มหาเวทย์จักรพรรดิ ภาคจอมราชันย์

ตอนที่ 21 : คนที่อยากเจอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 710
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    17 ส.ค. 51

บทที่ 21  คนที่อยากเจอ

 

ด้านจอมอสูรโรติเฟอร์ หลังจากมอบหมายงานให้ลูกน้องเรียบร้อย ขณะนี้โรติเฟอร์กำลังนั่งจิบน้ำชาอยู่ในปราสาทหลังใหญ่ ที่สร้างด้วยหินหยกสีเขียวทั้งหลัง ข้างในตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม ปราสาทหลังนี้ตั้งอยู่ใจกลางทะเลพฤกษา ซึ่งเป็นที่อยู่ของราชินีเซพิโอล่า และอสูรอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีความเหี้ยมโหดและอำมหิตยิ่งกว่าอสูรที่อยู่กับจอมอสูรโรติเฟอร์

โรติเฟอร์นั่งจิบน้ำชาด้วยความหงุดหงิด แม้จะมีนางกำนัลหน้าตาจิ้มลิ้มสองคนคอยโบกลมให้ ก็ไม่ทำให้อารมณ์ดีขึ้น โรติเฟอร์กระแทกถ้วยน้ำชา บ่นออกมาเสียงดัง

“โอ๊ย! เมื่อไหร่เจ้านายของพวกเจ้าจะมาสักที ข้ามาคอยตั้งแต่เมื่อวานตอนบ่ายจนกระทั่งเช้าวันนี้ เจ้านายของพวกเจ้าก็ยังไม่โผล่หน้ามาให้เห็นอีก น่าเบื่อชะมัด!”

“เอ่อ..ท่านจอมอสูรคะ ก็พวกเราบอกไปแล้วนี่คะว่า ท่านราชินีไปตรวจดูความเรียบร้อยที่ป่าอสรพิษตั้งแต่เมื่อวานซืน คงอีกสองสามวันน่ะค่ะ จึงจะกลับมา” นางกำนัลคนหนึ่งตอบเสียงเบา

“ไปตรวจป่าอสรพิษ ไปตรวจทำไม หรือจะไปดูว่ามีใครหลงเข้าไปติดกับในนั้นบ้างหรือเปล่า จะได้ลากซากมันออกมาเพาะต้นไม้ดูดชีพ ในเมื่อข้ามาถึงที่นี่ตั้งแต่เมื่อวาน พวกเจ้าก็น่าจะให้คนไปส่งข่าวให้รู้ว่า ข้ามาหา ไม่ใช่ปล่อยให้ข้าคอยแหง็กอยู่แบบนี้ ข้ามีงานต้องทำนะ ไม่ใช่ว่างจัดเหมือนพวกเจ้า” โรติเฟอร์ตวาดเสียงดัง

“ท่านเชียร่าให้คนไปแจ้งให้ทราบแล้วค่ะ คาดว่าอีกสักพักท่านราชินีคงมาค่ะ” นางกำนัลตอบเสียงสั่น

“เชียร่าส่งคนไปแจ้งเมื่อไหร่” โรติเฟอร์ถาม นางกำนัลไม่ทันตอบ ก็มีเสียงใสๆ ดังมาจากข้างหลัง

“ข้าให้คนไปแจ้งท่านราชินีเมื่อเช้านี้เองค่ะ ท่านโรติเฟอร์”

โรติเฟอร์หันมามอง พบหญิงสาวร่างเพรียว หน้าตาสะสวย ผมยาวสีดำเกล้าขึ้นสูง เผยให้เห็นคองามระหง ปากอวบอิ่มแต้มยิ้มน้อยๆ เดินเข้ามาทำความเคารพจอมอสูรอย่างนอบน้อม

“ข้ามาถึงที่นี่ตั้งแต่เมื่อวานตอนบ่าย แต่เจ้ากลับส่งคนไปแจ้งข่าวตอนเช้านี่นะ” โรติเฟอร์ว่าเสียงห้วน

เชียร่า ซึ่งเป็นคนสนิทของราชินีเซพิโอล่า หัวเราะเบาๆ เดินมารินน้ำชาใส่ถ้วย ยื่นส่งให้จอมอสูร

“ต้องขออภัยหากทำให้ท่านโรติเฟอร์ไม่พอใจ แต่ข้าเห็นว่า เมื่อวานท่านเพิ่งมาถึง จึงอยากให้ท่านได้พักผ่อนให้หายเหนื่อยซะก่อน แต่ไม่คิดว่าความหวังดีของข้า จะทำให้ท่านขุ่นเคืองใจได้มากขนาดนี้”

โรติเฟอร์ถอนหายใจ ยื่นมือมารับถ้วยน้ำชาจากเชียร่ากรอกเข้าปากอย่างรวดเร็ว เชียร่ายิ้มน้อยๆ ยื่นมือไปรับแก้วจากจอมอสูรมาวางไว้บนโต๊ะ ถามเสียงหวาน

“ท่านโรติเฟอร์มาที่นี่ คงมีเรื่องสำคัญกระมังคะ ถึงได้ร้อนอกร้อนใจแบบนี้”

โรติเฟอร์มองคนสนิทของเซพิโอล่าอย่างหมั่นไส้ นึกค่อนขอดในใจ เฮอะ! เหมือนกันจริงๆ ทั้งนายทั้งบ่าว เกลียดนักเชียวกับคำพูดและท่าทางที่บ่งบอกว่ารู้ทันคนอื่นอยู่ตลอดเวลาน่ะ

“ทำไมเจ้าไม่คิดว่าข้าอาจจะคิดถึงเซพิโอล่าจนทนไม่ไหว ก็เลยอยากมาหาบ้างล่ะ”

“ไม่อยากจะเชื่อว่า ท่านจะคิดถึงข้ามากขนาดนั้น ได้ยินแบบนี้แล้วอดปลื้มไม่ได้จริงๆ” เสียงหวานเจือหัวเราะด้วยความขบขันดังมาจากหน้าประตูห้อง

โรติเฟอร์กับเชียร่าหันไปมองพร้อมกัน หญิงสาวร่างบางระหง ใบหน้างดงามหวานปานน้ำผึ้ง ดวงตายาวรีสีม่วงเข้ม มองโรติเฟอร์อย่างรู้ทัน เดินเข้ามาในห้อง ผมยาวสีม่วงอ่อน รวบไว้ครึ่งหนึ่ง ที่เหลือปล่อยสยายยาวจนเกือบถึงพื้น ปากบางระเรื่อแย้มยิ้มอยู่เป็นนิจ  หญิงสาวผู้นี้คือ ราชินีเซพิโอล่า

 เชียร่ารีบทำความเคารพเซพิโอล่า ขณะที่โรติเฟอร์มองอย่างไม่สบอารมณ์ ถามเสียงห้วน

“ทำไมเจ้าเพิ่งมา ไม่รู้หรือไงว่าข้ามาคอยตั้งแต่เมื่อวานตอนบ่าย”

“ไม่รู้มาก่อน ว่าท่านจะคิดถึงข้ามากซะจนไม่สามารถคอยได้แม้แต่วินาทีเดียว ช่างเป็นสามีที่น่ารักจริงๆ” เซพิโอล่าเดินมาทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามกัน หันไปพยักหน้าให้เชียร่า ซึ่งอีกฝ่ายก็เข้าใจเป็นอย่างดี

“ข้าขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ” เชียร่าทำความเคารพจอมอสูรกับเซพิโอล่า หมุนตัวเดินออกไปทันที

เซพิโอล่า เท้าแขนข้างหนึ่งไว้บนโต๊ะ มืออีกข้างรินน้ำชาใส่แก้วสองใบ ยื่นให้จอมอสูรหนึ่งใบ ส่วนอีกใบยกขึ้นมาจิบอย่างสบายอารมณ์ เหลือบตามองจอมอสูร เห็นอีกฝ่ายไม่ยอมหยิบชาขึ้นมาดื่ม อดยิ้มออกมาไม่ได้

“ทำไมไม่ดื่มชาที่ข้ารินให้ล่ะคะ ไหนบอกว่าคิดถึงข้าจนทนไม่ไหว”

“คิดถึงกับดื่มชามันเกี่ยวกันตรงไหน” โรติเฟอร์ถามน้ำเสียงหงุดหงิด เซพิโอล่าหัวเราะเบาๆ

“ท่าทางท่านอารมณ์ไม่ดี ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรขุ่นข้องหมองใจหรือคะ พอจะบอกให้ภรรยาคนนี้รับทราบบ้างจะได้ไหมคะ”

