มหาเวทย์จักรพรรดิ ภาคจอมราชันย์

ตอนที่ 23 : ข่าวคืบหน้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 695
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    4 ก.ย. 51

บทที่ 23  ข่าวคืบหน้า

  อีกด้านหนึ่ง ก่อนเที่ยงเล็กน้อย กลุ่มของแฟรงก์นั่งทานอาหารภายในร้านอาหารมีชื่อแห่งหนึ่ง ในเมืองพอร์ตแลนด์ โดยคอยสอดสายตามองไปนอกร้านเหมือนกำลังรอคอยการมาของใครบางคน

 ห้านาทีผ่านไป ผู้ชายร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมเข้ม ดวงตายาวรีสีน้ำตาลเข้ม แฝงแววใจดีก็เดินแหวกผู้คน เดินตรงมาในร้าน เมื่อเห็นกลุ่มของแฟรงก์ก็ยิ้มให้พร้อมโบกมือทักทาย เดินเข้ามานั่งร่วมวงด้วย

 “พวกเจ้ามาคอยข้านานหรือยัง” นาธาน องครักษ์พิทักษ์แคว้นไวท์สกาย ซึ่งมีอาวุโสที่สุดในบรรดาองครักษ์พิทักษ์แคว้นทั้งหมด เอ่ยทักทาย

 “ไม่นานครับ ท่านนาธาน” แฟรงก์ตอบ

 นาธานพยักหน้า มองอาหารหลายอย่างที่วางอยู่บนโต๊ะ  ขมวดคิ้วเข้าหากัน ถามน้ำเสียงไม่แน่ใจ

“พวกเจ้าสั่งอาหารมาเยอะแยะแบบนี้ จะกินกันหมดหรือนี่”

 “ถ้าลำพังแค่ข้ากินคนเดียว คงไม่หมดหรอกครับ แต่โชคดีที่มีจีนัสกับสก็อตอยู่ด้วย”

“ท่านแฟรงก์ พูดแบบนี้แปลว่าเราสองคนกินจุหรือครับ” จีนัสชะงักมือที่กำลังจะตักซุป หันมาถาม

“ก็ไม่เชิง แต่ข้าเห็นว่า ถึงสั่งอาหารมาเยอะแค่ไหน พวกเจ้าสองคนก็จัดการเรียบวุธ ไม่มีเหลือ”

“พวกเราไม่อยากทำให้คนอื่นเสียใจครับ ในเมื่อสั่งมาแล้ว ขืนกินไม่หมด คนทำจะเสียใจเอาได้ ใช่ไหม จีนัส”  สก็อตพยักหน้ากับจีนัส  ซึ่งอีกฝ่ายเห็นด้วยทันที  ทำให้แฟรงก์กับนาธานหัวเราะออกมา

“อ้างน้ำขุ่นๆ เลยนะ เอาเถอะ ว่าแต่พวกเจ้ามีเรื่องอะไรจะคุยกับข้าหรือ” นาธานถามเป็นการเป็นงาน

“มีครับ ท่านนาธาน เรื่องสำคัญมากด้วย” แฟรงก์ตอบน้ำเสียงเคร่งขรึม นาธานมองด้วยความสงสัย

“เหรอ เรื่องอะไรล่ะ”

“คือว่า เรื่องมันเป็นแบบนี้ครับ”  แฟรงก์เล่าให้นาธานฟัง ถืงข้อเสนอของท่านราฟ ที่ยื่นมาให้ท่านผู้ครองแคว้นพิจารณา พร้อมทั้งเล่าเรื่องที่เจอศพชาวเมืองพอร์ตแลนด์ ตรงชายป่าติดกับตลาดฝั่งตะวันตกให้ฟังอย่างละเอียด  เมื่อฟังจบนาธานก็เอนหลังพิงเก้าอี้ ถอนหายใจออกมา

“โดยส่วนตัวแล้ว ข้าเห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านราฟนะแฟรงก์ แต่ข้าไม่แน่ใจว่าท่านมอลโต ผู้ครองแคว้นของข้า จะเห็นด้วยหรือเปล่า” นาธานพูดเสียงเคร่งขรึม

“เพราะแบบนี้ยังไงล่ะครับ พวกเราจึงมาหาท่านนาธาน” จีนัสมองนาธานด้วยแววตาคาดหวังเต็มเปี่ยม 

“เอางี้ ข้าจะลองคุยกับท่านมอลโตก่อน แต่ไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จหรือไม่ ว่าแต่นอกจากข้าแล้ว พวกเจ้ามีคุยเรื่องนี้ให้องครักษ์พิทักษ์แคว้นคนอื่นฟังกันบ้างหรือยัง” นาธานเอ่ยขึ้น หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง

“ไม่มีครับ พวกเรานึกถึงท่านนาธานเป็นคนแรกครับ” แฟรงก์ตอบน้ำเสียงสุภาพ ทำให้นาธานยิ้มด้วยความพอใจ การที่แฟรงก์เลือกคุยเรื่องนี้กับข้าเป็นคนแรก แสดงว่าแฟรงก์ให้เกียรติข้ามากกว่าองครักษ์คนอื่นๆ

“แบบนี้ดีไหม ข้าจะเรียกประชุมองครักษ์พิทักษ์แคว้นทั้งหมด เพื่อหาข้อสรุปในเรื่องนี้ว่า พวกเราจะเอายังไง วิธีนี้ง่ายและสะดวกกว่าที่จะให้พวกเจ้าเดินทางไปหลายๆ แคว้น ซึ่งอาจเสียเวลาและไม่ทันการได้”

“ขอบคุณท่านนาธานมากครับ”  แฟรงก์ จีนัสและสก็อตพูดด้วยความดีใจ

“ไม่เป็นไร เอาล่ะ ข้าขอตัวก่อน ส่วนเรื่องการประชุมองครักษ์พิทักษ์แคว้นนั้น ข้าจะแจ้งให้พวกเจ้าทราบอย่างช้าภายในวันมะรืนนี้ว่า จะประชุมกันวันไหน” นาธานลุกขึ้นยืน ทั้งสามคนทำความเคารพพร้อมกัน

นาธานยิ้มให้ หมุนตัวเดินจากไป เมื่อลับร่างของนาธาน ทั้งสามคนก็หันมามองหน้ากัน ยิ้มออกมา

 “เหมือนที่ท่านราฟคาดการณ์เอาไว้ทุกอย่าง ไม่อยากจะเชื่อเลย” จีนัสพูดถึงท่านราฟด้วยความชื่นชม

“นั่นสิ ท่านราฟนี่สุดยอดจริงๆ” สก็อตเห็นด้วย เช่นเดียวกับแฟรงก์ที่พยักหน้าเห็นด้วยเช่นกัน

ย้อนกลับไป ตอนที่ท่านราฟเรียกทั้งสามคนเข้าไปคุยเพื่อมอบหมายงานให้ทำนั้น  ท่านราฟได้ซักถามรายละเอียดต่างๆ ของผู้ครองแคว้นและองครักษ์พิทักษ์แคว้นทั้งหมดจากแฟรงก์ เมื่อได้ข้อมูลทั้งหมดแล้ว ท่านราฟก็สั่งให้กลุ่มแฟรงก์ทำงานตามขั้นตอนต่างๆ ดังนี้

ขั้นแรก ให้แฟรงก์แจ้งถึงการปรากฏตัวของท่านราฟให้ท่านผู้ครองแคว้นทราบ จากนั้นก็ยื่นข้อเสนอของท่านราฟให้ทุกคนฟัง ซึ่งท่านราฟคาดเดาไว้แล้วว่า ท่านผู้ครองแคว้นจะต้องถกเถียงกันจนหาข้อสรุปไม่ได้ ทำให้ต้องใช้วิธีลงคะแนนเสียงเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยจะกำหนดวัน เวลาและสถานที่ในภายหลัง ซึ่งก็เป็นไปตามคาดจริงๆ

จากนั้นท่านราฟคิดว่า หลังการประชุมร่วมกันของผู้ครองแคว้นจบลง ท่านเฟรดเดอริกจะต้องเรียกพวกแฟรงก์เข้าไปคุยเป็นการส่วนตัว เพื่อต้องการสอบถามเกี่ยวกับบุคลิกลักษณะโดยรวมของท่านราฟว่าเป็นอย่างไร จะได้นำมาประกอบการตัดสินใจว่าจะยอมรับข้อเสนอของท่านราฟหรือไม่

นึกถึงตอนนี้ แฟรงก์ จีนัสและสก็อตอดหัวเราะออกมาไม่ได้ ยังจำคำพูดของท่านราฟในตอนนั้นได้ดี

“พวกเจ้าจำไว้นะ หากเฟรดเดอริกเรียกพวกเจ้าเข้าไปคุยเกี่ยวกับเรื่องของข้าล่ะก็ พวกเจ้าจะต้องพูดถึงข้าในเชิงบวกเข้าไว้ จะชื่นชมยังไงก็ได้ แต่ขอให้มันดูเนียนๆ หน่อย อย่าชมซะเกินจริงล่ะ”

“ครับ ท่านราฟ พวกเราจะพยายาม” แฟรงก์ตอบ

“หากพวกเจ้าทำให้เฟรดเดอริกเชื่อว่าข้าไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ข้าเชื่อว่าเฟรดเดอริกจะต้องเชื่อคำพูดของพวกเจ้า และตัดสินใจยอมรับข้อเสนอของข้าทันที”

“แล้วถ้าหากท่านเฟรดเดอริกยังลังเลล่ะครับ ท่านราฟ” จีนัสถาม

“ไม่มีปัญหา หากเฟรดเดอริกมีท่าทีลังเลไม่แน่ใจว่าจะเอายังไงดี เขาจะต้องถามความเห็นของพวกเจ้าว่าคิดอย่างไรกับข้อเสนอของข้า คราวนี้ก็เป็นหน้าที่ของพวกเจ้า เข้าใจหรือเปล่า”

