในห้องนี้ใหม่ๆ ตอนนั้นทุกคนแปลกใจว่าพามาทำไม แต่ไม่มีใครกล้าถามท่านแอเรียล

ท่านแอเรียลสั่งให้เดลช่วยทหารในห้องนี้ทำความสะอาดอาวุธ แรกๆ เดลก็เก้ๆ กังๆ ทำอะไรไม่ถูกได้แต่ยืนตัวสั่นไม่กล้าสบตาหรือพูดคุยกับใคร ท่านแอเรียลจึงนั่งลงกับพื้นห้อง แล้วกวักมือเรียกเดลให้มานั่งข้างกัน จากนั้นท่านแอเรียลก็เรียกชาร์คมาสอบถามว่าในห้องนี้มีอาวุธอะไรบ้าง มีวิธีดูแลและเก็บรักษากันยังไง

ตลอดเวลาที่ชาร์คอธิบายให้ฟัง ท่านแอเรียลจะให้ชาร์คเอาอาวุธมาวางให้ดู จำได้ว่าเดลตื่นเต้นมาก ตอนที่เห็นดาบคู่อันหนึ่งที่มีสีดำสนิท จึงซักถามชาร์คเป็นการใหญ่ พอคุยกันนานเข้า เดลก็ลดความกลัวและตื่นเต้นจนหมด เหลือแต่ความสงสัยในเรื่องอาวุธต่างๆ ที่เห็นอยู่ตรงหน้า และคอยซักถามจากชาร์คตลอด

หลังจากวันนั้น ท่านแอเรียลจะพาเดลมาขลุกอยู่ที่ห้องนี้เสมอ จนเดลคุ้นเคยกับทหารในห้องทุกคน โดยเฉพาะเอ็ดดี้ เพราะเอ็ดดี้มีขนมหรือของใช้มาให้เป็นประจำ รวมถึงเล่าเรื่องประลองเวทย์ให้เดลฟังอีกด้วย

“ใช่แล้วล่ะ พ่อบอกว่าจะซื้อมาฝากเจ้าสองตัว อาจจะมีกางเกงด้วย แต่จะซื้อสีอะไรให้ ข้าไม่รู้หรอก”

“เอ็ดดี้ พาเงินไปเที่ยวเยอะขนาดนั้นเลยเหรอชาร์ค เพราะเห็นบอกพวกข้าเหมือนกันว่าจะซื้อของมาฝาก” แอเรียลถามอย่างสงสัย ชาร์คหัวเราะเสียงดัง พยักหน้ายอมรับ

“ใช่ครับ ท่านแอเรียล ข้ายังแซวพ่อเลยว่าขนเงินไปเยอะขนาดนั้นไม่กลัวโดนปล้นหรือไง พ่อกลับบอกว่าโอ๊ยใครที่ไหนจะกล้ามาปล้น คณะของพวกเรามีขุนพลเทพตั้งสามคนเชียวนา จะยอมให้โดนปล้นได้ไง”

“นั่นสิครับ ขืนใครทะเล่อทะล่าเข้ามาปล้นไม่ดูตาม้าตาเรือ มีหวังซวย” อาร์ค ทหารอีกคนเห็นด้วย

“ใช่ ซวยจริงๆ น่ะแหละ ว่าแต่ไม่รู้ป่านนี้คณะของท่านรันเดินทางถึงไหนแล้ว ท่านแอเรียลพอจะทราบไหมครับ” เดลหันมาถามแอเรียล

“ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่คิดว่าน่าจะถึงเมืองสตาร์ไลท์ก่อนเที่ยงนะ”

“งั้นเหรอครับ แล้วคณะของท่านรันจะกลับมาเมื่อไหร่ครับ” เดลถามต่อ

“ไม่รู้เหมือนกัน คงอีกสองสามวันมั้ง นี่เจ้าอย่ามัวแต่พูดมาก โน่น เห็นไหมว่ามีอาวุธรอให้เจ้าทำความสะอาดอีกเป็นกองพะเนิน” แอเรียลชี้ไปตรงมุมห้อง เดลมองตามไปก่อนเบ้หน้า หันมาว่าแอเรียล

“ท่านแอเรียลก็ดีแต่ใช้ข้า ทำไมไม่ไปทำเองบ้างก็ไม่รู้”

“ใครว่าข้าดีแต่ใช้ เดี๋ยวข้าช่วยก็ได้ เด็กอะไรบ่นเก่งอย่างกับคนแก่ เอ้า ลุกขึ้นสิ จะได้ทำงานให้เสร็จเร็วๆ มัวแต่นั่งบ่นแบบนี้ เที่ยงก็ไม่เสร็จ อดกินข้าวกันพอดี” แอเรียลฉุดมือเดลให้ลุกขึ้นยืน

