มหาเวทย์จักรพรรดิ ภาคจอมราชันย์

ตอนที่ 25 : ข้อเสนอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 633
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    21 ก.ย. 51

บทที่ 25  ข้อเสนอ

เมืองพาราไดซ์วอล เมืองหลวงของแคว้นไลท์ อีส ไลออน

ภายในห้องทำงานของเฟรดเดอริก ผู้ครองแคว้น  ขณะนั้นแฟรงก์ จีนัสและสก็อตกำลังรายงานเรื่องราวต่างๆ ให้เฟรดเดอริกทราบอย่างละเอียด

“พวกเจ้าคิดว่า มาร์เดโลรู้เรื่องที่มีชาวบ้านถูกอสูรฆ่าตายในเมืองของตัวเองแล้วหรือยัง”

“ไม่แน่ใจครับ เพราะพวกเราไม่ได้แวะไปหาท่านมาร์เดโลที่ปราสาทเลยครับ”

”งั้นเหรอ ถ้ากลิ่นไออสูรรุนแรงมากขนาดนั้น อย่างน้อยพวกองครักษ์ก็ต้องรู้สึกบ้างสิ เว้นซะแต่ว่าพวกเขาจะไม่อยู่ที่เมืองในตอนนั้น จริงสิ พวกเจ้าได้เจอเทอรีนอยด์บ้างไหม”

 “ไม่เจอครับ ดูเหมือนว่าเขาจะหายตัวไปตั้งแต่ราชาปีศาจปรากฏตัวขึ้น ท่านเฟรดเดอริกมีธุระกับเขาหรือครับ”

 “ไม่มีหรอก แต่สงสัยว่า หากเขาอยู่ที่นั่น ก็น่าจะรู้ว่ามีอสูรลักลอบเข้ามา เพราะเมืองพอร์ตแลนด์อยู่ในแคว้นสก๊อตโตลา ซึ่งเป็นเขตความรับผิดชอบของเขา เว้นซะแต่ว่าเขาจะไม่อยู่ จึงไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้น”

“อาจเป็นไปได้ครับ แต่ถึงเขาจะอยู่ที่นั่นในตอนนั้นจริงๆ ก็ใช่ว่าจะรับมืออสูรกลุ่มนั้นได้นะครับ”

เฟรดเดอริกพยักหน้า พวกอสูรเข้ามาที่เมืองพอร์ตแลนด์ทำไมกัน  แล้วเทอรีนอยด์ซึ่งเป็นองครักษ์พิทักษ์แคว้นหายตัวไปไหน  แบบนี้หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา จะมีใครปกป้องชาวเมืองจากอสูรกันล่ะ  

“พวกเจ้าในที่นี้ มีใครพอจะรู้วิธีติดต่อกับราชาปีศาจบ้างไหม” เฟรดเดอริกถามน้ำเสียงจริงจัง ทำให้ทั้งสามคนสะดุ้งในใจ มองหน้าเฟรดเดอริกพร้อมกัน   แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ บนใบหน้านั่น

“ที่ข้าถามเรื่องนี้ ก็เพราะข้าคิดว่า การที่อสูรเข้ามาที่เมืองพอร์ตแลนด์ อาจมีอะไรไม่ชอบมาพากล แม้ตอนนี้จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เร็วๆ นี้ อาจมีเรื่องร้ายเกิดขึ้นที่นั่นก็ได้ ข้าอยากแจ้งเรื่องนี้ให้ราชาปีศาจทราบ”

“ท่านเฟรดเดอริกครับ ท่านราชาปีศาจเป็นผู้นำของปีศาจและเทพ ดังนั้น ข้าคิดว่า ผู้ที่จะติดต่อกับท่านราชาปีศาจได้ จะต้องเป็นคนที่มีสายเลือดปีศาจหรือสายเลือดเทพอยู่ในตัว”

“ถ้าอย่างนั้น พวกองครักษ์พิทักษ์แคว้นก็สามารถติดต่อกับราชาปีศาจได้น่ะสิ ใช่ไหม แฟรงก์ เพราะพวกเจ้ามีสายเลือดที่ว่าอยู่ในตัวด้วยกันทั้งนั้น”

“ข้าไม่แน่ใจนะครับว่าจะได้ผลหรือเปล่า เพราะข้าเองก็ไม่เคยติดต่อกับท่านราชาปีศาจมาก่อน”

คำตอบของแฟรงก์ทำให้จีนัสกับสก็อตแอบขำในใจ   ท่านแฟรงก์พูดปดหน้าตาเฉยเลย

“ไม่เป็นไรแฟรงก์ อย่างน้อยก็ลองดูก่อน ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย”

“ครับ ว่าแต่ท่านเฟรดเดอริกจะให้ข้าติดต่อท่านราชาปีศาจเมื่อไหร่ครับ”

“พวกเจ้าเพิ่งกลับมาถึง ควรไปพักผ่อนให้หายเหนื่อยก่อน ไว้พรุ่งนี้ช่วงสายๆ พวกเจ้าค่อยเข้ามาหาข้าในห้องทำงานก็แล้วกัน”

“ครับ ถ้างั้นพวกเราขอตัวก่อนครับ” ทั้งสามคนทำความเคารพเฟรดเดอริกพร้อมกัน หมุนตัวเดินออกไปจากห้อง เมื่อลับร่างของคนทั้งสาม   เฟรดเดอริกก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปด้านหลัง มองภาพแผนที่ของดินแดนแถบนี้ ที่แขวนไว้บนผนังห้องด้วยสายตาครุ่นคิด

ในดินแดนแถบนี้  แคว้นสก็อตโตล่า เป็นแคว้นที่ใหญ่ที่สุด มีเนื้อที่เท่ากับหนึ่งในห้าของดินแดนทั้งหมด โดยแคว้นไวท์สกายและแคว้นไลท์ อีส ไลออน มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองและอันดับสามตามลำดับ

 แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ หากนำแคว้นอันดับสองและแคว้นอันดับสามมารวมกันก็จะมีพื้นที่เท่ากับกึ่งหนึ่งของแคว้นสก็อตโตล่า ถ้าอสูรยึดแคว้นสก็อตโตล่าได้ล่ะก็.. เฟรดเดอริกมีสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อนึกภาพออกว่าจะเกิดอะไรขึ้น  ข้าไม่มีวันยอมให้พวกอสูรเข้ามาสูบพลังชีวิตของประชาชนในดินแดนแถบนี้เด็ดขาด

เฟรดเดอริก เดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงาน ใช้มือข้างหนึ่งเคาะขมับเบาๆ อย่างครุ่นคิด ครึ่งชั่วโมงผ่านไป จึงลุกขึ้นคว้าเสื้อคลุมที่พาดบนพนักเก้าอี้ขึ้นมาสวม เดินไปที่ประตูห้องเปิดออกไปทันที

“ท่านเฟรดเดอริก จะไปไหนหรือครับ”

เสียงทุ้มที่ดังขึ้น ทำให้เฟรดเดอริกชะงักเท้าที่กำลังก้าวลงบันได เมื่อหันไปเห็นว่าเป็นใครก็ยิ้มกว้าง

“ข้ากำลังจะไปหาพวกเจ้าที่ห้องพักอยู่พอดี”

“ท่านเฟรดเดอริกมีอะไรจะใช้พวกเราหรือครับ” จีนัสถาม มองเฟรดเดอริกอย่างสงสัย 

“พวกเจ้าทานอาหารเย็นกันหรือยัง”

“เรียบร้อยแล้วครับ” สก็อตตอบ

“งั้นเหรอ แล้วแฟรงก์ไปไหน ทำไมไม่อยู่กับพวกเจ้าด้วย”

“ท่านแฟรงก์ไปอาบน้ำครับ ให้พวกเราไปตามให้ไหมครับ” จีนัสเสนอ แต่เฟรดเดอริกส่ายหน้า 

“ไม่เป็นไร ข้าจะไปหามอลโต อาจจะกลับมาดึกหน่อย ฝากพวกเจ้าบอกแฟรงก์ให้ด้วย”

“ได้ครับ แต่นี่ก็ค่ำแล้ว ท่านเฟรดเดอริกจะไม่ให้พวกเราตามไปด้วยหรือครับ” สก็อตถามอย่างเป็นห่วง