“เข้าใจครับ” สก็อตพยักหน้า

“เมื่อเฟรดเดอริกตัดสินใจยอมรับข้อเสนอของข้า สิ่งที่พวกเจ้าต้องทำต่อไปก็คือ ให้แสดงความกังวลใจเกี่ยวกับผู้ครองแคว้นคนอื่นๆ ในทำนองว่า ไม่แน่ใจว่าคนอื่นจะเห็นด้วยหรือเปล่า เพื่อดูท่าทีของเฟรดเดอริกว่าเขามีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร”

“หากเฟรดเดอริกแสดงความกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน พวกเจ้าต้องฉวยโอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์   โดยเสนอตัวเป็นคนกลางไปพูดคุยกับองครักษ์พิทักษ์แคว้นคนอื่นๆ ให้เห็นด้วยกับข้อเสนอของข้า เพื่อให้ไปเกลี้ยกล่อมผู้ครองแคว้นต่อไป คิดว่าทำได้ไหม” ท่านราฟถามยิ้มๆ มองหน้าแฟรงก์ จีนัสและสก็อตที่ยืนเรียงกัน

“ทำได้ครับ ท่านราฟ”

 “หากเฟรดเดอริกเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ พวกเจ้าต้องเดินทางไปคุยกับนาธาน องครักษ์พิทักษ์แคว้นไวท์สกายเป็นคนแรก”

“ทำไมต้องคุยกับท่านนาธานก่อนคนอื่นล่ะครับ” แฟรงก์สงสัย

 “ก็เขามีอาวุโสที่สุดและเป็นถึงหัวหน้าขององครักษ์พิทักษ์แคว้นทั้งหมด หากพวกเจ้าไปคุยกับคนอื่นก่อนเขา พวกเจ้าคิดว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร แต่ข้าคิดว่าเขาคงไม่พอใจนักหรอก เพราะมันเหมือนกับว่าพวกเจ้าไม่ให้เกียรติและมองไม่เห็นความสำคัญของเขาน่ะสิ เข้าใจหรือยัง”

“เข้าใจแล้วครับ” ทั้งสามคนพยักหน้าเข้าใจ

“หากทุกอย่างเป็นไปตามนี้ เวลาพวกเจ้าคุยเรื่องนี้กับนาธาน พวกเจ้าจะต้องแสดงคำพูดและท่าทางให้นาธานเห็นว่า พวกเจ้าให้เกียรติและเห็นความสำคัญของเขามากกว่าองครักษ์คนอื่นๆ”

“หากทำได้ตามนี้ ข้าเชื่อว่านาธานจะต้องพึงพอใจกับท่าทีของพวกเจ้าเป็นอย่างมาก ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์กับฝ่ายเราอย่างคาดไม่ถึงทีเดียว”

“ประโยชน์หรือครับ ท่านราฟ”

“ใช่ หากพวกเจ้าทำได้ตามแผนที่วางไว้ นอกจากนาธานจะเห็นด้วยแล้ว เผลอๆ เขาอาจจะเสนอตัวช่วยพวกเจ้าในเรื่องนี้ โดยการใช้ตำแหน่งหัวหน้าองครักษ์พิทักษ์แคว้น เรียกประชุมองครักษ์พิทักษ์แคว้นคนอื่นที่เหลือให้ เพื่อกำหนดทิศทางขององครักษ์ทุกคนให้เป็นไปในทางเดียวกัน ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ พวกเจ้าคิดว่า เรื่องทุกอย่างมันจะง่ายขึ้นไหม” ท่านราฟถามด้วยรอยยิ้ม

แฟรงก์ จีนัสและสก็อตมองท่านราฟด้วยความรู้สึกที่งปนชื่นชม รีบพยักหน้าเห็นด้วยทันที

จากนั้น ท่านราฟก็จำลองเหตุการณ์ต่างๆ ตามลำดับขั้น โดยให้พวกแฟรงก์ซ้อมเสมือนจริงว่าอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ โดยมีกาลาฟกับไวท์ไลฟ์ช่วยจำลองเหตุการณ์คำพูดของท่านเฟรดเดอริกและนาธานไว้หลายๆ แบบว่าน่าจะเป็นแบบใดบ้าง เมื่อซักซ้อมจนคล่องแล้ว ท่านราฟจึงให้ทั้งสามคนเริ่มงาน

นับได้ว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่ท่านราฟคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิด นอกจากนี้คำพูดของท่านเฟรดเดอริกและคำพูดของนาธานในเหตุการณ์จริง ก็แทบจะไม่ต่างจากเหตุการณ์จำลองที่กาลาฟกับไวท์ไลฟ์ซักซ้อมเอาไว้ สร้างความทึ่งให้กับแฟรงก์ จีนัสและสก็อตเป็นอย่างมาก

“พวกเจ้ารีบกินให้เสร็จ หลังจากนั้นจะได้รายงานข่าวให้ท่านราฟทราบ” แฟรงก์บอกด้วยรอยยิ้ม

“ครับ ท่านแฟรงก์” จีนัสกับสก็อตรับคำพร้อมกัน ก้มหน้าก้มตาจัดการกับอาหารที่มีอยู่มากมายบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงสิบนาที อาหารทุกอย่างก็เกลี้ยงไม่มีเหลือ

แฟรงก์มองจานอาหารที่เรียงซ้อนกันเป็นชั้นสูงพะเนินกองโต ด้วยสายตาอึ้งๆ หันมามองจีนัสกับสก็อตที่นั่งพิงเก้าอี้อย่างมีความสุข มือข้างหนึ่งลูบท้องเบาๆ เมื่อเห็นแฟรงก์มองมาก็ยิ้มกว้าง

“เรียบร้อยแล้วครับ ท่านแฟรงก์” จีนัสรีบบอก แฟรงก์ถอนหายใจ หันไปเรียกเจ้าของร้านให้คิดเงิน

เมื่อเจ้าของร้านยื่นรายการให้ดู แฟรงก์ก็ย่นคิ้ว ทำไมค่าอาหารถึงได้แพงแบบนี้กันเนี่ย คิดพลางใช้สายตาไล่มองรายการอย่างรวดเร็ว นิ่งไปครู่หนึ่งก็ยื่นเงินปึกใหญ่ ส่งให้เจ้าของร้านที่ยืนยิ้มหน้าบานเป็นจานเชิง

“ขอบคุณคร้าบ โอกาสหน้าเชิญใหม่นะคร้าบ” เจ้าของร้านค้อมตัวคำนับแฟรงก์จนศีรษะแทบจะติดพื้น

 แฟรงก์พยักหน้าให้อย่างแกนๆ ลุกขึ้นเดินนำจีนัสกับสก็อตออกมา เมื่อพ้นร้านอาหารมาได้ไม่กี่ก้าว จีนัสกับสก็อตหันกลับไปมอง พบว่าเจ้าของร้านยังคงถือเงินยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ตรงนั้น

“ท่าทางเจ้าของร้านจะชอบพวกเรานะครับ ดูสิ ยังยืนยิ้มกว้างอยู่หน้าร้านเลยครับ” สก็อตบอก

“ทำไมจะไม่ชอบล่ะ ก็พวกเจ้าเล่นกินกันแบบนี้ เจ้าของร้านอาหารที่ไหน ก็ชอบทั้งนั้นแหละ"

จีนัสกับสก็อตทำหน้าตาเหรอหรา จับน้ำเสียงได้ว่าแฟรงก์เริ่มหงุดหงิด

“ท่านแฟรงก์หงุดหงิดอะไรหรือครับ ทำไมน้ำเสียงฟังดูไม่ดีนัก” จีนัสถาม   แฟรงก์หยุดเดิน หันมามองจีนัสกับสก็อตตาเขียว ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ ดึงสมุดเล่มเล็กๆ ออกมากางให้ทั้งคู่ดู

“พวกเจ้าดูซะ ตั้งแต่เริ่มภารกิจครั้งนี้ ข้าได้จดค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอาไว้ เริ่มตั้งแต่เดินทางออกจากเมืองพาราไดซ์วอล จนถึงวันนี้ พวกเจ้าเห็นไหมว่า ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่หมดไปกับค่าอาหารของพวกเจ้าสองคนที่กินกันมโหฬาร จนเงินสำรองที่ข้าพกมาแทบจะเกลี้ยงกระเป๋าอยู่แล้ว” แฟรงก์ร่ายยาว

จีนัสกับสก็อตชะโงกหน้ามาดูรายการที่แฟรงก์จดเอาไว้ เมื่อเห็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่แฟรงก์จดบันทึกไว้อย่างละเอียดยิบก็ทำตาโต  โอ้โห! ไม่ยักรู้มาก่อนว่า ท่านแฟรงก์จะเป็นคนละเอียดแบบนี้

“แหะๆ ท่านแฟรงก์ ต้องเข้าใจนะครับว่า พวกเราเป็นผู้ชาย จำเป็นต้องกินเยอะๆ จะได้มีแรงทำงาน ขืนกินน้อยเกินไป จะเอาแรงที่ไหนไปทำงานล่ะครับ ใช่ไหมสก๊อต” จีนัสหัวเราะแก้เก้อ ใช้ศอกกระทุ้งสก็อตเบาๆ

“ใช่ครับ ท่านแฟรงก์ กองทัพต้องเดินด้วยท้องนะครับ หากท้องไม่อิ่ม สมองก็ไม่แล่น” สก็อตรีบเสริม

“ข้าก็เป็นผู้ชายเหมือนพวกเจ้า แต่ไม่เห็นจะกินล้างกินผลาญแบบนี้ ยังดีนะที่พวกเจ้าเป็นผู้ชาย หากเป็นผู้หญิง แล้วกินแบบนี้ให้ผู้ชายเห็นล่ะก็ ร้อยทั้งร้อย เผ่นกันกระเจิดกระเจิง” 

“ท่านแฟรงก์ก็พูดเกินไป พวกเราไม่ได้กินเยอะแบบนี้ทุกมื้อนะครับ ขึ้นอยู่กับว่าอาหารมื้อนั้นถูกปากหรือเปล่า ถ้าถูกปากก็กินมากหน่อย แต่ถ้าไม่ถูกปากก็กินน้อย” สก็อตแย้ง

