มหาเวทย์จักรพรรดิ ภาคจอมราชันย์

ตอนที่ 28 : สนามฝึกด่านแรก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 572
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    18 ต.ค. 51

บทที่ 28  สนามฝึกด่านแรก

 เวลาเดียวกัน ภายในห้องพักของเวอร์บีการ์ ที่เรือนรับรองของพวกปีศาจในแดนอสูร 

 “นี่มันอะไรกัน น่าแปลกจริงๆ” เวอร์บีการ์นั่งขัดสมาธิ ใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง จ้องมองบางอย่างบนที่นอนของตัวเองด้วยความแปลกใจปนสงสัย  พลันมีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นสองครั้ง

 “เวอร์บีการ์ ข้าจะออกไปเดินย่อยอาหารสักหน่อย เจ้าจะมาด้วยกันไหม”

 เวอร์บีการ์ลุกขึ้นไปเปิดประตู พบโรซาร์เนียร์ยืนอยู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย เวอร์บีการ์กวาดสายตามองไปรอบๆ เมื่อไม่เห็นใคร จึงดึงมือโรซาร์เนียร์ให้เข้ามาในห้องแล้วปิดประตูทันที

 “มีอะไรหรือเปล่า ทำไมเจ้าถึงได้ดูลุกลี้ลุกลนชอบกล” โรซาร์เนียร์มองเวอร์บีการ์อย่างสงสัย

 “ข้าอยากให้เจ้าดูอะไรหน่อย” เวอร์บีการ์ชี้ให้โรซาร์เนียร์ดูบนที่นอนของตัวเอง   โรซาร์เนียร์มองตามมือของเวอร์บีการ์ไป พบว่าบนที่นอนของเวอร์บีการ์ เป็นภาพดินแดนของอสูร แต่ย่อส่วนลงมา

“เจ้าใช้มนต์ตรวจสอบพวกอสูรอยู่หรือ”

“ใช่ มนต์ตรวจสอบของข้ามีวิธีใช้หลายแบบ ตอนที่ตรวจสอบออร่าของคนในเมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้ เจ้าจะเห็นว่าข้าลอยตัวขึ้นข้างบน แล้วฉายภาพเมืองทั้งหมดขึ้นมาบนท้องฟ้า ใช่ไหม”

“แต่กับพวกอสูร ข้าใช้วิธีนั้นไม่ได้ เพราะหากทำแบบนั้น พวกมันจะรู้ตัว จึงต้องใช้วิธีนี้แทน”

“แล้วเจ้าใช้วิธีไหนเหรอ”

“ข้าเก็บตัวอย่างดิน น้ำ และต้นไม้เท่าที่ข้าเห็นของที่นี่มาร่ายมนต์ลงไป มนต์นี้จะจับตำแหน่งของตัวอย่างที่ข้าได้มา แล้วจำลองเป็นเมืองขึ้นมาให้เห็นว่า ดินแบบนี้ ต้นไม้แบบนี้ สายน้ำแบบนี้ มันอยู่ตรงไหนบ้างในแดนอสูรและอยู่ในลักษณะไหน หากตรงไหนไม่มีตัวอย่างที่ข้าเก็บได้ มันจะเป็นพื้นที่ว่าง”

โรซาร์เนียร์พยักหน้าเข้าใจ มองออร่าสีต่างๆ ที่กระจายเต็มพื้นที่อย่างสนใจ

“แล้วเจ้าอยากให้ข้าดูอะไรงั้นเหรอ”

“เจ้าเห็นนี่หรือเปล่า” เวอร์บีการ์ชี้ให้โรซาร์เนียร์ดูตรงปราสาทจำลองของโรติเฟอร์

“เอ๊ะ!” โรซาร์เนียร์อุทาน เมื่อพบว่าในปราสาทจำลองของโรติเฟอร์นั้น มีออร่ากลุ่มหนึ่งแตกต่างไปจากกลุ่มอื่นๆ ที่สำคัญออร่ากลุ่มนี้ โรซาร์เนียร์รู้จักเป็นอย่างดี

 “อย่าเพิ่งทำหน้าแบบนั้น ยังมีอีกสองจุดที่ข้าอยากให้เจ้าดู” เวอร์บีการ์ชี้ให้โรซาร์เนียร์ดูบริเวณเรือนรับรองที่พวกตัวเองพักกับชี้ไปที่บริเวณเทือกเขาสูงที่อยู่หลังประตูทางเข้าแดนอสูร

โรซาร์เนียร์ย่นคิ้วเข้าหากัน อะไรกันนี่! ออร่าพวกนี้ หมายความว่าอย่างไรกัน คิดพลางเงยหน้ามองเวอร์บีการ์ พบว่าอีกฝ่ายมองตัวเองอยู่ก่อนแล้ว

“เราสองคนคงต้องคุยเรื่องนี้กันแล้วล่ะ โรซาร์เนียร์”

โรซาร์เนียร์มองดินแดนจำลองของอสูรที่อยู่บนเตียงอีกครั้ง ก่อนหันมามองเวอร์บีการ์ พูดเสียงเคร่งขรึม

“งั้นว่ามา เจ้าคิดว่าสิ่งที่พวกเราเห็นอยู่นี้ มันน่าจะหมายความว่ายังไง”

*****************************************************************

ขณะที่โรซาร์เนียร์คุยกับเวอร์บีการ์ภายในห้องพัก ไกเซอร์ก็เปิดประตูห้องพักของตัวเอง เดินออกมาด้านนอก เมื่อผ่านบริเวณที่เป็นห้องโถงก็พบว่าซานฟรีส และขุนพลปีศาจทั้งสามคนกำลังนั่งเล่นหมากรุกกัน

“อ้าว! ไกเซอร์ จะไปไหนหรือ” ซานฟรีสทักเสียงดัง ชูร่า โดโรทีและครูเกอร์เงยหน้ามองพร้อมกัน

“ไปเดินเล่น ว่าแต่โรซาร์เนียร์กับเวอร์บีการ์ล่ะ”

“อยู่ในห้องมั้ง เจ้ามีอะไรกับพวกนั้นหรือ”

“ไม่มีหรอก ถามไม่ได้หรือไง” ไกเซอร์ย้อนถาม ก้าวเท้าเดินไปที่ประตู เปิดออกไปทันที

ไกเซอร์เดินมาตามทางเดิน มุ่งหน้าไปยังปราสาทของจอมอสูร สองข้างทางจะมีทหารอสูรคอยทำความเคารพเป็นระยะ ซึ่งไกเซอร์เพียงแค่ชายตามอง แต่ไม่ได้พูดคุยหรือทักทายอะไร ยังคงเดินตรงไปเรื่อยๆ

“เจ้าจะไปไหน” เสียงเล็กๆ ที่ดังจากข้างหลัง ทำให้ไกเซอร์หยุดเดิน แต่ไม่ได้หันกลับมามอง

“ข้าถาม ทำไมไม่ตอบ”

ไกเซอร์หันหน้ากลับมา พบไซลาเรียยืนกอดอก จ้องมองตัวเองอยู่ ขณะที่ทหารอสูรกลุ่มหนึ่ง ยืนล้อมกรอบตัวเองเอาไว้ ไกเซอร์ยิ้มบางๆ ตอบน้ำเสียงราบเรียบ

“คำถามเมื่อกี้ เจ้าถามข้าหรือ ไซลาเรีย”

“ก็ใช่น่ะสิ” ไซลาเรียกระแทกเสียง ไกเซอร์มองทหารอสูรที่ยืนล้อมตัวเองเอาไว้ มีผลให้ทุกคนขยับถอยห่างออกไป เมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่กระจายออกมาจากร่างของไกเซอร์

“งั้นเหรอ ข้าก็นึกว่าเจ้าจะถามคนอื่นซะอีก”

“อย่ามายอกย้อนกับข้านะ ไกเซอร์”

“หึหึ ยอกย้อนงั้นเหรอ น่าขำจริงๆ แม้เจ้ากับข้าจะเป็นแม่ทัพเหมือนกัน แต่โดยตำแหน่งแล้วนี่ ข้าน่าจะอยู่สูงกว่าเจ้าเล็กน้อยนะ”

ไซลาเรียมองไกเซอร์ตาวาว ขยับจะเข้ามา แต่ไกเซอร์มองด้วยสายตาที่ทำให้อีกฝ่ายต้องหยุดนิ่ง

“ทำไม ข้าพูดแทงใจดำงั้นเหรอ น่าแปลกนะ ทั้งๆ ที่เป็นแม่ทัพเหมือนกันแท้ๆ แต่ทำไมต้องแบ่งระดับเป็นหัวหน้าแม่ทัพกับแม่ทัพธรรมดาด้วย แสดงว่าฝีมือเจ้าคงไม่เอาไหนสินะ ไซลาเรีย”

“ใครว่าข้าฝีมือไม่เอาไหน” ไซลาเรียพูดเสียงห้วน

“ถ้าเจ้าฝีมือดีจริงๆ ทำไมท่านจอมอสูรจึงไม่แต่งตั้งเจ้าให้เป็นหัวหน้าแม่ทัพอสูรล่ะ”

“ชิ! นั่นเป็นเพราะข้าประจบไม่เก่งเหมือนมิวเคอร์ต่างหาก แต่ถ้าพูดถึงเรื่องฝีมือล่ะก็ ข้าไม่แพ้มันหรอก” ไซลาเรียขบกรามแน่น เมื่อไกเซอร์จี้ถูกจุด   ไกเซอร์สาวเท้าเข้ามาใกล้ เอียงหน้ามากระซิบข้างหู

“แล้วเจ้าอยากเป็นหัวหน้าแม่ทัพอสูรไหมล่ะ ไซลาเรีย”

ไซลาเรียยืนอึ้ง มองไกเซอร์ที่ยืนยิ้มอยู่ตรงหน้า ด้วยสายตาระแวงไม่แน่ใจ

“หากเจ้าต้องการ ข้าช่วยเจ้าได้ ลองเอาคำพูดของข้าไปคิดก็แล้วกัน ตกลงได้เมื่อไหร่ ค่อยมาบอกข้า” ไกเซอร์หมุนตัวเดินจากไป ทิ้งให้ไซลาเรียยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น

 ไกเซอร์ชำเลืองมองไปด้านหลัง ซึ่งไซลาเรียยังคงยืนนิ่ง หึหึ ถึงมีฝีมือดีแค่ไหน แต่ถ้าไร้สมองก็ไม่มีความหมายหรอก ไกเซอร์หัวเราะแผ่วเบา อีกไม่นานหรอก ข้าจะทำให้พวกเจ้าได้รู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของข้า

