มหาเวทย์จักรพรรดิ ภาคจอมราชันย์

ตอนที่ 31 : สะกดรอย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 550
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    26 พ.ย. 51

บทที่ 31  สะกดรอย

ด้านท่านราฟ หลังจากส่งคณะของรันออกนอกเมืองไปแล้ว ก็กลับเข้ามาในห้องหนังสือชั้นบนของปราสาท โดยมีท่านเกรซกับอนากอลตามเข้ามาด้วย เมื่อนั่งเรียบร้อย อนากอลจึงพูดขึ้น

“อีกสามวัน พวกองค์รักษ์พิทักษ์แคว้นจะประชุมร่วมกัน ไม่ทราบว่า ท่านพี่ทั้งสองจะให้ใครเข้าร่วมประชุมกับพวกเขาเหล่านั้นครับ”

“พี่กำลังคิดอยู่ว่าจะให้ใครไปดี แล้วเจ้าคิดว่าใครเหมาะกับงานนี้” ท่านราฟตอบก่อนย้อนถาม

อนากอลยิ้มบางๆ เพราะมีตัวเลือกในใจอยู่แล้ว แต่ต้องการขอความเห็นจากท่านราฟและท่านเกรซว่าเห็นด้วยกับตัวเองไหม ดังนั้น เมื่อท่านราฟถามแบบนี้ อนากอลจึงบอกให้ทราบว่าต้องการให้ใครไปทำงานนี้

“ทำไมเจ้าอยากให้พวกนี้ไปล่ะจ๊ะ อนากอล” ท่านเกรซถาม

“พวกองครักษ์พิทักษ์แคว้นต่างก็เป็นสายเลือดพิเศษด้วยกันทุกคน ข้าจึงคิดว่าพวกนี้เหมาะที่สุด นอกจากนี้ พวกเขาเคยทำงานร่วมกันมาก่อน น่าจะรู้ทางกันเป็นอย่างดีครับ” 

“ทำไมเจ้าไม่บอกเหตุผลอีกข้อหนึ่งล่ะว่า ที่เลือกพวกนั้นให้ทำงานนี้ ก็เพราะต้องการให้พวกเขาได้สานสายสัมพันธ์กันต่อ โดยเอาเรื่องงานมาบังหน้าน่ะ อนากอล” ท่านราฟลากเสียงยานคาง มองอนากอลอย่างรู้ทัน

“สมแล้วที่เป็นท่านพี่ราฟ ข้าก็แค่อยากให้เรื่องงานกับเรื่องของหัวใจเดินไปพร้อมๆ กันต่างหาก ไม่ดีหรือครับ เรายิงปืนนัดเดียวแต่ได้นกตั้งสองตัว” อนากอลพูดปนหัวเราะ  ท่านเกรซมองน้องชายอย่างหมั่นไส้ตีแขนอนากอลไปหนึ่งครั้ง

“หมั่นไส้จริงๆ เจ้ากี้เจ้าการไปซะทุกเรื่อง ร้ายนักนะ”

“ข้าไม่ได้เจ้ากี้เจ้าการสักหน่อย แค่หวังดีอยากเห็นคนเขารักกันต่างหากล่ะครับ”

“ยังจะมาเถียงอีก เวลาเรื่องของคนอื่นนะเก่งนัก อยากรู้จริงๆ ว่า หากเจ้าชอบใครสักคน จะเก่งแบบนี้บ้างหรือเปล่าจ๊ะ” ท่านเกรซว่ายิ้มๆ

“นั่นสิ พี่ก็อยากรู้เหมือนกันว่า หากเจ้าเกิดไปชอบพอใครสักคน เจ้าจะวางแผนเก่งแบบนี้ไหม” ท่านราฟเห็นด้วยกับคำพูดของท่านเกรซ

 “โห! คุยไปคุยมา พวกท่านก็วกกลับมาหาข้าจนได้ ไว้ถึงเวลาที่ว่านั่นเมื่อไหร่ ท่านพี่ก็จะรู้เองครับว่าข้าจะทำยังไง แต่ตอนนี้พวกเราน่าจะเรียกพวกนั้นเข้ามาสั่งงานได้แล้วนะครับ พวกเขาจะได้มีเวลาเตรียมตัวทัน”

“แหม! พอพี่กับท่านราฟพูดถึงเรื่องนี้ทีไร เจ้าก็หาวิธีเลี่ยงได้ตลอดเชียวนะ” ท่านเกรซค้อนใส่น้องชายวงใหญ่ อนากอลอมยิ้มกับท่าทางและคำพูดของท่านเกรซ หันมาทางท่านราฟที่นั่งอมยิ้มอยู่ข้างๆ กัน

“ข้าไปเรียกพวกนั้นให้เข้ามาในนี้นะครับ ท่านพี่ราฟ” พูดจบ อนากอลลุกขึ้นไปเปิดประตูห้อง ก้าวออกไปทันที ท่านเกรซมองตามหลังไป โคลงศีรษะเบาๆ บ่นพึมพำ

“พอจะคุยเรื่องผู้หญิงของตัวเองสักหน่อย กลับหาทางเลี่ยงไม่ยอมคุยท่าเดียว แล้วแบบนี้ข้าจะมีน้องสะใภ้กับเขาไหมนี่ เฮ้อ!”

“บ่นพึมพำอะไรครับ ท่านราชินีแห่งเทพ ดูสิ หน้ามุ่ยเชียว” ท่านราฟกระเซ้าอย่างขำๆ 

“ข้าไม่ได้บ่นสักหน่อย แค่รำพึงรำพันก็เท่านั้นเอง” ท่านเกรซค้อนใส่ท่านราฟ อีกฝ่ายหัวเราะเบาๆ

“ไม่ต้องกังวลหรอก ยังไงซะ น้องชายเจ้าก็ต้องหาน้องสะใภ้มาให้พวกเราแน่นอน ที่สำคัญผู้หญิงคนนั้นเป็นคนดีด้วย เชื่อข้าสิ”

“ข้าก็หวังให้เป็นอย่างนั้นนะคะ ญาติพี่น้องคนอื่นๆ ของข้า ต่างก็แต่งงานมีครอบครัวไปกันหมดแล้ว เหลือแต่อนากอลคนเดียว ไม่รู้จะหวงความโสดเอาไว้ทำไม ข้ากับท่านพ่อตลอดจนญาติๆ บ่นกันจนไม่รู้จะบ่นยังไงแล้ว แต่อนากอลก็ยังเฉย ทำเหมือนไม่ได้ยินยังงั้นแหละ”

“เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่ใจ หากเขาไม่เจอคนที่ใช่จริงๆ เจ้าจะไปบังคับหรือเคี่ยวเข็ญได้ยังไง”

“ท่านราฟคะ ผู้หญิงในเผ่าพันธุ์ของพวกเราก็มีตั้งเยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็นเทพหรือปีศาจ  แล้วไม่มีสักคนเลยเหรอคะ ที่ทำให้อนากอลชอบได้น่ะ” ท่านเกรซบ่นกระปอดกระแปด ก่อนทำตาโต อุทานเสียงดัง

“หรือว่า..ตายแล้ว ไม่นะ คงไม่ใช่นะ”

“อะไรของเจ้าเหรอเกรซ ทำหน้าตกอกตกใจแบบนั้นทำไม” ท่านราฟสงสัย

“ท่านราฟคะ หรือว่าที่อนากอลไม่ยอมหาน้องสะใภ้มาให้ข้าสักที เป็นเพราะว่าอนากอลชอบผู้ชาย!”

