มหาเวทย์จักรพรรดิ ภาคจอมราชันย์

ตอนที่ 32 : ความเหนือชั้นที่คาดไม่ถึง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 596
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    8 ธ.ค. 51

บทที่ 32  ความเหนือชั้นที่คาดไม่ถึง

 เวลาเดียวกัน ในป่าดงดิบขนาดใหญ่

“เฮ้อ! ถึงซะที” ฟาเรียบ่นเสียงดัง กระโดดจากกิ่งไม้ขนาดใหญ่ลงมายืนบนพื้นดินข้างล่าง แหงนหน้าขึ้นไปมองข้างบน ซึ่งเพื่อนอีกสี่คนกำลังทยอยไต่ต้นไม้ลงมา ยกมือป้องปากตะโกนเสียงดัง

“วู้ วู้ เร็วๆ หน่อย มืดแล้วนะ พวกเราต้องหาที่พักให้ได้ก่อนสัตว์ป่าจะออกหากิน”

“ยังจะมีหน้ามาตะโกนวู้ วู้ เหมือนคนป่าอีกไอ้นี่ ถ้าไม่ใช่เพราะมันวิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาชนข้าล่ะก็ พวกเราก็ไม่ต้องมาไต่ต้นไม้เหมือนลิงแบบนี้หรอก รอให้ถึงพื้นก่อนเถอะ จะเตะให้กลิ้ง” บาลาสบ่นอย่างหงุดหงิด

จากที่ทั้งห้าคนตกลงแข่งวิ่งจากทะเลทรายมาที่ชายป่าดงดิบ โดยมีเงื่อนไขว่าใครมาถึงหลังสุดจะต้องโดนเตะก้น บาลาสวิ่งนำหน้ามาเป็นคนแรก ตามด้วยฟาเรียที่วิ่งไล่ตามหลังมา ส่วนโรม ฟิลและไรซานวิ่งมาพร้อมกันห่างจากทั้งคู่เกือบยี่สิบเมตร

 ขณะที่กำลังวิ่งอย่างสนุกสนาน บาลาสที่วิ่งนำหน้าทุกคนมาก็หยุดชะงัก เพราะได้กลิ่นไอเย็นโชยขึ้นมาจากพื้นดิน ฟาเรียที่วิ่งตามหลังมาเบรกไม่ทัน จึงพุ่งชนบาลาสเข้าเต็มเปา ทำให้ทั้งคู่หน้าคะมำไปข้างหน้า เป็นจังหวะเดียวกับที่ลมหมุนขนาดใหญ่โผล่ขึ้นมาจากพื้นทรายดูดร่างทั้งคู่ยกลอยขึ้นไปหมุนคว้างในอากาศ

โรม ฟิลและไรซานที่วิ่งมาทัน รีบกระโดดคว้าขาของทั้งคู่เอาไว้ ทั้งสามคนจึงโดนลมหมุนดูดเข้าไปด้วย จากนั้นลมหมุนก็ขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นพายุหมุนขนาดยักษ์ ทั้งห้าคนที่ถูกดูดเข้าไปหมุนติ้วไปมาอยู่ภายในนั้นราวกับลูกข่างมนุษย์

พายุหมุนเคลื่อนที่วนไปวนมาในทะเลทรายเกือบสองชั่วโมง ทั้งห้าที่ติดอยู่ในนั้นเกิดอาการมึนหัวจนแทบจะอาเจียนออกมา แต่ไม่สามารถออกมาจากพายุหมุนได้ จนกระทั่งพายุหมุนเคลื่อนเข้ามาในป่าดงดิบ ต้นไม้น้อยใหญ่โดนแรงพายุทำลายจนเสียหายย่อยยับ หักโค่นลงมาล้มระเนระนาดเสียงดังครืนๆ ไปทั่วป่า สัตว์น้อยใหญ่แตกกระเจิงกันเป็นแถว พายุหมุนอาละวาดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนสลายตัวไป แต่แรงเหวี่ยงของมันก็ทำให้ทั้งห้าคนลอยละลิ่วไปค้างเติ่งอยู่บนกิ่งของต้นไม้ใหญ่ ทำเอาจุกกันถ้วนหน้า

ฟาเรียโชคดีกว่าทุกคน เพราะโดนลมเหวี่ยงมาตกบนกิ่งที่ต่ำที่สุด ส่วนอีกสี่คนตกบนกิ่งที่อยู่เกือบจะถึงยอดต้นไม้ ฟาเรียจึงไต่ลงมาถึงพื้นข้างล่างก่อนคนอื่น จากนั้นก็ตะโกนเหวกเหวกเรียกเพื่อนดังลั่น

บาลาสลงมาถึงพื้นเป็นคนที่สอง ตามด้วยโรม ฟิลและไรซาน เมื่อมาถึงพื้นครบทุกคน บาลาสก็หันไปแยกเขี้ยวใส่ฟาเรีย พร้อมต่อว่าเสียงดัง

“เพราะเจ้าเลยนะ วิ่งไม่ดูตาม้าตาเรือ ดันมาชนข้าซะหน้าคะมำ แล้วเป็นไงล่ะ โดนพายุหมุนดูดเข้าไปเหวี่ยงเล่นไปมาแบบนั้น ดีนะที่พายุบ้านั่นหยุดซะก่อน ไม่งั้นได้ตายหมู่กันบ้าง”

“เจ้าจะมาโทษข้าได้ยังไง ก็ใครจะไปรู้ล่ะว่า พายุหมุนจะโผล่มาจากใต้ดิน แล้วทีเจ้าล่ะ หยุดวิ่งทำไมไม่บอกกันก่อน นึกจะหยุดก็หยุด ใครที่ไหนจะเบรกทัน” ฟาเรียเถียง

“ยังจะมาเถียงอีก ทำไมไม่เอะใจบ้างว่า ที่ข้าหยุดกะทันหันแบบนั้น มันต้องมีสาเหตุ ไม่ใช่วิ่งพรวดพราดเข้ามา ทีไอ้เรื่องไม่เป็นเรื่องล่ะก็ ฉลาดเป็นกรดเชียว”

“อ้าวๆ พูดงี้ได้ไง เจ้านั่นแหละตัวดี ถ้ารู้ว่ามีสิ่งผิดปกติอยู่ข้างหน้า ทำไมไม่รีบส่งสัญญาณให้คนที่ตามหลังมารู้ทันที ไม่ใช่มัวแต่ยืนเต๊ะท่าเท่ๆ อมภูมิอยู่อย่างนั้น”

“ใครว่าข้ายืนเต๊ะท่าฮะ พูดให้สวยนะ ไอ้โรคจิต!”

“ก็ว่าเจ้านั่นแหละ”

“พอซะทีได้ไหม!” ไรซานตวาดเสียงดัง ฟาเรียกับบาลาสหน้าจ๋อย หุบปากทันที อึ๋ย! ไรซานโมโหแล้ว

 “เรื่องเมื่อกี้น่ะ ไม่มีใครผิดใครถูกหรอก แทนที่จะมาช่วยกันคิดว่าจะทำยังไงต่อไป กลับมาทะเลาะกันเองอยู่ได้ มันน่าเตะให้ลงไปนอนกองกับพื้นทั้งคู่จริงๆ” ไรซานว่าเสียงห้วน มองฟาเรียกับบาลาสอย่างตำหนิ

ฟาเรียกับบาลาสยิ้มเจื่อนๆ ก้มหน้ามองพื้น ฟิลกับโรมส่ายหัวเบาๆ ก่อนที่ฟิลจะพูดขึ้น

“เอาน่า ถือซะว่าเรื่องเมื่อกี้พวกเราผิดเท่าๆ กันก็แล้วกัน ข้าว่าพวกเรารีบหาที่พักกันก่อนเถอะ”

“จริงด้วยครับ นี่ก็ค่ำแล้ว ขืนพวกเรามัวแต่โอ้เอ้ยืนอยู่ตรงนี้ เกิดสัตว์ป่าที่ออกหากินในตอนกลางคืนมาเห็นเข้าล่ะก็ พวกเราอาจต้องเหนื่อยกันอีกรอบ” โรมบอกน้ำเสียงนุ่มนวล ซึ่งทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย

พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า แสงนวลของดวงจันทร์ส่องลอดกิ่งไม้ใบไม้ลงมายังพื้นข้างล่างเป็นแสงสลัวๆ ทำให้ทั้งห้าคนมองเห็นทางเดินเล็กๆ ที่อยู่ตรงหน้าได้รางๆ

บาลาส ฟาเรีย โรม ฟิลและไรซานเข้าแถวเรียงหนึ่งเดินไปตามทางที่มองเห็นอยู่ข้างหน้า ทุกคนเดินกันเงียบๆ สายตาก็มองไปรอบด้านเพื่อหาจุดที่เหมาะสมสำหรับพักผ่อน ขณะที่หูก็คอยฟังเสียงต่างๆ อย่างระวัง

 เสียงหรีดหริ่งจักจั่นเรไรดังระงมไปทั่วป่า สลับกับเสียงร้องของนกฮูกและนกเค้าแมวที่เริ่มบินออกหากินดังแทรกเข้ามา อากาศในป่าดงดิบค่อนข้างเย็น มีลมโชยพัดผ่านมาบ้างเป็นครั้งคราวพร้อมกลิ่นดอกไม้ป่าที่หอมเย็นรัญจวนใจลอยมากระทบจมูกเป็นระยะ