โรติเฟอร์ถอนหายใจ หยิบแก้วชาขึ้นมาดื่มรวดเดียวหมด แล้ววางลงบนโต๊ะ พูดกระแทกเสียง

“เจ้าราฟ ปรากฎตัวขึ้นมาแล้ว”

“แล้วไงล่ะคะ”

“แล้วไง เจ้าพูดคำนี้เนี่ยนะ”

“ทำไมคะ ข้าพูดผิดตรงไหนเหรอ หรือว่าท่านจะให้ข้ายกมือทาบอกแล้วอุทานออกมาว่า ตายจริง หรือแย่แล้ว อะไรทำนองนั้นหรือคะ” เซพิโอล่าย้อนถามยิ้มๆ   โรติเฟอร์มองหน้าเซพิโอล่าด้วยความหงุดหงิด เกลียดจริงๆ กับท่าทางไม่รู้ร้อนรู้หนาวและคำพูดแบบนี้ของเซพิโอล่า

“อย่าทำหน้าหงุดหงิดแบบนี้สิคะ แค่ราชาปีศาจคนเดียว ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอกค่ะ”

“ใครว่าไม่มี อย่าลืมสิว่า เจ้าราฟไม่ใช่แค่ผู้นำของปีศาจเท่านั้น แต่มันยังเป็นผู้นำของฝ่ายเทพด้วย ยิ่งฝั่งเทพมีทั้งราชินีแห่งเทพ ทั้งแม่ทัพเทพอนากอล แล้วยังจะมีพวกมังกรจากหุบเขามรณะอีก แบบนี้ไม่หงุดหงิดยังไงไหว ลำพังข้ากับอสูรฝั่งด้านนอก รับมือไม่ไหวหรอกนะ” โรติเฟอร์ร่ายยาว

“เพราะแบบนี้ใช่ไหมคะ ท่านถึงได้คิดถึงข้าขึ้นมา น่าปลื้มใจจริงๆ” เซพิโอล่าพูดประชด มองจอมอสูรด้วยแววตาที่แฝงความไม่พอใจนิดๆ โรติเฟอร์หัวเราะแห้งๆ รีบพูดเอาใจเสียงอ่อน

“อย่ามองข้าด้วยสายตาแบบนี้สิ ความจริง ข้าก็คิดถึงเจ้าเหมือนกัน แต่ช่วงนี้งานของข้ายุ่งมาก ก็เลยทำให้ไม่มีเวลามาหาเจ้า”

“ข้าก็เห็นท่านยุ่งแบบนี้ทั้งปี ผิดกับลูกชายที่น่ารักของข้า รายนั้นต่อให้ยุ่งแค่ไหนก็ไม่เคยลืมข้า ต้องหาเวลาแวะมาหาข้าอยู่เสมอ น่าชื่นใจจริงๆ”  เซพิโอล่าพูดถึงอาร์ทีเมีย ผู้เป็นบุตรชายด้วยน้ำเสียงชื่นชม พลางหันมามองโรติเฟอร์ด้วยสายตาที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกสะบัดร้อนสะบัดหนาว จนต้องรีบพูดแก้เก้อ

“ก็อาร์ทีเมียมีเวลาว่างมากกว่าข้านี่นา” 

“เหรอคะ”

“ก็ใช่น่ะสิ ถึงข้าจะไม่ว่างมาหาเจ้า แต่ข้าก็คิดถึงเจ้าเสมอนะ เซพิโอล่า”

“เหรอคะ”

“เจ้าอย่าทำน้ำเสียงหมางเมินกับข้าแบบนี้สิ ข้าคิดถึงเจ้าจริงๆ นะ โถ..มีเมียสวยขนาดนี้ ใครบ้างจะไม่คิดถึง ไม่อยากมาหา แต่ไม่ว่างจริงๆ ก็เลยมาไม่ได้” โรติเฟอร์พูดรัวเร็ว จนลิ้นแทบจะพันกัน

 “ขนาดสวยขนาดนี้ ท่านก็ยังเคยคิดจะเอาซีพาเซีย เมียของราชาแมงมุมชาร์ลอตมาเป็นราชินีแทนข้าไม่ใช่เหรอคะ อย่านึกว่าข้าไม่รู้นะว่าท่านคิดอะไรอยู่” เซพิโอล่าพูดยิ้มๆ ใช้หางตามองโรติเฟอร์แบบไม่พอใจ

โรติเฟอร์กลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อก ยิ้มเจื่อนๆ เซพิโอล่า รู้เรื่องนี้ได้ยังไงกัน หูผีจมูกมดจริงๆ ให้ตายสิ

“ข้าไม่ได้คิดแบบนั้นจริงๆ สักหน่อย ก็แค่พูดขู่ให้พวกมันกลัวและเจ็บใจเล่นก็เท่านั้นเอง เจ้าก็คิดมากไปได้ ข้าไม่เคยคิดจะหาใครมาแทนที่เจ้าหรอกนะ ต่อให้สวยหยาดเยิ้มแค่ไหนก็เถอะ”

“ให้มันจริงอย่างที่ท่านพูดนะคะ เพราะหากท่านคิดมีใครคนอื่นนอกจากข้าล่ะก็” เซพิโอล่าพูดน้ำเสียงเย็นเยียบ ดวงตาทอประกายวิบวับ ทำให้จอมอสูรสะดุ้งเฮือก ด้วยรู้ฤทธิ์ของอีกฝ่ายเป็นอย่างดีว่าร้ายกาจแค่ไหน

“ไม่มีแน่นอน ข้าขอยืนยันด้วยเกียรติของลูกผู้ชาย” โรติเฟอร์ปั้นหน้าขึงขัง พูดหนักแน่น เซพิโอล่ายิ้มออกมาด้วยความพอใจ พูดเป็นการเป็นงาน

“แล้วทำไมวันนี้อาร์ทีเมียไม่มากับท่านด้วยล่ะคะ ข้าไม่เจอลูกตั้งหลายวัน คิดถึงเหลือเกิน”

“อาร์ทีเมียไม่อยู่หรอก ขออนุญาตข้าข้ามไปฝั่งโน้นเมื่อสองวันก่อน”

“ไปฝั่งโน้นเหรอคะ”

“ใช่ เห็นบอกว่าจะแวะไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาสักหน่อย แต่ข้าคิดว่าคงไม่ได้แค่ไปเที่ยวหรอก อาจจะต้องการไปหาใครบางคนก็ได้”

“ใครบางคนเหรอคะ เอ..ใครกัน”

“ก็ใครล่ะ ที่ทำให้ลูกชายเจ้า เกิดความรู้สึกอยากจะเอาชนะขึ้นมา”

“ท่านหมายถึง เขาคนนั้นหรือคะ”

“ใช่ ข้าหมายถึงคนคนนั้นนั่นแหละ”

“ก็ดีแล้วนี่คะ” เซพิโอล่ายิ้มมุมปากด้วยความพอใจ สมเป็นลูกชายข้าจริงๆ มันต้องให้ได้อย่างนี้สิ ในตอนนี้ลูกชายที่น่ารักของข้าไม่มีวันแพ้คนอื่นอย่างแน่นอน ต่อให้คนคนนั้นจะเป็นแม่ทัพเทพก็เถอะ

“จริงสิคะ ไม่ทราบว่าท่านทานอาหารเช้าหรือยัง”

“ยัง กินแต่น้ำชาที่พวกเจ้าขยันคะยั้นคะยอให้ดื่ม จนหน้าข้าจะกลายเป็นสีชาอยู่แล้ว”

 “ข้าก็ยังไม่ได้ทานอาหารเช้าเช่นกัน งั้นเราไปหาอะไรทานกันดีกว่านะคะ พอทานเสร็จแล้ว จะได้คุยเรื่องงานกัน” เซพิโอล่าพูดพร้อมกับลุกขึ้นเดินมาคว้าแขนจอมอสูรให้ลุกขึ้นยืน ส่งยิ้มหวานให้

โรติเฟอร์ถอนหายใจ พยักหน้าอย่างแกนๆ ยอมให้เซพิโอล่าลากแขนไปแต่โดยดี

                                                       *******************************************************

.ในเวลาเดียวกัน ภายในห้องพักของอาร์ทีเมีย ที่เมืองพอร์ตแลนด์

หลังอาหารมื้อเช้าผ่านไป อาร์ทีเมียพร้อมองครักษ์ทั้งสามคนคือ ฟลิท ฮันเซย์และทินเซล ก็เตรียมตัวใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเองเดินทางมาที่เมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้

“ท่านอาร์ทีเมียครับ ทำไมพวกเราไม่ไปหาพวกเดอร์แรมก่อนล่ะครับ” ทินเซลถาม

“ข้าขี้เกียจย้อนไปย้อนมา”