 “คงไม่มีอะไรหรอก ข้าจะรีบไปรีบกลับ พวกเจ้าอยู่ที่นี่เถอะ”

“อย่าประมาทจะดีกว่าครับ ให้ข้าหรือสก็อตตามไปด้วยเถอะครับ” จีนัสไม่เห็นด้วย

“ก็ได้ งั้นจีนัส เจ้าตามข้ามาก็แล้วกัน”

“ครับ ท่านเฟรดเดอริก” จีนัสร่ายมนต์ออกมา แล้วร่างของจีนัสกับเฟรดเดอริกก็เลือนหายไป

ครึ่งชั่วโมงต่อมา จีนัสกับเฟรดเดอริกก็ปรากฏตัวหน้าประตูปราสาทของมอลโต ผู้ครองแคว้นไวท์สกาย ที่อยู่ในเมืองไดมอนด์ริง เมื่อทหารยามเห็นทั้งคู่ก็ก้มศีรษะทำความเคารพ

“มอลโตอยู่หรือเปล่า”

“อยู่ในห้องทำงาน กำลังคุยกับท่านมาร์เดโลครับ” ทหารยามรายงานให้ทราบ เฟรดเดอริกย่นคิ้วด้วยความแปลกใจ มาร์เดโลมาที่นี่ทำไม เช่นเดียวกับจีนัสที่มีสีหน้าสงสัยเช่นกัน

“มาร์เดโลมาคุยกับมอลโตนานหรือยัง”

“สักครู่แล้วครับ”

เฟรดเดอริกพยักหน้า เดินนำจีนัสเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว นาธานซึ่งกำลังสั่งงานนางกำนัล หันมาเห็นเข้าพอดี รีบเดินเข้ามาทำความเคารพเฟรดเดอริก

“ท่านเฟรดเดอริก มาซะค่ำเชียว ไม่ทราบว่ามีธุระด่วนหรือเปล่าครับ”

 “มีนิดหน่อยน่ะ ว่าแต่มอลโตอยู่ไหนหรือ”

“อยู่ในห้องทำงานด้านบนครับ กำลังคุยกับท่านมาร์เดโล”

“เจ้ารู้หรือเปล่าว่า มาร์เดโลมาคุยธุระเรื่องอะไร”

“ไม่ทราบครับ ท่านมาร์เดโลบอกว่าต้องการคุยกับท่านมอลโตตามลำพัง ข้าจึงออกมาคอยด้านนอก”

“งั้นเหรอ เจ้าพาข้าไปหามอลโตหน่อยสิ”

 “ได้ครับ เชิญทางนี้”

เฟรดเดอริกและจีนัสเดินตามหลังนาธานขึ้นไปชั้นสองของปราสาท ทั้งคู่เดินตามไปเรื่อยๆ จนมาหยุดหน้าห้องทำงานของมอลโต ทั้งสามคนก็ได้ยินเสียงโต้เถียงดังลั่นออกมาจากข้างใน ครู่หนึ่งประตูห้องก็เปิดออก พร้อมกับมาร์เดโลที่เดินออกมาหน้าตาบึ้งตึง เมื่อเห็นทั้งสามคนยืนอยู่หน้าประตูก็ชะงัก

“พวกเจ้าคุยเรื่องอะไรกันหรือ ถึงได้ส่งเสียงดังลั่นออกมานอกห้องแบบนี้” เฟรดเดอริกถามอย่างสงสัย

“ข้าจะคุยเรื่องอะไรก็ไม่เกี่ยวกับเจ้า ว่าแต่เจ้ามาที่นี่ทำไม” มาร์เดโลถามเสียงห้วน เฟรดเดอริกไม่ทันจะตอบคำถาม มอลโตก็เดินออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย เมื่อเห็นเฟรดเดอริกก็ยิ้มให้ ทักน้ำเสียงร่าเริง

“อ้าว! เฟรดเดอริก เจ้ามาถึงนานหรือยัง”

“เพิ่งมาถึงเมื่อกี้ ว่าแต่พวกเจ้าคุยเรื่องอะไรกันหรือ เสียงดังลั่นเชียว”

“ไม่มีอะไรหรอก จริงสิ เจ้าทานอาหารเย็นมาหรือยัง”

“ข้าทานมาเรียบร้อยแล้ว ขอบใจมาก”

“งั้นเหรอ ถ้างั้นเราเข้าไปคุยในห้องกันดีกว่า” มอลโตชวน ก่อนหันมาทางมาร์เดโลที่ยืนหน้าบึ้ง

“ขอโทษนะ มาร์เดโล ข้ากับเจ้าไม่มีเรื่องอะไรที่จะต้องคุยกันอีกแล้ว นาธานส่งแขกให้ข้าด้วย”

“เชิญทางนี้ครับ ท่านมาร์เดโล” นาธานผายมือให้มาร์เดโลที่ยืนกำมือแน่น มองมอลโตแบบไม่พอใจ

“ข้าอุตส่าห์หวังดี แต่เจ้ากลับปฏิเสธ หากเกิดอะไรขึ้นมา เจ้าอย่ามาเสียใจภายหลังก็แล้วกัน” มาร์เดโลสะบัดหน้าพรืด ร่ายมนต์ออกมา แล้วร่างก็เลือนหายไป ทุกคนหันมามองมอลโตพร้อมกัน

“ไม่ต้องไปสนใจเจ้ามาร์เดโลหรอก พวกเราไปคุยกันข้างในเถอะ” มอลโต เดินนำทุกคนเข้าไปในห้องทำงาน เมื่อทุกคนนั่งเรียบร้อยแล้ว มอลโตจึงพูดขึ้น

“พวกเจ้าคงสงสัยล่ะสิว่า มาร์เดโลมาหาข้าทำไม และทะเลาะกันเรื่องอะไร”

ทุกคนพยักหน้าแทนคำตอบ มองมอลโตด้วยความอยากรู้ มอลโตยิ้มมุมปาก พูดน้ำเสียงราบเรียบ

“เมื่อคืนนี้ อาร์ทีเมีย ลูกชายของจอมอสูรโรติเฟอร์ แวะไปหามาร์เดโล ที่เมืองพอร์ตแลนด์”

“เจ้าว่าไงนะ!” เฟรดเดอริกถามด้วยความตกใจ   ขณะที่จีนัสกับนาธานมีสีหน้าเคร่งขรึม

“ได้ยินไม่ผิดหรอก อาร์ทีเมียไปหามาร์เดโล เพื่อยื่นข้อเสนอของอสูรให้ผู้ครองแคว้นทุกคนพิจารณา”

“ข้อเสนออะไรหรือครับ”   จีนัสกับนาธานถามพร้อมกัน

“อสูรต้องการได้ตำรามหาเวทย์จักรพรรดิจากพวกเรา แลกกับการไม่ลุกล้ำเข้ามาในดินแดนแถบนี้ หากพวกเรายอมรับข้อเสนอ นอกจากจะไม่ลุกล้ำเข้ามาแล้ว ทางอสูรก็จะให้พวกเราได้อ่านเวทย์มนต์ทั้งหมดที่อยู่ในตำราทั้งสิบสองเล่ม รวมทั้งจะช่วยอธิบายเวทย์มนต์ยากๆ ที่พวกเราไม่เข้าใจให้ฟังอีกด้วย”

 “ถ้างั้น ที่มาร์เดโลมาหาเจ้า ก็เพราะต้องการจะคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ใช่ไหม”

“ใช่ มาร์เดโลตกลงเลือกข้อเสนอของอสูร ก็เลยอยากให้ข้าเลือกข้อเสนอของอสูรด้วย”

“เฮ้ย! เจ้าว่ายังไงนะ” เฟรดเดอริกมีสีหน้าตกใจ เช่นเดียวกับจีนัสและนาธาน

 “ตอนข้าได้ยินครั้งแรก ข้าก็ทำหน้าแบบเจ้านั่นล่ะ ก็เลยถามมันไปว่า ทำไมจึงเลือกรับข้อเสนอของอสูร เจ้ามาร์เดโลตอบว่า หากเลือกข้อเสนอของอสูร นอกจากจะไม่โดนอสูรรุกรานแล้ว พวกเราก็ยังจะได้อ่านตำราครบทั้งสิบสองเล่ม ซึ่งมีแต่ได้กับได้ ผิดกับข้อเสนอของราชาปีศาจ ที่พวกเราจะไม่ได้อะไรสักอย่าง”

