มหาเวทย์จักรพรรดิ ภาคจอมราชันย์

ตอนที่ 30 : สัตว์ในทะเลคลั่ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 572
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    12 พ.ย. 51

บทที่ 30  สัตว์ในทะเลคลั่ง

หลังจากที่พวกโรมถ่อแพหนีวังน้ำวนออกมาได้ และกำลังเผชิญหน้ากับสัตว์น้อยใหญ่ในทะเลคลั่ง ที่โผล่ขึ้นมาจากทุกด้าน ทำให้ทุกคนตั้งท่าเตรียมพร้อมเพื่อรับการจู่โจมของพวกมัน ด้วยหัวใจของนักสู้เต็มเปี่ยม

เมื่อพวกมันพุ่งตัวเข้ามาพร้อมกัน ทั้งห้าคนก็จับไม้ที่ถือไว้แน่น ตั้งท่าฟาดฟันเต็มที่ แต่ต้องชะงัก เงื้อไม้ค้างเอาไว้ เมื่อได้ยินเสียงแหลมเล็กของใครคนหนึ่ง พูดขึ้นมาเสียงดัง

“กรุณาอย่าใช้ความรุนแรง ที่นี่เป็นเขตปลอดอาวุธ โปรดปลดอาวุธของท่านลง เดี๋ยวนี้”

ทั้งห้าคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก กวาดตามองหาที่มาของเสียง ขณะที่สัตว์ต่างๆ ก็เข้ามาประชิดแพ แต่พวกมันก็เพียงแต่หยุดอยู่กับที่ มองหน้าพวกโรมด้วยแววตานิ่งสงบ

“กรุณาปลดอาวุธด้วยครับ และส่งตัวแทนออกมาเจรจากับพวกเราอย่างสันติ ขอย้ำอีกครั้ง! กรุณาปลดอาวุธของพวกท่าน และส่งตัวแทนออกมาเจรจากับพวกเรา เพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน”

สิ้นเสียงนั้น ฉลามขาวตัวใหญ่ก็โผล่ขึ้นมา ห่างจากแพเพียงแค่สองก้าวเท่านั้น จ้องมองพวกโรมด้วยแววตาตำหนิ เปล่งเสียงแหลมเล็กออกมา

“ทำไมพวกท่านไม่ปลดอาวุธ ข้าบอกแล้วไงว่าพวกเราจะเจรจากันอย่างสันติ ไม่เข้าใจหรือครับ”

ทั้งห้าคนทำตาปริบๆ ค่อยๆ ลดมือลง ฉลามขาวแยกเขี้ยวด้วยความพอใจ (จริงๆ ก็คือยิ้ม) หันไปพยักหน้าให้กับสัตว์ตัวอื่นๆ ที่ล้อมแพเอาไว้

“เอาล่ะ พวกเขาปลดอาวุธแล้ว ต่อไปพวกเราจะตั้งโต๊ะเจรจากัน”

 สัตว์น้อยใหญ่ในทะเลคลั่งส่งเสียงโห่ร้องดังลั่น บางตัวก็ผิวปากวี๊ดวิ้ว ฉลามขาวโค้งศีรษะให้เพื่อนๆ ของมัน จากนั้นหันมามองพวกโรมที่ยังคงยืนอึ้ง เพราะเกิดอาการมึนจนพูดไม่ออก

“ก่อนจะเจรจากัน ข้าขอแจ้งให้พวกท่านทราบก่อนว่า พวกเราในที่นี้ได้รับคำสั่งให้ดูแลความสงบเรียบร้อยของทะเลคลั่งมาเป็นเวลานับร้อยปี ดังนั้นไม่ว่าใครก็ห้ามผ่านที่นี่ พวกท่านเข้าใจใช่ไหมครับ”

“ขะ เข้าใจ” ฟาเรียพูดอย่างงงๆ แปลกใจเหลือเกินว่า ทำไมสัตว์ในทะเลคลั่งจึงพูดได้ และมีท่าทีเป็นมิตรผิดจากเมื่อก่อนลิบลับ  ฟิล ไรซานและบาลาสก็กระซิบบอกให้โรมรู้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นเช่นกัน

 “ในเมื่อพวกท่านเข้าใจก็ดีแล้ว ดังนั้นขอให้พวกท่านกลับไปซะ ไม่อย่างนั้นพวกเราจะโดนตำหนิได้ว่าบกพร่องต่อหน้าที่”

 “พวกเราคงทำตามคำขอของพวกท่านไม่ได้” โรมเอ่ยขึ้นมา

“ทำไมถึงทำตามคำขอของพวกเราไม่ได้ ได้โปรดอธิบายเหตุผลด้วยครับ”

โรมได้ชี้แจงให้สัตว์ทุกตัวในทะเลคลั่งทราบว่า พวกตนทั้งห้าคนกำลังฝึกวิชา โดยต้องผ่านสนามฝึกทั้งหมดหกแห่งด้วยกัน ซึ่งทะเลคลั่งก็เป็นหนึ่งในนั้น หากหนึ่งอาทิตย์ผ่านไป พวกตนยังไม่ออกจากพื้นที่ทั้งหกแห่ง องครักษ์รุ่นแรกก็จะทำลายสนามทั้งหมดทิ้งทันที

“เรื่องก็เป็นแบบนี้แหละครับ พวกท่านคงไม่อยากให้ทะเลคลั่งถูกทำลาย ใช่ไหมครับ” โรมถามเสียงเคร่งขรึม  ฉลามขาวหรี่ตาลง สีหน้าเต็มไปด้วยความครุ่นคิด มันหันไปมองหน้าเพื่อนๆ เพื่อขอความเห็น

“แบบนี้แล้วกัน ขอเวลาพวกเราปรึกษาหารือกันสักครึ่งชั่วโมง”

“เชิญตามสบายครับ” โรมยิ้มให้ ฉลามขาวผิวปากเรียกเพื่อนให้มารวมกลุ่ม จากนั้นก็สุมหัวซุบซิบกัน ตอนแรกก็คุยเสียงเบาอยู่หรอก แต่ทำไปทำมาพวกมันก็เริ่มเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ จนพวกโรมหันไปมองอย่างสงสัย

“ท่าทางพวกมันจะตกลงกันไม่ได้นะเนี่ย” บาลาสบอก

“นั่นสิ พวกเจ้าเห็นปลาหมึกยักษ์ตัวนั้นไหม มันมองพวกเราตาขวางด้วยล่ะ สงสัยคงไม่อยากให้พวกเราผ่านไปแหงๆ” ฟาเรียชี้ให้ทุกคนดูปลาหมึกยักษ์ ที่ทำหน้าบึ้งตึง เมื่อเห็นพวกโรมมองมา มันก็สะบัดหน้าพรืด

“คงจะจริงของเจ้า ว่าแต่พวกเจ้าไม่แปลกใจบ้างหรือ ว่าทำไมจู่ๆ สัตว์พวกนี้จึงพูดได้” ฟิลย้อนถาม

 “สงสัยสิ นอกจากจะพูดได้แล้ว พวกมันก็ยังมีท่าทางเป็นมิตรอีกด้วย แปลกมาก” ไรซานเห็นด้วย

“จะว่าไปแล้ว พวกภูเขาหินที่วิ่งไล่พวกเราก็เหมือนกัน เมื่อก่อนก็ไม่เคยเห็นว่าพวกมันจะมีชีวิตหรือเคลื่อนไหวได้ หรือว่าเรื่องนี้จะเป็นฝีมือของพวกท่านปู่” บาลาสขอความเห็นจากทุกคน

“แล้วทำไมท่านปู่ต้องทำแบบนี้ด้วย” ฟาเรียสงสัย ทุกคนมีสีหน้าครุ่นคิด ครู่หนึ่งโรมจึงพูดขึ้นมา

“เป็นไปได้ไหมครับว่า ที่พวกท่านฟาคอลทำให้สัตว์พวกนี้พูดได้ ก็เพื่อต้องการถ่วงเวลาของพวกเรา”