                                                      ***************************************************************

ภายในเรือนรับรองของพวกปีศาจ ซานฟรีสที่กำลังนั่งเล่นหมากรุกกับชูร่า จู่ๆ ก็ชะงักมือที่กำลังจะวางตัวหมาก หันไปมองด้านนอกด้วยความรู้สึกแปลกๆ พิกล

“ท่านซานฟรีส เป็นอะไรหรือครับ ทำไมไม่วางหมากลงไปล่ะครับ” ชูร่าสงสัย

โดโรทีกับครูเกอร์เงยหน้าจากกระดานหมากของตัวเอง มองซานฟรีสพร้อมกัน ซานฟรีสวางหมากที่ถือค้างไว้ลงไปบนกระดาน จากนั้นก็เอนหลังพิงเก้าอี้ นิ่งไปครู่หนึ่ง

“หมู่นี้ เจ้าไกเซอร์ชอบทำตัวแปลกๆ พวกเจ้าว่าไหม”

“ไม่ทราบเหมือนกันครับ” โดโรทีกับครูเกอร์ตอบเลี่ยงๆ ส่วนชูร่านิ่งเงียบ ไม่ออกความเห็นใดๆ

“พวกเจ้าตอบแบบนี้ก็เสียชื่อขุนพลปีศาจหมดน่ะสิ ว่ายังไงชูร่า เจ้าคิดว่าไกเซอร์แปลกไปหรือเปล่า” ซานฟรีสต่อว่าโดโรทีกับครูเกอร์ ก่อนหันมาถามชูร่า

“ข้าเองก็ไม่แน่ใจครับ แต่รู้สึกว่า พักนี้ท่านไกเซอร์เก็บตัวอยู่ในห้องนานผิดปกติ ก็แค่นั้นเองครับ”

โดโรทีกับครูเกอร์สบตากัน ความจริงทั้งคู่ก็รู้สึกเหมือนกันกับชูร่า เพียงแต่ไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ

“เห็นไหม ข้าไม่ได้คิดไปเองคนเดียวสักหน่อย ชักสงสัยแล้วสิว่า ในห้องของไกเซอร์มีอะไรหรือเปล่า เจ้านั่นถึงได้ขลุกตัวอยู่ได้เป็นวันๆ” ซานฟรีสสงสัย ก่อนยิ้มออกมา

“นี่ พวกเราไปสำรวจห้องของไกเซอร์กันดีไหมว่ามีอะไรอยู่ในนั้น” ซานฟรีสชวน มีผลให้ขุนพลปีศาจทั้งสามคนสะดุ้ง หันมามองซานฟรีสพร้อมกัน

“ทะ ท่านซานฟรีสว่ายังไงนะครับ” โดโรทีถามด้วยความตกใจ

“อะไรของพวกเจ้ากันนี่ นั่งใกล้กันแค่นี้ ทำไมไม่ได้ยิน” ซานฟรีสโวยใส่ น้ำเสียงหงุดหงิด

“พวกเราได้ยินครับ แต่ว่าทำแบบนั้นไม่ดีนะครับ หากท่านไกเซอร์รู้ขึ้นมา” ครูเกอร์ทำหน้าสยอง

“ไกเซอร์ไม่รู้หรอก เอางี้ เจ้าสองคนไปดูต้นทาง ส่วนข้ากับชูร่าจะเข้าไปในห้องของไกเซอร์เอง แล้วถ้าหากไกเซอร์กลับมา พวกเจ้าค่อยส่งสัญญาณให้ข้ารู้”

“ไม่ได้หรอกครับ แม้ว่าพวกเราจะเข้าไปในห้องของท่านไกเซอร์ได้ก็จริง แต่กลิ่นไอปีศาจที่หลงเหลืออยู่ในห้อง จะทำให้ท่านไกเซอร์รู้ว่ามีคนลักลอบเข้ามา ข้าคิดว่าอย่าเสี่ยงจะดีกว่าครับ” ชูร่าปฏิเสธเสียงนุ่ม

“แล้วถ้าพวกเรากลบกลิ่นไอปีศาจเอาไว้ล่ะ” ซานฟรีสยังไม่ยอม ชูร่า โดโรทีและครูเกอร์มีสีหน้าหนักใจ ท่านซานฟรีสดื้อจริงๆ จะทำยังไงดีล่ะ ทั้งสามคนคิดด้วยความกลุ้มใจ

“พวกเจ้าคุยเรื่องอะไรกันหรือ ทำไมสีหน้าเคร่งเครียดกันจัง” เสียงของเวอร์บีการ์ที่ดังขึ้นจากข้างหลังทำให้ทั้งสี่คนหันไปมองพร้อมกัน

“ท่านเวอร์บีการ์ ท่านโรซาร์เนียร์” ชูร่า โดโรทีและครูเกอร์พูดพร้อมกันอย่างโล่งอก ขอบคุณสวรรค์จริงๆ ที่ท่านทั้งสองโผล่มาได้จังหวะพอดี

“ทำไมทำเสียงแบบนั้น มีเรื่องอะไรหนักใจหรือไง” โรซาร์เนียร์เดินเข้ามานั่งข้างชูร่า ขณะที่เวอร์บีการ์เข้ามานั่งข้างซานฟรีส มองคนทั้งสี่ด้วยความสงสัย

ชูร่า โดโรทีและครูเกอร์ยิ้มเจื่อนๆ ก้มหน้ามองพื้น ขณะที่ซานฟรีสหันมาเล่าให้โรซาร์เนียร์กับเวอร์บีการ์ฟังว่าพวกตัวเองคุยกันเรื่องอะไรบ้าง

“จะบ้าหรือไง! เจ้าไปชวนให้พวกนี้ทำเรื่องแบบนั้นได้ยังไง” เวอร์บีการ์ต่อว่าเสียงดัง

“ทำไมล่ะ ก็ข้าสงสัยนี่นาว่าในห้องนั้นมีอะไร เจ้าไกเซอร์ถึงได้ขลุกตัวอยู่ได้เป็นวันๆ”

 “จะมีอะไรก็ช่าง แต่การที่เจ้าแอบเข้าไปในห้องของคนอื่นแบบนี้ มันเสียมารยาท ไม่เคยมีใครบอกเรื่องนี้กับเจ้าบ้างหรือไง”

.”ข้ายังไม่ได้เข้าไปเลยนะ เวอร์บีการ์ ไว้ข้าเข้าไปจริงๆ ซะก่อน แล้วเจ้าค่อยมาว่าข้าไม่มีมารยาท”

“ถึงจะยังไม่ได้เข้าไป แต่การที่เจ้ามีความคิดที่จะเข้าไป ก็ถือว่าเสียมารยาทแล้ว รู้ไหม”

“กล่าวหากันแบบนี้ได้ไง ข้าแค่คิดว่าจะทำ แต่ยังไม่ได้ลงมือทำจริงๆ สักหน่อย เอาเถอะ ข้าไม่เข้าไปในห้องของไกเซอร์ก็ได้ ไม่อยากโดนพวกเจ้ารุมประณามว่าเป็นคนไร้มารยาท พอใจหรือยัง” ซานฟรีสประชด

 ทุกคนหัวเราะออกมา มองซานฟรีสอย่างขำๆ เมื่อหยุดหัวเราะแล้ว เวอร์บีการ์จึงถามขึ้น

 “ว่าแต่ไกเซอร์ออกไปไหนเหรอ”

“เห็นบอกว่าจะไปเดินเล่น แต่ไม่รู้ว่าไปเดินแถวไหน” ซานฟรีสบอก

“งั้นเหรอ เมื่อกี้พวกเจ้านั่งเล่นหมากรุกกันใช่ไหม” โรซาร์เนียร์ตัดบท

“ใช่ครับ ท่านโรซาร์เนียร์” ชูร่ายิ้มให้

“พวกเจ้าเล่นกันต่อเถอะ ข้ากับเวอร์บีการ์จะออกไปเดินย่อยอาหารสักหน่อย” โรซาร์เนียร์หันไปพยักหน้ากับเวอร์บีการ์ ก่อนที่ทั้งสองคนจะลุกขึ้นเดินออกไป

“มาเล่นหมากรุกกันต่อเถอะ กว่าพวกนั้นจะกลับมาก็คงจะเป็นตอนเย็นนั่นแหละ” ซานฟรีสบอก

“ครับ ท่านซานฟรีส” ชูร่า โดโรทีและครูเกอร์รับคำพร้อมกัน

                                                                  *********************************************************

อีกด้านหนึ่ง ภายในปราสาทของราชินีเซพิโอล่า

“เชียร่า ท่านแม่ไปไหนหรือ” อาร์ทีเมียที่เพิ่งออกมาจากห้องพักของตัวเองในช่วงบ่าย เดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น ถามเชียร่า คนสนิทของราชินีเซพิโอล่าที่กำลังนั่งคุยกับท่านผู้เฒ่ากีรอน

“ท่านราชินีไปตรวจป่าอสรพิษค่ะ ท่านอาร์ทีเมีย” เชียร่าบอกน้ำเสียงนุ่มนวล ก้มศีรษะทำความเคารพเช่นเดียวกับผู้เฒ่ากีรอนที่ลุกขึ้นทำความเคารพอาร์ทีเมียเช่นกัน

“งั้นเหรอ แล้วท่านพ่อล่ะ” อาร์ทีเมียเดินมานั่งเก้าอี้นวมตัวริมสุด ยกขาขึ้นมาไขว่ห้าง เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายๆ

“ท่านจอมอสูรก็ตามท่านราชินีไปด้วยค่ะ”

“แปลกแฮะ ท่านพ่อตามท่านแม่ไปที่ป่าอสรพิษหรือนี่” อาร์ทีเมียพูดน้ำเสียงขำๆ หันมามองเชียร่าที่นั่งอมยิ้มเช่นกัน ถามเป็นการเป็นงาน

“เจ้าจัดคนไว้ให้ข้าหรือยัง เชียร่า”

“เรียบร้อยแล้วค่ะ ท่านอาร์ทีเมีย”

“ไวจริงๆ ว่าแต่พวกนั้นอยู่ที่ไหน ข้าจะได้สั่งงานให้เรียบร้อย”

“ท่านอาร์ทีเมียรอสักครู่ค่ะ ข้าจะไปตามมาให้” เชียร่าลุกขึ้นเดินออกไป ผู้เฒ่ากีรอนยิ้มให้อาร์ทีเมีย