จีนัสมีสีหน้าเคร่งขรึม อาร์ทีเมียฉลาดไม่ใช่เล่น เข้าใจยื่นข้อเสนอให้ผู้ครองแคว้นพิจารณา ต้องรีบรายงานเรื่องนี้ให้ท่านราฟทราบโดยด่วน จะได้หาทางแก้เกมได้

“แล้วเจ้าบอกมาร์เดโลไปว่ายังไง”

“ข้าบอกว่า แม้ข้อเสนอของอสูรจะดูดี แต่ข้าไม่คิดว่าอสูรจะใจดีแบบนั้น เจ้าแน่ใจได้ยังไงว่าอสูรจะทำตามสัญญาที่คุยไว้ พอข้าย้อนถามแบบนี้ มาร์เดโลก็อึ้งไป ข้าจึงบอกไปว่า ข้าสนใจข้อเสนอของราชาปีศาจมากกว่า เพราะมีแต่ได้ไม่มีเสีย”

“มาร์เดโลก็แย้งว่า ได้ตรงไหน ในเมื่อราชาปีศาจจะให้พวกเราส่งคืนตำราทั้งหมดให้เขา ข้าก็บอกว่า ตำรามหาเวทย์จักรพรรดิ ไม่ใช่ของของพวกเรามาตั้งแต่แรก พวกเราแค่โชคดีที่บังเอิญได้ครอบครองมันเท่านั้น ในเมื่อตอนนี้ เจ้าของตัวจริงปรากฏตัวขึ้น พวกเราก็ควรจะคืนให้เขาไป”

“เมื่อคืนตำราให้ราชาปีศาจ ทางเขาก็จะส่งทหารเข้ามาดูแลประชาชนของพวกเราให้ปลอดภัยจากอสูร เท่ากับว่าพวกเราได้ปีศาจกับเทพมาเป็นกันชนให้ แล้วแบบนี้ พวกเราเสียผลประโยชน์ตรงไหนเหรอ”

“แล้วมาร์เดโลว่ายังไง”

“มาร์เดโลบอกว่า แต่ข้อเสนอของอสูรน่าสนใจกว่า ข้าจึงบอกไปว่า เจ้าจะเลือกข้อเสนอของใครก็เป็นเรื่องของเจ้า แต่ข้าเลือกข้อเสนอของราชาปีศาจ มาร์เดโลก็หาว่าข้าโง่ ไม่รู้จักเลือกข้อเสนอที่ดีที่สุด ข้าก็เลยไล่ให้มันกลับไปซะ เพราะคนโง่กับคนฉลาดคุยกันไม่ได้หรอก คุยไปคุยมา เดี๋ยวคนโง่อาจชกปากคนฉลาดแตกได้”

 “มิน่าล่ะ มาร์เดโลถึงได้หัวเสียแบบนั้น” เฟรดเดอริกมองมอลโตที่ส่ายหัวเบาๆ อย่างขำๆ

“ว่าแต่เจ้าเถอะ มีเรื่องอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาข้าซะมืดค่ำแบบนี้”

เฟรดเดอริกพยักหน้า จากนั้นจึงคุยธุระของตนให้มอลโตฟัง ซึ่งมอลโตตั้งใจฟังเป็นอย่างดี เมื่อฟังจบ มอลโตจึงหันมาถามนาธาน

“เจ้ากำหนดวัน เวลาและสถานที่หรือยัง”

“ยังครับ เพราะข้าต้องดูกำหนดการเรื่องงานของทุกคนด้วยครับว่า พอจะมีเวลาว่างตรงกันวันไหนบ้าง”

“งั้นเหรอ ว่าแต่เจ้ากับแฟรงก์เห็นด้วยกับข้อเสนอของราชาปีศาจใช่ไหม”

“ครับ ท่านมอลโต”

“เท่ากับว่าพวกเรามีสองเสียงอยู่ในมือแล้ว แต่อีกสิบเสียงที่เหลือนี่สิ จะทำยังไง” มอลโตขอความเห็น

“ข้าขอเสนอความเห็นสักนิดได้ไหมครับ” จีนัสเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นทุกคนพยักหน้า จีนัสจึงพูดเสียงเคร่งขรึม

“ข้าคิดว่าพวกเราน่าจะคุยเรื่องนี้กับท่านราชาปีศาจนะครับ บางทีอาจจะได้ข้อแนะนำดีๆ อะไรมาบ้าง”

“ความคิดเข้าท่าดีนี่ ว่าแต่พวกเราจะติดต่อกับราชาปีศาจยังไง” มอลโตสงสัย

“ท่านมอลโตครับ เท่าที่ข้ารู้มา ท่านราชาปีศาจคนปัจจุบัน เป็นผู้นำของเทพและปีศาจ ดังนั้นผู้ที่จะติดต่อกับเขาได้ จะต้องมีสายเลือดเทพหรือไม่ก็มีสายเลือดปีศาจอยู่ในตัวครับ” นาธานอธิบายให้ฟัง

“แสดงว่าเจ้ากับแฟรงก์ก็สามารถติดต่อกับราชาปีศาจได้น่ะสิ” มอลโตถาม

“อาจจะได้ครับ เพราะแม้ว่าข้าจะมีสายเลือดเทพอยู่ในตัว แต่ข้าก็ไม่เคยพูดคุยหรือติดต่อกับทหารเทพและทหารปีศาจมาก่อน ก็เลยไม่แน่ใจครับว่าจะได้ผลหรือเปล่า” นาธานแบ่งรับแบ่งสู้

จีนัสเหลือบตามองนาธานอย่างแปลกใจ   แสดงว่าท่านพ่อของท่านนาธาน มัวแต่ค้าขายเพลินจนลืมสอนวิธีติดต่อสื่อสารระหว่างเทพด้วยกันให้กับท่านนาธานสิเนี่ย ท่านนาธานจึงไม่รู้เรื่องนี้

 “ไม่เป็นไร นาธาน พรุ่งนี้พวกเจ้าก็ลองดูก่อน เผื่อว่าอาจจะได้ผล”

“ข้าจะลองดูครับ ท่านเฟรดเดอริก”

“ถ้างั้น พรุ่งนี้ช่วงสายๆ ข้ากับนาธานจะไปหาพวกเจ้าที่ปราสาทก็แล้วกัน ดีไหม”

“เอาแบบนั้นก็ได้ ถ้างั้นข้ากับจีนัสขอตัวกลับก่อน ไว้เจอกันพรุ่งนี้”

 มอลโตพยักหน้า  จีนัสทำความเคารพมอลโต นาธานทำความเคารพเฟรดเดอริก จากนั้นจีนัสก็ร่ายมนต์ออกมา แล้วร่างของจีนัสกับเฟรดเดอริกก็เลือนหายไป

ครึ่งชั่วโมงถัดมา ทั้งคู่ก็ปรากฏตัวขึ้นในห้องโถงที่อยู่ชั้นล่างของปราสาท พบว่าแฟรงก์กับสก็อตนั่งคอยอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นทั้งคู่ เฟรดเดอริกกับจีนัสก็ยิ้มให้ เดินเข้ามานั่งเก้าอี้ตรงข้ามกัน

เมื่อนั่งเรียบร้อย เฟรดเดอริกจึงเล่าเรื่องราวให้แฟรงก์กับสก็อตฟัง ตลอดเวลาที่ฟังแฟรงก์กับสก็อตมีสีหน้าเคร่งขรึม คิดเหมือนกันว่า ต้องรีบรายงานเรื่องข้อเสนอของอสูรให้ท่านราฟทราบโดยด่วนที่สุด

เมื่อเฟรดเดอริกเล่าจบ ก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ถอนหายใจออกมาเบาๆ

“ข้าโล่งใจจริงๆ ที่รู้ว่ามอลโตเห็นด้วยกับข้า ขณะเดียวกันก็หนักใจเรื่องของมาร์เดโลเช่นกัน พรุ่งนี้เช้า หากเจ้ากับนาธานสามารถติดต่อท่านราชาปีศาจได้ล่ะก็   ข้ากับมอลโตคงอุ่นใจขึ้นมากทีเดียว”