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ทั้งหมดก็ชะงักเท้า เมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนตัวของอะไรบางอย่างที่ลากผ่านพื้นดินอย่างช้าๆ มุ่งมาทางนี้ เสียงที่ว่าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนอยู่ห่างจากจุดที่ทุกคนยืนอยู่เกือบห้าสิบเมตร

จักจั่นเรไรที่ร้องระงมลั่นป่าหยุดส่งเสียงฉับพลัน ป่าทั้งป่าตกอยู่ในความเงียบสงบ ทั้งห้าคนกวาดสายตามองรอบด้าน หมอกสีขาวกลุ่มหนึ่งก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ห่างจากจุดที่ทุกคนยืนอยู่ไปทางซ้ายมือ แม้จะห่างกันเกือบร้อยเมตร แต่ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่มากับหมอกประหลาด

ทุกคนขยับเข้ามารวมกลุ่ม ยืนหันหลังชนกัน หมอกสีขาวเริ่มหนาทึบขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับไอความเย็นที่แผ่กระจายเข้ามาใกล้ ฟิลชี้ให้ทุกคนมองต้นหญ้าที่โดนไอความเย็นของหมอกประหลาดเข้าไป ทุกคนอ้าปากค้างกับภาพที่เห็น เมื่อต้นหญ้าเหล่านั้นแห้งเหี่ยวกลายเป็นซากแห้งๆ ก่อนจะสลายไปในอากาศ

“หมอกพวกนี้กินพลังชีวิต หนีเร็ว!“ โรมบอกเสียงดัง

ทุกคนวิ่งไปด้านหน้า ลืมนึกไปว่าได้ยินเสียงประหลาดดังมาจากทางนี้ ทันใดนั้น เถาวัลย์ขนาดใหญ่นับสิบเส้นก็โผล่ขึ้นมาดักหน้า เต้นยุ่บยั่บส่ายไปมา ทุกคนรีบเบรกจนหน้าแทบคะมำ ไล่สายตามองขึ้นไปก่อนเบิกตากว้าง เมื่อยอดของเถาวัลย์เป็นใบหน้าของอมุนษย์ ดวงตาสีแดงก่ำเหมือนเลือด จ้องมองพวกโรมอย่างหิวกระหาย ที่แท้เสียงที่พวกโรมได้ยินในตอนแรกก็คือเสียงของพวกมันที่เคลื่อนตัวมาตามพื้นดินนี่เอง

“ฮิๆๆ ขอหม่ำล่ะนะ” หนึ่งในเถาวัลย์แลบลิ้นเลียปาก พุ่งโจมตีใส่ทั้งห้าคนที่ยืนอยู่

ทั้งห้าคนกระโจนออกด้านข้างที่เป็นพงหญ้ารกทึบขึ้นสูงจนเกือบมิดหัว พวกเถาวัลย์เลื้อยปราดๆ แหวกพงหญ้าไล่ล่าไปอย่างกระชั้นชิด น้ำลายหยดลงบนพื้นเรี่ยราดเกิดเสียงดังซู่ๆ ต้นไม้ใบหญ้าที่โดนน้ำลายของพวกมันเข้าไป ต่างหลอมละลายกลายเป็นของเหลวกองอยู่บนพื้น

 “ไวจริงๆ  แต่หนีไม่พ้นหรอก” เถาวัลย์สามเส้นแหวกพงหญ้าโผล่ดักหน้าพุ่งเข้าใส่ ทั้งห้าคนฉีกตัวออกข้างกลิ้งไปชนโคนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ไม่ทันจะลุกขึ้นยืน เถาวัลย์ก็พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว แต่ต้องกระเด้งถอยหลัง เมื่อกิ่งไม้กิ่งหนึ่งของต้นไม้ต้นนั้นตวัดฟาดใส่หน้าเถาวัลย์ดังพลั่ก

เถาวัลย์ลอยหวือไปหล่นบนพื้นดังตุบ มันกรีดร้องเสียงแหลม ดวงตาแดงก่ำ พ่นน้ำลายพุ่งใส่ต้นไม้ต้นนั้นพร้อมกัน พวกโรมที่ตั้งหลักได้ รีบกระโจนเข้าไปในพุ่มไม้ด้านข้างที่ขึ้นปกคลุมจนหนาทึบ พลันได้ยินเสียงดังเปรี๊ยะพร้อมแสงสว่างวาบ จึงแหวกพุ่มไม้สอดสายตามองดู

ต้นไม้ใหญ่สร้างม่านบาเรียขึ้นมาป้องกันน้ำลายของเถาวัลย์ ม่านบาเรียสีขาวสว่างจ้าส่องถูกร่างเถาวัลย์ ทำให้พวกมันถูกตรึงอยู่กับที่ แม้จะพยายามดิ้นรนไปมา แต่ก็ไม่สามารถขยับตัวได้แม้แต่น้อย

เถาวัลย์ส่วนที่เหลือตามมาถึง เมื่อเห็นเพื่อนโดนตรึงไว้กับที่ ก็พุ่งเข้ามาพร้อมกัน แต่กิ่งไม้สองกิ่งฟาดโครมเข้าใส่จนกระเด็นถอยหลัง ต้นไม้ใหญ่ยิงหนามแหลมคมพุ่งตามไปทันที เถาวัลย์สองเส้นหลบไม่ทัน โดนหนามแหลมคมพุ่งทะลุเข้ากลางลำตัวจนพรุนไปทั้งเส้น ส่งเสียงร้องโหยหวน นอนดิ้นพล่านไปมาอยู่บนพื้นดิน

ต้นไม้ใหญ่ยกรากขึ้นมาจากพื้นดิน ตวัดรัดเถาวัลย์สามเส้นที่ถูกตรึงอยู่กับที่ไว้แน่น โน้มกิ่งลงต่ำ ปล่อยเส้นใยสีขาวขุ่นออกมาเจาะทะลุเข้าไปในใบหน้าของเถาวัลย์สามเส้นดูดกลืนพลังชีวิตอย่างช้าๆ

เสียงกลืนพลังชีวิตของต้นไม้ใหญ่ดังอึกๆๆ เถาวัลย์สามเส้นค่อยๆ แห้งลง พริบตาเดียวก็เหลือแต่ซาก เถาวัลย์เส้นที่เหลือต่างตกใจกับภาพที่เห็น ไม่ต่างกับพวกโรมที่แอบดูอยู่เช่นกัน ขณะที่กำลังอึ้งกับภาพตรงหน้า ฟาเรียก็สะกิดทุกคนให้หันไปมองด้านซ้าย พบว่าหมอกประหลาดเริ่มแผ่กระจายเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนเหลือไม่ถึงห้าสิบเมตร ขณะที่กำลังคิดว่าจะทำยังไงดี เถาวัลย์ที่เหลือก็เลื้อยเข้ามาในพุ่มไม้ที่ทุกคนซ่อนตัวอยู่

พวกโรมและเถาวัลย์ต่างก็ชะงัก พลันต้นไม้ต้นนั้นก็ดึงตัวเองขึ้นมาจากพื้นดิน เคลื่อนตัวตามเข้ามา ทั้งห้าคนรีบลุกขึ้นวิ่งหนีเข้าไปในแนวป่าที่อยู่ทางขวามืออย่างไม่คิดชีวิต โดยมีเถาวัลย์ไล่ตามมาติดๆ ตามด้วยต้นไม้ต้นนั้นและหมอกประหลาดที่ไล่หลังมาเช่นกัน

ทั้งห้าคนกระโดดข้ามกิ่งไม้ที่ล้มขวางทางระเกะระกะ ตลอดจนมุดตัวผ่านช่องเล็กๆ ที่อยู่ระหว่างพุ่มไม้หนาทึบตะลุยไปข้างหน้า โดยไม่สนใจว่าจะโดนกิ่งไม้หรือหนามแหลมคมขีดข่วน ต่างวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนจนทะลุแนวป่าออกมาเจอพื้นที่ราบ เร่งฝีเท้าเต็มที่มาจนสุดทางที่เป็นหน้าผา ด้านล่างเป็นเหวลึก ส่วนด้านหน้าห่างออกไปเกือบสามสิบเมตร มองเห็นหน้าผาของอีกฝั่งหนึ่งยื่นยาวออกมา

 ทุกคนกระโดดพุ่งตัวข้ามหน้าผาไปอีกฝั่งอย่างไม่ลังเล แรงกระโดดทำให้หล่นมานอนแอ้งแม้งตรงริมหน้าผา รีบลุกขึ้นยืนหันไปมองด้านหลัง ทันได้เห็นเถาวัลย์สองเส้นสุดท้าย ถูกต้นไม้ต้นนั้นจับกินพลังชีวิต ทิ้งซากหล่นลงบนพื้น ส่วนหมอกประหลาดโดนม่านบาเรียของต้นไม้สกัดไว้ จนต้องถอยร่นกลับไปข้างหลังอย่างรวดเร็ว

ต้นไม้ต้นนั้นหมุนตัวมาเผชิญหน้ากับพวกโรม ที่ยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่ง สะบัดกิ่งปล่อยหนามแหลมคมพุ่งตามมา ทั้งห้าคนรีบนอนหมอบกับพื้น หนามแหลมคมพุ่งไปเจาะต้นไม้ที่อยู่ด้านหลังระเบิดเสียงดัง ไฟลุกท่วมควันโขมง สะเก็ดไฟบางส่วนปลิวกระเด็นมาหล่นห่างจากร่างพวกโรมไม่ถึงคืบ