“ท่านอาร์ทีเมียคิดว่าผู้ครองแคว้นคนนั้นจะยอมรับข้อเสนอของท่านอาร์ทีเมียไหมครับ”

“ทำไมจะไม่รับล่ะ ท่านกีรอน ข้อเสนอดีๆ แบบนี้ ใช่ว่าจะหากันได้ง่ายๆ”

“นั่นสิครับ หากปฏิเสธก็ถือว่าโง่เต็มที แล้วผู้ครองแคว้นคนอื่นๆ ล่ะครับ”

“ข้าเองก็ไม่แน่ใจหรอก แต่คิดว่าน่าจะมีผู้ครองแคว้นสักสามสี่คนที่เห็นด้วยกับข้อเสนอข้า”

“แค่สามสี่คนเองหรือครับ ท่านอาร์ทีเมีย”

“แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับพวกเรา อย่าลืมสิว่าในดินแดนแถบนี้ แคว้นสก็อตโตล่าเป็นแคว้นที่ใหญ่ที่สุด แค่แคว้นนี้แคว้นเดียวก็มีเนื้อที่เท่ากับหนึ่งในห้าของทั้งหมด หากเราได้แคว้นสก็อตโตลาของมาร์เดโลมาอยู่ในมือ บวกกับแคว้นเล็กๆ อีกสักสองสามแคว้น ดินแดนแถบนี้ก็ตกเป็นของพวกเราเกินครึ่งแล้ว”

“ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดีสิครับ แต่ว่า..หากมาร์เดโลปฏิเสธข้อเสนอของท่านอาร์ทีเมียล่ะครับ”

“ไม่ต้องห่วง เท่าที่ข้าได้คุยกับมาร์เดโล ก็พอจะรู้ว่า เจ้านี่มันมักใหญ่ใฝ่สูงและทะเยอทะยานเพียงไร มันต้องยอมรับข้อเสนอของข้าแน่” อาร์ทีเมียพูดอย่างมั่นใจ สายตาหันไปเห็นเชียร่าเดินนำคนกลุ่มหนึ่งเข้ามา

“ท่านอาร์ทีเมีย นี่คือทหารที่ข้าจัดไว้ให้ค่ะ” เชียร่ารายงาน หันมาแนะนำทหารในกลุ่มให้อาร์ทีเมียรู้จัก

ทุกคนทำความเคารพอาร์ทีเมียพร้อมกัน อาร์ทีเมียพยักหน้า ลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ พูดเป็นการเป็นงาน

“ตอนนี้พวกเดอร์แรมกำลังรอพวกเจ้าอยู่ที่เมืองทรีไลออน รีบเดินทางไปที่นั่น จะได้เริ่มงานสักที สำหรับรายละเอียดต่างๆ นั้น พวกเดอร์แรมจะเป็นคนบอกพวกเจ้าเอง”

 “ครับ ท่านอาร์ทีเมีย” ทหารกลุ่มนั้นทำความเคารพอาร์ทีเมีย แล้วร่างก็เลือนหายไป อาร์ทีเมียหันมามองเชียร่า พูดน้ำเสียงร่าเริง

“ข้าจะกลับไปที่ปราสาทของท่านพ่อ รบกวนเจ้าช่วยบอกท่านพ่อกับท่านแม่ให้ข้าด้วย”

“ค่ะ ท่านอาร์ทีเมีย”

เชียร่ากับกีรอนทำความเคารพอาร์ทีเมียพร้อมกัน อาร์ทีเมียยิ้มให้เล็กน้อย แล้วร่างก็เลือนหายไป

                                                                ***********************************************************

 หลังจากโดนเฟเบียซกับรีนอลผนึกพลังเวทย์ ทำให้ไม่สามารถใช้เวทย์มนต์ได้ หนุ่มๆ ทั้งห้าคนประกอบไปด้วยโรม ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาส ก็ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องออกจากสนามฝึกทั้งหกแห่งก่อนหนึ่งอาทิตย์ให้ได้

 ทั้งห้าคนเริ่มเดินทาง ด่านแรกคือป่าหิน พื้นที่ภายในเป็นที่ราบเต็มไปด้วยความแห้งแล้งและกันดาร สองข้างทางเป็นภูเขาหินน้อยใหญ่ขึ้นเรียงราย มองไม่เห็นต้นไม้แม้แต่ต้นเดียว ทั้งห้าคนย่ำเท้าไปบนพื้นดินที่แตกระแหงเป็นทางยาว อากาศภายในร้อนระอุ นานๆ จะมีลมพัดมาแต่ก็ไม่ช่วยทำให้ดีขึ้น

โรมยกมือปาดเหงื่อที่ไหลย้อยลงมา ใบหน้าคมเข้มนิ่งสงบ ดวงตาสีครามมองไปข้างหน้า ซึ่งเป็นพื้นที่ราบกว้างใหญ่ กวาดสายตามองไปรอบๆ อยู่ครู่หนึ่ง จึงหยุดเท้าที่กำลังจะก้าวเดิน

“เป็นอะไรไปเหรอโรม” บาลาสถาม

“นั่นสิ หยุดเดินทำไม หรือว่าเจ้าเหนื่อย ถ้างั้นพักก่อนก็ได้” ฟาเรียบอกด้วยความเป็นห่วง

“ข้าไม่ได้เหนื่อยหรอกครับ แค่สงสัยว่า พวกเราเดินกันตั้งนานแล้ว แต่ทำไมยังไปไม่ถึงไหนสักที”

คำพูดนั้น ทำให้ทุกคนชะงัก หันไปมองรอบๆ อย่างสังเกต จะว่าไปแล้ว พวกเราก็เดินมาเป็นเวลากว่าครึ่งวันแล้ว แต่ทำไมยังเหมือนกับว่า เดินไปได้ไม่ไกลจากจุดเดิมสักเท่าไหร่

 “พวกเจ้าหันกลับไปมองข้างหลังหน่อยสิ ข้าว่ามีอะไรแปลกๆ อยู่นะ” ไรซานบอก พร้อมกับชี้ให้ทุกคนมองไปที่ประตูหินซึ่งเป็นประตูทางเข้าของที่นี่

“จริงด้วย จะว่าไปแล้ว จากจุดที่พวกเรายืนอยู่กับประตูทางเข้าก็ไม่ได้ห่างกันมากนัก หากพวกเราเดินกันมาครึ่งวัน มันก็ไม่น่าจะมองเห็นประตูหินนั่นนี่นา” ฟิลตั้งข้อสังเกต

“พวกเรามัวแต่มองข้างหน้า จึงไม่ได้สังเกตว่าข้างหลังเป็นยังไงบ้าง ชักไม่ค่อยดีแล้วสิ” บาลาสเห็นด้วย

“เอ..หรือว่าพวกเราจะหลงอยู่ในเขาวงกตซะแล้ว” ฟาเรียสงสัย มีผลให้คนอื่นที่เหลือนิ่งเงียบ โรมเงยหน้ามองท้องฟ้าก่อนหันไปมองรอบๆ อย่างสังเกต นิ่งไปครู่ใหญ่ จึงพูดขึ้น

“พวกท่านคิดว่า เป็นไปได้ไหมครับว่า ภูเขาหินพวกนี้ขยับได้”

“ขยับได้งั้นเหรอ” ไรซานเลิกคิ้วสูง โรมพยักหน้า กวักมือเรียกทุกคนให้มารวมกลุ่ม พูดคุยซุบซิบกันเบาๆ จากนั้นก็เงยหน้าชี้มือให้ทุกคนดูข้างหน้า ด้านข้าง ด้านหลังแล้วก้มลงซุบซิบๆ กันอีก

ขณะที่ทุกคนกำลังจับกลุ่มพูดคุยกัน ห่างออกไปทางด้านหลัง ซึ่งเป็นที่ตั้งของประตูหิน ตอนนี้มีบางอย่างเริ่มเคลื่อนไหว ฟาเรียที่อยู่ในตำแหน่งหันหน้าออกไปทางประตูหิน เงยหน้าขึ้นมองเห็นพอดี

 “เฮ้ย!”

เสียงของฟาเรีย ทำให้ทุกคนเงยหน้า หันไปมองพร้อมกัน พบว่าประตูหินที่เป็นภูเขาล้านโล่งเตียน กำลังเอนตัวมาทางที่ทุกคนจับกลุ่มคุยกัน ลักษณะเหมือนคนยืนหันข้างให้แล้วเอนตัวลงมาใกล้ๆ โรมชี้ให้ดูส่วนที่ต่ำลงมาจากยอดภูเขาเล็กน้อย มันมีลักษณะคล้ายกับใบหูของช้างขนาดใหญ่ยืดยาวออกมา

“อะ อะไรน่ะ” บาลาสมีสีหน้าตกใจเช่นเดียวกับทุกคน

สิ้นเสียงของบาลาส ภูเขาก็หยุดการโน้มตัวลงต่ำ มันดันตัวกลับไปตั้งตรงเช่นเดิม แล้วหมุนตัวมาเผชิญหน้ากับทุกคน มีเสียงดังครึ่กๆ สองครั้ง เกิดรอยปริบริเวณต่ำลงมาจากยอดเขา กลายเป็นดวงตาขนาดใหญ่คู่หนึ่ง เกิดเสียงครึ่กๆ ดังอีกสามครั้ง เกิดรอยแยกต่ำลงมาจากใต้ตาและด้านข้างของภูเขา

ทุกคนอ้าปากค้าง มองอย่างตะลึง เมื่อรอยแยกใต้ตากลายเป็นริมฝีปากกว้างใหญ่ ขณะที่รอยปริด้านข้าง มีแขนกับมือขนาดใหญ่โผล่ออกมา

“โฮะๆๆ หวัดดียามบ่ายจ้า สุดหล่อทั้งห้าคน” เสียงห้าวๆ ดังออกมาจากปากของภูเขาหินลูกนั้น ทำให้พวกโรมยืนนิ่ง เบิกตากว้างด้วยความตกใจ

“พวกเจ้าอย่ามองข้าตาค้างแบบนี้สิ ข้าเขินนะเนี่ย” ภูเขาหินยกมือทั้งสองข้างบิดไปบิดมา เหล่มองหนุ่มๆ ทั้งห้าคนด้วยแววตาเอียงอาย มีผลให้ทั้งห้าคนกลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อก นี่มันตัวอะไรกัน