“ตั้งแต่ข้าทำงานร่วมกับพวกเจ้ามา ข้าก็ไม่เคยเห็นว่าพวกเจ้าจะกินน้อยสักมื้อ  เฮ้อ! สงสัยข้าคงต้องทำเรื่องขอเบิกเงินค่าอาหารคืนจากท่านเฟรดเดอริกซะแล้ว ไม่งั้นกว่าจะทำงานชิ้นนี้เสร็จ เงินเดือนข้ากับเงินที่เก็บเอาไว้คงหมดกันพอดี”  แฟรงก์บ่นอุบ

“ทำไมไม่ขอเบิกจากท่านราฟล่ะครับ” สก็อตถาม

“ใครจะกล้า หรือว่าเจ้าสองคนกล้า”

“แหะๆ ไม่กล้าหรอกครับ งั้นก็ขอเบิกจากท่านโรมก็ได้นี่ครับ” จีนัสเสนอ

“ท่านโรมจะเอาเงินที่ไหนมาให้กันล่ะ อย่าลืมสิว่า ท่านโรมยังไม่ได้ทำงานมีเงินเดือนสักหน่อย เจ้าอยากให้ข้าโดนคนอื่นตราหน้าว่างกหรือไง”

จีนัสกับสก็อตหัวเราะชอบใจเสียงดังลั่น มองแฟรงก์อย่างขำๆ แม้ว่าท่านแฟรงก์จะขี้บ่นหรือจุกจิกไปบ้างก็เถอะ แต่ท่านแฟรงก์มีน้ำใจกับลูกน้องมากทีเดียว

“พวกเจ้าหยุดหัวเราะได้แล้ว รีบๆ กลับที่พักซะทีสิ จะได้รายงานข่าวให้ท่านราฟทราบ” แฟรงก์ตัดบท เดินนำออกไป จีนัสกับสก็อตรีบตามไปทันที

                                                           **********************************************************

 ภายในบ้านของไรซาน ขณะนั้นท่านราฟกำลังนั่งเล่นหมากรุกกับไรซาน  โรมนั่งเล่นหมากรุกกับฟิล และฟาเรียเล่นหมากรุกกับบาลาส โดยมีท่านเกรซนั่งมองการเล่นหมากรุกของหนุ่มๆ ด้วยความสนใจ

ตรงประตูห้องครัว ปรากฎแสงสีขาวนวลตากำลังก่อตัวเป็นกรอบวงกลมขนาดใหญ่อย่างช้าๆ ทุกคนละสายตาจากกระดานหมากรุกเงยหน้ามองพร้อมกัน

“หน่วยจู่โจมพิเศษของเทพรายงานตัวครับ ท่านราฟ ท่านเกรซ ท่านโรม” แฟรงก์ จีนัสและสก็อตทำความเคารพพร้อมกัน   ท่านราฟลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินมาหยุดตรงหน้ากรอบวงกลม ทักทายด้วยรอยยิ้ม

“พวกเจ้าเป็นยังไงบ้าง สบายดีหรือเปล่า”

“พวกเราสบายดีครับ ท่านราฟ” แฟรงก์ตอบ จากนั้นจึงรายงานความคืบหน้าของงานที่ได้รับมอบหมายให้ท่านราฟทราบอย่างละเอียด รวมถึงเรื่องที่พบศพชาวบ้านกลุ่มหนึ่งถูกอสูรฆ่าตายที่เมืองพอร์ตแลนด์

“พวกนั้นฆ่าชาวบ้านกลางวันแสกๆ เลยหรือนี่ แล้วพวกเจ้าทำลายศพของชาวบ้านกลุ่มนั้นหรือยัง” ท่านราฟถามน้ำเสียงเคร่งขรึม ขณะที่คนอื่นๆ มีสีหน้าเคร่งเครียด

“เรียบร้อยแล้วครับ ท่านราฟ” แฟรงก์บอกให้ทราบ

“ท่านพ่อครับ ข้าคิดว่าคนที่ฆ่าชาวบ้าน น่าจะเป็นอาร์ทีเมียกับองครักษ์ของเขาครับ” โรมเอ่ยขึ้น

“ทำไมเจ้าถึงคิดว่าเป็นอาร์ทีเมีย” ท่านราฟย้อนถามยิ้มๆ เพราะคิดเหมือนกันกับโรม

“หากนำเหตุการณ์ที่ชาวบ้านโดนฆ่าตาย มาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่กลุ่มของท่านมิคาเอลโดนมนต์โจมตีเข้าไป จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์ทั้งสองอย่างเกิดขึ้นในวันเดียวกัน แต่เวลาต่างกันเล็กน้อย”

“โดยกลุ่มของท่านมิคาเอลโดนโจมตีก่อน หลังจากนั้นไม่ถึงชั่วโมง ชาวบ้านที่เมืองพอร์ตแลนด์ก็ถูกฆ่า  หากเรานำเหตุการณ์หลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นในช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้ มาประมวลเข้าด้วยกัน จะเห็นได้ว่าทุกอย่างต่างก็เชื่อมโยงสอดคล้องกัน ดังนั้น ข้าจึงคิดว่าอาร์ทีเมียน่าจะเป็นคนฆ่าชาวบ้านครับ” โรมสรุป

คนอื่นพยักหน้าเห็นด้วย ขณะที่แฟรงก์ จีนัสและสก็อตมองโรมอย่างทึ่งในการวิเคราะห์ข้อมูล อดชื่นชมไม่ได้ สมแล้วที่เป็นลูกชายของท่านราฟ ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริงๆ

“ท่านราฟจะให้พวกเราทำอย่างไรต่อไปครับ” แฟรงก์ถาม

“มะรืนนี้ใช่ไหม พวกเจ้าจึงจะรู้ว่า นาธานจะประชุมองครักษ์พิทักษ์แคว้นกันวันไหน” ท่านราฟย้อนถาม

“ครับ ท่านราฟ”

“พวกเจ้ากลับไปรายงานเรื่องนี้ให้ท่านเฟรดเดอริกทราบ จากนั้นก็รอการติดต่อของนาธาน เมื่อรู้วันเวลาและสถานที่ ที่ใช้สำหรับการประชุมแล้ว ให้แจ้งข้าทันที” ท่านราฟสั่ง

“ครับ ท่านราฟ” ทั้งสามคนรับคำ ทำความเคารพท่านราฟ ท่านเกรซและโรมพร้อมกัน จากนั้นกรอบรูปก็สลายไปเหลือแต่ความว่างเปล่า

ท่านราฟไม่ทันจะเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้  สายตาหันไปเห็นกลุ่มควันสีแดงจางๆ ลอยขึ้นมาจากพื้นดิน ตรงสวนดอกไม้นอกหน้าต่าง ท่านราฟเดินออกไปทันที ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน รีบลุกขึ้นตามมาเช่นกัน

กลุ่มควันสีแดงก่อตัวเป็นกรอบสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ แล้วภาพของคนกลุ่มหนึ่งก็ปรากฎขึ้นมา

“องครักษ์รุ่นสอง รายงานตัวครับ ท่านราฟ ท่านเกรซ” ทั้งสี่คนทำความเคารพท่านราฟ ท่านเกรซ จากนั้นหันมายิ้มให้โรม ก้มศีรษะทำความเคารพเช่นกัน พูดน้ำเสียงนุ่มนวล

“องครักษ์รุ่นสองรายงานตัวครับ ท่านโรม”

โรมยิ้มให้เช่นกัน มององครักษ์รุ่นสองอย่างพิจารณา พบว่าทั้งสี่คนแม้จะหน้าตาดี แต่มองยังไงๆ ก็หาเค้าใบหน้าขององครักษ์รุ่นแรกไม่เจอ ผิดกับพวกท่านฟิลที่มีใบหน้าคล้ายท่านปู่มาก แสดงว่าพวกพ่อของท่านฟิลต้องถอดแบบรูปหน้ามาจากท่านย่าแน่นอน

 จอห์น อาเธอร์ นอร์ธและบราวน์ มองโรมด้วยความสนใจ  ท่านโรมมีใบหน้าคล้ายท่านราฟมาก แต่บุคลิกโดยรวมเหมือนท่านอนากอล ผู้เป็นน้าชายไม่มีผิด เห็นแบบนี้แล้วอดภูมิใจแทนท่านราฟไม่ได้จริงๆ

 “พวกเจ้าติดต่อมาแบบนี้ แสดงว่าได้เรื่องแล้ว ใช่ไหม” ท่านราฟถาม

 “ครับ ท่านราฟ” อาเธอร์ พ่อของฟาเรียตอบ พลางหันมาทางฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสที่ยืนเรียงกัน

 “ไม่เจอพวกเจ้าตั้งนาน สบายดีหรือเปล่า”

“พวกเราสบายดีครับ”  ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสตอบด้วยรอยยิ้ม

“เจ้าสองคนยังทะเลาะกันอีกหรือเปล่า ฟาเรีย บาลาส”  บราวน์ ซึ่งเป็นพ่อของไรซานถามหลานชายตัวแสบทั้งสองคน  ทั้งคู่พยักหน้าให้ ตอบพร้อมกันเสียงดัง

“ยังทะเลาะกันเหมือนเดิมครับ ท่านลุง”

“แล้วมีลงไม้ลงมือกันบ้างไหม” จอห์น พ่อของฟิลถามบ้าง

“ไม่มีครับ แค่เถียงกันตามปกติแต่ไม่มีลงไม้ลงมือกันครับ” ไรซานรีบบอกให้ท่านลุงสบายใจ

“ดีแล้ว หากเจ้าตัวแสบสองคนนี้ทะเลาะกันจนถึงขั้นลงไม้ลงมือกันเมื่อไหร่ ลุงอนุญาตให้เจ้าสองคนจัดการขั้นเด็ดขาดได้ทันที”  นอร์ธ พ่อของบาลาส หันมาพูดกับฟิลและไรซาน