“มันจะข้ามมาฝั่งนี้แล้ว” บาลาสโงหัวขึ้นมามอง จึงเห็นต้นไม้ต้นนั้นสะบัดรากอันใหญ่ข้ามมาฝั่งนี้ รากของมันตวัดยึดเกาะหน้าผาดังขวับ จากนั้นมันค่อยๆ ไต่ตามรากของมันข้ามมา

“เผ่นไปตั้งหลักก่อนดีกว่า แต่ระวังแสงบาเรียของมันให้ดี อย่าให้โดนร่างเด็ดขาด ไม่งั้นยุ่งแน่” ฟิลบอก

ทุกคนคลานถอยหลังลงมาจากหน้าผาอย่างรวดเร็ว โดยที่สายตาไม่ได้ละไปจากริมหน้าผาแม้แต่น้อย เงาดำทะมึนของต้นไม้ค่อยๆ โผล่ขึ้นมาให้เห็น โรมชี้ให้ทุกคนดูทางขวามือ ซึ่งเป็นไหล่ทาง มีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นเบียดเสียดจนแน่น แซมด้วยต้นหญ้าที่ขึ้นสูงจนดูรกครึ้ม

ทั้งหมดรีบคลานไปทางนั้น เมื่อถึงแนวป่าก็กระโจนเข้าไปในไหล่ทาง อาศัยพุ่มไม้หนาทึบกับหญ้าที่ขึ้นสูงมิดหัวเป็นตัวช่วยกำบัง รีบลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งฝ่าความมืดตะลุยไปข้างหน้า

ต้นไม้ใหญ่ข้ามมาถึงพอดี มันหยุดนิ่งอยู่กับที่ ยกรากขึ้นมาชี้ไปทางซ้ายทางขวาอยู่ครู่หนึ่ง รากฝอยของมันนับสิบเส้นเต้นยุ่บยั่บก่อนชี้ไปทางขวามือ มันกวัดแกว่งกิ่งไปมาอย่างชอบใจ กระโดดตามไปทันที

เสียงสวบสาบของต้นไม้ใบหญ้าที่โดนต้นไม้ต้นนั้นเคลื่อนตัวทับ ทำให้พวกโรมที่วิ่งนำหน้าอยู่เกือบสี่ร้อยเมตร เหลียวกลับมาดูก่อนเบิกตากว้าง เมื่อเห็นมันปล่อยแสงสีขาวสว่างวาบพุ่งตรงมา

“หมอบเร็ว!” โรมตะโกนเสียงดัง ทุกคนนอนราบคว่ำหน้าไปกับพื้นดิน แสงสีขาวผ่านหัวไปแบบฉิวเฉียด ไม่ทันจะโงหัวขึ้นมอง หูแว่วเสียงวัตถุแหวกอากาศพุ่งตรงมา รีบพลิกตัวกลิ้งไปด้านข้างเจ็ดแปดตลบ ไปกระแทกโคนต้นไม้ใหญ่ขนาดห้าคนโอบต้นหนึ่ง รีบปีนขึ้นไปซ่อนตัวบนต้นไม้นั้น เป็นจังหวะเดียวกับที่หนามแหลมคมของต้นไม้ใหญ่ปักบนพื้นดินที่พวกตัวเองนอนหมอบอยู่เมื่อครู่ ระเบิดดังตูม พื้นดินยุบตัวลงไปเป็นทางยาว

“ร้ายจริงๆ แบบนี้พวกเราแย่แน่” โรมพูดอย่างหนักใจ นึกไม่ออกว่าจะรับมือกับต้นไม้ประหลาดนั่นยังไง

ฟิล แหวกกิ่งไม้มองไปที่ต้นไม้ต้นนั้น พบว่ามันยกรากขึ้นมาชี้ไปรอบๆ แม้จะอยู่ห่างกันพอสมควร แต่แสงจันทร์ที่ส่องลงมาประกอบกับอยู่มุมสูง ทำให้เห็นภาพข้างล่างได้ชัดเจน ฟิลขมวดคิ้วเข้าหากัน พูดเสียงดัง

“พวกเจ้าดูนั่นสิ เห็นท่าทางของมันหรือเปล่า”

ทุกคนแหวกกิ่งไม้ออกดู พบว่ารากฝอยของต้นไม้ต้นนั้นเต้นยุ่บยั่บไปมา ก่อนชี้มาทางจุดที่ทุกคนซ่อนตัวอยู่ มันกวัดแกว่งกิ่งไปมาจนใบไม้ร่วงกราว เคลื่อนตัวมาทางนี้ทันที

“แย่ล่ะสิ ท่าทางมันจะรู้ตำแหน่งของพวกเราแล้ว เผ่นเร็ว!” ไรซานบอก ทุกคนรีบไต่ต้นไม้ลงมา วิ่งฝ่าพงหญ้าเข้าไปในป่าทึบที่มองเห็นอยู่ไม่ไกล ต้นไม้ต้นนั้นปล่อยแสงสีขาวพุ่งตามหลังไป

พวกโรมหลบได้อย่างหวุดหวิด ต้นไม้ใหญ่ปล่อยหนามแหลมออกมาอีกระลอก เสียงหนามแหวกอากาศดังก้องไปทั่วป่า ตกบนพื้นดินห่างจากพวกโรมไม่ถึงห้าเมตร ระเบิดดังตูม ต้นไม้ต้นหญ้าระเบิดเป็นเสี่ยงๆ ลำต้นฉีกกระจาย บางส่วนลุกไหม้กระเด็นไปติดต้นไม้ต้นอื่นที่อยู่ใกล้กัน ไฟลุกท่วม ควันโขมง

 ต้นไม้ใหญ่ปล่อยบาเรียสลับกับหนามแหลมออกมาโจมตีพวกโรมเป็นระยะ ท่าทางมันจะสนุกกับการที่ได้ไล่ล่าพวกโรมที่วิ่งหนีกันสุดชีวิต สังเกตได้จากพอมันปล่อยแสงบาเรียหรือหนามออกมาแล้ว มันจะหยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เพื่อรอดูผล หากพวกโรมหลบพ้นการโจมตีได้ มันจะกวัดแกว่งกิ่งไปมาอย่างชอบใจ แล้วหยุดไล่ตามอยู่พักใหญ่ กะให้พวกโรมได้พักเอาแรงสักครู่ จึงเริ่มไล่ตามต่อ เป็นอย่างนี้อยู่เกือบสองชั่วโมง

 “ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป พวกเรามีหวังโดนมันจับได้แหงๆ” ฟาเรียพูด ยืนพิงต้นไม้ต้นหนึ่ง หายใจหอบแฮ่กๆ พลางชะเง้อคอมองไปด้านหลัง มองเห็นเงาทะมึนของต้นไม้ต้นนั้นห่างออกไปเกือบสี่ร้อยเมตร

“นั่นสิ นึกแล้วก็เจ็บใจท่านปู่จริงๆ หากไม่ปิดผนึกพลังเวทย์พวกเราไว้ล่ะก็ ป่านนี้คงได้ใช้มนต์พรางตัวหนีมันไปได้ตั้งนานแล้ว” บาลาสพูดอย่างหงุดหงิด  โรม ฟิล ฟาเรียและไรซานถอนหายใจ เห็นด้วยกับคำพูดของบาลาสหากใช้พลังเวทย์ได้ล่ะก็... เอ๊ะ! เดี๋ยวก่อนสิ มนต์พรางตัวงั้นเหรอ ไรซานย่นคิ้วเข้าหากันเมื่อนึกอะไรได้

“ใช่แล้ว!” ไรซานพูดเสียงดัง ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบขวดแก้วเล็กๆ ออกมายื่นให้ทุกคนดู

“ครีมบำรุงผิวของอันเดอร์สกอร์ ยังไงล่ะ”

ทุกคนมองไรซานพร้อมกัน ซึ่งอีกฝ่ายพยักหน้าพร้อมยิ้มให้ แต่บาลาสท้วงขึ้นมาอย่างไม่แน่ใจ

“แต่ว่า..มันจะใช้ได้ผลจริงๆ เหรอ”

“นั่นสิ เจ้าแน่ใจเหรอว่า ครีมนี้จะช่วยพวกเราได้” ฟาเรียถาม

“ไม่ลองก็ไม่รู้ ข้าว่าพวกเราน่าจะลองดูนะ บางทีมันอาจจะได้ผลก็ได้” ฟิลเอ่ยขึ้น

“ใช่ครับ พวกเราน่าจะลองทาครีมนี้ดูก่อน หากไม่ได้ผลจริงๆ ก็ค่อยว่ากัน” โรมเห็นด้วยกับฟิล

“จะทำอะไรก็รีบๆ เถอะ โน่น มันใกล้เข้ามาแล้ว” ฟาเรียรีบบอก ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน พบว่าต้นไม้กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ทุกขณะ เหลืออีกสองร้อยเมตรก็จะถึงต้นไม้ที่ทุกคนหยุดพักคุยกัน

“เอ้า เอาก็เอา” บาลาสถอนหายใจ ถ้าไม่ได้ผล อย่างมากก็สู้กับต้นไม้บ้านั่นแค่ตายล่ะวะ

ทุกคนเทครีมลงบนฝ่ามือหนึ่งหยด ถูไปมาเบาๆ เกิดฟองสีขาวออกมาเป็นจำนวนมาก ทุกคนตกใจ เมื่อฟองสีขาวไต่ฝ่ามือขึ้นมาตามแขนทั้งสองข้างอย่างรวดเร็ว แค่ครึ่งนาที ฟองสีขาวก็ห่อหุ้มร่างของทุกคนจนมิด