“แหม! มองอีกแล้ว เขินจัง ว่าแต่เมื่อกี้พวกเจ้าสุมหัวซุบซิบอะไรกันเหรอ ข้าอุตส่าห์จะแอบฟังสักหน่อย แต่สุดหล่อหน้าหวานดันเงยหน้าขึ้นมาเจอซะก่อน ทำเอาใจหายแว๊บ” พูดพลางชี้มือไปที่ฟาเรีย

คำบอกเล่าของภูเขาหินตรงหน้า ทำให้ทั้งหมดทำตาปริบๆ หมายความว่าเมื่อกี้ที่มันเอนตัวลงมาใกล้ๆ ก็เพื่อจะแอบฟังว่าพวกเราคุยอะไรกันหรือเนี่ย คิดพลางมองหูขนาดใหญ่ทั้งสองข้างที่กระพือไปมาอย่างอึ้งๆ

“จะ เจ้าเป็นตัวอะไร” ฟาเรียถามเสียงสั่น ทำไมรู้สึกไม่ค่อยดีเลยแฮะ

“ข้าก็เป็นประตูหินนั่นไง แต่แหม พวกเจ้านี่หล่อกันเหลือเกินนะ คนนึงก็หน้าหวานน่ากิน คนนึงก็คมสันบาดใจ คนนึงก็สง่างามชวนฝัน คนนึงก็เท่ล่ำบึ้ก อีกคนก็หน้าใส๊ ใส โอย..เห็นแล้วเลือกไม่ถูก รู้ไหมว่า ข้าสะกดรอยตามพวกเจ้ามาตั้งแต่เช้าแล้ว พวกเจ้าเดินกันเร็วมาก ข้าเกือบตามไม่ทันแน่ะ”

“นี่เจ้าเดินตามพวกเรามางั้นเหรอ” ฟิลถาม

“อื้ม ก็ใช่น่ะสิ พวกเจ้าไม่เอะใจหรือไงว่า ทำไมหันมามองข้างหลังทีไร ก็เห็นข้ายืนยิ้มแฉ่งอยู่ทุกที”

“ถ้าข้าหันมาเห็นมันยืนยิ้มแฉ่งอย่างที่มันว่าจริงๆ ป่านนี้ข้าเผ่นป่าราบแล้ว” ฟาเรียกระซิบบอกทุกคน

 “ว่าแต่เจ้าตามพวกเรามาทำไม” ไรซานถามน้ำเสียงเคร่งขรึม ภูเขาหินยิ้มกว้าง มองเห็นโพรงขนาดใหญ่มืดตื๋อที่อยู่ข้างใน มันเอามือประสานกัน บิดไปบิดมา ชายตามองทั้งห้าคนตาหวานฉ่ำ

“สุดหล่อหน้าใสถามแบบนี้ข้าเขินนะเนี่ย บอกให้ก็ได้ ตอนพวกเจ้าโดนท่านเฟเบียซกับท่านรีนอลโยนเข้ามาในนี้ ทันทีที่ข้าเห็นหน้าพวกเจ้า ข้าก็ตะลึงในความหล่อของพวกเจ้า โอย..คนอะไรหล่อเหลือเกิน หล่อจนเกินห้ามใจ ข้ามิอาจหักห้ามใจได้ หากไม่ได้ใกล้ชิดพวกเจ้า ข้าคง..ข้าคงขาดใจตาย”

“เมื่อคิดได้เช่นนั้น ข้าก็เลยสะกดรอยตามพวกเจ้ามา ยิ่งเข้าใกล้พวกเจ้ามากเท่าไหร่ ความดันข้าก็สูบฉีดแรงขึ้นเรื่อยๆ ใจก็เต้นแรงจนแทบจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยงๆ”

ทั้งห้าคนทำหน้าพิกล รู้สึกผะอืดผะอมผสมความสยองจนบอกไม่ถูก หันมาพยักหน้าให้กัน ขยับก้าวถอยหลังอย่างช้าๆ แต่สายตาไม่ละจากภูเขาหินแม้แต่น้อย ในขณะที่ภูเขาหินก็ยังคงพร่ำรำพันต่อไป

 “ข้ากะว่า จะสะกดรอยตามพวกเจ้าไปสักพัก รอจนกว่าพวกเจ้าจะเผลอตัว จากนั้นก็ค่อยดึงตัวเข้ามากอดแล้วหอมสักสองสามฟอด อุ๊ยต๊าย! นี่ข้าพูดอะไรออกไป” ภูเขาหินยกมือทั้งสองข้างปิดตา ยืนบิดไปบิดมา 

“ข้าว่าไม่ค่อยดีแล้วล่ะ รีบเผ่นเถอะ” ไรซานบอก ทุกคนพยักหน้า หมุนตัววิ่งไปข้างหน้าทันที

ภูเขาหินเอามือลง มองกลุ่มโรมที่วิ่งไปไกลโขด้วยแววตาหมายมาด ไม่ให้หนีหรอกนะ  คิดพลางก็ทำตายิบหยี หัวเราะชอบใจ  ก้มตัวลงต่ำกลายเป็นก้อนหินขนาดมหึมา กลิ้งตามไป

“เฮ้ย! มันไล่ตามมาแล้ว” ฟาเรียตะโกนบอกเสียงดังด้วยความตกใจ ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน

“จะหนีไปไหนจ๊ะ มาให้ข้ากอดซะดีๆ” ภูเขาหินเร่งความเร็วกลิ้งไล่หลังมาเร็วจี๋ ทั้งห้าคนโกยสุดฝีเท้า ได้ยินเสียงดังคึ่กๆ ไล่หลังตามมาติดๆ พื้นดินสะเทือนตึงๆ บางส่วนแตกแยกเป็นทางยาว

“เร็วเข้า!” ฟิลพูดปนหอบ ขณะที่เท้าก็กวดเต็มที่ ไม่ได้หันไปมองด้านหลังแม้แต่น้อย โรมซึ่งวิ่งนำหน้ามาหนึ่งช่วงตัว มองไปข้างหน้าด้วยความตกใจ รีบเบรกจนตัวโก่ง

“หยุดทำไมล่ะโรม” ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสวิ่งตามมาทัน ถามพร้อมกัน

“นะ นั่นมันอะไรครับ” โรมพูดด้วยความตกใจ ชี้ให้ทุกคนดู ทุกคนมองตามมือที่ชี้ไป ก่อนอ้าปากค้าง เมื่อเห็นว่าภูเขาหินน้อยใหญ่ที่อยู่ในที่นี้ ต่างก็มีชีวิตเคลื่อนไหวได้ เหมือนกับภูเขาหินลูกที่ไล่ตามพวกตัวเองมา

“อุ๊ยต๊าย! น่ารักจริงๆ มามะ มาให้ข้ากอดสักทีเถอะ” ภูเขาหินลูกขนาดย่อมๆ มีต้นไม้สองต้นขึ้นอยู่บนหัวส่งเสียงวี๊ดว๊ายด้วยความชอบใจ มองหนุ่มๆ ทั้งห้าคนตาหวานเยิ้มเช่นเดียวกับภูเขาหินลูกอื่นๆ

“บะ บ้าน่า โกหกใช่ไหม” บาลาสครางเสียงแห้ง ฟิลรีบคว้าแขนบาลาสให้วิ่งไปอีกด้าน เมื่อเห็นภูเขาหินลูกตรงหน้าเอื้อมมือมาที่บาลาส ทำให้คว้าได้เพียงแค่อากาศ

“อุ๊ยๆๆ หลบเก่งซะด้วย ไม่ยอมให้หนีหรอกนะ” ภูเขาหินลูกนั้นพูดด้วยความชอบใจ ก้มตัวลงกลายเป็นก้อนหินขนาดใหญ่ ไล่ตามบาลาสกับฟิลไป โดยมีภูเขาหินอีกสามลูกไล่ตามไปเช่นกัน

“แย่แล้ว! พวกนั้นกำลังไล่ท่านฟิลกับท่านบาลาส” โรมพูดด้วยความตกใจ ก่อนผงะถอยหลัง เมื่อภูเขาหินที่อยู่ตรงหน้าห้าลูกก้มตัวลงต่ำกลายเป็นก้อนหินกลิ้งมาทางนี้ ซึ่งมีโรม ฟาเรียและไรซานยืนอยู่

“อย่าห่วงคนอื่นเลยจ้ะ สุดหล่อ ห่วงตัวเองดีกว่านะ” 

โรม ฟาเรียและไรซานหันหลังวิ่งหนีไปอีกด้าน ภูเขาหินลูกแรกที่ตามมาหยุดนิ่ง ยืดตัวสูงขึ้น มองไปทางซ้ายกับทางขวาอย่างชั่งใจ

“ต๊าย! จะเอาไงดี แตกกลุ่มซะแล้ว ทางโน้นมีสองคน ทางนี้มีสามคน จะไปทางไหนดีน๊า” มันทำท่าคิด ยกมือเกาหัวล้านโล่งเตียนเบาๆ นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ไปทางนี้ดีกว่า มีตั้งสามคน คิกๆๆ” ภูเขาหินยกมือปิดปาก หัวเราะคิกคักชอบใจ กลิ้งตามโรม ฟาเรียและไรซานไป เพราะคิดว่าหากจับได้ ก็จะได้กอดตั้งสามคน ซึ่งมากกว่าทางฟิลกับบาลาสที่มีแค่สองคน

ฟิลกับบาลาสวิ่งหนีภูเขาหินสี่ลูกอย่างไม่คิดชีวิต ซึ่งพวกมันก็เร่งความเร็วจนไล่หลังมาติดๆ ปากก็ตะโกนเรียกให้ทั้งคู่หยุดให้พวกมันกอดแต่โดยดี ฟิลกับบาลาสปฏิเสธเสียงดัง กระโดดตีลังกาม้วนตัวไปข้างหน้าเพื่อเร่งการหลบหนี

ภูเขาหินสองในสี่ลูกทำหน้าขัดใจ มันยืดตัวขึ้นสูง อ้าปากกว้าง พ่นก้อนหินขนาดเท่าลูกบอลจำนวนมากออกไป ก้อนหินตกบนพื้นดิน เกิดเสียงระเบิดดังสนั่น ฟิลกับบาลาสกระโดดหลบกันจ้าละหวั่น พื้นดินแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ สะเก็ดดินจำนวนมากพุ่งใส่ร่างทำให้กระเด็นหงายหลังไปนอนคลุกฝุ่นอยู่กับพื้น