“คร้าบ คร้าบ นี่เห็นแก่ชาร์คกับทุกคนนะเนี่ย ไม่งั้นข้าไม่ช่วยหรอก” เดลบอกพร้อมถอนหายใจ ทำให้ทุกคนหัวเราะชอบใจ  มองเดลที่เดินตามหลังแอเรียลไปที่กองอาวุธตรงมุมห้องด้วยท่าทางเซ็งจัดอย่างขำๆ

******************************************************

จริงอย่างที่แอเรียลคาดเดาเอาไว้ คณะของรันเดินทางมาถึงเมืองสตาร์ไลท์ในช่วงสายๆ  เมื่อมาถึงนอยด์กับเอลสันไปเข้าแถวต่อคิวจากนักท่องเที่ยวคณะอื่นๆ เพื่อยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่ด่านลงตราประทับ

“ท่านบียอฟครับ เดี๋ยวพอพวกเราเข้าไปในเมืองกันแล้ว ข้าขอแวะดูของในตลาดสักครู่ได้ไหมครับ” เอ็ดดี้เดินมาหาบียอฟ ธอร์นสันและเบลาอีส ที่พูดคุยกันเบาๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่ ห่างจากรถม้าไปเกือบสิบเมตร

“ได้สิ ว่าแต่เจ้าจะซื้ออะไรเหรอ” บียอฟถาม

“หลายอย่างครับ นี่ข้าจดรายการของฝากมาด้วย เกรงว่าหากไม่รีบซื้อตอนนี้ เดี๋ยวพอวันเดินทางกลับอาจจะฉุกละหุกจนซื้อไม่ครบตามรายการน่ะครับ” เอ็ดดี้บอกพร้อมชูกระดาษในมือให้พวกบียอฟดู

บียอฟ ธอร์นสันและเบลาอีสดูรายการที่เอ็ดดี้จดใส่กระดาษยาวเหยียดเป็นหางว่าวแล้วอดยิ้มไม่ได้

“โอ้โห! นี่เจ้ากะจะมาเหมาของในเมืองนี้จนหมดหรือไงเอ็ดดี้” ธอร์นสันแซว

“จริงๆ ข้าก็อยากทำเหมือนกันครับ แต่เจ้าชาร์คน่ะสิ ดันบอกว่าไม่ต้องพาเงินไปเยอะหรอก เดี๋ยวจะไม่ปลอดภัย พูดไม่พูดเปล่า มันยังดึงเงินออกไปจากกระเป๋าของข้าตั้งเกือบครึ่งแน่ะครับ” เอ็ดดี้บ่นให้ฟัง

“ก็เจ้าเล่นพกเงินมาเยอะแบบนี้น่ะสิ ชาร์คถึงได้ห่วง หากพวกมิจฉาชีพเห็นเข้า และเกิดอยากได้เงินของเจ้าขึ้นมา มันจะยุ่งกันใหญ่” เบลาอีสบอกเนิบๆ

“ท่านเบลาอีสไม่ต้องห่วงครับ ข้าพอมีฝีมือดาบอยู่บ้าง ขอให้พวกมันเข้ามาเถอะ ได้เห็นดีแน่” เอ็ดดี้ทำมือกวัดแกว่งไปมาเหมือนรำดาบให้ดูด้วยท่าทางขึงขัง ทำให้ขุนพลเทพทั้งสามคนหัวเราะออกมาเบาๆ

หลังจัดการกับเอกสารเป็นที่เรียบร้อย คณะของรันก็เดินทางเข้าเมืองสตาร์ไลท์ จากนั้นแวะไปที่ตลาด เพื่อเดินดูของฝากและหาอะไรกินรองท้องก่อนจะเดินทางต่อไปยังบ้านของเรเซียที่อยู่ทางตอนเหนือของเมือง

รันกับเอ็ดดี้ เดินดูของในตลาดอย่างสนใจ โดยมีเรเซียกับลอร่าเป็นไกด์ ต่างชวนกันเดินเข้าร้านโน้นออกร้านนี้เป็นที่สนุกสนาน ได้ของฝากมาเป็นจำนวนมาก โดยเอ็ดดี้ซื้อเสื้อมาฝากโรม พวกฟิล พวกแม่ทัพเทพ ทหารเทพและทหารปีศาจ ส่วนของเดลนั้น เอ็ดดี้ซื้อเสื้อและกางเกงให้สามชุด

