มหาเวทย์จักรพรรดิ ภาคจอมราชันย์

ตอนที่ 3 : สายลับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 927
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    1 เม.ย. 51

บทที่ 3  สายลับ

ท่านราฟเดินนำแฟรงก์ จีนัสและสก๊อต มาหยุดหน้าห้องๆ หนึ่ง เปิดประตูเข้าไป ทุกคนเดินตามเข้ามาพร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบห้อง พบว่าห้องนี้คือห้องนั่งเล่นขนาดเล็ก ภายในถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงาม  ท่านราฟเดินไปนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง กาลาฟกับไวท์ไลฟ์เดินมายืนข้างหลังท่านราฟ

"เชิญนั่ง" ท่านราฟผายมือให้ แฟรงก์ จีนัสและสก๊อตนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามกัน
  
"พวกเจ้ามีคำถามที่จะถามข้า ใช่ไหม"

"ครับ"  แฟรงก์พูดขึ้น 

"ข้ายินดีตอบคำถามของพวกเจ้า แต่...ข้าขอถามพวกเจ้าก่อนได้ไหม"

"ได้ครับ ท่านราฟต้องการรู้เรื่องอะไรหรือครับ"  จีนัสเอ่ยขึ้นมา  

ท่านราฟมองแฟรงก์ จีนัสและสก๊อต ทีละคน จากนั้นจึงพูดขึ้น

 "แฟรงก์ พ่อของเจ้าคือขุนพลเทพบียอฟ ใช่ไหม"

 กาลาฟกับไวท์ไลฟ์มีสีหน้าแปลกใจ มองแฟรงก์แบบคาดไม่ถึง  ไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะนี่

แฟรงก์มองท่านราฟแบบตะลึง   รู้ได้ไง อุตส่าห์เก็บเงียบแล้วนา

"ว่าไงแฟรงก์ ทำไมไม่ตอบล่ะ"

"เอ่อ.ครับ ท่านราฟรู้ได้ยังไงครับ เพราะไม่มีใครรู้เรื่องนี้"

ท่านราฟหัวเราะเบาๆ แต่ไม่ยอมตอบ จากนั้นหันมาทางสก๊อตและจีนัส

"พ่อแม่พวกเจ้าเป็นหัวหน้าและรองหัวหน้าหน่วยจู่โจมพิเศษของเทพ ใช่ไหม"

คราวนี้สก๊อตกับจีนัสอ้าปากค้าง  กาลาฟ ไวท์ไลฟ์อึ้งไม่แพ้กัน เพราะไม่เคยรู้มาก่อนว่าจีนัสกับสก๊อตเป็นเทพเต็มตัว  

"ครับ"  จีนัสกับสก๊อตรับคำพร้อมกัน อดชื่นชมในสายตาเฉียบแหลมของท่านราฟไม่ได้

"ข้าถามแค่นี้ล่ะ ทีนี้พวกเจ้าอยากรู้อะไรก็ถามมา"

"ไม่ถามแล้วครับ ท่านราฟ"  แฟรงก์พูดขึ้น

"อ้าว! ทำไมล่ะ ไหนบอกว่ามีคำถามจะถามข้า"  

แฟรงก์ จีนัส สก๊อต ยิ้มแห้งๆ จากนั้นแฟรงก์จึงพูดขึ้น

"ท่านราฟเล่นดักคอพวกเราหมดแล้วนี่ครับ"

"ข้าดักคอพวกเจ้าเรื่องอะไร"  

 กาลาฟกับไวท์ไลฟ์เพิ่งเข้าใจ อดหัวเราะออกมาไม่ได้   ท่านราฟนะท่านราฟ จริงๆ เลย 

"ข้ายอมรับครับว่า ตอนแรกจะถามว่าทำไมปีศาจจึงมาก่อความวุ่นวายที่เมืองนี้ เพราะคิดว่าท่านราฟคงไม่รู้ถึงฐานะที่แท้จริงของข้า แต่พอท่านถามถึงท่านพ่อ ข้าก็รู้ว่าท่านกำลังย้อนถามข้าว่า ในเมื่อเจ้าเป็นลูกขุนพลเทพ เรื่องนี้น่าจะรู้ดีอยู่แล้ว ทำไมต้องถามข้าอีก ใช่ไหมครับ"  แฟรงก์พูดเสียงอ่อย 

"พวกเราก็คิดเช่นเดียวกันกับท่านแฟรงก์ครับ" จีนัสกับสก๊อตยอมรับเช่นกัน

"สรุปง่ายๆ ก็คือ พวกเจ้าสามคนคิดทดสอบท่านราฟ ว่างั้นเถอะ"  กาลาฟเอ่ยขึ้น

"ขอโทษครับ"  ทั้งสามคนตอบเสียงเบา ไม่กล้าสบตาท่านราฟ

 "ช่างเถอะ ข้าไม่ถือสาหรอก ตอนนี้บียอฟ อยู่ที่ไหน"

"ท่านพ่อได้รับคำสั่งจากท่านอนากอล ให้ไปเฝ้าดูเสนาธิการของโรซาร์เนียร์ครับ" 