“เฮ้ย!” ท่านราฟสะดุ้ง มองท่านเกรซที่นั่งหน้าซีด ยกมือทาบอก พร้อมส่ายหน้าไปมา

“ไม่ใช่หรอกเกรซ เจ้าอย่าคิดอะไรแบบนั้นสิ” ท่านราฟรีบปลอบ แต่ท่านเกรซหันมาถลึงตาใส่

“ทำไมจะไม่ใช่ล่ะคะ ถ้าอนากอลไม่ได้ชอบผู้ชายจริงๆ ป่านนี้ก็ต้องหาน้องสะใภ้ให้ข้าแล้วสิ แสดงว่า ต้องใช่แน่ๆ น้องชายข้าชอบผู้ชายหรือนี่” ท่านเกรซเริ่มตีโพยตีพาย ท่านราฟกลืนน้ำลายลงคอ ยกมือเกาหัวเบาๆ

“เกรซ ใจเย็นๆ ก่อนสิ ข้าว่าอนากอลชอบผู้หญิงแน่นอน แต่ที่เขายังไม่หาน้องสะใภ้ให้เจ้า เป็นเพราะเขาไม่เจอคนที่ถูกใจต่างหาก ก็เหมือนข้ายังไงล่ะ ก่อนจะมาเจอเจ้า ข้าก็ครองตัวเป็นโสดมานานมาก แต่พอเจอเจ้าปุ๊บ ข้าก็แต่งงานปั๊บ บางทีอนากอลอาจจะเป็นแบบข้าก็ได้” ท่านราฟอธิบายเร็วปรื๋อจนแทบจะหายใจไม่ทัน

 ท่านเกรซฉุกใจคิด จริงด้วย ตอนที่ข้าเจอท่านราฟครั้งแรก ตอนนั้นท่านราฟก็อายุสองร้อยกว่าปีเข้าไปแล้ว อืม..บางทีอาจจะใช่ก็ได้ คิดได้ดังนั้น ท่านเกรซจึงยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ

“จริงด้วยสิคะ ตอนข้าเจอท่านครั้งแรก ท่านก็อายุใกล้จะสามร้อยปีแล้วนี่นา บางทีอนากอลอาจจะเหมือนท่านก็ได้ค่ะ เฮ้อ! ข้าเกือบเข้าใจน้องชายที่น่ารักผิดไปซะแล้ว แย่จริงๆ ขอบคุณท่านราฟมากนะคะ” 

ท่านราฟถอนหายใจ เห็นทีต้องคุยกับอนากอลอย่างจริงจังซะแล้วสิว่า ให้เริ่มมองหาผู้หญิงได้แล้ว ไม่อย่างนั้นเกรซจะเข้าใจผิดไปกันใหญ่ เฮ้อ! ความคิดของผู้หญิงนี่น่ากลัวจริงๆ เข้าใจยากชะมัด

พลันมีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นสองครั้ง ท่านราฟกับท่านเกรซหันไปมองพร้อมกัน ประตูเปิดออกพร้อมกับอนากอลเดินนำคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาภายใน

“ท่านราฟครับ ข้าพาพวกเขามาแล้วครับ”

ท่านราฟพยักหน้า ก่อนบอกให้มิคาเอล ราเฟล ดิพเทอเรียและซารีน่านั่งลง จากนั้นท่านราฟจึงพูดขึ้น

“ที่ข้าให้อนากอลเรียกพวกเจ้ามาพบ ก็เพราะมีงานให้พวกเจ้าทำ”

“งานอะไรครับ ท่านราฟ” มิคาเอลถาม

“อีกสามวัน พวกองครักษ์พิทักษ์แคว้นจะประชุมร่วมกัน เพื่อหารือถึงข้อเสนอที่ทางเรากับทางอสูรยื่นไปให้ผู้ครองแคว้นพิจารณา ข้าคุยกับนาธานแล้วว่า ข้าจะส่งคนของข้าเข้าร่วมประชุมด้วย เมื่อกี้ข้าได้หารือกับเกรซและอนากอลแล้ว ต่างเห็นตรงกันว่า พวกเจ้าเหมาะกับงานนี้มากที่สุด พวกเจ้ามีปัญหาอะไรไหม”

“ไม่มีครับ ท่านราฟ” ราเฟลสั่นหัวปฏิเสธ เหลือบตามองซารีน่าที่นั่งตรงข้ามกัน นึกกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ เพราะไม่คิดว่าจะได้ร่วมงานกับซารีน่าอีกครั้ง

“แล้วพวกเราจะต้องเตรียมตัวอะไรบ้างคะ ท่านราฟ” ดิพเทอเรียถาม

“พวกเจ้าแค่โน้มน้าวให้พวกเขาเหล่านั้นเห็นด้วยกับข้อเสนอของฝ่ายเราก็พอ  คิดว่าทำได้ไหม”

 “ทำได้ค่ะ ท่านราฟ” ซารีน่าบอก

“ดีมาก พรุ่งนี้ หลังทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว ข้าจะให้พวกเจ้าเดินทางไปที่เมืองวอเตอร์ มูน”

“ทำไมต้องรีบไปด้วยล่ะคะ ในเมื่อมีเวลาอีกตั้งสามวัน” ซารีน่าสงสัย

“ที่ให้พวกเจ้าล่วงหน้าไปก่อน ก็เพราะอยากให้ไปดูลาดเลาเรื่องอสูรด้วย” อนากอลบอกน้ำเสียงนุ่มนวล หันมาสบตากับท่านราฟ ซึ่งท่านราฟก็อมยิ้ม เข้าใจความหมายเป็นอย่างดี ถามเสียงเรียบ

“หายสงสัยหรือยัง ซารีน่า”

“ค่ะ ท่านราฟ”

“เอาล่ะ พวกเจ้ามีอะไรจะถามอีกไหม”

“ไม่มีแล้วครับ/ค่ะ”

“ถ้างั้นพวกเจ้าก็กลับห้องพักเถอะ ไว้เจอกันตอนเย็น”

“ครับ/ค่ะ” ทั้งสี่คนทำความเคารพท่านราฟ ท่านเกรซและอนากอลพร้อมกัน หมุนตัวเดินออกไป อนากอลอมยิ้ม หันมามองท่านราฟกับท่านเกรซ 

“ท่าทางจะไปได้สวยนะครับ ท่านพี่ราฟ” อนากอลพูดไม่ทันจบประโยคก็ต้องสะดุ้ง เมื่อท่านเกรซเอื้อมมือมาหยิกหมับเข้าให้ตรงชายโครงอย่างหมั่นไส้

“อูย..เจ็บนะครับ ท่านพี่เกรซ” อนากอลโอดครวญ ใช้มือลูบชายโครงซึ่งเป็นบริเวณที่โดนหยิกเบาๆ

“หมั่นไส้นัก เจ้ากี้เจ้าการล่ะไม่มีใครเกิน”