“ข้าจะพยายามติดต่อท่านราฟให้ได้ครับ” แฟรงก์ตอบ เฟรดเดอริกพยักหน้า หันมาทางจีนัสกับสก็อต

“เมื่อเช้าข้าให้คนไปส่งข่าวให้ทางเมืองเอเวอร์กรีนและเมืองกรีนแลนด์ทราบแล้วว่า ข้าขอยืมตัวพวกเจ้าให้มาช่วยงานแฟรงก์สักระยะหนึ่งก่อน ให้เรื่องทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พวกเจ้าค่อยกลับไป”

“ครับ ท่านเฟรดเดอริก”

“ความจริงข้าอยากได้พวกฟิลมาช่วยงานในครั้งนี้ด้วย แต่เผอิญว่า ปีศาจกับเทพดันไปปรากฏตัวที่เมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้ ทำให้ประชาชนขวัญเสีย พวกนั้นก็เลยต้องอยู่สร้างขวัญและกำลังใจให้กับชาวเมือง ไม่งั้นล่ะก็ พวกเจ้าจะทำงานสบายขึ้น เพราะพวกนั้นฝีมือดีมาก” เฟรดเดอริกบอกด้วยความเสียดาย

 “แม้จะไม่ได้พวกนั้นมาช่วยงานในครั้งนี้ก็ไม่เป็นไรครับ ข้าเชื่อว่าอีกไม่นานพวกเราทั้งหมดคงมีโอกาสได้ทำงานร่วมกัน” แฟรงก์ตอบเป็นนัยๆ อดขำไม่ได้   นี่ถ้าท่านเฟรดเดอริกรู้ว่า พวกฟิลรวมไปถึงท่านกาลาฟและท่านไวท์ไลฟ์เป็นใครล่ะก็ คงตกใจน่าดู แล้วถ้าหากรู้ว่าตอนนี้น็อธ บิ๊ก ซิตี้ ได้กลายเป็นกองบัญชาการของเทพกับปีศาจไปแล้ว ท่านเฟรดเดอริกจะทำหน้ายังไงกันนะ 

“จริงของเจ้า นี่ก็ดึกมากแล้ว พวกเจ้าไปพักเถอะ ไว้เจอกันพรุ่งนี้” เฟรดเดอริกลุกขึ้นยืน แฟรงก์ จีนัสและสก็อตลุกขึ้นยืนทำความเคารพ เฟรดเดอริกพยักหน้าให้ หมุนตัวเดินออกไป

“ท่านแฟรงก์ครับ” จีนัสกับสก็อตเรียกพร้อมกัน เมื่อลับร่างของเฟรดเดอริก

“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าจะพูดอะไร ไปคุยกันในห้องของข้าดีกว่า” แฟรงก์เดินนำจีนัสกับสก็อตไปยังห้องพักของตัวเอง เมื่อทุกคนเข้ามาในห้องเรียบร้อยแล้ว แฟรงก์ก็ปิดประตู จากนั้นจึงแบมือออกมาพร้อมร่ายมนต์

ที่หุบเขามรณะ 

หลังกลับมาจากบ้านของพวกองครักษ์ รันกับเรเซียที่เหนื่อยกับการฝึกหนักมาทั้งวัน ได้เข้านอนตั้งแต่ตอนค่ำ เพราะเพลียและง่วงนอนมาก คงเหลือแต่ท่านราฟ ท่านเกรซและโรมที่ยังคงนั่งคุยกันภายในห้องรับรอง

ตรงมุมห้อง เกิดแสงสีขาวนวลตา ก่อตัวเป็นรูปกรอบสี่เหลี่ยมขนาดกลาง ทุกคนมองด้วยความสนใจปนแปลกใจ ครู่หนึ่งภาพของแฟรงก์ จีนัสและสก็อตก็ปรากฏขึ้นมาทำความเคารพท่านราฟ ท่านเกรซและโรม

“หน่วยจู่โจมพิเศษของเทพ รายงานตัวครับ”

 “พวกเจ้ามีเรื่องด่วนหรือจ๊ะ ถึงได้ติดต่อมาซะดึกแบบนี้” ท่านเกรซทักทายด้วยรอยยิ้ม

“ครับ ท่านเกรซ” แฟรงก์ตอบด้วยสีหน้าเคร่งขรึม จากนั้นจึงรายงานเรื่องทั้งหมดให้ฟัง เมื่อฟังจบ ท่านราฟกับท่านเกรซก็หันมายิ้มให้โรมที่นั่งเงียบอย่างชื่นชม

“อาร์ทีเมียไปยื่นข้อเสนอแบบที่เจ้าคาดเดาเอาไว้จริงๆ ด้วย”

คำพูดของท่านราฟ ทำให้พวกแฟรงก์มีสีหน้าแปลกใจ ท่านราฟจึงบอกให้ฟังว่า โรมได้คาดเดาไว้แต่แรกแล้วว่าอาร์ทีเมียจะต้องไปยื่นข้อเสนอแบบนี้ให้ผู้ครองแคว้นพิจารณา

“โอ้โห! ท่านโรมเก่งจริงๆ ครับ”  

“ข้าก็แค่วิเคราะห์ไปตามสถานการณ์เท่านั้นเองครับ” โรมยิ้มให้   แฟรงก์ จีนัสและสก็อตมองโรมอย่างชื่นชม นอกจากจะหน้าตาดีและฉลาดแล้ว ท่านโรมก็ยังสุภาพเรียบร้อยและอ่อนน้อมถ่อมตนอีกด้วย น่ารักจริงๆ

“ว่าแต่ พรุ่งนี้ ท่านราฟจะให้พวกเราทำยังไงต่อไปครับ” แฟรงก์ถาม

“อืม..นาธานมีสายเลือดเทพอยู่ในตัวครึ่งหนึ่ง แต่ไม่รู้วิธีติดต่อระหว่างเทพด้วยกัน ใช่ไหม”

“ใช่ครับ ท่านราฟ”

“นาธานกับเจ้าพูดภาษาเทพโบราณได้หรือเปล่า” ท่านราฟถามแฟรงก์

“พูดได้ครับ ท่านราฟ” แฟรงก์ตอบ   ท่านราฟพยักหน้าพอใจ หันมายิ้มให้ท่านเกรซที่นั่งข้างกัน

“พรุ่งนี้คงต้องรบกวนเจ้าแล้วล่ะ เกรซ”

 “ได้ค่ะ ท่านราฟ” ท่านเกรซยิ้มให้ เข้าใจทันทีว่าท่านราฟต้องการให้ทำอะไร

จากนั้น ท่านราฟจึงอธิบายให้ทุกคนฟังว่า พรุ่งนี้จะให้แฟรงก์ใช้วิธีไหนติดต่อมาหาท่านราฟ ซึ่งแฟรงก์พยักหน้าเข้าใจเป็นอย่างดี ท่านราฟยิ้มออกมาด้วยความพอใจ

“ดีมาก ถ้างั้นพรุ่งนี้เจอกัน”

“ครับ” ทั้งสามคนทำความเคารพท่านราฟ ท่านเกรซและโรม จากนั้นกรอบสี่เหลี่ยมก็สลายไป โรมหันมายิ้มให้ท่านราฟกับท่านเกรซ

“พรุ่งนี้ ท่านพ่อกับท่านแม่ต้องแต่งตัวให้หล่อและสวยเข้าไว้นะครับ พวกเขาจะได้ประทับใจ”

“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกโรม ท่านแม่ของเจ้าถึงไม่แต่งก็สวยทุกวันอยู่แล้ว”

“ปากหวานเหลือเกินนะคะ ถึงท่านไม่บอก ข้าก็รู้ค่ะว่าข้าสวยทุกวันอยู่แล้ว”

 “โอ้โห! เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า เจ้ารันติดนิสัยหลงตัวเองมาจากเจ้านี่เอง” ท่านราฟทำตาโต แซวเสียงดัง   

“ดูท่านพ่อของเจ้าพูดสิ แม่หลงตัวเองที่ไหนกัน แค่พูดความจริงเท่านั้นเอง ใช่ไหมจ๊ะ”

