มหาเวทย์จักรพรรดิ ภาคจอมราชันย์

ตอนที่ 20 : แผนรับมือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 712
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    10 ส.ค. 51

บทที่ 20  แผนรับมือ

 หลังจากที่ดิพเทอเรียและซารีน่าดึงต้นไม้ดูดชีพออกมาจากร่างของเด็กอสูร และมิคาเอลได้ใช้มนต์รักษาบาดแผลให้ รวมทั้งย่อร่างเด็กอสูรให้มีขนาดเล็กนำมาเก็บไว้ในบาเรียระฆังสีทองนั้น

 เช้าวันรุ่งขึ้น เด็กอสูรที่นอนสลบในบาเรียระฆังสีทองที่อยู่ในอกเสื้อของมิคาเอลก็รู้สึกตัว พลางนึกทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อวาน ก่อนใช้มือจับหน้าอกเบาๆ พบว่าต้นไม้ดูดชีพทั้งสามต้นที่ถูกฝังอยู่ในร่างได้ถูกดึงออกไปแล้ว

"ไม่อยากเชื่อเลยว่า พวกเขาจะช่วยข้าจริงๆ" เด็กอสูรพึมพำเบาๆ รู้สึกเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ เพราะเป็นที่รู้กันดีในหมู่ทหารอสูรว่า หากใครโดนต้นไม้ดูดชีพฝังเข้าไปในร่างแล้ว ไม่ช้าหรือเร็วก็ต้องตาย แม้จะกินยาชะลอการดูดชีพเข้าไป ก็ใช่ว่าจะรอด

 เด็กอสูรลุกขึ้นนั่งชันเข่า นึกถึงคำพูดของพวกมิคาเอลที่พูดกับตัวเอง  แต่ละประโยคล้วนทิ่มแทงใจจนรู้สึกปวดหนึบ ใช่ว่าไม่เคยคิดต่อต้าน ใช่ว่าไม่เคยคิดคัดค้าน  แต่ทหารปลายแถวแบบพวกเรา จะเอาอะไรไปสู้กับทหารอสูรระดับสูง ไม่ว่าในด้านไหน พวกเราก็สู้ไม่ได้สักอย่าง

ในเมื่อสู้ไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรม แล้วแต่ว่าทหารอสูรระดับสูงจะสั่งให้ทำอะไร ไม่มีสิทธิ์โต้แย้ง ไม่มีสิทธิ์ขัดขืน ไม่มีสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น  หึ..ชีวิตที่เลือกได้ คงมีเฉพาะทหารอสูรระดับสูงเท่านั้น แต่..สำหรับทหารปลายแถวแบบพวกเราแล้ว...มันไม่ใช่

คิดมาถึงตรงนี้ เด็กอสูรก็กัดปากแน่น มองลำแสงสีทองที่ห่อหุ้มร่างกายของตัวเองเอาไว้ ค่อยๆ ยื่นมือออกไปสัมผัสแสงสีทองอย่างเบามือ ความรู้สึกอบอุ่นแล่นผ่านปลายนิ้วเข้ามา เสมือนหนึ่งจะขับไล่ความเหน็บหนาวที่เกาะกินหัวใจให้ละลายออกไปอย่างช้าๆ

เด็กอสูรหลับตา ร่างกายสั่นน้อยๆ ในใจกำลังเกิดความรู้สึกสับสน ตอนนี้ข้าอยู่ที่นี่ อยู่กับเทพและปีศาจ ศัตรูตัวฉกาจของเผ่าพันธุ์ แต่น่าแปลก ทั้งๆ ที่ข้าเห็นพวกเขาเป็นศัตรู แต่พวกเขากลับมองเห็นแตกต่างออกไป จริงหรือที่ว่า..แม้ต่างเผ่าพันธุ์กัน แต่สามารถเป็นมิตรและอยู่ร่วมกันได้

 "ท่านมิคาเอลคะ ไม่ทราบว่าเจ้าเด็กปากเสีย รู้สึกตัวหรือยังคะ"

เสียงของซารีน่าดังอยู่ด้านนอก ทำให้เด็กอสูรสะดุ้งตื่นจากภวังค์ รีบเอนตัวลงนอนทำทีเหมือนคนนอนหลับ สักพักก็ได้ยินเสียงประตูเปิด พร้อมกับมีเสียงฝีเท้าของคนเดินเข้ามาภายใน

"เอ้า! ตื่นได้แล้ว เจ้าหนู" เสียงทุ้มของมิคาเอลดังข้างๆ หู เด็กอสูรรู้สึกเหมือนร่างถูกยกลอยขึ้นสูง จากนั้นก็มีลำแสงสีทองอบอุ่นสายหนึ่งพุ่งตรงมาที่ร่าง บาเรียรูประฆังสีทองที่ห่อหุ้มร่างเด็กอสูรเอาไว้ค่อยๆ สลายไป พร้อมกับร่างของเด็กอสูรที่ขยายใหญ่ขึ้นจนกลับคืนสู่สภาพเดิม

เด็กอสูรค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง กวาดสายตามองไปรอบห้อง พบว่ามิคาเอลยืนอยู่ตรงหน้า ส่วนราเฟลนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง ห่างไปเล็กน้อย ดิพเทอเรียและซารีน่ายืนกอดอกพิงผนังห้องจ้องมองตัวเองอยู่

"เป็นยังไงบ้าง ยังปวดแผลอีกหรือเปล่า" มิคาเอลถาม เดินเข้ามานั่งคุกเข่าข้างหนึ่งลงตรงหน้าเด็กอสูร ใช้มือจับไหล่ของเด็กอสูรเอาไว้พร้อมก้มหน้าลงมองบาดแผลอย่างละเอียด ครู่หนึ่งจึงเงยหน้าขึ้นยิ้มให้

"ดีจริง บาดแผลของเจ้าหายสนิทแล้วนี่ แสดงว่ามนต์รักษาของข้าใช้ได้ผล"

"ขอบคุณท่านมิคาเอลมากครับ ที่ช่วยรักษาบาดแผลให้กับข้า" เด็กอสูรตอบน้ำเสียงสุภาพนุ่มหูผิดจากเมื่อวานลิบลับ สร้างความแปลกใจให้กับทุกคนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะซารีน่า ถึงกับยกมือแคะหูตัวเอง

"ไม่เป็นไร เจ้าหนู" มิคาเอลยกมือลูบหัวเด็กอสูรเบาๆ ทำให้จิตใจที่ฟุ้งซ่านและสับสนของเด็กอสูรสงบลงอย่างไม่น่าเชื่อ   เด็กอสูรมองมิคาเอลนิ่งไปพักใหญ่ จากนั้นหันมาทางดิพเทอเรียและซารีน่า 

"ขอบคุณท่านทั้งสองมากครับ ที่ช่วยดึงต้นไม้ดูดชีพออกจากตัวข้า"

"ช่างเหอะ ไม่ต้องขอบคุณหรอก" ซารีน่าโบกมือไปมา ขณะที่ดิพเทอเรียยิ้มให้

"เอาล่ะ ในเมื่อเจ้าหายดีแล้ว พวกเราก็ไปหาอะไรกินกันเถอะ เจ้าไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วนี่นา ป่านนี้คงหิวแย่แล้ว ใช่ไหม เจ้าหนู" ราเฟลลุกขึ้นจากเตียง เดินมาหยุดตรงหน้าเด็กอสูร

"ครับ ท่านราเฟล" เด็กอสูรพยักหน้า ราเฟลยิ้มกว้าง ยื่นมือมาตรงหน้าเด็กอสูร พูดน้ำเสียงอ่อนโยน

"งั้นก็ลุกขึ้นสิ"

เด็กอสูรมองมือของราเฟลอย่างไม่แน่ใจ  ราเฟลพยักหน้าให้ เด็กอสูรจึงค่อยๆ ยื่นมือของตัวเองออกไป ราเฟลหัวเราะชอบใจ ดึงมือเด็กอสูรให้ลุกขึ้นมายืนข้างตัว หันไปทางดิพเทอเรีย พูดน้ำเสียงร่าเริง

"อาหารเช้ามื้อนี้ให้เจ้าเลือกนะ อย่าให้มิคาเอลหรือซารีน่าเลือกเลย เดี๋ยวจะกินกันไม่ลง"

"ค่ะ ท่านราเฟล" ดิพเทอเรียตอบน้ำเสียงขำๆ มิคาเอลหัวเราะชอบใจ ส่วนซารีน่ามองราเฟลตาเขียว

"ทำไมมองข้าตาหวานฉ่ำแบบนั้นล่ะ ซารีน่า ไม่เอาน่า เดี๋ยวข้าอดใจไม่ไหวขึ้นมา จะยุ่งซะเปล่าๆ"

"ใครว่าข้ามองท่านตาหวานฉ่ำกัน อย่ามาพูดทุเรศๆ แบบนี้นะ" ซารีน่าว่าเสียงดัง

"ข้าพูดทุเรศตรงไหนมิทราบ แค่บอกว่าเดี๋ยวอดใจไม่ไหวขึ้นมา จะยุ่งซะเปล่าๆ เอ๊ะ! เจ้าคิดอะไรอยู่นี่"

 ซารีน่าเม้มปาก สะบัดหน้าหนีไปทางอื่น ราเฟลอมยิ้ม ดวงตาฉายแววขบขัน หันมาพูดกับเด็กอสูร

