มหาเวทย์จักรพรรดิ ภาคจอมราชันย์

ตอนที่ 24 : คำสั่ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 637
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    13 ก.ย. 51

บทที่ 24  คำสั่ง

 ภายในเรือนรับรองของพวกปีศาจ

 “เจ้าชูร่า มันไปนั่งชมวิวถึงไหนกันนะ ป่านนี้แล้ว ยังไม่กลับมากินข้าวเที่ยงอีก” ซานฟรีสบ่นเสียงดัง เมื่อเห็นว่าเลยเวลาอาหารเที่ยงมาพักใหญ่แล้ว แต่ชูร่าก็ยังไม่กลับมาจากชายหาด

 “ข้าไปตามให้เองครับ” โดโรทีขยับตัวจะลุกขึ้น แต่ไกเซอร์ยกมือห้าม พร้อมส่งสายตาให้มองไปที่ประตู ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน ชูร่าผลักประตูเข้ามายิ้มให้ทุกคน

 “ขอโทษครับ ที่มาช้า”

 “ไม่เป็นไร รีบมานั่งเถอะ” เวอร์บีการ์กวักมือเรียกให้มานั่งประจำที่เพื่อรับประทานอาหารเที่ยงร่วมกัน

 หลังอาหารเที่ยงผ่านไป ไกเซอร์ขอตัวกลับห้องเพื่อพักผ่อน ส่วนคนอื่นๆ นั่งคุยกันต่อในห้องโถง

 “พักนี้ เจ้าไกเซอร์ชอบขลุกตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่รู้มีอะไรหรือเปล่า” ซานฟรีสพูดด้วยความสงสัย  

“ไม่มีอะไรหรอก เจ้าก็รู้นี่นา ว่าหากไม่มีงานอะไรให้ทำ ไกเซอร์ก็ชอบเก็บตัวอยู่ในห้องพักของตัวเองแบบนี้เสมอ” เวอร์บีการ์บอกน้ำเสียงสบายๆ

“ถึงไม่มีอะไรให้ทำ ไกเซอร์ก็ควรจะออกมานั่งพูดคุยกับเพื่อนฝูงหรือลูกน้องบ้าง ไม่ใช่เก็บเนื้อเก็บตัวอยู่แต่ในห้องเหมือนคนมีปัญหาแบบนี้ มนุษย์สัมพันธ์แย่จริงๆ” ซานฟรีสบ่น

“เจ้าไปว่าไกเซอร์แบบนั้น เกิดไกเซอร์รู้เข้า เดี๋ยวก็เป็นเรื่องขึ้นมาหรอก”

“ข้าแค่พูดความจริง หรือพวกเจ้าจะบอกว่า เรื่องที่ข้าพูดเมื่อกี้ มันไม่จริง” 

ชูร่า โดโรทีและครูเกอร์ สบตากันก่อนอมยิ้ม ท่านซานฟรีสพูดถูก ท่านไกเซอร์ไม่ค่อยมีมนุษย์สัมพันธ์กับคนอื่นสักเท่าไหร่ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทหารปีศาจทุกคนต่างก็รู้ดี

ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา หากมีเวลาว่างจากการปฏิบัติภารกิจ ท่านไกเซอร์มักจะเก็บตัวอยู่แต่ภายในห้องพักของตัวเอง ไม่ค่อยออกมาสุงสิงหรือพูดคุยกับใคร  ผิดกับแม่ทัพอีกสามคน ที่ชอบชวนลูกน้องคนสนิทมานั่งล้อมวงพูดคุยสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอยู่เสมอ

  โดยเฉพาะท่านโรซาร์เนียร์ ไม่เพียงแต่จะพูดคุยกับลูกน้องคนสนิทเท่านั้น แต่ท่านโรซาร์เนียร์จะแวะไปเยี่ยมเยียนลูกน้องที่อยู่ระดับล่างทุกคน เพื่อสอบถามสารทุกข์สุขดิบ แม้ว่าลูกน้องคนนั้นจะไม่ได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของตนเองก็ตาม ทหารปีศาจจึงรักและนับถือท่านโรซาร์เนียร์มากกว่าแม่ทัพคนอื่นๆ

“เรื่องบางอย่าง แม้จะเป็นเรื่องจริง แต่ก็ไม่สมควรพูด” เวอร์บีการ์เตือน

“เจ้าพูดแบบนี้ ก็หมายความว่าทุกคนชอบพูดและชอบฟังเรื่องโกหกมากกว่าเรื่องจริง ใช่ไหม”

“ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างงั้น”

“แล้วเจ้าหมายความว่ายังไง”

“พวกเจ้าจะเถียงเรื่องนี้กันอีกนานไหม” โรซาร์เนียร์ถามอย่างรำคาญ มีผลให้ทั้งคู่ชะงักก่อนนิ่งเงียบ

 โรซาร์เนียร์ส่ายหัวเบาๆ พูดเป็นการเป็นงาน 

 “ในเมื่อพวกเจ้าเถียงกันจบแล้ว ก็มาเข้าเรื่องกันดีกว่า พวกเจ้าสังเกตเห็นไหมว่า อสูรใช้ทหารเดินเวรยามเปลืองมาก ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็จะเห็นแต่ทหารยามเดินกันเต็มไปหมด”

“จริงด้วยครับ ขนาดรอบๆ เรือนรับรองที่พวกเราพัก ก็มีทหารยามไม่ต่ำกว่าห้าสิบคน นี่ยังไม่นับที่พวกเรามองไม่เห็นอีกนะครับ” ครูเกอร์เห็นด้วย

“พวกเจ้าคิดว่า ทหารของอสูรมีประมาณเท่าไหร่” เวอร์บีการ์ถามสีหน้าเคร่งขรึม

“ข้าคิดว่าเฉพาะที่พวกเราเห็น น่าจะอยู่ในหลักหมื่นครับ” โดโรทีตอบ

“ข้าก็คิดเหมือนโดโรทีครับ แต่ข้าคิดว่าอสูรน่าจะมีกำลังอื่นซุกซ่อนเอาไว้มากกว่านี้” ชูร่าบอก

“เท่าที่ข้ารู้มา อสูรจะแบ่งดินแดนเป็นสองส่วนคือ ส่วนหน้ากับส่วนใน” โรซาร์เนียร์บอกให้ทุกคนรู้

“ถ้าที่ ที่พวกเราอยู่คือดินแดนส่วนหน้า แสดงว่ายังมีทหารอีกกลุ่มอยู่ในดินแดนส่วนใน พวกเจ้าคิดว่า ทหารส่วนในน่าจะมีจำนวนเท่าไหร่” ซานฟรีสขอความเห็นจากทุกคน

“ตอบยากครับ แต่ข้าคิดว่าน่าจะพอๆ กับทหารส่วนหน้าหรือไม่ก็มากกว่าเล็กน้อยครับ” ครูเกอร์ตอบ

“ถ้าอยากรู้ก็ไม่เห็นจะยาก เวอร์บีการ์ มนต์ตรวจสอบของเจ้ายังไงล่ะ” โรซาร์เนียร์หันมาทางเวอร์บีการ์

“จริงด้วย ข้าลืมเรื่องนี้ไปได้ยังไง” เวอร์บีการ์อุทาน ยกมือตบหน้าผากตัวเองเบาๆ

“แต่ว่า หากใช้มนต์ตรวจสอบของเจ้า พวกอสูรก็ต้องรู้ว่าพวกเรากำลังตรวจสอบขุมกำลังของพวกมัน” ซานฟรีสท้วงขึ้นมาทำให้ทุกคนชะงัก   เวอร์บีการ์ยิ้มน้อยๆ ในสีหน้า พูดน้ำเสียงร่าเริง

“พวกเจ้าคิดว่า ข้าเป็นใครกันหรือ ข้าคือแม่ทัพปีศาจเวอร์บีการ์ ใช่ไหม”

“อย่าบอกนะว่า เจ้าสามารถใช้มนต์ตรวจสอบได้ โดยที่พวกมันไม่มีทางรู้ตัวน่ะ” ซานฟรีสรีบพูด

“ข้าขอเวลาหนึ่งอาทิตย์ สำหรับตรวจสอบขุมกำลังทั้งหมดของอสูร พูดแบบนี้ ชัดพอหรือยัง”

 ทุกคนเบิกตากว้างด้วยความดีใจ เวอร์บีการ์หัวเราะเสียงดังลั่น ลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจสองสามครั้ง

“ข้าขอไปเดินเล่นสักหน่อย นั่งๆ นอนๆ แบบนี้มันน่าเบื่อ ไว้เจอกันตอนเย็น” พูดจบ เวอร์บีการ์ก็เดินผิวปากออกไปอย่างอารมณ์ดี    โรซาร์เนียร์มองตามไปอย่างรู้ทัน เจ้าเวอร์บีการ์เริ่มลงมือทำงานแล้วสินะ

“ข้าจะไปสำรวจพื้นที่ด้านนอก พวกเจ้าคุยกันต่อก็แล้วกัน” โรซาร์เนียร์ลุกขึ้นยืน ชูร่ากับโดโรที รีบลุกขึ้น

“พวกเราไปด้วยครับ”