“ข้าไม่ได้เจ้ากี้เจ้าการสักหน่อย แค่ทำหน้าที่หัวหน้าที่ดีก็เท่านั้นเอง ใช่ไหมครับ ท่านพี่ราฟ” อนากอลหันมาขอเสียงสนับสนุนจากท่านราฟ

“ใช่แล้วล่ะเกรซ  เจ้าก็รู้ว่าราเฟลคิดยังไงกับซารีน่า ส่วนซารีน่าแม้จะไม่แสดงอะไรออกมาให้เห็น แต่ข้าคิดว่าซารีน่าคงมีใจให้ราเฟลอยู่บ้างเพียงแต่ยังไม่รู้ตัว ดังนั้นพวกเราในฐานะหัวหน้าของพวกเขา ก็ควรจะช่วยให้พวกเขาได้รู้ใจของตัวเองและเปิดเผยความรู้สึกนั้นออกมา”

“ข้าขี้เกียจต่อปากต่อคำกับพวกท่านแล้ว สองรุมหนึ่งแบบนี้ เถียงไม่ไหวเจ้าค่ะ” ท่านเกรซประชด

“เอาน่า เจ้าอยู่เฉยๆ ก็พอ รับรองว่าข้ากับอนากอลไม่ทำให้เจ้าเดือดร้อนเด็ดขาด” ท่านราฟบอกน้ำเสียงนุ่มนวล ท่านเกรซมองหน้าท่านราฟสลับกับอนากอล นิ่งไปพักใหญ่ ก่อนพูดขึ้น

“ถ้าท่านว่าอย่างนั้นก็แล้วแต่ท่านเถอะค่ะ”

ท่านราฟหันมายิ้มให้อนากอล ซึ่งอีกฝ่ายชูนิ้วโป้งให้ทำนองว่าเยี่ยมมาก ท่านเกรซหันมาเห็นเข้าพอดี อนากอลจึงโดนท่านเกรซหยิกชายโครงให้อีกรอบ ทำเอาอนากอลหน้าเหยเก ผิดกับท่านราฟที่นั่งอมยิ้มอย่างขำๆ 

*****************************************************

 อีกด้านหนึ่ง กลุ่มของรันเดินทางมาถึงประตูด่านของเมืองโกลเด้นท์ ออฟ ทาวน์ ในเวลาเดียวกันกับที่พวกโรมออกจากทะเลคลั่ง  เมื่อถึงประตูด่าน นอยด์กับเอลสันลงจากม้า เข้าไปยืนต่อคิวจากนักท่องเที่ยวและพ่อค้าที่เข้าแถวยาวเหยียด เพื่อยื่นหนังสือเดินทางให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและลงตราประทับ ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ทั้งคู่จึงเดินกลับมาที่รถม้า

 “เป็นไงนอยด์ เรียบร้อยไหม” รันกับเรเซียโผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างของรถม้า ถามพร้อมกัน

“เรียบร้อยครับ ว่าแต่พวกเราจะเดินทางกันต่อหรือว่าจะพักค้างคืนที่นี่ดีครับ” นอยด์ตอบก่อนย้อนถาม

 “จากเมืองนี้ไป ก็เป็นเมืองริเวอร์ ออฟ พีเพิ่ล แล้วก็เมืองสตาร์ไลท์ ใช่ไหม” บียอฟถาม

 “ใช่ครับ ท่านบียอฟ” 

 “หากพวกเราเดินทางไปตอนนี้ จะถึงเมืองริเวอร์ ออฟ พีเพิ่ลช่วงไหน” ธอร์นสันถาม

 “ประมาณค่ำๆ ครับ”

 “งั้นเหรอ แล้วเส้นทางที่พวกเราต้องผ่านล่ะ มีเปลี่ยวหรือว่าอันตรายบ้างไหม” เบลาอีสถามบ้าง

 “ไม่มีครับ เส้นทางที่พวกเราจะผ่านนั้น สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าและบ้านเรือนของผู้คน ถนนหนทางก็กว้างขวางและสะดวกสบายกว่าเมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้มากครับ” เอลสันอธิบายให้ฟัง

 บียอฟ เบลาอีสและธอร์นสันปรึกษากันครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจให้เดินทางต่อไปยังเมืองริเวอร์ ออฟ พีเพิ่ล แล้วค่อยไปพักค้างคืนกันที่นั่น เพื่อที่พรุ่งนี้เช้าจะได้ถึงเมืองสตาร์ไลท์ก่อนเที่ยง ซึ่งทุกคนในคณะเห็นด้วย

คณะของรันเข้าประตูด่านมุ่งหน้าไปเมืองริเวอร์ ออฟ พีเพิ่ลต่อไป คล้อยหลังคณะของรันไม่ถึงห้านาที ห่างจากประตูด่านตรวจคนเข้าเมืองไปร้อยเมตร เกิดหมอกสีเทาจางๆ แล้วร่างของคนสองคนก็ปรากฏตัวขึ้น

“เจ้าแน่ใจเหรอ ว่าเป้าหมายของพวกเราอยู่ในคณะรถม้าคันเมื่อกี้” จัสไทนาถามผู้ชายร่างสูงโปร่ง ผมสั้นสีเทาที่ยืนข้างกัน เขาคือ เกสตา หัวหน้ากลุ่มของทหารจากทะเลพฤกษา ที่เชียร่าส่งมาทำงานให้อาร์ทีเมีย

“ข้าไม่ได้พูดว่าแน่ใจ  แค่บอกว่ารถม้าคันนั้นมีบางอย่างน่าสงสัย จึงอยากมาตรวจสอบดู”

“ก็แค่รถม้านักท่องเที่ยวธรรมดาๆ ไม่เห็นจะมีอะไรน่าสนใจ ข้าว่าเจ้าสนใจเด็กสาวฝาแฝดที่อยู่ในรถม้านั่นมากกว่าก็เลยเอามาเป็นข้ออ้าง” จัสไทนาหมายถึงรันกับเรเซียที่โผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างรถม้าเมื่อครู่

“อย่าคิดว่าข้าจะต้องเหมือนเจ้าสิ จัสไทนา ที่เห็นใครหน้าตาดีหน่อย ก็รีบวิ่งเข้าใส่”

“เกสตา! พูดแบบนี้อยากมีเรื่องกับข้าหรือไง” จัสไทนาพูดเสียงห้วน หน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเข้ม

“ข้าพูดความจริงแต่เจ้ากลับรับไม่ได้ แสดงว่าหน้าของเจ้าคงจะมียางอายหลงเหลืออยู่บ้างสินะ”

“เจ้า!” จัสไทนากำมือแน่น มองเกสตาตาวาว อีกฝ่ายยิ้มน้อยๆ มองตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน

“เชอะ! อย่าทะนงตัวไปหน่อยเลยว่าเป็นทหารของท่านราชินี แล้วทุกคนจะต้องกลัวเจ้า หากข้าไม่แน่จริงก็คงไม่ได้เป็นขุนพลอสูรหรอก หรือว่าเจ้าอยากจะลองดีกับข้า!” จัสไทนาพูดเสียงกร้าว