“เฮ้! พวกเจ้าหายไปไหนแล้ว” ฟาเรียเรียกเสียงดัง เมื่อมองไม่เห็นใครสักคนอยู่ตรงหน้า

“เบาๆ หน่อยสิ จะแหกปากให้ต้นไม้นั่นได้ยินหรือไง” บาลาสต่อว่าเสียงดังไม่แพ้กัน

“เจ้าเฒ่า! อยู่ข้างๆ นี่เองเหรอ ทำไมข้ามองไม่เห็นเจ้าล่ะ” ฟาเรียงุนงง เมื่อได้ยินเสียงบาลาสดังอยู่ข้างกาย แต่กลับมองไม่เห็นแม้แต่เงา

“ข้าก็มองไม่เห็นเจ้าเหมือนกัน ว่าแต่โรม ฟิลและไรซานล่ะ อยู่ตรงนี้ด้วยหรือเปล่า”

“อยู่ครับ” โรมหัวเราะ เช่นเดียวกับฟิลและไรซานที่หัวเราะเบาๆ ออกมา

“ครีมบำรุงผิวนี่ได้ผลจริงๆ ด้วย แบบนี้พวกเราก็มีทางรอดแล้วสิ” ฟาเรียหัวเราะชอบใจ

“อย่าเพิ่งรีบร้อนดีใจไป ถึงพวกเราจะพรางตัวได้ แต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย” ฟิลเตือนเสียงเรียบ

“ฟิลพูดถูก ตราบใดที่ต้นไม้นั่นยังจับสัมผัสของพวกเราได้ ถึงพรางตัวได้ก็ไร้ความหมาย” ไรซานบอก

“ข้ามีความคิดดีๆ แล้วครับ แต่ว่าพวกเราต้องเสี่ยงวัดดวงกันหน่อย” โรมบอกก่อนอธิบายให้ฟัง

“ข้าคิดว่าพวกเราไม่ต้องหนีไปไหน แต่ให้นั่งอยู่ตรงนี้ รอให้ต้นไม้นั่นเข้ามาใกล้ แล้วคอยดูว่า มันจับสัมผัสของพวกเราได้หรือเปล่า หากมันจับได้ พวกเราก็สู้กับมันให้รู้ดำรู้แดงไปเลย”

“แต่หากมันจับสัมผัสไม่ได้ พวกเราก็อาศัยจังหวะที่ครีมบำรุงผิวยังไม่หมดฤทธิ์ รีบเดินทางออกจากที่นี่  ข้าคิดว่า กว่าครีมจะหมดฤทธิ์ พวกเราก็คงจะไปไกลจากที่นี่มาก เผลอๆ อาจจะถึงป่าหิมะก่อนสว่าง จากนั้นค่อยหาที่พักนอนเอาแรงสักงีบ แล้วค่อยเดินทางต่อ พวกท่านเห็นด้วยไหมครับ”

“ความคิดเข้าท่าแฮะ พวกเจ้าว่าไง” ฟาเรียขอความเห็น ซึ่งทุกคนตอบตกลง ยินดีที่จะเสี่ยงวัดดวงกัน

ต้นไม้ใหญ่เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ มันทำท่าคล้ายกับไม่แน่ใจว่า ตามมาถูกทางหรือไม่ เพราะมันยกรากขึ้นมาชี้ไปรอบๆ  แต่รากฝอยกลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ต่างจากก่อนหน้านี้ที่รากฝอยของมันเต้นยุ่บยั่บไปมา

มันเริ่มมีอาการหงุดหงิด หันไปฟาดกิ่งใส่ต้นไม้ที่อยู่ใกล้กับต้นที่พวกโรมแอบอยู่ กิ่งไม้กิ่งหนึ่งร่วงลงมากองกับพื้นเสียงดังโครม แต่ดูเหมือนมันจะยังไม่หนำใจ ใช้รากตวัดรัดลำต้นถอนต้นไม้ต้นนั้นขึ้นมา เหวี่ยงออกไปพร้อมปล่อยหนามแหลมคมพุ่งใส่ ต้นไม้เคราะห์ร้ายระเบิดกลางอากาศ สะเก็ดไฟปลิวว่อนกระจาย

“ท่าทางมันจะหงุดหงิดนะเนี่ย” บาลาสกับฟาเรียทำตาปริบๆ กับภาพที่เห็น

“แสดงว่ามันจับสัมผัสของพวกเราไม่ได้สิน่ะครับ ถึงได้ออกอาการฟาดงวงฟาดงาแบบนี้” โรมบอก

“ถ้างั้นพวกเราก็รอดแล้วสิ แบบนี้ต้องขอบคุณครีมบำรุงผิวของอันเดอร์สกอร์ซะแล้ว สรรพคุณสมคำบรรยายจริงๆ” ฟาเรียพูดปนหัวเราะ ทำให้ทุกคนหัวเราะออกมาเบาๆ

ต้นไม้ใหญ่ออกอาการหงุดหงิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็เคลื่อนตัวหายเข้าไปในป่าทึบด้านใน ทุกคนรอจนแน่ใจว่ามันไปไกลพอสมควร จึงเดินออกมาจากบริเวณนั้น โรมให้ทุกคนเข้าแถวเรียงหนึ่งเดินจับมือกัน เพื่อป้องกันการพลัดหลง รอจนกว่าครีมบำรุงผิวจะหมดฤทธิ์ จึงค่อยปล่อยมือ  ทุกคนเห็นด้วยกับความคิดนี้ เมื่อจัดแถวเดินเรียบร้อย ทั้งห้าคนก็เดินทางออกจากป่าดงดิบมุ่งหน้าไปป่าหิมะ สนามฝึกด่านที่ห้าทันที

*****************************************************

อีกด้านหนึ่ง ในห้องพักของแม่ทัพอสูรพีเนียส

“เจ้าคิดว่าไง” ไซลาเรียถามพีเนียสที่ยืนหันหลังให้ อีกฝ่ายเดินไปเปิดหน้าต่างให้กว้างออก อากาศยามดึกเย็นสบาย ลมทะเลพัดมาเป็นระยะๆ เสียงคลื่นกระทบฝั่งดังซ่าๆ

“มันก็น่าสน แต่ข้าสงสัยว่ามันเสนอตัวมาช่วยเจ้าในเรื่องนี้ทำไม หรือว่ามีอะไรมากไปกว่านั้น”

“นั่นแหละที่ข้าแปลกใจ หรือว่ามันต้องการยุยงให้พวกเราแตกแยกกัน”

“อาจเป็นไปได้ แต่ว่ามันจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร”

“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ถึงได้มาเล่าเรื่องนี้ให้เจ้าฟังยังไงล่ะ”

พีเนียสหรี่ตาลงอย่างครุ่นคิด เดาไม่ออกจริงๆ ว่าไกเซอร์ยื่นข้อเสนอแบบนั้นให้ไซลาเรียทำไม

“เอางี้ เจ้าลองนัดมันมาคุยดูก่อนว่าต้องการอะไรกันแน่ เมื่อรู้จุดประสงค์ของมันแล้ว เราค่อยมาคุยเรื่องนี้กันอีกครั้งว่าจะเอายังไง”

“เอางั้นก็ได้ ว่าแต่ข้าจะนัดเจอกับมันที่ไหนดี ถึงจะปลอดจากสายตาของคนอื่น”

พีเนียสนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนบอกสถานที่ให้ไซลาเรียรู้ว่าควรจะนัดคุยกันที่ไหน จึงจะปลอดจากสายตาของทหารอสูร ซึ่งอีกฝ่ายพยักหน้ายิ้มพอใจ

“งั้นพรุ่งนี้ ข้าจะนัดมันให้ไปเจอที่นั่น ได้เรื่องยังไง ข้าจะกลับมาบอกเจ้า”

ทั้งคู่พูดคุยกันอีกพักใหญ่ ไซลาเรียก็ขอตัวกลับห้องเพื่อพักผ่อน เมื่อไซลาเรียเดินออกไปแล้ว พีเนียสก็เดินไปที่หน้าต่าง ทอดสายตามองออกไปด้านนอก ดวงตาฉายแววครุ่นคิด พลันมีเงาดำโผล่เข้ามาจากด้านหลัง พีเนียสหมุนตัวกลับมากระแทกฝ่ามือใส่ทันที

“ว๊าย!” เสียงอุทานด้วยความตกใจดังขึ้น พร้อมกับร่างๆ หนึ่งลอยไปชนผนังห้องโครมใหญ่ ร่วงครูดลงมานอนกองกับพื้น พีเนียสเคลื่อนย้ายร่างมาหยุดตรงหน้า ดึงมือร่างนั้นให้ลุกขึ้นยืน

“เล่นอะไรของเจ้าน่ะ เบส หากข้ายั้งมือไม่ทัน เจ้าอาจตายได้”

คนถูกต่อว่าเป็นหญิงสาวหน้าตาสะสวย เงยหน้ายิ้มหวาน ยกมือโอบคอพีเนียสพร้อมเขย่งปลายเท้าจูบคางพีเนียสเบาๆ เธอคือเบส อสูรสาวพราวเสน่ห์เป็นหนึ่งในผู้หญิงของพีเนียส และเป็นขุนพลอสูร

“ขอโทษค่ะ ท่านพีเนียส ข้าก็แค่ล้อเล่น ตกใจมากไหมคะ”