โรซาร์เนียร์พยักหน้าให้ เดินนำออกไป ชูร่ากับโดโรทีเดินตามหลังไป  ซานฟรีสหันมามองครูเกอร์

“เจ้าว่างหรือเปล่า”

“ว่างครับ ท่านซานฟรีส”

“งั้นนั่งเล่นหมากรุกเป็นเพื่อนข้าก็แล้วกัน”

“ได้ครับ ท่านซานฟรีส”

*****************************************************

หลังจากมอบหมายงานให้พวกเดอร์แรมเสร็จแล้ว อาร์ทีเมียพร้อมองครักษ์ก็ใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเองเดินทางกลับมาถึงแดนอสูรในช่วงเที่ยง เมื่อทั้งหมดปรากฏตัวตรงหน้าปราสาท ทหารยามต่างทำความเคารพโดยพร้อมเพรียงกัน อาร์ทีเมียพยักหน้าให้เล็กน้อย เดินนำองครักษ์ทั้งสามคนเข้ามาข้างในปราสาท

มิวเคอร์กับอัลบูโก ที่ยืนคุยกันตรงทางเดิน หันมาเห็นอาร์ทีเมียเดินเข้ามา รีบทำความเคารพทันที

“ท่านพ่ออยู่ไหนหรือ มิวเคอร์” อาร์ทีเมียถาม

“ท่านโรติเฟอร์ไปหาท่านราชินีตั้งแต่เมื่อวานครับ” 

“งั้นเหรอ ท่านพ่อไปหาท่านแม่ เพื่อคุยเกี่ยวกับเรื่องของราชาปีศาจใช่ไหม”

“ใช่ครับ ท่านอาร์ทีเมีย” อัลบูโกตอบ  

“ช่วงที่ข้าไม่อยู่ มีอะไรผิดปกติบ้างหรือเปล่า”

“ไม่มีครับ ท่านอาร์ทีเมีย”

อาร์ทีเมียพยักหน้ารับรู้ หันมาทางองครักษ์ทั้งสามคนที่ยืนเรียงกันอยู่ด้านหลัง

“ข้าจะไปทะเลพฤกษา พวกเจ้าอยู่ที่นี่คอยช่วยงานมิวเคอร์กับอัลบูโกก็แล้วกัน”

“ครับ ท่านอาร์ทีเมีย” ทั้งสามคนรับคำพร้อมกัน อาร์ทีเมียหันมาทางมิวเคอร์กับอัลบูโก

“ฝากพวกเจ้าดูแลทางนี้ด้วย พรุ่งนี้เย็นๆ ข้าจะกลับมา”

“ครับ ท่านอาร์ทีเมีย” ทั้งคู่รับคำ อาร์ทีเมียพยักหน้าให้ แล้วร่างก็เลือนหายไป

เมื่อลับร่างของอาร์ทีเมีย พวกฟลิทก็หันมาทางกับมิวเคอร์และอัลบูโก

“ท่านมิวเคอร์กับท่านอัลบูโกพอจะว่างไหมครับ พวกเราขอคุยด้วยสักครู่” ฟลิทถามน้ำเสียงเคร่งขรึม

“ว่างสิ ไปคุยที่ห้องของข้าดีกว่า” มิวเคอร์เดินนำทุกคนไปที่ห้องพักของตัวเอง ซึ่งอยู่ทางปีกซ้ายของตัวปราสาท เมื่อทุกคนเข้ามานั่งในห้องเรียบร้อยแล้ว มิวเคอร์จึงถาม

“เอาล่ะ พวกเจ้ามีเรื่องอะไรจะคุยกับพวกเรางั้นเหรอ”

ฟลิท ทินเซลและฮันเซย์เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงสามวันที่ผ่านมาให้มิวเคอร์กับอัลบูโกฟังอย่างละเอียด รวมไปถึงเรื่องงานสำคัญที่อาร์ทีเมียมอบหมายให้พวกเดอร์แรมทำ

“พวกเจ้าไม่ได้ทักท้วงท่านอาร์ทีเมียเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างหรือ” อัลบูโกถามเสียงเคร่งขรึม

“ทักท้วงแล้วครับ แต่ท่านทั้งสองก็น่าจะรู้นี่ครับว่า ท่านอาร์ทีเมียมีนิสัยเช่นไร” ทินเซลตอบ

คำตอบนั้นทำให้มิวเคอร์กับอัลบูโกถอนหายใจพร้อมกัน ทั้งคู่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่มิวเคอร์จะถามขึ้นมา

“เด็กสาวคนนั้น หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูมากเลยหรือ ท่านอาร์ทีเมียถึงต้องการได้ตัวมา”

“พวกท่านพิจารณาเอาเองก็แล้วกันครับ” ฮันเซย์แบมือออกมา ปรากฏกลุ่มควันสีแดงจางๆ ก่อตัวเป็นรูปใบหน้าของรัน ลอยขึ้นมาจากฝ่ามือ

มิวเคอร์กับอัลบูโก มองภาพรันด้วยความสนใจ ลูกสาวของราชาปีศาจหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูมากทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ท่านอาร์ทีเมียก็ไม่น่าจะสนใจเด็กสาวคนนี้อย่างจริงจัง เพราะในหมู่อสูรด้วยกัน ก็มีหญิงสาวที่หน้าตาสะสวยมากกว่านี้ แต่ท่านอาร์ทีเมียก็ไม่เคยชายตามองด้วยซ้ำ

“ข้าคิดว่า การที่ท่านอาร์ทีเมียต้องการได้ตัวเด็กสาวคนนี้มาที่นี่ อาจมีเหตุผลอื่นแอบแฝง”

“เหตุผลอะไรหรือครับ ท่านมิวเคอร์” ทินเซลถาม

“พวกเจ้าบอกว่า ท่านอาร์ทีเมียพูดถึงพี่ชายของเด็กคนนี้ด้วยใช่ไหม” มิวเคอร์ถาม

“ครับ ท่านมิวเคอร์” ฟลิทพยักหน้า

“ข้าคิดว่าพี่ชายของเด็กคนนี้ จะต้องขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่ของเทพและปีศาจในภายภาคหน้า ดังนั้น ท่านอาร์ทีเมียจึงอยากจะทดสอบฝีมือและความสามารถของเด็กหนุ่มคนนั้น ว่าคู่ควรพอที่ท่านอาร์ทีเมียจะยกให้เป็นศัตรูคนต่อไปในอนาคตได้หรือเปล่า” มิวเคอร์วิเคราะห์ให้ทุกคนฟัง

“ท่านอาร์ทีเมียก็เลยใช้วิธี ช่วงชิงบุคคลอันเป็นที่รักของเด็กหนุ่มคนนั้นมา ซึ่งคนๆ นั้นก็คือน้องสาวของเด็กหนุ่มคนนั้นนั่นเอง หากนำตัวเด็กสาวคนนี้มาได้ ไม่เพียงแต่จะหยามราชาปีศาจได้เท่านั้น  แต่มันยังหมายถึงการส่งสาส์นท้าทายไปถึงเด็กหนุ่มคนนั้นโดยตรงอีกด้วย ” อัลบูโกอธิบายเพิ่มเติม

“ทำไมท่านอาร์ทีเมียไม่ส่งสาส์นไปท้าสู้กับเด็กหนุ่มคนนั้นโดยตรงล่ะครับ ง่ายกว่าตั้งเยอะ” ฮันเซย์บ่น

“การทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกเสียหน้าและเจ็บใจ เป็นสิ่งที่ท่านอาร์ทีเมียชอบมากที่สุด พวกเจ้าพูดอย่างกับว่า ไม่รู้จักนิสัยของท่านอาร์ทีเมียยังงั้นแหละ” มิวเคอร์บอกเนิบๆ

“แล้วพวกเราต้องรายงานเรื่องนี้ให้ท่านโรติเฟอร์ทราบหรือเปล่าครับ” ฟลิทขอความเห็น

“ท่านอาร์ทีเมียไม่ได้ห้ามพวกเจ้าไม่ให้บอกท่านโรติเฟอร์ ไม่ใช่หรือ” อัลบูโกถาม

“ครับ ท่านอาร์ทีเมียไม่ได้ห้ามก็จริง แต่ก็ไม่ได้อนุญาตให้บอกนี่ครับ” ทินเซลตอบ

“ข้าคิดว่าให้ท่านอาร์ทีเมียเป็นคนบอกเรื่องนี้กับท่านโรติเฟอร์เองจะดีกว่า ขืนพวกเจ้าไปบอกโดยพลการ อาจโดนท่านอาร์ทีเมียทำโทษเอาได้” มิวเคอร์แนะนำ

“หากท่านโรติเฟอร์ถามล่ะครับว่า ทำไมถึงไม่รายงานเรื่องนี้ให้ทราบ พวกเราจะทำยังไง” ฮันเซย์แสดงความกังวล เช่นเดียวกับฟลิทและทินเซลที่มีสีหน้ากังวลไม่แพ้กัน

มิวเคอร์กับอัลบูโกมององครักษ์ทั้งสามคนอย่างขำๆ  เด็กพวกนี้ทำหน้ากลุ้มใจกับเขาก็เป็นด้วยหรือนี่