“หนีไม่พ้นหรอกนะ สุดหล่อ” ภูเขาหินยืดแขนออกมา ฟิลกับบาลาสรีบพลิกตัวหนี กลิ้งไปด้านข้างสองสามตลบ ลำตัวโดนเศษหินที่กระจายอยู่เต็มพื้นดิน บาดจนได้แผลถลอกเลือดไหลซิบๆ

“ไวจริงๆ ถ้าจับได้ล่ะก็ จะกอดให้ดิ้นไม่หลุดเชียว” ภูเขาหินทุบมือลงบนพื้นดินเกิดเสียงดังตึงๆๆ

 ฟิลกับบาลาสที่เพิ่งลุกขึ้น ยืนโงนเงนไปมา ภูเขาหินหัวเราะชอบใจเสียงดัง เพิ่มแรงทุบลงไปอีก

“ครืน ครืน” พื้นดินที่ฟิลกับบาลาสยืนอยู่แยกออกจากกัน ทั้งคู่รีบกระโดดพุ่งตัวไปอีกด้าน เมื่อตั้งตัวได้ก็วิ่งเต็มเท้า ภูเขาหินลูกหนึ่งมองฟิลที่วิ่งหนีห่างออกไปด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ มันค่อยๆ จมตัวลงหายไปในพื้นดิน

“โอ๊ย!” ฟิลอุทานออกมา เมื่อขาข้างขวาสะดุดกับแง่งหินที่จู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาดักหน้าจากพื้นดิน แง่งหินครูดหน้าแข้งบาดเข้าไปในเนื้อจนได้แผลเป็นทางยาว ทำให้เสียหลักหน้าคะมำกลิ้งไปข้างหน้า

 “มามะ มาสู่อ้อมกอดของข้าซะดีๆ” ภูเขาหินลูกที่จมไปในพื้นดินเมื่อกี้ โผล่ขึ้นมาดักหน้าฟิลที่กลิ้งมาทางนี้ มันอ้าแขนทั้งสองข้างรอรับเต็มที่ ฉีกยิ้มกว้างจนแก้มแทบจะปริออกจากกัน

บาลาสกัดฟันกรอด พุ่งกระโจนเข้าไปหาฟิลอย่างไม่คิดชีวิต บาลาสไถลร่างเข้ามาใกล้ภูเขาลูกนั้น ห่างกันแค่สองก้าว ใช้มือข้างหนึ่งยันพื้นดินเอาไว้ ยกเท้าขึ้นสูงตวัดฟาดใส่ภูเขาหินลูกนั้นเต็มแรงด้วยความลืมตัว

“ตูม” ภูเขาหินผงะเซไปด้านข้างเกือบสามสิบเมตร ไปกระแทกกับภูเขาหินอีกสามลูกเกิดเสียงดังตูม ภูเขาหินทั้งสี่ลูกล้มระเนระนาด ส่งเสียงร้องโวยวายดังลั่น บาลาสรีบเข้าไปประคองฟิลที่ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง

“เป็นไงบ้าง” บาลาสถามด้วยความเป็นห่วง ก่อนทำหน้าตกใจเมื่อเห็นขมับขวาของฟิลมีเลือดซึมไหลย้อยลงมา ขณะที่หน้าแข้งด้านขวาก็มีเลือดซึมออกมาเช่นกัน

“สงสัยหัวแตกน่ะ ไม่เป็นไรหรอก ว่าแต่เจ้าล่ะ ขาเป็นไงบ้าง” ฟิลยิ้มให้ ก้มมองเท้าขวาของบาลาส

“ไม่เป็นหรอก แต่ภูเขาพวกนี้แข็งชะมัด เล่นเอาขาเกือบแตก” บาลาสถอดรองเท้า ก้มมองดูขาของตัวเอง ฟิลทำหน้าตกใจ เมื่อเห็นว่าเท้าของบาลาสบวมเป่ง มีเลือดคั่งอยู่ภายใน แต่บาลาสยังหัวเราะได้

“เฮ้ย! ทำหน้าแบบนั้นทำไม แค่นี้น่ะเด็กๆ อย่าลืมสิว่า หนักกว่านี้ก็โดนมาแล้ว”

“มันก็จริง แต่อีกสักเดี๋ยว เจ้าจะปวดขาจนเดินไม่ไหวนะ” ฟิลพูดด้วยความเป็นห่วง

“ไม่เห็นเป็นไรนี่ เดินไม่ไหวก็ค่อยขี่คอเจ้า หรือไม่เจ้าก็ทิ้งข้าไว้ตรงนี้”

“เออ จะขี่คอหรือขี่หลังก็ตามสบาย แต่ถ้าจะให้ข้าทิ้งเจ้าล่ะก็ ฝันไปเหอะ” ฟิลพูดเสียงเครียด

“เหมือนกันเพื่อน ถ้าจะให้ทิ้งเจ้าล่ะก็ ฆ่าข้าให้ตายซะยังดีกว่า” บาลาสพูดเสียงเครียดไม่แพ้กัน

ทั้งคู่มองหน้ากัน ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น จากนั้นหันไปมองภูเขาหินทั้งสี่ลูกที่อยู่ห่างออกไป

“จะเอาไงล่ะทีนี้” บาลาสถาม

“ถ้ามัวแต่หนีแบบนี้ พวกเราก็จะออกจากที่นี่ไม่ได้ ดังนั้นก็ลุยมันซึ่งๆ หน้าเลยล่ะกัน” ฟิลตอบ

“เอางั้นเหรอ” บาลาสถามย้ำ เมื่อเห็นฟิลพยักหน้า ทั้งคู่ก็พุ่งตัวเข้าหาภูเขาหินทั้งสี่ลูกที่เพิ่งจะลุกขึ้นยืน

“ต๊าย! ยอมให้พวกเรากอดแล้วเหรอ มามะ ขอกอดหน่อยนะ”

“ไปเลย ฟิล” บาลาสพาดมือขวาบนแขนซ้ายพร้อมย่อตัวลง ฟิลกระโดดเหยียบบนแขนของบาลาส สปริงตัวตีลังกาขึ้นไป ใช้สันมือทั้งสองข้างฟาดลงบนส่วนที่คาดว่าจะเป็นบ่าของภูเขาหินลูกที่อยู่ใกล้สุด

“เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ ครืน ครืน” ภูเขาหินสั่นสะเทือน มันร้องดังลั่น เซถอยหลังไปสิบกว่าก้าว ก่อนทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า บริเวณบ่าเกิดรอยปริร้าว แขนทั้งสองข้างหลุดลงมากองกับพื้นเสียงดังโครม เศษดินฟุ้งกระจาย

บาลาสกำหมัดทั้งสองข้าง พุ่งเข้าชกกลางลำตัวเสียงดังตูม ลำตัวของภูเขาหินกลายเป็นรูกลวงขนาดใหญ่ มันผงะถอยหลังไปเกือบห้าสิบเมตร หงายหลังตึงล้มลงบนพื้นเสียงดังสนั่น

ภูเขาหินอีกสามลูกทำตาโต อ้าปากค้าง ตายแล้ว! ทำไมถึงได้แรงเยอะแบบนี้ ขืนโดนเข้าไป มีหวังเละ

“จะเปิดทางให้พวกเราผ่านไปดีๆ หรือว่าจะต้องให้พวกเราใช้กำลัง” บาลาสถามน้ำเสียงเคร่งขรึม

“อุ๊ยต๊าย! อย่าทำหน้าแบบนี้สิจ๊ะ แหมๆ ก็ได้จ้ะ พวกเราไม่ไล่ตามแล้ว”

 “แน่นะ” ฟิลถามย้ำ

“แน่สิจ๊ะ ทางออกอยู่ด้านโน้นจ้ะ เดินไปสักครึ่งชั่วโมงก็คงถึง” ภูเขาหินชี้ให้ฟิลกับบาลาสดู

“ถ้างั้น พวกเราขอตัวก่อน ขอบคุณมากที่เปิดทางให้” ฟิลยิ้มให้ หันไปพยักหน้ากับบาลาส ก่อนเดินไปตามเส้นทางที่ภูเขาหินชี้ทางให้

“ไม่รู้ว่าพวกนั้นจะเป็นยังไงบ้าง” บาลาสกังวลใจ

“คงไม่เป็นอะไรหรอก ข้าว่าพวกเราเดินไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็คงเจอพวกนั้น” ฟิลปลอบ

“นั่นสิ ว่าแต่เจ้าเดินไหวแน่นะ”

“ไหวสิ แล้วเจ้าล่ะ เท้าบวมเป่งไม่ใช่หรือ เดินไหวไหม ถ้าไม่ไหว ขี่หลังข้าไปก็ได้”

“เจ้าเจ็บกว่าข้าอีก ไหนจะหัวแตก ไหนจะขาเจ็บ ขืนให้ข้าขี่หลังเจ้า สองคนนั้นคงสวดข้ายับแหงๆ”

 คำพูดนั้นทำให้ฟิลหัวเราะ เข้าใจทันทีว่า สองคนนั้นที่บาลาสพูดถึงก็คือฟาเรียกับไรซานนั่นเอง

“ถ้างั้นก็เดินกะเผลกๆ แบบนี้ไปก็แล้วกัน” ฟิลยิ้มให้ ซึ่งบาลาสพยักหน้าเห็นด้วย ทั้งคู่มุ่งหน้าเดินไปตามเส้นทางที่มองเห็นอยู่เบื้องหน้า โดยมีสายตาของภูเขาหินมองตามหลังไปอย่างเสียดาย

“เฮ้อ! นึกว่าจะได้กอดหนุ่มๆ สักหน่อย แต่ช่างเถอะ แค่รอยยิ้มเมื่อกี้ ก็ทำให้ข้าหลับฝันดีไปอีกนานทีเดียว ผู้ชายอะไรยิ้มสวยชะมัด” ภูเขาหินสามลูกยืนทำตาปรอยเมื่อนึกถึงรอยยิ้มของฟิล

“พวกเจ้าอย่ามัวแต่ยืนยิ้มฝันหวานสิยะ มาช่วยข้าก่อนสิ” เสียงโวยวายของภูเขาลูกที่โดนฟิลกับบาลาสอัดเข้าไป ทำให้ภูเขาหินทั้งสามลูกตื่นจากภวังค์ หัวเราะแห้งๆ รีบเข้าไปช่วยเพื่อนทันที