"ไปกินข้าวกันเถอะ ขืนยืนอยู่ตรงนี้นานๆ ข้าอาจโดนทำมิดีมิร้ายเอาได้ เฮ้อ! เกิดมาหน้าตาดีก็งี้แหละ ลำบากใจชะมัด" พูดจบ ราเฟลก็จูงมือเด็กอสูรพาเดินออกไปด้านนอกทันที

"คนบ้า! พูดออกมาได้ไม่อายปาก เกิดมาหน้าตาดีก็งี้แหละ ลำบากใจชะมัด  แหวะ!" ซารีน่าเลียนเสียงพูดของราเฟล พร้อมทำหน้าเบ้ เมื่อหันมามองมิคาเอลกับดิพเทอเรียก็พบว่าทั้งคู่ยืนหัวเราะเบาๆ

"พวกท่านหัวเราะอะไรกัน"

"ขอโทษทีซารีน่า ข้ากำลังคิดว่าหากราเฟลได้ยินคำพูดของเจ้าเมื่อกี้ จะทำหน้ายังไง" มิคาเอลบอก

"อย่างท่านราเฟลน่ะเหรอคะ คำพูดแค่นี้ไม่สะเทือนหรอกค่ะ ท่านราเฟลหน้าด้านจะตาย" ซารีน่าบ่น

มิคาเอลกับดิพเทอเรียหัวเราะชอบใจเสียงดังลั่น เมื่อหยุดหัวเราะแล้ว มิคาเอลจึงพูดขึ้น

"ไปกินข้าวเหอะ ป่านนี้คนหน้าด้านของเจ้าคงคอยแย่แล้ว" พูดจบ มิคาเอลก็เดินออกไปจากห้อง

"เดี๋ยว! ท่านมิคาเอล คำพูดเมื่อกี้ หมายความว่ายังไง ใครเป็นคนหน้าด้านของข้า" ซารีน่าตะโกนถามเสียงดัง รีบวิ่งออกมาด้านนอก แต่มิคาเอลไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว    

"ฮึ! ท่านราเฟลไม่ใช่ของข้าสักหน่อย" ซารีน่าพูดด้วยความหงุดหงิด ดิพเทอเรียเดินเข้ามาใกล้ ใช้มือโอบไหล่ซารีน่าเอาไว้ พูดน้ำเสียงนุ่มนวล

"ไม่ใช่ก็ไม่ใช่สิ ทำไมต้องหงุดหงิดด้วย ไปกินข้าวกันเถอะ"

ซารีน่าหันมามองดิพเทอเรีย อีกฝ่ายยิ้มให้ ทำให้ต้องถอนหายใจออกมา

"ไปก็ไป ดีเหมือนกัน จะได้กลับกันสักที"

หลังอาหารเช้าผ่านไป และจ่ายค่าห้องพักเสร็จเรียบร้อย พวกมิคาเอลก็เตรียมตัวเดินทางกลับ

 "เจ้าหนู ข้าขอกางออร่าเทพปกคลุมร่างกายของเจ้าไว้ก่อน ไม่งั้นเมื่อไปถึงน็อธ บิ๊ก ซิตี้ ร่างของเจ้าจะถูกพลังเทพของท่านอนากอลที่ร่ายปกคลุมเมืองเอาไว้ ทำลายจนสลายไป" มิคาเอลบอกให้เด็กอสูรรับรู้

"ท่านอนากอล คนที่เป็นหัวหน้าแม่ทัพเทพน่ะหรือครับ" เด็กอสูรถาม มิคาเอลพยักหน้า ก่อนย้อนถาม

"เจ้ารู้จักท่านอนากอลด้วยหรือ"

"เคยได้ยินแต่ชื่อครับ แต่ไม่เคยเห็นหน้า" เด็กอสูรตอบเสียงเบา ทำไมจะไม่รู้จักชื่อนี้ ในเมื่อทหารอสูรระดับสูงทุกคนไม่ว่าจะเป็นแม่ทัพ องครักษ์หรือขุนพล ต่างก็หมายหัวแม่ทัพเทพอนากอลด้วยกันทั้งนั้น

"เหรอ อีกเดี๋ยวเจ้าก็จะได้เจอท่านอนากอลแล้วล่ะ" มิคาเอลบอกด้วยรอยยิ้ม วางมือลงบนศีรษะของเด็กอสูร พลันมีลำแสงสีทองไหลออกจากมือของมิคาเอลเข้าสู่ร่างของเด็กอสูรอย่างช้าๆ

ร่างของเด็กอสูรค่อยๆ เรืองแสงสีทองออกมา มิคาเอลกับราเฟลยิ้มอย่างพอใจ เมื่อแน่ใจว่าออร่าเทพปกคลุมร่างของเด็กอสูรจนทั่วแล้ว ราเฟลก็ร่ายมนต์ออกมา จากนั้นร่างของทุกคนก็เลือนหายไป

สิบห้านาทีต่อมา กลุ่มของมิคาเอลก็ปรากฏตัวขึ้นภายในห้องโถงที่อยู่ชั้นล่างของวัง ซึ่งมีขุนพลเทพสามคนกำลังนั่งคุยกัน คือเอเกอร์ ธอร์นสันและเบลลา

"ท่านมิคาเอล! ท่านราเฟล! พวกท่านกลับมาแล้ว" ขุนพลเทพทั้งสามคนพูดด้วยความดีใจ รีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินเข้ามาทำความเคารพพร้อมกัน

"ท่านราเฟล ปลอดภัยดีใช่ไหมคะ" เบลลาถาม มองราเฟลด้วยสายตาห่วงใยอย่างเห็นได้ชัด

 มิคาเอลอมยิ้ม เหลือบตามองราเฟลที่ยืนข้างๆ  พบว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าเรียบเฉย

"พวกเราปลอดภัยดี ขอบใจมาก" ราเฟลตอบเสียงเรียบ หันไปถามเอเกอร์กับธอร์นสัน

"ท่านอนากอลอยู่ที่ไหนหรือ"

"ในห้องหนังสือครับ" ธอร์นสันบอก

"ขอตัวไปหาท่านอนากอลก่อนนะ" ราเฟลหันไปพยักหน้าให้มิคาเอล ดิพเทอเรีย ซารีน่าและเด็กอสูร ก่อนเดินนำออกไปโดยไม่หันมามองเบลลาแม้แต่น้อย เบลลามองตามหลังราเฟลไป บ่นออกมาด้วยความน้อยใจ

"ท่านราเฟล ชอบทำแบบนี้กับข้าทุกครั้งเลย ไม่รู้หรือไงว่าข้ารู้สึกยังไงน่ะ"

"ก็เพราะรู้น่ะสิว่าเจ้ารู้สึกยังไง ท่านราเฟลก็เลยไม่อยากคุยกับเจ้า" ธอร์นสันพูดขึ้น

"ข้าไม่ดีตรงไหนเหรอ ท่านราเฟลถึงไม่สนใจ"

"เรื่องแบบนี้มันไม่ได้อยู่ที่ว่าดีหรือไม่ดี แต่มันอยู่ที่ว่าใช่หรือไม่ใช่ต่างหากล่ะ เบลลา" เอเกอร์บอก

"แล้วข้าต้องทำยังไง ท่านราเฟลจึงจะมองว่าข้าใช่ล่ะ" เบลลาถามเสียงเครือ

"ข้าไม่ใช่ท่านราเฟลซะด้วยสิ ก็เลยไม่รู้จะตอบเจ้ายังไงดี" ธอร์นสันบอกเสียงเคร่งขรึม

"ข้าก็ไม่รู้จะตอบเจ้ายังไงเหมือนกัน" เอเกอร์พูดเนิบๆ   เบลลามองเพื่อนทั้งสองคนด้วยความขัดใจ

"พวกเจ้านี่พึ่งพาอะไรไม่ได้เลยจริงๆ  ฮึ!  คอยดูนะ ข้าจะทำให้ท่านราเฟลคิดว่าข้าคือคนที่ใช่ให้ได้" เบลลาพูดเสียงห้วน ดวงตาฉายแววมุ่งมั่น   เอเกอร์กับธอร์นสันส่ายหัวเบาๆ ในความดื้อรั้นของเบลลา

                                                                      *******************************************************************

เด็กอสูรเดินตามกลุ่มของมิคาเอลเข้ามาภายในวังชั้นใน ตลอดเส้นทางที่เดินผ่าน จะมีทหารและนางกำนัลหยุดทำความเคารพกลุ่มของมิคาเอลเป็นระยะ ซึ่งพวกมิคาเอลจะส่งยิ้มให้ แต่ไม่ได้พูดคุยอะไรด้วย ทั้งหมดเดินผ่านสวนดอกไม้ เดินตรงมาเรื่อยๆ ผ่านเข้ามาในห้องโถงขนาดใหญ่ที่ตกแต่งเอาไว้อย่างสวยงาม

มิคาเอลพาทุกคนเดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง จากนั้นก็เลี้ยวซ้ายเดินตรงไปเรื่อยๆ จนมาหยุดหน้าห้องๆ หนึ่ง  มิคาเอลเคาะประตูสองครั้งก่อนเปิดเข้าไป  ข้างในเป็นห้องหนังสือขนาดใหญ่ มีโต๊ะ เก้าอี้ถูกจัดวางไว้เป็นระเบียบเรียบร้อย หนังสือต่างๆ ถูกจัดเก็บไว้เป็นหมวดหมู่เรียงอยู่ในตู้ขนาดต่างๆ วางเรียงเป็นแถวยาว