“ไว้ถึงเวลานั้น พวกเจ้าก็บอกท่านโรติเฟอร์ไปว่า พวกเราสองคนสั่งไว้ไม่ให้บอกก็แล้วกัน” อัลบูโกบอก

“ขอบคุณท่านมิวเคอร์กับท่านอัลบูโกมากครับ” ทั้งสามคนพูดด้วยความดีใจ

“ไม่เป็นไร พวกเจ้าเพิ่งกลับมาถึง ควรไปพักผ่อนได้แล้ว” มิวเคอร์บอก

“งั้นพวกเราขอตัวก่อนครับ” ฟลิท ทินเซลและฮันเซย์ก้มศีรษะให้มิวเคอร์กับอัลบูโก ทั้งคู่พยักหน้าให้ ทั้งสามคนจึงเดินออกไปจากห้อง

แม้ว่า ฟลิท ทินเซลและฮันเซย์จะมีฐานะเท่าเทียมกันกับมิวเคอร์และอัลบูโก แต่แม่ทัพอสูรทั้งสองคนมีอายุมากกว่า พวกฟลิทจึงทำความเคารพ เพื่อแสดงถึงการให้เกียรติในความอาวุโสกว่าของทั้งคู่

เมื่อลับร่างของพวกฟลิท อัลบูโกก็ลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ จากนั้นหันมามองมิวเคอร์ที่นั่งเงียบบนเก้าอี้นวม

“ข้าอยากเห็นลูกชายของราชาปีศาจจริงๆ ว่ามีบุคลิกเช่นไรกันหรือ ท่านอาร์ทีเมียถึงต้องทำแบบนี้”

“ข้าคิดว่า ลูกชายของราชาปีศาจ คงจะมีบุคลิกคล้ายกับใครคนหนึ่ง ทำให้เมื่อท่านอาร์ทีเมียเห็นแล้ว ก็เกิดความรู้สึกอยากจะเอาชนะขึ้นมาทันที”

“เจ้ากำลังจะบอกว่า ลูกชายของราชาปีศาจมีบุคลิกคล้ายแม่ทัพเทพอนากอล ใช่ไหม”

 “ใช่ ไม่เช่นนั้นแล้ว ท่านอาร์ทีเมียไม่มีทางทำแบบนี้หรอก”

“เจ้าคิดว่า หากท่านโรติเฟอร์รู้เรื่องนี้ จะเป็นยังไง”

“คงจะอึ้งน่าดู แต่ท่านอาร์ทีเมียก็เหลือเกินจริงๆ รู้ทั้งรู้ว่าหากทำแบบนี้ จะทำให้เกิดสงครามเร็วขึ้นกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ แต่ถึงรู้ก็ยังทำ” มิวเคอร์ส่ายหัวเบาๆ

“ถึงท่านอาร์ทีเมียไม่ทำเรื่องนี้ สงครามระหว่างเรากับฝ่ายราชาปีศาจก็ต้องเกิดขึ้นอยู่ดี ลูกสาวของราชาปีศาจเป็นเพียงแค่หมากตัวหนึ่งเท่านั้น ที่ท่านอาร์ทีเมียดึงเข้ามาเล่นในเกมนี้”

“ขอให้มันจริงอย่างที่เจ้าพูดนะ อัลบูโก ว่าลูกสาวของราชาปีศาจเป็นแค่หมากตัวหนึ่งเท่านั้น”

“ท่าทางเจ้าจะกังวลกับเรื่องนี้พอสมควรนะ หรือเจ้ากลัวว่าท่านอาร์ทีเมียจะชอบเด็กสาวคนนี้จริงๆ”

“ก็ไม่เชิง บางที..ข้าอาจคิดมากไปก็ได้”

“ไม่ต้องห่วงหรอก หากเป็นแบบนั้นจริงๆ พวกเราก็กำจัดเด็กสาวคนนี้ทิ้งซะก็หมดเรื่อง”

 “มันไม่ง่ายแบบนั้นหรอกอัลบูโก เจ้าคิดว่าท่านอาร์ทีเมียจะยอมให้ใครเข้าใกล้เด็กสาวคนนี้หรือ”

“แม้พวกเราจะเข้าใกล้เด็กคนนี้ไม่ได้ แต่มีอยู่หนึ่งคนที่สามารถเข้าใกล้เด็กคนนี้ได้ตลอดเวลา โดยที่ท่านอาร์ทีเมียไม่กล้าขัดขวางหรือปฏิเสธอย่างเด็ดขาด”

“เจ้าหมายถึง” มิวเคอร์สบตาของอัลบูโก เข้าใจทันทีว่า อัลบูโกหมายถึงใคร

“ใช่ ข้าหมายถึงท่านราชินียังไงล่ะ”

********************************************************

ภายในปราสาทของราชินีเซพิโอล่า

จอมอสูรโรติเฟอร์กำลังปรึกษาหารือเรื่องงานกับราชินีเซพิโอล่า โดยมีเชียร่าคนสนิทของราชินีเซพิโอล่า และชายชราร่างเล็ก ผมยาวสีขาวโพลน ดวงตายาวรีแฝงแววเย็นเยียบนั่งร่วมวงสนทนาด้วย

ชายชราผู้นี้คือ ท่านผู้เฒ่าแห่งทะเลพฤกษา ชื่อว่ากีรอน มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับองครักษ์รุ่นแรกของท่านราฟ มีความรอบรู้ในเรื่องพิษแขนงต่างๆ อย่างหาตัวจับยาก ถือเป็นมือดีอีกคนหนึ่งของราชินีเซพิโอล่า

หมอกสีเทาก่อตัวขึ้นตรงหน้าบุคคลทั้งสี่ ทั้งหมดหันไปมองพร้อมกัน เซพิโอล่ายิ้มด้วยความดีใจ ลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินมาใกล้หมอกกลุ่มนั้น ครู่หนึ่งอาร์ทีเมียก็ก้าวออกมาจากหมอก สวมกอดเซพิโอล่าที่อ้าแขนรอรับอยู่

“ลูกแม่ เจ้าหายไปไหนมาหลายวัน” เซพิโอล่าทักทายบุตรชายด้วยน้ำเสียงดีใจ

“ข้าข้ามไปเที่ยวที่ฝั่งโน้นมาครับ ท่านแม่” อาร์ทีเมียตอบพลางหันไปยิ้มให้จอมอสูร ในขณะที่เชียร่ากับชายชราก้มศีรษะทำความเคารพอาร์ทีเมียพร้อมกัน

“ท่านผู้เฒ่ากีรอน ไม่เจอกันตั้งนาน ท่านสบายดีหรือ” อาร์ทีเมีย ทักทายอย่างเป็นกันเอง

“ข้าสบายดีครับ ท่านอาร์ทีเมีย” กีรอนตอบด้วยรอยยิ้ม อาร์ทีเมียหันมามองเชียร่า

“แล้วเจ้าล่ะ เชียร่า เป็นยังไงบ้าง”

“ข้าสบายดีค่ะ ท่านอาร์ทีเมีย”

“เจ้าไม่คิดจะทักทายพ่อบ้างหรืออาร์ทีเมีย” จอมอสูรเอ่ยขึ้นมา อาร์ทีเมียหัวเราะเบาๆ เดินมานั่งข้างจอมอสูร พลางรินน้ำชาใส่แก้ว ยื่นส่งให้

“ของท่านพ่อ ข้าขอทักทายด้วยน้ำชาแก้วนี้ก็แล้วกันครับ”

จอมอสูรหัวเราะเบาๆ รับแก้วชาจากอาร์ทีเมียมาดื่มรวดเดียวหมด จากนั้นจึงถามเป็นการเป็นงาน

“เจ้าไปเที่ยวคราวนี้ ได้อะไรกลับมาฝากพ่อกับแม่บ้างล่ะ”

“ของฝากตอนนี้ยังไม่มีครับ แต่อีกไม่นาน ข้าจะนำของฝากชิ้นใหญ่มามอบให้ท่านพ่อกับท่านแม่ รับรองว่าพวกท่านต้องชอบแน่นอนครับ” อาร์ทีเมียตอบทีเล่นทีจริง ดวงตาฉายแววซุกซนเหมือนเด็กๆ

จอมอสูรกับเซพิโอล่าสบตากันด้วยความแปลกใจ มองบุตรชายด้วยความสงสัย ขณะที่เชียร่ากับกีรอนก็มีสีหน้าสงสัยเช่นกันว่า ของฝากชิ้นใหญ่ที่ว่า มันคืออะไร

“ท่าทางของฝากที่เจ้าว่า คงสำคัญมากทีเดียว พอจะบอกแม่ได้ไหมว่า มันคืออะไร” เซพิโอล่าถาม

“ครับ เป็นของสำคัญที่หาไม่ได้อีกแล้วในโลกใบนี้ แต่ท่านแม่อย่าเพิ่งรู้เลยครับ ข้าเกรงว่ามันจะไม่ตื่นเต้น ไว้ของที่ว่ามาถึงเมื่อไหร่ ข้าจะพามาให้ท่านแม่ดู”