“ขุนพลอสูรที่ใช้ร่างกายไต่เต้าตำแหน่งแบบเจ้าน่ะเหรอ หึหึ น่าขันจริงๆ อย่างเจ้าไม่มีศักดิ์ศรีพอที่จะมาพูดจาโอ้อวดกับข้าด้วยซ้ำไป ระดับเรามันคนละชั้นกัน” เกสตาพูดอย่างดูถูก จัสไทนาสะบัดมือใส่หน้า แต่อีกฝ่ายไวกว่าฉวยมือจัสไทนา กระชากร่างให้เข้ามาใกล้ มืออีกข้างโอบเอวจัสไทนาไว้หลวมๆ ก้มหน้าลงต่ำ

“อย่าดีกว่า ข้าไม่อยากฆ่าเจ้า ไม่ใช่เพราะเป็นพวกเดียวกันจึงไม่อยากฆ่า แต่ข้าสงสารพวกแม่ทัพที่จะต้องขาดของเล่นชิ้นดีไป เก็บเนื้อเก็บตัวของเจ้าให้ดีเถอะ เก็บเอาไว้ปรนเปรอพวกแม่ทัพให้มากเข้าไว้ เผื่อบุญพาวาสนาส่ง เจ้าอาจจะได้เลื่อนชั้นเร็วขึ้น” เกสตายิ้มเยาะใส่หน้า ผลักจัสไทนาออกไปล้มลงกระแทกกับพื้น

จัสไทนาลุกขึ้นยืน กัดปากแน่น ดวงตาทั้งคู่แดงก่ำ มองเกสตาที่ยืนตรงหน้าอย่างแค้นเคือง

“หากเจ้าต้องการพิสูจน์ฝีมือของตัวเองล่ะก็ รอให้เสร็จงานชิ้นนี้ก่อน จากนั้นค่อยมาสู้กับข้า แต่ตอนนี้หุบปากซะ แล้วอยู่เฉยๆ ก็พอ” เกสตาพูดเสียงเข้ม มองด้วยสายตาที่ทำให้จัสไทนาพูดไม่ออก

เกสตาเหยียดยิ้ม หันไปมองคณะของรันที่หายเข้าไปในประตูด่านของเมืองโกลเด้นท์ ออฟ ทาวน์

 “ข้าจะไปตรวจสอบรถม้าคันเมื่อกี้เอง ส่วนเจ้า ก็กลับไปที่น็อธ บิ๊ก ซิตี้ รอฟังข่าวจากข้าก็พอ”

“ทำไมข้าจะต้องฟังคำสั่งของเจ้าด้วย!”

“หากท่านอาร์ทีเมียมั่นใจในฝีมือของพวกเจ้า ก็คงไม่เรียกพวกเราให้มาช่วยทำงานนี้หรอก จริงไหม และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเจ้าต้องฟังคำพูดของข้า” เกสตาปรายตามองจัสไทนาแบบเยาะๆ พุ่งตัวออกไปทันที

“ไอ้คนปากโสโครก!” จัสไทนาด่าตามหลัง มองเกสตาที่หายเข้าไปในประตูด่านของเมืองโกลเด้นท์ ออฟ ทาวน์ อย่างอาฆาต กำมือเข้าหากันแน่น รอให้เสร็จงานนี้ก่อนเถอะ เจ้าไม่ตายดีแน่ เกสตา!

ย้อนกลับไปเมื่อวาน หลังจากได้รับคำสั่งจากอาร์ทีเมีย ให้มาสมทบกับพวกเดอร์แรมเพื่อทำงานร่วมกัน ทหารจากทะเลพฤกษาภายใต้การนำของเกสตา ก็เดินทางมาถึงเมืองทรีไลออนในตอนเย็นของวันเดียวกัน

หลังทักทายกันพอเป็นพิธี เกสตาก็ขอรายละเอียดของงานทั้งหมดจากเดอร์แรม เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว ทั้งห้าคนก็แบ่งทหารออกเป็นสี่กลุ่ม จากนั้นก็ประชุมร่วมกัน และได้ข้อสรุปออกมาว่า

ในการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ ทุกคนจะต้องอดทนรอจนกว่าจะเห็นเป้าหมายออกนอกพื้นที่ และพ้นจากรัศมีการจับสัมผัสของเทพกับปีศาจจึงค่อยลงมือ โดยต้องลงมือให้เร็วที่สุด เพื่อเลี่ยงการปะทะกับเทพและปีศาจ โดยเฉพาะท่านราฟ ท่านเกรซและแม่ทัพเทพอนากอล ที่ทุกคนคิดตรงกันว่าสามคนนี้น่ากลัวที่สุด

 เมื่อประชุมเสร็จ ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อน พอรุ่งเช้า เกสตาและขุนพลอสูรทั้งสี่คนสั่งให้ทหารทุกคนกลบกลิ่นไออสูรให้มิดชิด กำชับไม่ให้สูบพลังชีวิตของชาวบ้านในละแวกนี้และละแวกใกล้เคียง รวมไปถึงห้ามทุกคนเข้าใกล้ประตูเมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้ ในระยะสองพันเมตรอย่างเด็ดขาด เพราะกลัวท่านราฟ ท่านเกรซและแม่ทัพเทพอนากอลจะรู้ตัวว่ามีอสูรมาป้วนเปี้ยนอยู่รอบเมือง ซึ่งทุกคนรับคำเป็นอย่างดี

จากนั้นทั้งหมดก็เดินทางมาที่น็อธ บิ๊ก ซิตี้ และแยกย้ายกันไปเฝ้าประตูเข้าออกของเมืองทั้งสี่ทิศ โดยเดอร์แรมเฝ้าทิศเหนือ, จัสไทนากับเกสตาเฝ้าทิศใต้, ดาวิตาเฝ้าทิศตะวันออก และโรสเฝ้าทิศตะวันตก คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของผู้คนในเมืองและละแวกใกล้เคียง รวมทั้งมีการรายงานแลกเปลี่ยนข้อมูลของแต่ละกลุ่มเป็นระยะๆ  ซึ่งตั้งแต่เช้าจนกระทั่งเที่ยง ผู้คนที่เดินทางเข้าๆ ออกๆ ประตูเมืองทั้งสี่ทิศ ล้วนแต่เป็นพวกพ่อค้า นักท่องเที่ยวหรือไม่ก็ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงทั้งสิ้น 

จนกระทั่งช่วงบ่าย รถม้าของนักท่องเที่ยวรวมไปถึงกองคาราวานสินค้าได้ทยอยออกจากเมืองเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะประตูเมืองทางทิศใต้ ซึ่งเป็นจุดที่จัสไทนากับเกสตารับผิดชอบ มีขบวนรถม้าและกองคาราวานรวมไปถึงชาวเมืองเดินทางเข้าออกกันนับสิบขบวน บรรยากาศจึงคึกคักเป็นพิเศษ

จัสไทนาและทหารคนอื่นๆ มองขบวนนักท่องเที่ยวอย่างผ่านๆ ไม่ได้ให้ความสนใจอะไร แต่เกสตาที่ยืนพิงต้นไม้ใหญ่ ด้านนอกศาลาริมทาง กลับย่นคิ้วเข้าหากัน เพราะได้กลิ่นไอของเทพลอยออกมาจากหนึ่งในขบวนรถม้าที่เคลื่อนตัวผ่านไป จึงชวนจัสไทนาให้มาตรวจสอบ