“หลังจากไปสั่งงานให้พวกเดอร์แรมแล้ว พวกเราก็กลับกันเลยใช่ไหมครับ” ฟลิทถามต่อ

“ใช่ ว่าแต่พวกเจ้าพร้อมหรือยัง จะได้ไปกันสักที” อาร์ทีเมียถาม เมื่อเห็นองครักษ์ทั้งสามคนพยักหน้า อาร์ทีเมียก็ร่ายมนต์ออกมา แล้วร่างของทุกคนก็เลือนหายไป 

ครึ่งชั่วโมงต่อมา กลุ่มของอาร์ทีเมียก็มาปรากฏตัวทางทิศเหนือของเมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้ โดยอยู่ห่างจากประตูเมืองห้าร้อยเมตร กลุ่มของอาร์ทีเมียเดินเข้ามานั่งพักในศาลาริมทาง ที่สร้างไว้สำหรับให้ผู้คนที่เดินทางสัญจรไปมาได้นั่งพักผ่อน

ขณะนั้นเป็นเวลาสายมากแล้ว ชาวบ้านจากในเมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้และเมืองละแวกใกล้เคียงที่ต้องเดินทางมาทำธุระที่นี่ ต่างก็ทยอยเดินทางเข้าออกประตูเมืองกันไม่ขาดสาย บรรยากาศทั่วไปดูคึกคัก

“ท่านอาร์ทีเมียจะเข้าไปในเมืองตอนนี้เลยหรือเปล่าครับ” ฮันเซย์ถาม

อาร์ทีเมียยกมือห้าม กวาดสายตามองสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวด้วยความสนใจ เมืองนี้แม้จะเล็กกะทัดรัด ผู้คนไม่พลุกพล่านเหมือนเมืองพอร์ตแลนด์ แต่กลับน่าอยู่กว่ามาก อากาศก็อบอุ่นไม่ร้อนอบอ้าวจนเกินไป

 เมื่อมองดูผู้คนที่เดินทางผ่านไปผ่านมา อดยิ้มออกมาไม่ได้ ชาวบ้านแต่ละคนดูธรรมดามากๆ ไม่มีเวทย์มนต์อะไรสักอย่าง หากไม่มีพวกเทพคอยคุ้มกะลาหัวให้ แค่ส่งทหารฝีมือระดับกลางเข้ามาสักกองหนึ่งก็พอ รับรองไม่เกินครึ่งวัน เมืองนี้ก็จะเหลือแต่ศพแห้งตายซากนอนเกลื่อนกลาดเต็มพื้นดิน

อาร์ทีเมียลุกขึ้นยืน องครักษ์ทั้งสามคนรีบลุกขึ้นตาม อาร์ทีเมียหันมาบอกน้ำเสียงเคร่งขรึม

“ไม่ต้อง ข้าขอเดินเข้าไปใกล้ๆ ประตูเมืองสักหน่อย อยากรู้เหมือนกันว่า เจ้าอนากอลมีวางลูกเล่นอะไรไว้ป้องกันเมืองนี้บ้างหรือเปล่า”

“ครับ ท่านอาร์ทีเมีย”

อาร์ทีเมียก้าวเดินเข้ามาอย่างไม่เร่งรีบ สายตามองตรงไปที่ประตูเมืองที่มองเห็นอยู่ไม่ไกล ดวงตาฉายแววบางอย่าง  อีกไม่กี่อึดใจข้างหน้านี้แล้วสินะ ที่ข้าจะได้เจอเจ้า อยากรู้เหลือเกินว่า ร้อยปีที่ผ่านมานี้ เจ้าจะยังคงดูสง่างามน่าเกรงขามเหมือนเช่นตอนนั้นอีกหรือเปล่า...แม่ทัพเทพอนากอล

                                                              *********************************************************

ภายในห้องพักแคลโล หลังจากซักถามข้อมูลของอสูรจากแคลโลเป็นที่เรียบร้อย อนากอลพร้อมด้วยแม่ทัพเทพทั้งสามคนก็ขอตัว โดยอนากอลได้แจ้งให้แคลโลทราบว่าจะคุยกับท่านราฟให้ เกี่ยวกับเรื่องที่แคลโลขอลดหย่อนโทษ ซึ่งสร้างความดีใจให้กับแคลโลเป็นอย่างมาก ถึงกับเอ่ยขอบคุณอนากอลซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“ไม่เป็นไร ท่านแคลโล พวกเราขอตัวก่อนนะ ท่านควรจะนอนพักผ่อนมากๆ จะได้หายเพลียไวๆ” อนากอลยิ้มให้ หันไปพยักหน้าให้แอเรียล มิคาเอลและราเฟล จากนั้นทั้งหมดก็เดินออกไปจากห้องของแคลโล

อนากอลเดินนำแม่ทัพเทพทั้งสามคน ลงมาข้างล่างอย่างรวดเร็ว  แอเรียลรีบถามด้วยความสงสัย

“ท่านอนากอลจะไปทานข้าวเช้าหรือครับ”

“เปล่า”

“อ้าว! ไม่ได้ไปทานข้าว แล้วลงมาข้างล่างทำไมล่ะครับ” แอเรียลถามต่อ อนากอลหันมายิ้มให้

“มีแขกมาเยี่ยมน่ะสิ ข้าก็เลยต้องลงมาต้อนรับ”

แอเรียล มิคาเอล และราเฟลมีสีหน้าแปลกใจ  แขกมาหาเหรอ ใครกัน แต่คงจะสำคัญมากทีเดียว ไม่งั้นท่านอนากอลคงไม่มาต้อนรับด้วยตัวเองแบบนี้

อนากอลเดินนำทั้งสามคนตรงไปเรื่อยๆ ผ่านห้องโถงชั้นล่าง ตรงออกไปจนมาถึงประตูวัง อนากอลจึงหันมาบอกแม่ทัพเทพทั้งสามคน

“ตอนนี้ เขาคนนั้นรออยู่ตรงประตูเข้าเมืองทางทิศเหนือ พวกเรารีบไปเถอะ” พูดจบ อนากอลก็ลอยตัวขึ้นสูง แอเรียล มิคาเอลและราเฟลลอยตัวตามขึ้นไปอย่างรวดเร็ว

ตรงประตูเข้าเมืองทางทิศเหนือของเมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้

อีกสามร้อยเมตร อาร์ทีเมียก็จะเดินมาถึงประตูทางเข้า พลันรู้สึกได้ถึงพลังบางอย่าง จึงเงยหน้าขึ้นมอง เห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้

องครักษ์ของอาร์ทีเมีย ก็รู้สึกได้เช่นกัน รีบพุ่งตัวเข้ามายืนด้านหลังของอาร์ทีเมียพร้อมกัน ขณะที่กลุ่มคนที่เพิ่งมาใหม่ ค่อยๆ ลอยตัวลงต่ำจนเท้าแตะพื้น

ทั้งสองฝ่ายยืนเผชิญหน้ากัน โดยห่างกันเพียงหนึ่งร้อยเมตร มิคาเอลกับราเฟลจำฟลิทได้ รีบพูดขึ้นมา

“ท่านอนากอลครับ เจ้าคนนั้นคือฟลิท เป็นองครักษ์ของอาร์ทีเมียครับ”

อนากอลพยักหน้ารับรู้ จำกลุ่มคนตรงหน้าได้อย่างแม่นยำว่า เคยปะทะกันที่เฮล เกท เมื่อสามวันก่อน เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็นใครเท่านั้นเอง

อาร์ทีเมียยิ้มมุมปาก  หึ..แม้จะผ่านไปนานถึงร้อยปี แต่เจ้าก็ยังคงดูสง่างามน่าเกรงขามไม่เปลี่ยนไปแม้แต่นิดเดียวเลยนะ แม่ทัพเทพอนากอล

แอเรียลมองกลุ่มของอาร์ทีเมียอย่างสนใจ ถ้าคนนั้นคือองครักษ์ของอาร์ทีเมีย ก็แสดงว่าผู้ชายคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าก็คืออาร์ทีเมีย ลูกชายของจอมอสูรโรติเฟอร์น่ะสิ  อืม..หน้าตาดีไม่ใช่เล่น แต่ท่าทางร้ายกาจน่าดู

“ยินดีที่ได้พบ แม่ทัพเทพทุกท่าน ไม่นึกว่าพวกท่านจะให้เกียรติมาต้อนรับพวกเราถึงหน้าประตูเมืองแบบนี้ รู้สึกปลื้มจริงๆ” อาร์ทีเมียเป็นฝ่ายทักขึ้นมาก่อน  