“เอ..เจ้าพูดแบบนี้ ชักสงสัยแล้วสิว่า ของที่ว่า เป็นคนหรือสิ่งของ” เซพิโอล่ามองบุตรชายที่นั่งจิบน้ำชาอย่างเอ็นดู อาร์ทีเมียหัวเราะเบาๆ ไม่ยอมตอบคำถามของเซพิโอล่า กลับหันไปพูดกับกีรอน

“ข้าแวะไปดูผลงานของท่านที่ฝั่งโน้นมา รู้สึกว่าต้นไม้ดูดชีพจะทำงานได้ผลเกินคาด”

“จริงเหรอครับ ท่านอาร์ทีเมีย”

“จริงสิ ชาวบ้านในหมู่บ้านขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่เมืองซันไทม์ กลายเป็นผีดิบยกหมู่บ้าน ในขณะที่ชาวบ้านในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งทางทิศตะวันตกของเมืองพอร์ตแลนด์ ก็กำลังจะกลายเป็นผีดิบเช่นกัน”

“แต่น่าเสียดายที่ผีดิบในหมู่บ้านของเมืองซันไทม์ กลับโดนแม่ทัพเทพมิคาเอลและแม่ทัพเทพราเฟล ทำลายซะเกลี้ยงไม่มีเหลือ เท่านั้นยังไม่พอ พวกมันยังจับตัวทหารเด็กชั้นต่ำ ที่ท่านส่งไปแพร่พันธุ์ต้นไม้ดูดชีพในหมู่บ้านแห่งนั้นเอาไว้ได้อีกด้วย”

คำบอกเล่าของอาร์ทีเมีย ทำให้ทุกคนมีสีหน้าสนใจขึ้นมาทันที อาร์ทีเมียจึงถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ให้ทุกคนฟังอย่างละเอียด ยกเว้นเรื่องเดียวที่ไม่ได้เล่าให้ฟัง นั่นก็คือ เรื่องงานที่มอบหมายให้พวกเดอร์แรมทำ

“นึกไม่ถึงว่า พวกเทพจะรู้วิธีถอนต้นไม้ดูดชีพออกมาจากร่างของทหารชั้นต่ำ ไม่ธรรมดาจริงๆ” เชียร่าพูดน้ำเสียงราบเรียบ แต่ดวงตาฉายแววไม่พอใจ

“ไม่ใช่เทพหรอก ที่รู้วิธีถอนต้นไม้ดูดชีพออกจากร่างที่มันฝังตัวอยู่ แต่ข้าคิดว่าน่าจะเป็นขุนพลปีศาจสองคนนั้นมากกว่า” กีรอนคาดเดา จากนั้นจึงอธิบายให้ฟัง

“การจะดึงต้นไม้ดูดชีพออกมาจากร่างที่มันฝังตัวอยู่ ใช่ว่าใครก็ทำได้ แต่ต้องเป็นคนที่รู้จักมันดีพอว่า ขณะนี้มันกำลังอยู่ในสภาพไหน และจะเปลี่ยนไปเป็นอะไร จึงจะสามารถเลือกวิธีและใช้เวทย์มนต์ที่เหมาะสม ในการจัดการกับมัน”

“เมื่อหลายร้อยปีก่อน เคยมีปีศาจบางเผ่าพันธุ์ ใช้ต้นไม้ดูดชีพเป็นอาวุธในการต่อสู้ แต่ปีศาจเผ่าพันธุ์ที่ว่าก็หายสาบสูญไปนานแล้ว ท่านอาร์ทีเมียบอกว่า มีขุนพลปีศาจคนหนึ่งใช้เถาวัลย์เป็นอาวุธใช่ไหม”

“ใช่ ส่วนอีกคน รู้สึกว่าจะใช้ไอพิษนะ ท่านกีรอน”

“ข้าคิดว่าขุนพลปีศาจสองคนนั้น ต้องมาจากเผ่าพันธุ์ที่ข้าพูดถึงเมื่อกี้ จึงรู้วิธีจัดการกับต้นไม้ดูดชีพเป็นอย่างดี ในขณะที่เทพ หากไม่ใช่คนที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องพืชไม้โบราณโดยตรง ก็มีน้อยคนนักที่จะรู้จักมัน”

 เซพิโอล่าหยิบน้ำชาขึ้นจิบอย่างช้าๆ ดวงตาฉายแววครุ่นคิด นิ่งไปครู่หนึ่ง จึงพูดขึ้น

“อาร์ทีเมีย เจ้าจำหน้าตาของขุนพลปีศาจสองคนนั้นได้ไหม”

“จำได้ครับ ท่านแม่” อาร์ทีเมียแบมือข้างหนึ่ง ปรากฎภาพใบหน้าของดิพเทอเรียกับซารีน่าลอยออกมาจากฝ่ามือ ทุกคนมองด้วยความสนใจ โดยเฉพาะจอมอสูรที่เอามือลูบคางเบาๆ ครุ่นคิดในใจ ขุนพลปีศาจคู่นี้ รูปร่างดีชะมัด หน้าตาก็จิ้มลิ้มพริ้มเพราน่าดู 

“ท่าทางท่านจะสนใจขุนพลปีศาจคู่นี้นะคะ” เซพิโอล่ามองจอมอสูรอย่างรู้ทัน ทำให้อีกฝ่ายยิ้มเก้อๆ

“ไม่มีอะไรสักหน่อย เจ้าก็คิดมากไปได้”

“คิดมากดีกว่าคิดน้อย หรือไม่คิดอะไรเลยนะคะ จะว่าไปแล้ว ขุนพลสองคนนี้สวยมากทีเดียว เห็นแบบนี้แล้ว อดรู้สึกเสียดายขึ้นมาไม่ได้” เซพิโอล่าพูดไปยิ้มไป ชำเลืองมองจอมอสูรที่นั่งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ แล้วพูดต่อ

“ต้นไม้ดูดชีพ ถือเป็นอาวุธสำคัญในการสร้างทหารผีดิบของพวกเรา หากปล่อยให้สองคนนี้มีชีวิตอยู่ต่อไป ข้าเกรงว่าอาจจะส่งผลกระทบต่องานของพวกเราในภายหน้าได้ พวกเจ้าว่าจริงไหม”

“เจ้าจะฆ่าสองคนนี้เหรอ” จอมอสูรถามเสียงดังด้วยความลืมตัว เซพิโอล่าเลิกคิ้วสูง ย้อนถามยิ้มๆ

“ท่านเสียดายหรือคะ ถึงได้ทำน้ำเสียงแบบนี้”

“เปล่า ข้าจะไปเสียดายทำไมกัน”

“งั้นเหรอคะ แสดงว่าข้าคงเข้าใจผิดไปเอง” เซพิโอล่า แกล้งถอนหายใจ แล้วพูดต่อ

“ข้าคิดว่าจะให้ลูกน้องของข้า ไปนำตัวพวกนางมาที่นี่ เพื่อปรนนิบัติรับใช้ท่านสักพักนึงก่อน จนกว่าท่านจะพอใจ แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยสูบพลังชีวิตของพวกนางในภายหลัง”

“แต่..ในเมื่อท่านไม่ได้รู้สึกอะไรกับพวกนาง  งั้นข้าสั่งให้ลูกน้องไปฆ่าพวกนาง โดยไม่ต้องพาตัวมาให้ท่านก็แล้วกันนะคะ” เซพิโอล่าพูดเสียงหวาน มองจอมอสูรที่นั่งหน้าจ๋อยแบบเยาะๆ

จอมอสูรกลืนน้ำลายลงคออย่างเสียดาย นึกด่าตัวเองในใจที่ไม่น่าปากไว รีบปฏิเสธเซพิโอล่าไปเมื่อกี้

“ท่านแม่จะส่งคนไปจัดการกับพวกนางเมื่อไหร่ครับ” อาร์ทีเมียถาม

“ต้องเร็วที่สุด ก่อนที่ทหารชั้นต่ำคนนั้นจะบอกเรื่องที่พวกเรากำลังสร้างกองทัพผีดิบให้ฝ่ายโน้นรู้ ไม่อย่างนั้น แผนการของพวกเราอาจล่มไม่เป็นท่า”

“งั้นเหรอครับ ก่อนที่ข้าจะกลับมาที่นี่ ข้าได้แวะไปหาพวกเดอร์แรมที่เมืองทรีไลออน เพื่อสั่งให้ทำงานพิเศษชิ้นหนึ่งให้ข้า ตอนนี้พวกนั้นกำลังคอยคำสั่งจากข้าอยู่ที่นั่น” อาร์ทีเมียบอกให้ทุกคนรู้

“พวกนั้นไปสืบข่าวที่ข้าสั่งให้ทำแล้วหรือยัง” จอมอสูรถามบุตรชาย

 “ยังครับ เพราะงานที่ท่านพ่อมอบหมายให้ทำกับงานที่ข้าสั่งให้ทำ ต่างก็เกี่ยวข้องกับคนที่อยู่ในเมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้ ข้าจึงสั่งให้พวกนั้นคอยก่อน”

“เจ้าให้พวกนั้นคอยอะไร” จอมอสูรมองบุตรชายอย่างสงสัย อาร์ทีเมียหัวเราะเบาๆ ตอบน้ำเสียงร่าเริง