 “ครับ ท่านแม่สวยและก็น่ารักมาก” โรมตอบน้ำเสียงขำๆ หันไปพยักหน้ากับท่านราฟที่นั่งอมยิ้ม

“ก็เพราะสวยและน่ารักแบบนี้น่ะสิ พ่อถึงไปไหนไม่รอด”

ท่านเกรซค้อนใส่ท่านราฟอย่างหมั่นไส้ ขณะที่โรมอมยิ้ม มองท่านราฟกับท่านเกรซอย่างขำๆ เห็นท่านพ่อกับท่านแม่หยอกล้อกันแบบนี้แล้ว ชักอิจฉาแฮะ

 “เจ้ามีเรื่องหนักใจอะไรหรือลูก” ท่านราฟกับท่านเกรซถามพร้อมกัน เมื่อเห็นโรมถอนหายใจเบาๆ

“เวลาที่เห็นท่านพ่อกับท่านแม่หยอกล้อกันเหมือนหนุ่มสาวทีไร ทำให้ข้าอดอิจฉาขึ้นมาไม่ได้น่ะครับ”

“ก็พ่อบอกแล้วไงว่า ให้เจ้าหาผู้หญิงไว้สักคน รับรองว่าเจ้าจะเลิกอิจฉาพ่อกับแม่”

 “ใช่จ้ะ หากเจ้ามีคู่เมื่อไหร่ พ่อกับแม่คงดีใจมากทีเดียว”

“ท่านพ่อกับท่านแม่ กลัวข้าจะอยู่เป็นโสดจนแก่ตายใช่ไหมครับ ถึงได้คะยั้นคะยอให้ข้ารีบหาคู่ไวๆ”

“ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย แต่พ่อกับแม่อยากให้เจ้าได้มีเพื่อนต่างเพศบ้าง ชีวิตจะได้มีสีสันต่างหากล่ะ”

“สีสันหรือครับ ข้ากลัวว่าจะเป็นสีช้ำเลือดช้ำหนองน่ะสิครับ” โรมส่ายหัวเบาๆ

“ดูพูดเข้า น่าตีจริงๆ เอาน่า ให้จบเรื่องอสูรก่อน จากนั้นเจ้าก็ค่อยออกเดินทางท่องเที่ยว บางทีสีที่เจ้าเจออาจจะเป็นสีรุ้งก็ได้นะจ๊ะ”

“สีรุ้งหรือครับ ถ้าเป็นแบบนั้นค่อยน่าสนใจขึ้นมาหน่อย แต่ว่าหากข้าเดินทางไปจริงๆ ข้าขอพาองครักษ์ไปด้วยนะครับ ขืนให้ไปคนเดียว คงเหงาแย่”

“ได้สิจ๊ะ องครักษ์ต้องติดตามเจ้าไปทุกที่อยู่แล้ว แต่ฟิลคงตามเจ้าไปไม่ได้ เพราะต้องอยู่ดูแลรันที่นี่”

“ข้าเข้าใจครับ ว่าแต่หากเสร็จเรื่องทุกอย่างแล้ว ท่านพ่อจะจัดการเรื่องของรันกับท่านฟิลยังไงครับ”

“พ่อคิดว่า หากเสร็จเรื่องทุกอย่างแล้ว จะให้รันกับฟิลหมั้นหมายกันไว้ก่อน จากนั้นเมื่อจัดการเรื่องของเรย์นอลกับเรเซียเสร็จแล้ว ก็ค่อยให้ฟิลกับรันแต่งงานกัน เจ้าว่าดีไหม”

“ดีครับ ท่านฟิลเป็นคนน่ารัก นิสัยใจคอก็ดี ข้าเชื่อว่าท่านฟิลดูแลและปกป้องรันได้ คิดๆ แล้วก็อยากให้ถึงวันนั้นเร็วๆ จังเลยครับ”

 “นั่นสิจ๊ะ เมื่อวันนั้นมาถึงจริงๆ พวกเราคงจะมีความสุขมาก จริงไหมจ๊ะ”

“ครับ ท่านแม่”

ทั้งหมดพูดคุยกันอีกพักใหญ่ จนล่วงเข้าเวลาดึกพอสมควร จึงแยกย้ายกันไปพักผ่อน เพื่อเตรียมตัวปฏิบัติภารกิจต่างๆ ในพรุ่งนี้

****************************************************

เช้าวันรุ่งขึ้น

หลังอาหารเช้าผ่านไป ท่านราฟและท่านเกรซ ได้พาโรม รันและเรเซียมาส่งที่บ้านองครักษ์ เมื่อมาถึงพบว่าพวกฟิลและพวกฟาคอลยืนคอยตรงหน้าประตูรั้วบ้านอยู่ก่อนแล้ว

“พวกเจ้าคอยนานหรือยัง” ท่านราฟทักทาย

“ไม่นานครับ ท่านราฟ” รีนอลตอบ

“แล้วพวกเทียน่าอยู่ไหนล่ะจ๊ะ” ท่านเกรซถาม เมื่อมองไม่เห็นพวกเทียน่า

“อยู่ข้างในครับ เชิญท่านรันกับหนูเรเซียครับ” เฟเบียซผายมือเชิญรันกับเรเซียให้เข้าไปในบ้าน

ทั้งคู่หันมามองท่านราฟกับท่านเกรซ เมื่อเห็นท่านทั้งสองพยักหน้าให้ จึงเดินเข้าไปข้างใน พบว่าพวกเทียน่ายืนคอยอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นรันกับเรเซียก็ยิ้มให้ จากนั้นจึงนำสองสาวไปยังลานฝึกที่อยู่หลังบ้าน

“เอาล่ะจ้ะ วันนี้เราจะฝึกหนักกว่าเมื่อวานนะจ๊ะ” ฟลอร่าบอกด้วยรอยยิ้ม

“หนักกว่าเมื่อวานหรือคะ” รันกับเรเซียถามพร้อมกัน

“ใช่จ้ะ วันนี้พวกป้าจะสอนให้รับมือการโจมตีจากศัตรูหลายคนพร้อมกันในคราวเดียว”

“รับมือศัตรูหลายคนหรือคะ ท่านป้า” เรเซียสงสัย

“ใช่จ้ะ ปกติเราจะสู้กันแบบตัวต่อตัวใช่ไหมจ๊ะ แต่วันนี้จะเป็นแบบสองรุมหนึ่งจ้ะ” เทียน่าตอบ

“สองรุมหนึ่งหรือคะ ท่านป้า” รันถามย้ำอีกครั้ง

“ใช่จ้ะ เราจะฝึกจากสองรุมหนึ่ง จากนั้นก็เป็นสามรุมหนึ่งและ สี่รุมหนึ่ง เอาล่ะ ก่อนจะเริ่มการฝึก ป้าขออธิบายให้เข้าใจนิดนึงนะจ๊ะว่า รูปแบบการต่อสู้จะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยที่พวกเราจะสลับตำแหน่งหรือเปลี่ยนตัวคู่ต่อสู้ โดยไม่บอกให้พวกเจ้าทราบล่วงหน้า”

“เช่น หากท่านรันกำลังสู้กับเทียน่าและวิไรน่า และเรเซียกำลังสู้กับฟลอร่าและป้า ขณะที่กำลังสู้กันนั้น ป้าที่กำลังสู้กับเรเซียก็อาจจะเข้ามารุมท่านรันกลายเป็นสามรุมหนึ่ง หรือฟลอร่าที่สู้กับเรเซียเมื่อครู่ก็อาจจะเข้ามารุมท่านรันเช่นกัน ทำให้กลายเป็นสี่รุมหนึ่ง หรือไม่ก็เทียน่าที่สู้กับท่านรันเมื่อกี้ อาจจะเข้ามาสู้กับเรเซีย แล้วฟลอร่าก็ย้ายไปสู้กับท่านรันแทน อะไรทำนองนี้ล่ะจ้ะ” แพตทิเซียอธิบายให้ฟัง