“วันหลังอย่าล้อเล่นแบบนี้อีก” พีเนียสแกะมือของเบสที่โอบคอตัวเองออก หันหลังเดินไปนั่งที่เก้าอี้นวมตัวใหญ่ที่ตั้งชิดริมผนังห้อง เบสเดินตามไปนั่งข้างกัน บีบแขนให้อย่างเบามือ

“ท่านพีเนียสไม่สบายหรือเปล่าคะ เอ..แต่ตัวก็ไม่ร้อนนี่นา” เบสใช้มือข้างหนึ่งแตะซอกคอของพีเนียส

“ข้าไม่ได้เป็นอะไร ว่าแต่เจ้าเถอะ กลับมาจากฝั่งโน้นตั้งแต่เมื่อไหร่”

 “เมื่อครู่นี้เองค่ะ พอมาถึง ข้าก็รีบมาหาท่านทันที”

“ทำไมเจ้าไม่ไปรายงานเรื่องงานให้มิวเคอร์รู้ก่อน รีบร้อนมาหาข้าแบบนี้ ไม่กลัวมิวเคอร์ตำหนิหรือไง”

“ไม่กลัวค่ะ ข้าบอกคัสตอนกับอมีนาไปว่ารู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะไม่สบาย สองคนนั้นเลยไล่ให้ข้ากลับมาพัก ส่วนพวกเขาจะเข้าไปรายงานเรื่องงานให้ท่านมิวเคอร์ทราบเองค่ะ”

“เจ้าเล่ห์น่าดูแฮะ” พีเนียสหัวเราะชอบใจ เบสเงยหน้ามองพีเนียสตาหวานฉ่ำ พูดอ้อนเสียงหวาน

“ก็ข้าคิดถึงท่านพีเนียสนี่นา ไปทำงานที่ฝั่งโน้นตั้งหลายวัน คิดถึงจะแย่ จริงสิคะ ข้าได้ยินทหารปลายแถวคุยกันว่าช่วงที่ข้า คัสตอนและอมีนาไม่อยู่ มีแขกพิเศษกลุ่มใหญ่มาพักที่เรือนรับรองหรือคะ”

“ใช่ เป็นแขกพิเศษของท่านโรติเฟอร์กับท่านอาร์ทีเมีย”

“เอ พวกไหนกันคะ ข้ารู้จักหรือเปล่า”

“พวกแม่ทัพปีศาจกับขุนพลปีศาจน่ะ อยากรู้จักไหม ข้าจะได้พาไปแนะนำ”

“ไม่ต้องหรอกค่ะ ข้าไม่อยากเสวนากับพวกปีศาจ”

“ทำไมล่ะ รู้จักกันไว้ก็ไม่เสียหายอะไรนี่ ที่สำคัญในกลุ่มนั้นมีคนหน้าตาดีอยู่ด้วยนะ”

“แล้วไงล่ะคะ ไม่เอาหรอก ท่านพีเนียสของข้าหล่อกว่าตั้งเยอะ”

“ชมกันแบบนี้ข้าก็เขินแย่ แต่พวกเขาหน้าตาดีจริงๆ โดยเฉพาะขุนพลที่ชื่อชูร่ากับแม่ทัพที่ชื่อไกเซอร์ สองคนนี้หล่อสูสีกับท่านอาร์ทีเมียของพวกเราเชียวนะ ขนาดจัสไทนายังมองชูร่าตาเป็นประกาย”

“จัสไทนาก็จัสไทนาสิ ไม่ใช่ข้าสักหน่อย คนที่ชื่อชูร่ากับไกเซอร์อาจจะหล่อมากก็จริง แต่ในสายตาของข้า ท่านพีเนียสหล่อที่สุด ดังนั้น ท่านไม่ต้องมายุให้ข้าไปรู้จักพวกเขาหรอก เสียเวลาเปล่า” เบสพูดเสียงขึ้นจมูก

 “ไม่ไปก็ไม่ไปสิ ทำไมจะต้องโกรธด้วยล่ะ ดูสิ หน้าหงิกหมดแล้ว” พีเนียสเย้าอย่างอารมณ์ดี เบสค้อนขวับให้วงเบ้อเริ่ม พูดน้ำเสียงงอนๆ

“ข้าไม่โกรธท่านหรอกค่ะ แค่น้อยใจนิดหน่อย ท่านพูดเหมือนกับว่าจะผลักไสข้าให้ไปหาคนอื่นอย่างนั้นแหละ ทั้งๆ ที่ท่านก็รู้ว่าข้ารักท่านคนเดียวเท่านั้น ยังจะมาพูดแบบนี้อีก”

“ข้าก็แค่ล้อเล่น ไม่ได้มีเจตนาอย่างที่เจ้าว่าสักหน่อย ดูสิ โกรธข้าหรือเนี่ย แก้มป่องเชียว” พีเนียสพูดปนหัวเราะ ใช้มือเขี่ยแก้มของเบสเล่น ทำให้เบสหัวเราะออกมา

“ใครจะไปโกรธลงล่ะคะ น่ารักแบบนี้โกรธไม่ลงหรอก” เบสมองพีเนียสด้วยแววตาเทิดทูนรักใคร่ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงได้รักท่านพีเนียสมากขนาดนี้ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าท่านพีเนียสมีผู้หญิงอื่นอีกเป็นสิบ และไม่เคยคิดจะจริงจังกับใคร  แต่เบสก็เต็มใจที่จะเป็นหนึ่งในผู้หญิงเหล่านั้นของพีเนียส

“จริงสิ เจ้าเพิ่งมาถึงเหนื่อยๆ คงจะเหนียวตัวแย่ เดี๋ยวข้าไปผสมน้ำอุ่นให้เจ้าอาบดีกว่า รอสักครู่นะคะ” พีเนียสหอมแก้มเบสฟอดใหญ่ ลุกขึ้นเดินหายเข้าไปในห้องน้ำที่อยู่ด้านใน

เบสมองตามไปก่อนยิ้มออกมา ท่านพีเนียสช่างเอาอกเอาใจ พูดจาไพเราะหวานหูแบบนี้นี่เอง สาวๆ ถึงได้ติดหนึบ หลงกันหัวปักหัวปำ แต่ไม่มีใครมัดใจท่านพีเนียสได้สักคน อย่างดีก็เป็นได้แค่คู่นอนชั่วครั้งชั่วคราวในยามเหงาของท่านพีเนียสเท่านั้น เบสถอนหายใจออกมาอย่างเศร้าใจ เพราะตัวเองก็เป็นหนึ่งในสาวๆ กลุ่มนั้น

“เสร็จแล้วครับ คุณผู้หญิง” พีเนียสเดินยิ้มกว้างออกมาจากห้องน้ำ ในมือถือผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ ดวงตาสีเขียวอ่อนเต้นระริกล้อแสงไฟเป็นประกายวิบวับ มองเบสที่นั่งบนเก้าอี้อย่างล้อๆ เบสหน้าแดงลุกขึ้นยืนทันที

“ขอบคุณค่ะ งั้นข้าขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะคะ” เบสดึงผ้าเช็ดตัวจากมือพีเนียสมาถือ รีบเดินหนีแต่ต้องร้องอุทานออกมา เมื่อพีเนียสคว้าเอวเอาไว้ ช้อนร่างเบสขึ้นมาในวงแขน

“ข้าอาบน้ำให้เจ้าดีกว่า จะได้มั่นใจหน่อยว่าเจ้าถูขี้ไคลสะอาดทุกซอกทุกมุม”

“ไม่เอา! ท่านพีเนียสปล่อยข้านะ” เบสหน้าแดงก่ำ ยกมือทุบอกพีเนียสเบาๆ

“เจ้าอย่าดื้อสิ ไหนบอกว่ารักข้ายังไงล่ะ คนรักกันก็ต้องฟังกันเข้าใจไหมคะ” พีเนียสยิ้มพราย ดวงตาส่องประกาย เบสชะงักมองตาค้าง โอย! ท่านพีเนียสยิ้มแบบนี้อีกแล้ว ไม่เอานะ ยิ้มแบบนี้ทีไรได้เรื่องทุกที

“เจ้าไม่ตอบก็แปลว่าตกลง งั้นไปอาบน้ำกัน” พีเนียสสรุปหน้าตาย เบสทำตาปริบๆ มองใบหน้าคมคายของพีเนียสก่อนถอนหายใจ ถึงจะไม่ใช่คนที่ท่านพีเนียสคิดจริงจังด้วยก็ไม่เป็นไร ขอแค่ท่านพีเนียสอย่าผลักไสข้าไปให้คนอื่น แค่นี้ข้าก็พอใจแล้ว เบสซบหน้ากับอกของพีเนียส ยอมให้พีเนียสอุ้มร่างหายเข้าไปในห้องน้ำแต่โดยดี

.**********************************************************

หลังจากรายงานเรื่องภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้แม่ทัพมิวเคอร์ฟังเสร็จแล้ว คัสตอนและอมีนา ก็ขอตัวกลับห้องเพื่อไปพักผ่อน ขณะที่ทั้งคู่เดินคุยกันมาตามทางเดิน เพื่อมุ่งไปยังห้องพักของตัวเองก็พบแม่ทัพอัลบูโกยืนสั่งการทหารกลุ่มหนึ่งตรงเชิงบันได จึงเข้าไปทำความเคารพ

“อ้าว! พวกเจ้ากลับมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่”