ทั้งคู่ติดตามขบวนรถม้านับสิบคันมาอย่างเงียบๆ โดยพยายามจับสัมผัสว่า กลิ่นเทพที่โชยออกมานั้น มาจากรถม้าคันไหน แต่ค่อนข้างยากลำบาก เพราะกลิ่นเทพเบาบางมาก จนกระทั่งรถม้าของนักท่องเที่ยวแยกย้ายกันไปตามเส้นทางต่างๆ ทั้งคู่จึงจับสัมผัสได้ว่ากลิ่นเทพมาจากรถม้านักท่องเที่ยวขบวนแรก

เมื่อแน่ใจว่ากลิ่นเทพโชยออกมาจากรถม้าของนักท่องเที่ยวขบวนแรก ที่มีเด็กหนุ่มสองคนและชายวัยกลางคนหนึ่งคนเป็นไกด์ ทั้งสองคนจึงสะกดรอยตามมา ซึ่งรถม้านักท่องเที่ยวที่ว่านั่น ก็คือคณะของรันนั่นเอง

เกสตาใช้มนต์พรางตัวและกลบกลิ่นไออสูร สะกดรอยตามคณะของรันมา โดยทิ้งระยะห่างพอสมควร

“ในกลุ่มนั้นมีเด็กหนุ่มคนนั้นเพียงคนเดียวที่มีกลิ่นไอของเทพ แต่กลิ่นเบาบางมาก ส่วนคนอื่นๆ ไม่มีกลิ่นของเทพหรือปีศาจแม้แต่น้อย หรือว่าไอ้เด็กคนนั้นจะเป็นสายเลือดพิเศษ” เกสตามองนอยด์ที่ขี่ม้านำหน้าคณะรถม้าอย่างใช้ความคิด ที่แท้เกสตาได้กลิ่นเทพออกมาจากนอยด์นี่เอง จึงตามมาตรวจสอบให้แน่ใจ

เกสตามองทหารที่ขับเคลื่อนรถม้าและพวกบียอฟที่นั่งด้านหลังอย่างสนใจ แม้พวกบียอฟจะแปลงโฉมและกลบกลิ่นไอเทพเอาไว้  แต่บุคลิกลักษณะที่เห็นทำให้เกสตาอดสงสัยไม่ได้

“บุคลิกของพวกมัน น่าจะเป็นทหารมากกว่าพ่อค้า” เกสตามองพวกบียอฟและทหารสองคนที่นั่งตัวตรง อกผายไหล่ผึ่ง ลักษณะเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าทั้งห้าคนต้องผ่านการฝึกฝนมาแล้วเป็นอย่างดี 

“ลองตามพวกมันไปก่อน เผื่อจะได้ข้อมูลดีๆ กลับไป” เกสตาพึมพำเบาๆ สะกดรอยตามคณะของรันไปเรื่อยๆ โดยจับตามองบียอฟ ธอร์นสันและเบลาอีสเป็นพิเศษ

คณะของรันเคลื่อนตัวผ่านเมืองโกลเด้นท์ ออฟ ทาวน์อย่างไม่เร่งรีบ ตลอดทางที่เคลื่อนผ่าน  ทุกคนมองเห็นบ้านเรือนของผู้คนและร้านค้าตั้งเรียงรายสองข้างทาง ผู้คนออกมาจับจ่ายใช้สอยสินค้ากันอย่างคึกคัก เสียงจ้อกแจ้กจอแจของพ่อค้าแม่ค้าที่เรียกลูกค้า สลับกับเสียงต่อรองราคาสินค้าของผู้ซื้อดังเอ็ดอึงไปทั่ว

รันกับเรเซียโผล่หน้ามาออกมาจากหน้าต่าง มองดูบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยอย่างสนุกสนาน หันมาพูดคุยเจื้อยแจ้วราวนกแก้วนกขุนทอง จนเอ็ดดี้ที่ขี่ม้าประกบอยู่ด้านข้างใกล้กับสองสาวมากที่สุดเริ่มรำคาญ

“พวกเจ้าคุยเบาๆ หน่อยสิ ส่งเสียงแจ้วๆ เหมือนนกกระจอกแตกรังไปได้”

“ลุงเอ็ดดี้บ่นเหมือนคนแก่ไปได้ ข้ากับเรเซียนั่งอุดอู้อยู่ในรถม้ามาหลายชั่วโมงแล้วนะ ก็ต้องเบื่อบ้างสิ ถ้าไม่ให้พวกเราคุยกัน แล้วลุงเอ็ดดี้จะให้พวกเราทำอะไร หรือว่าจะให้ไปขี่ม้าแทนลุง แล้วลุงก็เข้ามานั่งในนี้แทนพวกเราล่ะคะ” รันถามหน้าทะเล้น ดวงตาฉายแววซุกซน เรเซียยกมือปิดปากหัวเราะคิกคักชอบใจ

“ไม่ต้องมาทำหน้าทะเล้น เจ้าก็รู้ว่าข้าให้พวกเจ้าออกมาขี่ม้าข้างนอกไม่ได้ เกิดท่านราฟ ท่านเกรซหรือท่านอนากอลรู้เข้า ข้าก็โดนตำหนิชุดใหญ่น่ะสิ” เอ็ดดี้ค้อนประหลับประเหลือก

“แบบนี้ดีไหมครับ หากพวกเราถึงเมืองริเวอร์ ออฟ พีเพิ่ลยังไม่ค่ำนัก หลังจากหาที่พักได้แล้ว พวกเราค่อยออกไปเดินเล่นในตลาดด้วยกัน” นอยด์ที่ขี่ม้านำหน้า หันมาบอกทุกคน

“ก็ดีเหมือนกันนะ ท่านรันจะได้ยืดเส้นยืดสายบ้าง จะได้เลิกบ่นสักที” บียอฟแซวยิ้มๆ

“โห! ท่านบียอฟ ข้าไม่ได้บ่นสักหน่อยแค่รำพึงรำพันให้ฟังก็เท่านั้นเอง” รันทำตาโต

“นั่นล่ะครับ ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง” ธอร์นสันเห็นด้วย รันหัวเราะชอบใจ เรียกเบลาอีสเสียงดัง

“ท่านเบลาอีส หลับอยู่หรือเปล่า ช่วยข้าด้วย ดูสิ ท่านบียอฟกับท่านธอร์นสันรุมว่าข้าใหญ่เลย”

“ข้าไม่ได้หลับครับ ท่านรัน แค่นั่งเงียบๆ เท่านั้นเอง ไหนครับ ใครรังแกท่านรัน เดี๋ยวข้าจัดการให้”

“นั่นไง ท่านบียอฟกับท่านธอร์นสัน อ้อ! ลุงเอ็ดดี้ด้วยอีกคน คนนี้ต้องเอาให้หนักนะ ชอบว่าข้าเรื่อย” รันชะโงกหน้าออกมาจากหน้าต่าง พูดน้ำเสียงร่าเริง

“ไหน เมื่อกี้บียอฟกับธอร์นสันว่าท่านรันหรือครับ แบบนี้ต้องเตะสั่งสอน” เบลาอีสถกแขนเสื้อขึ้นมาแบบนักเลง หันมามองบียอฟกับธอร์นสันที่นั่งข้างกัน ทั้งคู่ทำท่าผงะถอยหลังยกมือส่ายไปมา ร้องเสียงหลง