"แล้วพ่อกับแม่ของพวกเจ้าล่ะ"  ท่านราฟ หันมาทางสก๊อตกับจีนัส

"ท่านอนากอลสั่งให้ไปตรวจสอบที่เมืองพอร์ตแลนด์ครับ" จีนัสตอบ 

"เมืองพอร์ตแลนด์ ทำไมจึงไปที่นั่น" ท่านราฟแปลกใจ

"เมืองนั้นเป็นเมืองที่มีอาณาเขตติดกับแดนอสูรมากกว่าเมืองอื่น นอกจากนี้ เมื่ออาทิตย์ก่อนท่านพ่อพบร่องรอยของอสูรบริเวณนั้นด้วยครับ"  สก๊อตรายงาน

"หมายความว่าพวกเจ้าสามคนรู้เรื่องทุกอย่างดีอยู่แล้วหรือนี่"  ไวท์ไลฟ์อุทานออกมาด้วยนึกไม่ถึง

 "ครับ สิบปีก่อน ท่านพ่อเจอแคลโลที่เมืองพอร์ตแลนด์ หลังจากทักทายกันแล้ว ท่านพ่อได้ขอตัวกลับมาก่อน ระหว่างทางนั้นเอง ท่านพ่อได้กลิ่นไออสูรรุนแรงมาก จึงอำพรางตัวเองโดยกลบกลิ่นเทพเอาไว้ ไม่นานนัก ท่านพ่อพบว่ามีอสูรสองคนเดินทางมุ่งหน้าไปที่เมืองพอร์ตแลนด์"  จีนัสเริ่มเล่า

"ท่านพ่อเป็นห่วงแคลโล กลัวว่าจะปะทะกัน เพราะทราบดีว่าอสูรกับปีศาจมีเรื่องบาดหมางกัน  จึงย้อนกลับมา แต่กลับพบว่าแคลโลนั่งพูดคุยกับอสูรสองคนนั้นในร้านแห่งหนึ่ง ทำให้ท่านพ่อแปลกใจเพราะมันไม่น่าจะเป็นไปได้ ท่านพ่อรีบกลับมาที่บ้าน จากนั้นได้ติดต่อกับท่านบียอฟ พ่อของท่านแฟรงก์เพื่อแจ้งข่าว ท่านบียอฟสั่งให้ท่านแฟรงก์ ข้าและสก๊อตมาใช้ชีวิตในดินแดนแถบนี้ เพื่อคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของพวกปีศาจ"

"ช่วงที่พวกเรามาที่นี่นั้น เป็นจังหวะเดียวกับที่มีการรับสมัครองครักษ์พิทักษ์เมือง พวกเราจึงมาสมัครและได้ผ่านการคัดเลือกมาเป็นองครักษ์พิทักษ์เมือง"

"พวกเราอยู่หน่วยจู่โจมพิเศษของเทพ หน้าที่หลักคือหาข่าวและตรวจสอบความเคลื่อนไหวของปีศาจ โดยท่านบียอฟกำชับให้ปิดเรื่องนี้เป็นความลับ ห้ามแพร่งพรายให้ใครรู้เด็ดขาด จนห้าปีที่แล้ว ท่านแฟรงก์ได้เลื่อนตำแหน่งจากองครักษ์พิทักษ์เมืองขึ้นเป็นองครักษ์พิทักษ์แคว้น ทำให้พวกเราหาข่าวได้ง่ายขึ้น"

กาลาฟกับไวท์ไลฟ์อึ้งไปถนัดกับข้อมูลใหม่ที่เพิ่งรู้   สก๊อตอธิบายเพิ่มเติม

"พวกเรารู้ว่าท่านทั้งสองเป็นคนสนิทของท่านราฟกับท่านเกรซ แต่ไม่รู้ว่าพวกฟิลคือองครักษ์รุ่นที่สามของท่านราฟ ต้องยอมรับว่าพวกนั้นเก็บร่องรอยตัวเองเอาไว้ได้มิดชิดจริงๆ"

"เมื่อสามวันก่อน ท่านอนากอลเรียกประชุมทหารเทพทุกคน เพื่อแจ้งเรื่องปีศาจคิดกบฏ ท่านบียอฟจึงรายงานเรื่องที่ท่านพ่อของจีนัสพบแคลโลอยู่กับอสูรเมื่อสิบปีก่อนให้ทราบ ท่านอนากอลสั่งให้ขุนพลเทพทั้ง 5 คน รวมทั้งท่านพ่อและท่านแม่ของพวกเรา กระจายกำลังเฝ้าจับตาดูความเคลื่อนไหวของเสนาธิการคนสนิทของแม่ทัพปีศาจ ส่วนทางด้านนี้ท่านอนากอลจะจัดทัพมาเอง โดยมอบหมายให้ท่านมิคาเอลกับท่านราเฟลไปเฝ้าบริเวณ เฮล เกท เพราะคิดว่าอสูรน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยครับ"

"แล้วพวกเจ้ามาที่นี่ในฐานะอะไร"  กาลาฟถาม หลังจากเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว

"ทั้งสองฐานะครับ ท่านพ่อบอกว่าถึงเวลาแล้วที่พวกเราต้องเปิดเผยตัวให้ท่านกาลาฟกับท่านไวท์ไลฟ์ทราบ แต่ไม่คิดว่าท่านราฟกับท่านเกรซจะปรากฏตัวที่นี่ด้วย" จีนัสตอบ

"แต่พวกเราก็ต้องทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์ดินแดนแถบนี้ด้วยครับ"  แฟรงก์พูดขึ้น

"มีใครบ้างที่รู้ว่าพวกเจ้าเป็นสายลับ"