                                                          **************************************************************

โรม ฟาเรียและไรซาน วิ่งหนีภูเขาหินทั้งหกลูกที่กลิ้งไล่ตามมาอย่างสุดฝีเท้า ซึ่งเส้นทางที่ทั้งสามคนย่ำไปนั้น เต็มไปด้วยก้อนกรวดขนาดต่างๆ กัน อากาศที่ร้อนระอุ ทำให้ก้อนกรวดร้อนฉ่า ทั้งสามคนวิ่งไปก็ทำหน้าเหยเกไป เพราะความร้อนที่ทะลุผ่านรองเท้าเข้ามา ทำให้ปวดแสบปวดร้อนจนแทบจะก้าวขาไม่ออก

“สุดหล่อ จะหนีไปไหนจ๊ะ มาให้ข้ากอดซะดีๆ”

“ไม่เอา! ขืนให้เจ้ากอด พวกข้าก็เละน่ะสิ” ฟาเรียหันมาตะโกนว่าเสียงดัง

“อุ๊ยตาย! นอกจากจะหน้าหวานแล้ว เสียงก็ยังน่ารักซะด้วย คิกๆๆ แบบนี้ล่ะ ข้าช๊อบ ชอบ” ภูเขาหินหัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจ พวกมันยืดตัวขึ้นสูง อ้าปากพ่นลูกหินขนาดเท่ากำปั้นออกไปเป็นชุด

โรม ฟาเรียและไรซานหลบลูกหินอย่างว่องไว ลูกหินตกบนพื้นดินระเบิดดังลั่น ก้อนกรวดที่อยู่บนพื้นดินพุ่งกระเด็นใส่ร่างทั้งสามคน จนต้องยกมือปัดป้องพัลวัน แต่ก็มีบางส่วนโดนร่างกายได้รับบาดเจ็บไปตามๆ กัน

 “เร็วเข้าครับ มาทางนี้” โรมนำฟาเรียกับไรซาน วิ่งไปอีกด้าน ภูเขาหินตัวที่เป็นประตูทางเข้า ทำแก้มป่อง พ่นหินขนาดยักษ์ออกมานับสิบลูก ดักหน้าไม่ให้พวกโรมวิ่งออกไป มีก้อนหินสามก้อนพุ่งตรงมาอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดเห็นว่าจวนตัว จึงกำหมัดทั้งสองข้างชกสวนออกไปสุดแรง

“ตูม” ก้อนหินแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ สะเก็ดหินจำนวนมากกระแทกใส่ร่างทั้งสามคน ทำให้กระเด็นถอยหลังไถลไปกับพื้นกรวดเป็นทางยาวเกือบยี่สิบเมตร ก่อนไปกระแทกกับหินก้อนใหญ่เสียงดังพลั่กลงมานอนคว่ำหน้ากับพื้น ทั้งสามคนค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่งนิ่วหน้า เพราะเกิดอาการจุกจนพูดไม่ออก

 “เย้ เย้ สำเร็จ หมดฤทธิ์แล้ว” ภูเขาหินสามลูกยืดตัวกระโดดไปมาด้วยความดีใจ แรงกระโดดทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนราวกับเกิดแผ่นดินไหว ขณะที่อีกสามลูกก็ส่งเสียงหัวเราะชอบใจดังลั่น พวกมันยืดมือพุ่งตรงมาที่ร่างของทั้งสามคน

โรม ฟาเรียและไรซาน พลิกตัวหลบได้อย่างหวุดหวิด ทำให้พวกมันคว้าได้แค่ความว่างเปล่า ภูเขาหินที่เป็นประตูทางเข้า พ่นดินเหนียวหนืดนับสิบก้อนเข้าโจมตี ขณะที่ภูเขาอีกห้าลูกก็กระโดดลงบนพื้นดิน

ทั้งสามคนหลบดินเหนียวกันอุตลุต แต่แรงกระโดดของภูเขาหินก็ทำให้พื้นดินที่ยืนอยู่สั่นสะเทือนโคลงเคลงไปมาจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ สายตาหันไปเห็นก้อนหินขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหลัง โดยไม่ต้องนัดหมาย ทั้งหมดหันหลังวิ่งไปที่ก้อนหินก้อนนั้น ใช้เท้าไต่ขึ้นไปด้านบนอย่างรวดเร็ว พุ่งตัวข้ามก้อนหินขนาดกลางสองก้อนที่ขวางหน้าออกไป กลิ้งไปสี่ห้าตลบ ก่อนลุกขึ้นยืนหายใจหอบจนตัวโยน

“โอย.เหนื่อยชะมัด” ฟาเรียพูดปนหอบ รู้สึกปวดขาจนแทบจะยืนไม่ไหว 

“นั่นสิ ไม่เคยเหนื่อยอะไรแบบนี้มาก่อน” ไรซานใช้มือปาดเหงื่อที่ไหลย้อยลงมาจากหน้าอย่างลวกๆ

“อย่าเพิ่งบ่นเลยครับ” โรมพูดพลาง ชี้ให้ดูภูเขาหินสองลูกที่ฉีกยิ้มกว้าง พวกมันส่งจูบให้โรม ฟาเรียและไรซานพร้อมขยิบตาให้  โรมกับไรซานกลืนน้ำลายลงคอ ส่วนฟาเรียทำหน้าสยองยกมือลูบแขนเบาๆ

“คอยก่อนนะจ๊ะ จะไปหาเดี๋ยวนี้แหละ” ภูเขาหินบอกเสียงดัง จากนั้นพวกมันก็จับคู่หันหน้าเข้าหากัน

“เอ๋ พวกมันจะทำอะไรน่ะ” ฟาเรียสงสัย

“ไม่รู้เหมือนกัน แต่คงไม่ดีแน่ เผ่นเถอะ” ไรซานรีบบอก ทุกคนเห็นด้วย หมุนตัววิ่งออกไปทันที

 ภูเขาหินแต่ละคู่จับมือกันไว้แล้วกลิ้งตัวลงมา (ลักษณะเหมือนเลขแปดอารบิคแต่เขียนในแนวนอน) พุ่งเข้าชนก้อนหินยักษ์ที่ภูเขาหินตัวที่เป็นประตูพ่นออกมาขวางทางพวกโรม จนแตกกระจาย จากนั้นก็กลิ้งคึ่กๆ บดขยี้ก้อนหินขนาดต่างๆ ที่ขวางทางจนแหลกละเอียดไล่ตามมาอย่างรวดเร็ว

โรม ฟาเรียและไรซานวิ่งสุดฝีเท้า ความร้อนของก้อนกรวดเสียดสีกับรองเท้า จนทำให้ฝ่าเท้าของทั้งสามคนเริ่มมีเลือดซึมออกมา แต่ยังกัดฟันวิ่งต่อไป โดยมีก้อนหินกลิ้งตามมาติดๆ ตลอดเส้นทางที่ภูเขาหินสามคู่กลิ้งผ่าน พื้นดินจะยุบตัวลงไปเกือบสามเมตร แสดงให้เห็นถึงพลังทำลายมหาศาลของพวกมัน

โรมเหลียวกลับมามองอย่างกังวล ขืนเป็นแบบนี้ พวกเราแย่แน่ๆ ต้องทำอะไรสักอย่าง ซึ่งความคิดของโรมก็ตรงกับไรซานและฟาเรียที่เห็นตรงกันว่า หากยังคงวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนแบบนี้ มีสิทธิ์ถูกจับตัวได้แน่นอน

ทั้งสามคนหันมาสบตากัน เอาไงเอากัน หนีไปก็ไม่มีประโยชน์ สู้เผชิญหน้ากันตรงๆ คงจะดีกว่า คิดได้ดังนั้นทั้งหมดก็หยุดวิ่ง หันกลับมาเผชิญหน้ากับก้อนหินที่กำลังกลิ้งตามมาด้วยแววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว

“จัดการพวกมันสักคู่หนึ่งก็พอครับ เพื่อเป็นการข่มขวัญ” โรมบอกให้ฟาเรียกับไรซานรู้

“คิดเหมือนกันเลย ถ้างั้นลุยล่ะนะ” ไรซานยิ้มนิ้ดๆ พุ่งตัวออกไป ตามด้วยฟาเรียและโรม

“ต๊าย! สุดหล่อวิ่งเข้ามาหาพวกเราเองหรือนี่ มามะ ขอกอดให้ชื่นใจหน่อย” ภูเขาหินคู่แรกที่อยู่หน้าสุด รีบพลิกตัวลุกขึ้นยืน กางมือทั้งสองข้างรอรับด้วยสีหน้าตื่นเต้นดีใจ

ไรซานกับฟาเรียตีลังกาสองรอบ กระโดดม้วนตัวขึ้นสูง ฟาดเท้าลงบนบริเวณบ่าของภูเขาหินลูกแรกคนละข้างพร้อมกัน เกิดเสียงครืนๆ พร้อมรอยปริเป็นทางยาว ภูเขาหินร้องลั่น แขนทั้งสองข้างหล่นบนพื้นเสียงดังโครม ไรซานตวัดเท้าฟาดซ้ำเข้ากลางลำตัวเสียงดังตูม ภูเขาหินหักสองท่อน หงายหลังล้มลงเสียงดังสนั่น  

โรมพุ่งเข้าหาภูเขาหินคู่ของมัน ใช้เท้าไต่วิ่งขึ้นไปตามลำตัวอย่างรวดเร็ว มันยกมือทั้งสองข้างจะประกบจับตัวโรม แต่ฟาเรียกระโดดพุ่งตัว ตวัดเท้าฟาดใส่มือข้างหนึ่ง ทำให้มือข้างนั้นแตกกระเด็นปลิวออกไป

“เอาเลย โรม” ฟาเรียบอกเสียงดัง โรมกระโดดตัวขึ้นสูงอยู่เหนือศีรษะของมัน ประกบมือทั้งสองข้างทุบลงมากลางใบหน้าสุดแรง เกิดเสียงเปรี๊ยะ เปรี๊ยะ ใบหน้าของภูเขาหินเกิดรอยร้าวลงมาเป็นทางยาวไปตลอดทั้งลำตัว ก่อนที่ร่างของมันจะแตกออกเป็นสองซีก ล้มโครมลงกับพื้นดินเสียงดังลั่น ฝุ่นตลบไปทั่วบริเวณ

“สำเร็จ!” โรม ฟาเรียและไรซาน กระโดดแปะมือกันด้วยความดีใจ ขณะที่ภูเขาหินอีกสี่ลูกยืนอ้าปากค้าง มองสภาพเพื่อนทั้งสองตัวก่อนกลืนน้ำลายลงคอ   โห! ทำไมสุดหล่อถึงได้โหดแบบนี้