“ครับ ท่านลุง”  ฟิลกับไรซานพยักหน้ารับคำ มีผลให้ฟาเรียกับบาลาสยิ้มเจื่อนๆ พูดอะไรไม่ออก

 จากนั้นอาเธอร์จึงหันมาทางท่านราฟที่ยืนอมยิ้ม มองการสนทนาของกลุ่มองครักษ์ด้วยความขบขัน

“ท่านราฟครับ พวกเราเจอท่านเรย์นอลแล้วครับ”

“แล้วเรย์นอลว่ายังไงบ้าง” ท่านราฟกับท่านเกรซถามพร้อมกัน องครักษ์รุ่นสองทั้งสี่คนยิ้มแทนคำตอบ 

“หมายความว่า”

“ครับ ท่านเรย์นอลรับฟังในสิ่งที่พวกเราพูด และตกลงยอมรับความช่วยเหลือจากพวกเราครับ”

ประโยคนั้น ทำให้ทุกคนหันมายิ้มให้กันด้วยความดีใจ ท่านเกรซบีบมือท่านราฟเบาๆ

“สำเร็จแล้วนะคะ ท่านราฟ”

ท่านราฟพยักหน้า รู้สึกโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง   จอห์นรายงานเพิ่มเติมต่อ

 “ตอนนี้ท่านเรย์นอลกางสายใยพิศวงปกคลุมพื้นที่สองในสามของดินแดนอสูร เพื่อดูดซับพลังชีวิตของอสูรทุกคนที่อยู่ในนั้นอย่างช้าๆ คาดว่าภายในสองอาทิตย์ อสูรที่มีพลังเวทย์ต่ำ จะมีอาการอ่อนแรงลงเรื่อยๆ จนกระทั่งตายไปในที่สุด แต่อสูรที่มีพลังเวทย์ปานกลางกับพลังเวทย์ระดับสูง อาจจะต้องใช้เวลามากกว่านี้ครับ”

“ในที่สุด พวกเราก็รู้เหตุผลที่เรย์นอลยอมไปอยู่กับอสูรแล้วสินะ”  

“แต่ท่านราฟครับ ท่านเรย์นอลมีเรื่องกังวลใจเรื่องหนึ่งครับ” นอร์ธบอกน้ำเสียงเคร่งขรึม

“เรื่องอะไรหรือ”

“เรื่องของท่านไกเซอร์ครับ” บราวน์ตอบ จากนั้นจึงถ่ายทอดความกังวลใจของชูร่าเกี่ยวกับไกเซอร์ให้ทุกคนฟังอย่างละเอียด   ท่านราฟกับท่านเกรซหันมาสบตากัน ดวงตาฉายแววกังวลออกมาอย่างเห็นได้ชัด

“ชักไม่ค่อยดีซะแล้วสิ ในบรรดาลูกน้องทั้งหมดของข้า ไกเซอร์นี่แหละที่ดูยากที่สุด”

“ท่านราฟจะให้พวกเราทำยังไงต่อไปครับ” นอร์ธถาม

“ตอนนี้พวกเจ้าอยู่ที่ไหน”

“ก่อนหน้านี้ คุยกับท่านเรย์นอลตรงริมชายหาด แต่ตอนนี้อยู่ในปราสาทชั้นในของโรติเฟอร์ครับ”

“พวกเจ้าเข้าไปในนั้นได้ยังไง” ท่านเกรซแปลกใจ เช่นเดียวกับทุกคน

“เมื่อคืน หลังจากที่ท่านราฟมอบหมายงานให้ทำ พวกเราก็เริ่มงานทันที ตอนที่ข้ามทะเลลาวาเข้ามาในดินแดนของอสูรก็เจอกับทหารลาดตระเวนของอสูรกลุ่มหนึ่ง จึงสะกดรอยตามมาเงียบๆ พอสบโอกาส พวกเราก็สิงร่างคนที่เดินท้ายกลุ่ม แฝงตัวปะปนเข้ามารวมกลุ่มกับทหารอสูรคนอื่นๆ ครับ”  อาเธอร์อธิบายให้ฟัง

“เมื่อเช้า พวกเราโดนหัวหน้าหน่วยของเจ้าของร่างที่พวกเราสิงอยู่ใช้ให้ไปเก็บกวาดขยะแถวริมชายหาด พอเก็บกวาดเสร็จแล้ว ก็เห็นพวกท่านโรซาร์เนียร์เดินตรงมา พวกเราจึงถอยไปหลบอีกด้านนึง เพื่อคอยสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ   ครู่หนึ่งท่านไกเซอร์ก็ตามมาสมทบพูดคุยกันไม่นาน จากนั้นทุกคนก็กลับที่พัก เหลือแต่ท่านเรย์นอลเพียงคนเดียว พวกเราจึงเข้าไปคุยกับท่านเรย์นอลครับ”  นอร์ธเล่าเพิ่มเติม

“ตอนที่พวกเจ้าคุยกับเรย์นอล ไม่มีใครเห็นบ้างหรือ” ท่านราฟแปลกใจ

“พวกเราใช้มนต์สร้างภาพมายาลวงตาขึ้นมาครับ” จอห์นไขข้อข้องใจ   ท่านราฟพยักหน้าเข้าใจ  

“พอคุยกับท่านเรย์นอลเสร็จแล้ว พวกเราก็ขอตัวเอาขยะไปทิ้ง จากนั้นก็ถูกรองหัวหน้าหน่วยใช้ให้มาทำความสะอาดและเก็บกวาดห้องเก็บของที่อยู่ชั้นใต้ดินของปราสาทครับ” บราวน์เล่าน้ำเสียงขำๆ

ท่านราฟกับท่านเกรซหัวเราะเบาๆ  โรมมององครักษ์รุ่นสองอย่างอึ้งปนทึ่ง ขณะที่ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสทำตาโต  โอ้โห! ท่านพ่อ ลดชั้นตัวเองลงไปเป็นคนทำความสะอาดเลยหรือเนี่ย

.”นี่ถ้าหากพวกอสูรรู้ว่ามีคนนอกลักลอบเข้ามาแฝงตัวอยู่ใกล้ขนาดนี้ล่ะก็ พวกเจ้าแย่แน่” 

“เรื่องนั้นท่านราฟไม่ต้องเป็นห่วงครับ พวกเราจะเปลี่ยนร่างที่สิงไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้พวกอสูรจับได้ครับ” อาเธอร์บอกให้ทุกคนสบายใจ

“ได้ยินแบบนี้ค่อยเบาใจหน่อย ถ้างั้นพวกเจ้าอยู่ที่นั่นสักพักก็แล้วกัน คอยประสานงานกับเรย์นอลเป็นระยะๆ ขณะเดียวกันก็ช่วยดูแลความปลอดภัยของเรย์นอลไปในตัว นอกจากนี้ รบกวนพวกเจ้าช่วยจับตาดูการเคลื่อนไหวของไกเซอร์ให้ดี หากมีอะไรผิดสังเกตให้รีบรายงานข้าทันที” ท่านราฟสั่ง

“ครับ ท่านราฟ”

“ระวังตัวด้วย หากไม่แน่ใจในความปลอดภัยของตัวเองเมื่อไหร่ ให้รีบถอยออกมาก่อน อย่าเสี่ยงโดยไม่จำเป็น”   ท่านราฟกำชับเสียงหนัก

“ครับ ท่านราฟ” องครักษ์รุ่นสองทั้งสี่คนรับคำแข็งขัน ทำความเคารพท่านราฟ ท่านเกรซและโรมพร้อมกัน จากนั้นกรอบสี่เหลี่ยมก็สลายไป 

“เอาล่ะ หมดปัญหาเรื่องเรย์นอลแล้ว ค่อยโล่งใจขึ้นมานึดนึง” ท่านราฟยิ้มให้ทุกคน

“นี่ก็เที่ยงแล้ว ข้าจะไปตามรันกับเรเซีย ป่านนี้ไม่รู้ว่าฝึกกันจนหมดแรงหรือยัง” ท่านเกรซหันมาบอก

“ข้าไปด้วยคนนะครับ ท่านแม่” โรมบอก ท่านเกรซพยักหน้า หมุนตัวเดินนำออกไป โรมรีบเดินตามไป

เมื่อลับร่างของท่านเกรซและโรม    ท่านราฟหันมามองฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาส

“พวกเจ้าเข้าไปในนั่งคอยข้างในก่อน ข้าจะไปตามตาเฒ่าสี่คนนั้น” พูดจบ ท่านราฟก็เดินออกไป

เมื่อลับร่างของท่านราฟ ฟาเรียก็หันมามองฟิล ไรซานและบาลาส ถามขึ้นมาน้ำเสียงเคร่งขรึม

“พวกเจ้าคิดว่าท่านพ่อจะได้รับอันตรายไหม”

“ไม่หรอก เจ้าลืมไปแล้วหรือไงว่า ท่านย่ากับท่านปู่เคยชมท่านพ่อว่ายังไง” บาลาสย้อนถาม

“รู้น่า ว่าท่านพ่อเป็นอัจฉริยะในเรื่องการพรางตัว แถมยังเก่งสุดๆ แต่ข้าก็อดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี อย่าลืมสิว่า ที่ท่านพ่อเข้าไปอยู่น่ะ มันถิ่นของอสูรนะ หากพวกมันจับได้ขึ้นมาล่ะก็ ยุ่งแน่”

“ข้าคิดว่าท่านพ่อรู้ดีว่าต้องทำยังไง ถึงจะไม่ให้อสูรจับได้ เจ้าอย่ากังวลใจไปก่อนสิ” ฟิลปลอบ

“ถ้าอสูรจับได้ว่ามีคนลักลอบเข้ามาจริงๆ แต่หากไม่ใช่คนที่มีฝีมืออยู่ในระดับเดียวกันแล้วล่ะก็ ไม่มีทางจับตัวท่านพ่อได้หรอก”  ไรซานพูดด้วยความมั่นใจ

“เกิดพวกมันเล่นรุมกันล่ะ ท่านพ่อไม่แย่หรือ” ฟาเรียยังกังวลไม่เลิก 

“เจ้าจำเหตุการณ์ตอนที่ท่านปู่กับท่านพ่อคิดค้นค่ายกลมนตราอันใหม่ได้หรือเปล่า” บาลาสถาม