"ท่านบียอฟ ท่านพ่อท่านแม่และแม่ทัพเทพทั้งสี่คนครับ ท่านราฟ"

"ดีแล้ว"

"เอ่อ..ท่านราฟครับ"  จีนัสเรียกเบาๆ ท่านราฟมองหน้าเป็นเชิงถาม

"ท่านเกรซล่ะครับ ต้องบอกด้วยหรือเปล่า"

คำถามของจีนัสทำให้สก๊อตหันมากระทุ้งศอกใส่อกจีนัสเบาๆ

"ท่านเกรซต้องรู้อยู่แล้ว ไม่น่าถามเลย" 

 "ข้าเป็นคนซื่อนี่นา ก็ต้องถามเพื่อความมั่นใจสิ"

"ยังจะเถียงข้างๆ คูๆ อีก"  แฟรงก์ว่ายิ้มๆ ทำให้ทุกคนหัวเราะออกมา 

"เอาล่ะ ข้ามีงานให้พวกเจ้าสามคนทำ"  ท่านราฟเอ่ยขึ้น หลังจากหยุดหัวเราะแล้ว

 "เชิญสั่งมาได้เลยครับ พวกเราพร้อมแล้ว" แฟรงก์ จีนัสและสก๊อตพูดพร้อมกัน ท่านราฟยิ้มด้วยความพอใจ จากนั้นได้อธิบายแผนการคร่าวๆ ให้ทั้งสามคนฟังอย่างละเอียด

"เป็นอันว่าเข้าใจตามนี้"

"ครับ" ทั้งสามคนรับคำพร้อมกัน 

"มีอะไรจะถามอีกไหม" ท่านราฟมองหน้าแฟรงก์ จีนัสและสก๊อต

"ท่านราฟครับ เรื่องที่พวกเราเป็นสายลับ ต้องบอกให้พวกฟิลรู้ด้วยหรือเปล่าครับ"  จีนัสถาม

"เจ้าสนิทกับกลุ่มนี้มานานแค่ไหนแล้ว"  ท่านราฟย้อนถาม

"สี่ปีครับ" สก๊อตตอบ

"นิสัยเป็นยังไงบ้าง"

"ดีครับ พวกเราไม่อยากโกหกหรือปิดบังความจริงกับพวกฟิลครับ"  จีนัสบอก สก๊อตพยักหน้าเห็นด้วย

 "ข้าไม่ได้เอาอะไรไปปิดปากพวกเจ้านี่นา"  ท่านราฟพูดหน้าตาย 

"ขอบคุณครับ ท่านราฟ"  จีนัสกับสก๊อตยิ้มด้วยความดีใจ  จากนั้นแฟรงก์จึงพูดขึ้นมา

"พวกเราต้องขอตัวกลับก่อนครับ เพราะต้องไปรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้ท่านผู้ครองแคว้นทราบ" 

"เชิญพวกเจ้าเถอะ ว่าแต่จะไม่แวะไปคุยกับพวกฟิลสักนิดหรือ"

แฟรงก์ จีนัสและสก็อตมองหน้ากันนิดนึง ก่อนที่สก็อตจะพูดขึ้น

"ดีเหมือนกันครับ เพราะอีกนานกว่าจะได้เจอกัน"

"เมื่อแวะไปหาพวกฟิลแล้ว พวกเรากลับเลยนะครับ ท่านราฟ" จีนัสบอก เมื่อเห็นท่านราฟพยักหน้าให้ ทั้งสามคนจึงทำความเคารพท่านราฟ ก่อนเดินออกไปจากห้อง ท่านราฟหันมามองคนสนิททั้งสองคน 

"ข้าจะแวะไปห้องหนังสือ ถ้าอาหารค่ำเรียบร้อยแล้ว พวกเจ้าค่อยให้คนไปตามแล้วกัน"

"ครับ ท่านราฟ" กาลาฟกับไวท์ไลฟ์รับคำพร้อมกัน
 
                                                  ************************************************
อีกด้านหนึ่ง ภายในห้องพักของลอร่าและเรเซีย  

 "ท่านพี่ ท่านเพิ่งฟื้นจากอาการบาดเจ็บ ต้องนอนพักผ่อนมากๆ จะได้หายเร็วๆ"  เรเซียประคองลอร่าเดินมาที่เตียงนอน ลอร่าหัวเราะเบาๆ มองน้องสาวด้วยความขบขัน

 "นี่ เรเซีย พี่หายดีแล้ว เจ้าไม่ต้องห่วงหรอก"

 "หายดีที่ไหนกัน หน้าท่านยังซีดเซียวอยู่เลย ท่านพี่นอนก่อนนะ ข้าจะออกไปหาอะไรมาให้ท่านทาน"

 ลอร่าคว้าแขนน้องสาวไว้  เรเซียมองด้วยความแปลกใจ

 "ชูร่า พูดอะไรกับเจ้าบ้าง"

 "ไม่ได้พูดอะไรนี่คะ ท่านพี่"  เรเซียรีบปฏิเสธ  แต่ลอร่าทำหน้าไม่เชื่อ  

 "โธ่! ท่านพี่ ข้ากับชูร่าไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แล้วชูร่าจะมาพูดคุยกับข้าได้ยังไงกันล่ะคะ"

 "แล้วทำไม ชูร่าจึงมีท่าทีต่อเจ้าแบบนั้น แน่ใจเหรอว่า เจ้าสองคนไม่เคยเจอกันมาก่อน"  ลอร่าไม่หายสงสัย มองเรเซียอย่างแคลงใจ