โรม ฟาเรียและไรซาน หันมาเผชิญหน้ากับภูเขาหินอีกสี่ลูกที่เหลือ

“อุ๊ยต๊าย! อย่ามองพวกเราแบบนี้สิจ๊ะ เห็นแล้วเสียววาบไปถึงหัวใจ” ภูเขาที่เป็นประตูทางเข้า ยกมือทั้งสองข้างทาบอก มองพวกโรมตาละห้อย 

“หากเปิดทางให้พวกเราผ่านไปดีๆ พวกเราก็จะไม่ทำร้ายพวกท่านครับ” โรมบอกน้ำเสียงเคร่งขรึม

“เอางั้นเหรอจ๊ะ  แต่แหม! พวกเราชอบสุดหล่อจริงๆ นะ” ภูเขาหินอีกลูกยังไม่วายพูดหยอด แต่พอเห็นสายตาของทั้งสามคนทำให้หัวเราะแห้งๆ ยกมือเกาหัวแก้เก้อ

“เอางั้นก็ได้จ้ะ สุดหล่อเดินตรงไปทางนี้นะจ๊ะ ไม่เกินชั่วโมงก็จะเจอทางออก” ภูเขาหินอีกลูกผายมือชี้ทางให้อย่างนอบน้อม ทั้งสามคนมองตามมือที่ชี้ไป ก่อนหันกลับมา

“ขอบคุณพวกท่านมากครับ ไปก่อนนะ” โรมยิ้มให้ ส่วนฟาเรียกับไรซานพยักหน้าให้ภูเขาหิน จากนั้นทั้งหมดก็หันหลังเดินจากไป

“เฮ้อ! เสียดายจัง เห็นแบบนี้ไม่คิดว่าจะโหดนะเนี่ย” ประตูหินทำหน้าเสียดาย ขณะที่ภูเขาหินอีกสามลูก รีบเข้าไปดูเพื่อนอีกสองตัวที่โดนอัดเข้าไปจนนอนกองอยู่บนพื้น

“เจ้าก็มาช่วยด้วยสิ มัวแต่ยืนทำหน้าเสียดายอยู่นั่นล่ะ” ภูเขาหินตัวหนึ่งต่อว่าเสียงดัง ทำให้ประตูหินค้อนใส่วงเบ้อเริ่ม ก่อนจะวิ่งเข้าไปช่วยอีกแรง

                                                                   *******************************************************

โรม ฟาเรียและไรซาน เดินโขยกเขยกอย่างหมดแรง ฝ่าเท้าของทั้งสามคนหมดความรู้สึกไปแล้ว แสดงว่ามันเจ็บจนชา ขณะที่เลือดก็ยังคงซึมออกมาเรื่อยๆ  แต่ทั้งสามคนก็กัดฟันเดินต่อไป โดยคอยสอดสายตามองหาฟิลกับบาลาสด้วยความเป็นห่วง

เมื่อเดินมาถึงทางแยก ทั้งสามคนก็ยิ้มด้วยความดีใจ เมื่อเห็นฟิลกับบาลาสเดินลากขามาจากอีกด้านหนึ่ง รีบวิ่งกรูเข้าไปหาโดยลืมความเจ็บปวดที่ขาไปจนหมดสิ้น

“พวกเจ้าเป็นยังไงบ้าง” ฟาเรียถามเสียงดัง 

“ไม่เป็นไร ยังไหวอยู่ แล้วพวกเจ้าล่ะ ปลอดภัยดีใช่ไหม” ฟิลตอบก่อนย้อนถาม

“ครับ แต่ก็ได้แผลมาไม่น้อยเหมือนกัน” โรมตอบน้ำเสียงนุ่มนวล

“อย่ามัวแต่พูดกันอยู่เลย นี่ก็ใกล้ค่ำแล้ว พวกเราไปหาที่เหมาะๆ สำหรับพักในคืนนี้เถอะ” ไรซานบอก

“จริงด้วย ท้องข้าก็เริ่มหิวขึ้นมาแล้วสิ ไปหาที่พักกันก่อน จากนั้นค่อยหาอาหารมากินกัน” บาลาสเสนอ

ทั้งห้าคนเดินลากขากันมาเรื่อยๆ จนเดินออกมาจากป่าหิน เบื้องหน้าห่างออกไปเกือบสองร้อยเมตรเป็นชายหาดสีขาวสะอาดตา มองเห็นทะเลกว้างใหญ่สีน้ำเงินเข้มจนเกือบดำ พระอาทิตย์ยามเย็นสีส้มระเรื่อ สะท้อนเงาลงบนผิวน้ำที่นิ่งสงบไม่ไหวติง แลดูงดงามและน่ากลัวในขณะเดียวกัน

โรมมองทะเลกว้างใหญ่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก แม้น้ำทะเลที่เห็นอยู่เบื้องหน้าจะเงียบสงบ ราวกับปราศจากสิ่งมีชีวิตใดๆ อาศัยอยู่ แต่โรมก็สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตเย็นเยียบที่แผ่กระจายออกมาจนรู้สึกได้ นี่คือทะเลคลั่ง ที่พวกท่านฟิลเคยพูดถึงหรือนี่

“เป็นอะไรไปหรือโรม ข้าเห็นเจ้าจ้องทะเลคลั่งมาพักใหญ่แล้วนะ” ฟาเรียสงสัย

“ไม่มีอะไรหรอกครับ ข้าแค่แปลกใจว่า ทำไมทะเลคลั่งจึงได้ดูนิ่งสงบจนน่ากลัวแบบนี้”

“เจ้าก็รู้สึกได้งั้นเหรอ” บาลาสถาม

“ครับ ข้ารู้สึกได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่กระจายออกมาจากทะเลคลั่ง ทำให้คิดว่า ด่านต่อไปคงหนักน่าดู”

“เจ้าเข้าใจถูกแล้วล่ะ ในทะเลคลั่งมีสัตว์กินเนื้อและสัตว์มีพิษอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก พวกมันกบดานและซ่อนตัวอยู่เต็มพื้นที่ไปหมด นอกจากนี้บางชนิดก็อำพรางตัวเก่งอีกด้วย” ฟิลอธิบายให้ฟัง

“ใช่ พวกมันชอบโจมตีเหยื่อในระยะประชิดตัว ที่สำคัญแต่ละชนิดมีขนาดใหญ่และเคลื่อนไหวได้รวดเร็ว หากพวกเราไม่ระวังให้ดี มีสิทธิ์ลงไปนอนในท้องของมันอย่างไม่ต้องสงสัย” ไรซานอธิบายเพิ่มเติม

โรมพยักหน้ารับรู้ แค่ด่านแรก พวกเราก็สะบักสะบอมกันถ้วนหน้า แล้วด่านต่อไป ซึ่งเป็นการสู้กันในน้ำ เวทย์มนต์ก็ใช้ไม่ได้สักอย่าง แบบนี้เสียเปรียบมากทีเดียว แต่ไม่ว่ายังไงก็จะต้องผ่านไปให้ได้ โรมคิดอย่างมุ่งมั่น

“อย่าเพิ่งคุยเรื่องนี้กันเลย หาที่พักก่อนเถอะ” บาลาสบอก

ทุกคนพยักหน้า มองซ้ายมองขวาอย่างสังเกต ไรซานชี้ให้ทุกคนมองภูเขาลูกหนึ่งที่มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมจนรกครึ้ม เมื่อมองต่ำลงมาจนถึงกลางเขา เห็นชะง่อนหินยื่นออกมานิดนึง ทุกคนเพ่งตามองด้วยความสนใจ พบว่าจากชะง่อนหินลึกเข้าไป มีโพรงขนาดใหญ่ ลักษณะคล้ายถ้ำอยู่บนนั้น จึงยิ้มออกมาด้วยความดีใจ

“ตรงนั้นแหละ ไปกันเลย” ฟาเรียฉุดมือโรมให้วิ่งไป โดยมีฟิล ไรซานและบาลาสเดินตามหลังมา

 เมื่อมาถึงตรงตีนเขา ทั้งหมดก็มองขึ้นไปด้านบน ชะง่อนหินที่เห็นนั้น อยู่สูงจากพื้นข้างล่างพอสมควรทีเดียว แต่โชคยังดีที่มีเถาวัลย์ขนาดใหญ่ห้อยลงมาจากด้านบน ห่างจากพื้นดินเกือบสองเมตร

ทั้งหมดไต่เถาวัลย์ขึ้นไปด้านบน ฟาเรียขึ้นไปเป็นคนแรก ตามด้วยโรม บาลาส ฟิลและไรซาน เมื่อขึ้นไปถึงก็เดินเข้าไปสำรวจภายในโพรงหินนั้น พบว่ามีขนาดกว้างพอสมควร เหมาะแก่การพักผ่อนในคืนนี้

บาลาสได้ยินเสียงน้ำดังมาจากด้านในที่อยู่ลึกเข้าไป จึงชวนฟาเรียเดินเข้าไปสำรวจ ทั้งคู่เดินลึกเข้าไปเกือบห้าสิบเมตร ก็พบแอ่งน้ำเล็กๆ แอ่งหนึ่ง  น้ำในแอ่งใสแจ๋ว ฟาเรียนั่งลงยองๆ มองน้ำในแอ่งอย่างพิจารณา

“ข้าจะตรวจสอบดูว่าน้ำนี่กินได้หรือเปล่า” ฟาเรียล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบกำไลคริสตัลสีฟ้าสดใส ตรงกลางแกะสลักเป็นรูปมังกรสีฟ้าออกมาจุ่มลงไปในน้ำ กำไลนี้คือเครื่องประดับประจำตัวของฟาเรีย

แม้จะโดนผนึกพลังเวทย์ แต่เครื่องประดับของมังกรสี่ธาตุ ก็สามารถใช้พลังเวทย์ได้หนึ่งในสิบส่วน ถึงจะไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอสำหรับตรวจสอบหาพิษหรือสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

กำไลสีฟ้าส่องแสงสว่างจ้า ครู่หนึ่งจึงหยุด ฟาเรียเก็บกำไลเข้าไปในเสื้อ หันมายิ้มให้บาลาส

“น้ำนี่กินได้ ที่สำคัญมันใช้รักษาบาดแผลได้ด้วย”