ตรงมุมห้องมีชายคนหนึ่ง นั่งอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ ผมยาวประบ่าสีเงินถูกรวบไว้อย่างหลวมๆ เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูจึงเงยหน้าขึ้น

"อ้าว! มากันแล้วเหรอ ข้านึกว่าพวกเจ้าจะมาถึงช่วงสายๆ ซะอีก" อนากอลยิ้มให้ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินเข้ามาใกล้ 

"พวกเราไม่อยากโอ้เอ้น่ะครับ พอทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยก็รีบกลับมาทันที" มิคาเอลตอบ

อนากอลพยักหน้า หันมามองเด็กอสูรที่ยืนแอบอยู่ด้านหลังของซารีน่าด้วยความสนใจ ขณะที่เด็กอสูรก้มหน้ามองพื้น ใจเต้นโครมครามด้วยความตื่นเต้น ไม่กล้ามองหน้าอนากอล

"ว่าไง เจ้าหนู ทำไมไปยืนแอบอยู่ตรงนั่นล่ะ" ราเฟลพูดน้ำเสียงขำๆ ดึงมือเด็กอสูรให้มายืนข้างหน้า

"ท่านอนากอลครับ นี่คือเด็กอสูรคนนั้นครับ" มิคาเอลแนะนำ พร้อมก้มลงพูดกับเด็กอสูรเบาๆ

"เจ้าหนู นี่ไง ท่านอนากอล ตัวจริงเสียงจริงเลยล่ะ"

"ยินดีที่ได้รู้จัก ว่าแต่เจ้าชื่ออะไรหรือ" อนากอลทักทายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

เด็กอสูรค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองอนากอลอย่างช้าๆ เมื่อสบตาของอีกฝ่าย ก็รู้สึกเหมือนกับหัวใจจะหยุดเต้นไปชั่วขณะ มองอนากอลตาค้าง ปากสั่นระริก ผู้ชายคนนี้คือแม่ทัพเทพอนากอลหรือนี่ มะ ไม่อยากเชื่อเลย

"ขะ ขะ ข้า" เด็กอสูรพูดไม่ออก ในหัวมีแต่ความว่างเปล่า ลืมไปหมดทุกอย่างแม้กระทั่งชื่อของตัวเอง

"ทำไมไม่ตอบท่านอนากอลไปล่ะ ว่าเจ้าชื่ออะไร" ซารีน่าถามด้วยความสงสัย

"ดะ เดลครับ ข้าชื่อเดลครับ" เด็กอสูรตอบเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยินเสียง อนากอลยิ้มบางๆ วางมือข้างหนึ่งลงบนศีรษะของเดลอย่างเบามือ

 "ชื่อเดลเหรอ ยินดีที่ได้รู้จักนะ"

 เดลยืนตัวแข็งทื่อ กระแสความอบอุ่นอ่อนโยนจากมืออนากอลแล่นผ่านเข้ามาภายในร่างกาย จนรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วตัว ท่านอนากอลไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ตรงกันข้ามกลับอบอุ่นและอ่อนโยนมากทีเดียว

เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นสองครั้งก่อนเปิดเข้ามา ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน

"อ้าว! พวกเจ้ามาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย" แอเรียลทักเสียงดังพร้อมยิ้มให้

"เพิ่งมาถึงเมื่อกี้ ก่อนเจ้าจะโผล่หน้าเข้ามา" ราเฟลบอก แอเรียลพยักหน้ารับรู้ เดินเข้ามาใกล้ มองเดลที่ยืนข้างมิคาเอลกับราเฟล ก้มหน้าลงมาใกล้ พูดทักทายน้ำเสียงร่าเริงเป็นกันเอง

"หวัดดีเจ้าหนู ข้าชื่อแอเรียล แล้วเจ้าชื่ออะไรล่ะ"

"เดลครับ ท่านแอเรียล"

"ชื่อสั้นดีจัง ยินดีที่ได้รู้จักนะ" แอเรียลยิ้มให้

"เช่นกันครับ ท่านแอเรียล" เดลพยักหน้า ความรู้สึกตื่นเต้นและกังวลใจก่อนหน้านี้หายไปหมดแล้ว คงเหลือแต่ความทึ่งในตัวแม่ทัพเทพทั้งสี่คน ทั้งๆ ที่พวกเขาเป็นทหารระดับสูงแท้ๆ แต่กลับพูดคุยกับข้าอย่างไม่ถือตัว ผิดกับทหารระดับสูงของอสูรลิบลับ ทำไมถึงได้แตกต่างกันเหลือเกิน ไม่เข้าใจจริงๆ

"พวกเจ้าทานอาหารเช้ากันมาหรือยัง" แอเรียลหันมาถามดิพเทอเรียและซารีน่า

"เรียบร้อยแล้วค่ะ ท่านแอเรียล" สองสาวตอบพร้อมกัน ทำให้แอเรียลทำหน้าผิดหวังออกมา

"ทำไมท่านแอเรียลทำหน้าแบบนั้นล่ะคะ" ดิพเทอเรียถาม มองหน้าแอเรียลด้วยความสงสัย

"ข้ากำลังหาเพื่อนทานข้าวด้วยน่ะสิ พอเห็นพวกเจ้ากลับมาก็เลยดีใจ กะว่าจะชวนไปนั่งทานข้าวเป็นเพื่อนข้าด้วยกันสักหน่อย" แอเรียลบอกอย่างเสียดาย

"ถ้าท่านแอเรียลไม่มีเพื่อนนั่งทานข้าวด้วยจริงๆ เดี๋ยวพวกเราไปนั่งเป็นเพื่อนก็ได้ค่ะ" ซารีน่าบอก

"จริงเหรอ" แอเรียลทำตาโต พูดด้วยความดีใจ   สองสาวพยักหน้าพร้อมยิ้มให้

"ทำไมเจ้าไม่ชวนข้าหรือมิคาเอลไปนั่งกินข้าวเป็นเพื่อนเจ้าล่ะ" ราเฟลถามขึ้นมา   

"ข้ากินข้าวกับเจ้าสองคนจนเบื่อแล้ว ขอเปลี่ยนบรรยากาศบ้างไม่ได้หรือไง" แอเรียลย้อนถาม พลางหันไปมองมิคาเอลแบบรู้กัน ซึ่งอีกฝ่ายอมยิ้ม รู้ทันทีว่าแอเรียลกำลังแกล้งยั่วโมโหราเฟล

"เปลี่ยนบรรยากาศอะไรของเจ้า ในเมื่อโต๊ะก็โต๊ะตัวเดิม เก้าอี้ก็เก้าอี้ตัวเดิม แล้วแบบนี้มันจะเปลี่ยนบรรยากาศตรงไหน" ราเฟลถามเสียงห้วน

"ทำไมจะไม่เปลี่ยน ก็ครั้งนี้มีสาวสวยมานั่งกินข้าวเป็นเพื่อนด้วย เจริญหูเจริญตาจะตายไป"

"ถ้าเจ้าอยากมีสาวสวยมานั่งกินข้าวด้วย ทำไมไม่ไปชวนเบลลาล่ะ เมื่อกี้ข้าเห็นเบลลาว่างอยู่"

 "ว่างที่ไหนกันเล่า เบลลากำลังนั่งคุยกับเอเกอร์และธอร์นสัน" 

 "ไม่ต้องมาอ้างโน่นอ้างนี่ เจ้าคิดจะหลีดิพเทอเรียกับซารีน่าใช่ไหม อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะ" ราเฟลว่าเสียงดังด้วยความไม่พอใจ รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาแบบไม่มีเหตุผล

 "ทำไมเจ้าคิดอกุศลแบบนั้น ข้าไม่ได้คิดอะไรแบบที่เจ้าว่าสักหน่อย แต่..ถึงจะคิดจริงๆ ก็ไม่เห็นจะเป็นไร ในเมื่อดิพเทอเรียกับซารีน่าก็ยังโสด ข้าเองก็ยังโสด ดีซะอีก โสดกับโสดมาเจอกัน จะได้มีคู่ไง"

คำพูดของแอเรียลทำให้ราเฟลกำมือแน่น มองแอเรียลตาเขียวปั้ด ส่วนดิพเทอเรียกับซารีน่ายืนหน้าแดงก่ำ พูดอะไรไม่ออก ขณะที่เดลได้แต่ยืนกลอกตาไปมา มองหน้าคนโน้นทีคนนี้ทีก่อนยกมือเกาหัวเบาๆ

มิคาเอลอมยิ้ม มองราเฟลทะเลาะกับแอเรียลอย่างขำๆ เจ้าแอเรียลนี่แน่จริงๆ แหย่เจ้าราเฟลซะหัวปั่น เมื่อหันมามองสองสาว เห็นทั้งคู่ยืนหน้าแดงพูดอะไรไม่ออก อดยิ้มออกมาไม่ได้

อนากอลมองแอเรียลกับราเฟลสลับกัน ด้วยความที่คลุกคลีกับทั้งคู่มานาน ทำให้รู้นิสัยกันเป็นอย่างดี จึงพอจะเดาเรื่องได้ไม่ยากว่าทำไมราเฟลจึงมีอาการหงุดหงิดไม่พอใจที่แอเรียลชวนสองสาวไปนั่งทานข้าวเป็นเพื่อนด้วย นั่นก็เพราะว่าราเฟลกำลังเกิดอาการหวงหนึ่งในสองสาวขึ้นมา และสาวคนนั้นน่าจะเป็นซารีน่า