“อย่าคร้าบ กลัวแล้วคร้าบ พวกเราผิดไปแล้วคร้าบ”

ท่าทางของบียอฟ ธอร์นสันและเบลาอีสทำให้ทุกคนหัวเราะเสียงดังลั่น นึกไม่ถึงว่าขุนพลเทพทั้งสามคนจะขี้เล่นแบบนี้ ส่วนลอร่าแม้จะไม่ได้โผล่หน้าออกมาดูกับเขา ก็ยังอดยิ้มออกมาไม่ได้

“การเดินทางกลับบ้านครั้งนี้ คึกคักและครึกครื้นจริงๆ ด้วย” ลอร่าพึมพำเบาๆ เอนศีรษะพิงผนังรถม้า หลับตาลงถอนใจเบาๆ รันกับเรเซียที่เอาหน้ากลับเข้ามาด้านในรถม้าหันมาเห็นเข้าพอดี

“ท่านลอร่า หนักใจเรื่องอะไรหรือคะ” รันสงสัย ลอร่าลืมตาขึ้น พบว่ารันกับเรเซียนั่งมองตัวเองตาแป๋ว

“เปล่าจ้ะ ไม่มีอะไร พวกเจ้านั่งคุยกันต่อเถอะ” ลอร่าปฏิเสธพร้อมหลับตาลงเพื่อตัดบทการสนทนา

“ท่านพี่ ถอนหายใจแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ข้าถามอะไรก็ไม่ยอมบอกสักอย่าง บอกแค่ว่าไม่ได้เป็นอะไร แต่ข้าว่าท่านพี่ต้องมีเรื่องกลุ้มใจแน่นอน ไม่งั้นจะถอนใจฟืดฟาดแบบนี้เหรอ” เรเซียกระซิบให้รันฟัง

“เรเซีย ข้าเคยได้ยินแต่หายใจฟืดฟาด แต่ถอนใจฟืดฟาดแบบที่เจ้าว่าเมื่อกี้น่ะ ไม่เคยได้ยิน” รันท้วง

“มันก็เหมือนๆ กันน่ะแหละ ว่าแต่เจ้าคิดว่าท่านพี่กลุ้มใจเรื่องอะไร” เรเซียพยักหน้าหงึกหงัก กระซิบถามเสียงเบา รันชำเลืองมองลอร่าที่นั่งหลับตาบนเก้าอี้ตัวที่อยู่ตรงข้ามกันอย่างใช้ความคิด ก่อนหันมามองเรเซีย

“ข้าว่าท่านลอร่ากลุ้มใจเรื่องของเจ้า” รันพูดน้ำเสียงเคร่งขรึม  เรเซียทำตาโตยกนิ้วชี้ ชี้มาที่ตัวเอง

รันพยักหน้าดึงเรเซียให้เข้ามาใกล้ อธิบายเพิ่มเติมว่า ลอร่ากลุ้มเรื่องของเรเซียกับท่านเรย์นอล

เรเซียมีสีหน้าสลดลง รู้ดีว่าลอร่าไม่อยากให้ตัวเองไปข้องแวะหรือยุ่งเกี่ยวกับชูร่า เพราะเกรงว่าจะได้รับอันตรายจากพวกอสูรที่กำลังตามหาชูร่าอยู่

“อย่าทำหน้าแบบนี้ ข้าสัญญานะว่าจะช่วยเจ้าให้สมหวังกับท่านเรย์นอลให้ได้” รันบีบมือเรเซียเบาๆ

“ขอบใจมากนะ รัน” เรเซียบีบมือรันตอบเบาๆ

“ไม่เป็นไร ข้าว่าพวกเราพักสักงีบดีกว่าไหม เดี๋ยวถึงเมืองรีเวอร์ ออฟ พีเพิ่ล เมื่อไหร่ ลุงเอ็ดดี้คงจะเรียกพวกเราเองแหละ” รันเสนอ เรเซียพยักหน้าเห็นด้วย ทั้งคู่จึงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ หลับตาลงเพื่อพักผ่อน

ลอร่าค่อยๆ ลืมตาขึ้น อดหนักใจไม่ได้ เพราะตั้งใจไว้แล้วว่า กลับบ้านคราวนี้ จะพูดกับท่านย่าให้หาชายหนุ่มดีๆ สักคนมาหมั้นหมายเรเซียเอาไว้ เพื่อตัดปัญหาเรื่องของชูร่าออกไป แต่คำพูดของรันที่คุยกับเรเซียเมื่อครู่ ทำให้ลอร่าเริ่มกังวลใจ เกรงว่าเรื่องมันอาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด

ลอร่ามองเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง พระอาทิตย์เคลื่อนตัวลงต่ำทุกที ใกล้ค่ำแล้วสินะ อากาศเริ่มเย็นลงจนรู้สึกได้ แต่ทำไมใจข้าจึงร้อนรุ่มกระวนกระวายเช่นนี้ ลอร่าหันไปมองเรเซีย พี่ไม่อยากให้เจ้าต้องเข้าไปพัวพันกับเรื่องอันตราย ดังนั้นพี่จะไม่ยอมให้เจ้ากลับไปหาชูร่าเด็ดขาด แม้จะต้องแตกหักกับรัน พี่ก็ยอม

ลอร่าถอนหายใจ หลับตาลงปล่อยตัวเองให้จมอยู่ในความคิดฟุ้งซ่านจนกระทั่งหลับไป มารู้สึกตัวก็ตอนที่เรเซียเขย่าแขนเบาๆ

“ท่านพี่คะ”

ลอร่าลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย ก่อนมองไปนอกหน้าต่าง พบว่าพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ใช้มือเปิดหน้าต่างให้กว้างขึ้น ลมเย็นโชยมาปะทะหน้าทำให้รู้สึกสดชื่น ยื่นมือมาประสานกันข้างหน้าพร้อมบิดตัวเบาๆ เพื่อสลัดความเมื่อยขบจากการนั่งเป็นเวลานาน จากนั้นจึงพูดขึ้น

“ค่ำแล้วเหรอ ว่าแต่ตอนนี้พวกเราถึงไหนกันแล้วล่ะ”

“พ้นประตูด่านตรวจคนเข้าเมืองของเมืองริเวอร์ ออฟ พีเพิ่ลมาเมื่อกี้นี้เองค่ะ” เรเซียบอก

“เหรอจ๊ะ แสดงว่าตอนนี้เราก็อยู่ในเมืองริเวอร์ ออฟ พีเพิ่ลแล้วสิ”

“ใช่ค่ะ ท่านลอร่า ตอนนี้นอยด์กับเอลสันกำลังตระเวนหาที่พักอยู่ค่ะ” รันพูดพลางชะโงกหน้าออกไปนอกหน้าต่าง บ้านเรือนน้อยใหญ่ตั้งเรียงรายเต็มสองข้างทาง ชาวเมืองเริ่มจุดตะเกียง แสงวับๆ แวมๆ ของตะเกียงค่อยๆ ทยอยโผล่มาจากมุมโน้นมุมนี้ ครู่เดียวเมืองทั้งเมืองก็สว่างไสวไปด้วยแสงตะเกียงนับร้อยดวง

