มหาเวทย์จักรพรรดิ ภาคจอมราชันย์

ตอนที่ 22 : แผนลักตัว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 746
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    27 ส.ค. 51

บทที่ 22    แผนลักตัว

 

เวลาเดียวกันที่หุบเขามรณะ

เทียน่าและฟลอร่า เดินนำรันกับเรเซียมาตามทางเดินที่อยู่ระหว่างบ้านไรซานกับบ้านฟาเรีย เดินตรงไปด้านหลัง ซึ่งเป็นลานโล่งกว้าง  เมื่อมาถึง เทียน่าและฟลอร่าก็หยุดเดิน หันมายิ้มให้รันกับเรเซียที่ยืนอยู่ด้านหลัง

“เราจะฝึกวิชากันตรงนี้จ้ะ”

“ตรงนี้หรือคะ ท่านป้า” รันมองไปรอบๆ พื้นที่ตรงนี้เป็นลานโล่งกว้าง อยู่ห่างจากบ้านขององครักษ์ทั้งสี่คนไม่มากนัก ไม่มีรั้วหรือกำแพงอะไรกั้นไว้สักอย่าง จะให้ฝึกวิชากันตรงนี้จริงๆ หรือนี่

“จ้ะ ที่ตรงนี้เป็นที่ฝึกวิชาของบ้านพวกเราจ้ะ” ฟลอร่ายิ้มให้

“แล้วท่านป้าไม่กลัวว่าบ้านจะโดนลูกหลงจากการฝึกไปด้วยหรือคะ” เรเซียสงสัย

“บ้านทั้งสี่หลังมีค่ายกลมนตราคุ้มครองอยู่ ดังนั้นไม่ต้องห่วงหรอกว่าบ้านของพวกเราจะได้รับผลกระทบจากการฝึกครั้งนี้ เอาล่ะ ก่อนจะเริ่มฝึกกัน ป้าขอถามสักนิดนึง ท่านรันกับหนูเรเซียเคยฝึกวิชาการต่อสู้มาบ้างแล้วใช่ไหมจ๊ะ” เทียน่าถาม

“ค่ะ ท่านป้า”

“แล้วพอจะบอกป้าได้ไหมจ๊ะว่า ตัวเองมีข้อด้อยหรือข้อเสียเปรียบอะไรบ้าง” ฟลอร่าถามต่อ

“ข้อด้อยของข้าหรือคะ อืม.น่าจะเป็นตัวเล็กมั้งคะ ท่านป้า” รันตอบ

“ของข้าก็เหมือนกันค่ะ แต่รันยังดีกว่าข้าตรงที่มีพลังเวทย์สูงกว่า และเคลื่อนไหวร่างกายได้รวดเร็วกว่าด้วย” เรเซียบอกให้ฟัง 

 เทียน่ากับฟลอร่ายิ้มพอใจ ที่สองสาวสามารถบอกข้อด้อยของตัวเองได้

 “ในการต่อสู้นั้น เราต้องรู้ว่าตัวเองมีข้อดีข้อด้อยตรงไหน เพื่อจะได้ประเมินความสามารถของตัวเองได้ว่า อยู่ในระดับใด อย่างที่รู้กันอยู่ว่า พลังเวทย์โดยทั่วไปจะแบ่งเป็นโจมตี ป้องกันและรักษา โดยปีศาจกับอสูรจะมีพลังโจมตีสูงกว่าพลังป้องกันและพลังรักษา ขณะที่เทพจะมีพลังป้องกันและพลังรักษาสูงกว่าพลังโจมตี”

“แต่ก็มีข้อยกเว้นเหมือนกัน ในกรณีที่เป็นพวกระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นปีศาจ เทพหรืออสูร ก็อาจจะมีพลังทั้งสามอย่างก้ำกึ่งกัน หากไปเจอคู่ต่อสู้ประเภทนี้   แม้พลังเวทย์ของเราจะด้อยกว่าก็ไม่เป็นไร เพราะคนที่มีพลังเวทย์สูงกว่า ไม่ได้แปลว่าจะต้องชนะคนที่มีพลังเวทย์น้อยกว่าเสมอไป” เทียน่าอธิบายให้ฟัง

“แสดงว่าหากพวกเราไปเจอคนที่มีพลังเวทย์สูงกว่า ก็อาจจะมีโอกาสชนะ ใช่ไหมคะ” รันรีบถาม

“ใช่จ้ะ ในการต่อสู้กันนั้น นอกจากจะมีพลังเวทย์สูงแล้ว ยังมีอีกสองอย่างที่จำเป็นมาก นั่นก็คือการมีไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า กับการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว หากขาดสองสิ่งนี้ไป ต่อให้พลังเวทย์สูงก็ไม่อาจทำให้เราชนะคู่ต่อสู้ได้” ฟลอร่าอธิบายเพิ่มเติม

“สองอย่างที่ท่านป้าว่า คือข้อด้อยของพวกเราเลยค่ะ” รันกับเรเซียบอกเสียงอ่อย

“ไม่เป็นไรจ้ะ เรื่องไหวพริบอาจจะต้องใช้เวลาสะสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ แต่สำหรับการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วนั้น พวกป้าจะฝึกให้เอง คงจะทำให้เก่งขึ้นบ้างในระดับหนึ่ง อย่างน้อยก็คงพอเอาตัวรอดได้” เทียน่ายิ้มให้

 “ดีจังค่ะ ว่าแต่พวกเราจะฝึกแบบไหนกันคะ ท่านป้า” รันกับเรเซียยิ้มชอบใจ

เทียน่าและฟลอร่าไม่ทันจะตอบ สายตาก็เหลือบไปเห็นวิไรน่ากับแพตทิเซียเดินตรงมา จึงยิ้มให้

“พวกเจ้าจะเริ่มฝึกกันหรือยังจ๊ะ” วิไรน่าถามทันทีที่เดินมาถึง

“กำลังจะเริ่มแล้วจ้ะ” เทียน่าบอก จากนั้นหันมาพูดกับรันและเรเซีย

“ก่อนอื่น ป้าจะเปิดประสาทสัมผัสทั้งห้าของท่านรันกับหนูเรเซียที่หลับอยู่ให้ตื่นขึ้น วิธีนี้เป็นทางลัดที่จะช่วยให้สามารถดึงพลังเวทย์ที่ซุกซ่อนอยู่ภายในร่างออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้จะเป็นการเพิ่มความไวต่อการรับรู้ ทำให้สามารถป้องกันและตอบโต้การโจมตีได้อย่างรวดเร็ว”

รันกับเรเซียทำตาโตด้วยความดีใจ โอ้โห! แบบนี้ พวกเราก็คงจะเก่งขึ้นมากทีเดียวสิเนี่ย

“พร้อมหรือยังจ๊ะ” ฟลอร่าถาม

“พร้อมค่ะ ท่านป้า”

ฟลอร่ากับวิไรน่าเดินเข้ามาใกล้ ใช้นิ้วชี้จี้ไปบนกลางหน้าผากของทั้งคู่ มีแสงเรืองๆ สีฟ้าและสีน้ำตาลไหลจากมือเข้าสู่หน้าผากของรันกับเรเซีย

ร่างของทั้งคู่ลอยขึ้นมาจากพื้นดินสองฟุต พร้อมกับมีแสงสีฟ้าออกมาจากร่าง โดยมีออร่าสีน้ำตาลโอบล้อมเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง รันกับเรเซียรู้สึกเหมือนกับมีกระแสไฟฟ้าวิ่งแล่นเข้ามาภายในร่างจนร้อนวูบวาบไปทั่วตัว 

ร่างรันกับเรเซียเรืองแสงครู่หนึ่ง จากนั้นแสงก็จางหายไป ร่างของทั้งคู่ค่อยๆ ลอยตัวลงต่ำแตะพื้น

“เอาล่ะ เปิดประสาทสัมผัสทั้งห้าให้แล้ว คราวนี้ก็เริ่มได้” เทียบอกยิ้มๆ

ท่านป้าทั้งสี่คนประกบมือเข้าหากัน มีแสงสีน้ำตาล สีฟ้า สีเขียวและสีแดง ออกมาจากร่าง ก่อตัวเป็นวงกลมขนาดใหญ่สี่สีซ้อนกันปกคลุมพื้นที่ลานโล่งกว้างทั้งหมดเอาไว้

 “ตอนนี้ท่านรันกับหนูเรเซีย อยู่ในอาณาเขตปิดผนึกกักกันการใช้พลังเวทย์ของพวกป้าจ้ะ ทำให้ไม่สามารถใช้พลังเวทย์ได้ พวกป้าจะเข้าโจมตีครั้งละคน หากทั้งคู่สามารถทำให้พวกป้ามีบาดแผลได้แม้เพียงปลายเล็บ ป้าก็จะปลดอาณาเขตออกให้ทีละชั้น แต่หากทำไม่ได้ก็ต้องสู้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะทำได้” แพตทิเซียบอก

“ระหว่างที่สู้กันนั้น ต้องใช้สายตามองการโจมตีของพวกป้าให้ออกว่าจะมาจากทางไหน รวมทั้งใช้มือและเท้าประสานกันให้คล่อง เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บ ขณะเดียวกันก็ต้องคำนวณรูปแบบการต่อสู้ในหัวไว้หลายๆ แบบ เพื่อตอบโต้การโจมตีของพวกป้าให้ได้ เข้าใจไหมจ๊ะ” วิไรน่าอธิบายเพิ่มเติม

 “เข้าใจค่ะ” รันกับเรเซีย รู้สึกตื่นเต้นจนเหงื่อซึมออกมาตามใบหน้า แต่ดวงตาฉายแววมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม

“จำไว้ว่า ต้องเคลื่อนไหวให้เร็วที่สุด ไม่งั้นจะไม่สามารถรับการโจมตีและตีโต้พวกป้าได้” ฟลอร่ากำชับ

“ค่ะ ท่านป้า”

“คู่ต่อสู้คนแรกก็คือป้า เริ่มล่ะนะ” แพตทิเซีย พุ่งตัวเข้าหารันกับเรเซียทันที

                                                                      ************************************************************

ภายในบ้านของไรซาน ท่านราฟ ท่านเกรซ โรม กลุ่มฟิลและองครักษ์รุ่นแรกกำลังนั่งกินขนมและผลไม้อย่างสบายอารมณ์  โดยมีเรด อีเกิ้ลนอนหมอบสัปหงกตรงมุมห้อง น้ำลายไหลยืดเป็นทางยาว พร้อมมีเสียงกรนดังออกมาเป็นระยะ 

 โรมมองเรด อีเกิ้ลแล้วอดยิ้มออกมาไม่ได้ ท่าทางจะหลับลึกเชียว ดูๆ ไปก็เหมือนเด็กคนหนึ่ง แต่นิสัยค่อนข้างดื้อและเกเรไปสักหน่อย

“ท่านโรมอย่าไปมองเจ้าเรด อีเกิ้ลในตอนนี้เลยครับ” ฟาคอลรีบใช้มือมาบังหน้าโรมเอาไว้

“ทำไมหรือครับ ท่านฟาคอล” โรมสงสัย

 “แหมๆๆ ท่านโรม คิดดูสิครับว่า ภาพนกแก่ๆ หน้าตาน่าเกลียดที่หลับตา อ้าปากหวอน้ำลายไหลยืดเป็นทางยาว แถมยังกรนเสียงดังแบบนี้ ดูยังไงก็ไม่เจริญหูเจริญตา แล้วจะไปมองทำไมกันล่ะครับ” 

โรมอมยิ้มมองฟาคอลด้วยความขบขัน หันไปมองเรด อีเกิ้ลที่นั่งหลับตรงมุมห้องแล้วอดหัวเราะออกมาไม่ได้ จริงอย่างที่ท่านฟาคอลว่านั่นแหละ เรด อีเกิ้ลในตอนนี้ ไม่น่ามองจริงๆ

“ท่าทางท่านเรด อีเกิ้ลจะหลับลึกนะครับ”

“ท่านโรม ไม่ต้องไปสนใจเจ้านกแก่ตัวนี้หรอกครับ ตั้งแต่ท่านราฟพาเรด อีเกิ้ลมาฝากไว้กับพวกเรา เช้าตื่นขึ้นมาก็หาของกิน พอกินอิ่มก็หาที่งีบ พอเที่ยงก็ตื่นขึ้นมากิน พออิ่มก็หาที่นอน ตกเย็นก็ตื่นขึ้นมาหาของกิน จากนั้นก็หลับยาวจนรุ่งเช้า วงจรชีวิตของเรด อีเกิ้ลก็มีอยู่แค่นี้ คือกินกับนอน” เฟเบียซเล่าให้ฟังน้ำเสียงขำๆ

“จริงเหรอครับ” โรมถามย้ำ   แบนนาสกับฟาคอลหัวเราะเบาๆ พยักหน้าให้ จากนั้นแบนนาสก็เล่าต่อ

“จริงสิครับ บางทีเรด อีเกิ้ลก็บินออกไปข้างนอก หายไปทั้งวัน โผล่มาอีกทีก็ตอนเย็นแล้ว พอมาถึงก็ถามหาของกิน บอกว่าวันนี้ใช้พลังงานไปเยอะ เหนื่อยมาก พวกเราจึงถามไปว่าใช้พลังงานไปทำอะไรมาเหรอ”

“เจ้าเรด อีเกิ้ล ก็พูดว่า พวกเจ้ารู้หรือเปล่า ว่าวันนี้ข้าไปทำอะไรมา พอพวกเราบอกว่าไม่รู้ มันก็เอาปีกกอดอก เชิดหน้าขึ้นสูง แล้วบอกว่า วันนี้ข้าอุตส่าห์สละเวลาจำศีลอันมีค่า ออกไปสอดส่องตรวจตราพื้นที่ข้างนอกให้พวกเจ้า ข้าต้องบินวนนับร้อยเที่ยว เพื่อดูว่ามีคนแปลกหน้าหรือคนท่าทางน่าสงสัยมาป้วนเปี้ยนแถวนี้บ้างหรือเปล่า คิดดูสิว่าเหนื่อยแค่ไหน รู้แบบนี้แล้ว พวกเจ้าควรจะขอบใจข้าซะนะ  โอ๊ย! บุญคุณตายล่ะ” 

ทุกคนหัวเราะครืนกับคำพูดของแบนนาส   ฟาคอลลุกขึ้นจากเก้าอี้ วิ่งออกมายืนข้างหน้า พูดเสียงดัง

“ถ้านึกไม่ออกว่า เจ้าเรด อีเกิ้ลทำท่ายังไง ข้าทำให้ดูก็ได้ครับ นี่ เจ้าเรด อีเกิ้ลทำท่าแบบนี้ สมมุติว่ามือของข้าคือปีกของมันนะครับ นี่มันกอดอกแบบนี้ แล้วก็เชิดหน้าแบบนี้” ฟาคอลทำท่าประกอบให้ดูพลางหันมาทางรีนอลกับเฟเบียซที่นั่งอมยิ้มด้วยความชอบใจ

 “เอ๋! วันนั้นเจ้าเรด อีเกิ้ลเชิดหน้าทำมุมกี่องศาแล้วหว่า รีนอล เฟเบียซ พวกเจ้าจำได้หรือเปล่า”

“สี่สิบห้าองศา” รีนอลบอก ฟาคอลพยักหน้า เชิดหน้าทำมุมสี่สิบห้าองศา

“เดี๋ยวๆ เจ้าต้องหันหน้าไปทางซ้ายสิ หันมาทางขวาได้ไง แบบนี้ไม่เหมือนๆ” เฟเบียซท้วงขึ้นมา

“ไม่เหมือนเหรอ งั้นเอาใหม่ แบบนี้เหมือนรึยัง” ฟาคอลเอียงหน้ามาทางซ้าย เชิดหน้าขึ้นสูง

“เจ้าอย่าเอียงหน้ามากเกินไปสิ เอียงนิดเดียวก็พอ เออๆ พอแล้ว แบบนี้ใช่เลย” แบนนาสดีดนิ้วดังเปาะ

“เหมือนแล้วใช่ไหม ฮี่ๆๆ” ฟาคอลหัวเราะชอบใจ จากนั้นก็จีบปากจีบคอทวนคำพูดของเรด อีเกิ้ลให้ทุกคนฟังอีกครั้ง เรียกเสียงหัวเราะดังลั่นจากทุกคนได้อีกรอบ

“ฟาคอลมานั่งได้แล้ว เกิดเรด อีเกิ้ลตื่นขึ้นมาเห็นเจ้าทำท่าล้อเลียนแบบนี้เข้า จะยุ่งกันใหญ่” ท่านราฟ กวักมือเรียกฟาคอลให้เข้ามานั่ง

 ฟาคอลรีบถลาเข้ามาหาท่านราฟ ใช้มือกอดแขนข้างหนึ่งของท่านราฟเอาไว้ เงยหน้ายิ้มประจบ

“แหมๆๆ ท่านราฟเป็นห่วงข้าหรือครับเนี่ย ฮี่ๆๆ ดีใจเหลือเกิน โอ๊ะ! ท่านเกรซอย่ามองข้าตาเขียวนะครับ ข้าขอกอดแขนท่านราฟให้หายปลื้มสักวันเถอะครับ” ฟาคอลหันมาประจบประแจงท่านเกรซ

“ไม่เป็นไรจ้ะ กอดแขนแค่นี้ ข้าไม่หวงหรอก แต่ถ้าเจ้าคิดจะขอกอดท่านราฟทั้งตัวขึ้นมาล่ะก็ อันนี้คงต้องคุยกันหน่อย” ท่านเกรซพูดยิ้มๆ มองฟาคอลด้วยความหมั่นไส้

“ท่านเกรซใจดีจังเลยครับ สำหรับข้า แค่ได้กอดแขนท่านราฟแบบนี้ก็มากเกินพอแล้ว ข้าไม่อาจหวังสูงถึงขั้นจะขอกอดท่านราฟทั้งตัวหรอกครับ แม้ว่า..ข้าอยากทำใจจะขาดก็ตาม” ฟาคอลพูดเสียงเครือ

 คำพูดของฟาคอลทำให้ทุกคนสะดุ้ง ยกเว้นรีนอล เฟเบียซและแบนนาสที่หัวเราะเอิ๊กอ๊ากด้วยความชอบใจเสียงดังลั่น

“พอได้แล้ว ไปนั่งที่ของเจ้าเลยไป ข้าจะได้ติดต่อไปหาอนากอลสักที” ท่านราฟดึงมือของฟาคอลให้ออกจากแขนของตัวเอง   ฟาคอลยิ้มหวาน พยักหน้าหงึกหงัก วิ่งปรู๊ดไปนั่งบนเก้าอี้ของตัวเองอย่างรวดเร็ว

 โรมมองฟาคอลด้วยความรู้สึกหวั่นๆ  ชักไม่แน่ใจในชะตากรรมของตัวเองขึ้นมาแล้วว่า หากต้องฝึกวิชากับท่านฟาคอลจริงๆ จะเป็นอย่างไรบ้าง คิดแล้วก็ให้เกิดอาการครั่นเนื้อครั่นตัวขึ้นมาทันที