 ฟาเรียทำหน้างงๆ ครู่หนึ่งจึงนึกขึ้นได้ จริงสิ ข้าลืมเรื่องนั้นไปได้ยังไงกัน

“นึกออกแล้วใช่ไหม” ฟิลกับไรซานถามยิ้มๆ เมื่อเห็นสีหน้าของฟาเรีย ซึ่งอีกฝ่ายพยักหน้าพร้อมยิ้มให้

“ในเมื่อจำได้ แล้วแบบนี้ยังมีอะไรให้เจ้ากังวลใจอีกหรือเปล่า” บาลาสย้อนถาม

“นั่นสินะ ข้านี่กังวลไม่เข้าเรื่องจริงๆ” ฟาเรียยิ้มด้วยความโล่งใจ ส่ายหัวเบาๆ

“สบายใจแล้วใช่ไหม งั้นก็เข้าไปข้างในกันเถอะ”  ไรซานชวน

 ฟิล ฟาเรียและบาลาสพยักหน้าเห็นด้วย  ไรซานยิ้มให้ เดินนำทุกคนเข้าไปในบ้านทันที

                                                                *********************************************************

ท่านเกรซเดินนำโรมมายังลานโล่งกว้าง ที่อยู่หลังบ้านขององครักษ์ เมื่อมาถึงก็พบว่าพื้นที่หลังบ้านปกคลุมไปด้วยอาณาเขตปิดผนึกทรงวงกลมซ้อนกันสี่ชั้น โดยมีเทียน่า ฟลอร่าและวิไรน่ายืนอยู่นอกอาณาเขต

เมื่อเห็นท่านเกรซกับโรมเดินตรงมาก็หันมายิ้มให้

“เป็นยังไงบ้างจ๊ะ” ท่านเกรซถาม พลางมองเข้าไปในอาณาเขต พบรันกับเรเซียกำลังรับการจู่โจมกลางอากาศของแพตทิเซียอย่างเอาเป็นเอาตาย เสื้อผ้าที่ทั้งคู่ใส่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ ใบหน้าแดงก่ำ หายใจหอบถี่ แต่ดวงตาฉายแววมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม

“อย่างที่เห็นนี่แหละค่ะ ท่านรันกับหนูเรเซียตั้งใจมาก ทำได้ดีกว่าที่คาดเอาไว้” ฟลอร่าตอบยิ้มๆ

โรมมองการฝึกของรันกับเรเซียด้วยความสนใจ จากสภาพที่เห็นทำให้รู้ว่าทั้งคู่ใช้พลังจนใกล้จะถึงขีดจำกัดของร่างกายที่จะทนไหวแล้ว อดสงสารไม่ได้ ท่านป้าฝึกหนักน่าดู ไม่รู้ว่ารันกับเรเซียจะทนไหวหรือเปล่า 

รันกับเรเซียยืนหายใจหอบ รู้สึกจุกในช่องท้องและแน่นหน้าอกจนพูดไม่ออก ตั้งแต่เริ่มฝึกจนถึงตอนนี้ ทั้งคู่ก็ยังไม่สามารถรับการโจมตีของแพตทิเซียได้แม้แต่น้อย แถมยังรู้สึกเหมือนกันว่า ยิ่งอยู่ในอาณาเขตปิดผนึกนานเท่าไหร่ ร่างกายก็เคลื่อนไหวได้ช้าลงเรื่อยๆ ผิดกับแพตทิเซียที่เคลื่อนไหวร่างกายได้เร็วขึ้น แถมยังโจมตีหนักหน่วงเพิ่มขึ้นอีกด้วย ทำให้ทั้งคู่โดนเล่นงานจนสะบักสะบอม แต่ก็ยังฮึดสู้ไม่ยอมแพ้หรือถอดใจง่ายๆ

 แพตทิเซียลอยตัวกลางอากาศ มองรันกับเรเซียที่ยืนหอบอยู่ข้างล่างด้วยความชื่นชม ขนาดโดนโจมตีจนลงไปนอนคลุกฝุ่นอยู่หลายรอบ แต่ทั้งคู่ก็ยังลุกขึ้นยืนมาต่อสู้ต่อ แม้จะโดนโจมตีหนักขึ้น ก็ไม่ยอมถอดใจยอมแพ้ น่าชื่นชมจริงๆ แต่สงสัยคงไม่ไหวแล้ว หากยังฝืนต่อไป ร่างกายจะรับไม่ไหว เห็นทีต้องหยุดก่อน

แพตทิเซียลอยตัวลงต่ำ มองรันกับเรเซียที่อยู่ในท่าเตรียมพร้อม หัวเราะออกมาเบาๆ

“พอก่อนเถอะจ้ะ นี่ก็เที่ยงแล้ว ไว้ทานอาหารเสร็จแล้ว อีกหนึ่งชั่วโมงค่อยมาฝึกต่อ”

“แต่พวกเรายังไม่สามารถปลดผนึกของท่านป้าได้เลยนะคะ” รันท้วงขึ้นมา

“ไม่เป็นไรจ้ะ ยังมีเวลาอีกเหลือเฟือ ให้ร่างกายได้พักสักหน่อยเถอะจ้ะ เดี๋ยวค่อยเริ่มกันใหม่”

“ก็ดีเหมือนกันนะรัน ข้าขยับตัวไม่ไหวแล้ว” เรเซียหันมาบอกรัน ร่างกายหนักอึ้งจนแทบจะขยับไม่ได้ ขืนยังดึงดันที่จะฝึกต่อ มีแต่จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี

รันพยักหน้า ขนาดข้ามีร่างกายแข็งแรงกว่ายังทนแทบไม่ไหว แล้วเรเซียจะทนไหวหรือ ขืนข้ายังดื้อจะฝึกต่อไป  เรเซียจะแย่เอาได้

 แพตทิเซียปลดผนึกอาณาเขตของตัวเอง เช่นเดียวกับเทียน่า ฟลอร่าและวิไรน่าที่ปลดผนึกออกเช่นกัน

รันกับเรเซียทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง ก่อนนอนหงายไปกับพื้น แหงนหน้ามองท้องฟ้า หายใจหอบแฮ่กๆ รู้สึกเหนื่อยจนแทบขาดใจ ขณะที่ร่างกายก็ปวดเมื่อยไปหมดทั้งตัว

 “เป็นยังไงบ้าง” โรมเดินเข้ามานั่งคุกเข่าข้างๆ สองสาวถามน้ำเสียงอ่อนโยน

“โอย..เหนื่อยมากเลยค่ะ ท่านพี่” รันตอบเสียงเบา เช่นเดียวกับเรเซียที่พยักหน้าแต่ไม่พูดอะไรออกมา

“ลุกขึ้นเดินไหวหรือเปล่า ถ้าไม่ไหว เดี๋ยวพี่จะช่วย”

“ข้าลุกขึ้นไหวค่ะ ท่านพี่ แล้วเรเซียล่ะ ไหวหรือเปล่า” รันตอบพลางหันมาถามเรเซีย

“ไหวค่ะ” เรเซียตอบเสียงเบา ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง   ท่านเกรซและพวกเทียน่าเดินเข้ามาใกล้

“เป็นยังไงบ้างจ๊ะ” ท่านเกรซถามด้วยรอยยิ้ม

“เหนื่อยแทบขาดใจเลยค่ะ ท่านแม่” รันตอบ ขณะที่เรเซียพยักหน้าเช่นกัน

“เหรอจ๊ะ แพตทิเซียบอกว่าพวกเจ้าเก่งมากทีเดียว”

รันกับเรเซียยิ้มกว้างด้วยความดีใจ เมื่อได้ยินคำพูดนั้น รีบลุกขึ้นยืน พูดออกมาพร้อมกัน

“เหรอคะ งั้นพวกเรารีบไปทานข้าวกันเถอะค่ะ ช่วงบ่ายจะได้ฝึกต่อ”

“พอได้ยินคำชมถึงกับคึกใหญ่เลยนะ” โรมแซวน้ำเสียงขำๆ

“แหม! ท่านพี่ ใครบ้างไม่อยากได้รับคำชม ท่านพี่ไม่รู้หรือไงว่า คำชมทำให้คนเรามีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป ใช่ไหม เรเซีย” รันหันมาพยักหน้ากับเรเซีย

“ใช่แล้วค่ะ พอได้ยินคำชมเมื่อกี้ ทำให้รู้สึกหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง” เรเซียเห็นด้วย

“ถ้าหายเหนื่อยแล้ว แบบนี้ก็ให้ท่านป้าฝึกต่อเลยดีไหม” โรมถามกลั้วหัวเราะ

 “โห! ท่านพี่ไม่ค่อยโหดเลยนะ ให้พวกเราพักเติมพลังก่อนสิ” รันค้อนใส่พี่ชายวงใหญ่ เรียกเสียงหัวเราะของทุกคนดังลั่น จากนั้นท่านเกรซจึงชวนทุกคนกลับเข้าไปในบ้านเพื่อรับประทานอาหารเที่ยงร่วมกัน

หลังอาหารเที่ยงผ่านไป องครักษ์รุ่นแรกขอตัวไปเล่นหมากรุกกันต่อ ส่วนพวกเทียน่าขอตัวไปเตรียมสถานที่ฝึกซ้อมวิชาสำหรับรอบบ่าย  ตอนนี้ในบ้านจึงเหลือแค่ท่านราฟ ท่านเกรซ โรม รัน เรเซียและพวกฟิล

 “ไรซาน ช่วยไปหยิบเหยือกที่ใส่น้ำสีเขียวขุ่นบนโต๊ะในครัวมาให้ข้าหน่อยสิ ขอแก้วสองใบด้วยนะจ๊ะ”