รถม้าของรันเคลื่อนตัวผ่านร้านค้าและร้านอาหารเข้ามาในตัวเมืองเรื่อยๆ กลิ่นอาหารหอมฉุยโชยมากระทบจมูก รันกับเรเซียสูดกลิ่นอาหารเข้าไปเต็มปอด ใช้มือลูบท้องเบาๆ ลอร่าอมยิ้ม มองสองสาวอย่างเอ็นดู

“พวกเจ้าหิวแล้วเหรอจ๊ะ”

“ใช่ค่ะ” สองสาวตอบพร้อมกัน ลอร่าชะโงกหน้าออกไปนอกหน้าต่าง เรียกเอ็ดดี้เสียงดัง

“เอ็ดดี้ ยังหาที่พักไม่ได้อีกเหรอจ๊ะ เด็กๆ เริ่มหิวกันแล้ว”

“พ้นทางแยกข้างหน้าไปร้อยเมตรจะมีโรงแรมขนาดใหญ่ครับ ท่านลอร่า” เอ็ดดี้บอก

“เหรอจ๊ะ พวกเจ้าทนหิวสักแป๊บนะ เดี๋ยวถึงที่พักแล้ว ค่อยออกมาหาอะไรกินกัน” ลอร่าบอกน้ำเสียงนุ่มนวล รันกับเรเซียพยักหน้าพร้อมยิ้มกว้าง

ยี่สิบนาทีต่อมา คณะของรันก็เข้ามานั่งทานอาหารในร้านอาหารขนาดใหญ่ ซึ่งห่างจากที่พักไม่ถึงห้าสิบเมตร รันกับเรเซียสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะ ทุกคนมองหน้ากันพร้อมทำตาปริบๆ เพราะมันเยอะเกินไป

“ท่านรันแน่ใจหรือครับว่า จะทานอาหารพวกนี้หมด” บียอฟถามพลางมองอาหารที่ทยอยออกมาจากในครัวเรื่อยๆ จนบนโต๊ะแทบจะไม่มีที่วาง

 “หมดสิคะ ท่านบียอฟ เห็นข้ากับเรเซียตัวเล็กแบบนี้ก็เถอะ แต่พวกเรากินเก่งนะ ใช่ไหมเรเซีย” รันพูดพลางตักซุปข้าวโพดเข้าปาก หันมาทางเรเซีย

“ใช่ค่ะ เราสองคนอยู่ในวัยกำลังโตค่ะ ดังนั้นต้องทานเยอะๆ” เรเซียเห็นด้วย ใช้มีดหั่นน่องแกะย่างเป็นชิ้นเล็กๆ ตักเข้าปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย

“เหรอครับ แต่ข้าว่าขืนทานแบบนี้บ่อยๆ ท่านรันกับหนูเรเซียอาจจะอ้วนก็ได้นะครับ” เบลาอีสท้วง

“ช่างมันเถอะค่ะ อ้วนดีกว่าผอมนะคะ ดีซะอีก เวลากอดจะได้อุ่นๆ” รันพูดเจื้อยแจ้วอย่างไม่คิดอะไร แต่ทำให้ทุกคนสำลักอาหารกันเป็นแถว บียอฟไอค่อกแค่ก เบลาอีสกับธอร์นสันกระแอมสองสามครั้ง เอ็ดดี้ นอยด์ เอลสัน ทหารสองนายและลอร่าทำหน้าปั้นยาก ขณะที่เรเซียมัวแต่กินเพลินจึงไม่ได้ยินคำพูดของรัน

“เอ๋ ทุกคนเป็นอะไรหรือคะ หรือว่าข้าพูดผิด” รันทำหน้าสงสัย เมื่อเห็นสีหน้าของทุกคน

“อะแฮ่ม! ท่านรันพูดไม่ผิดหรอกครับ แต่ว่า..เอ่อ คือมันไม่ค่อยเหมาะน่ะครับ” ธอร์นสันบอกยิ้มๆ

“ไม่เหมาะหรือคะ ไม่เห็นจะเข้าใจ” รันมองหน้าคนโน้นที คนนี้ทีอย่างสงสัย

“เอาไว้ทานอาหารเสร็จแล้ว ข้าค่อยอธิบายให้ฟังนะจ๊ะ” ลอร่าพูด

“ก็ได้ค่ะ ถ้างั้นพวกเรารีบทานเถอะค่ะ จะได้กลับห้องพักเพื่อพักผ่อน”

ครึ่งชั่วโมงต่อมา ทุกคนก็ทานอาหารเสร็จเรียบร้อย บียอฟจึงชวนทุกคนกลับที่พัก ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านอาหารมากนัก ทั้งหมดเดินคุยกันมาจนถึงที่พัก ซึ่งห้องพักของทุกคนอยู่ชั้นเดียวกัน บียอฟให้เปิดห้องพักสามห้องโดยให้สามสาวพักห้องเดียวกัน

 นอยด์ เอ็ดดี้ เอลสันและบียอฟนอนรวมกัน ส่วนอีกห้องหนึ่งก็มีธอร์นสัน เบลาอีสและทหารอีกสองนาย ซึ่งห้องพักของหนุ่มๆ จะขนาบข้างห้องพักของสามสาว โดยบียอฟบอกว่าที่จัดให้พักใกล้กันแบบนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

เมื่อส่งสามสาวเข้าห้องพักเรียบร้อยแล้ว ธอร์นสันหันมากำชับหนุ่มๆ ที่เหลือให้รีบเข้านอน เพราะพรุ่งนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้า ทุกคนรับคำเป็นอย่างดี จากนั้นจึงแยกกันกลับห้องพักของตัวเอง

ด้านล่างบริเวณหน้าโรงแรมที่คณะของรันเข้าพัก เกสตาซึ่งสะกดรอยตามพวกรันมาก็ปรากฏตัวขึ้น

“ในคณะมีผู้หญิงสามคน เป็นหญิงสาวหนึ่งคนและเด็กสาวฝาแฝดคู่หนึ่ง ที่เหลือก็ผู้ชายล้วน” เกสตาพึมพำเบาๆ จากที่สะกดรอยตามมาตั้งแต่ช่วงบ่าย เกสตาพุ่งความสนใจไปที่นอยด์กับขุนพลเทพทั้งสามคน เพราะสงสัยในกลิ่นเทพที่ออกมาจากร่างนอยด์รวมไปถึงสนใจในบุคลิกของพวกขุนพลเทพ

เกสตามองไปยังโรงเก็บม้าซึ่งทางโรงแรมจัดไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวที่มีพาหนะส่วนตัวนำมาเก็บไว้ เกสตายิ้มมุมปากเดินตรงเข้าไปทันที

ภายในโรงเก็บม้ามีตะเกียงดวงเล็กๆ ดวงหนึ่งแขวนเอาไว้บนขื่อ ทำให้มองเห็นข้างในแบบสลัวๆ มีม้าหลายตัวผูกเชือกโยงเอาไว้ตามเสาที่ปลูกห่างกันเป็นช่องๆ รวมไปถึงรถม้าหลายคันที่จอดเรียงกันเป็นแถวยาว