ท่านราฟแบมือออกมา ปรากฎควันสีม่วงพวยพุ่งขึ้นมาก่อตัวเป็นรูปกรอบสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ลอยออกมาจากฝ่ามือ หยุดอยู่ตรงหน้าทุกคน

กรอบเรืองแสงชั่วครู่ เมื่อแสงจางหายไป ก็ปรากฏใบหน้าของอนากอลโผล่ขึ้นมายิ้มให้ทุกคน

“มีอะไรคืบหน้าบ้างหรือเปล่า” ท่านราฟทักทายด้วยรอยยิ้ม อนากอลก้มศีรษะทำความเคารพท่านราฟกับท่านเกรซ ไม่ทันจะเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น     ฟาคอลกับแบนนาสก็ถลาเข้ามา ยื่นหน้าทักทายเสียงดัง

“ท่านอนากอลคร้าบ คิดถึงจังเลย คิดถึงที่สุด” ฟาคอลพูดพลางใช้มือกอดกรอบสี่เหลี่ยมเอาไว้แน่น แบนนาสก็ไม่น้อยหน้า ใช้มือผลักหน้าฟาคอลให้ออกไปห่างๆ พร้อมกับยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ

“ข้าก็คิดถึงท่านอนากอลมากที่สุดนะครับ ท่านอนากอลคิดถึงพวกเราบ้างไหมครับ”

โรมกับกลุ่มฟิลหันมาสบตากัน ดูท่าทางตาเฒ่าสองคนนี้ จะปลื้มท่านอนากอลมากทีเดียว

อนากอลหัวเราะเบาๆ มองฟาคอลกับแบนนาสด้วยแววตาอ่อนโยน ตอบน้ำเสียงนุ่มนวล

“ขอบคุณท่านฟาคอลกับท่านแบนนาสมาก ข้าเองก็คิดถึงพวกท่านเช่นกัน”

“โถ..ข้านึกแล้วเชียว ว่าท่านอนากอลต้องคิดถึงพวกเราเช่นกัน ดูสิ ท่านอนากอลคงจะคิดถึงพวกเรามากซะจนทำให้ตรอมใจจนผอมลงไปจากเดิม เพราะพวกเราไม่ว่างไปหาแท้ๆ เชียว โปรดด่าทอหรือต่อว่าพวกเรามาเถิดครับ พวกเราจะไม่แก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น” ฟาคอลบีบน้ำตา สะอื้นออกมาเบาๆ

“ใช่ครับ ท่านอนากอลจะด่าพวกเรายังไงก็ได้ แต่โปรดยกโทษให้พวกเราด้วยครับ ความจริงพวกเราอยากไปหาท่านอนากอลใจจะขาด แต่ไม่ว่างจริงๆ ครับ”   แบนนาสพูดเสียงเศร้า มองอนากอลตาละห้อย

แอเรียล มิคาเอลและราเฟลที่ยืนแอบอยู่ด้านหลังของอนากอล ทำหน้าสยอง ใช้มือลูบแขนของตัวเองเบาๆ  ด้วยเกิดอาการขนลุกชันกับอาการของฟาคอลและแบนนาส

“นี่ถ้าน้องชายของเจ้าแต่งงานมีครอบครัวไปเมื่อไหร่ สงสัยตาเฒ่าสองคนนี้คงร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือดแหงๆ” ท่านราฟกระซิบกับท่านเกรซเบาๆ ซึ่งอีกฝ่ายหัวเราะพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของท่านราฟ

“พวกเจ้าถอยออกมาก่อนได้ไหม ให้ท่านราฟคุยธุระกับท่านอนากอลให้เสร็จก่อน จากนั้นพวกเจ้าค่อยเข้าไปคุยกับท่านอนากอล”   รีนอลกับเฟเบียซ เดินมาดึงแขนฟาคอลกับแบนนาสคนละข้าง

“ไม่! จนกว่าท่านอนากอลจะยกโทษให้พวกเราสองคนก่อน ไม่งั้นพวกเราไม่ยอมไปไหนทั้งนั้น” ฟาคอลตะเบ็งเสียงดัง กอดกรอบสี่เหลี่ยมแน่น เช่นเดียวกับแบนนาส

โรมทำตาปริบๆ กับภาพที่เห็น เช่นเดียวกับฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสที่กลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ คิดเหมือนกันว่า ยิ่งนานวัน พฤติกรรมของตาเฒ่าฟาคอลกับตาเฒ่าแบนนาสก็ยิ่งน่ากลัวซะจนรับไม่ไหวจริงๆ

“ข้าว่าพวกเราควรจะถอยให้ห่างจากรัศมีการมองเห็นของตาเฒ่าปีศาจคู่นี้จะดีกว่า” มิคาเอลหันมากระซิบกับแอเรียลและราเฟลเบาๆ

“จริงของเจ้า ขืนตาเฒ่าปีศาจคู่นี้เห็นพวกเราเข้าล่ะก็ อึ๋ย! ไม่อยากจะคิด” ราเฟลกับแอเรียลทำคอย่น หลับตาปี๋ด้วยความสยอง รีบถอยออกมาให้พ้นจากรัศมีการมองเห็นของฟาคอลกับแบนนาสทันที

อนากอลมองฟาคอลกับแบนนาสที่กอดกรอบสี่เหลี่ยมไว้แน่นอย่างขำๆ พูดน้ำเสียงนุ่มนวล

“ท่านฟาคอล ท่านแบนนาส ข้ารู้ว่าท่านทั้งสองงานยุ่งมาก เพราะต้องดูแลความเรียบร้อยภายในหุบเขามรณะ ทำให้ไม่มีเวลาแวะมาหาข้า ดังนั้นจะให้ข้าโกรธพวกท่านได้ยังไงกัน” 

คำพูดของอนากอล ทำให้ตาเฒ่าสองคนยิ้มออก มองอนากอลด้วยความชื่นชม

“โถ..ท่านอนากอล ช่างน่ารักอะไรเช่นนี้ ไม่เสียแรงที่พวกเรารักและชื่นชม”

“อะแฮ่ม! ในเมื่ออนากอลบอกว่าไม่ได้โกรธพวกเจ้า ดังนั้นก็ถอยออกมาซะทีสิ ข้าจะได้คุยกับอนากอล ไว้คุยจบแล้ว พวกเจ้าค่อยคุยกับอนากอล ดีไหม” ท่านราฟลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินเข้ามายืนใกล้ๆ

“ได้ครับ ท่านราฟ แต่อย่าคุยนานนะครับ” ฟาคอลยิ้มให้ท่านราฟ ปล่อยมือจากกรอบสี่เหลี่ยมทันที

“พวกเราขอนั่งตรงนี้นะครับ ท่านราฟ จะได้มองหน้าท่านอนากอลได้ถนัดหน่อย” แบนนาสต่อรอง

ท่านราฟพยักหน้า ฟาคอลกับแบนนาสถอยมานั่งเก้าอี้ตัวที่ใกล้ที่สุด นั่งเท้าคางมองอนากอลไม่วางตา

อนากอลยิ้มบางๆ  แม้ใครต่อใครจะกลัวองครักษ์รุ่นแรกกันทั้งนั้น  แต่สำหรับอนากอลแล้ว ฟาคอลกับแบนนาสเปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่ที่น่ารักคนนึง ไม่เคยรู้สึกกลัวหรือว่ารำคาญแม้แต่น้อย

ท่านราฟยิ้มให้อนากอล พลางมองเลยไปด้านหลังตรงมุมห้อง ซึ่งมีแอเรียล มิคาเอลและราเฟลยืนอยู่  เมื่อเห็นสีหน้าของแม่ทัพเทพทั้งสามคน อดหัวเราะออกมาไม่ได้

“ทำไมพวกเจ้าทำหน้าแบบนั้น” ท่านราฟถามน้ำเสียงขำๆ

แอเรียล มิคาเอลและราเฟลทำตาโต ใช้มือข้างหนึ่งปิดปากเอาไว้ ขณะที่อีกข้างชี้ไปที่ด้านหลังของท่านราฟ ซึ่งมีฟาคอลกับแบนนาสนั่งอมยิ้มอยู่บนเก้าอี้ตัวแรกสุด

ท่านราฟพยักหน้าเข้าใจ รู้ดีว่าทั้งสามคนขยาดองครักษ์รุ่นแรกโดยเฉพาะฟาคอลมาก เพราะทั้งสามคนเคยโดนฟาคอลกระโดดกอดโดยไม่ให้ตั้งตัวมาแล้ว ทำเอาแม่ทัพเทพทั้งสามคนเกือบหัวใจวายด้วยความตกใจ

“เอ๋! ท่านราฟคุยกับใครหรือครับ” ฟาคอลรีบถาม พลางชะเง้อคอมองเข้าไปด้านหลังของอนากอล

แอเรียล มิคาเอลและราเฟลทำหน้าตกใจ ยกมือโบกไปมา รีบกระโดดถอยออกไปจากมุมห้องไปหยุดตรงประตูห้องโถงทันที ท่านราฟหัวเราะด้วยความชอบใจ จนป่านนี้แล้ว เจ้าพวกนี้ก็ยังกลัวฟาคอลไม่หายสินะ

“ไม่มีอะไรหรอก เจ้านั่งให้เรียบร้อยสิ ข้าจะได้คุยกับอนากอลให้เสร็จไวๆ จากนั้นเจ้ากับแบนนาสจะได้เข้ามาคุยกับอนากอลต่อ” ท่านราฟรีบหันมาบอก เมื่อเห็นฟาคอลทำท่าจะลุกขึ้นยืน

“คร้าบ คร้าบ  แหม! ข้าก็นึกว่าท่านราฟคุยกับท่านแอเรียล ท่านมิคาเอลหรือท่านราเฟลซะอีก จะได้ทักทายให้หายคิดถึงซะหน่อย เฮ้อ! คิดถึงเหลือเกิน แม่ทัพเทพที่น่ารักทั้งหลายของข้า ฮี่ๆๆ”