“ถ่วงเวลางั้นเหรอ” ทั้งสี่คนถามพร้อมกัน โรมพยักหน้า อธิบายให้ฟัง

“ข้าคิดว่า ที่พวกท่านฟาคอลทำให้พวกมันพูดได้ ก็เพื่อจะให้พวกมันถ่วงเวลาพวกเราให้อยู่ที่นี่นานๆ โดยใช้วิธีการเจรจามาเป็นข้อต่อรอง เมื่อกี้ฉลามตัวนั้นพูดใช่ไหมครับว่า ให้พวกเราส่งคนมาเจรจากับพวกมันเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน”

“หากพวกมันเล่นตุกติกโดยบอกว่าไม่สามารถหาข้อสรุปที่น่าพอใจได้ ให้พวกเรารอไปก่อน แล้วค่อยมาคุยกันใหม่ พวกเราก็ต้องรออยู่ที่นี่ ครั้นจะให้ใช้กำลังเข้าต่อสู้ พวกมันก็อาจจะเลี่ยงไม่ต่อสู้กับพวกเราตรงๆ แต่จะใช้วิธีคอยสกัดพวกเราไม่ให้เดินหน้าต่อไปแทน ถึงพวกเราจะผ่านไปได้ แต่ก็ต้องเสียเวลาอยู่ดี”

“อาจเป็นไปได้ ท่านปู่นี่เจ้าเล่ห์จริงๆ” บาลาสคล้อยตาม ฟิล ฟาเรียและไรซานก็เห็นด้วยเช่นกัน

“แล้วพวกเราจะเอายังไง ท่าทางฉลามตัวนั้นก็เจ้าเล่ห์ไม่เบาเหมือนกัน” ฟิลถาม

ทั้งหมดหันไปมองฉลามขาวตัวที่เป็นหัวหน้าอย่างครุ่นคิด ซึ่งอีกฝ่ายก็กำลังกระซิบกระซาบกับเพื่อนๆ 

“ฟังนะ ข้าจะเสนอให้พวกนั้นแข่งกีฬากับพวกเรา หากพวกเราชนะก็ให้พวกนั้นกลับไปซะ แต่ถ้าพวกเราแพ้ก็ให้พวกนั้นผ่านด่านไปได้”

“แล้วจะแข่งอะไร ท่าทางพวกนั้นไม่ธรรมดา ขืนเลือกกีฬาไม่ดี พวกเราอาจแพ้ได้” งูทะเลถาม

“หึหึ ไม่ต้องห่วง กีฬาที่ข้าจะให้แข่งนั้น เป็นกีฬาที่พวกเราถนัดที่สุด” ฉลามขาวหรี่ตา แยกเขี้ยวยิ้มกว้าง เมื่อเห็นสายตาของเพื่อนๆ ที่มองอย่างสงสัย มันจึงบอกให้ทุกตัวฟังว่าจะให้แข่งกีฬาอะไรกัน

 “เข้าท่าแฮะ แต่ว่าพวกนั้นจะยอมแข่งเหรอ” ปลาหมึกยักษ์ท้วง เพราะไม่คิดว่าพวกโรมจะยอมแข่งด้วย

“ไม่ต้องห่วง ข้ามีวิธีทำให้พวกนั้นยอมแข่งกับพวกเรา เชื่อมือข้าเถอะ” ฉลามขาวยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

“ท่าทางพวกมันจะตกลงกันได้แล้วนะ” ไรซานเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นสัตว์ทุกตัวหันมามองทางนี้

จริงดังคาด ฉลามขาวและสัตว์ตัวอื่นๆ เคลื่อนตัวมาใกล้แพ สีหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม จากนั้นฉลามขาวก็กระแอมสองสามครั้ง พูดน้ำเสียงเป็นการเป็นงาน (เก๊กสุดฤทธิ์)

“พวกเราประชุมกันแล้ว เห็นว่าเหตุผลของพวกท่านน่าเห็นใจ พวกเราเองก็ไม่อยากให้ทะเลคลั่งถูกทำลายเหมือนกัน แต่หากปล่อยให้พวกท่านผ่านไปโดยที่ไม่ทำอะไรเลย พวกเราก็ลำบากใจเช่นกัน”

“พวกเราเข้าใจเรื่องนี้ดีครับ” โรมบอกน้ำเสียงนุ่มนวล

“ขอบคุณมากที่เข้าใจ  งั้นเอาแบบนี้ก็แล้วกัน พวกเรามาแข่งกีฬากันดีกว่า หากพวกท่านชนะ พวกเราจะเปิดทางให้แต่โดยดี แต่หากพวกท่านแพ้ พวกท่านต้องกลับไปซะ” ฉลามขาวเริ่มเข้าประเด็น

“แข่งกีฬางั้นเหรอ แล้วจะแข่งอะไร” ฟาเรียถาม

“แข่งดำน้ำ ให้พวกท่านส่งตัวแทนมาหนึ่งคน ใครก็ได้ยกเว้นท่านสองคน” ฉลามขาวชี้ฟาเรียกับบาลาส

“ทำไมข้ากับเจ้าเฒ่าจึงลงแข่งไม่ได้” ฟาเรียถามเสียงดัง

“เหตุผลง่ายมาก เพราะท่านเป็นมังกรน้ำ ส่วนอีกท่านก็เป็นมังกรดิน”

คำตอบนั้นทำให้ทั้งห้าคนสบตากัน พวกมันฉลาดและเจ้าเล่ห์จริงๆ ด้วย เอาเปรียบกันเห็นๆ

“หากพวกเราปฏิเสธล่ะ” ไรซานถามหยั่งเชิง

“พวกท่านมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธไม่แข่งขันกับพวกเรา แต่พวกท่านต้องกลับไปซะ หรือไม่ก็มีอีกอย่างหนึ่ง” ฉลามขาวพูดน้ำเสียงเรื่อยๆ สบายๆ หันไปพยักหน้าให้ปลาหมึกยักษ์ที่ยืนกอดหนวด (จริงๆ คือยืนกอดอก)

ปลาหมึกยักษ์ดำลงไปในน้ำ ครู่หนึ่งก็โผล่ขึ้นมาพร้อมกับงูประหลาดที่โจมตีพวกโรมครั้งแรกกับจระเข้น้ำเค็มตัวใหญ่ โดยงูประหลาดมีผ้าพันแผลเต็มตัว ตามร่างกายมีรอยฟกช้ำดำเขียวเป็นจ้ำๆ ที่เกิดจากโดนพวกโรมโจมตีใส่ ส่วนจระเข้ตรงหางก็มีผ้าพันแผลพันเอาไว้เช่นกัน

“หากพวกท่านไม่ยอมรับวิธีแรก พวกเราก็มีข้อเสนอที่สอง” ฉลามขาวหยุดนิดหนึ่ง ก่อนพูดต่อ

“หญิงสาวสองคนนี้คืออลิซซาเบท กับเอลิซ่า ทั้งคู่เป็นสาวงามของที่นี่”

นั่นชื่องูกับจระเข้แน่รึ ทั้งห้าคนคิดพลางมองงูกับจระเข้ ที่มองพวกโรมด้วยสีหน้าบึ้งตึ้งอย่างเห็นได้ชัด

“สองคนนี้โดนพวกท่านทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บ พวกท่านอย่าปฏิเสธว่าพวกท่านไม่ได้ทำ แม้พวกท่านจะอ้างว่าป้องกันตัว แต่มันสมควรแล้วหรือ ที่สุภาพบุรุษจะลงมือลงไม้กับสตรีที่อ่อนแอเช่นนี้” ฉลามขาวพูดอย่างตำหนิ สัตว์อื่นๆ พยักหน้าเห็นด้วย มองพวกโรมด้วยสายตาที่ทำให้ทั้งห้าคนใบ้กิน พูดอะไรไม่ออก