รันซื้อสร้อยข้อมือทำจากเงินอย่างดีให้ท่านเกรซ  ซื้อเสื้อให้ท่านราฟ อนากอล โรม พวกฟิลตลอดจนแม่ทัพเทพ ทหารเทพ ทหารปีศาจอย่างละตัว และซื้อกำไลข้อมือให้ดิพเทอเรีย ซารีน่า แซนดราและเบลลา

นอยด์กับเอลสันนั่งรอกลุ่มของรันอยู่ที่รถม้าร่วมกับทหารสองนาย พวกขุนพลเทพยืนอยู่ไม่ไกลกันนัก คอยสอดสายตามองรอบด้านอย่างสังเกต

“เมื่อเช้า ข้าได้ยินคนดูแลโรงเก็บม้าพูดกับเจ้าของโรงแรมว่า เมื่อคืนเห็นคนมาด้อมๆ มองๆ อยู่ในโรงเก็บม้า แต่พอเดินเข้าไปดูใกล้ๆ กลับไม่พบอะไร พวกเจ้าคิดว่าเรื่องนี้มันผิดปกติหรือเปล่า” ธอร์นสันถาม

“เจ้าสงสัยอะไรงั้นเหรอ” บียอฟกับเบลาอีสถามพร้อมกัน ธอร์นสันนิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาฉายแววกังวล

“ข้าไม่แน่ใจ จะว่าคนดูแลโรงเก็บม้าตาฝาด ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะเขายืนยันกับเจ้าของโรงแรมว่าเห็นคนยืนอยู่ข้างในจริงๆ พอข้าลองเลียบเคียงถามดูว่า เห็นตรงจุดไหน เขาบอกว่า ตรงมุมด้านในสุด”

บียอฟกับเบลาอีสหรี่ตา ตรงมุมด้านในสุด ก็บริเวณที่ม้าของพวกเราพักอยู่น่ะสิ ได้ยินธอร์นสันพูดต่อ

“หมู่บ้านของลอร่าอยู่นอกตัวเมืองไปเกือบสิบกิโล พอพ้นจากตัวเมืองไปแล้ว สองข้างทางก็เป็นแต่ป่าทั้งนั้น แม้จะเป็นป่าโปร่งและมีคนสัญจรไปมาอยู่เป็นประจำ แต่ก็ค่อนข้างเปลี่ยว”

 “เจ้าเกรงว่าอาจจะมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นใช่ไหม” บียอฟถาม

 “ใช่  ถึงจะยังไม่มีสิ่งที่ชี้ชัดลงไปว่าจะเกิดเรื่องไม่ดี แต่พวกเราไม่ควรประมาท” ธอร์นสันบอก

“ข้าเห็นด้วย แม้พวกเราจะมากันสามคน รวมทั้งมีนอยด์กับเอลสันอยู่ด้วย แต่หากเป็นอย่างที่พวกเรากังวลกันล่ะก็ แค่นี้รับมือไม่ไหวหรอก” เบลาอีสพูดเสียงเครียด

“เจ้าพูดถูก ท่านอนากอลสั่งแล้วว่าให้ระวังให้ดี เพราะไม่แน่ใจว่าพวกมันจะเล่นงานใครในกลุ่มของพวกเราเป็นรายต่อไป ถึงได้สั่งให้พวกเราแปลงโฉม และกลบกลิ่นไอเอาไว้ยังไงล่ะ แต่เอาเถอะ หากเกิดเรื่องจริงๆ พวกเราก็ส่งสัญญาณฉุกเฉินไปให้ท่านอนากอลทราบ ไม่ถึงหนึ่งนาที กำลังเสริมก็จะมาทันที” บียอฟปลอบ

“ถ้าพวกมันจ้องเล่นงานพวกเราจริงๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ข้ากลัวว่าพวกมันจะเล่นงานท่านรันน่ะสิ” ธอร์นสันหันไปมองกลุ่มของรันที่ถือของเต็มสองมือกำลังเดินตรงมาทางนี้

 “พวกมันไม่กล้าหรอก เพราะหากทำแบบนั้น ท่านราฟไม่เอาพวกมันไว้แน่” เบลาอีสพูดเสียงหนัก

“ใช่ หากพวกมันคิดเล่นงานท่านรันจริงๆ ล่ะก็ ต้องข้ามศพพวกเราไปก่อน” บียอฟพูดเสียงเข้ม

“ของมันแน่อยู่แล้ว” ธอร์นสันพยักหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม

“ท่านบียอฟ ท่านธอร์นสัน ท่านเบลาอีส เรียบร้อยแล้วค่ะ” รันเดินมาถึงพอดี ทำให้ขุนพลเทพทั้งสามคนยุติการสนทนา หันมายิ้มให้รันพร้อมกัน