 ฟาคอลพูดเสียงดัง หัวเราะเสียงแหลม ทำตายิบหยีด้วยความชอบใจ ผิดกับแม่ทัพเทพทั้งสามคน ที่ตอนนี้ไปยืนเรียงกันตรงหน้าประตูห้องโถง แต่ก็ได้ยินคำพูดของฟาคอลเต็มสองหู ทำเอาเหงื่อแตกพลั่ก มีอาการครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะเป็นไข้ขึ้นมาทันที

“เอาน่า เดี๋ยวเจ้าค่อยฝากความคิดถึงไปกับอนากอลก็แล้วกัน พวกนั้นคงดีใจมากทีเดียว หากรู้ว่าเจ้าคิดถึงแบบนี้” ท่านราฟบอกน้ำเสียงขำๆ

“ดูท่าทางตาเฒ่าฟาคอลจะชอบแม่ทัพเทพมากเลยนะ โดยเฉพาะท่านอนากอล” ฟาเรียเอียงหน้ามากระซิบ บอกฟิล ไรซาน บาลาสและโรมที่นั่งข้างกัน ซึ่งทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย

“แสดงว่าคงไม่ใช่เฉพาะพวกเราหรอก ที่เคยเจอพิษสงของตาเฒ่าฟาคอลมาก่อน ดูท่าทางทุกคนจะเคยโดนกันถ้วนหน้า” ไรซานกล่าวเสริมเสียงเบา

“แต่คงจะยกเว้นท่านอนากอลคนเดียวซะล่ะมั้ง ที่ไม่โดนพิษสงของตาเฒ่าพวกนี้” ฟิลออกความเห็น

“อาจเป็นไปได้ หรือไม่ก็ท่านอนากอลอาจจะโดนแกล้งหนักที่สุดจนชินชาไปซะแล้ว” บาลาสเอ่ยเบาๆ

“ก็อาจเป็นไปได้ทั้งสองอย่างครับ แต่ข้าว่าพวกเราอย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้กันเลยครับ เกิดท่านฟาคอลได้ยินขึ้นมา พวกเราจะลำบาก” โรมบอก พร้อมส่งสายตาให้มองฟาคอลที่นั่งอมยิ้มอยู่ด้านหน้า

“จริงด้วย ตาเฒ่าฟาคอลหูไวจะตาย ขืนได้ยินเรื่องที่เราพูดกันเมื่อกี้ มีหวัง..”  ฟาเรียทำหน้าสยอง

ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย จึงปิดปากเงียบ หันไปมองท่านราฟคุยกับอนากอลด้วยความสนใจ

อนากอลรายงานข่าวให้ท่านราฟฟังอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่กลุ่มของมิคาเอลกลับมาถึงแล้ว เรื่องที่แคลโลยอมสารภาพความจริงทั้งหมด รวมไปถึงเรื่องที่อาร์ทีเมียกับองครักษ์แวะมาที่เมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้

“อืม..อาร์ทีเมียมาน็อธ บิ๊ก ซิตี้เหรอนี่ แล้วฝีมือของเขาเป็นยังไงบ้าง” ท่านราฟถาม

“ฝีมือสูงครับ สามารถทำลายบาเรียของข้าได้ภายในชั่วพริบตา” อนากอลตอบเสียงเรียบ

“ที่ว่าสามารถทำลายบาเรียของเจ้าได้ภายในชั่วพริบตานั้น ข้าอยากรู้ว่า เจ้ากางบาเรียระดับไหนกันหรือ อนากอล” ท่านราฟมองอนากอลผู้เป็นทั้งญาติภรรยาและลูกน้องคนสนิทอย่างรู้ทัน

อนากอลหัวเราะเบาๆ ตอบน้ำเสียงสบายๆ

“บาเรียระดับสองครับ แต่ก็พอจะทำให้ประเมินฝีมือของเขาได้ว่า ไม่ธรรมดา หากสู้กันจริงๆ ฝีมือคงอยู่ในระดับเดียวกันกับแม่ทัพหรืออาจจะเหนือกว่าเล็กน้อยครับ” 

“ที่ว่าฝีมืออยู่ระดับเดียวกับแม่ทัพหรือเหนือกว่าเล็กน้อยน่ะ รวมถึงเจ้าด้วยหรือเปล่า”

“ครับ ท่านราฟ”

“ถ่อมตัวเกินไปหรือเปล่าอนากอล ระดับฝีมือของเจ้าน่ะ หากเอาจริงขึ้นมา ข้าเองก็ใช่ว่าจะเอาชนะได้ง่ายๆ นะ” ท่านราฟพูดยิ้มๆ ด้วยรู้ดีว่าอนากอลมีพลังเวทย์สูงมาก แต่นำมาใช้จริงๆ แค่แปดส่วนเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีกสองส่วน อนากอลได้ปิดผนึกเอาไว้ไม่ยอมนำมาใช้

 คำพูดของท่านราฟ ทำให้โรม ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสหันมาสบตากัน ท่านอนากอลมีพลังเวทย์สูงมากขนาดนั้นเลยเหรอนี่ ขณะที่อนากอลยิ้มน้อยๆ ในสีหน้า ตอบน้ำเสียงนุ่มนวล

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ ท่านราฟประเมินฝีมือของข้าสูงเกินไปต่างหากล่ะครับ”

ท่านราฟหัวเราะเบาๆ  มองอนากอลด้วยความชื่นชม ทั้งๆ ที่มีพลังเวทย์สูง ขนาดที่สามารถขึ้นเป็นมหาราชาแห่งเทพคนใหม่ได้แท้ๆ แต่อนากอลก็ไม่เคยคุยโวโอ้อวดว่าตัวเองเก่งหรือทำตัวอยู่เหนือคนอื่น ตรงกันข้าม อนากอลกลับมีนิสัยอ่อนโยน สุภาพเรียบร้อย อ่อนน้อมถ่อมตน เสมอต้นเสมอปลายกับทุกคน ไม่เคยเปลี่ยน

“ไม่ทราบว่า ท่านราฟจะกลับมาที่นี่เมื่อไหร่ครับ” อนากอลถาม

“คิดว่ามะรืนนี้ แต่โรมจะอยู่ที่นี่ต่อ เพื่อฝึกวิชาเพิ่มเติมกับพวกฟาคอล  อ้อ! เกือบลืมไป” ท่านราฟหันมามองกลุ่มฟิลที่นั่งฟังการสนทนาของท่านราฟกับอนากอลอย่างสนใจ

“พวกเจ้าสี่คนต้องอยู่ที่นี่กับโรมด้วยนะ” ท่านราฟบอกด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่ทำให้ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสสะดุ้ง ถามพร้อมกันเสียงดัง

“ทำไมพวกเราต้องอยู่ที่นี่ด้วยล่ะครับ ท่านราฟ”

องครักษ์รุ่นแรกทั้งสี่คน หันมามองหลานๆ ด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ แยกเขี้ยวหัวเราะหึหึ ในลำคอ  ทำให้หลานๆ ทั้งสี่คนมีอาการหายใจติดขัด หน้าค่อยๆ ซีดลงจนแทบไม่มีสีเลือด มองหน้าท่านราฟตาค้าง 

“มะ มะ ไม่จริงใช่ไหมครับ ท่านราฟ” ฟาเรียกับบาลาสถามเสียงแห้ง รู้สึกเหมือนโลกตรงหน้ากำลังจะถล่มลงมา ขณะที่ฟิลกับไรซานนิ่งอึ้ง พูดอะไรไม่ออก

“ฮี่ๆๆ จริงสิจ๊ะ หลานรัก โถ..ไม่ต้องดีใจจนออกนอกหน้าแบบนี้หรอกน่า”   ฟาคอลยิ้มชอบใจ ลุกขึ้นมาโอบบ่าฟาเรียกับบาลาสไว้คนละข้าง ขณะที่แบนนาสลุกขึ้นมาโอบบ่าฟิลกับไรซานเช่นกัน

“ทำไมนั่งตัวแข็งทื่อเลยล่ะ นี่แสดงว่าพวกเจ้าคงจะดีใจจนพูดไม่ออกล่ะสิ ที่รู้ว่าท่านราฟจะให้พวกเจ้าอยู่ที่นี่กับปู่ต่อ เห็นแบบนี้แล้วปลื้มใจจริงๆ”  แบนนาสบีบบ่าฟิลกับไรซานแน่น ทำเอาทั้งคู่หน้าเหยเก

“เห็นพวกเจ้าดีใจกันแบบนี้ ปู่ก็มีความสุขเหลือเกิน ดังนั้นปู่จะถ่ายทอดวิชาสุดยอดประจำตัวให้แบบหมดไส้หมดพุง หึหึ แล้วพวกเจ้าจะต้องขอบคุณปู่ไปจนชีวิตจะหาไม่เลยเชียว”   เฟเบียซบอกน้ำเสียงจริงจัง

“ใช่แล้ว ปู่รับรองว่าพวกเจ้ากับท่านโรมจะต้องประทับใจกับการฝึกครั้งนี้จนลืมไม่ลง”   รีนอลพูดด้วยความมั่นใจ หันมามองเฟเบียซ ฟาคอลและแบนนาส ก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมกันเสียงดังลั่น

 เสียงหัวเราะขององครักษ์รุ่นแรกทั้งสี่คนทำให้ห้องทั้งห้องสั่นสะเทือน พื้นห้องโคลงเคลงไปมา ราวกับเกิดแผ่นดินไหวขนาดย่อมๆ ภายในห้องก็ไม่ปาน

โรมมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก พลังเสียงหัวเราะขององครักษ์รุ่นแรกสุดยอดจริงๆ เห็นแบบนี้แล้ว ทำให้รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ขึ้นมาซะแล้วสิ

ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสหน้าซีดเผือด ไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่คือเรื่องจริง บ้าชัดๆ ทำไมพวกเราจะต้องมาฝึกวิชาเพิ่มเติมกับตาเฒ่าปีศาจพวกนี้ด้วย

ท่านราฟ ท่านเกรซและอนากอลมองอาการของกลุ่มฟิลด้วยความขบขัน ดูท่าทางจะกลัวปู่กันมากทีเดียวนะเนี่ย ถึงได้มีอาการแบบนี้ออกมา

“เป็นอันว่า มะรืนนี้ข้าจะกลับไป เจ้าช่วยแจ้งให้ทุกคนทราบด้วย” ท่านราฟหันมาบอกอนากอล

“ครับ ท่านราฟ”

ท่านราฟยิ้มให้อนากอล จากนั้นหันมามองฟาคอลกับแบนนาส เรียกเสียงดัง

“ข้าคุยเสร็จแล้ว พวกเจ้าสองคนจะคุยอะไรกับอนากอลก็รีบเข้าสิ อนากอลจะได้ไปพักผ่อนบ้าง”

“คร้าบ มาแล้วครับ” ฟาคอลกับแบนนาส ปล่อยมือจากบ่าของหลานๆ รีบวิ่งมาหยุดตรงหน้าอนากอล

ท่านราฟเดินมานั่งข้างท่านเกรซ พลางเหลือบตามองกลุ่มของฟิลที่ยังคงนั่งอึ้งไม่พูดไม่จาด้วยความขบขัน โรมหันมายิ้มแห้งๆ ให้ท่านราฟกับท่านเกรซ

“ดูท่าทางพวกท่านฟิลเหมือนจะช็อคจนพูดไม่ออกไปแล้วครับ ท่านพ่อ”

“พ่อรู้แล้ว เฮ้อ! ไม่อยากเชื่อเลยว่า เด็กพวกนี้จะกลัวปู่ของตัวเองมากขนาดนี้” ท่านราฟส่ายหัวเบาๆ

 “เดี๋ยวข้าไปทำน้ำผลไม้มาให้พวกเจ้าดื่มดีกว่า เผื่อจะทำให้รู้สึกดีขึ้น” ท่านเกรซลุกขึ้นเดินหายเข้าไปในครัวหลังบ้าน โรมมองตามหลังไปอย่างไม่แน่ใจ ท่านแม่จะทำน้ำผลไม้ให้พวกเราดื่มหรือนี่ โอย! คิดแล้วสยอง 

ฟาคอลกับแบนนาสคุยกับอนากอลอยู่พักใหญ่ อนากอลก็ขอตัวไปสะสางงานที่คั่งค้างไว้ การสนทนาจึงยุติลง ฟาคอลกับแบนนาสวิ่งเข้ามานั่งข้างๆ ท่านราฟ พูดประจบ

“ขอบคุณท่านราฟมากเลยครับ ที่ให้พวกเราได้คุยกับท่านอนากอล”

“ไม่เป็นไร” ท่านราฟยิ้มให้

“ท่านราฟครับ เดี๋ยวพวกเราขอตัวไปเล่นหมากรุกที่สนามหญ้าหน้าบ้านนะครับ หากท่านราฟกับท่านเกรซไม่รีบกลับ ก็นอนเล่นในบ้านไปพลางๆ ก็ได้ครับ แล้วตอนเที่ยงค่อยมาทานข้าวด้วยกัน” รีนอลบอก

“ได้สิ พวกเจ้าไปเถอะ” ท่านราฟอนุญาต

“ขอบคุณครับ” เฟเบียซหันไปพยักหน้าให้รีนอล ฟาคอลและแบนนาส จากนั้นก็เดินออกไปทันที

ท่านราฟมองตามหลังไป พร้อมส่ายหัวเบาๆ พลันสายตาหันไปเห็นท่านเกรซกำลังเดินออกมาจากในครัว ในมือถือเหยือกใบใหญ่ ข้างในบรรจุน้ำสีเหลืองขุ่น ส่งกลิ่นฉุนกึกโชยออกมา

 ท่านราฟขมวดคิ้วเข้าหากัน กลิ่นแบบนี้ หรือว่า..เกรซใส่ไอ้นั่นลงไปในน้ำให้เด็กพวกนี้ดื่มหรือนี่

กลิ่นของน้ำในเหยือก ทำให้ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสกลับมามีสติดังเดิม ทั้งสี่คนทำจมูกฟุดฟิด พลางสอดสายตามองหาที่มาของกลิ่นด้วยความสงสัย

“เอ๋! กลิ่นอะไรหว่า ทำไมมันตุๆ จังเลยแฮะ” ฟาเรียพูดพลางทำจมูกฟุดฟิดไปมา คนอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน ยกเว้นท่านราฟกับโรมที่นั่งนิ่งอยู่กับที่ เพราะรู้อยู่แล้วว่า กลิ่นที่ฟาเรียว่ามาจากไหน

ท่านเกรซเดินเข้ามาวางเหยือกลงตรงหน้าทุกคน จากนั้นก็เดินหายเข้าไปในครัวอีกรอบ ฟิลหันมามองเหยือกพร้อมไรซาน

“กลิ่นตุๆ ที่ว่ามาจากน้ำในเหยือกใบนี้นี่เอง ว่าแต่น้ำนี่คืออะไร ใครรู้บ้าง” ฟิลถามเพื่อนทั้งสามคน ซึ่ง ฟาเรีย ไรซานและบาลาสส่ายหน้าปฏิเสธว่าไม่รู้

“น้ำนี่คือน้ำสมุนไพรครับ” โรมตอบเสียงเบา

“น้ำสมุนไพรหรือ ว่าแต่ใช้สมุนไพรอะไรทำน่ะ ทำไมกลิ่นมันถึงได้ฉุนตุๆ แบบนี้” ไรซานสงสัย

โรมส่ายหัวเบาๆ เพราะไม่รู้เหมือนกันว่าน้ำสมุนไพรของท่านแม่ ทำมาจากสมุนไพรอะไรบ้าง

“พวกเจ้าอย่ารู้เลยว่า น้ำสมุนไพรนี่ทำมาจากอะไร เอาเป็นว่า เกรซตั้งใจทำให้พวกเจ้าดื่มก็แล้วกัน” ท่านราฟบอกน้ำเสียงขำๆ   ครู่หนึ่งท่านเกรซก็เดินออกมา คราวนี้ถือถาดใส่แก้วจำนวนห้าใบออกมาด้วย

เมื่อมาถึงท่านเกรซก็จัดแจงรินน้ำจากเหยือกใส่ในแก้ว ยื่นให้โรม ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาส ตามลำดับ โรมมองน้ำในแก้วพร้อมทำตาปริบๆ ด้วยยังจำรสชาติน้ำสมุนไพรของท่านแม่ได้ดีว่าเลวร้ายแค่ไหน

“เอ่อ..น้ำอะไรหรือครับ ท่านเกรซ ทำไมกลิ่นมันแปลกๆ จังเลย” ฟาเรียถามพลางก้มมองน้ำในแก้ว

“น้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพจ้ะ กลิ่นอาจจะฉุนนิดนึง แต่รสชาติดีทีเดียว ไม่เชื่อถามโรมดูสิ” ท่านเกรซตอบ

ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสหันมามองโรมพร้อมกัน ซึ่งโรมไม่รู้จะตอบอย่างไรดี จึงพยักหน้าให้

“เห็นไหม พวกเจ้าดื่มเข้าไปเยอะๆ นะ จะได้มีแรงรับมือการฝึกของท่านปู่ได้”

คำพูดประโยคนั้น ทำให้ทั้งสี่คนมีสีหน้าหดหู่ ทำหน้าเหมือนคนจะตายแหล่มิตายแหล่ ท่านราฟ ท่านเกรซ หัวเราะออกมาเบาๆ ดูทำหน้าเข้าสิ  ท่าทางจะเป็นเอามากนะเนี่ย

“พวกเจ้าอย่าทำหน้าแบบนี้สิ แค่ฝึกวิชาเพิ่มเติมเอง ไม่ได้ให้พวกเจ้าไปตายสักหน่อย” ท่านราฟบอก

“มันก็ไม่ต่างกันหรอกครับ ท่านราฟ” บาลาสพูดเสียงเศร้า

“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะจ๊ะ”

“ท่านราฟกับท่านเกรซคงไม่รู้หรอกครับว่า ท่านปู่โหดแค่ไหน” ไรซานเอ่ยเสียงเครียด

“ตาเฒ่าสี่คนนั้นโหดมากหรือจ๊ะ พวกเจ้าถึงได้มีอาการเหมือนคนใกล้ตายแบบนี้” ท่านเกรซถามต่อ

“โหดครับ โหดสุดๆ ข้ายังจำได้ดี สมัยที่พวกเราอายุได้เจ็ดขวบ ท่านปู่ผนึกพลังเวทย์ของพวกเราเอาไว้ จากนั้นก็จับโยนลงไปในทะเลคลั่ง” ฟาเรียเล่าให้ฟัง

“ทะเลคลั่ง! พวกนั้นจับพวกเจ้าโยนไปในทะเลคลั่งเนี่ยนะ” ท่านราฟกับท่านเกรซตาโต อุทานเสียงดัง

 “ใช่ครับ ท่านราฟกับท่านเกรซก็ทราบนี่ครับว่า ในทะเลคลั่งมีสัตว์กินเนื้อและสัตว์มีพิษอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ที่สำคัญแต่ละตัวก็มีขนาดมหึมาทั้งนั้น พวกเราตัวเล็กนิดเดียว ถูกจับโยนลงไปแบบนั้น เวทย์มนต์อะไรก็ใช้ไม่ได้สักอย่าง มีแค่สองมือกับสองเท้าเท่านั้น รอดมาได้ก็บุญแล้ว” ฟิลถอนหายใจ