“ครับ ท่านเกรซ” ไรซานลุกขึ้นเดินหายเข้าไปในครัว ครู่หนึ่งก็กลับเข้ามา ในมือถือเหยือกใบใหญ่พร้อมแก้วสองใบออกมาวางไว้บนโต๊ะ   รันทำหน้าสยองเมื่อเห็นถนัดตา รู้ทันทีว่านี่คือน้ำสมุนไพรของท่านแม่ ที่รสชาติเลวร้ายสุดๆ  ส่วนเรเซียมีสีหน้าสงสัยปนงุนงง  เอ๋! น้ำอะไรน่ะ ทำไมสีน่ากลัวจัง

“ฟิล ช่วยรินน้ำในเหยือกใส่แก้วให้รันกับเรเซียหน่อยสิจ๊ะ” ท่านเกรซหันมาบอกฟิล

“ครับ ท่านเกรซ” ฟิลลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินมารินน้ำใส่แก้วทั้งสองใบ จากนั้นก็ยื่นให้รันกับเรเซีย

“เชิญดื่มน้ำครับ” ฟิลพูดยิ้มๆ หมุนตัวจะกลับไปนั่งที่เก้าอี้ของตัวเอง แต่รันใช้มือดึงแขนเสื้อฟิลไว้แน่น คนอื่นๆ มองด้วยความแปลกใจ ขณะที่ฟิลเลิกคิ้วสูง ถามด้วยความสงสัย

“มีอะไรหรือครับ”

“ทำไมน้ำในแก้วของข้าจึงมากกว่าของเรเซียล่ะ ท่านฟิล” รันถาม

คำถามของรันทำให้ทุกคนมองน้ำสองแก้วพร้อมกัน พบว่าน้ำในแก้วของรันมีจำนวนมากกว่าของเรเซียจริงๆ ด้วย ทำให้อดยิ้มออกมาไม่ได้   ฟิลทำหน้างงๆ ชะโงกหน้ามาดูน้ำในแก้วของรัน 

“จริงด้วยครับ เอ..สงสัยข้ารินน้ำหนักมือไปหน่อยครับ”

“คนบ้า! หนักมือไปหน่อยได้ไง ท่านจงใจแกล้งข้าใช่ไหม บอกมานะ” รันทุบไหล่ฟิลเสียงดังปึ้ก

“โอ๊ย! เจ็บนะครับ  ข้าจะไปแกล้งคุณหนูรันทำไมล่ะครับ โธ่! ดุแบบนี้ ไม่มีใครกล้าแกล้งหรอกครับ” 

 ท่านราฟกับท่านเกรซอมยิ้ม มองรันกับฟิลด้วยความเอ็นดูปนขบขัน ขณะที่คนอื่นๆ กลั้นหัวเราะเอาไว้

“แน่ใจนะ ว่าไม่ได้แกล้งข้า” รันคาดคั้น มองฟิลเขม็ง

“แน่ใจคร้าบ ท่านรันรีบดื่มสิครับ ข้าจะได้รินน้ำเพิ่มให้ ดูสิยังมีอีกตั้งเยอะ” ฟิลพูดพลาง ยกเหยือกน้ำในมือให้รันดูด้วยท่าทางกระตือรือร้น   รันหน้างอ มองฟิลเป็นทำนองว่า ฝากไว้ก่อนเถอะ อย่าให้ถึงทีข้าบ้างนะ

ท่านราฟกับโรมอมยิ้มด้วยความชอบใจ นึกขำในความขี้เล่นและช่างแหย่ของฟิล

“รัน รีบดื่มสิลูก” ท่านเกรซเตือน เมื่อเห็นรันยังคงถือแก้วค้างไว้

  รันไม่มีทางเลือก จำใจยกแก้วขึ้นดื่ม เช่นเดียวกับเรเซีย  เมื่อน้ำสัมผัสลิ้น ทั้งคู่ก็ทำตาโต รีบวางแก้วลงเกือบจะพร้อมกัน ยกมือปิดปาก ไอค่อกแค่กเสียงดังจนหน้าแดงก่ำ

“น้ำในแก้วนี่ คือน้ำอะไรคะท่านเกรซ” เรเซียถามเสียงแห้ง โอย..น้ำอะไรกันนี่ รสชาติน่ากลัวชะมัด

“น้ำสมุนไพรจ้ะ ข้าทำเองกับมือเชียวนะ รสชาติดีใช่ไหม” ท่านเกรซบอกด้วยความภูมิใจ

“เอ่อ..ค่ะ” รันกับเรเซียยิ้มเจื่อนๆ ถือแก้วน้ำค้างไว้ ไม่กล้ายกดื่มต่อ แต่ท่านเกรซกลับคะยั้นคะยอให้ทั้งคู่รีบดื่มให้หมดไวๆ   รันกับเรเซียเหลือบตามองไปยังท่านราฟ โรมและพวกฟิล พบว่าแต่ละคนนั่งอมยิ้มพร้อมพยักหน้าให้ จึงถอนหายใจออกมาเบาๆ กลั้นใจยกน้ำขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว

 “เก่งจัง ดื่มรวดเดียวหมดเลย แสดงว่าอร่อยใช่ไหมจ๊ะ”

“ค่ะ เอ่อ..พวกเราขอตัวไปฝึกวิชาต่อนะคะ ไปเร็ว เรเซีย” รันรีบบอก หันไปคว้ามือเรเซียให้ลุกขึ้นยืน

“ไม่ต้องรีบก็ได้จ้ะ พวกเจ้านั่งพักให้หายเหนื่อยก่อนเถอะ” ท่านเกรซรีบท้วง

“พวกเราหายเหนื่อยแล้วค่ะ ท่านแม่ จริงไหม เรเซีย” รันใช้แขนสะกิดชายโครงเรเซีย

“ใช่ค่ะ ท่านเกรซ พวกเราหายเหนื่อยแล้วค่ะ”

“ไม่ได้ๆ ถึงจะหายเหนื่อย แต่พวกเจ้าก็เพิ่งจะทานอาหารเข้าไปยังไม่ถึงสิบนาที ขืนไปฝึกวิชาตอนนี้ มีหวังได้จุกตาย นั่งลงแล้วดื่มน้ำสมุนไพรให้หมดเหยือกก่อน จากนั้นอีกครึ่งชั่วโมงค่อยไปฝึก” ท่านเกรซพูดเสียงดุ

รันกับเรเซียหันไปมองหน้าท่านราฟกับโรมตาละห้อย ท่านราฟกับโรมอมยิ้ม พยักหน้าให้สองสาวนั่งลง ทั้งคู่จึงหย่อนกายลงนั่ง

ท่านเกรซยิ้มพอใจ ลุกขึ้นไปหยิบเหยือกน้ำสมุนไพรจากฟิล มารินใส่แก้วให้รันกับเรเซีย ซึ่งท่านเกรซรินน้ำใส่ซะล้นปรี่ รันกับเรเซียทำหน้าเหยเก เช่นเดียวกับโรมและพวกฟิลที่แอบทำหน้าสยองเช่นกัน

“เอ้า ดื่มให้หมดนะจ๊ะ เดี๋ยวเย็นนี้ข้าจะทำน้ำสมุนไพรอีกสูตรให้พวกเจ้าดื่มกัน อร่อยไม่แพ้สูตรนี้เลยจ้ะ รับรองว่าพวกเจ้าต้องชอบ” ท่านเกรซยื่นแก้วน้ำส่งให้ ทั้งคู่ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มรวดเดียวหมด รู้สึกผะอืดผะอมจนอยากจะอาเจียนออกมา แต่ต้องฝืนทนเอาไว้

 “เอาล่ะ เติมพลังเรียบร้อยแล้ว พวกเจ้านั่งพักสักครู่นะจ๊ะ อีกครึ่งชั่วโมงค่อยไปฝึกวิชาต่อ” ท่านเกรซ บอกด้วยรอยยิ้ม หยิบแก้วน้ำกับเหยือกขึ้นมาถือไว้ หมุนตัวเดินหายไปในครัว

ท่านราฟหันมามองรันกับเรเซียที่นั่งเอนหลังพิงเก้าอี้เหมือนคนหมดแรงอย่างขำๆ

“ดูสิ แทนที่จะกระปรี้กระเปร่าเพราะดื่มน้ำสมุนไพรเข้าไป พวกเจ้ากลับทำท่าเหมือนคนหมดแรงไปได้”

“โธ่! ท่านพ่อก็รู้นี่คะ ว่าน้ำสมุนไพรของท่านแม่น่ะ รสชาติเป็นยังไง” รันโอดครวญ

“เอาน่า ถึงรสชาติจะไม่ถูกปาก แต่น้ำสมุนไพรของท่านแม่น่ะ สรรพคุณเป็นเลิศเชียวนา”

“ท่านพ่อก็พูดได้นี่ ก็ท่านพ่อไม่ได้มาดื่มน้ำสมุนไพรเหมือนพวกเรานี่นา” รันบ่น ทำให้ทุกคนหัวเราะด้วยความชอบใจ   ท่านราฟหันไปเห็นท่านเกรซกำลังเดินออกมาจากในครัว จึงส่งสัญญาณมือให้ทุกคนเงียบ

ท่านเกรซเข้ามานั่งข้างท่านราฟ พลางมองทุกคนที่นั่งเงียบอย่างสงสัย  ฟาเรียเห็นท่าไม่ดี รีบพูดขึ้น

“ท่านเกรซครับ ข้ามีเรื่องสงสัยอยากจะถามครับ”

“มีอะไรจะถามข้าหรือจ๊ะ ฟาเรีย” ท่านเกรซหันมายิ้มให้ฟาเรีย คนอื่นหันมามองฟาเรียเป็นจุดเดียวกัน

ฟาเรียยิ้มเจื่อนๆ ตายล่ะหว่า จะถามอะไรดีล่ะ ไม่ทันนึกคำถามซะด้วยสิ 

“ว่าไงจ๊ะ ฟาเรีย เจ้าจะถามอะไรข้าหรือจ๊ะ” ท่านเกรซถามซ้ำ เมื่อเห็นฟาเรียอ้ำๆ อึ้งๆ