“สิ่งที่พวกท่านทำลงไป หากรู้ไปถึงไหนก็อายไปถึงนั่น ที่สำคัญการโจมตีของพวกท่านก็ทำให้ทั้งคู่เสียโฉม ไม่ว่าจะเป็นใบหน้างามๆ ของอลิซซาเบทที่โดนพวกท่านหวดไม้เข้าแสกหน้าจนเกิดรอยแผลขนาดใหญ่”

ฟิลกับไรซานกลืนน้ำลายลงคอ เพราะแผลตรงหน้าผากของงูตัวนั้นเป็นฝีมือของทั้งคู่

“แล้วดูสิ กกหูอันสวยงามของอลิซซาเบทก็โดนฟาดอย่างไร้ความปราณีจนทำให้เกิดรอยช้ำ มีเลือดคั่งอยู่ภายใน ซ้ำร้ายไปยิ่งกว่านั้น ทรวดทรงอันงดงามของหญิงสาวก็โดนเตะอย่างรุนแรงจนกระดูกหักสะบั้น”

โรม ฟาเรีย บาลาสยิ้มแห้งๆ เพราะรอบนี้โดนตัวเองเต็มๆ ฉลามขาวมองทั้งห้าคนด้วยหางตา พูดต่อ

“ส่วนเอลิซ่า แม้จะโดนน้อยหน่อย แต่ก็โหดร้ายทารุณเช่นกัน หางอันสวยงามที่เคยโบกสะบัดด้วยความภูมิใจ กลับต้องมีรอยแผลเป็น เพราะน้ำมือของพวกท่าน”

“หางจระเข้นั่น ฝีมือโรมคนเดียวเลย” ฟาเรียกระซิบกับบาลาส ขณะที่โรมหัวเราะแห้งๆ พูดไม่ออก

“ที่ข้าพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เพื่อถามหาความรับผิดชอบจากพวกท่าน”

“แล้วจะให้พวกเราทำยังไง” ฟิลถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ฉลามขาวยิ้มมุมปาก พูดน้ำเสียงจริงจัง

“ในเมื่อพวกท่านทำให้พวกนางเสียโฉม พวกท่านก็ต้องรับผิดชอบโดยการแต่งงานและเลี้ยงดูอย่างออกหน้าออกตา เพื่อเป็นการชดเชยความผิดที่ได้ทำลงไป”

 “เฮ้ย!”  ทั้งห้าคนสะดุ้งเฮือก อุทานเสียงดังลั่น มองหน้ากันเลิ่กลั่ก

“ไม่ต้องมาเฮ้ย ลูกผู้ชาย ทำผิดก็ควรจะยอมรับผิดสิ อันว่าความรับผิดชอบนั้น ก็คือการยอมรับในสิ่งที่ตัวเองได้กระทำลงไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดี พวกท่านจะเลือกรับเฉพาะความชอบแต่หลีกเลี่ยงไม่ยอมรับความผิดไม่ได้ ไม่งั้นเขาจะเรียกรวมกันเหรอว่า ความรับผิดชอบ” ฉลามขาวเน้นเสียงชัดถ้อยชัดคำ

น้ำเสียงและท่าทางรวมไปถึงการใช้คำพูดของฉลามขาวตรงหน้า ทำให้พวกโรมเกิดอาการจุกในอก จนพูดไม่ออก เพราะไม่เคยเจอสัตว์ที่ฉลาดในการใช้คำพูดเจรจาและยอกย้อนแบบฉลามขาวตัวนี้มาก่อน

“หากพวกท่านยอมรับข้อเสนอนี้ พวกเราจะเปิดทางให้พวกท่านข้ามไป ว่ายังไงครับ ทางเลือกของพวกท่านมีแค่สองทางเท่านั้น พวกเราให้เวลาพวกท่านไตร่ตรองถึงข้อเสนอของพวกเรายี่สิบนาที” พูดจบ ฉลามขาวก็เคลื่อนตัวห่างออกไป เพื่อเปิดโอกาสให้พวกโรมได้ปรึกษาหารือกัน

“จะเอายังไง” ฟิลถามสีหน้าเคร่งขรึม คนอื่นๆ ก็มีสีหน้าหนักใจเช่นกัน

“ให้ตายสิ พวกมันเสนอมาแบบนี้เท่ากับว่าต้องการบีบพวกเราชัดๆ” ฟาเรียบ่น หันไปมองงูกับจระเข้ที่อยู่ห่างออกไปก่อนโคลงศีรษะ ถ้าให้เอาสองตัวนั้นมาเป็นเมีย ข้ายอมอยู่เป็นโสดจนแก่ตาย ยังจะดีซะกว่า

“ข้าคิดว่าพวกเราคงต้องยอมรับข้อเสนอของพวกมัน” ไรซานบอก

“อย่าบอกนะว่า เจ้าจะสละตัวเองแต่งงานกับน้องนางสองตัวนั่นน่ะ” บาลาสทำตาโต

“ใช้สมองส่วนไหนคิดฮะ ข้าหมายถึงข้อเสนอแรกต่างหาก” ไรซานถลึงตาใส่ พูดเสียงดุ

“เฮ้อ! แล้วไป ข้าก็นึกว่าเจ้าชอบของแปลกซะอีก” บาลาสพูดหน้าทะเล้น ทำให้ทุกคนหัวเราะออกมา

“ข้ามีความคิดดีๆ แล้วล่ะครับ” โรมเรียกทุกคนให้เข้ามาใกล้ พูดคุยซุบซิบกันเบาๆ

ยี่สิบนาทีผ่านไป ฉลามขาวและพรรคพวกก็เคลื่อนตัวเข้ามา เพื่อขอคำตอบจากพวกโรม ซึ่งโรมได้เลือกข้อเสนอแรก คือจะส่งตัวแทนของแต่ละฝ่ายมาแข่งดำน้ำ

“แต่พวกเรามีเงื่อนไขเพิ่มเติมนะครับ”

“เงื่อนไขอะไร”

“แม้ว่าพวกเราจะผิดที่ลงมือทำร้ายสุภาพสตรีทั้งสองท่าน แต่พวกเราไม่ทราบจริงๆ ว่าทั้งคู่เป็นผู้หญิง ที่สำคัญ ทั้งคู่โจมตีเราก่อน หากพวกเราไม่ป้องกันตัวเอง  พวกเราก็อาจจะได้รับบาดเจ็บมีอันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่งตามหลักทั่วไปแล้ว การปกป้องตนเองให้พ้นจากอันตราย ถือเป็นสิ่งที่อนุโลมให้ได้ ข้าพูดถูกไหมครับ”

 “มันก็ใช่” ฉลามขาวยอมรับ  โรมยิ้มมุมปาก พูดต่อน้ำเสียงราบเรียบ

“การแข่งดำน้ำที่พวกท่านเสนอมา ถือว่าพวกท่านได้เปรียบพวกเราเป็นอย่างมาก เพราะพวกท่านเป็นสัตว์น้ำ ยิ่งพวกท่านระบุว่าห้ามท่านฟาเรียกับท่านบาลาสแข่งขัน ก็ทำให้พวกเราหมดโอกาสชนะโดยสิ้นเชิง”

“ดังนั้น เพื่อไม่ให้พวกเราเสียเปรียบไปมากกว่านี้ ข้าขอให้มีการจับเวลาเข้ามาเป็นตัวตัดสินผลแพ้ชนะ หากพวกเราสามารถดำน้ำได้นานกว่าครึ่งชั่วโมง แม้จะเกินมาแค่เสี้ยววินาที ก็ให้ถือว่าพวกเราเป็นฝ่ายชนะ”

“หากพวกท่านไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้ พวกเราก็ไม่รับข้อเสนอของพวกท่านเช่นกัน แต่จะสู้กันซึ่งๆ หน้า เพื่อฝ่าออกไปให้ได้ แน่นอนว่าการตัดสินใจแบบนี้ ย่อมก่อให้เกิดการสูญเสียในชีวิตของทั้งสองฝ่าย แต่ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า พวกเราก็พร้อมจะเอาชีวิตเข้าแลก ว่ายังไงครับ จะยอมรับเงื่อนไขข้อนี้หรือเปล่า”