“ข้าให้พวกนั้นคอยทหารของท่านแม่ครับ”

“อธิบายให้แม่เข้าใจหน่อยซิว่า เจ้าหมายความว่ายังไง” เซพิโอล่าถาม

อาร์ทีเมียจึงบอกให้ทุกคนรู้ว่า ต้องการได้ทหารจากทะเลพฤกษาจำนวนหนึ่ง ไปช่วยงานพวกเดอร์แรมในการสืบข่าวและทำงานสำคัญชิ้นหนึ่ง แต่อาร์ทีเมียไม่ยอมบอกว่า งานสำคัญที่ว่าคืองานอะไร

“เรื่องทหารที่เจ้าขอมา แม่ไม่มีปัญหา เพราะงานของพวกเราต่างก็มีจุดมุ่งหมายที่เมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้ด้วยกันทั้งนั้น ว่าแต่เจ้าจะให้ทหารเริ่มงานเมื่อไหร่ แม่จะได้ให้เชียร่าจัดคนไว้ให้เจ้า”

“พรุ่งนี้ครับ ท่านแม่”

เซพิโอล่าพยักหน้า จากนั้นทั้งหมดก็สนทนากันอีกครู่หนึ่ง จอมอสูรกับอาร์ทีเมียจึงขอตัวกลับไปพักผ่อนที่ห้อง เมื่อลับร่างของจอมอสูรกับอาร์ทีเมีย  เซพิโอล่าหันมาทางเชียร่า

“เจ้าไปจัดคนเตรียมไว้ให้พร้อม ขอคนฝีมือดีหน่อย ท่าทางขุนพลปีศาจสองคนนั้นจะฝีมือสูงไม่ใช่เล่น”

“ค่ะ ท่านราชินี” เชียร่าทำความเคารพราชินีเซพิโอล่า หันหลังเดินออกไป เซพิโอล่าหันมาทางกีรอน

“ข้าจะไปตรวจความเรียบร้อยที่ป่าอสรพิษ จะกลับมาที่นี่ตอนเย็นๆ หากท่านโรติเฟอร์กับอาร์ทีเมียถามถึง รบกวนท่านแจ้งให้พวกเขาทราบด้วย”

“ครับ ท่านราชินี” กีรอนรับคำ ราชินีเซพิโอล่ายิ้มนิดนึง แล้วร่างก็เลือนหายไป

*********************************************************

หลังอาหารมื้อเที่ยงผ่านไป อนากอลได้เรียกแม่ทัพเทพ ขุนพลเทพ ขุนพลปีศาจ กาลาฟและไวท์ไลฟ์มาประชุมที่ห้องหนังสือ โดยมีไซบรัสกับแซนดราที่ตอนนี้อาการบาดเจ็บดีขึ้นมาก เข้าร่วมประชุมด้วย

เมื่อทุกคนมาถึง อนากอลก็แจ้งให้ทราบว่าคณะของท่านราฟจะกลับมาในวันมะรืนนี้ ยกเว้นโรมกับพวกฟิลที่ไม่ได้กลับมาพร้อมกัน เพราะท่านราฟให้ฝึกวิชาเพิ่มเติมกับองครักษ์รุ่นแรกที่หุบเขามรณะ

“ฝึกวิชากับองครักษ์รุ่นแรกเหรอครับ/คะ!” ทุกคนอุทานออกมาพร้อมกันเสียงดัง หันมามองหน้ากันแบบอึ้งๆ โห! ฝึกวิชากับองครักษ์รุ่นแรกหรือนี่ แค่คิดก็สยองแล้ว

“ทำไมทำหน้าแบบนั้น หรือว่าพวกเจ้าอยากจะไปฝึกด้วย” อนากอลถาม เมื่อเห็นสีหน้าของทุกคน

“โอ๊ย! ไม่เอาครับ ใครอยากฝึกก็ฝึกไป แต่ข้าขอผ่านก็แล้วกันครับ ยังไม่อยากอายุสั้น” เบลาอีสปฏิเสธ

“ข้าก็ขอผ่านเช่นกันครับ องครักษ์รุ่นแรก น่ากลัวจะตาย” บียอฟกับไซบรัสพูดพร้อมกัน ขณะที่คนอื่นๆ ต่างก็ส่ายหน้าปฏิเสธเช่นกัน   อนากอลหันไปสบตากับกาลาฟและไวท์ไลฟ์ที่นั่งอมยิ้ม จากนั้นจึงพูดขึ้น

“ข้าก็ไม่เห็นว่าพวกท่านฟาคอลจะน่ากลัวตรงไหน พวกเจ้าคิดมากไปหรือเปล่า”

ทุกคนทำตาโต มองอนากอลเหมือนไม่เคยเห็นมาก่อน  ขณะที่อนากอลอมยิ้ม มองทุกคนอย่างขำๆ

“พวกเราไม่ได้คิดมากนะครับ ท่านอนากอลลองไปถามทหารเทพหรือทหารปีศาจก็ได้ว่า พวกเขามององครักษ์รุ่นแรกด้วยสายตาแบบไหน แต่ข้าตอบแทนได้เลยว่า ทุกคนมององครักษ์รุ่นแรกด้วยความกลัวและไม่อยากเข้าใกล้ เพราะไม่เช่นนั้น อาจโชคร้ายได้” มิคาเอลพูดน้ำเสียงเคร่งขรึม

ทุกคนหัวเราะครืนกับประโยคนั้นของมิคาเอล โดยเฉพาะกาลาฟกับไวท์ไลฟ์ที่หัวเราะจนหน้าแดงก่ำ

“พวกเจ้ากลัวกันไปเองมากกว่า จริงๆ แล้ว องครักษ์รุ่นแรกน่ารักมากเลยนะ”

“เชิญท่านอนากอลชื่นชมไปคนเดียวเถอะครับ แต่พวกเรายืนยันคำพูดเดิมว่า ในโลกนี้ ไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าองครักษ์รุ่นแรกอีกแล้ว” ราเฟลทำท่าสยอง เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนได้อีกรอบ

“พูดแบบนี้ ระวังจะเข้าหูพวกท่านฟาคอลนะ”

“ตาเฒ่าพวกนั้นไม่มีทางรู้หรอกครับว่าพวกเราแอบนินทา เพราะหุบเขามรณะกับที่นี่อยู่ห่างกันตั้งเยอะ เว้นซะแต่ว่าจะมีใครไปบอก”  แอเรียลพูดอย่างอารมณ์ดี ก่อนทำตาโต รีบพูดเสียงดัง

“ท่านอนากอล ท่านกาลาฟและท่านไวท์ไลฟ์ พวกท่านห้ามไปบอกเรื่องนี้ให้ตาเฒ่าพวกนั้นฟังเชียวนะครับ ไม่อย่างนั้น พวกเราที่นั่งอยู่ภายในห้องนี้ จะเดือดร้อนกันหมด”

“พวกเราสามคนไม่บอกเรื่องนี้หรอก แต่ข้าว่าพวกเจ้าน่าจะลองมององครักษ์รุ่นแรกซะใหม่ บางทีพวกเจ้าอาจจะเห็นความน่ารักที่ซุกซ่อนเอาไว้” อนากอลบอกน้ำเสียงขำๆ

 “พวกเราพยายามมาหลายสิบปีแล้วค่ะ แต่ก็ไม่เคยเห็นความน่ารักที่ว่านั่นเลยสักครั้ง จริงไหม แซนดรา ดิพเทอเรีย ซารีน่า” เบลลาหันไปขอเสียงสนับสนุนจากสาวๆ อีกสามคน

 “ใช่ค่ะ เบลลาพูดถูก นอกจากความน่ากลัวและความแสบสันจนเกินบรรยายแล้ว ตาเฒ่าสี่คนนั้นก็หาความน่ารักไม่เจอแม้แต่นิดเดียว” ซารีน่าพูดกลั้วหัวเราะ   ดิพเทอเรียกับแซนดราอมยิ้ม พยักหน้าเห็นด้วย

“ช่างเถอะ เอาเป็นว่า ข้ากับพวกเจ้ามองต่างมุมก็แล้วกัน”

“ก็คงทำนองนั้นมั้งครับ ท่านอนากอล” เอเกอร์เห็นด้วย

“แต่นึกๆ แล้วก็อดเป็นห่วงท่านโรมกับพวกฟิลไม่ได้นะครับ” ธอร์นสันเปรยขึ้นมา

 “เรื่องฝึกวิชากับองครักษ์รุ่นแรกนะเหรอ” กาลาฟกับไวท์ไลฟ์ถามพร้อมกัน

“ครับ กว่าจะฝึกเสร็จ ท่านโรมกับพวกฟิลคงจะสะบักสะบอมกันหมด” ธอร์นสันถอนหายใจ

“หากเจ้าเป็นห่วงนักล่ะก็ ไว้ให้ท่านราฟกลับมาก่อน ข้าจะไปขออนุญาตท่านราฟให้ส่งเจ้าไปช่วยฝึกด้วยอีกคน พอองครักษ์รุ่นแรกแกล้งท่านโรมกับพวกฟิล เจ้าก็เข้าไปรับหน้าแทน ดีไหม” วลาเนียร์พูดแซว