“เอ่อ..คือว่า ถ้าท่านอนากอลเป็นลูกพี่ลูกน้องของท่านเกรซ  แบบนี้ก็เท่ากับว่าท่านอนากอลเป็นน้าของโรมกับรันใช่ไหมครับ” พูดออกไปแล้ว ฟาเรียก็นึกด่าตัวเองในใจ นี่ข้าถามคำถามโง่ๆ แบบนี้ออกไปได้ยังไงกัน

ฟิล ไรซานและบาลาสทำตาปริบๆ หันมาส่ายหัวให้กัน เจ้าฟาเรียถามคำถามไม่ฉลาดแบบนั้นออกไปได้ยังไงกัน เฮ้อ! น่าขายหน้าชะมัด  ขณะที่ท่านราฟ โรม รันและเรเซียต่างพากันอมยิ้มกับคำถามของฟาเรีย

“ใช่แล้วจ้ะ อนากอลมีศักดิ์เป็นน้าชายของโรมกับรัน” ท่านเกรซตอบด้วยรอยยิ้ม มองฟาเรียที่นั่งยิ้มเจื่อนๆ ด้วยความเอ็นดู ก่อนหันมาทางโรมที่นั่งอมยิ้มอยู่ข้างๆ

“จะว่าไปแล้ว โรมรู้หรือเปล่าว่าลูกกับอนากอล มีนิสัยและบุคลิกคล้ายกันมากเลยนะ”

“จริงหรือคะ ท่านแม่” รันถาม

“จริงสิจ๊ะ ไม่เชื่อก็ถามท่านพ่อดูสิ ใช่ไหมคะ ท่านราฟ” ท่านเกรซหันมาทางท่านราฟที่นั่งอมยิ้มเช่นกัน

“ใช่ อนากอลกับโรมคล้ายกันมาก เพียงแต่อนากอลมีความเด็ดขาดมากกว่าโรม”

“ท่านราฟครับ ตอนที่ข้าสู้กับท่านไกเซอร์ ข้าได้ยินท่านไกเซอร์พูดว่าท่านอนากอลฝีมือดีที่สุดในบรรดาเทพทั้งหมด เป็นความจริงหรือครับ” ไรซานถามขึ้นมา

“จริงด้วยครับ ตอนที่ข้าสู้กับท่านเวอร์บีการ์ ก็ได้ยินท่านเวอร์บีการ์พูดเหมือนกันครับว่า ท่านอนากอลเป็นหัวหน้าแม่ทัพเทพ ที่ไม่เคยรบแพ้ใครมาก่อนเช่นกัน” ฟิลพูดให้ฟัง

ฟาเรีย บาลาส รันและเรเซียทำตาโตกับคำบอกเล่าของฟิลกับไรซาน โอ้โห! ท่านอนากอลเก่งขนาดนั้นเลยเหรอ คิดพลางหันมามองท่านราฟกับท่านเกรซพร้อมกัน

“ใช่ น้องชายคนนี้ของข้าน่ะเก่งมาก เสียอย่างเดียวดื้อไปหน่อย” ท่านเกรซพูดน้ำเสียงขำๆ

“ท่านอนากอลดื้อเป็นกับเขาด้วยหรือครับ ท่านเกรซ” บาลาสสงสัย

“ใช่จ้ะ สมัยตอนข้ายังเป็นสาวๆ เคยทะเลาะกับอนากอลด้วยนะ”

“ทะเลาะกันเรื่องอะไรหรือครับ ท่านแม่” โรมสงสัย นึกแปลกใจว่าคนใจเย็นแบบท่านอนากอลจะไปทะเลาะอะไรกับใครเขาได้    

“ทะเลาะกันเรื่องตำแหน่งนี่แหละจ้ะ ตอนนั้นท่านพ่อของข้ากำลังมองหาผู้ที่จะมาสืบทอดตำแหน่งผู้นำคนใหม่ของเทพต่อจากท่านพ่อ ก็เลยเรียกประชุมทหารเทพระดับสูงและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน โดยให้แต่ละคนเสนอชื่อของคนที่คิดว่าเหมาะสมกับตำแหน่งมหาราชาแห่งเทพคนใหม่เข้ามาให้ที่ประชุมร่วมกันพิจารณา”

“ข้าก็เข้าร่วมประชุมด้วย และได้เสนอชื่อ อนากอล เพราะคุณสมบัติเหมาะสมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสายเลือด นิสัยใจคอ มันสมองและฝีมือ รวมไปถึงรูปร่างหน้าตา ที่ต้องบอกว่ากินขาดเทพทุกคนเท่าที่เคยมีมา” ท่านเกรซเล่าให้ฟัง แต่ไม่วายพูดติดตลก ทำให้ทุกคนหัวเราะ ต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดนั้น

“ทุกคนเห็นด้วยกับข้อเสนอของข้า จึงลงมติเป็นเอกฉันท์ว่า มหาราชาแห่งเทพคนต่อไป คืออนากอล แต่ตอนที่ประชุมกันน่ะ อนากอลไม่ได้เข้าประชุมด้วย เนื่องจากติดภารกิจที่ชายแดน พออนากอลกลับมา รู้เรื่องนี้เข้าก็โวยวายเป็นการใหญ่ ไม่ยอมรับตำแหน่งนี้ ไม่ว่าใครจะเกลี้ยกล่อมยังไง อนากอลก็ไม่ยอมท่าเดียว”

“อนากอลน่ะ เห็นเรียบร้อยแบบนี้เถอะ แต่บทจะไม่ยอมขึ้นมา ไม่ว่าใครก็เอาไม่อยู่ ขนาดข้าที่สนิทกับเขามากที่สุด เข้าไปช่วยพูดก็ยังโดนต่อว่าเป็นการใหญ่ หาว่าทำอะไรไม่ปรึกษากันก่อน เด็กอะไรก็ไม่รู้ ดื้อชะมัด”

“พอข้าจะยกเหตุผลขึ้นมาอ้าง อนากอลก็บอกว่า ท่านพี่ต่างหากที่เหมาะกับตำแหน่งนี้ แม้จะเป็นมหาราชาแห่งเทพไม่ได้ ก็ให้เป็นราชินีแห่งเทพไปก็แล้วกัน แล้วเมื่อไหร่ที่ท่านพี่แต่งงานมีครอบครัว ก็ให้รอจนกว่าจะได้ลูกชาย จากนั้นก็ค่อยให้ลูกชายของท่านพี่รับตำแหน่งนี้แทน พอข้าอ้าปากจะเถียง อนากอลก็พูดขู่ข้า”

“ท่านอนากอลนี่นะคะ ขู่ท่านเกรซ” เรเซียทำตาโต ท่านเกรซหัวเราะชอบใจเสียงดังลั่น พยักหน้าให้

“ใช่ เขาบอกว่า หากท่านพี่ยังดึงดันจะให้ข้าเป็นมหาราชาแห่งเทพคนใหม่ให้ได้ล่ะก็ ข้าจะหนีไปอยู่ที่อื่น จะไม่ช่วยท่านพี่ในเรื่องของท่านราฟ จะให้ท่านพี่อยู่เป็นโสดไปจนแก่ตาย ถ้าท่านพี่ไม่เชื่อก็คอยดู ร้ายจริงๆ เด็กคนนี้ น่าตีนักเชียว” ท่านเกรซส่ายหน้ายิ้มๆ เมื่อนึกถึงใบหน้าและท่าทางเอาจริงของอนากอลในตอนนั้น

“ช่วยในเรื่องของท่านราฟหรือครับ” บาลาสกับฟาเรียถามพร้อมกัน

 “ใช่จ้ะ เรื่องมันเป็นอย่างนี้ คือเมื่อร้อยปีก่อน ท่านพ่อของข้าได้แต่งตั้งแม่ทัพเทพชุดใหม่เข้ามาแทนชุดเก่าที่ต้องการปลดเกษียณตัวเองเพราะอายุมากแล้ว ซึ่งแม่ทัพชุดใหม่ก็คือแม่ทัพเทพชุดปัจจุบันนี้แหละ”

“ท่านเกรซครับ ที่ว่าแม่ทัพเทพชุดเก่าอายุมากแล้วนั้น เอ่อ..ไม่ทราบว่าอายุเท่าไหร่ครับ” ฟิลถาม

“ก็ไม่มากหรอกจ้ะ แค่เก้าร้อยกว่าปีเอง” ท่านเกรซตอบ ทำให้ทุกคนหัวเราะครืน โห! อายุขนาดนั้นก็สมควรเปลี่ยนได้แล้วล่ะ

“ตอนนั้นท่านราฟยังรวบรวมปีศาจเผ่าต่างๆ ให้กลับมารวมกันไม่ครบ ทำให้มีปีศาจบางเผ่าจับมือกัน ตั้งกองทัพปีศาจย่อยๆ ขึ้นมา แล้วตระเวนทำสงครามกับเทพ หนึ่งในนั้นก็มีซานฟรีสด้วยนะ ซานฟรีสเป็นนักรบเผ่าพันธุ์โบกาที่เก่งมาก แล้วก็บ้าระห่ำสุดๆ เขายกทัพมาตีเมืองชายแดนของเทพจนแตกและเข้ายึดเมืองได้”

“ท่านพ่อของข้าจึงสั่งให้แอเรียลนำทัพไปสู้กับซานฟรีส แต่แอเรียลขี้เล่นและชะล่าใจเกินไป ก็เลยถูกซานฟรีสกักไว้ในอาณาเขตถ่ายเทพลัง ซึ่งเป็นความสามารถพิเศษของซานฟรีส เล่นเอาแอเรียลเกือบแย่”

“โชคดีที่อนากอลนำทัพกลับมาจากชายแดนทางใต้ และผ่านมาพอดี จึงเข้าไปช่วยแอเรียลออกมาจากอาณาเขตของซานฟรีส และตีทัพของซานฟรีสแตกกระเจิงจนล่าถอยกลับไป จากนั้นไม่นาน ท่านราฟก็สามารถ รวบรวมปีศาจเผ่าต่างๆ ให้รวมเป็นกลุ่มเดียวกันได้สำเร็จ ท่านราฟจึงเดินทางมาขอพบท่านพ่อของข้า เพื่อเจรจาขอยุติสงครามระหว่างกัน”