ฉลามขาวมองโรมด้วยแววตาครุ่นคิด แม้เด็กหนุ่มตรงหน้าจะดูสุภาพเรียบร้อย แต่แววตาคู่นั้นก็ทำให้มันคิดหนัก แววตาที่หนักแน่นมั่นคงไม่หวั่นไหวพร้อมจะเผชิญหน้ากับทุกปัญหา มันเป็นแววตาของนักสู้โดยแท้จริง และแววตาแบบนี้ล่ะ ที่บอกให้รู้ว่าคนตรงหน้าไม่ใช่คนที่จะล้อเล่นได้ง่ายๆ

มันหรี่ตา มองเลยไปยังพวกฟิล เด็กสี่คนนั้นก็ใช่  แม้บุคลิกจะต่างกัน แต่สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันก็คือ สายเลือดนักสู้ที่เข้มข้น จิตใจที่เข้มแข็งและห้าวหาญ นอกจากนี้ มันยังสัมผัสได้ถึงสายใยบางอย่างที่ร้อยรัดคนกลุ่มนี้เข้าด้วยกัน เป็นสายใยที่เหนียวแน่นยากที่ใครจะทะลวงเข้าไปได้ งานนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิดซะแล้ว

“ว่ายังไงครับ” โรมถามย้ำ เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบ

“ตกลง พวกเรายอมรับเงื่อนไขของพวกท่าน ว่าแต่ทางท่านจะส่งใครเข้าแข่งขัน”

“ตัวแทนของพวกเราก็คือ ท่านไรซานครับ” โรมผายมือให้ไรซาน ซึ่งไรซานก็ก้าวออกมายืนข้างหน้า

ฉลามขาวพยักหน้า มองไรซานอย่างพิจารณา หลานของท่านรีนอลหรือนี่ ท่าทางไม่เบาเหมือนกัน

“ฝ่ายพวกเราคือ อันเดอร์สกอร์” ฉลามขาวผายมือให้แมงกะพรุนไฟตัวใหญ่ มันก้าวออกมายืนข้างหน้ามองไรซานแบบข่มอยู่ในที เมื่อเห็นไรซานทำเฉย มันก็ขยับเข้ามาใกล้ เอียงหน้ามากระซิบข้างหูไรซานเบาๆ

“อย่าลืมเตรียมผ้าเช็ดหน้าไว้ซับน้ำตาตอนแพ้ด้วยนะ ไอ้หน้าใส เดี๋ยวจะหาว่าหล่อไม่เตือน โฮ่ๆๆ”

 ไรซานเหลือบตามองเล็กน้อย แต่ไม่พูดอะไรออกมา แมงกะพรุนไฟเอียงหน้ามากระซิบข้างหูไรซานอีก

“ได้ยินที่ข้าพูดไหม หรือว่าเจ้าเตรียมใจรับความพ่ายแพ้ไว้แล้ว จึงได้เงียบเหมือนคนเป็นใบ้แบบนี้”

ไรซานยังคงนิ่งเงียบ แมงกะพรุนไฟก้มหน้าลงมาอีก ไม่ทันจะอ้าปาก ไรซานก็ยกมือปิดหู ชิงพูดขึ้นมา

“ข้าจะแข่งดำน้ำนะ ไม่ได้มาแข่งพูดจาโอ้อวดหรือเกทับใส่กัน”

ทุกคนหัวเราะครืน แม้แต่ฉลามขาวเองก็ยังอมยิ้ม  แมงกะพรุนไฟทำหน้ายับยู่ยี่ จีบปากจีบคอพูด

“ข้าไม่ได้พูดจาโอ้อวด แต่อยากบอกให้เจ้ารู้ถึงสถานภาพของตัวเองว่า ต่อให้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก เจ้าก็ไม่มีทางชนะคุณชายผู้เพอร์เฟค ไวท์ทอลแอนด์แฮนด์ซั่มเช่นข้าได้หรอก”

“งั้นเหรอ แล้วถ้าข้าชนะล่ะ” ไรซานย้อนถาม แมงกะพรุนไฟเบ้หน้า ชายตามองไรซานแบบเหยียดๆ

“โฮ่ๆๆ หากเจ้าชนะข้าจริงๆ  ข้าจะให้ยาวิเศษแก่พวกเจ้าคนละสองขวดโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น”

 “ยาวิเศษงั้นเหรอ” พวกโรมถามพร้อมกัน  แมงกะพรุนไฟพยักหน้า ยักไหล่ในท่าที่คิดว่าเท่และดูดีที่สุด

“ใช่ ข้าจะให้ยาวิเศษแก่พวกเจ้า ขวดแรกสกัดมาจากผิวหนังท่านปู่ของข้า เป็นครีมบำรุงผิวชั้นเลิศ ใช้เพียงแค่หยดเดียวแล้วลูบไล้ให้ทั่วเรือนร่าง เนื้อครีมบางเบาจะซึมซาบเข้าสู่ผิวอย่างรวดเร็ว จากนั้นแค่เสี้ยววินาที ร่องรอยของพวกเจ้ารวมไปถึงกลิ่นเต่าและกลิ่นกายทั้งหลายจะหลุดพ้นจากการรับรู้ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด”

“อีกขวดสกัดมาจากน้ำลายท่านย่าของข้า ขวดนี้ใช้แก้และต้านพิษทุกชนิดในโลก แค่จิบเล็กน้อยพอเป็นพิธี อย่าจิบมากไปเพราะมันเปลืองและจะทำให้หมดเร็ว เมื่อจิบไปแล้ว ร่างกายจะร้อนวูบวาบใจเต้นระรัว อกสั่นหวั่นไหว จากนั้นแค่เสี้ยววินาที พิษที่ได้รับเข้าไปจะถูกขับออกมาทางผิวหนังจนเสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อพร้อมกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ โฮ่ๆๆ เป็นไง ยาวิเศษของข้า เจ๋งใช่ไหม”  แมงกะพรุนไฟหัวเราะเสียงดัง

สรรพคุณของยาวิเศษที่แมงกะพรุนไฟบรรยายให้ฟัง ทำให้พวกโรมถอนหายใจ ส่ายหัวพร้อมกัน ตกลงนี่มันจะแข่งดำน้ำหรือว่าจะมาขายยากันแน่ เฮ้อ! มึนตึ้บ

“ข้าว่าพวกเราเสียเวลามามากแล้ว ควรจะเริ่มแข่งกันได้สักที” ฉลามขาวขัดขึ้นมา เมื่อเห็นว่าหากปล่อยให้แมงกะพรุนไฟพูดมากไปกว่านี้ กว่าจะได้แข่งคงจะข้ามไปเป็นอีกวันอย่างไม่ต้องสงสัย

และแล้ว การแข่งขันดำน้ำก็เริ่มขึ้น ไรซานกับแมงกะพรุนไฟกระโดดลงน้ำพร้อมกัน ฟาเรียกับโรมตามลงไปด้วย โดยให้เหตุผลว่าป้องกันฝ่ายฉลามขาวเล่นไม่ซื่อ  บนแพจึงเหลือฟิลกับบาลาสที่ยืนคุมเชิงสัตว์ตัวอื่นๆ ไม่ให้เล่นตุกติก

ครบกำหนดครึ่งชั่วโมง ตามที่ได้ตกลงกันไว้ ไรซานกับแมงกะพรุนไฟก็ยังไม่โผล่ขึ้นมา ฉลามขาวมองฟิลกับบาลาสที่ยืนมองท้องทะเลด้วยแววตานิ่งสงบ อดชื่นชมไม่ได้ ขนาดเพื่อนหายไปนานขนาดนี้ ทั้งคู่ก็ยังเก็บอาการได้ดี ไม่มีท่าทางกระวนกระวายใจให้เห็น สมแล้วที่เป็นหลานของท่านเฟเบียซและท่านแบนนาส