“ลูกชายของท่านจอมอสูรอุตส่าห์ให้เกียรติแวะมาเยี่ยมเยียนเมืองนี้ทั้งที หากพวกเราไม่ออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง ก็ออกจะเสียมารยาทไปสักหน่อย จริงไหม ท่านอาร์ทีเมีย” อนากอลตอบน้ำเสียงนุ่มนวล

ฟลิท ทินเซลและฮันเซย์ มองอนากอลด้วยความสนใจ  จากบุคลิกลักษณะที่เห็น ทำให้รู้ทันทีว่า บุคคลผู้นี้คือแม่ทัพเทพอนากอล  แม้ว่าจะเคยเจอกันที่เฮล เกทเมื่อสามวันก่อนก็จริง แต่ตอนนั้นเหตุการณ์มันฉุกละหุกเกินไป จึงไม่ได้มองอนากอลอย่างเต็มตา ทำให้ไม่รู้ว่าเรื่องราวที่เขาโจษจันเล่าลือกันนั้น จริงแท้แค่ไหน

เมื่อได้มาเผชิญหน้ากันอีกครั้ง ทั้งสามคนจึงมีโอกาส ได้พิจารณาอนากอลอย่างเงียบๆ เมื่อเห็นถนัดตาแบบนี้ ก็ต้องยอมรับว่า แม่ทัพเทพอนากอลมีบุคลิกที่งามสง่ายากจะหาใครเหมือนจริงๆ ใบหน้านั้นเล่าก็คมสันงดงามราวกับเทพบุตรก็มิปาน ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมท่านอาร์ทีเมียถึงได้เกลียดชังแม่ทัพเทพอนากอลยิ่งนัก

“ข้ากับองครักษ์แค่แวะผ่านมาเท่านั้นเอง” อาร์ทีเมียพูดน้ำเสียงสบายๆ หันมายิ้มให้มิคาเอลกับราเฟล

“วันก่อน ที่ข้าส่งมนต์มาทักทายท่านทั้งสอง หวังว่าพวกท่านคงไม่ถือสา ข้าก็เพียงแค่ล้อเล่นนิดหน่อย  จริงสิ ไม่ทราบว่าทหารชั้นต่ำคนนั้นเป็นยังไงบ้าง ยังสบายดีอยู่หรือเปล่า หรือว่า..ตายไปแล้ว”

มิคาเอลกับราเฟลมองอาร์ทีเมียด้วยความไม่พอใจ เจ้านี่ พูดจายโสโอหังเหลือเกิน ทั้งคู่ขยับเท้าจะก้าวออกมา แต่อนากอลยกมือห้ามไว้

“ท่านอาร์ทีเมียคงจะเป็นห่วงลูกน้องมากสินะ ถึงได้ถามแบบนี้” อนากอลถามน้ำเสียงสบายๆ

อาร์ทีเมียตวัดสายตามองอนากอลอย่างไม่พอใจ รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายพูดจาแดกดันอย่างสุภาพ ในใจเริ่มคุกรุ่นขึ้นมา แต่พยายามข่มใจเอาไว้   

 อนากอลยิ้มบางๆ พูดน้ำเสียงนุ่มนวล

 “คำถามเมื่อกี้ของท่าน ข้าขอตอบแทนสองคนนี้ก็แล้วกัน เดลหรือทหารคนนั้นที่ท่านพูดถึง โดนใครบางคนฝังต้นไม้ดูดชีพเข้าไปในร่าง พวกมิคาเอลก็เลยช่วยกันถอนต้นไม้ดูดชีพออกมาจากร่างของเขาจนปลอดภัยดีแล้ว ตอนนี้ข้าให้เขานอนพักรักษาตัวอยู่ในปราสาทชั้นในของเมืองนี้”

“งั้นเหรอ ขอบใจท่านอนากอลมาก ที่ดูแลคนของข้าเป็นอย่างดี ได้ยินแบบนี้ข้าก็สบายใจ ไม่ทราบว่า หากข้าจะขอเข้าไปเยี่ยมเด็กคนนั้นในเมืองตอนนี้ จะได้หรือเปล่า” อาร์ทีเมียถามหยั่งเชิง มองอนากอลอย่างประเมินท่าที ซึ่งอีกฝ่ายยิ้มน้อยๆ ในสีหน้า ตอบน้ำเสียงราบเรียบ

 “พอดีข้าเพิ่งกางบาเรียเทพและวางกับดักเวทย์มนต์ไว้รอบๆ เมือง เพื่อป้องกันคนคิดร้ายลักลอบเข้ามา หากท่านจะเข้ามาจริงๆ คงต้องออกแรงสักนิดนึง แต่ข้าเชื่อว่า ระดับฝีมือของท่าน น่าจะเข้ามาในนี้ได้ไม่ยาก”

คำพูดนั้นกึ่งปฏิเสธกึ่งท้าทายอยู่ในที ซึ่งมีหรือที่คนอย่างอาร์ทีเมียจะยอมแพ้

อาร์ทีเมียเคลื่อนย้ายร่างมาหยุดตรงหน้าอนากอล ห่างกันแค่สิบเมตร พลันมีลำแสงสีทองนับสิบสายโผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน ก่อตัวเป็นกระจกใสขนาดใหญ่ ปกคลุมเมืองทั้งหมดเอาไว้

อาร์ทีเมียยื่นมือออกมาวางนาบบนกระจกใสสีทอง เกิดควันสีดำพวยพุ่งออกมาจากมือของอาร์ทีเมีย  กระจกใสสีทองเฉพาะส่วนที่มือของอาร์ทีเมียวางนาบลงไปค่อยๆ สลายไปในอากาศ

“ดูเหมือนว่า บาเรียของท่านจะเบาบางเกินไปนะ ท่านอนากอล” อาร์ทีเมียพูดกลั้วหัวเราะ

อนากอลไม่ได้แสดงอาการตกอกตกใจกับสิ่งที่เห็น ตรงกันข้ามกลับยิ้มให้อาร์ทีเมีย

 “คงจะจริงอย่างที่ท่านว่า พลังของข้าคงเบาบางเกินไป ไม่ทราบว่า ท่านยังต้องการจะเข้ามาเยี่ยมคนของท่านอีกหรือเปล่า ข้าจะได้ปลดบาเรียให้ พวกท่านจะได้ไม่ต้องเสียเวลาทำลายมันให้เปลืองแรงโดยใช่เหตุ”

 ประโยคนี้ของอนากอล ทำให้ฝ่ายอสูรยืนอึ้งไปถนัด  อาร์ทีเมียแค่นหัวเราะ มองอนากอลด้วยแววตาไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด ชิ! เมื่อกี้นี้ เจ้าอนากอลคงจงใจทำบาเรียให้มันเบาบาง เพื่อต้องการทดสอบฝีมือของข้าสินะ ว่ามีพลังอยู่ในระดับใด ร้ายนักนะ 

 “ไม่เป็นไรท่านอนากอล วันนี้ข้ามีธุระต้องไปทำ ไว้โอกาสหน้าก็แล้วกัน” อาร์ทีเมียพูดเสียงห้วน

“งั้นเหรอ น่าเสียดายจริงๆ ถ้าเช่นนั้น พวกเราขอส่งพวกท่านตรงนี้ก็แล้วกัน ขอให้พวกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ” อนากอลพูดยิ้มๆ พร้อมก้มศีรษะลงเล็กน้อย 

 คำพูดและท่าทางของอนากอล สร้างความขุ่นเคืองใจให้กับอาร์ทีเมียยิ่งนัก ในใจเดือดปุดๆ จนแทบจะระเบิดออกมา แต่พยายามข่มใจเอาไว้ หันไปพยักหน้าให้องครักษ์ทั้งสามคน แล้วร่างของทั้งหมดก็เลือนหายไป

 “ท่านอนากอลครับ” แอเรียล มิคาเอลและราเฟลเรียกพร้อมกัน อนากอลหันมายิ้มให้

“สงสัยล่ะสิว่า ทำไมอาร์ทีเมียจึงสามารถทำลายบาเรียของข้าลงได้อย่างง่ายดาย”

“ครับ”

“คนเราต้องรู้จักแพ้ให้เป็นบ้างในบางเรื่อง ไม่งั้นก็จะไม่สามารถชนะได้ในภายหลัง เข้าใจหรือเปล่า”

แอเรียล มิคาเอลและราเฟลยกมือเกาหัวเบาๆ อะไรหว่า ไม่เห็นจะเข้าใจสักนิด  

“ไว้วันหลังข้าจะอธิบายให้พวกเจ้าฟังเองว่ามันหมายความว่าอย่างไร ดีไหม” อนากอลพูดน้ำเสียงขำๆ