 "เอาแบบนี้แล้วกัน ข้าก็ยังไม่ได้ทานอะไรตั้งแต่เช้า เดี๋ยวข้าไปนั่งทานข้าวเป็นเพื่อนเจ้าเอง" อนากอลหันมาบอกแอเรียล จากนั้นหันไปทางดิพเทอเรียกับซารีน่า

"ส่วนพวกเจ้าเพิ่งมาถึงเหนื่อยๆ ควรจะไปพักผ่อนที่ห้องได้แล้ว"

"ค่ะ ท่านอนากอล" ดิพเทอเรียกับซารีน่า มองอนากอลอย่างขอบคุณที่ยื่นมือเข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ตรงหน้าให้ อนากอลยิ้มให้ทั้งคู่ จากนั้นหันมามองเดลที่ยืนอยู่ตรงหน้า

"เดล เจ้าไปพักกับสองสาวเขาก่อนนะ เดี๋ยวข้าจะให้ท่านกาลาฟจัดห้องพักให้เจ้าภายหลัง"

"ขอบคุณครับ ท่านอนากอล" เดลมองอนากอลด้วยความชื่นชม ไม่เคยมีใครเรียกชื่อข้าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแบบนี้มาก่อน เพิ่งมีท่าน อนากอลเป็นคนแรก รู้สึกดีใจเหลือเกิน

"พวกเจ้าไปเถอะ" อนากอลยิ้มให้   ดิพเทอเรีย ซารีน่าและเดล ทำความเคารพอนากอล ก่อนหมุนตัวเดินออกไปจากห้อง  อนากอลหันมามองมิคาเอลกับแอเรียลที่ยืนอมยิ้ม ส่วนราเฟลยืนหน้ามุ่ย

"มิคาเอล ข้าเห็นเจ้ายืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มาพักนึงแล้วนะ ไม่สบายหรือเปล่า" อนากอลถามขึ้นมา

"ข้าสบายดีครับ ท่านอนากอล" มิคาเอลยิ้มเจื่อนๆ ก้มหน้ามองพื้นทันที อนากอลหันมามองราเฟล

"แค่แอเรียลชวนสองสาวไปนั่งทานข้าวเป็นเพื่อนแค่นี้ ทำไมเจ้าจะต้องหงุดหงิดมากมายขนาดนั้น มีอะไรในใจหรือเปล่า ไหนลองบอกมาซิ เผื่อข้าจะช่วยอะไรเจ้าได้บ้าง" อนากอลถามน้ำเสียงเคร่งขรึม

"มะ ไม่มีครับ ท่านอนากอล" ราเฟลสะดุ้ง รีบสั่นหัวปฏิเสธ ก้มหน้ามองพื้นเช่นกัน   อนากอลหันมาทางแอเรียล ซึ่งเจ้าตัวดูเหมือนจะรู้ตัว รีบหัวเราะกลบเกลื่อน ชิงพูดขึ้นมาซะก่อน

"ท่านอนากอลจะลงไปทานข้าวหรือยังครับ ข้าหิวจนไส้จะขาดอยู่แล้วครับ"

"หิวจนไส้จะขาดเลยเหรอ แอเรียล เมื่อเช้า ข้าเห็นเจ้านั่งทานอาหารมื้อเช้ากับเบลาอีสอย่างเอร็ดอร่อยนี่นา ผ่านไปยังไม่ถึงชั่วโมงแท้ๆ เกิดจะหิวอะไรขึ้นมาอีก" อนากอลมองแอเรียลอย่างรู้ทัน

แอเรียลหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น  ท่านอนากอลนี่เหมือนท่านราฟจริงๆ รู้ทันลูกน้องไปซะทุกเรื่อง

"ยังจะมาหัวเราะอีก เจ้านี่สำคัญนักนะแอเรียล พูดมากก็ที่หนึ่ง นินทาคนอื่นก็เก่ง แถมยังชอบปั่นหัวคนอื่นเล่นอีก ระวังให้ดีเถอะ จะเจอดีเข้าสักวัน" อนากอลพูดเสียงดุ

"เฮ้อ! วันนี้ข้าลุกจากที่นอนด้วยขาข้างไหนกันเนี่ย ถึงได้โดนท่านอนากอลตำหนิเป็นชุดแบบนี้" แอเรียลแกล้งถอนหายใจเสียงดังพร้อมบ่นออกมา ทำให้มิคาเอลกับราเฟลหัวเราะออกมาด้วยความชอบใจ

อนากอลส่ายหัวเบาๆ พูดน้ำเสียงจริงจัง

"ข้าจะแวะไปหาแคลโลสักหน่อย พวกเจ้าจะมาด้วยกันหรือเปล่า" 

มิคาเอล แอเรียลและราเฟลพยักหน้าแทนคำตอบ  อนากอลยิ้มเล็กน้อย หมุนตัวเดินนำออกไปทันที

ทั้งหมดเดินมาหยุดหน้าห้องพักของแคลโล ไม่ทันจะเคาะประตู แคลโลก็เปิดออกมาซะก่อน

"เอ่อ..ท่านอนากอล ข้ากำลังจะไปหาท่านอยู่พอดีเลยครับ" แคลโลพูดเสียงแห้ง ใบหน้าอิดโรย ขอบตาดำคล้ำ เหมือนคนอดนอนมาทั้งคืน

"ท่าทางท่านเหมือนคนไม่ค่อยสบาย เป็นอะไรหรือเปล่า" อนากอลถามน้ำเสียงเป็นห่วง แคลโลยกมือลูบหน้าตัวเองเบาๆ ฝืนยิ้มให้อนากอล

"ข้าสบายดีครับ ท่านอนากอล"

"แล้วท่านทานอาหารเช้าหรือยัง ถ้ายัง ข้าจะให้คนยกขึ้นมาให้ท่านทานบนห้อง" อนากอลบอกน้ำเสียงนุ่มนวล   แอเรียล มิคาเอลและราเฟลหันมายิ้มให้กัน

 ท่านอนากอลใจดีและอ่อนโยนกับทุกคนเสมอ  แม้ว่าคนๆ นั้นจะไม่ใช่เผ่าพันธุ์เดียวกันก็ตาม เพราะเหตุนี้ ไม่ว่าใครก็ตาม หากได้ใกล้ชิดท่านอนากอลแล้วล่ะก็ ร้อยทั้งร้อยก็ยอมศิโรราบแต่โดยดี เพราะแพ้น้ำใจอันดีงามที่ท่านอนากอลมีให้

"ขอบคุณท่านอนากอลมากครับ แต่ข้าทานเรียบร้อยแล้วครับ" แคลโลตอบเสียงเบา มองอนากอลด้วยแววตาขอบคุณอย่างจริงใจ อดนึกเปรียบเทียบขึ้นมาไม่ได้ ท่านอนากอลกับท่านไกเซอร์ต่างกันมากจริงๆ จะว่าไปแล้ว ท่านโรซาร์เนียร์ซะอีกที่ยังมีบางอย่างคล้ายท่านอนากอล

"เมื่อกี้ ท่านบอกว่ากำลังจะมาหาข้า ใช่ไหม" อนากอลถาม

"ครับ ข้ากำลังจะไปหาท่าน เพื่อบอกว่า ข้ายอมสารภาพแล้วครับ ท่านอนากอลอยากรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับอสูร โปรดถามมาได้เลยครับ" แคลโลตอบอย่างคนที่ตัดสินใจแล้ว

แอเรียล มิคาเอลและราเฟลทำตาโต เพราะไม่คิดว่าจะได้ยินคำนี้ออกมาจากปากของแคลโล ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นเสนาธิการทหารที่ดื้อและหัวแข็งที่สุด

"ขอบใจท่านมาก งั้นเราเข้าไปคุยในห้องกันเถอะ"

"ครับ ท่านอนากอล"

                                                                     **************************************************************

 อีกด้านหนึ่งที่หุบเขามรณะ

 หลังอาหารมื้อเช้าผ่านไป ท่านราฟและท่านเกรซ ชวนโรม รันและเรเซียไปที่บ้านของพวกองครักษ์ โดยบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะปรึกษาหารือ 

 เมื่อทั้งหมดมาถึง ก็เห็นฟาคอลกับแบนนาสกำลังยืนคุยกันอยู่หน้าบ้าน เมื่อเห็นคณะของท่านราฟเดินตรงมาก็ยิ้มให้ ฟาคอลรีบวิ่งเข้ามาหาโรม พร้อมทักเสียงดัง

"ท่านโรม! ท่านโรมจริงๆ ด้วย! ดีใจจังเลย รู้ไหมครับว่าข้าคิดถึงท่านโรมม๊าก มาก" ฟาคอลพูดน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจ ไม่พูดเปล่า ยังยกมือข้างหนึ่งของโรมขึ้นมาแนบแก้มตัวเองไปมาเบาๆ

 "อ่า..คะ ครับ" โรมทำหน้าพิกล รู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างบอกไม่ถูก พยายามแกะมือตัวเองออกจากมือของฟาคอลอย่างสุภาพ แต่ฟาคอลจับไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ถามโรมเสียงหวาน

 "ท่านโรมคิดถึงข้าบ้างไหมครับ"

 "เอ่อ..คือ" โรมยิ้มเจื่อนๆ ไม่รู้จะตอบยังไงดี เพราะเพิ่งเจอกันเมื่อวานซืนนี่เอง รันกับเรเซียทำหน้าสยอง หันมายิ้มแห้งๆ ให้กัน คิดเหมือนกันว่า พฤติกรรมของท่านฟาคอลน่ากลัวเหลือเกิน