หนึ่งชั่วโมงถัดมา พวกโรมรวมทั้งแมงกะพรุนไฟก็โผล่ขึ้นมา ฟิลกับบาลาสยิ้มด้วยความดีใจ รีบวิ่งเข้าไปฉุดมือโรม ฟาเรียและไรซานให้ขึ้นมาจากท้องทะเล

“เป็นไงบ้าง” ฟิลกับบาลาสถาม ไรซานชูนิ้วให้ ทำนองว่าไม่เป็นอะไร หันไปมองแมงกะพรุนไฟที่ทำหน้าหงิกหน้างอ  อดหัวเราะออกมาไม่ได้ โรมกับฟาเรียก็หัวเราะเช่นกัน ก่อนที่ฟาเรียจะเล่าให้ฟิลกับบาลาสฟัง

“พอลงไปใต้น้ำ ข้าก็บอกให้ไรซานนั่งสมาธิทำใจให้สงบ ไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้น เจ้านั่นก็เข้ามาก่อกวนคอยยั่วโมโหไรซานตลอด พอเห็นไรซานนิ่งเฉย มันก็ว่ายเข้ามาใกล้ ทำทีมาแตะเนื้อต้องตัว กะจะให้ไรซานเสียสมาธิ ข้าก็เลยชวนมันทะเลาะ มันเถียงสู้ข้าไม่ได้ ก็เลยว่ายหนีไปที่อื่น ข้าก็ตามไปป่วนอีก จนมันทนไม่ไหวรีบโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำนี่แหละ ฮ่าๆๆ รู้จักท่านฟาเรียคนนี้น้อยไปซะแล้ว”

ฟิลกับบาลาสหัวเราะครืน มองฟาเรียที่เชิดหน้ากอดอกอย่างขำๆ แสดงว่าฟาเรียคงป่วนมันหนักล่ะสิ เจ้าแมงกะพรุนไฟก็เลยทนไม่ไหว จึงได้รีบหนีขึ้นมาเหนือผิวน้ำ

“ท่าทางแมงกะพรุนไฟตัวนั้น จะเข็ดปากท่านฟาเรียไปอีกนานนะครับ” โรมพูดยิ้มๆ ยังนึกขำไม่หาย

“ใช่ ถ้ามันยังไม่เข็ด คราวนี้ล่ะ ข้าจะป่วนให้มันวิ่งขึ้นบกไปเลย” ฟาเรียยักคิ้วให้ ทุกคนจึงหัวเราะลั่น

ฉลามขาวมีสีหน้าเคร่งขรึม เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้หนุ่มๆ ทั้งห้าคน พูดเป็นการเป็นงาน

“ผลการแข่งขัน ปรากฏว่าพวกท่านชนะ ดังนั้นพวกเราจะเปิดทางให้พวกท่านข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง”

สิ้นคำพูดนั้น สัตว์น้อยใหญ่ในทะเลคลั่งก็เปิดทางให้พวกโรม ทั้งห้าคนหันมาขอบคุณฉลามขาวพร้อมทั้งเอ่ยขอโทษอลิซซาเบทกับเอลิซ่า ซึ่งสองสาวก็ไม่ถือสา เข้าใจดีว่าทั้งหมดทำไปเพื่อป้องกันตัวเอง

พวกโรมยิ้มให้สัตว์ต่างๆ หยิบไม้ถ่อแพขึ้นมาถือไว้ แมงกะพรุนไฟ ก้าวเข้ามาใกล้ เรียกไรซานเสียงดัง

“เดี๋ยว! ไอ้หน้าใส”

ไรซานหันมามอง เลิกคิ้วสูงด้วยความแปลกใจ แมงกะพรุนไฟ โยนห่อผ้าห่อหนึ่งให้ ไรซานรับมาถือไว้

“ในนั้นมียาสิบขวด ขวดสีขาวคือยาบำรุงผิว ขวดสีแดง คือยาแก้พิษ ข้ายกให้ตามสัญญา”

 “ขอบใจมาก” ไรซานยิ้มให้ แมงกะพรุนไฟพยักหน้าเคลื่อนตัวห่างออกไป ปลาวาฬตัวใหญ่เคลื่อนเข้ามาใกล้ มันฉีกยิ้มกว้าง ยื่นเม็ดยาเล็กๆ สีขาวขุ่นให้พวกโรม

“กว่าพวกเจ้าจะข้ามทะเลทรายได้ คงหมดแรงซะก่อน ยานี่สกัดมาจากไขมันในตัวข้า ใช้กินแทนอาหาร ข้าให้พวกเจ้าคนละเม็ด เห็นเม็ดเล็กอย่างนี้เถอะ แต่พวกเจ้าจะอิ่มไปสองวันเลยทีเดียว”

“ขอบคุณมากครับ” โรมรับยาจากปลาวาฬ แจกจ่ายให้เพื่อนอีกสี่คน ปลาหมึกยักษ์ที่ทำหน้าบึ้งตึงตั้งแต่แรก เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้พวกโรม พูดเนิบๆ

“แม้ข้าจะไม่ชอบใจนักที่พวกเจ้าชนะ แต่ข้าก็มีน้ำใจนักกีฬา ไม่คิดจะดื้อดึงหรือคัดค้านผลการแข่งขัน  ด่านต่อไปคือทะเลทราย มีเนื้อที่กว้างขวางมาก ข้าจะช่วยส่งพวกเจ้าไปให้ถึงครึ่งทางก็แล้วกัน” ปลาหมึกยักษ์ใช้หนวดคว้าเอวพวกโรมยกลอยขึ้นมาจากแพ

“พวกเจ้าควรจะกินอาหารเม็ดนั่นก่อนนะ จะได้มีแรงเดินผ่านทะเลทราย” ปลาหมึกยักษ์เตือน พวกโรมรีบกลืนอาหารเม็ดที่ปลาวาฬให้มา ครู่หนึ่ง ทุกคนก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ร่างกายมีกำลังวังชาขึ้นมาทันที

“เอาล่ะ ขอให้พวกเจ้าโชคดี” พูดจบ ปลาหมึกยักษ์ก็เหวี่ยงหนุ่มๆ ทั้งห้าคนออกไปฝั่งตรงข้ามสุดแรง

ทั้งห้าคนลอยละลิ่วราวกับลูกโป่งที่ถูกปล่อยลมพุ่งข้ามทะเลทรายมาอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดก้มมองพื้นด้านล่างที่เป็นทะเลทรายกว้างใหญ่ มองเห็นต้นกระบองเพชรขึ้นเรียงรายเป็นแถวยาว เปลวแดดสะท้อนไอความร้อนอยู่ในอากาศแลดูระยิบระยับ

“ตุบ พลั่ก” ทั้งห้าคนหล่นลงบนพื้นทราย ความที่มัวแต่มองพื้นด้านล่างเพลิน ทำให้ไม่ทันตั้งตัวว่าจะร่วงลงมา ทุกคนจึงหล่นลงมานอนคว่ำหน้าไปกับพื้น เม็ดทรายและฝุ่นละอองฟุ้งกระจายเข้าปากกันเป็นแถว แต่ละคนทำหน้าเบ้ รีบลุกขึ้นนั่งพ่นทรายออกจากปาก จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนปัดทรายตามใบหน้าและลำตัว

“ในที่สุด พวกเราก็มาถึงด่านที่สาม” บาลาสพูดเสียงดัง แหงนหน้ามองท้องฟ้าอย่างลิงโลด

ฟาเรียหัวเราะชอบใจ ขณะที่โรม ฟิลและไรซาน มองฝ่าเปลวแดดออกไปข้างหน้าซึ่งเป็นทะเลทรายกว้างสุดลูกหูลูกตา ดวงตาฉายแววดีใจเด่นชัด เป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ ใกล้จะเป็นความจริงแล้ว