“พอพวกเราได้เก้าขวบ ตาเฒ่าพวกนี้ก็ผนึกเวทย์พวกเราอีกครั้ง จากนั้นก็โยนลงไปในบ่ออสรพิษ ซึ่งมีความลึกเกือบห้าร้อยเมตร ให้พวกเราสู้กับสัตว์มีพิษด้วยมือเปล่า ถ้าตัวเท่ากัน จะไม่ว่าเลย แต่ตาเฒ่าปีศาจกลับใช้เวทย์มนต์ทำให้สัตว์พวกนั้นมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมและดุร้ายเพิ่มขึ้นด้วย” บาลาสเล่าด้วยความแค้น

“พวกเราโดนงูรัดลำตัวเกือบหักสองท่อน ไหนจะแมงป่องตัวขนาดเท่าท่อนแขนอีกนับร้อย ไม่นับตะขาบ แมงมุม คางคกพิษ รวมไปถึงสารพัดสัตว์ต่างๆ ที่ตาเฒ่าปีศาจพวกนั้นจะสรรหามาได้”

โรมนั่งฟังเรื่องราวด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก องครักษ์รุ่นแรกโหดและน่ากลัวจริงๆ เริ่มมองเห็นชะตากรรมของตัวเองขึ้นมารางๆ แล้วสิว่าจะเป็นเช่นไร 

ท่านราฟหันมาสบตากับท่านเกรซ  เข้าใจแล้วว่า ทำไมหลานๆ ถึงได้แค้นและกลัวปู่กันมากขนาดนี้ ก็แต่ละอย่างที่ทำ  แสบสันเหลือรับจริงๆ

“แต่ตอนนี้พวกเจ้าโตแล้วนี่ ท่านปู่คงไม่กล้าเล่นพิเรนทร์อะไรแบบนั้นหรอก” ท่านราฟบอก

 “ไม่มีทางหรอกครับ พวกเรารู้จักท่านปู่ดี เพราะพวกเราไปอยู่ที่เขตนักรบตั้งแต่อายุสามขวบ สังเกตได้เลยว่า ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ท่านปู่ก็จะเพิ่มความโหดในการฝึกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุที่โตขึ้น ดังนั้นไม่มีทางที่ท่านปู่จะฝึกแบบเบาๆ เด็ดขาด สงสัยงานนี้ไม่คางเหลืองก็ปางตายแหงๆ” ฟาเรียบอกน้ำเสียงหดหู่

 “เอาน่า อย่าเพิ่งกังวลไปก่อนสิจ๊ะ ข้าจะกำชับตาเฒ่าพวกนั้นให้เองว่า ห้ามฝึกโหดๆ หรือเล่นพิเรนทร์เด็ดขาด ดีไหมจ๊ะ” ท่านเกรซปลอบ

“ขอบคุณครับ” ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสพูดหงอยๆ ยกแก้วน้ำในมือขึ้นดื่มอย่างรวดเร็ว

 ทันทีที่น้ำสัมผัสกับลิ้น ทั้งสี่คนถึงกับสำลัก ยกมือปิดปาก ไอค่อกแค่กจนหน้าแดงก่ำ รู้สึกร้อนในคอและผะอืดผะอมจนบอกไม่ถูก โรมกับท่านราฟสบตากัน พยายามกลั้นหัวเราะเอาไว้

“พวกเจ้าเป็นอะไรไปจ๊ะ น้ำนี่รสชาติไม่ดีเหรอไง พวกเจ้าถึงได้สำลักกันเป็นแถว” ท่านเกรซแปลกใจ

“รสชาติดีครับ แต่สงสัยพวกเราจะรีบดื่มไปหน่อยก็เลยสำลักนะครับ” ไรซานตอบแทนเพื่อนทั้งสามคน

“เหรอจ๊ะ งั้นก็ดื่มเยอะๆ นะ ข้าทำไว้ตั้งสองเหยือก”

ทั้งสี่คนทำหน้าแหยๆ มองน้ำในแก้วอย่างขยาด แต่เมื่อเห็นสายตาของท่านเกรซที่มองมา ทำให้ต้องกลั้นใจยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมด  ท่านเกรซยิ้มชอบใจ หยิบเหยือกน้ำขึ้นมาถือไว้

“ยื่นแก้วมาสิจ๊ะ ข้าจะรินเพิ่มให้”

ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสไม่มีทางเลือก จำใจยื่นแก้วส่งให้ท่านเกรซ ในขณะที่โรมจิบน้ำอย่างช้าๆ เพราะไม่ต้องการให้ท่านเกรซรินน้ำเพิ่มให้อีก

ท่านเกรซรินน้ำจากเหยือกใส่ในแก้วอย่างมีความสุข คราวนี้ใส่ซะจนปริ่มขอบแก้ว โดยที่กลุ่มฟิลได้แต่ทำตาปริบๆ นึกโอดครวญในใจ น้ำสมุนไพรของท่านเกรซรสชาติแย่มากๆ กินแล้วไส้จะพังหรือเปล่านี่

ท่านเกรซยื่นน้ำส่งให้กลุ่มฟิล ซึ่งทั้งสี่คนรับมาถือไว้ มองอย่างชั่งใจว่าจะเอายังไงดี

“รีบดื่มสิจ๊ะ ไม่ต้องห่วงว่าจะหมด เดี๋ยวเย็นนี้ ข้าจะทำเพิ่มให้อีกสองเหยือก คราวนี้จะทำอีกสูตรให้ รับรองว่าอร่อยไม่แพ้สูตรนี้เลยล่ะ พวกเจ้าต้องชอบแน่นอน”

“ครับ ท่านเกรซ” ทั้งสี่คนรับคำเสียงอ่อย กลั้นใจยกน้ำขึ้นดื่มจนหมด โดยมีสายตาของท่านเกรซมองด้วยความพอใจ ท่านเกรซหันมามองโรมที่ยังดื่มน้ำในแก้วไม่หมด

“อ้าว! ทำไมไม่รีบดื่มล่ะลูก”

“เอ่อ ข้าชอบจิบช้าๆ มากกว่าครับท่านแม่” โรมตอบ

“เหรอจ๊ะ มา เดี๋ยวแม่เติมน้ำให้นะ พอดียังมีเหลือติดก้นเหยือกนิดนึง ส่งแก้วมาให้แม่สิจ๊ะ”

โรมเหลือบตามองท่านราฟ เห็นท่านราฟอมยิ้มพร้อมพยักหน้า จึงหันมาส่งแก้วในมือให้ท่านเกรซ

ท่านเกรซเทน้ำในเหยือกใส่แก้วโรมจนหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือสักหยด โรมทำตาโต มองน้ำในแก้วของตัวเองที่ล้นปรี่ด้วยความรู้สึกขนลุก ตายล่ะสิ แก้วเบ้อเริ่มเลย จะทำยังไงดี

“รีบดื่มสิลูก แม่จะได้เอาแก้วกับเหยือกไปล้าง นี่ในครัวยังมีอีกเหยือกนึง แต่เหยือกนั้นแม่ทำเผื่อไว้ให้รันกับเรเซีย พวกเจ้าห้ามไปแอบกินของน้องนะ เข้าใจไหม” ท่านเกรซพูดด้วยรอยยิ้ม

“อ่า.ไม่แอบกินหรอกครับ แหม! ใครจะกล้า” ฟาเรียรีบบอกทันที ขณะที่คนอื่นหัวเราะแห้งๆ

“ดีแล้วจ้ะ เอ้า! โรมรีบดื่มสิลูก”  ท่านเกรซหันมาคะยั้นคะยอโรม ที่ยังคงถือแก้วค้างไว้

“ครับ ท่านแม่” โรมยกแก้วขึ้นดื่มรวดเดียวหมด รู้สึกผะอืดผะอมจนอยากจะอาเจียนออกมา แต่ต้องเก็บอาการเอาไว้   ท่านเกรซยิ้มพอใจ รับแก้วจากมือโรมมาวางใส่ในถาด

“เอาล่ะ เรียบร้อย ขอตัวไปล้างแก้วกับเหยือกก่อนนะจ๊ะ” พูดจบ ท่านเกรซก็หยิบแก้วของกลุ่มฟิลมาวางไว้บนถาด จากนั้นหยิบเหยือกขึ้นมา แล้วลุกขึ้นเดินหายไปด้านหลัง

“เป็นยังไงบ้าง รสชาติน้ำสมุนไพรของเกรซ อร่อยจนกลืนไม่ลงล่ะสิ” ท่านราฟเอ่ยน้ำเสียงขำๆ

ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสพยักหน้าแทนคำตอบ ส่วนโรมถอนหายใจเบาๆ

“เอาล่ะ ได้ดื่มน้ำบำรุงร่างกายกันแล้ว งั้นเรามาฝึกสมองกันบ้างดีกว่า” ท่านราฟพูดเป็นการเป็นงาน

“ฝึกสมองหรือครับ” บาลาสแปลกใจ

“ใช่ ที่บ้านเจ้ามีกระดานหมากรุกหลายชุดไม่ใช่เหรอ” ท่านราฟหันมาถามไรซาน

“ครับ ท่านราฟ”

“งั้นพวกเรามาเล่นหมากรุกฆ่าเวลากันเถอะ จะได้ฝึกสมองไปด้วย กว่ารันกับเรเซียจะฝึกวิชารอบแรกเสร็จ ก็คงจะเที่ยงพอดี” ท่านราฟชวน