"แทนที่จะเข้ามาทักข้าก่อนนะฟาคอล กลับไปทักลูกชายข้าเฉยเลย ทักไม่ทักเปล่ายังหลอกจับมือลูกข้าอีกด้วย ปล่อยได้แล้ว!" ท่านราฟแกล้งดุเสียงดัง มองฟาคอลด้วยความขบขัน

"แหม! ท่านราฟล่ะก็ ขอชื่นชมนิดชื่นชมหน่อยก็ไม่ได้ จะหวงไปทำไมก็ไม่รู้" ฟาคอลบ่นด้วยความขัดใจ  ค่อยๆ ปล่อยมือโรมอย่างเสียดาย มองโรมตาหวาน พูดน้ำเสียงจริงจัง 

"ท่านโรมไม่ต้องตอบคำถามของข้าก็ได้ครับ เพราะข้าดูจากแววตาของท่านโรมก็รู้แล้วครับ ว่าท่านโรมก็คิดถึงข้าเช่นกัน" ฟาคอลพูดเองเออเองพร้อมพยักหน้าหงึกหงัก จากนั้นก็หันมาทางรันกับเรเซียที่ยืนข้างๆ กัน

"ท่านรันกับหนูเรเซียอย่าน้อยใจข้านะครับ ใช่ว่าข้าไม่คิดถึงพวกท่านนะครับ แต่พอเห็นหน้าท่านโรมแล้ว ความคิดถึงก็แล่นปรู๊ดปร๊าดเข้ามา จนทำให้ข้าลืมทักทายพวกท่านไป" ฟาคอลพูดประจบประแจง 

"อ่า..มะ ไม่น้อยใจเลยค่ะ ท่านฟาคอล" รันกับเรเซียรีบบอกพร้อมกัน

"แหมๆๆ ข้าก็นึกแล้วเชียวว่าพวกท่านต้องไม่ใช่คนขี้น้อยใจ ช่างเป็นเด็กที่มีจิตใจกว้างขวางซะเหลือเกิน น่ารักที่สุด ฮี่ๆๆๆ" ฟาคอลยิ้มชอบใจ มองรันกับเรเซียด้วยความพอใจ ดวงตาส่องประกายวิบวับ

 รันกับเรเซียรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง นึกกลัวกับสายตาของฟาคอลขึ้นมา จนต้องขยับถอยไปยืนข้างๆ ท่านเกรซ เหมือนกับต้องการจะหาที่พึ่ง

ท่านเกรซมองฟาคอลที่ยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างขำๆ ตาเฒ่าฟาคอลตัวแสบ เริ่มออกลายแล้วสิเนี่ย ไม่รู้ว่าลูกข้าจะรับมือไหวรึเปล่า ชักเป็นห่วงแล้วสิ

"ไม่ทราบว่าพวกท่านทานอาหารเช้ากันมาหรือยังครับ" แบนนาสถามท่านราฟ

"เรียบร้อยแล้วล่ะ แบนนาส เข้าไปข้างในกันเถอะ มีเรื่องสำคัญต้องคุยกัน" ท่านราฟบอกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม   แบนนาสกับฟาคอลมองด้วยความแปลกใจ รีบเดินนำคณะของท่านราฟเข้าไปในบ้าน

เมื่อเข้ามาข้างใน ก็เห็นรีนอล เฟเบียซ ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาส กำลังนั่งคุยกันที่ศาลานั่งเล่น โดยมีกลุ่มของเทียน่ากำลังสาละวนกับการจัดขนมและผลไม้มาวางไว้บนโต๊ะที่ถูกยกออกมาวางไว้หน้าสระน้ำพุ เมื่อทุกคนเห็นคณะของท่านราฟเดินมา จึงลุกขึ้นทำความเคารพพร้อมกัน

"ไม่ต้องมากเรื่อง นั่งลงเถอะ" ท่านราฟบอกน้ำเสียงสบายๆ เดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง ท่านเกรซเดินเข้ามานั่งข้างๆ กัน   โรม รันและเรเซียเข้าไปนั่งรวมกลุ่มกับพวกฟิล ขณะที่พวกเทียน่าเดินไปนั่งเก้าอี้ตัวถัดไป

"เรด อีเกิ้ลไม่อยู่หรือ รีนอล" ท่านราฟถามขึ้นมา เมื่อมองไม่เห็นสัตว์เลี้ยงคู่ใจอยู่ในบริเวณนั้นด้วย

"อ๋อ! ยังนอนไม่ตื่นครับ เมื่อคืนไปเที่ยวที่ไหนก็ไม่รู้ กลับมาซะดึกเชียว เช้านี้ก็เลยนอนอุตุ อ้าปากหวอ น้ำลายไหลยืดเป็นทางยาว น่าเกลียดมากเลยครับ ท่านราฟจะไปดูหรือเปล่าครับ เดี๋ยวข้าพาไป" รีนอลตอบเสียงเคร่งขรึม ทำให้ทุกคนหัวเราะครืน

"ไม่ต้องหรอกรีนอล ขอบใจมาก" ท่านราฟตอบน้ำเสียงขำๆ พูดเป็นการเป็นงาน

"เมื่อคืนจอห์นส่งข่าวมาแล้ว"

ทุกคนมีสีหน้าสนใจขึ้นมาทันที ท่านราฟยิ้มน้อยๆ จากนั้นจึงถ่ายทอดเรื่องราวที่คุยกับองครักษ์รุ่นสองให้ทุกคนฟัง นอกจากนี้ท่านราฟยังเล่าให้ฟังด้วยว่า ทางด้านอนากอลเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง ตลอดเวลาที่ฟัง โรมมีสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด เมื่อฟังจบ โรมจึงพูดขึ้น

"ท่านพ่อครับ ข้าคิดว่าอาร์ทีเมีย ลูกชายของจอมอสูรน่าจะเข้ามาที่เมืองพอร์ตแลนด์ ในวันเดียวกันกับที่พวกเราเดินทางมาที่หุบเขามรณะครับ"

"เจ้าคิดแบบนั้นหรือ" ท่านราฟถาม   โรมยิ้มให้ จากนั้นจึงวิเคราะห์ให้ฟัง

 "ครับ จากรายงานของท่านอนากอล และรายงานของท่านจอห์น เมื่อเอามาประมวลเข้าด้วยกัน ทำให้ข้าคิดว่า หลังจากที่พวกท่านโรซาร์เนียร์ได้หนีเข้าไปในแดนอสูรพร้อมกับองครักษ์ของอาร์ทีเมียนั้น"

"เมื่อไปถึงแดนอสูร องครักษ์คงจะไปรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้อาร์ทีเมียทราบ จากนั้นอาร์ทีเมียก็คงจะเข้าไปพูดคุยกับพวกท่านโรซาร์เนียร์ เพื่อขอข้อมูลของฝ่ายเรา"

"เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว เขาก็วางแผนเริ่มงานทันที โดยมีคำสั่งให้หน่วยสังหารมาจัดการกับขุนพลเทพเป็นอันดับแรก เหตุที่เล่นงานขุนพลเทพก่อนก็เพราะว่าขุนพลเทพเปรียบเสมือนแขนขา หากตัดแขนตัดขาได้ พวกเราก็จะเสียขวัญและกำลังใจ ด้วยคิดไม่ถึงว่าอสูรจะเล่นงานขุนพลเทพซึ่งถือเป็นทหารระดับสูง"

"จากนั้น ในวันรุ่งขึ้น ตัวเขาพร้อมด้วยองครักษ์ก็เดินทางเข้ามาที่นี่ โดยมีจุดประสงค์เพื่อมายื่นข้อเสนอให้ท่านผู้ครองแคว้นพิจารณา และต้องการมาหยั่งกำลังของทางฝ่ายเราด้วย"

"ตอนที่เดินทางมาถึงเฮล เกท ข้าคิดว่าอาร์ทีเมียคงสัมผัสได้ถึงกลิ่นเทพของท่านมิคาเอลกับท่านราเฟลที่ยังหลงเหลืออยู่ จึงคิดทดสอบพลังของท่านทั้งสองว่ามีพลังอยู่ในระดับใด เขาจึงส่งมนต์มาโจมตีท่านมิคาเอลกับท่านราเฟล" โรมบอกน้ำเสียงราบเรียบ

 "แล้วหลังจากนั้นล่ะ ไหนลองวิเคราะห์ต่อซิ" ท่านราฟพูดยิ้มๆ มองโรมด้วยความพอใจ เพราะท่านราฟก็คิดแบบเดียวกันกับโรม ขณะที่คนอื่นนิ่งคิดตามคำพูดของโรม ก่อนพยักหน้าเห็นด้วยว่าอาจเป็นไปได้

"เมื่อเขาส่งมนต์มาทดสอบพลังของท่านมิคาเอลกับท่านราเฟลแล้ว ตกคืนนั้นอาร์ทีเมียกับองครักษ์ก็เข้าไปพบท่านผู้ครองแคว้น เพื่อยื่นข้อเสนอให้พิจารณาครับ"

"แล้วเจ้าคิดว่าอาร์ทีเมียยื่นข้อเสนออะไรให้กับท่านผู้ครองแคว้นพิจารณา" ท่านราฟถาม

 "ก่อนจะตอบคำถาม ข้าอยากทราบว่า ท่านพ่อยื่นข้อเสนออะไรให้ท่านผู้ครองแคว้นพิจารณาครับ"