“ถ้างั้น ไปเรียกทุกคนมาที่นี่เถอะ” บาลาสบอกด้วยความดีใจ

สิบนาทีต่อมา โรม ฟิลและไรซานก็เข้ามาในนี้ ซึ่งฟาเรียได้เด็ดใบไม้ขนาดใหญ่ของต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ภายในถ้ำ มาห่อเป็นกรวยใช้ตักน้ำขึ้นมาให้ทุกคนดื่ม และล้างทำความสะอาดบาดแผล

แค่ห้านาที บาดแผลของทุกคนก็หายสนิทราวกับว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนเป็นอย่างมาก  บาลาสมองเท้าข้างขวาที่ก่อนหน้านี้บวมเป่งมีเลือดคั่งภายใน แต่ตอนนี้กลับหายสนิทด้วยความพอใจ ลุกขึ้นสะบัดเท้าแรงๆ สองสามครั้ง พูดน้ำเสียงร่าเริง

“ดีล่ะ ข้าจะออกไปหาอาหารมาให้พวกเจ้ากินกัน”

“ข้าไปด้วยครับ” โรมรีบบอก แต่บาลาสปฏิเสธ

“ไม่ต้องหรอก พวกเจ้าก่อไฟให้พร้อมเถอะ รับรองมื้อนี้กินกันอิ่มแน่” บาลาสยักคิ้วให้ เดินออกไปจากถ้ำอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ทุกคนหัวเราะอย่างขำๆ

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง บาลาสก็กลับมา มีหมูป่าตัวขนาดกลางพาดอยู่บนบ่า มือขวาหิ้วไก่ป่าห้าตัว มือซ้ายมีกล้วยป่าเครือใหญ่ ทุกคนมองบาลาสอย่างอึ้งปนทึ่ง โอ้โห! หายไปแป๊บเดียว กลับมาอีกที เสบียงเพียบเลยแฮะ

“เอ้า! อย่ามัวแต่อ้าปากค้างสิ หนักนะเนี่ย” บาลาสโยนไก่ในมือให้ฟาเรีย ขณะที่ฟิลกับไรซานเข้ามาช่วยยกหมูป่าออกจากบ่าของบาลาส ส่วนโรมเข้ามาดึงกล้วยป่าออกไปพิงไว้กับผนังถ้ำ

ทั้งห้าคนช่วยกันปรุงอาหาร กลิ่นของหมูป่าที่ย่างไฟหอมฉุยไปทั่วถ้ำ เรียกน้ำย่อยของทุกคนได้เป็นอย่างดี เพราะหลังจากมื้อเช้ามาแล้ว ทุกคนก็ไม่ได้ทานอะไรกันอีกเลย

เมื่อหมูป่าสุกได้ที่ ฟาเรียกับฟิลก็ช่วยกันจัดแจงแจกจ่ายให้ทุกคน ไรซานกับโรมช่วยกันย่างไก่ป่าเป็นอันดับต่อไป บาลาสเด็ดใบไม้มาห่อเป็นกรวย เดินไปตักน้ำมาให้ทุกคนดื่ม

บรรยากาศการกินอาหารเต็มไปด้วยความครื้นเครง ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ทุกคนก็จัดการกับหมูป่าและไก่ป่าห้าตัวเรียบไม่มีเหลือ ฟิลลุกขึ้นไปปลิดกล้วยป่าออกมาแจกให้ทุกคน

“กินของคาวเสร็จแล้ว ต่อไปก็เป็นผลไม้ แม้มันจะมีเม็ดเยอะไปสักหน่อย แต่ก็หวานนะ” ฟิลยิ้มให้ ปอกกล้วยเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ทุกคนยิ้มอย่างขำๆ ลงมือกินกล้วยกันอย่างเอร็ดอร่อย

หลังจัดการอาหารทุกอย่างเรียบร้อย ทั้งห้าคนก็ช่วยกันเก็บกวาด ทำความสะอาดพื้นที่ จากนั้นก็นั่งล้อมวง ผลัดกันเล่าให้ฟังว่า ตอนที่แยกกันไปคนละทางนั้น ต้องวิ่งหนีภูเขาหินจนล้มลุกคลุกคลานกันแบบไหน เรียกเสียงหัวเราะของทุกคนได้ลั่นถ้ำ

“ยังดีนะครับ ที่พวกเราทุกคนปลอดภัยกันดี” โรมพูดอย่างโล่งอก

“นั่นสิ แม้จะเจ็บตัวได้แผลเลือดออกกันบ้าง แต่พวกเราก็ยังอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตานี่นา แบบนี้ต่อให้ล้มสักร้อยครั้ง พันครั้ง ก็ไม่เป็นไรหรอก” ฟาเรียพูดน้ำเสียงร่าเริง เรียกรอยยิ้มจากทุกคนได้อีกครั้ง

 ทั้งหมดพูดคุยกันอีกพักใหญ่ ไรซานจึงบอกให้ทุกคนนอนได้แล้ว เพราะหากพักผ่อนไม่พอ ร่างกายจะไม่พร้อมสำหรับฝ่าด่านทะเลคลั่งในวันพรุ่งนี้ ซึ่งถือว่าโหดและหนักมาก

 ทุกคนล้มตัวลงนอนเรียงกัน ใช้มือหนุนแทนหมอน มองออกไปนอกถ้ำ ดวงดาวมากมายส่องประกายระยิบระยับอยู่บนท้องฟ้า อากาศยามดึกเงียบสงัด ได้ยินเสียงจักจั่นเรไรดังอยู่ไม่ไกล ลมเย็นพัดมาวูบหนึ่ง หอบเอากลิ่นหอมของดอกไม้ป่าโชยมากระทบจมูก ความเหน็ดเหนื่อยผสมความอ่อนล้าจากการวิ่งกันมาทั้งวัน ทำให้ทั้งห้าคนผล็อยหลับไปในเวลาอันรวดเร็ว

 ด้านนอกถ้ำ บริเวณชะง่อนหิน มีควันจางๆ ก่อตัวขึ้นช้าๆ พร้อมกับร่างของคนกลุ่มหนึ่ง ปรากฏตัวขึ้น

 “เด็กพวกนี้ ทำเวลาได้ดีทีเดียว แค่วันเดียวก็ผ่านด่านแรกได้แล้ว” เฟเบียซพูดน้ำเสียงเนิบๆ มองกลุ่มโรมที่หลับสนิทภายในถ้ำด้วยแววตาที่เดาไม่ออกว่ากำลังคิดอะไร

 “เห็นไหม ข้าบอกพวกเจ้าแล้วว่า เด็กพวกนี้น่ะแกร่งจะตาย ไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ พวกเขาต้องผ่านด่านสุดท้ายได้แน่” แบนนาสยักคิ้วให้เพื่อนทั้งสามคน

 “มันก็ไม่แน่หรอก แบนนาส ยังมีอีกตั้งห้าด่าน อย่าเพิ่งด่วนสรุปสิ” รีนอลพูดน้ำเสียงเคร่งขรึม

 “ใช่ ใช่ ยังมีอีกตั้งห้าด่าน พรุ่งนี้ก็เป็นทะเลคลั่ง ฮี่ๆๆ แค่คิดว่าเด็กพวกนี้จะต้องลงไปแหวกว่ายอยู่ในนั้น ข้าก็ตื่นเต้นจนแทบจะอดทนรอให้ถึงพรุ่งนี้ไม่ไหวซะแล้ว” ฟาคอลหัวเราะชอบใจ ดวงตาทอประกายวิบวับ

 เฟเบียซหันไปมองทะเลคลั่งที่นิ่งสงบ ยิ้มมุมปาก พูดน้ำเสียงราบเรียบ

 “หึหึหึ ทะเลคลั่งงั้นเหรอ แต่ที่เห็นตอนนี้ มันเงียบเกินไป ไม่เห็นจะคลั่งสมชื่อเลยนี่นา” พูดจบ เฟเบียซก็พุ่งตัวไปที่ทะเลคลั่ง ตามด้วยรีนอล แบนนาสและฟาคอล

 องครักษ์รุ่นแรกทั้งสี่คน ลอยตัวเหนือทะเลคลั่ง จ้องมองลงไปในน้ำที่นิ่งสงบ  สะบัดมือออกไป ปล่อยละอองสีแดง สีเขียว สีน้ำตาลและสีฟ้าจากมือลงไปในทะเลอย่างช้าๆ

 ทะเลที่นิ่งสงบเริ่มปั่นป่วน ฟองน้ำผุดพรายขึ้นมาจนเดือดพล่าน สัตว์น้อยใหญ่ในทะเลโผล่ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก พวกมันชูคอแหงนหน้าขึ้นสูง จ้องมององครักษ์รุ่นแรกอย่างรอรับคำสั่ง

 “พรุ่งนี้ จงสนุกให้เต็มที่ อย่าให้ผ่านไปได้ง่ายๆ เข้าใจไหม” รีนอลออกคำสั่ง

 เสียงร้องแหลมยาวของสัตว์ในทะเลดังก้องไปทั่ว พวกมันค่อยๆ จมดิ่งหายลงไปในทะเล ฟองน้ำที่เดือดพล่านเมื่อครู่ค่อยๆ นิ่งสงบจนกลับมาเป็นปกติ

 “พรุ่งนี้ สนุกแน่ ฮี่ๆๆ” ฟาคอลหัวเราะชอบใจ หันมามองเพื่อนทั้งสามคน ที่ยืนยิ้มมุมปากอย่างรู้กัน

“กลับกันเถอะ” แบนนาสบอก จากนั้นร่างของทุกคนก็เลือนหายไป ทิ้งไว้แต่ความว่างเปล่า

                                                       *********************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

474 ความคิดเห็น

  1. #234 รอรัก (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2551 / 07:58
    โห รอตั้งสิบวันน่ะค่ะพี่ปู แต่ก็น่ะ สงสัยว่าพี่ปูคิดไห้งัย หุหุหุ ภูเขาหิน เป็นเพศ ญ วิ่งไล่หนุ่มๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า



    ว่าแต่ว่า องค์รักษ์ รุ่นที่สองไม่รู้ตัวเหรอค่ะว่าถูกตรวจสอบน่ะ อย่างนี้ถ้าหากว่าทางฝ่ายอสฝุรตรวจสอบ ออร่า เป็นเหมือนกัน ทำงัยล่ะ



    แล้วราชินีของ ฝ่ายอสูรนี่ท่าทางจะโหดมากน่ะค่ะ หนุ่มๆ ของป่าน กะฝ่ายปีศาจ กะ เทพจะไหวไหมนี่ เฮ่อ ชักเป้นห่วงแล้วซิ
    #234
    0