“ดีเหมือนกันครับ ท่านพ่อ ข้าไม่ได้เล่นหมากรุกมานานมากแล้ว” โรมเห็นด้วย

“คนอื่นล่ะ ว่ายังไง เห็นด้วยไหม” ท่านราฟหันมาถามกลุ่มฟิล ซึ่งทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย

“ถ้างั้น ข้าขอตัวไปเอากระดานหมากรุกในห้องเก็บของก่อนนะครับ” ไรซานบอก

ท่านราฟพยักหน้าให้ ไรซานลุกขึ้นเดินหายไปด้านหลังทันที  ไม่ถึงห้านาที ไรซานก็กลับเข้ามา ในมือถือกระดานหมากรุกสามชุด

“อุปกรณ์พร้อมแล้วครับ” ไรซานยิ้มให้ทุกคน   ท่านราฟยิ้มกว้าง พูดน้ำเสียงร่าเริง

“เอาล่ะ ข้าขอดูฝีมือการเดินหมากของพวกเจ้าหน่อยสิว่า จะเก่งแค่ไหน”

“ครับ ท่านราฟ”

                                                                              *****************************************************************

 ภายในห้องพักของโรงแรมขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ใจกลางเมืองทรีไลออน 

 “สายป่านนี้แล้ว ทำไมท่านอาร์ทีเมียยังไม่มาอีก”  โรส ขุนพลอสูรเอ่ยขึ้นมา เมื่อเห็นว่าสายมากแล้ว แต่อาร์ทีเมียยังไม่มามอบหมายงานสำคัญให้ทำ

 “ท่านอาร์ทีเมียคงติดธุระอยู่ที่ไหนสักแห่ง คิดว่าเดี๋ยวก็คงมา” ดาวิตาตอบน้ำเสียงสบายๆ

 “พวกเจ้าคิดว่า ท่านอาร์ทีเมียจะมอบหมายงานอะไรให้พวกเราทำ” จัสไทนา ถามเพื่อนทั้งสามคน

  “ไม่รู้เหมือนกัน แต่คิดว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับคนที่อยู่ในเมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้ก็ได้” เดอร์แรมคาดเดา

 “เหรอ พูดถึงน็อธ บิ๊ก ซิตี้ พวกเจ้าคิดว่าแม่ทัพเทพที่ทำร้ายออกัสกับเชอร์เบท น่าจะเป็นใคร” โรสถาม

 “จะไปรู้ได้ยังไง แม่ทัพเทพมีตั้งสี่คน แต่ข้าคิดว่าไม่น่าจะใช่อนากอล” ดาวิตายักไหล่ ตอบกวนๆ

 “ทำไมเจ้าถึงคิดว่าไม่น่าจะใช่อนากอล” เดอร์แรมสงสัย   ดาวิตาไม่ทันจะตอบคำถาม จู่ๆ ปรากฎหมอกสีเทาก่อตัวขึ้นภายในห้องอย่างช้าๆ   เดอร์แรม จัสไทนา ดาวิตาและโรส รีบลุกขึ้นมายืนเรียงแถวหน้ากระดาน หมอกปรากฏชั่วครู่ จากนั้นก็สลายไปกลายเป็นคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาแทนที่

 “ขุนพลอสูรทำความเคารพท่านอาร์ทีเมียครับ/ค่ะ” ขุนพลอสูรสี่คนทำความเคารพอาร์ทีเมียพร้อมกัน

 อาร์ทีเมียพยักหน้า เดินมานั่งบนเก้าอี้ โดยมีฟลิท ทินเซลและฮันเซย์เดินมายืนอยู่ข้างหลัง

 “ทหารคนอื่นล่ะ อยู่ที่ไหน ทำไมข้าไม่เห็น” อาร์ทีเมียถาม เมื่อกวาดสายตามองไปรอบห้องแล้วไม่พบทหารอสูรคนอื่นๆ อยู่ในห้องนี้ด้วย

 “ข้าให้พวกนั้นไปเดินยืดเส้นยืดสายข้างนอก คาดว่าอีกสักพักคงจะกลับมาครับ” เดอร์แรมตอบ

 “งั้นเหรอ เมสโกกับแซพบอกว่า ท่านพ่อใช้ให้พวกเจ้ามาสืบข่าวที่เมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้ เพื่อหาว่าใครเป็นคนทำร้ายออกัสกับเชอร์เบท ใช่ไหม”

 “ครับ ท่านอาร์ทีเมีย” ดาวิตาตอบ

 “ท่านพ่อให้เวลาพวกเจ้าในการทำงานครั้งนี้กี่วัน”

 “ท่านโรติเฟอร์ไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการทำงานให้กับพวกเราค่ะ ท่านอาร์ทีเมีย” จัสไทนาตอบ

 “ก็แสดงว่ามีเวลาสืบข่าวไม่จำกัดน่ะสิ ใช่ไหม”

 “น่าจะเป็นแบบนั้นครับ ท่านอาร์ทีเมีย” เดอร์แรมพยักหน้า

 “แล้วพวกเจ้าจะใช้วิธีไหนสืบข่าว”

 “พวกเราจะปลอมเป็นกองคาราวานสินค้าเดินทางเข้าไปในเมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้ค่ะ” โรสอธิบายให้ฟัง

 “เป็นความคิดที่ดี แต่ข้าคิดว่า วิธีนี้คงไม่ได้ผล”

“เอ๊ะ! ทำไมท่านอาร์ทีเมียจึงคิดว่าวิธีนี้จะใช้ไม่ได้ผลล่ะครับ”  เดอร์แรมกับดาวิตาถามพร้อมกัน

“ก่อนข้าจะมาที่นี่ ข้าได้แวะไปที่น็อธ บิ๊ก ซิตี้มาแล้ว ตอนนี้ที่นั่น มีการวางกับดักเวทย์มนต์ รวมทั้งกางบาเรียเทพป้องกันเมืองทั้งหมดเอาไว้”

“เรื่องนี้ไม่มีปัญหาค่ะ พวกเราสามารถทำให้มันเบาบางลงจนสลายไปได้ จากนั้นก็ลอบเข้าไปในเมือง โดยที่พวกมันไม่มีทางรู้ตัวเด็ดขาด” จัสไทนาบอกน้ำเสียงมั่นใจ

“แน่ใจเหรอ ว่าพวกเจ้าสามารถทำลายบาเรียและกับดักเวทย์มนต์ของแม่ทัพเทพได้”

คำถามของอาร์ทีเมีย ทำให้ขุนพลอสูรทั้งสี่คนอึ้งไปถนัด  แม่ทัพเทพงั้นเหรอ

“แม้พวกเจ้าคิดว่า หากพวกเจ้าสี่คนรวมพลังกัน ก็อาจจะทำลายกับดักและบาเรียของแม่ทัพเทพได้ ซึ่งเรื่องนั้นใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่..ถ้าหากคนที่วางกับดักเป็นแม่ทัพเทพอนากอลล่ะ พวกเจ้าจะว่ายังไง”

ชื่อนั้น ทำให้ขุนพลอสูรทั้งสี่คนมองหน้าอาร์ทีเมียพร้อมกัน ซึ่งอีกฝ่ายยิ้มนิดๆ ที่มุมปาก พูดต่อ

“เมื่อกี้ข้าได้เจอกับอนากอลที่น็อธ บิ๊ก ซิตี้ และได้สนทนากันเล็กน้อย ทำให้รู้ว่าอนากอลเป็นคนวางกับดักเวทย์มนต์และกางบาเรียเทพป้องกันเมืองทั้งหมดเอาไว้” อาร์ทีเมียพูดเสียงเคร่งขรึม

“อนากอลไม่ได้แค่เก่งกาจในเรื่องของฝีมือเท่านั้น แต่ยังฉลาดมากจนน่ากลัว เท่าที่ข้าลองทดสอบพลังของข้ากับบาเรียของอนากอลเมื่อครู่ ทำให้รู้ว่าอนากอลสามารถเพิ่มหรือลดความเบาบางของบาเรียได้ตามใจชอบ หากพวกเจ้าชะล่าใจ เผลอเข้าไปในเมืองสุ่มสี่สุ่มห้า ก็จะเข้าทางของอนากอลที่รอจังหวะอยู่ก่อนแล้ว”

“ท่านอาร์ทีเมียกำลังจะบอกว่า อนากอลต้องการล่อให้พวกเราเข้าไปในนั้น ใช่ไหมครับ” เดอร์แรมถาม

“ใช่ อนากอลประสาทสัมผัสไวมาก ขนาดข้าอยู่นอกประตูเมือง ก็ยังรับรู้ได้ถึงการมาของข้า แล้วพวกเจ้าคิดว่า หากพวกเจ้าเข้าใกล้ประตูเมือง มีหรือที่คนอย่างอนากอลจะไม่รู้”

“เมื่อรู้ว่าพวกเจ้ามาป้วนเปี้ยนใกล้ๆ เมือง อนากอลก็จะลดบาเรียเทพที่ป้องกันเมืองให้เบาบางลง เพื่อล่อให้พวกเจ้าเข้าไปข้างใน แล้วหลังจากนั้นพวกเจ้าคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

ขุนพลอสูรทั้งสี่คนนิ่งเงียบ อาร์ทีเมียยิ้มมุมปาก พูดเสียงเรียบ

“หากพวกเจ้าไม่รู้ ข้าตอบแทนให้ก็ได้ ทันทีที่พวกเจ้าเข้าไปในเมือง บาเรียเทพที่เบาบางเมื่อครู่ ก็จะเพิ่มความหนาแน่นอย่างรวดเร็ว ซึ่งสำหรับพวกเจ้าที่มีพลังเวทย์สูง ก็จะโดนพลังบาเรียกดดันจนทำให้ไม่สามารถขยับร่างได้ แต่สำหรับทหารที่มีพลังเวทย์ต่ำนั้น ทันทีที่บาเรียเพิ่มความหนาแน่น ร่างของพวกมันก็จะถูกทำลายจนสลายไปทันที”