ท่านราฟหัวเราะเบาๆ จากนั้นจึงบอกให้ฟังว่าได้ยื่นข้อเสนออะไรไปบ้าง โรมพยักหน้าช้าๆ เอนหลังพิงเก้าอี้ วางมือทั้งสองข้างประสานกันบนโต๊ะ ดวงตาฉายแววครุ่นคิด  อาการแบบนี้ของโรม ทำให้ทุกคนมองด้วยความแปลกใจ เพราะแม้กระทั่งท่านราฟ ท่านเกรซหรือว่ารัน ก็ยังไม่เคยเห็นโรมแสดงอาการแบบนี้มาก่อน

"ข้าคิดว่า..แค่คิดนะครับว่า เขาน่าจะยื่นข้อเสนอในลักษณะแบบนี้" โรมถ่ายทอดความคิดของตัวเองให้ทุกคนฟังว่า อาร์ทีเมียน่าจะยื่นข้อเสนอใดให้ท่านผู้ครองแคว้นพิจารณา

"คิดแบบนี้จริงๆ หรือโรม" ฟิล ไรซานและบาลาสถามพร้อมกัน

"ครับ ข้าคิดว่าน่าจะเป็นแบบนี้"

"ทำไมพวกเจ้ามีสีหน้าแบบนั้น" เฟเบียซถาม เมื่อเห็นสีหน้าหนักใจของพวกฟิล

"พวกเรารู้จักนิสัยของท่านมาร์เดโลดีครับว่าเป็นอย่างไร จึงคิดว่า หากอาร์ทีเมียยื่นข้อเสนอไปแบบนั้นจริงๆ ท่านมาร์เดโลต้องไม่ปฏิเสธข้อเสนอนั้นแน่นอนครับ" ฟาเรียตอบแทนเพื่อนทั้งสามคน

"พวกเจ้าแน่ใจนะ" ท่านราฟถามย้ำอีกครั้ง

"แน่ใจครับ ท่านราฟ" ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสตอบพร้อมกัน

"แบบนี้ก็แย่น่ะสิคะ ท่านพ่อ" รันพูดขึ้นมาด้วยความกังวล

"อย่าเพิ่งกังวลไปก่อนสิลูก เรายังมีเวลามากพอ สำหรับทำให้มาร์เดโลเปลี่ยนใจ" ท่านเกรซยิ้มให้รัน

"เอาล่ะ ในฐานะที่พวกเจ้าเป็นองครักษ์ในดินแดนแถบนี้มาระยะนึงแล้ว พวกเจ้ามีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง" ท่านราฟถามฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาส

"เกี่ยวกับเรื่องนี้ คิดว่าท่านผู้ครองแคว้นต้องมีความคิดแตกออกเป็นสองฝ่าย จนเกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง และหาข้อสรุปที่ลงตัวไม่ได้ เมื่อหาข้อสรุปไม่ได้ ท่านผู้ครองแคว้นก็อาจใช้วิธีลงคะแนนเสียง เพื่อหาข้อสรุปในเรื่องนี้ครับ" ไรซานตอบ

"แล้วพวกเจ้าคิดว่า คะแนนเสียงน่าจะออกมาในรูปแบบไหน" ท่านราฟถามต่อ

"พวกเราเองก็ไม่ค่อยได้คลุกคลีกับท่านผู้ครองแคว้นสักเท่าไหร่ ทำให้ตอบยากครับ แต่คิดว่าน่าจะมีผู้ครองแคว้นเห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านราฟเกินครึ่งหนึ่ง แต่นั่นมันก่อนหน้าที่ฝ่ายอสูรจะเดินเกมยื่นข้อเสนอให้พิจารณาครับ" บาลาสบอกน้ำเสียงเคร่งขรึม

"ท่านราฟครับ แม้อสูรจะยื่นข้อเสนอให้ท่านผู้ครองแคว้นพิจารณา แบบที่โรมคาดเดาเอาไว้จริงๆ ก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าท่านผู้ครองแคว้นทุกคนจะเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ อีกอย่างนึงก็คือ จากข้อมูลที่พวกเราได้มา ข้าไม่คิดว่าอสูรจะใจดีแบบนั้น แต่มันน่าจะมีอะไรบางอย่างที่มากกว่านั้นซุกซ่อนเอาไว้ครับ" ฟิลออกความเห็น

"ข้าก็คิดเหมือนท่านฟิลครับว่า ข้อเสนอที่อาร์ทีเมียยื่นให้ท่านมาร์เดโลพิจารณานั้น น่าจะมีอะไรบางอย่างแอบแฝงเอาไว้ แต่อาร์ทีเมียจงใจที่จะไม่บอกให้ท่านมาร์เดโลทราบ ซึ่งข้าคิดว่าต้องไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่นอน หากเราสามารถชี้ให้ท่านผู้ครองแคว้นเห็นถึงเรื่องนี้ได้ล่ะก็ ท่านมาร์เดโลและท่านผู้ครองแคว้นคนอื่นๆ จะต้องเห็นด้วยกับข้อเสนอที่ทางฝ่ายเรายื่นไป"  โรมพูดน้ำเสียงเคร่งขรึม

ท่านราฟกับท่านเกรซพยักหน้า ดวงตาฉายแววครุ่นคิด ทำไมจะไม่รู้ว่าอสูรชอบเล่นตุกติกแค่ไหน  แม้ข้อเสนอที่ยื่นให้พิจารณาจะดูดีก็จริง แต่อย่างอสูรน่ะเหรอ จะยอมเสียเปรียบคนอื่น หรือยอมทำอะไรให้ใครโดยไม่หวังผลตอบแทน

"ท่านคิดว่าตอนนี้พวกจอห์นน่าจะอยู่ที่ไหนคะ" ท่านเกรซถามขึ้นมา

"อืม..ไม่แน่ใจนะ แต่เมื่อคืนข้ามอบหมายงานให้ไปแล้ว คิดว่าอาจจะเริ่มงานแล้วก็ได้"

"เอ๋! ท่านราฟมอบหมายงานอะไรให้พวกท่านพ่อทำหรือครับ" ฟาเรียถามด้วยความสงสัย

"อ้าว! พวกเจ้ายังไม่รู้หรือเนี่ย" ท่านราฟแปลกใจ หันไปมององครักษ์รุ่นแรก พบว่าทั้งสี่คนทำตาโต เอามือข้างหนึ่งปิดปากเอาไว้ ส่วนอีกข้างโบกไปมาพร้อมส่ายหัวเบาๆ

ท่านราฟอมยิ้ม  แสดงว่าตาเฒ่าสี่คนนี้ยังไม่ได้บอกให้หลานๆ รู้ล่ะสิว่า จะต้องฝึกวิชาเพิ่มเติมกับปู่ที่นี่ ส่วนเรื่องติดต่อกับเรย์นอลยกให้เป็นหน้าที่ของพวกจอห์นไปทำแทน เฮ้อ! ขนาดหลานตัวเองแท้ๆ ก็ยังไม่เว้น

"ท่านราฟครับ ท่านราฟว่าพวกเรายังไม่รู้เรื่องอะไรหรือครับ" บาลาสถามซ้ำอีกครั้ง สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง เช่นเดียวกับฟิล ฟาเรียและไรซาน ขณะที่พวกเทียน่าหันมายิ้มแห้งๆ ให้กัน

"ไม่มีอะไรหรอก ว่าแต่เมื่อกี้เจ้าถามถึงพวกจอห์นทำไมหรือ" ท่านราฟปฏิเสธ หันมาถามท่านเกรซ

"ข้าอยากให้พวกจอห์นสืบเรื่องที่พวกเราคุยกันเมื่อกี้ด้วยค่ะ" ท่านเกรซตอบ พลางหันไปมองพวกฟิลที่ยังคงทำหน้าสงสัย อดขำไม่ได้ นี่ถ้ารู้ว่าต้องฝึกวิชาเพิ่มเติมกับปู่ของตัวเอง จะทำหน้ายังไงกันนะ

"ได้สิ ไว้พวกจอห์นส่งข่าวมา ข้าจะสั่งให้สืบข่าวเรื่องนี้ด้วย"

"แล้วพวกเราจะทำอย่างไรต่อไปดีคะ ท่านพ่อ" รันถามขึ้นมา

"ตอนนี้ พ่อกำลังให้พวกแฟรงก์เดินเกมพูดคุยกับพวกองครักษ์พิทักษ์แคว้นให้เห็นด้วยกับข้อเสนอที่พ่อยื่นให้ไป ถ้าพวกนั้นเห็นด้วย มันก็จะทำให้เรื่องง่ายขึ้น" ท่านราฟบอก

"ท่านพ่อหมายความว่า จะยืมมือพวกองครักษ์พิทักษ์แคว้นให้ไปเกลี้ยกล่อมท่านผู้ครองแคว้นให้เห็นด้วยกับทางฝ่ายเราใช่ไหมครับ"

"ใช่ เพราะเท่าที่คุยกับพวกแฟรงก์ ทำให้พอจะประเมินได้ว่าน่าจะมีผู้ครองแคว้นเกินครึ่งที่เห็นด้วยกับข้อเสนอของฝ่ายเรา แต่ก็เหมือนที่บาลาสบอกนั่นแหละว่า นั่นมันก่อนหน้าที่อาร์ทีเมียจะไปยื่นข้อเสนอให้"