“ดีครับ แต่ท่าทางของอาร์ทีเมียดูเหมือนว่าจะไม่ชอบหน้าท่านอนากอลนะครับ”  ราเฟลตั้งข้อสังเกต

“ข้าก็คิดเหมือนราเฟลครับ”  มิคาเอลบอก เช่นเดียวกับแอเรียลที่พยักหน้าเห็นด้วย

“เหรอ แต่ข้าไม่เคยเจออาร์ทีเมียมาก่อนนะ แล้วเขาจะไม่ชอบหน้าข้าได้ยังไง” อนากอลสงสัย

“ไม่เคยเจอกันมาก่อนจริงๆ หรือครับ ไหนท่านอนากอลบอกว่า เคยเจอกับอสูรมาก่อนยังไงล่ะครับ บางทีอสูรคนที่ท่านอนากอลเจอ อาจจะเป็นอาร์ทีเมียก็ได้นะครับ” แอเรียลคาดเดา

อนากอลมีสีหน้าครุ่นคิด จะว่าไปแล้ว กลิ่นไออสูรที่แผ่ออกมาจากร่างของอาร์ทีเมียก็คุ้นเคยอยู่เหมือนกัน หรือว่า..อสูรสองคนพ่อลูกที่ข้าเคยเจอเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อนนั้น จะเป็นจอมอสูรโรติเฟอร์กับอาร์ทีเมีย

“ข้าจะเคยเจออาร์ทีเมียมาก่อนหรือเปล่า เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอก กลับกันได้แล้ว” อนากอลตัดบท พร้อมกับลอยตัวขึ้นสูง   แอเรียลหันมาพูดกับมิคาเอลและราเฟลเบาๆ

“ข้าว่า ที่อาร์ทีเมียไม่ชอบหน้าท่านอนากอล ก็เพราะว่าท่านอนากอลหล่อเกินหน้าเกินตาแหงๆ พอเห็นเข้าก็เลยแสลงใจ พวกเจ้าเห็นด้วยไหม” 

“อาจจะใช่ก็ได้ เจ้าอย่าพูดเรื่องนี้ให้ท่านอนากอลได้ยินเชียวนะ” มิคาเอลกับราเฟลพูดเสียงกระซิบ

“รู้น่า ใครจะไปพูดให้ท่านอนากอลได้ยินกันเล่า” แอเรียลบอก พลันได้ยินเสียงอนากอลตะโกนลงมา

“พวกเจ้าซุบซิบอะไรกันอยู่ รีบขึ้นมาได้แล้ว”

“ขอโทษครับ พวกเราปรึกษาเรื่องงานกันนิดหน่อยครับ” แอเรียลตะโกนตอบกลับไป หันมาพยักหน้าให้มิคาเอลกับราเฟล จากนั้นก็ลอยตัวขึ้นมาข้างบน

อนากอลมองแอเรียล มิคาเอลและราเฟลด้วยใบหน้าเรียบเฉย พูดเนิบๆ

“ต้องขอโทษด้วยที่ขัดจังหวะการพูดคุยของพวกเจ้า แต่ข้าต้องกลับไปรายงานข่าวให้ท่านราฟทราบ ดังนั้นพวกเจ้าค่อยไปจับกลุ่มนินทากันต่อที่ในวังก็แล้วกัน” พูดจบ อนากอลก็พุ่งตัวออกไปทันที   ทิ้งให้มิคาเอล แอเรียลและราเฟลยืนอ้าปากค้าง

“ให้ตายสิ สมกับเป็นท่านอนากอลจริงๆ รู้ทันลูกน้องไปซะทุกเรื่อง”  แอเรียลโคลงศีรษะเบาๆ

“เพราะเจ้าคนเดียวเลยแอเรียล ข้าก็เลยโดนหางเลขไปด้วย แย่ชะมัด” ราเฟลหันมาว่าแอเรียล

“ช่างเหอะ ราเฟล พวกเรารีบกลับไปได้แล้ว ขืนกลับไปช้า เดี๋ยวก็โดนท่านอนากอลว่าให้อีกรอบหรอก” มิคาเอลบอกน้ำเสียงขำๆ พร้อมกับพุ่งตัวออกไป   แอเรียลกับราเฟลรีบตามไปทันที

                                                               ********************************************************

อีกด้านหนึ่ง ณ ดินแดนอสูร

 หลังอาหารมื้อเช้าผ่านไป ไซลาเรียเข้ามาหาพีเนียส ที่กำลังนอนเอกเขนกอยู่ในห้องพักอย่างสบายใจ

 “ทำไมทำหน้าบูดบึ้งแบบนั้นล่ะ ไซลาเรีย” พีเนียสถามน้ำเสียงร่าเริง ลุกขึ้นจากที่นอน เดินไปรินน้ำสีเหลืองอ่อนจากเหยือกที่วางอยู่บนโต๊ะตรงมุมห้องยื่นส่งให้ ไซลาเรียรับมาถือไว้ ถามเสียงห้วน  

 “เจ้าจะให้ข้ากินไอ้นี่ตั้งแต่เช้าเลยหรือ พีเนียส”

 “ข้าเห็นเจ้าอารมณ์ไม่ดี เลยคิดว่า หากได้ไอ้นี่สักแก้ว คงทำให้รู้สึกดีขึ้น” พีเนียสรินน้ำสีเหลืองอ่อนใส่แก้วอีกใบ หันมาชูแก้วในมือให้อีกฝ่าย พร้อมยกขึ้นดื่ม

 ไซลาเรีย ยกแก้วในมือเข้าปากรวดเดียวหมด  พีเนียสยิ้มบางๆ หมุนแก้วในมือไปมาสองสามครั้ง

 “เป็นไง ดีขึ้นแล้วใช่ไหม ไหนบอกมาซิว่า เจ้าอารมณ์เสียเรื่องอะไร”

 “ไม่มีอะไรหรอก แค่หงุดหงิดนิดหน่อย”

“หงุดหงิดเรื่องที่อัลบูโกเสนอให้ทหารกองหนึ่งติดตามพวกเดอร์แรมไปสืบข่าวที่เมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้ล่ะสิ”

“ใช่” ไซลาเรียกระแทกเสียง พีเนียสยืนหันหลังพิงโต๊ะ มองไซลาเรียที่นั่งหน้าหงิกด้วยความขบขัน

“เจ้าหงุดหงิดมาตั้งแต่เมื่อวานตอนบ่ายแล้วใช่ไหม”

“เออ! กะแค่ไปสืบข่าวเรื่องคนที่ทำร้ายออกัสกับเชอร์เบทแค่นี้ ทำไมจะต้องขนทหารไปตั้งเยอะแยะด้วย เปลืองคนโดยใช่เหตุจริงๆ”

“หึหึ ข้าเองก็หงุดหงิดไม่แพ้เจ้าหรอกนะ แต่ถึงจะหงุดหงิดไปก็ใช่ว่าจะมีอะไรดีขึ้น ในเมื่อท่านโรติเฟอร์กับท่านอาร์ทีเมียโปรดปรานมิวเคอร์กับอัลบูโกจะตายไป คำพูดของพวกเราก็เลยไม่มีความหมาย”

“นั่นสิ น่าน้อยใจชะมัด” ไซลาเรียแค่นหัวเราะ ดวงตาฉายแววไม่พอใจออกมา

ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว หากมีการประชุมร่วมกันระหว่างทหารอสูรระดับสูง  ถ้าอัลบูโกหรือมิวเคอร์เสนอความคิดเห็นอะไรออกมา ก็มักจะได้รับการยอมรับจากจอมอสูรหรืออาร์ทีเมียแทบจะทุกครั้ง

ผิดกับความเห็นของพีเนียสหรือไซลาเรีย ต่อให้ความเห็นนั้นดีเพียงไร ก็มักจะโดนอัลบูโกกับมิวเคอร์ยกเหตุผลมาหักล้าง ทำให้ความเห็นของทั้งคู่ไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากจอมอสูรหรืออาร์ทีเมีย

ด้วยเหตุนี้ ไซลาเรียกับพีเนียสจึงไม่พอใจมิวเคอร์กับอัลบูโกมาโดยตลอด ซึ่งทั้งคู่ก็ฉลาดพอที่จะไม่แสดงออกมาให้รู้ แต่จะมาพูดคุยระบายความหงุดหงิดภายในห้องพักของพีเนียสเป็นประจำ เหมือนกับวันนี้

“อย่าพูดถึงเรื่องนี้เลย จริงสิ ในกลุ่มปีศาจที่มาอยู่กับพวกเรา เจ้าคิดว่าใครเข้าท่าที่สุด” ไซลาเรียถาม