 “เมื่อครู่นี้เองครับ” คัสตอนตอบ

“แล้วงานเป็นยังไงบ้าง เรียบร้อยหรือเปล่า”

“เรียบร้อยค่ะ ท่านอัลบูโก” อมีนายิ้มให้

“พวกเจ้าเข้าไปรายงานมิวเคอร์หรือยัง”

“พวกเราเพิ่งออกมาจากห้องของท่านมิวเคอร์ค่ะ”

“งั้นเหรอ แล้วเบสไปไหน ไม่ได้กลับมาพร้อมพวกเจ้าด้วยหรือ” อัลบูโกถามถึงเบส ขุนพลอสูรอีกคน

“เบสไม่ค่อยสบาย พวกเราก็เลยไล่ให้ไปนอนพัก ว่าแต่ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ทำไมท่านอัลบูโกยังไม่ไปพักผ่อนล่ะครับ”

“ก็กำลังจะไปอยู่เหมือนกัน แต่เจอพวกเจ้าซะก่อน” อัลบูโกตอบ พลางหันไปพยักหน้าให้ทหารที่ยืนอยู่ ทหารกลุ่มนั้นทำความเคารพอัลบูโกหมุนตัวเดินจากไป คัสตอนกับอมีนามองตาม ก่อนหันมาถาม

“ท่านอัลบูโกให้พวกนั้นไปที่เทือกเขาเทวรูปหรือครับ”

“รู้ได้ไงว่าข้าให้พวกนั้นไปที่นั่น” อัลบูโกถามยิ้มๆ คัสตอนกับอมีนาชี้ให้อัลบูโกดูถุงผ้าเล็กๆ สีขาวขุ่นที่เหน็บอยู่ตรงเอวของทหารกลุ่มนั้น อัลบูโกมองตามไปก่อนหัวเราะออกมา

“ตาไวเหมือนกันนะเนี่ย ใช่ ข้าให้พวกนั้นไปเทือกเขาเทวรูป”

“ไปปลุกเทวรูปขึ้นมาใช้งานหรือคะ” อมีนาสงสัย

“ก็ไม่เชิง แค่ป้องกันไว้ก่อนก็เท่านั้นเอง” อัลบูโกบอกเนิบๆ เมื่อเห็นสีหน้าของคัสตอนกับอมีนาที่เต็มไปด้วยความแปลกใจ จึงอธิบายให้ฟัง

“มิวเคอร์บอกพวกเจ้าแล้วใช่ไหมว่า ตอนนี้พวกแม่ทัพปีศาจและขุนพลปีศาจมาพักกับพวกเราที่นี้”

“ทราบแล้วครับ ท่านมิวเคอร์ยังสั่งพวกเราให้ไปทำความรู้จักกับพวกนั้นอีกด้วย”

 “นั่นล่ะ ท่านอาร์ทีเมียกับท่านโรติเฟอร์สั่งให้จับตาดูพวกนั้นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะไกเซอร์ เพราะมันเป็นคนที่ดูยากที่สุด และสามารถใช้มนต์เชิดวิญญาณมนุษย์ได้ ท่านอาร์ทีเมียเกรงว่า หากพวกปีศาจรู้ว่าพวกเรามีเทวรูปนักรบอยู่ อาจเกิดปัญหาในภายหลัง เพราะไม่แน่ใจว่ามนต์เชิดวิญญาณของไกเซอร์จะครอบคลุมไปถึงสิ่งไม่มีชีวิตด้วยหรือไม่”

“เข้าใจแล้วค่ะ ท่านอัลบูโกก็เลยให้ทหารพวกนั้นเอาผงสะกดไปใส่ที่เทวรูป เพื่อป้องกันไม่ให้ไกเซอร์ใช้มนต์เชิดวิญญาณบังคับเทวรูปของพวกเราใช่ไหมคะ”

“ใช่ พวกนั้นมาอยู่กับพวกเราหลายวันแล้วก็จริง แต่จากที่ทหารยามรายงานเข้ามา ก็ยังไม่พบว่ามีพวกปีศาจไปป้วนเปี้ยนแถวเทือกเขา คาดว่าพวกมันคงไม่ได้สนใจที่นั่น แต่พวกเราก็ควรจะกันเอาไว้ก่อน”

 “ก็ดีเหมือนกันครับ หากต่อไปพวกมันบังเอิญไปเจอเทวรูปพวกนี้เข้าจริงๆ ไกเซอร์ก็ไม่สามารถใช้มนต์เชิดวิญญาณบังคับเทวรูปได้ เพราะพวกเราใช้ผงสะกดเอาไว้ก่อนแล้ว”

“ใช่ ถึงจะยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พวกเราก็ไม่ควรวางใจ ไม่งั้นอาจเสียใจภายหลัง”

“ถ้างั้นให้ข้ากับคัสตอนไปใส่ผงสะกดเทวรูปแทนทหารพวกนั้นเถอะค่ะ” อมีนาเสนอขึ้นมา

“ทำไมเจ้าถึงอยากไปใส่ผงสะกดเองล่ะ” อัลบูโกแปลกใจ เช่นเดียวกับคัสตอน อมีนายิ้มให้ก่อนพูดขึ้น

“ข้าเกรงว่าหากพวกปีศาจเห็นทหารกลุ่มนั้นยกโขยงไปที่เทือกเขา จะเกิดความสงสัยจนทำให้งานพวกเราพลาด แต่หากให้ข้ากับคัสตอนไป มันจะง่ายและสะดวกกว่าค่ะ”

“อืม..ความคิดเข้าท่า ว่าไงคัสตอน เจ้าเห็นด้วยกับอมีนาหรือเปล่า” อัลบูโกหันมาทางคัสตอน

“เห็นด้วยครับ หากพวกเราไปเอง ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ทุกอย่างก็เรียบร้อย แต่ถ้าเป็นทหารพวกนั้น ข้าคิดว่าคงเสียเวลามากกว่านี้ครับ” คัสตอนเห็นด้วย

“เอางั้นก็ได้ ถ้างั้นพวกเจ้ารีบไปดักทหารกลุ่มเมื่อกี้ บอกพวกมันว่าข้าสั่งให้พวกเจ้าไปแทน”

“ครับ/ค่ะ ท่านอัลบูโก” คัสตอนกับอมีนารับคำพร้อมกัน ร่างเลือนหายไปทันที

ยี่สิบนาทีต่อมา คัสตอนกับอมีนาก็มาปรากฏตัวบนเทือกเขาที่เก็บเทวรูปนักรบ ทั้งคู่เดินสำรวจความเรียบร้อยของเทวรูปนักรบทั้งหมดที่ยืนสงบนิ่งใต้ต้นไม้อยู่ครู่หนึ่ง เมื่อไม่พบสิ่งผิดปกติก็เดินมาสำรวจเทวรูปยามที่นอนราบไปกับพื้นวางศีรษะหนุนมือทั้งสองข้างหันหน้าออกไปด้านนอก

“ทุกอย่างปกติดี แสดงว่าพวกปีศาจยังไม่รู้ว่ามีเทวรูปอยู่บนนี้” คัสตอนเอ่ยขึ้น หลังจากสำรวจจนแน่ใจว่าไม่มีร่องรอยหรือกลิ่นไอปีศาจอยู่ในบริเวณนี้

“ถ้างั้นก็รีบลงมือเถอะ จะได้กลับไปรายงานให้ท่านอัลบูโกทราบ” อมีนาพยักหน้า

ทั้งคู่ดึงถุงผ้าสีขาวออกมาจากข้างเอว ข้างในเป็นผงสีขาวขุ่น มันคือผงสะกดเทวรูป ใช้สำหรับบังคับเทวรูปให้ทำตามคำสั่ง ปกติอสูรจะใช้เถาวัลย์สีดำเป็นโซ่ผนึกเทวรูปให้นอนหลับ เมื่อถึงเวลาออกศึกสงคราม จึงจะคลายผนึกเถาวัลย์ เอาผงสะกดกรอกปากเทวรูปแล้วร่ายมนต์บังคับให้เชื่อฟังคำสั่ง โดยผู้ที่ได้รับคำสั่งให้มาบังคับเทวรูปจะต้องกลืนผงรวมวิญญาณเข้าไปก่อน จึงจะสามารถบังคับเทวรูปให้เคลื่อนไหวตามคำสั่งได้

หากใช้เฉพาะผงสะกดอย่างเดียว เทวรูปจะตื่นขึ้นมาเพื่อรอรับคำสั่ง แต่จะไม่ขยับไปไหน แม้จะใช้เวทย์มนต์บังคับ เทวรูปก็จะไม่ทำตาม นอกจากรอรับคำสั่งจากคนที่กินผงรวมวิญญาณเข้าไปเท่านั้น

คัสตอนกับอมีนาลอยตัวขึ้นไปอยู่ระดับเดียวกับใบหน้าของเทวรูปนักรบ เคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ปากของเทวรูปนักรบตัวแรกที่อยู่ทางขวามือ ไม่ทันจะเทผงสะกดออกมาจากถุงก็ต้องผงะถอยหลัง อุทานออกมา

 “เฮ้ย!”

“อุ้ย!”