“ท่านรันซื้อของอะไรมาเยอะแยะครับ ดูสิ ถือมาเต็มสองมือเชียว” ธอร์นสันถามยิ้มๆ

“โอ๊ย! เยอะแยะค่ะ แต่คงน้อยกว่าของลุงเอ็ดดี้ รายนั้นซื้อจนไม่มีมือจะถือของอยู่แล้ว” รันบอก พร้อมบุ้ยปากให้พวกบียอฟมองเอ็ดดี้ที่ถือของพะรุงพะรังเต็มสองมือจนต้องเดินหลังแอ่น

นอยด์กับเอลสันรีบเข้ามาช่วยดึงถุงใส่ของฝากออกไปจากมือเอ็ดดี้ พาไปเก็บไว้ในรถม้า เอ็ดดี้เดินมายืนหายใจหอบข้างเบลาอีส ใช้มือทุบหลังตัวเองเบาๆ

“โอย..เหนื่อยชะมัด ไม่คิดว่าของพวกนี้จะหนักอย่างงี้ เล่นเอาหลังแทบหัก”

“ก็ข้าบอกแล้วว่า อย่าหยิบเยอะ แต่ลุงไม่เชื่อเองนี่นาแถมยังมาว่าข้าอีก แล้วเป็นไงล่ะทีนี้” รันว่า

 “จริงด้วย ลุงเอ็ดดี้น่ะพอเห็นอะไรสวยๆ เข้าหน่อย ก็ควักเงินออกมาซื้อโดยไม่ถามราคาสักคำ จ่ายไปจ่ายมา เงินเกือบหมดกระเป๋าแน่ะค่ะ” เรเซียเล่าให้พวกบียอฟฟัง เอ็ดดี้ยิ้มเจื่อนๆ พูดอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง

“โธ่ ก็ของมันสวยๆ ทั้งนั้นนี่นา เห็นแล้วมันอดใจไม่ไหว”

“อดใจไม่ไหว ก็เลยซื้อมาเกือบหมดร้านใช่ไหม เอ็ดดี้” ลอร่าพูด มองเอ็ดดี้อย่างขำๆ

“ก็ทำนองนั้นแหละครับ” เอ็ดดี้พยักหน้ายอมรับ ยกมือเกาหัวแก้เก้อ มีผลให้ทุกคนหัวเราะชอบใจ

“เอาล่ะ ข้าคิดว่าพวกเราเดินทางต่อเถอะ” บียอฟบอก ซึ่งทุกคนเห็นด้วย

คณะของรันเดินทางต่อเพื่อไปหมู่บ้านของลอร่ากับเรเซีย ระหว่างทางพวกบียอฟกางบาเรียเทพออกมาคุ้มกันคณะรถม้า โดยใช้มนต์พรางตาปกปิดและกลบกลิ่นไอบาเรียเทพเอาไว้ เพื่อไม่ให้คนอื่นมองเห็น ทุกคนที่อยู่ในคณะจึงไม่รู้ว่าอยู่ในบาเรียเทพ มีเฉพาะรันเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จับสัมผัสได้ แต่นิ่งเฉยเสีย เพราะคิดว่าพวกบียอฟคงมีเหตุผลถึงได้กางบาเรียเทพออกมาแบบนี้

ทั้งหมดใช้เวลาครึ่งชั่วโมงก็ออกจากตัวเมือง เข้าสู่ถนนดินแดงมุ่งหน้าสู่เทือกเขาที่มองเห็นอยู่ไม่ไกล สองข้างทางเป็นป่าโปร่งที่ขึ้นเรียงราย เสียงฝีเท้าม้าย่ำกุบกับๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ นานๆ จึงจะเห็นชาวบ้านหรือคณะนักท่องเที่ยวเดินสวนทางผ่านมา

“เจ้ารู้สึกไหมว่าพวกท่านบียอฟนิ่งขรึมผิดปกติ” นอยด์ที่ขี่ม้านำหน้าคณะรถม้า หันมากระซิบกับเอลสันที่ขี่ม้าอยู่ข้างกัน  เอลสันเหลียวกลับไปมองด้านหลังแวบนึงก่อนหันกลับมา

“นั่นสิ ตั้งแต่ตอนที่อยู่ในตลาดแล้ว ข้าเห็นพวกท่านบียอฟคุยอะไรกันก็ไม่รู้ แต่หน้าตาเคร่งเครียดกันจัง หรือว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า”

“ไม่รู้เหมือนกัน แต่คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ ข้าว่าพวกเราก็ควรจะเตรียมตัวให้พร้อม เผื่อเกิดอะไรขึ้นมา จะได้ไม่ฉุกละหุกเกินไป” นอยด์บอกสีหน้าเคร่งขรึม เอลสันพยักหน้าหันไปมองทางข้างหน้าโดยไม่พูดอะไรออกมาอีก