 "ข้าไม่รู้เหมือนกันค่ะ ท่านพักผ่อนเถอะ ข้าจะออกไปข้างนอก"  เรเซียตัดบท รีบลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก มือจับจี้ที่ห้อยคอแน่น ใจเต้นแรง ภาพของชูร่าแวบผ่านเข้ามา 

 "เพราะอะไร ท่านถึงถามข้าว่าได้จี้นี้มาจากไหน และทำไมข้าถึงรู้สึกคุ้นเคยกับท่านเหลือเกิน"  เรเซียคิดคำนึงในใจ ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ

 "อุ๊ย! ขอโทษค่ะ"  เรเซียเดินชนกับรันที่วิ่งสวนมาอย่างจังตรงหัวมุม รันรีบคว้าแขนเรเซียไว้ไม่ให้ล้มไปกองกับพื้น

"เดินเหม่อคิดถึงหนุ่มๆ หรือไงกันจ๊ะ เรเซีย"  รันพูดกลั้วหัวเราะ   

 "ไม่ใช่สักหน่อย ข้าแค่คิดว่าจะหาอะไรให้ท่านพี่ทานดี"  เรเซียพูดตะกุกตะกัก ใบหน้าแดงก่ำ รันเอียงคอมองด้วยความสงสัย เดินเข้ามาใกล้ ใช้มืออังหน้าผากของเรเซีย ถามด้วยความเป็นห่วง

 "ไม่สบายหรือเปล่า เรเซีย"

"ข้าสบายดี ไม่ได้เป็นอะไร" เรเซียตอบ แต่เมื่อเห็นรันทำหน้าไม่เชื่อ จึงพูดย้ำ 

"ข้าไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ ว่าแต่เจ้าจะไปไหนหรือ"

"ไปหาท่านลอร่า อาการท่านลอร่าเป็นยังไงบ้าง"

"ดีขึ้นแล้วล่ะ"

"เมื่อกี้เจ้าบอกว่า จะไปหาอะไรมาให้ท่านลอร่าทาน ใช่ไหม" 

"ใช่จ้ะ แต่ข้าไม่รู้ว่าในครัวจะมีอะไรให้ท่านพี่ทานบ้าง" 

"เรื่องแค่นี้เอง ตามข้ามา" รันยิ้มเจ้าเล่ห์ คว้าแขนเรเซียให้เดินตามมา

"เดี๋ยว! เจ้าจะพาข้าไปไหน" 

"ก็ไปหาของกินน่ะสิ ถ้าเป็นเรื่องของกินในวังนี้ล่ะก็ ข้ารู้ดีที่สุด"  รันหันมาบอกน้ำเสียงร่าเริง 

"เอ๊ะ! หมายความว่ายังไงหรือรัน"

"เจ้าคงไม่รู้ล่ะสิว่า ข้ากับลุงเอ็ดดี้ชอบแวะมาหาของกินในครัวอยู่เสมอ"

"แล้วยังไงล่ะ ข้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี"

รันหัวเราะชอบใจก่อนเฉลย

"อ้าว! เพราะเหตุนี้ ข้าถึงรู้ดีว่าครัวของที่นี่ มีของให้กินตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเวลาเช้า สาย บ่าย เย็น หรือก่อนนอน ดังนั้น เจ้าไม่ต้องกลัวว่าจะหาอะไรให้ท่านลอร่าทานไม่ได้"

"อ๋อ! แบบนี้นี่เอง" เรเซียพยักหน้าเข้าใจ หัวเราะออกมาเบาๆ  ยอมให้รันลากแขนไปแต่โดยดี

                                                      ****************************************************
 ภายในห้องพักของฟิล ขณะนั้นฟิคเกอร์ได้เล่าสิ่งที่ตนสงสัยให้กับฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสฟังด้วยความไม่สบายใจ 

  "พวกเจ้าคิดว่าไง"  ฟาเรียถามขึ้นมาเมื่อฟังเรื่องราวทั้งหมดจบลงแล้ว

  เงียบ ไม่มีเสียงตอบจากฟิล ไรซานและบาลาส  ฟาเรียจึงถามย้ำอีกครั้ง 

 "พวกเจ้าอย่าเงียบเหมือนคนเป็นใบ้สิ รีบๆ ตอบมา"

 "แล้วเจ้าคิดว่าไง คาดคั้นอยู่ได้" บาลาสย้อนให้ ฟาเรียหัวเราะชอบใจพูดทีเล่นทีจริง

 "ด้วยเซนส์อันอัจฉริยะของข้า ข้าคิดว่าเรเซียต้องเป็นเจ้าสาวของชูร่าแน่นอน แต่ข้าสงสัยว่าชูร่าไปจับจองเรเซียตอนไหน"

 "นั่นสิ ข้าก็คิดแบบเจ้า" บาลาสเห็นด้วย ฟาเรียยักคิ้วให้ พูดแหย่บาลาส

 "เจ้าเสียดายเรเซียล่ะสิ แต่ก็น่าอยู่หรอก" ฟาเรียตบบ่าสัพยอก บาลาสยกเท้าขึ้นสูง ฟาเรียรีบกระโดดไปหลบข้างหลังไรซานอย่างรู้แกว ยกมือชี้หน้า