บนศีรษะของเทวรูปนักรบชุดเกราะตัวนั้น ปรากฏร่างของผู้ชายคนหนึ่งนั่งไขว่ห้างด้วยท่าทางสบายๆ ใบหน้าคมสันผุดยิ้มน้อยๆ ผมยาวสีฟ้าปลิวไสว เผยให้เห็นปานรูปจันทร์เสี้ยวสีเหลืองบนหน้าผาก ดวงตาสีเทาจ้องมองทั้งคู่นิ่ง ทำให้คัสตอนกับอมีนาขยับตัวไม่ได้ไปชั่วขณะ นึกสงสัยครามครันว่า ผู้ชายคนนี้เป็นใคร

ขณะที่ทั้งคู่กำลังอึ้ง ชายผู้นั้นก็ลอยตัวลงมาหยุดอยู่ตรงหน้า ห่างกันแค่สามก้าว ถามเสียงเรียบ

“พวกเจ้าเป็นขุนพลอสูรใช่ไหม”

“ใช่! แล้วเจ้าเป็นใคร” คัสตอบตอบก่อนย้อนถามเสียงห้วน ทำไมจึงรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีเลย

“ขอโทษที่ลืมแนะนำตัวเอง ข้าชื่อไกเซอร์ เป็นแม่ทัพปีศาจทิศทักษิณ แล้วพวกเจ้า ชื่ออะไรกันบ้าง”

คัสตอนกับอมีนามองไกเซอร์ด้วยความตกใจ  แม่ทัพปีศาจไกเซอร์ คนที่ท่านอัลบูโกเพิ่งพูดถึงอยู่เมื่อครู่นี่เอง ว่าแต่ทำไมจึงมาอยู่ที่นี่

 “ข้าถาม ทำไมพวกเจ้าไม่ตอบ” 

“ข้าคือคัสตอน ส่วนนี่อมีนา ว่าแต่ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ไม่ทราบว่าท่านไกเซอร์มาทำอะไรที่นี่”

ไกเซอร์หัวเราะแผ่วเบา มองทั้งคู่ด้วยสายตาที่ทำให้คัสตอนกับอมีนาขยับถอยหลังโดยอัตโนมัติ อากาศรอบตัวเย็นยะเยือกจนขนลุกชันไปทั้งตัว แม้จะอยู่ในดินแดนอสูร แต่ทำไมจึงรู้สึกเหมือนกับว่าอยู่กันคนละที่

“ข้าก็แค่มาเดินเล่น ไม่คิดว่าจะเจอพวกเจ้าแถวนี้ ขอโทษที่ทำให้ตกใจ เอาล่ะ เห็นทีต้องขอตัวกลับก่อน ป่านนี้เพื่อนข้าคงรอแย่แล้ว” ไกเซอร์ลอยตัวลงต่ำ หันหลังหมุนตัวเดินจากไป

“เดี๋ยวก่อน! ท่านไกเซอร์” อมีนาเรียกเสียงดัง ลอยตัวตามลงมาเช่นเดียวกับคัสตอน

“มีอะไร” ไกเซอร์ถามแต่ไม่ได้หันกลับมามอง อมีนากับคัสตอนเดินเข้ามาหยุดห่างกันไม่ถึงห้าก้าว

 “ที่นี่เป็นเขตหวงห้าม ห้ามผู้ใดเข้ามาโดยพลการ การที่ท่านมาอยู่ที่นี่โดยที่ทหารยามของเราไม่รู้ไม่เห็น แสดงว่าท่านจงใจปิดบังอำพรางร่องรอยของตัวเองเอาไว้เพื่อมาที่นี่โดยเฉพาะ ดังนั้นกรุณาตามพวกเรากลับไปพบท่านมิวเคอร์และท่านอัลบูโกที่ปราสาทด้วย” คัสตอนพูดเสียงกร้าว

“แล้วถ้าข้าไม่ไปกับพวกเจ้าล่ะ”

“ถ้าท่านไม่ไป พวกเราก็ต้องใช้กำลังบังคับ” อมีนาสวนทันควัน.

“แน่ใจเหรอว่า ลำพังแค่พวกเจ้าสองคน จะบังคับข้าได้”

“ถึงท่านจะเป็นแม่ทัพปีศาจและมีฝีมือสูง แต่ข้าไม่คิดว่าพวกเราจะสู้ท่านไม่ได้” คัสตอนพูดเสียงเยาะ

“ที่เจ้าพูดมามันก็ถูก หากพวกเจ้าสองคนร่วมมือกัน บางทีอาจเอาชนะข้าที่มีแค่คนเดียวได้ แต่ข้าลืมบอกไปว่า ข้ามีลูกน้องมาด้วย และหากนับจำนวนกันแล้ว พวกเจ้าแพ้หลุดลุ่ย”

“ฮึ! ไม่ต้องมาขู่ คิดเหรอว่าพวกเราจะกลัวท่าน” อมีนากับคัสตอนพุ่งตัวเข้ามาพร้อมกัน แต่ต้องตกใจเมื่อมีอะไรบางอย่างมารวบร่างเอาไว้พร้อมดึงให้ถอยไปด้านหลัง ทั้งคู่เหลียวกลับไปมองก่อนเบิกตากว้าง

“มะ มะ ไม่ จริง” คัสตอนกับอมีนาอุทานด้วยความตกใจ เมื่อพบว่าสิ่งที่รวบร่างตัวเองเอาไว้ก็คือมือของเทวรูปนักรบตัวหนึ่งที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ ดวงตาเทวรูปแดงก่ำ ไม่ใช่แค่ตัวเดียวเท่านั้น แต่เทวรูปทุกตัวลืมตาขึ้น ผินหน้ามามองคัสตอนกับอมีนาที่ถูกเทวรูปตัวแรกจับเอาไว้ในมือเป็นจุดเดียวกัน

“บะ บ้าน่า! ทำไมเทวรูปพวกนี้จึงขยับเองได้” อมีนาดิ้นฮึดฮัดไปมาแต่ไม่สามารถขยับตัวได้ เมื่อลองร่ายมนต์ก็พบว่าไม่สามารถใช้มนต์ได้ คัสตอนก็เช่นกัน นี่มันเกิดอะไรขึ้น หรือว่า..ทั้งคู่มองไกเซอร์ที่ยืนหันหลังให้

“ข้าลืมบอกไปว่า ก่อนที่พวกเจ้าจะมาถึงที่นี่ ข้าได้กางอาณาเขตปิดผนึกการใช้พลังเวทย์เอาไว้ พวกเจ้าจึงไม่สามารถใช้พลังเวทย์ได้ยังไงล่ะ” ไกเซอร์หันหน้ากลับมามองทั้งคู่ ใบหน้าคมสันแต้มยิ้มละไม

“แสดงว่าเจ้ารู้ตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหม ว่าพวกเราจะมาที่นี่” คัสตอนตวาดเสียงดัง ไกเซอร์พยักหน้าแทนคำตอบ หงายมือขึ้น ปรากฏวงกลมสีส้มโผล่ขึ้นมาจากฝ่ามือลอยมาหยุดตรงหน้าคัสตอนกับอมีนา

วงกลมสีส้มเรืองแสง แล้วภาพที่อัลบูโกคุยกับคัสตอนและอมีนาในปราสาทก็ปรากฏออกมาฉายซ้ำให้คัสตอนกับอมีนาเห็นอีกรอบ ภาพปรากฏอยู่ครู่หนึ่งก่อนจางหายไปเหลือเพียงเส้นผมหนึ่งเส้น ตกอยู่บนมือของไกเซอร์  ที่แท้ไกเซอร์ใช้เส้นผมสืบหาข่าวของอสูรที่อยู่ในปราสาท ทำให้รู้ว่าคัสตอนกับอมีนาจะมาที่นี่

“พวกเจ้าฉลาดและรอบคอบก็จริง แต่ขอโทษที ข้าเดินเกมเร็วกว่าพวกเจ้าไปหลายก้าว” ไกเซอร์หัวเราะแผ่วเบา มองคัสตอนกับอมีนาที่หน้าซีดเพราะคิดไม่ถึงว่าจะโดนไกเซอร์ย้อนรอยแบบนี้

“พวกเจ้าไม่ต้องห่วง ข้าไม่โง่พอที่จะฆ่าพวกเจ้าทิ้งซะที่นี่หรอก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะปล่อยให้พวกเจ้ากลับไปรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้อสูรคนอื่นๆ รู้” ไกเซอร์พูดเนิบๆ ดึงเส้นผมของตัวเองออกมาสองเส้น

“เจ้าจะทำอะไร” คัสตอนถามเสียงดัง ไกเซอร์หัวเราะหึหึในลำคอ ย้อนถามเสียงเย็นเยียบ

“พวกเจ้าเคยได้ยินคำว่าหุ่นเชิดไร้วิญญาณไหม”

“หุ่นเชิดไร้วิญญาณ!” อมีนากับคัสตอนเบิกตากว้าง เมื่อคำพูดของอัลบูโกที่บอกว่าไกเซอร์ใช้มนต์เชิดวิญญาณมนุษย์ได้ แว่วเข้ามากระทบหู ไกเซอร์เข้ามาหยุดห่างจากร่างของทั้งคู่ไม่ถึงสองก้าว

“ไม่นะ! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้” คัสตอนกับอมีนาดิ้นรนไปมา พยายามแกะมือของเทวรูปหินแต่ก็ไร้ผล

“ไม่ต้องตื่นเต้นหรือตกใจไป ข้าไม่สูบพลังชีวิตของพวกเจ้าจนหมดหรอก ขอแค่บางส่วนก็พอ ส่วนที่เหลือนั้น เก็บเอาไว้ให้พวกเจ้าได้ใช้มันเพื่อทำงานให้กับข้า” ไกเซอร์ยิ้มน้อยๆ ร่ายมนต์ออกมา เส้นผมสองเส้นเรืองแสงก่อนเปลี่ยนเป็นงูตัวยาวสีส้มสดใส พุ่งใส่คัสตอนกับอมีนาทันที