“ก่อนจะเดินทางต่อ ข้าว่าพวกเรามาดูนี่ก่อน” ไรซานหยิบห่อผ้าที่แมงกะพรุนไฟมอบให้ออกมาแกะดู ข้างในมีขวดแก้วขนาดเท่านิ้วก้อยจำนวนสิบขวด แบ่งเป็นสีขาวและสีแดงอย่างละห้าขวด

“เอ้า เอาไป เผื่อจะมีประโยชน์” ไรซานแบ่งยาให้คนละสองขวด ทั้งหมดรับมาดูพร้อมกับเปิดฝาดมกลิ่น พบว่าขวดสีขาวไม่มีกลิ่น แต่ขวดสีแดงมีกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ เหมือนที่แมงกะพรุนไฟบอกเอาไว้ไม่มีผิด

“ไม่รู้ว่าจะใช้ได้จริงๆ หรือเปล่า” ฟาเรียพูดพลางยกขวดยาขึ้นส่องกับแสงอาทิตย์

“เก็บเอาไว้ก็ไม่เสียหายนี่นา” ฟิลบอก

“คิดซะว่านี่คือน้ำใจของพวกเขาก็แล้วกันครับ” โรมยิ้มให้

“เอางั้นก็ได้ ว่าแต่พวกเราจะเดินทางต่อไปเลยไหม หรือว่าจะพักเอาแรงสักครู่” ฟาเรียถาม

“อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะค่ำแล้ว ข้าว่าพวกเราควรจะเดินทางต่อ หากเร่งฝีเท้าสักหน่อย คิดว่าน่าจะถึงด่านที่สี่ในช่วงค่ำๆ เมื่อถึงตอนนั้นค่อยพักเอาแรง ” บาลาสเสนอ

“ก็ดีเหมือนกัน หรือพวกเจ้าว่ายังไง” ไรซานเห็นด้วย

เมื่อเห็นทุกคนไม่คัดค้าน บาลาสก็ยิ้มกว้าง วิ่งนำออกไปเกือบสิบเมตรก่อนหันมาตะโกนเสียงดัง

“งั้นเรามาวิ่งแข่งกัน ใครถึงชายป่าดงดิบหลังสุด คนนั้นจะต้องโดนเตะก้น”

“ข้าไม่ยอมให้โดนเตะก้นหรอก เจ้าเฒ่า!” ฟาเรียตะโกนไล่หลังรีบวิ่งตามไป โรม ฟิลและไรซานหัวเราะเสียงดังรีบวิ่งตามบาลาสกับฟาเรียไปทันที

หลังขว้างพวกโรมออกไปยังฝั่งตรงข้าม ปลาหมึกยักษ์ก็ชะเง้อคอมองผลงานของมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาบอกกับฉลามขาวที่ลอยตัวข้างกัน

“ข้าส่งพวกเขาลงตรงค่อนทางพอดี คิดว่าพวกเขาจะออกจากทะเลทรายได้ตอนค่ำของวันนี้ครับ”

ฉลามขาวพยักหน้ายิ้มพอใจ หันมามองสัตว์ทุกตัวที่ลอยตัวรับคำสั่ง

“กลับกันเถอะ ข้าจะได้รายงานผลการทดสอบให้พวกท่านเฟเบียซรับทราบ”

“ครับ/ค่ะ ท่านโรแบร์โต” สัตว์ทุกตัวรับคำ ร่างค่อยๆ จมหายลงไปในทะเลคลั่ง

**********************************************************

ภายในห้องเก็บของที่อยู่ชั้นใต้ดินในปราสาทของจอมอสูรโรติเฟอร์

“เรื่องที่ข้าจะคุยกับพวกเจ้าก็มีแค่นี้” โรซาร์เนียร์เอ่ยขึ้น หลังจากคุยธุระของตัวเองจบแล้ว

“ท่านราฟจะต้องดีใจมากทีเดียวครับ หากรู้เรื่องนี้” จอห์น ที่อยู่ในร่างของทหารอสูรยิ้มให้โรซาร์เนียร์

“พวกเจ้าคิดแบบนั้นจริงๆ หรือ” โรซาร์เนียร์มีสีหน้าหม่นลง องครักษ์รุ่นสองมองโรซาร์เนียร์อย่างเข้าใจ

 “ท่านโรซาร์เนียร์ครับ พวกเราทำงานให้ท่านราฟมานาน รู้ดีว่าท่านราฟไม่ได้โกรธเคืองท่านโรซาร์เนียร์ ตรงกันข้าม ท่านราฟเข้าใจและรู้ดีว่าเพราะอะไรท่านโรซาร์เนียร์จึงทำแบบนั้น” อาเธอร์ พูดน้ำเสียงอ่อนโยน

โรซาร์เนียร์ถอนหายใจเบาๆ  บราวน์ยิ้มให้ พูดน้ำเสียงนุ่มนวล

“ท่านโรซาร์เนียร์ครับ แม้เราจะไม่สามารถกลับไปแก้ไขสิ่งผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีตได้ แต่เราสามารถกำหนดอนาคตของตัวเองได้ โดยการทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เหมือนที่ท่านโรซาร์เนียร์กำลังทำอยู่ในตอนนี้”

“ขอบใจพวกเจ้ามาก”

“ไม่เป็นไรครับ เสร็จงานนี้เมื่อไหร่ พวกเรากลับไปหาท่านราฟด้วยกันนะครับ” นอร์ธพูดยิ้มๆ

โรซาร์เนียร์พยักหน้า องครักษ์รุ่นสองยิ้มด้วยความดีใจ ทั้งหมดคุยกันอีกครู่หนึ่ง การสนทนาก็ยุติลง

“ไปข้างนอกกันเถอะ” โรซาร์เนียร์ชวนเวอร์บีการ์ อีกฝ่ายพยักหน้า หันไปมองภาพจำลองของดินแดนอสูรที่อยู่บนเตียง ดีดนิ้วหนึ่งครั้ง ภาพจำลองก็หายไป จากนั้นทั้งคู่ก็ออกมาจากห้องพักของเวอร์บีการ์

“อ้าว! มาแล้วเหรอ” ซานฟรีสที่เล่นหมากรุกกับโดโรทีทักเสียงดัง เมื่อเห็นโรซาร์เนียร์กับเวอร์บีการ์เดินเคียงกันมา โดโรทีกับครูเกอร์เงยหน้ามองพร้อมกัน

“นี่พวกเจ้ายังไม่เลิกเล่นกันอีกเหรอ” เวอร์บีการ์ถาม มองกระดานหมากรุกที่วางอยู่ตรงหน้า

“ข้าจะเลิกเล่นหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของข้า ไม่เกี่ยวกับเจ้าสักหน่อย” ซานฟรีสพูดพลางวางตัวหมากลงไปบนกระดาน โรซาร์เนียร์กวาดสายตามองไปรอบๆ ถามขึ้น

“แล้วไกเซอร์กับชูร่าไปไหน”

“ชูร่าเห็นบ่นว่าปวดหัวก็เลยขอเข้าไปนอนพัก ส่วนไกเซอร์ไม่รู้ไปไหน” ซานฟรีสตอบ แต่สายตาไม่ได้ละไปจากกระดานหมากที่อยู่ตรงหน้า

“ท่านโรซาร์เนียร์ครับ เห็นท่านไกเซอร์บอกว่าจะออกไปเดินเล่นแถวชายหาดน่ะครับ” ครูเกอร์บอก

“จะบ้าหรือเปล่า ไปเดินเล่นทั้งที่แดดออกเปรี้ยงอย่างนี้นี่นะ มันไม่กลัวร้อนหรือไง” ซานฟรีสถาม

“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันครับ” ครูเกอร์ยิ้มเจื่อนๆ ซานฟรีสส่ายหน้า มองโดโรทีที่นั่งตรงข้ามกัน