“เข้าท่าในที่นี้ของเจ้า หมายถึงอะไร” พีเนียสย้อนถาม

“ก็ฝีมือน่ะสิ” ไซลาเรียว่าเสียงดัง พีเนียสหัวเราะเบาๆ หรี่ตาลงอย่างใช้ความคิด นิ่งไปครู่หนึ่ง

“เท่าที่ข้ารู้มา แม่ทัพปีศาจทั้งสี่คนมีความสามารถเฉพาะตัวที่โดดเด่น ไม่มีใครเหนือกว่าใคร แต่โดยส่วนตัว ข้ามองว่าไกเซอร์กับโรซาร์เนียร์ กินยากที่สุด”

“ชิ! เจ้าโรซาร์เนียร์ คนอวดดีโอหังคนนั้นน่ะเหรอ ที่เจ้าว่ากินยากที่สุด” ไซลาเรียพูดอย่างไม่สบอารมณ์

“ข้าก็ไม่เห็นว่าโรซาร์เนียร์จะอวดดีตรงไหนนี่นา” พีเนียสพูดน้ำเสียงขำๆ

“ไม่อวดดีที่ไหนของเจ้า จำไม่ได้หรือไงว่ามันย้อนข้ายังไงบ้าง ตอนที่กินข้าวด้วยกันน่ะ”

“ก็เจ้าไปพูดแบบนั้นกับเขาก่อนทำไมล่ะ”

“นี่เจ้าเข้าข้างมันเหรอ”

“ข้าไม่ได้เข้าข้าง แต่พูดตามเหตุผล หากมีคนมาพูดแบบนั้นใส่หน้าเจ้า เจ้าจะทำยังไง”

 “พอๆ ข้าไม่อยากเถียงกับเจ้าในเรื่องนี้ ข้าจะกลับห้องแล้ว” ไซลาเรียพูดเสียงห้วน วางแก้วบนพื้นห้องอย่างไม่สบอารมณ์ ลุกขึ้นไปเปิดประตู เดินออกไปทันที

พีเนียสส่ายหัวเบาๆ เจ้าไซลาเรียก็เป็นซะแบบนี้ เวลาคนอื่นทำผิดน่ะมองเห็นชัดเชียว แต่พอเวลาตัวเองทำผิดขึ้นมาบ้าง กลับมองไม่เห็นซะงั้น น่าเบื่อจริงๆ

พีเนียสหันมามองแก้วที่ไซลาเรียวางบนพื้นห้อง ตวัดมือเบาๆ แก้วก็พุ่งเข้ามาสู่มืออย่างแม่นยำ

พีเนียสวางแก้วลงบนโต๊ะ เดินไปเปิดหน้าต่าง มองออกไปข้างนอก ซึ่งเป็นทะเลสีครามสดใส เกลียวคลื่นขนาดกลางซัดเข้ามากระแทกโขดหินเสียงดังซ่าๆ  พีเนียสยิ้มมุมปาก ไม่ใช่แค่โรซาร์เนียร์กับไกเซอร์หรอกที่กินยาก เจ้าขุนพลปีศาจที่ชื่อชูร่าน่ะ เห็นทำท่าหงิมๆ แบบนั้นเถอะ ไม่ใช่ย่อยเหมือนกัน     

                                                                 ********************************************************

คนที่แม่ทัพอสูรพีเนียสกำลังนึกถึง ขณะนี้กำลังนั่งคุยกับโดโรทีและครูเกอร์ในห้องนั่งเล่นภายในเรือนรับรองที่จอมอสูรจัดไว้ให้

“พวกเจ้า เห็นไกเซอร์บ้างหรือเปล่า” ซานฟรีสเดินเข้ามาถาม

“ไม่เห็นครับ ท่านซานฟรีส” โดโรทีกับครูเกอร์ตอบพร้อมกัน

“ท่านซานฟรีสมีธุระกับท่านไกเซอร์หรือครับ” ชูร่าถาม

“ไม่มีอะไรหรอก แค่จะชวนไกเซอร์ให้ไปดูอะไรหน่อย จริงสิ พวกเจ้าว่างหรือเปล่า”

“ว่างครับ” ทั้งสามคนตอบพร้อมกัน ซานฟรีสยิ้มกว้าง ชวนทันที

“งั้นก็มานี่หน่อยสิ ข้ามีอะไรอยากให้พวกเจ้าดู” พูดจบ ซานฟรีสก็เดินนำออกไป

ชูร่า โดโรทีและครูเกอร์หันมาสบตากันด้วยความสงสงสัย รีบลุกขึ้นเดินตามไปอย่างรวดเร็ว

โรซาร์เนียร์กับเวอร์บีการ์ กำลังนั่งคุยกันตรงสนามหญ้าด้านข้างเรือนรับรอง หันมามองด้วยความสงสัย เมื่อเห็นซานฟรีสเปิดประตูเรือนรับรองออกมา โดยมีขุนพลปีศาจทั้งสามคนเดินตามหลังมาต้อยๆ

“พวกเจ้าจะยกโขยงกันไปไหนหรือ” เวอร์บีการ์ตะโกนถามเสียงดัง ซานฟรีสหันมามอง พร้อมยิ้มให้

“พวกเจ้าอยู่ที่นี่เองหรือ มาด้วยกันหน่อยสิ อยากให้ดูอะไรหน่อย” ซานฟรีสกวักมือเรียกทั้งคู่

โรซาร์เนียร์กับเวอร์บีการ์ทำหน้างงๆ ลุกขึ้นเดินมาสมทบ มองซานฟรีสด้วยความสงสัย

“จะพาไปดูอะไรหรือ ซานฟรีส” โรซาร์เนียร์ถาม ซานฟรีสไม่ตอบคำถาม เดินนำออกไปทันที ทุกคนมองด้วยความสงสัย รีบเดินตามไป

ซานฟรีสเดินนำทุกคนมาตามทางเดิน มุ่งหน้าไปยังปราสาทของจอมอสูร ระหว่างทางที่เดินผ่าน จะมีทหารยามของอสูรหยุดทำความเคารพทั้งหมดเป็นระยะ ซึ่งทุกคนไม่ได้สนใจอะไร ยกเว้นโรซาร์เนียร์กับชูร่าเท่านั้น ที่พยักหน้าให้เล็กน้อย

อีกหนึ่งร้อยเมตรจะถึงปราสาทของจอมอสูร ซานฟรีสก็หยุดเดิน มองตรงไปข้างหน้า มิวเคอร์กับอัลบูโกกำลังยืนสั่งงานทหารกลุ่มหนึ่งด้วยท่าทางเคร่งเครียด เมื่อเห็นกลุ่มซานฟรีส จึงหันมายิ้มให้พร้อมเดินเข้ามาใกล้

“ไม่ทราบว่าพวกท่านจะไปไหนกันหรือ” มิวเคอร์ถามเสียงนุ่ม มองกลุ่มปีศาจที่ยกโขยงกันมาด้วยความแปลกใจ เช่นเดียวกับอัลบูโก ที่มองด้วยความสงสัยเช่นกัน

“ไม่มีอะไรหรอก ท่านมิวเคอร์ พอดีเมื่อเช้า ข้าลงไปเดินเล่นข้างล่างนั่น แล้วพบว่าวิวตรงนั้นสวยดี ก็เลยจะพาเจ้าพวกนี้ไปดู” ซานฟรีสตอบพลาง ชี้มือไปทางด้านข้างของปราสาทอสูร มิวเคอร์กับอัลบูโกมองตามมือของซานฟรีสไป พบว่าตรงนั้นเป็นทางเดินเล็กๆ ที่ลาดชันลงไปยังพื้นข้างล่าง ซึ่งเป็นชายหาดขนาดใหญ่

“ที่แท้พวกท่านก็จะไปนั่งเล่นตรงชายหาดนั่นเอง” อัลบูโกพยักหน้าเข้าใจ 

 “ใช่แล้ว ท่านอัลบูโก เมื่อเช้าข้าไปนั่งดูพระอาทิตย์ขึ้นด้วยนะ สวยมากเลย” ซานฟรีสพูดน้ำเสียงชื่นชม

คำพูดของซานฟรีส ทำให้โรซาร์เนียร์และเวอร์บีการ์ถอนหายใจเบาๆ นึกว่าจะให้ไปดูอะไร ที่แท้ก็จะให้ไปนั่งชมวิวนี่เอง ขณะที่ชูร่า โดโรทีและครูเกอร์ ยิ้มเจื่อนๆ ท่านซานฟรีสนี่เหลือเกินจริงๆ อุตส่าห์เรียกพวกเรามาเพื่อเรื่องแค่นี้เองหรือนี่ ดีแล้วที่ไม่เจอท่านไกเซอร์ ไม่งั้นคงได้ทะเลาะกันยกใหญ่