สองสาวกลืนน้ำลายลงคอ นึกภาพในหัวอย่างรวดเร็ว โอ้โห! สงสัยงานนี้อ่วมแหงๆ

“ช่วงเช้า จะเป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่า รวมไปถึงใช้เท้า แขนหรือขาก็ได้ทั้งนั้นจ้ะ แต่ช่วงบ่ายจะหนักหน่อย เพราะจะใช้เวทย์มนต์เข้ามาร่วมด้วย แต่ไม่ต้องห่วงนะจ๊ะ พวกป้าจะใช้พลังเวทย์แค่ห้าส่วน ไม่อย่างนั้นหากพลาดขึ้นมา ท่านรันกับหนูเรเซียอาจได้รับบาดเจ็บหนัก” เทียน่าบอกให้สองสาวทราบ

“พร้อมหรือยังจ๊ะ” วิไรน่าถาม เมื่อเห็นสองสาวพยักหน้า ฟลอร่ากับแพตทิเซียก็พุ่งเข้ารัน ส่วนเทียน่ากับวิไรน่าก็พุ่งเข้าหาเรเซียทันที

*********************************************************

ด้านท่านราฟ เมื่อลับร่างของสองสาว ท่านราฟก็หันมามององครักษ์รุ่นแรกทั้งสี่คน

“พวกเจ้าจะให้โรมกับหลานๆ ฝึกวิชาที่ไหนกันหรือ” ท่านราฟถาม

“วันนี้พวกเราจะพาไปฝึกในป่าด้านโน้น เพื่อปรับสภาพร่างกายและจิตใจของทุกคนก่อนครับ แล้วพรุ่งนี้เป็นต้นไปจะให้เข้าไปฝึกในเขตนักรบครับ” แบนนาสตอบน้ำเสียงร่าเริง

“ปรับสภาพร่างกายและจิตใจหรือครับ” โรมมององครักษ์รุ่นแรกแบบงงๆ

“ใช่ครับ ท่านโรม พวกเราจำเป็นต้องปรับสภาพร่างกายและจิตใจของท่านโรมและหลานรัก ให้อยู่ในสภาพเตรียมพร้อมก่อนเริ่มการฝึกอย่างจริงจังครับ” ฟาคอลพูดน้ำเสียงเคร่งขรึม แต่ดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์

“งั้นหรือครับ” โรมพยักหน้าเข้าใจ ก็ดีเหมือนกัน แต่ทำไมรู้สึกกังวลใจชอบกล

“เอาล่ะ ข้ากับเกรซมีธุระที่จะต้องทำ ยังไงก็ฝากพวกเจ้าด้วย”

“ครับ ท่านราฟไม่ต้องเป็นห่วง พวกเราจะดูแลหนุ่มๆ ทั้งห้าคนอย่างดีที่สุด” รีนอลรับคำแข็งขัน

“ขอให้จริงอย่างที่พูดนะจ๊ะ” ท่านเกรซกำชับ มองพวกรีนอลอย่างไม่ไว้ใจ

“จริงสิครับท่านเกรซ ว่าแต่เมื่อกี้ท่านราฟบอกว่า มีธุระไม่ใช่หรือครับ นี่ก็สายมากแล้วนะครับ ขืนชักช้า อาจทำให้เสียงานได้นะครับ” เฟเบียซพูดยิ้มๆ   ท่านราฟกับท่านเกรซมองอย่างหมั่นไส้ ไล่กันทางอ้อมเลยนะ

“งั้นพวกเราไปก่อนนะ เย็นๆ ค่อยเจอกัน” ท่านราฟหันมายิ้มให้โรมกับพวกฟิล

“ครับ”

ท่านราฟกับท่านเกรซหมุนตัวเดินจากไป รีนอลหันมายิ้มให้โรม ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาส 

“พร้อมหรือยังหนุ่มๆ ทั้งหลาย”

“พร้อมครับ”

“ถ้างั้นก็ตามมาทางนี้” แบนนาสกับเฟเบียซ เดินนำทุกคนไปทางขวามือ ซึ่งเป็นทางขึ้นเนินเขา สองข้างทางมีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นเรียงราย โดยมีรีนอลกับฟาคอลเดินปิดท้ายขบวน

ทั้งหมดใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง ก็ขึ้นมายืนบนพื้นที่ราบ แบนนาสกับเฟเบียซชี้มือให้ทุกคนมองภูเขาขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างหน้า ทุกคนมองพร้อมกัน ไล่สายตาขึ้นไปเรื่อยๆ พบว่าจากจุดที่ยืนอยู่ เมื่อมองขึ้นไปข้างบนจะมองเห็นกลุ่มเมฆสีขาวลอยปกคลุมท้องฟ้าด้านบน จนมองไม่เห็นยอดเขา แสดงว่าภูเขาลูกนี้สูงมาก

“ภูเขาลูกนี้สูงไหม” รีนอลถาม หนุ่มๆ ทั้งห้าคนพยักหน้าแทนคำตอบ

“พวกเจ้าเห็นบันไดทางขึ้นตรงนั้นหรือเปล่า” แบนนาสชี้ไปทางด้านซ้าย โรมและพวกฟิลหันไปมองพร้อมกัน มองเห็นบันไดหินตรงเชิงเขาทำเป็นทางเดินขึ้นไปด้านบน แต่ทางค่อนข้างแคบและชัน เมื่อเห็นแบบนั้น ทั้งห้าคนก็นึกคาดเดาได้ทันทีว่า วันนี้องครักษ์รุ่นแรกจะให้ทำอะไร

 “วันนี้ เราจะฝึกเดินขึ้นภูเขาเพื่อเสริมสร้างพละกำลังขาและฝึกความอึดกัน” เฟเบียซบอกด้วยรอยยิ้ม

“อย่าทำหน้าแบบนั้นสิหลานรัก วันนี้ปู่ให้พวกเจ้ากับท่านโรมฝึกแค่นี้จริงๆ” แบนนาสพูดสีหน้าจริงจัง เมื่อเห็นสีหน้าของพวกฟิลที่มองปู่ทั้งสี่คนอย่างสงสัย

“แค่นี้จริงๆ เหรอ ท่านปู่” ฟาเรียกับบาลาสถามอย่างไม่ไว้ใจ มองหน้าท่านปู่อย่างจับผิด

“ก็แค่นี้จริงๆ น่ะสิ” เฟเบียซตอบ แต่หลานๆ มองอย่างไม่เชื่อ เพราะไม่คิดว่าท่านปู่จะให้ฝึกอะไรเบาๆ แบบนี้ แต่น่าจะมีอะไรบางอย่างมากกว่านั้น

“พวกเจ้าหัดเป็นเด็กขี้สงสัยตั้งแต่เมื่อไหร่ ปู่บอกว่าให้ฝึกแค่นี้ก็ฝึกแค่นี้สิ ทำไมถึงไม่เชื่อคำพูดของปู่ หรือพวกเจ้าคิดว่า ปู่มีอะไรปิดบังพวกเจ้ายังงั้นหรือ” รีนอลมองหลานๆ อย่างน้อยใจ

“พวกเราไม่ได้คิดแบบนั้นนะครับ” ฟิลกับไรซานรีบบอก 

“ไม่ได้คิดแบบนั้น แล้วพวกเจ้าคิดแบบไหนกันหรือ ฮึกๆๆ ไม่คิดเลยว่า เวลาแค่สี่ปี ที่พวกเจ้าจากอ้อมอกปู่ไปอยู่โลกภายนอก จะทำให้พวกเจ้ามองปู่ด้วยสายตาระแวงเช่นนี้ โถ..ปู่รักและหวังดีกับพวกเจ้าจะตาย ไม่เคยคิดร้ายต่อพวกเจ้าแม้แต่นิดเดียว แล้วทำไมจึงไม่เชื่อใจปู่ พวกเจ้าทำแบบนี้รู้ไหมว่า ปู่รู้สึกเสียใจ เสียใจเหลือเกิน” ฟาคอลบีบน้ำตา สะอื้นฮักๆ หันไปซบหน้ากับอกของแบนนาส ซึ่งอีกฝ่ายใช้มือลูบหลังฟาคอลเบาๆ

“โอ๋ๆๆ อย่าร้องไห้เลยนะฟาคอล ข้าเองก็เสียใจเช่นกัน คิดไม่ถึงเลยว่า หลานๆ ที่น่ารักของพวกเรา จะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ วันนั้นตอนที่กาลาฟขอความช่วยเหลือมาที่พวกเรา ข้าจะไม่ส่งหลานๆ ไปเด็ดขาด คิดแล้วช้ำใจ ช้ำใจจริงๆ” แบนนาสพูดเสียงเครือ ทำตาแดงๆ หันมามองหลานๆ แบบตัดพ้อ

ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาส มองฟาคอลกับแบนนาสอย่างอึ้งๆ แค่ถามนิดเดียว ไม่ได้บอกว่าจะไม่เดินขึ้นเขาสักหน่อย ทำไมจะต้องฟูมฟายแบบนี้ด้วยล่ะเนี่ย 

“ท่านฟาคอล ท่านแบนนาส อย่าร้องไห้เลยครับ ที่พวกท่านฟิลถามแบบนั้น เพราะคิดว่า พวกเราคงใช้เวลาเดินขึ้นเขาอย่างมากก็ไม่เกินครึ่งวัน เท่ากับว่า พวกเราจะจบการฝึกของวันนี้เพียงแค่นี้ ส่วนตอนบ่ายพวกเราก็จะว่างกันน่ะสิครับ” โรมพูดน้ำเสียงนุ่มนวล

“ใช่ครับ ท่านปู่ เพราะพวกเราคิดแบบนี้แหละครับ จึงได้ถามท่านปู่ยังไงล่ะครับว่า จะให้ฝึกแค่นี้จริงๆ เหรอ ใช่ไหมฟิล ไรซาน บาลาส” ฟาเรียรีบพูด พลางหันมาพยักหน้ากับเพื่อนอีกสามคน

“จริงเหรอ พวกเจ้าคิดแบบนี้จริงๆ เหรอ” ฟาคอลหยุดสะอื้น ผละจากอกของแบนนาสทันที

“จริงครับ” หลานๆ ทั้งสี่คนตอบพร้อมกัน ทำให้ฟาคอลยิ้มออก ยกแขนเสื้อขึ้นมาซับน้ำตาเบาๆ หันไปยิ้มหวานให้โรม พูดน้ำเสียงชื่นชม

“ขอบคุณท่านโรมมากครับ ที่ช่วยอธิบายความคิดของหลานๆ ให้ข้าเข้าใจ เนี่ยถ้าไม่ได้ท่านโรมล่ะก็ ข้าคงจะเข้าใจหลานๆ ที่น่ารักผิดไป”

“ไม่เป็นไรครับ ท่านฟาคอล”

“โถ..นอกจากจะหน้าตาหล่อเหลาแล้ว ท่านโรมยังมีจิตใจที่งดงามเหลือเกิน งดงามทั้งภายนอกและภายใน เห็นแบบนี้แล้วอดปลื้มใจแทนท่านราฟกับท่านเกรซไม่ได้จริงๆ” ฟาคอลพูดเสียงเครือ เดินเข้ามาจับมือโรมเอาไปแนบแก้มตัวเองไปมาเบาๆ   โรมดึงมือออกจากมือของฟาคอลอย่างสุภาพ พูดเป็นการเป็นงาน

“ข้าว่าพวกเราควรจะเริ่มฝึกกันได้แล้วนะครับ จะได้ไม่เสียเวลา”

“ดีเหมือนกันครับ งั้นตามมาทางนี้” เฟเบียซเดินนำทุกคนไปที่บันไดหิน พร้อมกับอธิบายให้ฟัง

“การฝึกในวันนี้ก็คือการเดินขึ้นไปข้างบน เป้าหมายคือยอดเขาที่พวกเรามองไม่เห็น เมื่อไหร่ที่เดินถึงยอดเขา เมื่อนั้นการฝึกก็จบลง เอาล่ะ ถ้าพร้อมแล้วก็เดินขึ้นบันไดเลยครับ” เฟเบียซผายมือให้ทุกคน 

โรมขยับเท้าจะก้าวขึ้นบันไดเป็นคนแรก แต่ฟิลดึงตัวไว้ พร้อมกับบอกให้โรมเดินเป็นคนที่สาม โดยองครักษ์ทั้งสี่คนจะเดินนำหน้าสองคนและเดินตามหลังสองคน ซึ่งฟิลให้เหตุผลว่า เผื่อเอาไว้ก่อน

“เผื่ออะไรหรือครับ ท่านฟิล” โรมสงสัย มองหน้าองครักษ์ทั้งสี่คนอย่างแปลกใจ

“เจ้าเห็นไหมว่า ท่านปู่รีนอลหายตัวไปแล้ว” ไรซานพูดเสียงกระซิบ

โรมหันไปมองรอบตัว พบว่ารีนอลที่ยืนอยู่เมื่อครู่ หายตัวไปแล้วจริงๆ เมื่อหันมาทางท่านปู่อีกสามคน ก็พบว่าฟาคอลที่เพิ่งร้องไห้อยู่เมื่อกี้ ก็หายตัวไปเช่นกัน

“ไม่ใช่เฉพาะท่านรีนอลหรอกครับ แต่ท่านฟาคอลก็หายไปด้วย” โรมรีบบอกองครักษ์

“เฮ้ย!“ ทั้งสี่คนอุทานเสียงดัง หันไปมองพร้อมกัน พบว่าเหลือแค่แบนนาสกับเฟเบียซเท่านั้น

“รีบเดินขึ้นไปสิจ๊ะ หลานรัก มัวแต่สุมหัวซุบซิบอะไรกันอยู่” แบนนาสถามเสียงดัง

“ท่านปู่ครับ ว่าแต่ท่านปู่รีนอลกับท่านปู่ฟาคอลหายไปไหนหรือครับ” ฟิลสงสัย

“อ๋อ! สงสัยไปเดินเล่นมั้ง เดี๋ยวก็กลับมา พวกเจ้ารีบเดินขึ้นไปได้แล้ว” เฟเบียซตอบ

“ครับ” ทั้งห้าคนรับคำ บาลาสเดินขึ้นบันไดเป็นคนแรก ตามด้วยฟาเรีย โรม ไรซานและฟิลเดินปิดท้าย โดยมีสายตาของเฟเบียซกับแบนนาสมองตามไปอย่างเจ้าเล่ห์

กลุ่มของโรม เดินขึ้นบันไดมาเกือบห้าสิบขั้น บาลาสที่เดินนำหน้าก็หยุดนิ่ง ฟาเรียซึ่งเดินตามหลังมาใช้มือสะกิดเบาๆ ถามด้วยความสงสัย

“หยุดเดินทำไมล่ะ เจ้าเฒ่า”

บาลาสยกมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนเงียบ ชี้มือไปข้างหน้า พร้อมทำท่าให้ทุกคนฟังเสียงอะไรบางอย่าง

ฟาเรียก้าวขึ้นมายืนข้างบาลาส  ไรซานก็ขึ้นมายืนข้างโรม ส่วนฟิลยืนอยู่บันไดขั้นถัดมา เพราะบันไดหินนี้มีความกว้างไม่มากนัก ทำให้ยืนกันได้แค่สองคนเท่านั้น

“เสียงอะไรน่ะ พวกเจ้าได้ยินหรือเปล่า” ฟาเรียหันมาถามทุกคน เมื่อได้ยินเสียงคึ่กๆ ดังมาจากด้านบน ทุกคนส่ายหัว เงยหน้ามองด้านบนอย่างสงสัย บาลาสกัดปากเบาๆ มองทางข้างหน้าอย่างระวัง

ฟิลรู้สึกเอะใจอะไรบางอย่าง รีบหันไปมองด้านหลัง พบว่าบันไดหินกำลังสลายไปทีละขั้น

“แย่แล้ว! บันไดหินกำลังหายไป” ฟิลบอกเสียงดัง ทุกคนหันมามองก่อนทำตาโต ขณะที่เสียงดังคึ่กๆ ที่ทุกคนสงสัยว่าคืออะไร ก็เผยโฉมออกมาให้เห็น

“เฮ้ย!” บาลาสและฟาเรียตาเหลือก เมื่อเห็นก้อนหินขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณหนึ่งเมตรค่อยๆ กลิ้งลงมาจากด้านบนเป็นแถวยาว โรมตวัดมือออกไปอย่างรวดเร็ว แต่ต้องตกใจ รีบพูดเสียงดัง