 "อย่านะ! เจ้าเฒ่า ขืนแตะต้องข้าแม้แต่ปลายเล็บล่ะก็" ฟาเรียขู่ 

 "ทำไม เจ้าจะทำอะไรข้า"

 "ก็ไม่ทำไมหรอก แค่จะบอกสาวๆ ที่มาติดพันเจ้า ว่าข้ากับเจ้าเป็นคู่รักกัน"

 คำพูดของฟาเรียทำให้ทุกคนสะดุ้งโหยง  บาลาสหน้าแดงก่ำ ตวาดลั่น

 "เจ้าจะบ้าเรอะ! ข้าไม่ใช่พวกนิยมเพศเดียวกันนะ ไอ้นี่! วอนซะแล้ว"  บาลาสพุ่งตัวเข้าไปที่ฟาเรีย แต่ฟิลไวกว่าคว้าตัวบาลาสเอาไว้ รีบไกล่เกลี่ย

"บาลาส ใจเย็นก่อนสิ เดี๋ยวความดันขึ้น"

"ปล่อย! ข้าจะเลาะเอาฟันมันออกมา" บาลาสโวยวาย ดิ้นฮึดฮัด แต่ฟิลล็อคตัวไว้แน่น หันมามองทางไรซานเป็นทำนองให้ช่วย  ฟาเรียหัวเราะชอบใจเสียงดัง ไรซานหันมามองตาเขียว 

 "ฟาเรีย! ถ้าเจ้ายังไม่หยุดยั่วโมโหคนอื่นอีกล่ะก็ อย่าหาว่าข้าไม่เตือนนะ"

  ฟาเรียหยุดหัวเราะ ส่งยิ้มเจื่อนๆ ให้ไรซาน  บาลาสหยุดนิ่ง ฟิลค่อยๆ คลายแขนที่ล็อคตัวบาลาสออก

 "เอาล่ะ เข้าเรื่องได้แล้ว"  ไรซานพูดเป็นการเป็นงาน ทุกคนขยับมานั่งใกล้ๆ กัน 

 "เรื่องนี้ ข้าคิดเหมือนฟาเรีย แต่ที่พวกเราไม่รู้ก็คือ เรเซียไปเจอชูร่าตอนไหน และที่สำคัญ" ไรซานหันมามองฟิล ทุกคนหันมามองพร้อมกัน ฟิลยิ้มให้แล้วพูดขึ้นมา

"จากคำบอกเล่าของฟิคเกอร์ ถ้าเรเซียเคยเจอชูร่ามาก่อน ทำไมเรเซียจำชูร่าไม่ได้ อีกอย่างชูร่าไม่ได้สนใจเรเซียตั้งแต่แรก แต่พอเห็นจี้ที่ห้อยคอของเรเซีย ชูร่าก็มีท่าทีเปลี่ยนไป"

 "ข้าคิดว่าเงื่อนงำน่าจะอยู่ที่จี้นั่น" ไรซานกล่าวเสริม

 "ความคิดดีนี่" ฟาเรียชม ก่อนเสนอขึ้นมา

 "ข้าว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก พวกเราควรคุยกับโรม"

 "จริงด้วย โรมน่าจะวิเคราะห์หาสาเหตุได้ว่าเพราะอะไร อีกอย่างเรเซียกับรันก็สนิทกัน บางทีเรเซียอาจจะเคยคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้รันฟัง" บาลาสเห็นด้วย

"พวกเราไปหาโรมกันเถอะ" ไรซานลุกขึ้นยืน เดินนำหน้าทุกคนไปยังห้องพักของโรมอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึง ฟาเรียยกมือเคาะประตูสองครั้ง ก่อนส่งเสียงเรียก

"ท่านโรม อยู่หรือเปล่าครับ พวกเรามีเรื่องจะปรึกษา" 

โรมซึ่งกำลังคุยกับท่านเกรซภายในห้อง นิ่วหน้าเล็กน้อยกับสรรพนามที่ฟาเรียเรียก ท่านเกรซหัวเราะเบาๆ พยักหน้าให้โรมไปเปิดประตู เมื่อประตูเปิดออก ฟิล ฟาเรีย ไรซาน บาลาสและฟิคเกอร์ ทำความเคารพพร้อมกัน โรมรีบพูดขึ้น

"ไม่ต้องทำความเคารพข้าหรอกครับ และก็อย่าเรียกท่านโรมด้วย"

"ทำไมล่ะครับ"  ฟาเรียถาม โรมมีสีหน้าอึดอัดใจ พูดจริงจัง

"ถึงแม้ว่าท่านพ่อจะแต่งตั้งให้พวกท่านเป็นองครักษ์ของข้า แต่สำหรับข้า พวกท่านคือเพื่อน ฉะนั้นอย่าเรียกข้าแบบนี้อีก"

"แต่ว่า" บาลาสจะพูด โรมรีบขัด

"อย่าทำให้ข้าอึดอัดใจเลยครับ เรียกโรมแบบเดิมน่ะดีแล้ว"

"ก็ได้ แต่เรื่องทำความเคารพนี่ ยังไงก็ห้ามไม่ได้นะ คิดซะว่าพวกเราพบกันครึ่งทางแล้วกัน" ไรซานบอก ทำให้โรมยิ้มออกมา ก่อนถามขึ้น

"พวกท่านมีเรื่องอะไรจะปรึกษาหรือครับ"