 มิวเคอร์กับอัลบูโก มองอาการของกลุ่มปีศาจด้วยความขบขัน ดูแต่ละคนทำหน้าเข้าสิ อืม..แม่ทัพปีศาจซานฟรีส ท่าทางจะเป็นคนตลกเหมือนกันนะเนี่ย

“ถ้างั้น เชิญพวกท่านตามสบายเถอะ” มิวเคอร์บอกน้ำเสียงนุ่มนวล

“ขอบใจท่านมิวเคอร์มาก  งั้นพวกเราไปก่อนนะ เอ้า! พวกเจ้ารีบตามมาสิ” ซานฟรีสยิ้มให้มิวเคอร์ จากนั้นหันมากวักมือเรียกพวกโรซาร์เนียร์ให้เดินตามมา

“นี่ถ้าไม่ติดว่ามีทหารอสูรอยู่กันเยอะแยะล่ะก็ ข้าคงต้องเตะก้นมันสักป้าบแล้วล่ะ” เวอร์บีการ์กระซิบกับโรซาร์เนียร์ มองซานฟรีสที่เดินนำหน้าด้วยความหมั่นไส้   โรซาร์เนียร์ยิ้มน้อยๆ ในสีหน้า พูดเสียงเรียบ

“ซานฟรีสตัวเล็กกว่าเจ้าตั้งเยอะ ขืนไปเตะมันเข้า เดี๋ยวจะโดนข้อหาผู้ใหญ่รังแกเด็กหรอก”

“ความจริงเจ้าเองก็อยากจะเตะมันอยู่เหมือนกันใช่ไหมล่ะ อย่านึกว่าข้าไม่รู้นะ” เวอร์บีการ์พูดน้ำเสียงขำๆ มองโรซาร์เนียร์ที่ปั้นหน้าเคร่งขรึมอย่างรู้ทัน อีกฝ่ายหัวเราะเบาๆ แต่ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ

ชูร่า โดโรทีและครูเกอร์ มองโรซาร์เนียร์ที่หัวเราะเบาๆ ด้วยความแปลกใจ นานแค่ไหนแล้วนะ ที่ไม่ได้เห็นท่านโรซาร์เนียร์หัวเราะแบบนี้  คงตั้งแต่ท่านราฟหายตัวไปกระมัง

 ซานฟรีสเดินนำทุกคนมาจนกระทั่งถึงข้างล่าง ซึ่งเป็นชายหาดกว้างสุดลูกหูลูกตา เม็ดทรายสีขาวสะอาดตา ซานฟรีสก้มลงสัมผัสอย่างเบามือ ยิ้มกว้างด้วยความชอบใจ

“พวกเจ้ามาดูสิ เม็ดทรายของที่นี่ละเอียดมาก นุ่มมือชะมัด” ซานฟรีสกวักมือเรียกทุกคนให้เข้ามาใกล้ๆ

 โรซาร์เนียร์กับเวอร์บีการ์ เดินเข้ามานั่งยองๆ ก้มลงหยิบทรายขึ้นมากำหนึ่ง  ทรายของชายหาดแห่งนี้นุ่มจริงๆ ทั้งนุ่มทั้งลื่นมือ  ชูร่า โดโรทีและครูเกอร์ เดินเข้ามานั่งข้างๆ กัน หยิบทรายขึ้นมาดูเช่นกัน

“เห็นไหม นุ่มมากเลยใช่ไหม” ซานฟรีสเงยหน้ายิ้มให้ทุกคน ซึ่งทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย ซานฟรีสหัวเราะเบาๆ พูดเสียงกระซิบพอให้ได้ยินกันในกลุ่ม

“พวกเจ้านั่งนิ่งๆ ทำทีเหมือนดูทรายไปพลางๆ นะ”

“เอ๊ะ!” ทุกคนอุทานพร้อมกัน ซานฟรีสยิ้มมุมปาก พูดขึ้นมาช้าๆ

“ไอ้ที่จะให้พวกเจ้าดูน่ะ ไม่ใช่ทรายนี่หรอก แต่เป็นด้านหลังทะเลสีครามนั่นต่างหาก ฟังข้าพูดให้ดี เดี๋ยวพวกเจ้าทำทีลุกขึ้นเดินสำรวจชายหาด หรือทำทีเล่นน้ำทะเลก็ได้ แล้วลองมองออกไปข้างหน้า มองไปให้สุดสายตา พวกเจ้าจะเห็นเทือกเขาขนาดใหญ่คล้ายๆ กำแพงนอนขวางอยู่ข้างหน้า”

“ตอนที่ข้ามาถึงที่นี่ใหม่ๆ ข้าสังเกตเห็นว่าบนเทือกเขานั้น มีใบหน้าเทวรูปอยู่บนนั้น ไม่ต่ำกว่าสิบตัวหันหน้าออกไปทางเฮล เกท   หากความเข้าใจของข้าถูกต้อง เทวรูปที่เห็นไม่ได้มีแค่เฉพาะใบหน้าเท่านั้น”

“เจ้าจะบอกว่า เทวรูปนั่นอยู่ในอิริยาบถอื่น ใช่ไหม”   เวอร์บีการ์ถาม

“ใช่ ข้าคิดว่าเทวรูปที่เห็นบนเทือกเขานั่น ต้องอยู่ในท่านอนคว่ำ โดยเอามือทั้งสองข้างประสานกัน แล้วเอาศีรษะวางไว้บนมือ” ซานฟรีสบอกด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

“เจ้ารู้ได้ยังไง” โรซาร์เนียร์กับเวอร์บีการ์ถามพร้อมกัน

“พวกเจ้าคงไม่รู้สินะว่า ข้าเป็นปีศาจที่มาจากเผ่าพันธุ์โบกา ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ที่บูชาเทวรูปแห่งสงคราม ซึ่งเทวรูปที่ข้าพูดถึง มีลักษณะเหมือนเทวรูปบนเทือกเขานั่นไม่มีผิด ไม่คิดว่าอสูรจะมีเทวรูปแบบนี้เหมือนกัน”

“แล้วเทวรูปแห่งสงครามที่เจ้าว่า มันใช้ทำอะไรได้บ้าง” เวอร์บีการ์ถาม

“ข้าจะอธิบายคร่าวๆ ให้ฟัง เทวรูปแห่งสงครามเป็นเทวรูปที่ใช้ในการทำศึกสงคราม พวกนี้มีความสูงแปดเมตร จะแบ่งเป็นสองพวกคือ พวกนักรบกับพวกยาม โดยพวกยามจะมีหน้าที่คอยตรวจตราและรักษาความปลอดภัยให้กับพื้นที่ที่ได้กำหนดเอาไว้”

“เทวรูปพวกยามไม่น่าหนักใจเท่าไหร่ เพราะเคลื่อนไหวได้ไม่เร็ว อีกอย่างพวกมันก็ไม่มีอาวุธใดๆ ทั้งสิ้น แต่ที่ต้องระวังก็คือมือของมัน เพราะสามารถยืดได้เต็มที่ถึงหนึ่งพันสองร้อยเมตร”

 “หนึ่งพันสองร้อยเมตร!“  ทุกคนอุทานด้วยความตกใจ  ซานฟรีสทำหน้าขัดใจ พูดเสียงดุ

“เบาๆ หน่อยสิ เดี๋ยวพวกอสูรก็รู้กันพอดีว่าข้ารู้ความลับของพวกมัน”

 “ขอโทษด้วย พูดต่อสิ” เวอร์บีการ์รีบขอโทษขอโพย

 “ส่วนเทวรูปนักรบจะมีอาวุธประจำตัว มีพลังทำลายล้างสูงมาก ที่สำคัญเคลื่อนไหวได้รวดเร็วผิดจากรูปร่างที่เห็นมากนัก” ซานฟรีสพูดเสียงเครียด

 “มีวิธีทำลายมันบ้างหรือเปล่า” โรซาร์เนียร์ถาม

“เทวรูปพวกนี้ จะเคลื่อนไหวก็ต่อเมื่อมีผู้ใช้มนต์บังคับให้ทำงาน”

“หมายความว่า หากเรารู้ตัวคนบังคับพวกมัน ก็ให้เราเล่นงานคนคนนั้นใช่ไหมครับ”  ชูร่าถาม

“ใช่   แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า เราไม่รู้ว่าอสูรจะให้ใครเป็นคนใช้มนต์บังคับเทวรูปพวกนี้”

ทุกคนมีสีหน้าเคร่งขรึม เพราะไม่สามารถคาดเดาได้ว่า อสูรจะให้ใครเป็นคนบังคับเทวรูปพวกนี้