เดอร์แรม จัสไทนา ดาวิตาและโรส กลืนน้ำลายลงคอ เมื่อนึกภาพตามคำพูดของอาร์ทีเมีย อดเสียววูบขึ้นมาไม่ได้ แม่ทัพเทพอนากอลฉลาดจนน่ากลัวจริงๆ ด้วย

 “ถ้าอย่างนั้น พวกเราจะเข้าไปสืบข่าวในเมืองยังไงล่ะครับ” เดอร์แรมขอคำแนะนำ 

“นั่นสิ ในเมื่อเข้าไปสืบข่าวในเมืองไม่ได้ แล้วจะทำยังไง” อาร์ทีเมียย้อนถาม เมื่อเห็นทั้งสี่คนนิ่งอึ้ง ก็หัวเราะเบาๆ ดวงตาฉายแววเย็นเยียบออกมา

“พวกเจ้าฟังให้ดี ช่วงนี้ให้พวกเจ้าพักอยู่ที่นี่ อย่าเพิ่งเคลื่อนไหวหรือทำอะไรทั้งนั้น รอให้ข้ากลับไปที่แดนอสูรก่อน จากนั้นข้าจะส่งทหารจากทะเลพฤกษามาสมทบกับพวกเจ้า”

“เอ๊ะ! ทำไมต้องใช้ทหารของท่านราชินีด้วยล่ะครับ ท่านอาร์ทีเมีย” ดาวิตาแปลกใจ

“เพราะว่า ข้ามีงานสำคัญจะให้พวกเจ้าทำด้วยน่ะสิ จึงจำเป็นต้องใช้ทหารของท่านแม่ในงานครั้งนี้”

“งานสำคัญอะไรหรือคะ ท่านอาร์ทีเมีย” จัสไทนากับโรสสงสัย

ฟลิท ทินเซลและฮันเซย์ที่ยืนอยู่ด้านหลังของอาร์ทีเมีย ลอบสบตากันด้วยความหนักใจ ลองใช้คนของท่านราชินีแบบนี้ ก็แสดงว่าท่านอาร์ทีเมียตกลงจะทำเรื่องนั้นจริงๆ น่ะสิ

 อาร์ทีเมียแบมือข้างหนึ่ง ปรากฎควันพวยพุ่งขึ้นมาจากฝ่ามือก่อตัวเป็นใบหน้าของเด็กสาวคนหนึ่ง

 “เด็กสาวคนนี้ ใครกันคะ ท่านอาร์ทีเมีย” จัสไทนา มองภาพที่ปรากฏขึ้นมาด้วยความสงสัย

 “ลูกสาวของราชาปีศาจ”

 ขุนพลอสูรสี่คนมองภาพรันด้วยความสนใจ ลูกสาวของราชาปีศาจเหรอ หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูดีนี่

“ข้าต้องการให้พวกเจ้านำตัวลูกสาวของราชาปีศาจ ไปให้ข้าที่ฝั่งอสูร”

“ตะ แต่ว่า.ท่านอาร์ทีเมีย” ขุนพลอสูรทั้งสี่คนพูดด้วยความตกใจ มองหน้าอาร์ทีเมียพร้อมกัน

“ข้าไม่สนว่าในการทำงานครั้งนี้ พวกเจ้าจะใช้วิธีไหน หรือจะทำให้ใครต้องตายไปกี่คนบ้าง แต่พวกเจ้าต้องนำตัวเด็กสาวคนนี้กลับไปให้ข้าที่ฝั่งอสูรให้ได้”

เดอร์แรม จัสไทนา ดาวิตาและโรสนิ่งเงียบ งานนี้หนักหนาเอาการกว่าที่คาดเอาไว้ หากพลาดแม้แต่นิดเดียว นั่นย่อมหมายถึงชีวิตที่จบลงเช่นกัน

“ว่ายังไง เข้าใจที่ข้าพูดหรือเปล่า” อาร์ทีเมียถามย้ำ เมื่อเห็นขุนพลอสูรสี่คนก้มหน้าเงียบ ไม่ยอมรับคำ

“เข้าใจครับ ท่านอาร์ทีเมีย” เดอร์แรมตอบแทนเพื่อนทั้งสามคน

อาร์ทีเมียยิ้มพอใจ สะบัดมือเบาๆ ภาพรันก็หายไป พูดเป็นการเป็นงาน

“พวกเจ้าคอยอยู่ที่นี่ รอจนกว่าทหารของท่านแม่จะตามมาสมทบ เมื่อพวกนั้นมาแล้ว ก็ให้จัดการแบ่งทหารออกเป็นสี่กลุ่ม โดยให้ดักซุ่มตามรอยต่อชายแดนของเมืองทั้งสี่ทิศ กำชับทุกคนให้กลบกลิ่นไออสูรของตัวเองเอาไว้ให้มิดชิด และห้ามเข้าใกล้ประตูเมืองในระยะหนึ่งพันห้าร้อยเมตรอย่างเด็ดขาด”

“จากนั้นก็คอยสืบข่าวคราวความเคลื่อนไหวของผู้คนในเมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้ โดยใช้วิธีสอบถามจากผู้คนที่เดินทางสัญจรไปมาหรือจากคนที่เข้าออกเมืองนี้อยู่บ่อยๆ ข้าเชื่อว่าวิธีนี้ จะทำให้พวกเจ้าได้ข่าวที่น่าสนใจและสำคัญๆ หลายข่าวทีเดียว และห้ามดูดชีพของคนในละแวกนี้หรือเมืองใกล้เคียงอย่างเด็ดขาด เข้าใจไหม”

“เข้าใจค่ะ ท่านอาร์ทีเมีย แล้วเรื่องลูกสาวของราชาปีศาจล่ะคะ ในเมื่อพวกเราเข้าไปในเมืองไม่ได้ แล้วแบบนี้จะให้นำตัวออกมาให้ท่านอาร์ทีเมียได้ยังไงล่ะคะ” จัสไทนาถาม

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ลูกสาวของราชาปีศาจน่าจะมีนิสัยเหมือนเด็กสาวทั่วๆ ไป ตรงที่อยากรู้อยากเห็นในสิ่งแปลกใหม่อยู่เสมอ ดังนั้นข้าเชื่อว่าลูกสาวของราชาปีศาจ คงไม่ยอมอุดอู้อยู่แต่ในเมืองหรอก ต้องหาเรื่องออกมานอกเมืองเพื่อท่องเที่ยวตามประสาเด็กสาวทั่วไปบ้าง”

“หมายความว่า จะให้พวกเราคอยจนกว่าเด็กคนนั้นจะออกนอกเมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้ใช่ไหมคะ” โรสพูด

“ใช่ อาจจะใช้เวลานานสักหน่อย แต่ข้าเชื่อว่า ยังไงๆ เด็กสาวคนนั้นก็ต้องออกมาเที่ยวนอกเมืองแน่ และเมื่อถึงเวลานั้นพวกเจ้าก็ลงมือได้เลย” อาร์ทีเมียพูดด้วยความมั่นใจ

“พวกเราจะอดทนรอจนกว่าจะได้ตัวเด็กสาวคนนั้นมาครับ ท่านอาร์ทีเมีย” ดาวิตาบอกเสียงหนัก

“ดีมาก ข้าจะไปรอฟังข่าวดีจากพวกเจ้าที่ฝั่งโน้น ขอให้พวกเจ้าโชคดี” อาร์ทีเมียลุกขึ้นยืน ขุนพลอสูรทั้งสี่คนทำความเคารพพร้อมกัน   อาร์ทีเมียหันไปพยักหน้าให้องครักษ์ทั้งสามคนแล้วร่างก็เลือนหายไป

 จัสไทนาหันมามองเพื่อนทั้งสามคนที่ยืนนิ่ง พูดน้ำเสียงเย็นเยียบ

“เตรียมตัวให้พร้อม ทหารจากทะเลพฤกษามาถึงที่นี่เมื่อไหร่ พวกเราก็เริ่มงานกันได้”

                                                                          **************************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

474 ความคิดเห็น

  1. #340 shiro-neko (@shiro-neko) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 / 03:31
    เกลียดอาร์ทีเมียอะพี่ทองหยอด

    ไม่มีความชอบให้เลยซักคะแนนเดียว

    ขอโหวตออกได้มั้ยอ่า อย่ามายุ่งกะรันของฟิลนะ
    #340
    0
  2. #229 ต้อง&ตา (@tong_ta) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2551 / 17:00
    เห็นความรักระหว่างปู่กะหลานแล้วซาบซึ้งจริงๆๆๆๆ
    ใครก็ได้ช่วยบอกท่านราฟทีว่าอาทีเมียกำลังจะลักพาตัวรันแล้ว
    #229
    0
  3. #228 Novellover (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2551 / 22:47
    เริ่มเข้าใจและเห็นภาพความประทับใจโหดๆของปู่ๆที่หลานๆกลัวแล้ว

    หวังว่าทุกคนจะเก่งทันใจนะจ้ะ

    รันกับเรเชียมีการเพิ่มระดับแบบเปิดจุดแบบของจีน

    ถ้าถ่ายทอดลมปราณได้ก็สวย



    น้องอาร์เอาจริง

    แต่รออีกนานกว่าจะออกจากหุบเขานะจ้ะ

    อยากรู้ว่าองครักษ์ร่นสองที่ไปหาชูร่าเป็นอย่างไรบ้าง

    รอได้ และ จะรอต่อไป

    รักษาสุขภาพด้วยคะ
    #228
    0