"พวกเราเข้าไปข้างในได้หรือเปล่า" ฟิลถาม โรมเบี่ยงตัวให้ทุกคนเข้ามา เมื่อเห็นท่านเกรซ ทุกคนรีบทำความเคารพ ท่านเกรซยิ้มให้ ขยับกายลุกขึ้นยืน

"ว่าไงหนุ่มๆ จะปรึกษาปัญหาอะไรกัน ปัญหาหัวใจหรือเปล่า" ท่านเกรซถามยิ้มๆ มองมาทางฟิล 

"ปะ เปล่าครับท่านเกรซ" ฟิลรีบปฏิเสธ ใบหน้าร้อนผ่าว ท่านเกรซอมยิ้ม เอียงคอมองฟิลอย่างเอ็นดู

"เหรอ นึกว่าใช่ซะอีก" ท่านเกรซพูดด้วยความเสียดาย หันมาทางโรม

 "แม่จะไปดูลอร่าสักหน่อย เชิญพวกเจ้าตามสบาย" ท่านเกรซบอกก่อนเดินออกไปจากห้อง เมื่อท่านเกรซเดินออกไปแล้ว โรมจึงถาม

"พวกท่านมีเรื่องอะไรหรือครับ"

"คืองี้"  ฟาเรียพูดขึ้น จากนั้นเรื่องราวต่างๆ ก็ถูกถ่ายทอดให้โรมฟังจนหมดสิ้น ขณะที่นั่งฟัง โรมมีสีหน้าแปลกใจ คิ้วขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิด เมื่อฟังจบ โรมหันมาทางฟิคเกอร์

"ท่านฟิคเกอร์ กรุณานั่งนิ่งๆ สักครู่นะครับ"  โรมเดินเข้าไปใกล้ฟิคเกอร์ ดวงตาสีครามเปล่งแสงเจิดจ้า มองเข้าไปในตาของฟิคเกอร์
ฟิคเกอร์รู้สึกชาไปทั่วร่าง ขยับตัวไม่ได้ โรมกำลังใช้เนตรปีศาจมองย้อนกลับไปเพื่อดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้กับกลุ่มของฟิคเกอร์

ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสมองด้วยความทึ่ง เพราะไม่เคยรู้มาก่อนว่าโรมจะมีความสามารถแบบนี้ ฟาเรียถึงกับดีดนิ้วดังเปาะ เอียงหน้ามากระซิบกับบาลาสเบาๆ

"โอ้โห! สุดยอดเลย ข้าอยากมีมนต์แบบนี้บ้างจัง"

"ข้าช่วยเอาไหม" บาลาสยกนิ้วชี้กับนิ้วกลางขึ้นมา ฟาเรียรีบปัดมือออกอย่างรู้ทัน

"เจ้าจะบ้ารึไง ขืนเจาะตาข้า ตาก็บอดกันพอดี"

"ก็ดีแล้วนี่ จะได้เลิกสอดรู้สอดเห็นเรื่องของคนอื่น"

"โหดร้าย ข้าไม่คิดเลยว่า เจ้าจะโหดร้ายกับเพื่อนฝูงได้ลงคอ" ฟาเรียบีบเสียงเล็กเสียงน้อย บาลาสเหล่มองด้วยความหมั่นไส้ 

"เจ้าจะหยุดพูดสักครู่ไม่ได้หรือไง" ฟิลว่าให้ ฟาเรียทำตาโต รีบเอามือปิดปาก ไรซานส่ายหน้าเบาๆ 

ผ่านไปครู่หนึ่ง ฟิคเกอร์เริ่มขยับตัว โรมหันมามองทุกคน

"ข้าคิดว่าเรื่องนี้สลับซับซ้อนเกินกว่าที่พวกเราจะหาเหตุผลได้ แต่ข้ามั่นใจว่าเรเซียกับชูร่าต้องเคยเจอกันมาก่อน เพียงแต่อาจจะนานเกินไป จนทำให้จำกันไม่ได้"

"แล้วพวกเราควรทำยังไงดีครับ" ฟิคเกอร์ถาม

"หมายความว่ายังไงหรือ" ไรซานย้อนถาม ฟิคเกอร์มีสีหน้าลำบากใจ พูดอย่างระมัดระวัง

"หากเรเซียเป็นเจ้าสาวของชูร่า ข้าคิดว่าชูร่าต้องมาเอาตัวเรเซียไปจากพวกเรา แต่ลอร่าคงไม่ยอม ทีนี้ปัญหามันก็จะตามมา"

 "เจ้าคิดว่าเรเซียเคยเล่าเรื่องตัวเองให้รันฟังบ้างหรือเปล่า" ฟิลหันมาถามโรม

"ไม่แน่ใจครับ ข้าจะลองถามรันดูแล้วกัน"

 "เอาเถอะ พวกเราค่อยๆ คิด อย่าเพิ่งเครียดเลย" ฟาเรียบอกเสียงร่าเริง ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น โรมหันไปมอง ก่อนลุกขึ้นเดินมาเปิดประตู พบว่าแฟรงก์ จีนัสและสก๊อตยืนยิ้มอยู่

"ขออนุญาตเข้าไปข้างในได้หรือเปล่า" แฟรงก์ถามขึ้นมา 

"เชิญครับ" โรมเดินนำเข้ามาข้างใน ทุกคนมองด้วยความแปลกใจ แฟรงก์รีบพูดขึ้น

"ข้ามีเรื่องจะคุยกับพวกเจ้า"