ยี่สิบนาทีผ่านไป คณะของรันก็พ้นจากแนวป่ามาสู่ทางโล่งเตียน ดวงอาทิตย์ที่โผล่เหนือยอดไม้ส่องลงมากระทบร่างของทุกคนเป็นเงาทอดยาวไปด้านหลังเรี่ยไปตามพื้นดิน ลมพัดมาเบาๆ ต้นไม้ใบหญ้าไหวลู่ตามลมที่พัดผ่าน  ลอร่าเปิดหน้าต่างให้กว้างออก ชะโงกหน้าออกมาบอกเอ็ดดี้ที่ขี่ม้าประกบอยู่ด้านข้างรถม้า

“เอ็ดดี้ ช่วยไปบอกนอยด์กับเอลสันให้หน่อยว่า พอถึงทางแยกข้างหน้าให้เลี้ยวขวาแล้วตรงไปเรื่อยๆ จะเจอสะพานแขวนข้ามแม่น้ำไปอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเนินเขาเล็กๆ หมู่บ้านของข้าตั้งอยู่ที่นั่น ให้พวกเขามองหาบ้านหลังใหญ่สีขาว มีดอกไม้สีชมพูทำเป็นรั้วล้อมรอบบ้าน นั่นล่ะบ้านข้า”

“ครับ ท่านลอร่า” เอ็ดดี้ยิ้มให้ ควบม้าขึ้นมาหานอยด์กับเอลสันเพื่อบอกให้ทั้งคู่รู้ ขณะเดียวกันลอร่าก็เคาะผนังรถด้านที่ติดกับเบาะนั่งของพวกบียอฟเบาๆ

“มีอะไรหรือลอร่า” ธอร์นสันใช้มือนาบผนังรถ เกิดเป็นรูกลวงขนาดใหญ่ มองเห็นลอร่าส่งยิ้มให้

“ท่านธอร์นสันคะ ตอนนี้พวกเราเข้าเขตหมู่บ้านของข้าแล้วค่ะ”

“งั้นเหรอ” ธอร์นสันเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ ลอร่าพยักหน้า ทำให้พวกขุนพลเทพยิ้มด้วยความโล่งใจ ที่ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอย่างที่กังวล แต่ทั้งสามคนก็ยังไม่วางใจ ยังคงกางบาเรียเทพต่อไปเช่นเดิม

  คณะของรันเข้ามาในหมู่บ้าน มีชาวบ้านโผล่หน้าออกมาดูกลุ่มผู้มาเยือนกันอย่างแปลกใจ นอยด์กับเอลสันนำทุกคนไปที่บ้านหลังใหญ่สีขาว ที่มีดอกไม้สีชมพูปลูกกั้นเป็นรั้วล้อมรอบ ทั้งคู่บังคับม้าให้หยุดนิ่งก่อนก้าวลงมายืนหน้าประตูรั้วบ้าน เอ็ดดี้ที่ตามหลังมาก็ลงมายืนข้างนอยด์ มองบ้านของลอร่าอย่างชื่นชม

ทหารสองนายที่เป็นคนบังคับรถม้าของรัน บังคับม้าให้หยุดนิ่ง พวกบียอฟปลดผนึกบาเรียเทพออก จากนั้นก็ลงจากรถม้ามายืนข้างเอ็ดดี้ มองบ้านหลังใหญ่ที่มีสีขาวราวกับหิมะด้วยความชื่นชม

“ขอต้อนรับสู่บ้านของข้าจ้ะ รัน” เรเซียหันมายิ้มให้รัน เปิดประตูรถม้าก้าวลงไปเป็นคนแรก

รันและลอร่าก้าวออกมาจากรถม้า ลงมาหยุดอยู่หน้าบ้านหลังนั้น รันมองบ้านของเรเซียตาเป็นประกาย โอ้โห! บ้านทั้งหลังมีสีขาวราวกับหิมะ ตัดกับสีชมพูเข้มของดอกไม้ที่ปลูกเป็นแนวล้อมรอบเหมือนกับรั้วขนาดใหญ่ กลิ่นดอกไม้หอมตลบอบอวลไปทั่ว รันสูดกลิ่นดอกไม้เข้าไปเต็มปอด หันมายิ้มให้เรเซีย

“เรเซีย บ้านของเจ้าสวยและน่าอยู่มาก เหมือนกับบ้านในฝันแน่ะ”

เรเซียยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริที่ได้ยินรันชื่นชมบ้านของตัวเอง เอียงหน้ามากระซิบข้างหูรันเบาๆ