***************************************************************

ในเรือนรับรองของพวกปีศาจ ขณะนั้นทุกคนต่างก็เข้านอนกันหมดแล้ว คงเหลือแต่ซานฟรีสที่นั่งเล่นอยู่ในห้องโถง บนโต๊ะมีกระดานหมากรุกที่เล่นค้างไว้ตั้งอยู่

เสียงประตูด้านนอกถูกผลักเข้ามา ครู่หนึ่งไกเซอร์ก็เดินเข้ามา เมื่อเห็นซานฟรีสนั่งอยู่คนเดียวก็ทักขึ้น

“ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ทำไมเจ้ายังไม่ไปนอน”

“ก็รอเจ้าน่ะสิ ว่าแต่เจ้าเถอะ ไปเดินเล่นที่ไหน ถึงได้กลับมาซะดึกดื่น” ซานฟรีสย้อนถาม มองไกเซอร์ที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างสงสัย ไกเซอร์หัวเราะเบาๆ ทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามกับซานฟรีส

“ไปเดินแถวชายหาด แถวนั้นลมเย็นมาก ข้าไปนั่งชมวิวตรงโขดหินด้านโน้น แต่ไม่รู้นั่งอีท่าไหนดันเผลองีบหลับไป ตื่นขึ้นมาอีกทีก็มืดแล้ว ก็เลยรีบเดินกลับมานี่แหละ”

 “เจ้าก็เป็นซะอย่างนี้ เจอลมเย็นๆ โกรกหน่อยเดียว เผลอหลับทุกที ดีนะที่ไม่มีจระเข้น้ำเค็มอยู่แถวนั้น ไม่งั้นได้โดนคาบลงทะเลไปแล้ว” ซานฟรีสบ่นพลางส่ายหัว ทำให้ไกเซอร์หัวเราะเบาๆ

“ยังจะมาหัวเราะอีก เมื่อกี้เจ้าบอกว่านอนหลับไปงีบนึงแล้วใช่ไหม แสดงว่าตอนนี้ก็ยังไม่ง่วงน่ะสิ”

“ใช่ มีอะไรเหรอ”

“ข้าก็ยังไม่ง่วง สงสัยเมื่อตอนบ่ายดื่มชามากไป งั้นเจ้ามาเล่นหมากรุกกับข้าดีกว่า” ซานฟรีสชวน

“หมากรุกนี่นะ! เจ้ายังไม่เบื่ออีกเหรอ”

“ไม่เบื่อหรอก น่า เจ้าเล่นเป็นเพื่อนข้าหน่อย” ซานฟรีสคะยั้นคะยอ ไกเซอร์นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตกลง

“ก็ได้ ข้าเองก็ไม่ได้เล่นหมากรุกกับเจ้ามาตั้งนาน ลองเล่นสักตาก็ดีเหมือนกัน”

“มันต้องให้ได้อย่างนี้สิ” ซานฟรีนยิ้มชอบใจ กุลีกุจอหยิบตัวหมากออกมาวางบนโต๊ะทันที

ทั้งคู่ใช้สมาธิจดจ่อกับกระดานหมากที่วางอยู่ตรงหน้า ต่างฝ่ายต่างก็เดินหมากอย่างรอบคอบและรัดกุม ไกเซอร์วางหมากค่อนข้างเร็ว ผิดกับซานฟรีสที่คิดแล้วคิดอีกกว่าจะหยิบตัวหมากวางลงไป

“ทำไมเจ้าคิดนานจังล่ะ ซานฟรีส กว่าจะวางหมากแต่ละตัวลงไป ข้าคอยจนง่วงแล้ว” ไกเซอร์เริ่มบ่น

“ใจเย็นๆ สิ เวลาเล่นกับเจ้าทีไร ข้ามักจะเกร็งทุกที เพราะเจ้าฝีมือสูสีกับข้า ขืนบุ่มบ่ามรีบวางหมากลงไป มีหวังโดนเจ้าจับกินหมดกันพอดี” ซานฟรีสเงยหน้าขึ้นมาต่อว่า

“ก็ไม่เห็นเป็นไร ถ้าเจ้าแพ้ข้ากระดานนี้ ก็ค่อยแก้มือกระดานหน้าก็ได้”

“ใครบอกว่ากระดานนี้ข้าจะแพ้เจ้า โมเมนี่หว่า”

“ไม่ได้โมเม เจ้าไม่เห็นเหรอว่า เจ้าหมดทางไปแล้ว ยังจะยึกยักอยู่ได้”

“ไม่ได้ยึกยัก หมดทางไป ไม่ได้หมายความว่าจะแพ้สักหน่อย”

“เออ ไม่เแพ้ก็ไม่แพ้ งั้นก็รีบวางหมากซะทีสิ ข้าเริ่มง่วงแล้ว” ไกเซอร์ว่าเสียงห้วน

“เจ้านอนมางีบนึงแล้วไม่ใช่เหรอ เกิดจะง่วงอะไรขึ้นมาตอนนี้”

“ข้านั่งเล่นกับเจ้ามาสองชั่วโมงกว่าแล้ว ก็ต้องง่วงบ้างเป็นธรรมดา อย่ามัวแต่พูดมาก รีบวางหมากซะ จะได้ปิดกระดานสักที ง่วงจนถ่างตาไม่ขึ้นแล้ว” ไกเซอร์ยกมือปิดปาก หาวหวอดๆ

ซานฟรีสทำหน้าขัดใจ หยิบหมากวางลงไป ไกเซอร์รีบหยิบหมากวางตามไปทันที ทั้งคู่เล่นกันอีกเกือบครึ่งชั่วโมง เกมก็จบลงโดยที่ไกเซอร์เป็นฝ่ายชนะ

“เห็นไหม บอกแล้วว่าเจ้าต้องแพ้ข้า ยังจะดันทุรังเดินต่ออยู่ได้ ถ้าเจ้ายอมแพ้ตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงก่อน ป่านนี้ข้าก็ได้กลับไปนอนที่ห้องตั้งนานแล้ว” ไกเซอร์มองซานฟรีสที่ทำหน้าหงิกอย่างขำๆ

“เออ แพ้ก็แพ้ ทำมายิ้มใส่หน้า เดี๋ยวเตะกลิ้งไปโน่นเลย” ซานฟรีสว่าเสียงดัง

“อะไรของเจ้า ใครไปยิ้มใส่หน้าเจ้า ไม่เอาแล้ว ข้าไปนอนดีกว่า” ไกเซอร์ลุกขึ้น หมุนตัวเดินจากไป

 ซานฟรีสก้มมองกระดานหมากที่วางอยู่บนโต๊ะ ก่อนเงยหน้ามองไกเซอร์ที่เดินหายเข้าไปในห้องพัก ดวงตาฉายแววครุ่นคิดบางอย่าง

ซานฟรีสเก็บกระดานและตัวหมากใส่กล่อง ลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ หยิบกระดานพร้อมกล่องใส่ตัวหมากเดินหายเข้าไปในห้องของตัวเอง เมื่อมาถึงก็วางกระดานหมากลงบนเตียง จากนั้นขึ้นมานั่งขัดสมาธิมองกระดานอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบตัวหมากทั้งสองสีออกมา วางหมากตัวแรกลงไปบนกระดาน

ซานฟรีสเล่นหมากรุกอยู่คนเดียว จนเกือบค่อนรุ่ง หมากตัวสุดท้ายก็ถูกวางลงไป ซานฟรีสดีดนิ้วเปาะ  ยิ้มกว้างด้วยความพอใจ มองกระดานหมากที่วางอยู่ตรงหน้าด้วยแววตาที่เดาไม่ออกว่ากำลังคิดอะไร

ครึ่งชั่วโมงต่อมา ซานฟรีสเดินออกมาจากห้องพักของตัวเอง พาชุดหมากรุกไปเก็บไว้บนหลังตู้ที่อยู่ในห้องโถง ก่อนเดินกลับไปที่ห้องพักของตัวเอง เปิดประตูเข้าไป ล้มตัวลงนอนบนเตียงอย่างมีความสุข

“เฮ้อ! ง่วงชะมัด” ซานฟรีสอ้าปากหาว ซุกหน้าลงบนหมอนใบใหญ่ ก่อนจะหลับไปในเวลาอันรวดเร็ว

*******************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

474 ความคิดเห็น

  1. #241 ต้อง&ตา (@tong_ta) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2551 / 10:04
    โอ้โห..มีฉาก เรท R ด้วย เดี๋ยวหนูใจแตกนะพี่ 55555
    ไกเซอร์นี้เก่งได้ใจแหะ
    ว่าแตกซาฟรีสนี้บ้าหมากรุกเข้าขั้นวิกฤตเลยนะเนี๋ย เล่นยันสว่างเลยอ่ะ
    #241
    0
  2. #240 ต้อง&ตา (@tong_ta) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2551 / 09:59
    โอ้โห..มาฉาก เรท R ด้วย เดี๋ยวหนูใจแตกนะพี่ 55555
    ไกเซอร์นี้เก่งได้ใจแหะ
    ว่าแตกซาฟรีสนี้บ้าหมากรุกเข้าขั้นวิกฤตเลยนะเนี๋ย เล่นยันสว่างเลยอ่ะ
    #240
    0