“ไม่เอา! ตอนท่านราฟส่งข้ากับบียอฟไปดูแลทหารเทพ ที่เข้ารับการฝึกเข้มจากองครักษ์รุ่นแรกเมื่อหลายสิบปีก่อนนั้น พวกเราก็โดนท่านฟาคอลแกล้งซะอ่วมจนเกือบตายมาแล้ว ขืนไปอีกรอบ คราวนี้มีหวังได้ตายกันจริงๆ” ธอร์นสันบ่นอุบ

“ทำเป็นใจเสาะไปได้ เจ้าเป็นถึงขุนพลเทพเชียวนา โดนแค่นั้นน่ะจิ๊บจ๊อย”

“ถ้าจิ๊บจ๊อยอย่างที่เจ้าว่าจริงๆ ทำไมเจ้าไม่ไปเองล่ะ จะได้รู้ว่าฝันร้ายที่ข้ากับธอร์นสันเจอ ในขณะที่ยังลืมตาอยู่น่ะ มันเป็นยังไง” บียอฟประชดอย่างหมั่นไส้ ทำให้ทุกคนหัวเราะเสียงดังลั่น

“พวกเจ้าไม่ต้องห่วงหรอกว่าเด็กพวกนั้นจะทนการฝึกขององครักษ์รุ่นแรกไม่ได้ เห็นแบบนั้นก็เถอะ แต่พวกเขาแข็งแกร่งกว่าที่คิดเอาไว้มากทีเดียว”

“ท่านอนากอลคิดแบบนั้นจริงๆ หรือครับ” มิคาเอลถาม

อนากอลยิ้มให้ พยักหน้าแทนคำตอบ ทุกคนจึงมีสีหน้าดีขึ้น รู้สึกคลายความกังวลใจลง

เมื่อเห็นว่าทุกคนคลายความกังวลใจ เกี่ยวกับเรื่องที่พวกโรมจะต้องเข้ารับการฝึกวิชากับองครักษ์รุ่นแรกแล้ว อนากอลก็หันมาทางดิพเทอเรียกับซารีน่า

“ตอนนี้เดลเป็นยังไงบ้าง”

“หลังทานอาหารเที่ยงแล้ว เดลก็นอนหลับอยู่ในห้องของพวกเราค่ะ” ดิพเทอเรียตอบ

อนากอลพยักหน้า กวาดสายตามองทุกคนในห้องแล้วพูดขึ้น

“’ข้าขอคุยเรื่องของเดลกับพวกเจ้าสักนิดนึง”

“เรื่องอะไรหรือคะ ท่านอนากอล” แซนดราถาม 

“พวกเจ้ารู้ใช่ไหม ว่าเขาเป็นอสูร”

“ครับ/ค่ะ ท่านอนากอล”

“แม้เดลจะเป็นอสูร แต่ข้าเชื่อว่าเขาไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ข้าอยากให้พวกเจ้ามองเขาอย่างมิตรคนหนึ่ง อย่าไปตั้งแง่หรือมีอคติกับเขา เพราะหากตัดเรื่องของเผ่าพันธุ์ออกไป เดลก็เป็นเพียงแค่เด็กคนหนึ่งเท่านั้น”

 “ท่านอนากอลไม่ต้องเป็นห่วง พวกเราเข้าใจเรื่องนี้ดีครับ/ค่ะ”

 “พวกเจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว ข้าอยากให้พวกเจ้าช่วยกันดูแลเอาใจใส่และพูดคุยกับเขา เหมือนกับว่าเขาเป็นน้อง เป็นลูกหรือเป็นหลานคนหนึ่ง เขาจะได้ไม่รู้สึกว่าอยู่ตัวคนเดียวท่ามกลางคนแปลกหน้า พวกเจ้าทำได้ไหม”

 “ทำได้ค่ะ ท่านอนากอล” ดิพเทอเรียกับซารีน่ารีบตอบเสียงดัง   คนอื่นๆ ก็พยักหน้าเช่นกัน

 “ขอบใจพวกเจ้ามาก” อนากอลยิ้มให้ จากนั้นหันมาทางกาลาฟกับไวท์ไลฟ์

  “รบกวนพวกท่านจัดห้องพักไว้ให้เดลด้วย เมื่อเขาตื่นขึ้นมา ข้าจะให้เขาย้ายเข้าไปพักในห้องนั้น”

 “ครับ ท่านอนากอล” 

 “เอาล่ะ เรื่องที่ข้าจะคุยด้วยก็มีแค่นี้ พวกเจ้าแยกย้ายกันไปพักผ่อนเถอะ”

 “ครับ/ค่ะ ท่านอนากอล”

***********************************************************

อีกด้านหนึ่ง ที่หุบเขามรณะ

 “พวกเจ้าเก่งขึ้นมากเลยจ้ะ ดูสิ สามารถปลดอาณาเขตออกได้สองชั้นแล้ว” วิไรน่าพูดด้วยความชื่นชม

“ขอบคุณค่ะ แต่พวกเรายังดีใจตอนนี้ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะยังเหลืออาณาเขตปิดผนึกอีกสองชั้น” รันพูดปนหอบ เสื้อที่ใส่ชุ่มไปด้วยเหงื่อจนเปียกโชกไปทั้งตัว เช่นเดียวกับเรเซียที่ยืนหายใจหอบ เหงื่อชุ่มไปทั้งตัวเช่นกัน

วิไรน่ามองรันกับเรเซียที่ยืนหอบกลางอากาศอย่างชื่นชม การฝึกวิชาในรอบบ่ายนี้ ทั้งคู่ทำได้ดีกว่าเดิม สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้รวดเร็วและรับการโจมตีได้มากขึ้น

เพียงแค่สองชั่วโมงให้หลัง หลังจากที่ทั้งคู่กลับมาฝึกในรอบบ่าย  รันกับเรเซียก็สามารถทำให้แพตทิเซียกับฟลอร่ามีรอยขีดข่วนเล็กๆ ที่นิ้วมือได้ แม้เพียงเล็กน้อย แต่ก็ถือว่าสอบผ่านตามเงื่อนไขที่วางไว้

 แพตทิเซียกับฟลอร่าจึงปลดอาณาเขตของตัวเองออกให้ คงเหลือแต่วิไรน่ากับเทียน่า ที่สองสาวจะต้องต่อสู้ด้วย เพื่อปลดอาณาเขตปิดผนึกอีกสองชั้นที่เหลือ

“เอาล่ะ ป้าจะโจมตีแล้วนะ ระวังให้ดี”

“ค่ะ ท่านป้า พวกเราพร้อมแล้ว”

จู่ๆ ร่างของวิไรน่าก็เลือนหายไป รันกับเรเซียรีบหันกลับมาด้านหลัง เป็นจังหวะเดียวกับที่วิไรน่าตวัดเท้าฟาดใส่ ทั้งคู่กระเด็นหงายหลังร่วงลงมายังพื้นเบื้องล่าง

รันกับเรเซียรีบพลิกตัว ใช้มือทั้งสองข้างยันพื้นดินเอาไว้ สปริงตัวตีลังกาม้วนตัวลอยขึ้นมายืนกลางอากาศ  วิไรน่าโผล่จากด้านบน รันรีบเบี่ยงตัวออกด้านข้าง แต่เรเซียหลบไม่ทัน โดนวิไรน่าฟาดเท้าลงบนบ่า  ร่วงลงมากระแทกพื้นดินเสียงดังลั่น

เรเซียลุกขึ้นนั่งทำหน้าเหยเก รู้สึกปวดบ่าจนร้าวไปทั้งแถบ รันหันไปมองอย่างเป็นห่วง วิไรน่าพุ่งเข้ามา รันรีบยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมากันเอาไว้  วิไรน่าฟาดสันมือทั้งสองข้างลงมา แรงที่ฟาดใส่ ทำให้รันกระเด็นถอยหลังกลิ้งไปกระแทกกับอาณาเขตที่กางเอาไว้เสียงดังโครม ร่วงครูดลงมากองกับพื้น  

“เป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะ” วิไรน่าตะโกนถามด้วยความเป็นห่วง

“ไม่เป็นไรค่ะ” รันรีบลุกขึ้นยืน   เรเซียก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเช่นกัน

ท่านเกรซยืนกอดอก มองการฝึกวิชาของรันกับเรเซียอย่างพอใจ น้ำสมุนไพรของข้าได้ผลดีเกินคาดทีเดียว ทั้งคู่เคลื่อนไหวร่างกายได้ดีขึ้นกว่าเดิม แบบนี้ต้องทำน้ำสมุนไพรเพิ่มอีกเหยือกซะแล้ว

“ท่านเกรซคะ ท่านเกรซจะกลับน็อธ บิ๊ก ซิตี้เมื่อไหร่คะ” ฟลอร่าถาม

“มะรืนนี้จ้ะ”

“แบบนี้เท่ากับว่า ท่านรันกับหนูเรเซียจะมีเวลาฝึกวิชาพรุ่งนี้อีกหนึ่งวันสิคะ” แพตทิเซียเอ่ยขึ้น