ฟิคเกอร์ลุกขึ้นอย่างรู้หน้าที่

"ข้าขอไปตรวจตราความเรียบร้อยก่อนครับ" ฟิคเกอร์พูดพร้อมกับทำความเคารพทุกคน หันหลังเดินออกไปอย่างรวดเร็ว เมื่อฟิคเกอร์เดินออกไปแล้ว  แฟรงก์ จีนัสและสก๊อต หันมาทำความเคารพโรมพร้อมกัน 

"หน่วยจู่โจมพิเศษของเทพ รายงานตัวครับ ทายาทท่านราฟ"

"อะไรนะ!" ฟาเรียกับบาลาสอุทานเสียงดัง โรม ฟิลและไรซานมีสีหน้าแปลกใจ

"ได้ยินไม่ผิดหรอก" จีนัสหัวเราะเบาๆ 

"เรื่องมันเป็นแบบนี้ครับ ท่านโรม"  แฟรงก์ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ให้ทุกคนฟังอย่างละเอียด เมื่อทุกคนได้ฟังเรื่องราวจากแฟรงก์แล้ว ต่างอึ้งกันไปเพราะคาดไม่ถึงมาก่อน

 "ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพวกท่านเป็นสายลับ" ฟาเรียครางเบาๆ 

 "หน้าตาไม่ให้เลยนะนี่" บาลาสพูดสัพยอก มีผลให้จีนัสกับสก๊อตหัวเราะเบาๆ ด้วยความชอบใจ

 "เจ้าคิดว่าสายลับต้องมีหน้าตาแบบไหนหรือ บาลาส" แฟรงก์ถาม เอามือกอดอก มองด้วยความสงสัย 

 " ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ แต่หน้าตาของพวกท่านไม่ให้เลยจริงๆ" บาลาสตอบพลางส่ายหัว ทุกคนในห้องหัวเราะขำกับท่าทางของบาลาส หลังจากหยุดหัวเราะแล้ว โรมจึงพูดเป็นการเป็นงาน

 "นอกจากท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านกาลาฟ ท่านไวท์ไลฟ์และพวกเราแล้ว มีใครที่ทราบเรื่องนี้อีกไหมครับ"

 "ขุนพลเทพบียอฟ ซึ่งเป็นพ่อของข้า พ่อแม่ของจีนัสกับสก๊อตและแม่ทัพเทพทั้งสี่คน" 

 "ข้าคิดว่าเรื่องนี้ให้คนรู้มากไม่ได้ เพราะจะทำให้พวกท่านได้รับอันตราย" โรมพูดด้วยความเป็นห่วง ฟิลกับไรซานผงกศีรษะเห็นด้วย 

 "พวกท่านจะกลับไปรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ให้ท่านผู้ครองแคว้นทราบยังไงครับ" ฟิลถาม

 "ไม่ต้องห่วง ข้ามีวิธีรายงานแล้วกัน" แฟรงก์ตอบ หันมามองจีนัสและสก๊อต จากนั้นจึงพูดขึ้น

 "พวกเราต้องกลับก่อน ขืนชักช้าท่านเฟรดเดอริกและผู้ครองแคว้นคนอื่นๆ จะสงสัย"

 "ไม่ทานอาหารค่ำกันก่อนหรือครับ" ไรซานชวน

 "ไม่ล่ะ ขอบใจมาก เอาไว้วันหลังแล้วกัน" แฟรงก์ปฏิเสธ

 "กลับก่อนนะครับ ท่านโรม" แฟรงก์ จีนัสและสก๊อตทำความเคารพโรม ก่อนที่ร่างจะเลือนหายไป

 "พวกเราก็ไปกันเถอะ" ฟาเรียชวนขึ้นมา ทุกคนมองด้วยความสงสัย 

 "ไปไหน?" ไรซานถาม

 "กินข้าว ป่านนี้อาหารเสร็จแล้ว"

 "ไม่รอคนอื่นก่อนเหรอ" ฟิลท้วงขึ้นมา

 "นั่นสิ ไปกินก่อนคนอื่นได้ไง เสียมารยาท" บาลาสเห็นด้วยกับฟิล ฟาเรียทำตาละห้อย หันมาทางโรมเหมือนกับจะหาพวก โรมอมยิ้มเมื่อรู้ความหมายนั้น 

 "พวกเราไปนั่งคอยที่ห้องอาหารก่อนก็ได้ครับ ดีกว่านั่งคอยในนี้"

 "เห็นไหม โรมยังเห็นด้วยเลย" ฟาเรียตีความเข้าข้างตัวเอง ไรซานพูดขัดหน้าตาย

"โรมบอกให้ไปนั่งรอ ไม่ใช่ให้ไปนั่งกิน อย่าตีความผิดสิ"

"แกล้งโง่สักหน่อยไม่ได้หรือไง ไรซาน ชอบขัดจริงๆ" ฟาเรียบ่นเบาๆ   บาลาสหันมาเห็นเข้าพอดี จึงแกล้งพูดเสียงดังให้ทุกคนได้ยิน

"ทำปากขมุบขมิบแบบนี้ นินทาไรซานแหงๆ"

"อย่ามาหาเรื่องข้านะ เจ้าเฒ่า" ฟาเรียว่าให้ มองบาลาสตาเขียว ทุกคนในห้องหัวเราะเสียงดังลั่น จากนั้นทั้งหมดจึงเดินไปนั่งคอยที่ห้องอาหาร