“โดโรที รีบวางหมากลงไปซะทีสิ ข้าคอยนานแล้วนะ”

 “ท่านซานฟรีส อย่าเร่งสิครับ ขอข้าใช้ความคิดสักครู่ ขืนวางหมากไม่ดี เดี๋ยวก็โดนท่านซานฟรีสรุกฆาตเหมือนกระดานเมื่อกี้อีกน่ะสิครับ” โดโรทีพูดเสียงอ่อยๆ

“ก็ได้ พวกเจ้านี่ไม่ได้เรื่องเลย สู้ชูร่าก็ไม่ได้ เจ้านั่นคิดแป๊บเดียวก็เดินหมากได้แล้ว” ซานฟรีสบ่นงึมงำ

“ท่านซานฟรีสครับ พวกเราไม่ได้หัวไวเหมือนชูร่านี่ครับ จะได้คิดปุ๊บวางปั้บ”  โดโรทีโอดครวญ

“ไม่ต้องมาบ่น เดี๋ยวจบกระดานนี้ ก็เป็นตาเจ้าครูเกอร์ เตรียมตัวให้ดีก็แล้วกัน” ซานฟรีสตัดบท

“แต่ว่า ข้าเพิ่งได้พักแป๊บเดียวเองนะครับ” ครูเกอร์รีบท้วง แต่ซานฟรีสถลึงตาใส่

“แล้วไง เจ้าได้พักแป๊บนึง แต่ข้ายังไม่ได้พักเลยนะ ไม่ต้องพูดมาก เอ้า โดโรทีรีบๆ วางหมากซะทีสิ คิดนานเกินไปแล้ว” ซานฟรีสว่าครูเกอร์เสร็จ ก็หันมาทางโดโรที อีกฝ่ายยิ้มแห้งๆ รีบหยิบตัวหมากวางลงไป

โรซาร์เนียร์กับเวอร์บีการ์ มองซานฟรีสกับขุนพลปีศาจสองคนอย่างขำๆ ซานฟรีสชอบเล่นหมากรุกมาก ทหารในกองทัพปีศาจต่างก็เคยโดนซานฟรีสจับไปเล่นหมากรุกด้วยกันทั้งนั้น แต่ไม่เคยมีใครเอาชนะซานฟรีสได้สักคน ที่สูสีพอกันก็เห็นจะมีแต่ไกเซอร์  แต่น่าแปลก ทั้งๆ ที่ฝีมือสูสีพอกัน แต่ไกเซอร์กลับไม่ชอบเล่นหมากรุก

“พวกเจ้าเล่นกันต่อเถอะ ข้าจะแวะไปดูชูร่า” โรซาร์เนียร์พยักหน้าให้เวอร์บีการ์ หมุนตัวเดินกลับไปด้านในเดินตรงไปยังห้องพักของชูร่า

เมื่อมาถึงหน้าห้อง โรซาร์เนียร์ก็ยกมือเคาะประตูห้องสองครั้ง ครู่หนึ่ง ชูร่าก็เปิดประตูออกมา

“ซานฟรีสบอกว่าเจ้าไม่ค่อยสบาย ข้ากับเวอร์บีการ์ก็เลยแวะมาดู”

“ขอบคุณท่านโรซาร์เนียร์กับท่านเวอร์บีการ์มากครับ แต่ข้าค่อยยังชั่วแล้ว”

“งั้นเหรอ” โรซาร์เนียร์มองเลยเข้าไปในห้องของชูร่า ที่เปิดประตูแง้มเอาไว้

“เจ้าพอจะว่างสักครู่ไหม พวกเรามีเรื่องจะคุยด้วย” โรซาร์เนียร์ถาม ชูร่ามีสีหน้าสงสัยแต่ก็พยักหน้า เปิดประตูให้กว้างออก เพื่อให้โรซาร์เนียร์กับเวอร์บีการ์เข้ามาข้างใน

เมื่อทั้งสองคนเข้ามานั่งเรียบร้อย ชูร่าก็เดินไปรินน้ำชาจากเหยือกที่อยู่บนโต๊ะ นำมายื่นให้ทั้งคู่

“ขอบใจมาก” โรซาร์เนียร์กับเวอร์บีการ์รับแก้วชามาถือไว้ มองไปรอบๆ ห้อง พบว่าชูร่าแง้มหน้าต่างบานหนึ่งเอาไว้ ส่วนหน้าต่างบานอื่นๆ ปิดสนิท

“ทำไมเจ้าไม่ปิดหน้าต่างให้หมดทุกบาน ลืมเรื่องที่ข้าเคยเตือนไปแล้วเหรอ” โรซาร์เนียร์ถาม

“ปกติข้าก็ปิดหน้าต่างทุกบานอยู่แล้วครับ แต่วันนี้อากาศร้อนมาก ข้าก็เลยแง้มหน้าต่างบานหนึ่งเอาไว้ เพื่อระบายอากาศ กะว่าอีกสักพักก็จะปิดครับ”

“งั้นเหรอ” เวอร์บีการ์พยักหน้า ยกน้ำชาขึ้นดื่มจนหมดแก้ว ชูร่าหันไปหยิบเหยือกขึ้นมาถือไว้ เดินเข้ามาจะรินน้ำชาใส่แก้วเพิ่มให้ แต่เวอร์บีการ์ยกมือห้าม

“พอแล้ว ดื่มชามากเกินไป เดี๋ยวนอนไม่หลับ”

โรซาร์เนียร์จิบน้ำชาช้าๆ ดวงตาฉายแววครุ่นคิด ขณะที่เวอร์บีการ์หมุนแก้วชาในมือเล่น พร้อมถอนหายใจออกมาเป็นระยะๆ ชูร่ามองแม่ทัพทั้งสองคนด้วยความแปลกใจ

“ท่านโรซาร์เนียร์กับท่านเวอร์บีการ์ จะคุยเรื่องอะไรกับข้าหรือครับ”

“เจ้าคิดจะปกปิดฐานะของตัวเองไปจนถึงเมื่อไหร่ ชูร่า” เวอร์บีการ์เงยหน้ามองชูร่า ถามน้ำเสียงจริงจัง

ชูร่าสะดุ้งในใจ  แววตาไหววูบเล็กน้อย รีบปรับสีหน้าเป็นปกติ ย้อนถามเสียงเรียบ

“ท่านเวอร์บีการ์ พูดเรื่องอะไรครับ ข้าไม่เห็นจะเข้าใจ”

“เจ้าเป็นคนฉลาด น่าจะรู้ดีว่าพวกเราหมายถึงเรื่องอะไร” โรซาร์เนียร์พูดเนิบๆ เดินมาใกล้ชูร่า มองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น สายตาของโรซาร์เนียร์ที่มองมา ทำให้ชูร่าหลบตาลงต่ำ ก้มหน้ามองพื้นเงียบไปครู่ใหญ่

“พวกท่านรู้เรื่องนี้นานหรือยังครับ”

“เมื่อวาน” โรซาร์เนียร์บอก ดึงมือชูร่าให้เดินตามมานั่งที่โต๊ะ จากนั้นหันไปพยักหน้าให้เวอร์บีการ์

เวอร์บีการ์ดีดนิ้วหนึ่งครั้ง ภาพจำลองของดินแดนอสูรขนาดย่อส่วนก็ปรากฏบนพื้นห้อง ในนั้นมีออร่าสีต่างๆ กระจัดกระจายเต็มพื้นที่ หนึ่งในออร่าเหล่านั้น คือออร่าสีเหลืองอ่อนแผ่กระจายปกคลุมพื้นที่สองในสามของดินแดนอสูร มันมีลักษณะคล้ายกับใยแมงมุมไม่มีผิด