เกสตาสอดสายตามองหาอยู่ครู่หนึ่ง ก็ยิ้มออกมาด้วยความพอใจ เมื่อเจอเป้าหมายที่ต้องการ เดินตรงไปเกือบสุดทาง ที่รถม้าของรันรวมไปถึงม้าของนอยด์ เอลสันและเอ็ดดี้ถูกผูกโยงไว้กับเสาต้นใหญ่

ม้าทั้งสามตัวหลับอยู่ เกสตาใช้มือสัมผัสอานม้าตัวที่นอยด์เป็นคนขี่  ใช่จริงๆ เด็กหนุ่มนั่นเป็นสายเลือดพิเศษ มันเป็นลูกครึ่งเทพ ที่สำคัญเป็นลูกครึ่งเทพชั้นสูงซะด้วย

เกสตาเดินอ้อมหลังม้าสามตัวเข้าไปสำรวจรถม้าที่อยู่ใกล้กัน ม้าสองตัวหลับเหมือนกับไม่รับรู้ว่ามีบุคคลแปลกหน้าเข้ามาใกล้ เกสตาเดินมาหยุดตรงเบาะนั่งที่อยู่ด้านหลังของม้าสองตัว ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบห่อกระดาษสีขาวเล็กๆ ห่อหนึ่งออกมา แกะห่อกระดาษออก ข้างในมีผงสีดำเป็นมันวาวอยู่ขยุ้มหนึ่ง โรยมันลงไปบนเบาะหลัง ปากท่องมนต์ขมุบขมิบเบาๆ

ผงสีดำเริ่มเรืองแสง มันกำลังเปลี่ยนสีจากสีดำเป็นสีเทาค่อยๆ ขาวขึ้น ขาวขึ้นอย่างช้าๆ ครู่เดียวก็สว่างจ้าสะท้อนแสงเข้าตาจนเกสตาผงะถอยหลัง แสงสีขาวสว่างจ้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนดับวูบไปพร้อมๆ กับผงสีดำที่สลายหายไปในอากาศเหลือแต่ความว่างเปล่า

“หึหึ ต้องขอบคุณท่านกีรอนจริงๆ ที่ให้ผงตรวจสอบออร่ามา แม้พวกเจ้าจะแปลงโฉมรวมทั้งกลบกลิ่นไอเอาไว้ แต่ก็ไม่สามารถปกปิดออร่าที่ซุกซ่อนอยู่ภายในร่างได้หรอก” เกสตาหัวเราะแผ่วเบา

ผงทดสอบออร่า เป็นยาชนิดหนึ่งของผู้เฒ่ากีรอน ใช้สำหรับตรวจสอบออร่าในร่าง วิธีการทดสอบก็คือโรยผงลงไปยังสิ่งของที่บุคคลเป้าหมายได้สัมผัสหรือจับต้อง พร้อมร่ายมนต์ลงไป ผงนี้จะทำปฏิกิริยากับออร่าที่ยังหลงเหลืออยู่ในสิ่งของนั้นๆ จากนั้นจะแสดงออร่าที่ซ่อนออกมาเพื่อบอกตัวตนที่แท้จริงของบุคคลนั้นๆ ว่าเป็นเผ่าพันธุ์ใดเหมือนกับที่เกสตาทำเมื่อครู่

จากการทดสอบเมื่อกี้ ทำให้รู้ว่าผู้ชายสามคนที่แต่งกายเหมือนพ่อค้านั้นเป็นเทพ ที่สำคัญออร่าของพวกมันสูงมาก ออร่าแบบนี้มีแต่ทหารเทพชั้นสูงเท่านั้น ถ้าไม่ใช่พวกขุนพล เสนาธิการก็ต้องเป็นพวกแม่ทัพ

เกสตาหรี่ตาลง คณะรถม้านักท่องเที่ยวธรรมดาๆ แต่ทำไมต้องมีทหารเทพชั้นสูงติดตามมาด้วย ถ้ามาแค่คนเดียวก็ไม่เท่าไหร่ แต่นี่มากันตั้งสามคน แสดงว่าต้องมาคุ้มกันอะไรสักอย่าง ไวเท่าความคิด เกสตาเดินอ้อมเบาะนั่งไปหยุดตรงหน้าประตูรถม้าพร้อมกับยื่นมือไปที่ประตู

“นั่นใครน่ะ มาทำอะไรลับๆ ล่อๆ อยู่ตรงนั้น” เสียงห้าวๆ ตะโกนดังมาจากหน้าประตูโรงเก็บม้า

เกสตาหันไปมองด้วยความตกใจ บ้าชะมัด! ดันมีคนโผล่มาตอนนี้ซะได้

“ข้าถามว่าใคร หรือว่าเป็นขโมย” เสียงห้าวๆ เริ่มดังขึ้นพร้อมกับเดินตรงมา เกสตาทำเสียงในลำคออย่างขัดใจ ถ้าไม่ติดคำสั่งที่ว่าห้ามฆ่าคนล่ะก็....ร่างของเกสตาเลือนหายไปทันที

“อ้าว! หายไปไหนแล้ว” ชายร่างใหญ่ไว้หนวดเครารกครึ้ม ซึ่งเป็นผู้ดูแลโรงเก็บม้า เดินมาถึงตำแหน่งที่เกสตายืนอยู่เมื่อครู่ ชูตะเกียงในมือส่องไปรอบๆ กวาดสายตามองไปทั่วก็พบแต่ความว่างเปล่า

ผู้ดูแลโรงเก็บม้ายกมือเกาหัวเบาๆ เพราะแน่ใจว่าเมื่อกี้เห็นเงาคนตะคุ่มๆ อยู่แถวนี้ จึงเดินสำรวจโรงเก็บม้าอย่างละเอียด ผ่านไปเกือบยี่สิบนาทีก็ไม่พบร่องรอยของเงาที่ว่านั่น จึงถอนหายใจออกมา

“สงสัยตาฝาด เฮ้อ! แย่จริงๆ กลับไปนอนดีกว่า” ชายร่างใหญ่ส่ายหัวเบาๆ หันหลังเดินดุ่มๆ ออกไป

เกสตามาปรากฏตัวตรงหัวมุมก่อนถึงทางแยกที่จะเลี้ยวไปยังโรงแรมที่คณะของรันเข้าพัก

“ถึงจะไม่ได้ตรวจสอบออร่าของผู้หญิงที่อยู่ในรถม้าก็ไม่เป็นไร ลองทหารเทพระดับสูงติดตามมาแบบนี้ แสดงว่าผู้หญิงหนึ่งในสามคนนั้น คือเป้าหมายของพวกเราแน่นอน” เกสตายิ้มมุมปาก ก่อนที่ร่างจะเลือนหายไป

*********************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

474 ความคิดเห็น

  1. #239 chale (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2551 / 17:35
    555 อนากอลเจ้าเลห์ขนาดนี้เลยหรือเนี่ย แต่ดูทางด้านฝ่ายอสูรก็ใช่ย่อยนะคะ ทั้งฝีปากและฝีมือเลย

    อย่างนี้ก็ต้องลุ้นต่อกันต่อไป ว่าแต่พี่ปูจะช่วยอัพอีกได้หรือเปล่าค่ะ

    รอนาน ๆ ก็เหนื่อยนะ
    #239
    0