“ใช่จ้ะ”

“ถ้างั้น พรุ่งนี้ พวกเราจะสอนทักษะการต่อสู้แบบประชิดตัวให้ทั้งคู่ก็แล้วกันค่ะ” เทียน่าบอก

“แค่ครึ่งวันที่เด็กสองคนนี้ฝึกกับพวกเจ้า ข้าก็มองเห็นถึงฝีมือที่พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เห็นแบบนี้แล้ว ค่อยหายห่วงหน่อย ขอบใจพวกเจ้ามาก” ท่านเกรซชมอย่างจริงใจ

“ไม่เป็นไรค่ะ ท่านเกรซ”

“พวกเจ้าฝึกวิชาให้รันกับเรเซียต่อเถอะ ข้าขอตัวไปเตรียมน้ำสมุนไพรสูตรใหม่ให้เด็กสองคนนี้ดื่มก่อน ไว้เจอกันตอนเย็น”

“ค่ะ ท่านเกรซ”

ท่านเกรซยิ้มให้ เดินกลับมายังบ้านพักของไรซาน เมื่อมาถึงพบว่าทุกคนกำลังนั่งเล่นหมากรุกอย่างตั้งใจ  ส่วนเรด อีเกิ้ลยังคงนอนหลับสัปหงกพร้อมส่งเสียงกรนดังเป็นระยะเหมือนเช่นตอนเช้าไม่มีผิด

ท่านเกรซเดินฮัมเพลงเข้าไปในครัวอย่างมีความสุข  หยิบอุปกรณ์ต่างๆ ขึ้นมาเตรียมไว้ จากนั้นก็หันไปหยิบโน่นนิด หยิบนี่หน่อย นำมาใส่รวมกันในหม้อยาใบใหญ่ เทน้ำใส่ลงไปจนเต็มหม้อ แล้วยกหม้อวางบนเตา 

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป หม้อยาเริ่มส่งกลิ่นฉุนลอยออกมา ท่านเกรซใช้ช้อนคนหม้อยาเบาๆ มืออีกข้างก็ล้วงเข้าไปในเสื้อ หยิบขวดแก้วมีขนาดเท่านิ้วชี้ออกมา ข้างในมีน้ำสีเขียวขุ่นบรรจุอยู่เต็มขวด ท่านเกรซเทน้ำจากขวดแก้วลงไปในหม้อยาจนหมดขวด จากนั้นจึงปิดฝาหม้อ เคี่ยวยาไปเรื่อยๆ 

สองชั่วโมงถัดมา ท่านเกรซยกหม้อยาลงจากเตา ใช้ผ้าขาวสะอาดกรองน้ำสมุนไพรที่มีสีดำสนิทใส่ในหม้อยาอีกใบที่มีขนาดเล็กกว่าใบแรกเล็กน้อย 

“เอาล่ะ ต่อไปก็ต้องใส่ไอ้นี่ ไม่งั้นไม่อร่อย” ท่านเกรซใช้เข็มเล่มเล็กๆ เจาะที่ปลายนิ้วชี้ของตัวเอง เลือดสีเงินซึมออกมา ท่านเกรซบีบเลือดลงไปในหม้อยา ทำปากขมุบขมิบท่องมนต์เบาๆ

เลือดสีเงินส่องแสงสว่างจ้าไหลลงไปในหม้อยาเป็นทางยาว  ครู่หนึ่งท่านเกรซจึงหยุดร่ายมนต์ มองหม้อยาด้วยความพอใจ ใช้ช้อนคนหม้อยาเบาๆ เมื่อเห็นว่าเลือดกับน้ำสมุนไพรรวมเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว จึงเดินไปหยิบเหยือกมาสองใบ จัดแจงแบ่งน้ำสมุนไพรใส่ในเหยือกทั้งสองใบอย่างละเท่าๆ กัน

“แค่นี้ก็เรียบร้อย รับรองว่าเด็กๆ พวกนั้นจะต้องชอบน้ำสมุนไพรหม้อนี้ของข้า” ท่านเกรซยิ้มอย่างมีความสุข ถือเหยือกสองใบไปวางไว้ในตู้ จากนั้นก็จัดการทำความสะอาดอุปกรณ์ต่างๆ

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ท่านเกรซจึงเดินออกมาจากในครัว พบว่าหนุ่มๆ เลิกเล่นหมากรุกกันแล้ว แต่นั่งสนทนาพูดคุยกันเบาๆ ส่วนเรด อีเกิ้ลยังคงนอนหลับอยู่เช่นเดิม ท่านเกรซเดินมานั่งข้างท่านราฟ

“เย็นป่านนี้แล้ว เรด อีเกิ้ลยังไม่ตื่นอีก นอนขี้เซาจริงๆ” ท่านเกรซบ่นพลางหันไปมองเรด อีเกิ้ลที่ยังคงนอนหมอบสัปหงกตรงมุมห้อง

“เจ้าก็รู้นี่ว่า เรด อีเกิ้ลนอนหลับลึกแบบนี้เสมอ ว่าแต่รันกับเรเซียยังฝึกวิชาไม่เสร็จอีกหรือ”

“คิดว่าอีกสักพักคงจะเสร็จแล้วค่ะ นั่นไงคะ มากันพอดี” ท่านเกรซลุกขึ้นยืน เมื่อเห็นรัน เรเซียและพวกเทียน่าเดินเข้ามาในบ้าน

“เป็นยังไงบ้างจ๊ะ” ท่านเกรซถาม มองสภาพของรันกับเรเซียที่ตอนนี้เสื้อผ้าเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ ผมเผ้ายุ่งเหยิง หน้าตามอมแมม นอกจากนี้ ตามมือ ข้อศอก แขนและขาของทั้งคู่ ก็มีรอยฟกช้ำดำเขียวเต็มไปหมด

รันกับเรเซียเดินมานั่งบนพื้นห้องอย่างหมดแรง เหยียดขาทั้งสองข้างออกไป ส่วนมือทั้งสองข้างก็ยันพื้นเอาไว้ พร้อมกับเป่าปากออกมาเบาๆ

“เกือบตายค่ะ ท่านแม่ โอย..เหนื่อยเหลือเกิน” รันพูดปนหอบ ใช้มือปาดเหงื่อที่ไหลย้อยลงมาอย่างลวกๆ เช่นเดียวกับเรเซียที่ใช้แขนเสื้อปาดเหงื่อเช่นกัน

“พวกเจ้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อก่อนดีไหมจ๊ะ เหม็นเหงื่อมากเลย” ท่านเกรซบอก

“จะให้ไปอาบที่ไหนล่ะคะ อีกอย่างพวกเราก็ไม่ได้พาเสื้อผ้ามาเปลี่ยนด้วย” เรเซียสงสัย

“ไปอาบที่บ้านของป้าก็ได้จ้ะ เดี๋ยวป้าจะให้ใส่เสื้อของพี่สาวฟาเรียไปก่อน ตัวขนาดนี้น่าจะใส่กันได้ อีกอย่างเสื้อพวกนี้เพิ่งตัดมาใหม่ๆ พี่ของฟาเรียยังไม่ได้ใส่เลยจ้ะ” ฟลอร่าบอก

“งั้นพวกเราขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะ”

“ไปเถอะจ้ะ เดี๋ยวค่อยมาทานอาหารเย็นร่วมกัน” ท่านเกรซยิ้มให้

รันกับเรเซียเดินตามหลังฟลอร่าออกไปอย่างรวดเร็ว เทียน่า แพตทิเซียและวิไรน่า หันมายิ้มให้ทุกคน

“พวกเราขอตัวไปเตรียมอาหารมื้อเย็นก่อนนะคะ”

“ข้าไปช่วยพวกเจ้าด้วยคนสิ หลายๆ คนช่วยกันจะได้เสร็จไวๆ”

“ค่ะ ท่านเกรซ”

กลุ่มของท่านเกรซเดินหายเข้าไปในครัว เพื่อจัดแจงเตรียมอาหารมื้อเย็น  ส่วนหนุ่มๆ ก็นั่งคุยกันต่อ โดยมีฟาเรียกับบาลาสเป็นตัวสร้างสีสัน เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนได้เป็นอย่างดี ครู่หนึ่ง พวกฟาคอลที่นั่งเล่นหมากรุกตรงศาลานั่งเล่นที่สนามหญ้าด้านนอกก็เข้ามาร่วมวงสนทนา ทำให้บรรยากาศครึกครื้นขึ้นกว่าเดิม

หนึ่งชั่วโมงต่อมา อาหารมื้อเย็นก็เสร็จเรียบร้อย หนุ่มๆ ทั้งห้าคนคือ โรม ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาส ช่วยกันยกโต๊ะไปวางไว้ตรงสนามหญ้าหน้าบ้าน รันกับเรเซียที่อาบน้ำเปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้ว เข้ามาช่วยยกจานและแก้วน้ำมาวางไว้บนโต๊ะ

ท่านเกรซและพวกเทียน่า แบ่งอาหารส่วนหนึ่งเก็บไว้ให้เรด อีเกิ้ลที่ยังคงนอนหลับเช่นเดิม จากนั้นจึงยกอาหารออกมาวางบนโต๊ะ โดยมีลูกๆ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ

ท่านราฟและตาเฒ่าทั้งสี่คน ช่วยกันนำโคมไฟที่อยู่ในบ้าน ไปติดไว้ตามต้นไม้ที่อยู่รอบๆ บ้าน เมื่อเรียบร้อยแล้ว เฟเบียซก็ดีดนิ้วหนึ่งครั้ง โคมไฟหลากหลายสีก็เรืองแสงขึ้นมา สว่างไสวไปทั่วบริเวณ

“เอาล่ะ เรียบร้อยแล้ว เชิญทุกคนทานอาหารภายใต้แสงไฟอันงดงามได้เลยจ้ะ” ท่านเกรซกวักมือเรียกทุกคนให้เข้าประจำที่ เพื่อรับประทานอาหารร่วมกัน

บรรยากาศการรับประทานอาหารมื้อเย็น เต็มไปด้วยความสนุกสนาน องครักษ์รุ่นแรกทั้งสี่คน ได้แสดงค่ายกลตุ๊กตาสี่ธาตุให้ทุกคนดู เรียกเสียงปรบมือเกรียวกราวจากทุกคนได้เป็นอย่างดี

หลังอาหารมื้อเย็นผ่านไป ท่านเกรซก็เข้าไปในครัว หยิบเหยือกน้ำสมุนไพรพร้อมแก้วเจ็ดใบออกมา

“อ๋า..น้ำสมุนไพรของท่านเกรซมาอีกแล้ว” ฟาเรียทำตาโต รีบสะกิดบอกทุกคน

โรม ฟิล ไรซาน บาลาส รันและเรเซียหันไปดูพร้อมกัน ก่อนทำหน้าสยอง เมื่อเห็นน้ำสมุนไพรที่อยู่ในเหยือกมีสีดำสนิท ท่านเกรซยิ้มให้ทุกคน เดินมานั่งอย่างอารมณ์ดี

“เด็กๆ จ๊ะ นี่คือน้ำสมุนไพรสูตรใหม่ของข้า น่ากินไหมจ๊ะ”

“เอ่อ..นะ น่ากินครับ” ฟาเรียตอบพลางกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ คนอื่นๆ ฝืนยิ้มให้ท่านเกรซ

 “เหรอจ๊ะ พวกเจ้าต้องดื่มให้หมดนะ ข้าทำไว้สองเหยือกเชียวนะ มา เดี๋ยวข้ารินให้ ขืนให้พวกเจ้ารินกันเอง เดี๋ยวจะขี้โกงแบ่งไม่เท่ากัน”

โรม รัน เรเซียและพวกฟิลหัวเราะแห้งๆ หันมาสบตากันอย่างไม่รู้จะทำยังไงดี ขณะที่ท่านราฟ องครักษ์รุ่นแรกและพวกเทียน่าต่างพากันอมยิ้มด้วยความขบขัน

ท่านเกรซรินน้ำสมุนไพรใส่ในแก้วทั้งเจ็ดใบอย่างละเท่าๆ กัน กลิ่นฉุนกึกเหม็นเขียวโชยออกมาเตะจมูก ทำให้โรม รัน เรเซียและพวกฟิลเกิดอาการครั่นเนื้อครั่นตัวขึ้นมา โอย..น้ำสมุนไพรเหยือกนี้ ท่าทางรสชาติจะเลวร้ายกว่าเหยือกเมื่อเช้าซะอีก

“เอาจ้ะ ดื่มให้หมดนะ รับรองว่าอร่อยกว่าเหยือกเมื่อเช้า” ท่านเกรซยื่นแก้วน้ำสมุนไพรส่งให้ทุกคน

โรม รัน เรเซียและพวกฟิลยื่นมือออกไปรับแก้วน้ำมาถือไว้ หันมาสบตากันเป็นทำนองว่า ใครจะเป็นคนดื่มน้ำสมุนไพรนี้ก่อน บาลาสตัดสินใจพยักหน้าให้ทุกคน ทำนองว่า ข้าดื่มก่อนก็แล้วกัน

บาลาสยกแก้วน้ำสมุนไพรเข้าปาก  ท่ามกลางสายตาลุ้นระทึกของทุกคน บาลาสดื่มรวดเดียวหมด ก่อนวางแก้วลง จากนั้นหันไปคว้าแก้วน้ำที่อยู่ตรงหน้าขึ้นมาดื่มจนหมดแก้ว

“เป็นยังไงบ้างจ๊ะ บาลาส”

 “อะ อร่อย มะ มากครับ” บาลาสตอบเสียงสั่นเครือ คนอื่นๆ ก้มมองน้ำสมุนไพรในมือพร้อมกัน

“เห็นไหม ข้าบอกแล้วว่าอร่อย” ท่านเกรซยิ้มพอใจ หันมามองคนอื่นที่ยังถือแก้วค้างไว้

 “เอ้า พวกเจ้าก็รีบดื่มสิจ๊ะ”

“ครับ/ค่ะ” ทุกคนยกแก้วน้ำขึ้นดื่มพร้อมกัน เมื่อน้ำสัมผัสลิ้นก็ทำหน้าเหยเก แทบจะอาเจียนออกมา แต่ติดตรงที่ท่านเกรซมองอยู่ ทำให้กลั้นใจกลืนน้ำสมุนไพรลงไปจนหมดแก้ว

ท่านเกรซยิ้มชอบใจ รินน้ำสมุนไพรเพิ่มให้อีก เด็กๆ ทั้งเจ็ดคนไม่มีทางเลือก จำใจดื่มน้ำสมุนไพรของท่านเกรซจนหมดเกลี้ยงทั้งสองเหยือก

“ท่าทางพวกเจ้าจะชอบน้ำสมุนไพรของข้ามากเลยนะนี่ ดูสิ ดื่มกันเกลี้ยงเลย ไว้คราวหน้า ข้าจะทำให้พวกเจ้าดื่มอีกนะ”

“อ๋า..ท่านเกรซอย่าลำบากเลยครับ” ฟาเรียรีบพูดด้วยความตกใจ

“ลำบากอะไรกันจ๊ะ พวกเจ้าไม่ต้องเกรงใจข้าหรอกจ้ะ” ท่านเกรซพูดยิ้มๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุข ทำให้โรม รัน เรเซียและพวกฟิลพูดไม่ออก ได้แต่ฝืนยิ้มพร้อมพยักหน้าให้

“นี่ก็ค่ำมากแล้ว พวกเราคงต้องขอตัวกลับก่อน พวกเจ้าจะได้พักผ่อนกัน” ท่านราฟเอ่ยขึ้น

“ให้พวกเราเดินไปส่งไหมครับ ท่านราฟ” ฟิลกับไรซานถามพร้อมกัน

“ไม่เป็นไรจ้ะ พวกเจ้าไปพักผ่อนเถอะ ไว้พรุ่งนี้ค่อยเจอกันใหม่” ท่านเกรซยิ้มให้ พลางหันไปทางเทียน่า ฟลอร่า วิไรน่าและแพตทิเซียที่ยืนเรียงกัน

“พรุ่งนี้ หลังทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว ข้าจะพารันกับเรเซียมาส่งให้พวกเจ้า”

“ค่ะ ท่านเกรซ”

“พรุ่งนี้ ข้าจะให้พวกเจ้าเริ่มฝึกวิชาให้โรมกับพวกฟิล ยังไงก็ฝากด้วยนะ” ท่านราฟหันมาบอกองครักษ์รุ่นแรกที่ยืนยิ้มข้างๆ ตัว

“ไม่ต้องห่วงครับ พวกเราจะดูแลท่านโรมอย่างดีที่สุด” เฟเบียซบอกยิ้มๆ

“พวกเจ้าจะฝึกยังไงก็ได้ แต่ห้ามฝึกแผลงๆ หรือเล่นพิเรนทร์เด็ดขาด เข้าใจไหม” ท่านเกรซกำชับ

“คร้าบ ท่านเกรซ พวกเราไม่เล่นแผลงๆ หรือฝึกพิเรนทร์หรอกคร้าบ” แบนนาสพูดกลั้วหัวเราะ

“ให้มันจริงอย่างที่เจ้าพูดนะ” ท่านเกรซพูดเสียงดุ มององครักษ์รุ่นแรกอย่างไม่ไว้ใจ

“แน่นอนครับ ข้าขอสัญญา” รีนอลพูดเสียงเคร่งขรึม ยกมือทำท่าปฏิญาณตนอย่างแข็งขัน

“ดีแล้ว งั้นพรุ่งนี้เจอกัน” ท่านเกรซยิ้มให้ทุกคน

“คร้าบ พรุ่งนี้เจอกัน” ฟาคอลยิ้มกว้าง มองคณะของท่านราฟที่เดินออกไปอย่างเจ้าเล่ห์ ดวงตาทอประกายวิบวับ โฮะๆๆ ข้าไม่ได้เป็นคนสัญญากับท่านเกรซนะคร้าบ แต่เป็นรีนอลต่างหากล่ะ ฮี่ๆๆๆๆ

***************************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

474 ความคิดเห็น