“ทำไมข้าใช้พลังเวทย์ไม่ได้ล่ะครับ”

“ว่าไงนะ!” ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสทำตาโต ก่อนทดสอบใช้พลังเวทย์ของตัวเอง ปรากฏว่าไม่สามารถทำได้ เมื่อลองลอยตัวขึ้นสูง ปรากฏว่าก็ไม่สามารถทำได้เช่นกัน

“ท่านปู่กางอาณาเขตปิดผนึกกักกันการใช้พลังเวทย์แน่ๆ ซวยแล้ว” ฟาเรียบอกด้วยความตกใจ พลันได้ยินเสียงหัวเราะด้วยความชอบใจของฟาคอลดังมาจากข้างบน

“ฮี่ๆๆ หนุ่มๆ ทั้งหลาย อย่าเพิ่งตกอกตกใจไป นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น เส้นทางของพวกเจ้ายังอีกยาวไกล ขอให้สนุกกับการผจญภัยและมีชีวิตรอดกลับมาหาปู่อย่างปลอดภัยนะจ๊ะ ฮี่ๆๆ”

“เนี่ยพวกปู่กำลังก่อไฟต้มชากับย่างไก่ตัวอวบๆ ไว้รอพวกเจ้าอยู่ด้านบน อย่าช้าล่ะ ไม่งั้นปู่กินหมดไม่รู้ด้วย โฮะๆๆๆ” แบนนาสพูดด้วยความชอบอกชอบใจ

พวกฟิลกัดฟันกรอด นึกแล้วเชียวว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากล จำไว้เลยนะ ตาเฒ่าปีศาจ

โรมมีสีหน้าเคร่งเครียด เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ไม่สามารถใช้พลังเวทย์ได้ จะทำยังไงดี

“แม้จะใช้เวทย์มนต์ไม่ได้ แต่พวกเราไม่ใช่คนธรรมดา มีพละกำลังมากกว่าคนทั่วไป ข้าคิดว่าพวกเราต้องใช้สองมือสองเท้าให้เป็นประโยชน์ครับ ไม่งั้นโดนหินทับเละเป็นโจ๊กแน่ๆ” โรมพูดสีหน้าเคร่งขรึม

จริงด้วย แม้จะใช้เวทย์มนต์ไม่ได้ แต่โดยสายเลือดแล้ว ย่อมแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป คิดได้ดังนั้น บาลาสก็วิ่งขึ้นไปข้างบน ตามด้วยฟาเรีย โรม ไรซานและฟิล เป้าหมายคือก้อนหินจำนวนมากที่อยู่ข้างหน้า

“เอาล่ะนะ” บาลาสพูดพร้อมกับชกใส่ก้อนหินก้อนแรกที่กลิ้งมาถึงตัว เกิดเสียงดังตูม ก้อนหินแตกกระจาย เศษหินปลิวว่อน ทุกคนรีบก้มหัวหลบกันจ้าละหวั่น แต่สะเก็ดหินก็มีเยอะเกินไป ทำให้กระเด็นมาถูกร่างของทุกคน โดยเฉพาะฟาเรียโดนสะเก็ดหินกระเด็นใส่หน้าผากจนบวมขึ้นมา

“เจ้าเฒ่า! เบามือหน่อยสิ” ฟาเรียว่าเสียงดัง ยกมือคลำหน้าผากก่อนนิ่วหน้า อูย..เจ็บชะมัด

“ขอโทษที แต่ข้าก็โดนเหมือนกัน” บาลาสรีบหันมาขอโทษ ขณะที่ โรม ฟิล และไรซานช่วยกันใช้มือและเท้าทำลายก้อนหินที่กลิ้งลงมาไม่ขาดสาย

“เร็วเข้า! ไม่มีเวลาแล้ว” ฟิลรีบบอก เมื่อบันไดหินสลายมาจนเหลืออีกไม่กี่ขั้นก็จะถึงที่พวกตัวเองยืนอยู่

ทุกคนรีบวิ่งขึ้นไปด้านบนพร้อมกับทำลายก้อนหินไปด้วย ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ก้อนหินจำนวนมากก็กลายเป็นเศษหิน แต่ทั้งห้าคนก็สะบักสะบอมได้รับบาดเจ็บหัวบวมปูด มือและขาเป็นแผลแตกกันถ้วนหน้า

ไม่ทันจะพักให้หายเหนื่อย ก็ได้ยินเสียงซ่าๆ ดังมาจากด้านบน รีบเงยหน้ามองพร้อมกัน ก่อนเบิ่งตากว้าง เมื่อเห็นน้ำป่าสีขุ่นคลั่กทะลักลงมาอย่างรวดเร็ว 

ทุกคนรีบกระโจนออกด้านข้าง ซึ่งมีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นเรียงรายเบียดเสียดกัน ใช้มือจับกิ่งไม้ ออกแรงเหวี่ยงตัวขึ้นไปนั่งบนกิ่งไม้ ยี่สิบนาทีผ่านไป น้ำป่าที่เชี่ยวกรากก็ไหลลงไปด้านล่างจนหมด

“นึกว่าจะไม่รอดซะแล้ว” ทุกคนถอนหายใจ ลุกขึ้นยืนบนกิ่งไม้ กระโดดตีลังกาลงมายืนบนบันไดพร้อมกัน ทั้งหมดหายใจหอบ ใช้มือฉีกชายเสื้อออกมาพันมือและขาที่ตอนนี้มีเลือดซึมออกมาจนชุ่ม

“จะเอาไงต่อ” บาลาสถามขึ้นมาทำลายความเงียบ

“พวกเราไม่มีทางเลือกหรอก บาลาส นอกจากต้องขึ้นไปถึงข้างบนให้เร็วที่สุด” ไรซานพูด พลางชี้มือให้ทุกคนมองบันไดหินที่อยู่ด้านหลัง พบว่าเหลืออีกแค่เจ็ดขั้นเท่านั้น บันไดหินก็จะสลายมาจนถึงขั้นที่ทุกคนยืนอยู่

“คราวนี้จะเจออะไรอีกบ้างก็ไม่รู้” ฟาเรียบ่นพึมพำ

“จะเจออะไรก็ช่างเถอะครับ ตราบใดที่พวกเรายังอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าอุปสรรคจะมากมายแค่ไหน ข้าเชื่อว่า พวกเราสามารถผ่านมันไปได้แน่นอนครับ” โรมยิ้มให้ทุกคน

“ถ้างั้นก็สู้ตาย” ฟิลยื่นมือออกมาด้านหน้า ทุกคนยิ้มกว้าง ยี่นมือออกมาวางบนมือฟิล

“พวกเราสู้ๆ” ทุกคนตะโกนเสียงดัง มุ่งหน้าเดินขึ้นไปข้างบนอย่างรวดเร็ว โดยไม่รู้ว่ารีนอลกับเฟเบียซปรากฏตัวขึ้นตรงบันไดขั้นสุดท้ายที่กำลังพังทะลาย มองตามกลุ่มโรมไปอย่างพอใจ

“หลานรักเก่งขึ้นมากทีเดียว เจ้าว่าไหม” รีนอลหันมาถามเฟเบียซ

“ใช่ ท่านโรมก็เก่งไม่ใช่เล่น สมแล้วที่เป็นทายาทของท่านราฟ   แบบนี้ค่อยน่าสนุกขึ้นมาหน่อย”

“นั่นสิ เรามาพนันกันดีไหมว่า กว่าจะถึงบนยอดเขา เด็กๆ พวกนี้จะได้แผลกันคนละกี่แผล” รีนอลยักคิ้วให้เฟเบียซ   อีกฝ่ายหัวเราะเบาๆ พยักหน้าให้รีนอล   แล้วร่างของทั้งคู่ก็เลือนหายไป

************************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

474 ความคิดเห็น

  1. #445 Dark Play (@temly) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 / 21:54
    แสบจริงๆตาแก่พวกนี้นี่
    #445
    0
  2. #232 ต้อง&ตา (@tong_ta) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 28 กันยายน 2551 / 17:34
    อยากรู้จริงๆๆๆว่าจะติดต่อท่านราฟด้วยงิธีไหน
    เผื่อจะเอาไปติดต่อหาท่านโรมบ้าง 5555555555
    #232
    0