“ตอนที่ท่านราฟเข้ามานั่งรอท่านพ่อของข้าในปราสาทนั้น อนากอลเพิ่งกลับมาจากชายแดนพอดี และก็แวะมาหาท่านพ่อของข้า เพื่อเล่นหมากรุกกันตามปกติ จึงทำให้มีโอกาสได้พูดคุยกัน”

เมื่อท่านเกรซเล่ามาถึงตรงนี้ ท่านราฟก็ยิ้มบางๆ พูดขึ้นมา

“อนากอลเป็นเด็กที่มีนิสัยน่ารักมาก ข้าชอบเด็กคนนี้มากเลยนะ ยังเคยคุยกับเกรซว่า หากมีลูกชาย ก็อยากให้ได้แบบอนากอล ซึ่งพวกเราก็ไม่ผิดหวัง เพราะโรมมีนิสัยและบุคลิกคล้ายกับอนากอลจริงๆ” 

ทุกคนทำตาโตเมื่อได้ยินคำพูดนั้นของท่านราฟ โอ้โห! ไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะเนี่ย

“แล้วตอนที่ท่านราฟเจอท่านอนากอลนั้น ได้คุยอะไรกันบ้างครับ” ไรซานถามด้วยความสนใจ

“ตอนเจออนากอลครั้งแรก ข้าสะดุดตากับบุคลิกที่งามสง่าไม่เหมือนใครของเขา แต่ตอนนั้นข้าไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร เขาบอกแค่ว่าเขาชื่อ อนากอล แต่ไม่ได้บอกอะไรไปมากกว่านั้น”

“ข้าจึงคิดเอาเองว่าอนากอลอาจจะเป็นทหารระดับสูงของเทพ แต่ไม่คิดว่าเขาจะเป็นหลานของท่านมหาราชาแห่งเทพและเป็นหัวหน้าแม่ทัพเทพ เพราะเขาอายุยังน้อยมาก” ท่านราฟเล่าให้ฟัง

“อนากอลชวนข้าคุยตั้งหลายเรื่อง แล้วจู่ๆ ก็ถามข้าขึ้นมาว่า ข้าแต่งงานมีครอบครัวแล้วหรือยัง”

“ข้าก็บอกไปว่าข้ายังโสด อนากอลก็ถามย้ำว่า ท่านยังโสดจริงๆ เหรอ ข้าก็บอกว่าใช่   เขาก็ถามต่อว่า ทำไมท่านราฟไม่คิดแต่งงานมีครอบครัวบ้างล่ะครับ อยู่คนเดียวคงเหงาน่าดู ข้าก็บอกไปว่า ข้าไม่เหงาหรอก เพราะข้ายังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมากมาย หากหมกมุ่นในเรื่องนี้มากเกินไป อาจทำให้ฟุ้งซ่านได้”

“อนากอลก็พยักหน้า จากนั้นเขาก็ถามว่า แล้วท่านชอบผู้หญิงแบบไหนหรือครับ ข้าก็บอกไปว่าแบบไหนก็ได้ ขอแค่ให้คุยกันเข้าใจก็พอ   อนากอลก็ยิ้มให้ข้า แล้วถามต่ออีกว่า ท่านราฟครับ ผู้หญิงคนนั้นจำเป็นต้องใช่คนเผ่าพันธุ์เดียวกันกับท่านราฟหรือเปล่าครับ” ท่านราฟเล่าไปยิ้มไป เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต

 “แล้วท่านพ่อตอบท่านอนากอลไปว่ายังไงคะ” รันรีบถาม ท่านราฟยิ้มชอบใจ ตอบน้ำเสียงขำๆ

“พ่อบอกว่าเผ่าพันธุ์ไหนก็ได้ ไม่เกี่ยงทั้งนั้น อายุปูนนี้แล้ว ขืนมัวแต่เลือกมากก็แก่ตายกันพอดี”

คำตอบของท่านราฟทำให้ทุกคนหัวเราะขำด้วยความชอบใจ

“พอคุยกันถึงตรงนี้ ท่านมหาราชาแห่งเทพก็เข้ามาในห้องพอดี อนากอลจึงขอตัวกลับก่อน แต่แอบกระซิบบอกว่าจะไปรอข้าตรงสวนดอกไม้ด้านนอกปราสาท โดยบอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย”

“ตอนนั้นข้าก็งงนะว่า อนากอลจะคุยเรื่องอะไรกับข้า พอคุยธุระกับท่านมหาราชาแห่งเทพเสร็จแล้ว ข้าก็ไปหาอนากอลตรงจุดนัดพบ เมื่อเจอกัน อนากอลก็ถามว่า ท่านราฟพอจะว่างสักครู่ไหมครับ ข้าบอกว่าว่าง เจ้ามีอะไรเหรอ อนากอลก็ดึงมือข้าให้เดินตามหลังไป”

“พอข้าถามว่าจะพาข้าไปไหน เขาก็หันมายิ้มให้ข้า แล้วบอกว่า ท่านราฟครับ ข้ามีพี่สาวคนหนึ่งหน้าตาน่ารักมาก นิสัยก็ดี แต่ดื้อและแก่นแก้วเกินตัว ข้าอยากให้ท่านราฟช่วยปราบพยศให้หน่อย” ท่านราฟหันไปมองท่านเกรซที่นั่งอมยิ้ม

“ข้าบอกอนากอลไปว่า ไม่เอา ข้าขี้เกียจทะเลาะกับเด็ก แต่อนากอลก็บอกว่า น่า ท่านราฟ ไปดูตัวก่อน แล้วค่อยว่ากัน รับรองว่าถ้าท่านเห็นหน้าล่ะก็ ท่านจะต้องเปลี่ยนใจ พี่สาวคนนี้ของข้าน่ารักจริงๆ นะ”

เล่ามาถึงตรงนี้ ทุกคนก็หัวเราะเสียงดังลั่น พอจะคาดเดาได้แล้วว่า ท่านอนากอลเป็นพ่อสื่อให้ท่านราฟกับท่านเกรซได้รู้จักกันนี่เอง

“แล้วหลังจากนั้นล่ะคะ” เรเซียถาม มองหน้าท่านราฟกับท่านเกรซสลับกัน ด้วยความอยากรู้เต็มเปี่ยม เช่นเดียวกับทุกคน    ท่านราฟกับท่านเกรซหัวเราะชอบใจจนหน้าแดงก่ำ รีบโบกมือไปมา

“ไม่เอาแล้ว เรื่องอะไรจะเล่าให้พวกเจ้าฟัง” 

“แหม! ท่านแม่น่ะ เล่าให้ฟังต่อสิคะ ข้าอยากรู้ว่า ตอนท่านพ่อเห็นท่านแม่ครั้งแรกนั้นเป็นยังไง” รันอ้อน

“ไม่เอาจ้ะ เรื่องบางเรื่องก็ต้องเก็บไว้เป็นความลับบ้างสิจ๊ะ” ท่านเกรซปฏิเสธยิ้มๆ

“แต่ว่า พวกเราอยากรู้นี่ครับ”  โรม ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสพูดพร้อมกันเสียงดัง

“ไม่ได้จ้ะ เอาล่ะ ได้เวลาไปฝึกวิชากันต่อแล้ว” ท่านเกรซลุกขึ้นยืน รันกับเรเซียมองท่านเกรซตาปรอย

“โห! ท่านพ่อกับท่านแม่แกล้งพวกเรานี่นา เล่าให้ฟังครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้ได้ไง” รันบ่น

“อย่าบ่นนักเลย เอ้า ลุกขึ้นได้แล้วจ้ะ คราวนี้แม่จะไปดูเจ้ากับเรเซียฝึกวิชาด้วย” ท่านเกรซดึงมือรันกับเรเซียให้ลุกขึ้นยืน

“ข้าจะไปดูสองคนนี้ฝึกวิชานะคะ ท่านกับหนุ่มๆ เล่นหมากรุกกันต่อก็แล้วกัน ไว้เจอกันตอนอาหารมื้อเย็นนะคะ” ท่านเกรซหันไปบอกท่านราฟ

ท่านราฟพยักหน้าพร้อมยิ้มให้ จากนั้นท่านเกรซ รันและเรเซียก็เดินออกไปข้างนอก   ท่านราฟหันมามองหนุ่มๆ ที่นั่งทำหน้าผิดหวังเพราะไม่ได้ฟังเรื่องราวต่อด้วยความขบขัน

 “พวกเจ้าอย่าทำหน้าเหมือนคนหมดอาลัยตายอยากในชีวิตสิ   มาเล่นหมากรุกกันต่อดีกว่า”

“ท่านราฟครับ เล่าให้พวกเราฟังอีกสักนิดไม่ได้หรือครับ” บาลาสมองท่านราฟตาละห้อย

“ไว้วันหลังก็แล้วกัน ไรซาน ไปหยิบกระดานหมากรุกที่เล่นค้างไว้มาให้หน่อยสิ” ท่านราฟตัดบท

“เฮ้อ!” หนุ่มๆ ทั้งห้าคนถอนหายใจพร้อมกันเสียงดัง ท่านราฟหัวเราะชอบใจเสียงดังลั่น จากนั้นไรซานก็ลุกขึ้นไปหยิบกระดานหมากรุกที่เล่นค้างไว้ นำมาวางตรงหน้าทุกคน

“เอาล่ะ กระดานหมากพร้อมแล้ว มาเล่นกันต่อเถอะ” ท่านราฟพูดด้วยรอยยิ้ม

“ครับ ท่านราฟ”

                                                          *************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

474 ความคิดเห็น

  1. #231 ต้อง&ตา (@tong_ta) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 9 กันยายน 2551 / 11:59
    ท่านอนากอลร้ายไม่เบาเลยนิ
    มีการข่มขู่ท่านเกรซอีก  555555
    #231
    0
  2. #230 แว่นใส (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 5 กันยายน 2551 / 07:56
    ตอนนี้น่ารักจริง ๆ
    #230
    0