“ถ้าเจ้าชอบนะ ก็บอกให้ท่านฟิลสร้างให้แบบนี้สักหลังสิ ข้าไม่หวงแบบบ้านหรอก”

“บ้า! เอาใหญ่แล้วนะ” รันหน้าแดง ทุบไหล่เรเซียไปหนึ่งครั้ง ทำให้เรเซียหัวเราะชอบใจเสียงดัง

 ลอร่าเดินไปที่ประตูรั้ว มีกระดิ่งเล็กๆ แขวนอยู่หน้าประตู ลอร่าสั่นกระดิ่งสองครั้ง ครู่หนึ่งเด็กรับใช้คนหนึ่งก็วิ่งออกมา เมื่อเห็นลอร่า เด็กรับใช้ก็ย่อกายทำความเคารพ

“ท่านย่าอยู่ที่ไหนจ๊ะ” ลอร่าถาม

“ท่านโซเฟีย อยู่ในห้องค่ะ”

“งั้นเหรอ เจ้าช่วยไปเรียนให้ท่านย่าทราบด้วยว่า ข้ากลับมาแล้ว และมีแขกของข้าติดตามมาด้วย”

“ค่ะ ท่านลอร่า”

ลอร่าเดินนำทุกคนเข้าไปด้านใน ตรงไปที่ห้องรับแขก ภายในตกแต่งด้วยวัสดุอย่างดี ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ถูกจัดเข้ามุมอย่างเป็นระเบียบ ชุดรับแขกทำจากไม้เนื้อดีสีน้ำตาลไหม้ตั้งชิดผนังอยู่ใกล้หน้าต่างบานใหญ่

เรเซียเดินไปเปิดหน้าต่างให้กว้างออก มองเห็นทิวทัศน์ด้านนอกที่เป็นบ้านเรือนน้อยใหญ่ของคนในหมู่บ้านตั้งเรียงรายลดหลั่นกันลงมาตามเนินเขา ไกลออกไปมีลำธารสายเล็กๆ ที่ไหลลงมาจากภูเขาลูกหนึ่ง แม้จะเป็นเวลาใกล้เที่ยงแล้วก็ตาม แต่ภูเขาลูกนั้นกลับมีหมอกปกคลุมจนหนาทึบ

 ลอร่าเชิญให้ทุกคนนั่ง จากนั้นเรียกเด็กรับใช้สองคนให้มายกสัมภาระของทุกคนไปเก็บพร้อมสั่งให้นำอาหารว่างมาให้ทุกคนทาน ไม่ถึงสิบนาที หญิงชราร่างเล็กท่าทางคล่องแคล่ว ผิวขาวอมชมพู ผมยาวสีดอกเลาเกล้ามวยขึ้นสูง เผยให้เห็นใบหน้าที่ยังคงมีเค้าความงามหลงเหลืออยู่ ก็เดินตรงมาที่ทุกคนพร้อมยิ้มให้

“ท่านย่าคะ” ลอร่ากับเรเซียลุกขึ้นไปสวมกอดหญิงชราไว้คนละด้าน ท่านย่าหรือโซเฟีย สตรีผู้นำสูงสุดของเผ่าพันธุ์แม่มดขาว ยิ้มให้ลอร่า ก่อนมองเรเซียที่อยู่ในร่างแปลงอย่างแปลกใจ

“ข้าเองค่ะ ท่านย่า” เรเซียยิ้มยิงฟัน แม้รูปร่างหน้าตาจะเปลี่ยนไป แต่น้ำเสียงก็ไม่ได้เปลี่ยนตาม โซเฟียหัวเราะเบาๆ วางมือบนหัวของเรเซียถามน้ำเสียงนุ่มนวล

“เล่นพิเรนทร์อะไรอีกล่ะเนี่ย ดูสิ เปลี่ยนไปจนย่าจำไม่ได้” พูดจบ โซเฟียก็หันมามองรันที่นั่งอยู่ตรงหน้า พลางย่นคิ้วเข้าหากัน เมื่อเห็นร่างแปลงของรันที่เหมือนกับเรเซียอย่างกับแกะ

“ท่านย่าคะ นี่เพื่อนของข้าเองค่ะ ชื่อรัน” เรเซียรีบแนะนำ

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ท่านย่า” รันยิ้มให้

“เช่นกันจ้ะ รัน”

จากนั้นลอร่าได้แนะนำขุนพลเทพทั้งสามคนให้โซเฟียรู้จัก โดยบอกว่าเป็นผู้ติดตามของรัน ส่วนนอยด์ กับเอลสันเป็นเพื่อนของรัน เอ็ดดี้กับทหารอีกสองนายเป็นทหารของเมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้