“ข้าคิดว่าตอนนี้เทวรูปนักรบคงจะยังถูกสะกดเอาไว้ไม่ให้เคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น โดยต้องอยู่ไม่ไกลจากเทวรูปยามบนเทือกเขานั่น พวกเราน่าจะหาโอกาสขึ้นไปสำรวจกัน แล้วตรวจดูว่าเทวรูปนักรบอยู่ตรงไหน หากเทวรูปนักรบยังไม่ได้ถูกบังคับด้วยมนต์ ข้าคิดว่าพวกเราน่าจะชิงลงมือก่อน” โรซาร์เนียร์ออกความเห็น

“ท่านโรซาร์เนียร์หมายความว่า จะให้พวกเราใช้มนต์บังคับเทวรูปนักรบให้มาเป็นฝ่ายเราก่อนที่อสูรจะขึ้นไปใช้มนต์บังคับพวกมันใช่ไหมครับ” โดโรทีถาม

“ใช่”

“ถ้างั้นคืนนี้ พวกเราค่อยปรึกษาหารือถึงเรื่องนี้กันอีกครั้ง” เวอร์บีการ์สรุป ซึ่งทุกคนเห็นด้วย พลันสายตาเหลือบไปเห็นไกเซอร์เดินตรงมา ทั้งหมดจึงลุกขึ้นยืน

“พวกเจ้ามานั่งสุมหัวอะไรกันตรงนี้” ไกเซอร์ถามด้วยความแปลกใจ

“เจ้าหายไปไหนมา แล้วรู้ได้ยังไงว่าพวกเราอยู่ที่นี่” ซานฟรีสย้อนถาม

“ข้าไปเดินเล่นน่ะสิ พอขากลับก็เจอมิวเคอร์กับอัลบูโก สองคนนั้นบอกว่า พวกเจ้ามาชมวิวกันที่นี่”

“เหรอ เจ้ามาก็ดีแล้ว มีเรื่องจะคุยด้วยนิดหน่อย” เวอร์บีการ์พยักหน้า ดึงมือไกเซอร์ให้เข้ามายืนใกล้ๆ แล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้ไกเซอร์ฟังอย่างละเอียด

“เทวรูปแห่งสงครามเหรอ แปลกดีนี่” ไกเซอร์พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ดูเจ้าไม่ตื่นเต้นหรือแปลกใจอะไรเลยนี่ หรือว่าเจ้ารู้เรื่องนี้อยู่แล้ว” ซานฟรีสมองไกเซอร์อย่างสงสัย

“จะให้ข้ากระโดดโลดเต้นร้องตะโกนออกมาหรือยังไง ข้าเพิ่งเดินมาถึงเหนื่อยๆ ไม่มีแรงจะมาทำอะไรแบบนั้นหรอกนะ เมื่อยขาจะแย่อยู่แล้ว” ไกเซอร์บ่นด้วยน้ำเสียงรำคาญ

“โธ่เอ๊ย! เดินแค่นี้เอง ไม่ได้ไกลสักหน่อย ทำเป็นคนแก่ไปได้” ซานฟรีสพูดเสียงดัง ส่ายหัวเบาๆ

“เออ! ข้ายอมรับว่าแก่แล้ว ว่าแต่พวกเจ้าจะไปสำรวจที่นั่นกันเมื่อไหร่” ไกเซอร์ประชด ก่อนถามขึ้นมา

“เรื่องนี้ค่อยคุยกันอีกครั้ง กลับที่พักเถอะ” โรซาร์เนียร์ตัดบท พยักหน้าให้ทุกคน หมุนตัวเดินนำออกไป

“ข้าขอนั่งชมวิวตรงนี้สักครู่ก่อนครับ เดี๋ยวตามไป” ชูร่ารีบบอก เวอร์บีการ์ยิ้มให้ พูดน้ำเสียงขำๆ

“ตามสบาย หวังว่าเจ้าคงไม่หอบเอาทรายพวกนี้กลับมาที่พักด้วยนะ ชูร่า ข้าขี้เกียจเก็บกวาดภายหลัง”

คำพูดของเวอร์บีการ์ ทำให้ทุกคนหัวเราะออกมาเบาๆ รีบเดินตามหลังโรซาร์เนียร์ไปทันที

เมื่อลับร่างของทุกคน ชูร่าก็เดินขึ้นไปนั่งพิงโขดหินก้อนนึง ทอดสายตามองออกไปไกล มองเห็นเทือกเขาขนาดใหญ่ที่ซานฟรีสพูดถึง หึ.หึ เทวรูปแห่งสงครามเหรอ ไม่นึกว่าอสูรจะมีของแบบนี้ซุกซ่อนเอาไว้

ชูร่าหรี่ตาลง ท่าทางของท่านไกเซอร์ที่เห็นเมื่อครู่ ทำให้รู้สึกกังวลใจชอบกล เหมือนกับว่าท่านไกเซอร์กำลังปกปิดอะไรบางอย่างเอาไว้ แต่..มันคืออะไรนะ ที่สำคัญต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่

ชูร่าครุ่นคิดด้วยความสงสัย จากการทำงานเป็นมือขวาของไกเซอร์มานาน ทำให้ชูร่าอดกังวลเกี่ยวกับตัวของไกเซอร์ไม่ได้  เห็นทีต้องจับตาดูท่านไกเซอร์เป็นพิเศษซะแล้ว แม้จะเป็นปีศาจเหมือนกัน แต่ลางสังหรณ์บอกว่า ท่านไกเซอร์นี่แหละ ที่น่ากลัวที่สุด

ชณะที่ชูร่ากำลังนั่งคิดอะไรเพลินๆ พลันได้ยินฝีเท้าคนจำนวนหนึ่งเดินมาหยุดอยู่ข้างหลัง จึงหันไปมองด้วยความแปลกใจ พบทหารอสูรกลุ่มหนึ่งยิ้มให้

“ท่านชูร่ามานั่งชมวิวอยู่ตรงนี้ ไม่ร้อนหรือครับ” หนึ่งในกลุ่มถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ

“ไม่ร้อนหรอก พวกเจ้ามีอะไรกับข้าหรือ” ชูร่าย้อนถามเสียงเรียบ มองอสูรตรงหน้าอย่างไม่ไว้วางใจ

“อย่ามองพวกเราด้วยสายตาแบบนั้นสิครับ พวกเราเห็นท่านชูร่านั่งอยู่คนเดียว เกรงว่าจะเหงา ก็เลยอยากเข้ามานั่งคุยด้วย” อีกคนพูดน้ำเสียงขำๆ

“ใครบอกพวกเจ้าว่าข้าเหงา อย่าพูดจาส่งเดชแบบนี้ ข้าไม่ชอบ” ชูร่าพูดเสียงห้วน แม้จะเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าให้ควบคุมอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ แต่เวลาที่ต้องเผชิญหน้าหรือพูดคุยกับอสูร ภาพในอดีตก็มักจะผุดขึ้นมาหลอกหลอนอยู่เสมอ จึงทำให้ชูร่ามักจะมีอาการขุ่นเคืองใจทุกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ก็เช่นกัน

“ขอโทษด้วยครับ ถ้าหากทำให้ท่านชูร่าไม่พอใจ” หนึ่งในกลุ่มพูดน้ำเสียงนุ่มนวล

“ไม่เป็นไร ขอโทษนะ ข้าจะกลับที่พักแล้ว”   ชูร่าตัดบท ลุกขึ้นยืนตรง ก้าวเท้าลงจากโขดหินมายืนบนพื้นหาดทรายสีขาว กำลังจะหมุนตัวเดินจากไป

“ท่านเรย์นอลครับ” เสียงทุ้มนุ่มหู ดังมาจากทหารอสูรกลุ่มนั้น

ชูร่าชะงัก เลือดในกายเย็นเฉียบ ร้อยห้าสิบปีมาแล้วสินะ ที่ไม่มีใครเรียกชื่อนี้กับข้า แต่ว่า.ทำไม

“ท่านเรย์นอลครับ” เสียงนั้นเรียกซ้ำอีกครั้ง ชูร่าหันกลับมาทันที ใบหน้าของใครคนหนึ่งซ้อนขึ้นมาทาบทับบนใบหน้าของทหารอสูรที่ยืนอยู่ตรงหน้า 

 ชูร่าเบิกตากว้าง มองอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง พลันเสียงทุ้มคุ้นหูก็ดังออกมาจากทหารอสูรกลุ่มนั้น

“ท่านเรย์นอลพอจะว่างสักครู่ไหมครับ พวกเรามีเรื่องจะคุยด้วย”

                                                               **************************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

474 ความคิดเห็น