“เจ้าไม่ต้องทำหน้าแบบนั้น เรื่องนี้มีข้ากับโรซาร์เนียร์เท่านั้นที่รู้” เวอร์บีการ์บอก เมื่อเห็นหน้าของชูร่าที่ซีดขาวราวกับกระดาษ เพราะลืมนึกไปว่ามนต์ตรวจสอบของเวอร์บีการ์ สามารถสะท้อนออร่าของสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่เป้าหมายได้อย่างถูกต้อง ชัดเจนและแม่นยำ

เวอร์บีการ์ดีดนิ้วอีกครั้ง ภาพจำลองของดินแดนอสูรก็หายไป จากนั้นโรซาร์เนียร์จึงพูดขึ้น

 “เรื่องที่พวกเราจะคุยกับเจ้า ก็คือเรื่องความปลอดภัยของตัวเจ้าเอง”

“ความปลอดภัยหรือครับ”

 “ใช่ หากอสูรรู้เรื่องนี้ เจ้ารู้ใช่ไหมว่า จะเกิดอะไรขึ้น” เวอร์บีการ์ถามน้ำเสียงเคร่งขรึม

“ครับ ข้ารู้ดี” ชูร่าตอบเสียงเครียด กำมือเข้าหากันแน่น  โรซาร์เนียร์ตบบ่าเบาๆ เอ่ยเตือนเสียงเรียบ

“ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้า แต่เจ้าควรจะควบคุมอารมณ์ตัวเองให้มากกว่านี้ อย่าไปเผลอแสดงท่าทีแบบเมื่อกี้ให้พวกมันเห็นเป็นอันขาด โดยเฉพาะอาร์ทีเมีย ไม่อย่างนั้นแผนที่เจ้าวางเอาไว้ จะล่มไม่เป็นท่า”

ชูร่าถอนหายใจ รู้ตัวอยู่เหมือนกันว่า เวลาเจออสูรทีไร จิตใจจะรุ่มร้อนขึ้นมาจนแทบจะควบคุมไม่ได้เป็นเพราะภาพของท่านพ่อ ท่านแม่และพวกพ้องที่โดนอสูรทำร้าย มันฝังแน่นหยั่งรากลึกลงไปในจิตใจนั่นเอง

“ตอนแรกที่รู้ว่าเจ้าเป็นใคร พวกเรากังวลใจมาก เกรงว่าหากอสูรรู้เรื่องนี้ขึ้นมาเมื่อไหร่ ลำพังแค่พวกเราคงไม่สามารถช่วยเจ้าได้ แต่พอได้คุยกับพวกจอห์น ข้ากับเวอร์บีการ์ก็เลยเบาใจ” โรซาร์เนียร์บอก

“พวกท่านได้คุยกับพวกท่านจอห์นด้วยหรือครับ” ชูร่าทำหน้าตกใจ

“ใช่ ก่อนจะแวะมาหาเจ้า พวกเราได้คุยกับพวกจอห์นเรียบร้อยแล้ว”

“สมแล้วที่เป็นแม่ทัพปีศาจ เดินเกมไวจริงๆ” ชูร่าพึมพำเบาๆ อดชื่นชมแม่ทัพทั้งสองคนไม่ได้

“เรื่องชื่นชมเก็บเอาไว้ทีหลังเถอะ จากที่คุยกับพวกจอห์น ทำให้พวกเรารู้ว่า ท่านราฟส่งพวกนั้นเข้ามาเพื่อติดต่อกับเจ้าโดยเฉพาะ นอกจากนี้ ท่านราฟยังสั่งให้พวกนั้นคอยดูแลความปลอดภัยให้เจ้าอีกด้วย”

“ใช่ครับ ท่านจอห์นก็บอกกับข้าแบบนี้เหมือนกัน”

“ค่อยยังชั่ว หากอสูรรู้ว่าเจ้าเป็นใคร พวกเราก็ไม่เสียเปรียบมากนัก เพราะมีพวกนั้นคอยหนุนหลังอยู่ ว่าแต่เจ้าคงไม่คิดจะอยู่ที่นี่ตลอดไป ใช่ไหม” เวอร์บีการ์ถาม

“ครับ หลังจากแก้แค้นให้ท่านพ่อ ท่านแม่และพวกพ้องที่ถูกอสูรทำร้าย ข้าจะกลับไปรับโทษจากท่านราฟ และเมื่อพ้นโทษแล้ว ข้าจะกลับไปฟื้นฟูเผ่าพันธุ์ของข้าขึ้นมาใหม่ครับ” ชูร่าบอกความตั้งใจของตัวเองให้รู้

“หึหึหึ คิดเหมือนกันเลย พวกเราก็จะช่วยเจ้าล้างแค้นด้วย จากนั้น เราจะกลับไปหาท่านราฟด้วยกัน” โรซาร์เนียร์กับเวอร์บีการ์ ตบบ่าชูร่าคนละข้าง

ชูร่ามองทั้งคู่อย่างไม่เชื่อหูตัวเอง เมื่อเห็นสายตาที่มองมา ชูร่าก็น้ำตาคลอ พูดเสียงสั่นเครือ

“ขอบคุณพวกท่านมากครับ”

“ไม่ต้องขอบคุณหรอก พวกเรามีสัญญาติดค้างท่านชาร์ลอตเอาไว้  แม้ท่านชาร์ลอตจะไม่อยู่แล้ว แต่สัญญาระหว่างพวกเรายังคงอยู่” เวอร์บีการ์ยิ้มบางๆ ในสีหน้า

“สัญญา? พวกท่านสัญญาอะไรกับท่านพ่อหรือครับ”

“ไว้ถึงเวลา เจ้าก็จะรู้เอง” โรซาร์เนียร์หัวเราะเบาๆ ดวงตาส่องประกายสดใส

ชูร่ามองคนทั้งสองอย่างงงๆ ไม่เคยรู้ว่าท่านโรซาร์เนียร์กับท่านเวอร์บีการ์รู้จักท่านพ่อของตัวเองมาก่อนจนถึงขั้นมีการตกลงทำสัญญาร่วมกัน

“เอาน่า อย่าทำหน้าสงสัย ไว้ถึงเวลา ข้าจะบอกเจ้าเองว่า สัญญาระหว่างพวกเรากับท่านชาร์ลอตคืออะไร” เวอร์บีการ์ยกมือขยี้ผมชูร่าเบาๆ อย่างเอ็นดู

ชูร่ายิ้มกว้าง พยักหน้าให้ สัมผัสของท่านเวอร์บีการ์ให้ความอบอุ่นและคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก คลับคล้ายคลับคลาว่า ตัวเองเคยได้รับสัมผัสแบบนี้มาก่อน

“เอาล่ะ ได้เวลาเริ่มงานของพวกเราแล้ว” โรซาร์เนียร์ยื่นมือออกมาข้างหน้า เวอร์บีการ์หัวเราะเบาๆ ยื่นมือวางทับลงมา ชูร่ามองหน้าคนทั้งสอง เมื่อเห็นทั้งคู่พยักหน้า ชูราก็ยื่นมือตัวเองออกมาวางทับลงไป

ทั้งสามคนหัวเราะให้กันเบาๆ ดวงตาฉายแววมุ่งมั่น อีกไม่นาน พวกเราจะกลับไปหาท่านราฟด้วยกัน

*************************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

474 ความคิดเห็น

  1. #238 chale (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2551 / 15:58
    ความรู้ใหม่นะเนี่ย ว่าพวกสัตว์ในทะเลคลั่งเป็นนักเจรจาต่อรองตัวจริงเสียงจริง ไม่รู้ว่าไปเรียนที่ไหนมา

    โชคดีนะที่พวกพี่โรมชนะ ไม่งั้นไม่อยากจะคิดว่าจะเป็นอย่างไร

    ทางด้านชูร่าก็เริ่มเข้มข้นแล้ว ว่าแต่โรซาเนียร์และเวอร์บีการ์สัญญาอะไรไว้พ่อของชูร่าค่ะ

    รออ่านตอนหน้าอยู่นะค่ะ
    #238
    0
  2. #237 neschan (@netsu) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2551 / 08:54
    ร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อการแก้แค้น
    #237
    0