โซเฟียทักทายทุกคนอย่างเป็นกันเอง อดแปลกใจไม่ได้ว่า ใครเป็นคนแปลงโฉมให้เรเซีย และทำไมต้องแปลงโฉมให้เรเซียมีหน้าตาเหมือนรันอย่างกับแกะ ส่วนผู้ติดตามของรัน แม้ภายนอกจะดูเหมือนพ่อค้าทั่วๆ ไป แต่บุคลิกลักษณะโดยรวมของทั้งสามคนก็ดูดีมาก คล้ายกับพวกทหารหรือไม่ก็พวกองครักษ์ที่มีฝีมือสูง แสดงว่ารันต้องไม่ใช่เด็กสาวธรรมดา ไม่อย่างนั้นจะมีผู้ติดตามที่มีฝีมือสูงตามมาด้วยทำไม

“ท่านย่าคะ ข้ารู้ว่าท่านมีคำถามมากมายเกี่ยวกับสิ่งที่เห็นอยู่ ไว้ทานอาหารเที่ยงเสร็จแล้ว ข้าค่อยเล่าให้ท่านย่าฟังนะคะ รับรองค่ะว่าข้าจะเล่าให้ท่านย่าฟังทุกเรื่อง” ลอร่ารีบบอกเมื่อเห็นสายตาของโซเฟียที่มองรันกับพวกขุนพลเทพอย่างสงสัย

“อย่างนั้นก็ได้จ้ะ ถ้างั้นเจ้าพาเพื่อนๆ ไปที่ห้องก่อนเถอะ” โซเฟียเห็นด้วย ก่อนหันมาทางรัน

“รันจ๊ะ เจ้าตามลอร่ากับเรเซียไปดูห้องพักก่อนเถอะ เสร็จแล้วค่อยลงมาทานอาหารเที่ยงร่วมกัน”

“ค่ะ ท่านย่า”

ลอร่านำคณะของรันขึ้นบันไดไปชั้นสองของบ้าน เพื่อพาไปดูห้องพัก โดยรันนอนห้องเดียวกับเรเซีย   ขุนพลเทพทั้งสามคนนอนห้องเดียวกับเอ็ดดี้ ส่วนนอยด์ เอลสันและทหารอีกสองนายพักห้องเดียวกัน

ครึ่งชั่วโมงต่อมา ทุกคนก็ลงมาทานอาหารเที่ยงร่วมกัน ด้วยความที่รันมีนิสัยช่างพูดช่างคุย ทำให้โซเฟียเกิดความเอ็นดู และคุยกันถูกคอ บรรยากาศการทานอาหารจึงครื้นเครงและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ

 เมื่อทานอาหารเที่ยงเสร็จแล้ว โซเฟียกับลอร่าก็ขอตัวไปพักผ่อน ปล่อยให้ทุกคนนั่งคุยกันต่อ เรเซียจึงชวนทุกคนไปเดินเล่นภายในหมู่บ้าน เพื่อเป็นการย่อยอาหาร ซึ่งทุกคนตอบตกลง

ลอร่าได้เข้ามาหาโซเฟียในห้องพัก เพื่อเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่เมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้ให้โซเฟียฟัง

“ที่แท้ รันก็เป็นทายาทของท่านราชาปีศาจกับท่านราชินีแห่งเทพนี่เอง” โซเฟียพยักหน้าเข้าใจ เมื่อฟังลอร่าเล่าเรื่องทุกอย่างจนจบ จากนั้นจึงถามต่อ

“แล้วบุคลิกโดยรวมของท่านราชาปีศาจกับท่านราชินีแห่งเทพเป็นยังไงบ้าง”

 “ดีมากค่ะ ท่านย่า ท่านทั้งสองรูปงาม ดูสง่าและน่าเกรงขาม ขณะเดียวกันก็อบอุ่นอ่อนโยนและเป็นกันเองไม่ถือตัว โดยเฉพาะท่านราฟ ที่แม้จะเป็นปีศาจ แต่ก็ไม่ได้ดุร้ายหรือเหี้ยมโหดอะไร หากไปเจอกันที่อื่น และมีคนบอกว่านี่คือราชาปีศาจ ข้าไม่มีทางเชื่อแน่นอนค่ะ” ลอร่าเอ่ยถึงท่านราฟกับท่านเกรซอย่างชื่นชม

โซเฟียยิ้มบางๆ พอจะรู้กิตติศัพท์ของท่านราชาปีศาจมาบ้างแล้วว่าเป็นคนอย่างไร แต่คิดไม่ถึงว่าตระกูลของตัวเองจะมีโอกาสได้เจอและรู้จักกัน สงสัยเป็นเพราะโชคชะตากำหนดซะล่ะมั้ง โซเฟียคิดอย่างขำๆ