                                               **********************************************************
ภายในห้องพักของลอร่า ขณะนั้นลอร่ากำลังทานอาหารที่รันกับเรเซียช่วยกันยกเข้ามาให้ เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง ก่อนเปิดเข้ามา ทั้งสามคนหันไปมองพร้อมกัน 

"อาการเจ้าเป็นยังไงบ้างจ๊ะ ลอร่า" ท่านเกรซถามน้ำเสียงอ่อนโยน เดินเข้ามาใกล้เตียงของลอร่า รันกับเรเซียรีบลุกขึ้นยืน 

"ดีขึ้นแล้วค่ะ ท่านเกรซ" 

ท่านเกรซยิ้มพอใจ จากนั้นหันมาทางเรเซีย 

"แล้วเจ้าล่ะ เรเซีย เป็นยังไงบ้าง"

"ข้าสบายดีค่ะ ท่านเกรซ" เรเซียตอบเสียงเบา ไม่กล้าสบตาของอีกฝ่าย ท่านเกรซมองเรเซียอย่างพิจารณา สายตาไปสะดุดตรงลำคอของเรเซีย

"เจ้าใส่เครื่องรางด้วยหรือ เรเซีย"

เรเซียใช้มือจับสร้อยคอ รีบสั่นหน้า แล้วพูดขึ้น

"ไม่ใช่เครื่องรางหรอกค่ะ ท่านเกรซ มันเป็นแค่สร้อยธรรมดาเท่านั้นเอง"

ท่านเกรซมองด้วยความสนใจ ลุกขึ้นเดินมาใกล้เรเซีย ถามน้ำเสียงนุ่มนวล

"ขอดูสร้อยของเจ้าหน่อยได้ไหมจ๊ะ"

"ได้ค่ะ" เรเซียดึงสร้อยออกมาจากปกเสื้อ ยื่นให้ท่านเกรซดู รีบพูดด้วยความไม่สบายใจ

"ต้องขอโทษด้วยค่ะ ข้าอยากถอดให้ท่านดูนะคะ แต่ว่าข้าถอดมันไม่ได้"

ท่านเกรซเลิกคิ้วขึ้นสูง มองสบตาของเรเซีย ก่อนยิ้มให้

"ไม่เป็นไรจ้ะ"

ท่านเกรซใช้มือจับสร้อยของเรเซีย มองอย่างละเอียด สร้อยของเรเซียมีลักษณะคล้ายเส้นด้ายสีขาวแต่เหนียวนุ่ม ส่วนจี้คริสตัลขนาดเล็กดูกะทัดรัด เมื่อท่านเกรซจับจี้คริสตัล ปรากฏว่าจี้ส่องแสงสว่างจ้าทั่วห้อง

รัน ลอร่าและเรเซียตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีเพียงท่านเกรซเท่านั้นที่มีสีหน้าเรียบเฉย ดวงตาคู่นั้นฉายแววครุ่นคิด จี้ส่องแสงอยู่พักใหญ่ ก่อนดับวูบลง ท่านเกรซมองเรเซียนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นหันมาทางลอร่า

"ข้าขอตัวเรเซียสักครู่ได้ไหมจ๊ะ ลอร่า"

ลอร่าพยักหน้าทันที แม้ในใจนึกสงสัย แต่รู้ดีว่าไม่เหมาะที่จะถามตอนนี้

"รันอยู่เป็นเพื่อนลอร่าก่อนนะ เดี๋ยวแม่พาเรเซียมาส่ง" ท่านเกรซบอกรัน จากนั้นหันมายิ้มให้เรเซีย

"ตามข้ามาทางนี้จ้ะ เรเซีย"

เรเซียมองหน้ารันอย่างหวั่นใจ ด้วยไม่รู้ว่าท่านเกรซต้องการคุยเรื่องอะไร แต่รันทำมือทำไม้ทำนองว่าไม่มีอะไร ให้ตามไปเถอะ เมื่อหันไปมองลอร่า เห็นอีกฝ่ายพยักหน้า  เรเซียจึงเดินตามหลังท่านเกรซออกไป

"เจ้ารู้ไหมว่าท่านเกรซจะคุยเรื่องอะไรกับเรเซีย" ลอร่าถามทันทีเมื่อลับร่างของท่านเกรซและเรเซีย

"ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ ท่านลอร่า แต่ข้าคิดว่าต้องเกี่ยวกับจี้ที่เรเซียห้อยคอแน่นอน"

"จี้นั่นเหรอ ข้าเองก็อยากรู้เรื่องจี้เหมือนกัน" ลอร่าพึมพำเบาๆ

                                                       *******************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

474 ความคิดเห็น

  1. #227 IcE-KinG_SnoW-QueeN (@EmpresS_QueeN) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2551 / 21:48
    *O* เรามาอ่านรอบห้าแล้วอ่ะ (มันหนุก =///=)

    อยากเห็นหน้าค่าตาของท่านอนากอล (หล่อระเบิด เท่ขาดใจ)

    ขอรูปกะโปรไฟล์ตัวละครได้มั้ย *O*

    ไปล่ะ  บ๊ายบาย

    ปล...ท่านอนากอล หล่อระเบิด เท่ขาดใจ เพอร์เฟ็ค 
    ปลล...ขอยืมคาแร็คเตอร์ นิสัยของท่านอนากอล ไปเป็นตัวละครในเรื่องเราได้มั้ยเนี่ย *O*
    #227
    0