“ท่านย่าคะ” ลอร่าเรียกน้ำเสียงกังวล มองโซเฟียอย่างชั่งใจ

“มีอะไรหรือลอร่า”

ลอร่าบีบมือเข้าหากัน ตัดสินใจเล่าเรื่องของชูร่าให้โซเฟียฟังอย่างละเอียด ซึ่งโซเฟียรับฟังอย่างสงบ ไม่มีทีท่าว่าจะตกใจหรือทุกข์ร้อนกับเรื่องราวที่ได้รับรู้ เพียงแค่คลี่ยิ้มบางๆ พร้อมพยักหน้าเป็นระยะ ผิดกับลอร่าที่มีท่าทางเดือดร้อนและวิตกกังวลในเรื่องนี้อย่างเห็นได้ชัด

“เรื่องทั้งหมดก็เป็นอย่างนี้ค่ะ ท่านย่า” ลอร่าพูดขึ้นมา หลังจากเล่าทุกอย่างให้โซเฟียฟังจนหมด

“อืม..ในที่สุดเขาก็กลับมาเจอกันจนได้” โซเฟียพึมพำเบาๆ

“ท่านย่าว่าอะไรนะคะ”

“ไม่มีอะไรหรอกลอร่า ขอบใจนะที่เจ้าเล่าทุกอย่างให้ย่าฟัง จริงสิ เจ้าเพิ่งเดินทางมาถึงเหนื่อยๆ ควรจะไปพักผ่อนได้แล้ว” โซเฟียปฏิเสธพร้อมไล่ลอร่าให้ไปพักผ่อน

“ข้ายังไม่เหนื่อยค่ะ ท่านย่าคะ ข้ารู้สึกไม่สบายใจเกี่ยวกับเรื่องของเรเซีย ข้าคิดว่าพวกเราควรจะหาทางป้องกันเรเซียไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่มันอันตราย ดังนั้นข้าคิดว่า” ลอร่าชะงักคำพูด เมื่อโซเฟียยกมือห้าม

“ย่ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงน้อง แต่เจ้าเคยถามความรู้สึกของน้องบ้างหรือเปล่า ว่าเขาคิดกับเรื่องนี้อย่างไร”

“ข้ายังไม่ได้ถามค่ะ แต่ท่านย่าคะ ชูร่าเป็นคนที่พวกอสูรต้องการ หากให้ชูร่ามาข้องเกี่ยวกับเรเซีย ข้าเกรงว่าเรเซียจะไม่ปลอดภัย ข้าจึงอยากให้ท่านย่าช่วยตัดไฟตั้งแต่ต้นลมก่อนที่มันจะสายเกินไป”

“ลอร่า เจ้าคงจะเหนื่อยเกินไปจริงๆ นั่นแหละ ย่าว่าเจ้าไปนอนพักผ่อนเอาแรงสักหน่อยดีกว่า แล้วเราค่อยมาคุยเรื่องนี้กันใหม่อีกครั้ง” โซเฟียพูดเนิบๆ มองลอร่าที่นั่งอยู่ตรงหน้าด้วยแววตานิ่งสงบ

“แต่ท่านย่าคะ” ลอร่าจะค้าน แต่เมื่อเห็นสายตาของโซเฟียที่มองมาก็ถอนหายใจ

“ถ้าท่านย่าว่าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ งั้นข้าขอตัวก่อนนะคะ” ลอร่าลุกขึ้นเดินออกไปจากห้อง โซเฟียมองตามหลังไปอย่างหนักใจ ท่าทางเรื่องนี้จะคุยกันยากซะแล้วสิ

โซเฟียลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินไปหยุดตรงหน้าต่าง มองออกไปข้างนอก เห็นกลุ่มของรันเดินไปตามทางเล็กๆ ในหมู่บ้าน มุ่งไปยังลำธารที่มองเห็นอยู่ไม่ไกล  ในที่สุดกงล้อแห่งโชคชะตาก็หมุนมาบรรจบกันอีกครั้ง เมื่อโชคชะตากำหนดเอาไว้แล้ว จะให้ขัดขวางหรือไปฝืนก็คงไม่ได้ คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามฟ้าลิขิตก็แล้วกัน

โซเฟียยืนมองภาพข้างหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินกลับมานั่งเอนหลังพิงกับพนักเก้าอี้ ปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปจนกระทั่งเผลอหลับไปในที่สุด 

*****************************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

474 ความคิดเห็น