"แต่ข้าก็คิดเหมือนฟิลว่า แม้ข้อเสนอที่อาร์ทีเมียยื่นให้จะดีเพียงไร แต่คนระดับผู้ครองแคว้น ซี่งผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชน น่าจะคิดหนักกับข้อเสนอที่ยื่นให้ ซึ่งข้าค่อนข้างมั่นใจว่า ผู้ครองแคว้นส่วนใหญ่ ย่อมคิดถึงชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนมากกว่าอำนาจที่ไม่จีรังและยั่งยืน นั่นก็หมายความว่า ข้อเสนอที่พวกเรายื่นให้ย่อมดีกว่าข้อเสนอของฝั่งอสูร"

"ข้าก็คิดแบบเดียวกันกับท่านราฟ ดังนั้น สิ่งที่พวกเราต้องทำในตอนนี้ก็คือ การเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา เพราะศึกครั้งนี้มันเกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หากพวกเราพลาดแม้แต่นิดเดียว ไม่ใช่แค่เทพหรือปีศาจเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ แต่ชีวิตของมนุษย์ผู้บริสุทธิ์อีกเป็นจำนวนมาก ก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ข้าไม่ต้องการให้เกิดขึ้น" ท่านเกรซบอกน้ำเสียงจริงจัง

ทุกคนนิ่งเงียบกับคำพูดของท่านเกรซ  ลำพังแค่เทพกับปีศาจ รบกับอสูรก็ยังไม่เท่าไหร่ เพราะแต่ละฝ่ายก็มีเวทย์มนต์สูงๆ ด้วยกันทั้งนั้น แต่หากจะให้ดึงมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เห็นทีแผ่นดินนี้คงนองไปด้วยเลือดของมนุษย์ผู้บริสุทธิ์เป็นจำนวนมากอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นเช่นกัน

"เอาล่ะ คุยกันมาตั้งนาน พวกเจ้ายังไม่ได้เห็นโฉมหน้าศัตรูกันเลยนี่นา อยากเห็นหรือเปล่า" ท่านราฟพูดขึ้นมาทำลายความเงียบ

"อยากเห็นค่ะ ท่านพ่อ" รันรีบพูดขึ้นมาด้วยท่าทางกระตือรือร้น ไหนขอดูหน้าศัตรูของท่านพี่หน่อยซิว่า หน้าตาเป็นยังไง

ท่านราฟแบมือออกมา ปรากฎกลุ่มควันสีม่วงลอยพวยพุ่งออกมาจากฝ่ามือ ก่อตัวเป็นรูปใบหน้าของชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง ทุกคนมองด้วยความสนใจ

"คนนี้คืออาร์ทีเมีย ลูกชายของจอมอสูรหรือเนี่ย อืม..หน้าตาดีเหมือนกันนะคะ แต่ข้าว่าท่านพ่อกับท่านพี่หล่อกว่าตั้งเยอะ" รันวิจารณ์ออกมา ทำให้ทุกคนหัวเราะเสียงดัง 

"อื้อหือ! ชมกันซึ่งๆ หน้าเลยนะ อยากรู้จริงๆ ว่า ในสายตาของเจ้า มีใครที่หล่อกว่าท่านพ่อ หรือพี่บ้างหรือเปล่าเนี่ย" โรมยกมือขยี้ผมน้องสาวเบาๆ ด้วยความเอ็นดูปนหมั่นไส้

รันหัวเราะชอบใจ หันไปมองทางกลุ่มของฟิลที่นั่งอมยิ้ม

"ที่สูสีพอๆ กัน ก็มีพวกท่านฟิลนี่แหละค่ะท่านพี่ อ้อ! เกือบลืมไป ยังมีอีกคนนึง"

"ใครหรือลูก" ท่านราฟกับท่านเกรซถามพร้อมกัน

"ท่านอนากอลใช่ไหมรัน" เรเซียพูดขึ้นมา

"ใช่ๆ ท่านอนากอลนั่นแหละ คนนี้ยกนิ้วโป้งให้สองนิ้วเลย คนอะไรก็ไม่รู้ ทั้งหล่อ ทั้งสง่างาม ดูดีไร้ที่ติจริงๆ"  รันยิ้มกว้าง พยักหน้ายอมรับ พร้อมยกนิ้วโป้งขึ้นมาประกอบ

ทุกคนหัวเราะเสียงดังลั่น มองรันด้วยความขบขัน แต่ก็เห็นด้วยกับคำพูดของรันที่ว่า ท่านอนากอลเป็นผู้ชายที่ดูดีไร้ที่ติจริงๆ

"ส่วนนี่คือองครักษ์ของอาร์ทีเมีย คิดว่าพวกเจ้าน่าจะเคยเห็นหน้ากันแล้ว" ท่านราฟบอกพวกฟิล พลันภาพใบหน้าของอาร์ทีเมียก็หายไป กลับมีภาพของพวกฟลิทเข้ามาแทน ซึ่งพวกฟิลจำได้ดี เพราะเคยปะทะกันที่เฮล เกท แต่คนอื่นๆ ยังไม่เคยเห็น จึงมองด้วยความสนใจ

"พวกนี้เป็นพวกใช้ธาตุทั้งสี่เหมือนพวกเจ้า แต่เป็นสายวิหค" ท่านราฟอธิบายให้ฟัง 

"วิหคหรือครับท่านราฟ แบบนี้น่าสนุกแฮะ ชักคันไม้คันมือขึ้นมาซะแล้วสิ" แบนนาสกับฟาคอลทำตาโต ดีดนิ้วตัวเองดังเปาะด้วยความชอบใจ เช่นเดียวกับรีนอลและเฟเบียซที่ยิ้มมุมปาก ดวงตาทอประกายวิบวับ

"ไม่ต้องรีบร้อนน่า ยังไงๆ พวกเจ้าก็ต้องได้ออกโรงแน่" ท่านราฟบอกเสียงเรียบ นึกขำกับท่าทางขององครักษ์รุ่นแรกไม่ได้ หึหึ ดูตาแต่ละคนสิ เห็นแบบนี้แล้ว ข้าเองก็ยังหนาวเหมือนกันนะเนี่ย

"จริงๆ นะครับ ท่านราฟ ห้ามโกหกพวกเรานะครับ" แบนนาสถามด้วยความดีใจ

"ไม่โกหกหรอกน่า พวกเจ้าถือเป็นไม้เด็ดเชียวล่ะ สำหรับศึกครั้งนี้" ท่านราฟพูดกลั้วหัวเราะ

"แหมๆๆ ท่านราฟพูดได้ถูกใจม๊าก มาก คอยดูเถอะ ข้าจะถอนแค้นให้ท่านไซบรัสกับท่านแซนดราเอง ฮี่ๆๆ ฮ่าๆๆๆ" ฟาคอลทำตายิบหยี ลุกขึ้นยืนเท้าสะเอว แหงนหน้าขึ้นสูงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากเสียงดังลั่น

แม้ว่าท่านราฟ ท่านเกรซ พวกฟิลและพวกแม่ของฟิลจะชินกับพฤติกรรมของฟาคอลก็เถอะ แต่พอเห็นแบบนี้เข้าก็อึ้งไปเหมือนกัน ส่วนโรม รันและเรเซียไม่ต้องพูดถึง นอกจากจะอึ้งแล้วยังเกิดอาการหนาวๆ ร้อนๆ ขึ้นมาอีกด้วย เริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมใครๆ ถึงได้กลัวองครักษ์รุ่นแรกกันนักโดยเฉพาะท่านฟาคอล

"ฟาคอล นั่งลงได้แล้ว หัวเราะมากๆ แบบนั้น เดี๋ยวกรามก็ค้างหรอก" ท่านเกรซบอก

ฟาคอลชะงัก หันมามองท่านเกรซ เมื่อเห็นสายตาที่มองมา จึงลดมือลงข้างตัว ค่อยๆ หย่อนกายลงนั่ง

"ขอบคุณท่านเกรซมากครับ ที่เป็นห่วงเป็นใยในตัวข้า โถ..แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ท่านเกรซก็ยังคงน่ารักเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ มันทำให้ข้ารู้สึกปลาบปลื้มและตื้นตันใจจนบอกไม่ถูก" ฟาคอลบีบเสียงเล็กเสียงน้อย ยกชายเสื้อข้างหนึ่งขึ้นมาซับน้ำตา สะอื้นเบาๆ

"ไม่เป็นไรจ้ะ ฟาคอล อย่าร้องไห้เลยนะ" ท่านเกรซรีบห้าม หันมาทำตาดุใส่ท่านราฟที่ยกมือปิดปากกลั้นหัวเราะเอาไว้อย่างเต็มที่ ขณะที่คนอื่นๆ ได้แต่นั่งทำตาปริบๆ

"ครับ ครับ ไม่ร้องไห้ก็ได้ครับ เฮ้อ! ไม่รู้เป็นยังไง เวลามีใครมาพูดจาแสดงความเป็นห่วงเป็นใย ข้ามักจะบ่อน้ำตาตื้นเสมอ แสดงว่าข้าเป็นคนอ่อนไหวใช่ไหมครับ ท่านโรม" ฟาคอลหันมาถามโรมที่นั่งข้างฟิล

"เอ่อ..ก็อาจจะใช่นะครับท่านฟาคอล" โรมตอบน้ำเสียงสุภาพ

"โถ..ท่านโรมช่างเป็นเด็กที่น่ารักเหลือเกิน เข้าใจพูดเอาใจคนแก่  น่ารักเหมือนท่านอนากอลไม่มีผิด" ฟาคอลพูดด้วยน้ำเสียงชื่นชม มองโรมตาเป็นประกาย ผิดกับโรมที่นั่งมองฟาคอลด้วยความรู้สึกหนักใจ จนต้องลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ

ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสหันมาสบตากัน นึกเป็นห่วงโรมมากขึ้นกว่าเดิม ท่าทางตาเฒ่าฟาคอลจะถูกใจโรมเป็นอย่างมาก เห็นทีตอนฝึกเข้มกับตาเฒ่าสี่คนนี้ ดูท่าโรมจะลำบากซะแล้วสิ

ทั้งสี่คนคิดด้วยความกลัดกลุ้ม โดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองก็จะต้องเข้ารับการฝึกเข้มจากตาเฒ่าสี่คนนี้เช่นกัน

"นี่ก็สายมากแล้ว เดี๋ยวข้าจะให้รันกับเรเซียอยู่ที่นี่ เพื่อฝึกวิชาเพิ่มเติมกับพวกเจ้า แล้วเย็นๆ ข้ากับเกรซจะมารับ" ท่านราฟหันมาบอกพวกเทียน่า

"ท่านราฟกับท่านเกรซไม่ต้องมารับก็ได้ค่ะ พอฝึกเสร็จแล้ว พวกเราจะพาท่านรันกับหนูเรเซียไปส่งที่บ้านให้เองค่ะ" เทียน่าบอกด้วยความเกรงใจ ท่านเกรซยิ้มให้

"พอดีมื้อเย็นของวันนี้ ข้าขี้เกียจทำอาหาร ก็เลยคุยกับท่านราฟว่า จะมาฝากท้องของพวกเราไว้กับบ้านของพวกเจ้าสักวัน จะได้ไหมจ๊ะ"

"ได้สิคะ ท่านเกรซ" ฟลอร่าพูดด้วยความดีใจ

"แล้วพวกท่านอยากทานอะไรเป็นพิเศษบ้างไหมคะ พวกเราจะได้ทำให้" แพตทิเซียถาม

"อะไรก็ได้จ้ะ" ท่านเกรซบอกด้วยรอยยิ้ม หันมาทางรันกับเรเซีย

"พวกเจ้าต้องตั้งใจฝึกนะ อย่างอแง อย่าขี้เกียจหรือแอบอู้เด็ดขาด เข้าใจหรือเปล่าจ๊ะ" ท่านเกรซกำชับ

"ค่า พวกเราจะตั้งใจเต็มที่ค่ะ" รันกับเรเซียรับคำพร้อมกัน ท่านเกรซยิ้มพอใจ หันมาทางเทียน่า ฟลอร่า แพตทิเซียและวิไรน่าที่ยืนยิ้มให้

"ฝากด้วยนะจ๊ะ หากสองคนนี้ดื้อหรือเกเรไม่ยอมตั้งใจฝึกล่ะก็ อนุญาตให้ลงโทษได้ตามสบาย"

"ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ ท่านเกรซ" เทียน่าหัวเราะเบาๆ หันมาทางรันและเรเซีย 

"เชิญท่านรันกับหนูเรเซียทางนี้จ้ะ" พูดจบ เทียน่ากับฟลอร่าก็เดินนำออกไป รันกับเรเซียรีบตามไปทันที

ท่านราฟหันมามองฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสที่กำลังนั่งคุยกับโรม

"เดี๋ยวข้าจะติดต่อไปหาอนากอล เพื่อถามความคืบหน้าเรื่องของแคลโลสักหน่อย พวกเจ้าก็ตามข้าไปด้วยสิ จะได้ปรึกษาหารือเรื่องงานกันต่อ"

ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสไม่ทันจะตอบตกลง  ฟาคอลกับแบนนาสก็รีบพูดขึ้นมา

"ท่านราฟครับ ทำไมไม่เข้าไปคุยเรื่องงานในบ้านของพวกเราล่ะครับ สะดวกกว่าตั้งเยอะ จะเดินกลับไปกลับมาให้เหนื่อยทำไมล่ะครับ"

"เจ้าสองคนอยากเจออนากอลล่ะสิ" ท่านราฟพูดดักคอ มองแบนนาสกับฟาคอลอย่างรู้ทัน ทั้งคู่ยิ้มกว้าง รีบลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินเข้ามาบีบแขนท่านราฟคนละข้างอย่างประจบ

"ท่านราฟรู้ไหมครับว่า ท่านราฟเป็นคนที่น่ารักที่สุดในโลกเลย" แบนนาสพูดเสียงหวาน

"ใช่ครับ ข้าไม่เคยเห็นใครน่ารักเหมือนท่านราฟเลยครับ เราสองคนคิดถึงท่านอนากอลม๊าก มาก ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ไม่รู้ว่าท่านอนากอลเป็นยังไงบ้าง" ฟาคอลมองท่านราฟตาละห้อย   ท่านราฟมองทั้งคู่ด้วยความหมั่นไส้ หันไปบอกท่านเกรซที่ยืนคุยกับแพตทิเซียและวิไรน่า

"เกรซ เดี๋ยวข้าไปคุยเรื่องงานที่บ้านของรีนอลนะ"

"ค่ะ ท่านราฟ เดี๋ยวข้าคุยธุระกับสองคนนี้เสร็จแล้ว จะตามเข้าไปค่ะ" ท่านเกรซยิ้มให้

"เอ้า! เดินนำไปสิ มัวแต่ยืนยิ้มอยู่ได้" ท่านราฟพูดเสียงดุใส่แบนนาสกับฟาคอล ทั้งคู่หัวเราะเสียงดัง รีบเดินนำท่านราฟและทุกคนเข้าไปข้างในทันที เมื่อพวกท่านราฟเดินจากไปแล้ว แพตทิเซียก็หันมาถามท่านเกรซ

 "ท่านเกรซคะ ท่านจะให้ท่านโรมเริ่มฝึกวิชาเมื่อไหร่คะ"

"พรุ่งนี้จ้ะ ว่าแต่พวกเจ้ายังไม่ได้บอกลูกๆ หรือว่าจะต้องฝึกวิชาเพิ่มเติมกับตาเฒ่าพวกนั้นน่ะ"

"ไม่ได้บอกค่ะ ท่านเกรซ" วิไรน่าตอบ

"ตาเฒ่าพวกนั้นไม่ให้บอกล่ะสิ" ท่านเกรซคาดเดา ซึ่งแพตทิเซียกับวิไรน่าถอนหายใจพยักหน้ายอมรับ

ท่านเกรซหัวเราะชอบใจ อืม..ตาเฒ่าพวกนี้แสบจริงๆ อยากรู้จังว่าเด็กพวกนั้นจะทำหน้ายังไงกันน้า

"โธ่! ท่านเกรซ ไม่ใช่เรื่องขำนะคะ เมื่อคืนนี้พวกเรากังวลใจมากจนนอนไม่หลับ ก็เลยมานั่งคุยกันว่าจะทำยังไงดี ท่านเกรซก็รู้นี่คะว่า ท่านพ่อน่ะเป็นยังไง" วิไรน่าพูดเสียงเครียด

"จริงด้วยค่ะ ท่านเกรซ นี่พวกเราก็เริ่มเป็นห่วงท่านโรมขึ้นมาเหมือนกัน ท่าทางท่านพ่อฟาคอลจะติดใจท่านโรมเอามากๆ งานนี้ท่านโรมรับเละแน่" แพตทิเซียพูดให้ฟัง

"คงไม่มีอะไรหรอกน่า พวกเจ้าพูดซะข้าใจเสียเลยนะนี่" ท่านเกรซปลอบน้ำเสียงอ่อนโยน

"ก็หวังให้เป็นอย่างนั้นนะคะ แต่พักนี้ท่านพ่อคึกคักเป็นพิเศษ พวกเราก็เลยกังวลจัด ท่านพ่อน่ะ เหมือนคนอื่นซะที่ไหนกัน คึกคักแบบนี้ทีไร ลูกชายพวกเราปางตายทุกครั้ง" วิไรน่าพูดน้ำเสียงไม่สบายใจ

ท่านเกรซเริ่มยิ้มไม่ออก ยิ่งเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของแพตทิเซียกับวิไรน่าแล้ว ทำให้เริ่มไม่แน่ใจขึ้นมา  จริงด้วยสิ เกิดตาเฒ่าพวกนั้นเล่นพิเรนทร์ขึ้นมา ลูกชายที่น่ารักของข้าไม่ช้ำในตายกันพอดีหรือเนี่ย

"แบบนี้ก็แล้วกัน ข้าจะกำชับพวกนั้นให้เองว่า ห้ามฝึกอะไรแผลงๆ หรือเล่นพิเรนทร์เด็ดขาด"

"ขอบคุณค่ะ ได้ยินแบบนี้พวกเราก็เบาใจขึ้นมาก งั้นพวกเราขอตัวไปฝึกวิชาให้ท่านรันกับหนูเรเซียก่อนนะคะ" วิไรน่ากับแพตทิเซียพูดด้วยความดีใจ

"ไปเถอะจ้ะ" ท่านเกรซยิ้มให้ ทั้งคู่ทำความเคารพท่านเกรซพร้อมกัน หมุนตัวเดินจากไป

ท่านเกรซมองตามหลังทั้งคู่ไป ดวงตาฉายแววครุ่นคิด ทำไมจะไม่รู้ว่าตาเฒ่าสี่คนนั้นแสบแค่ไหน ขนาดซานฟรีสที่ว่าแน่ๆ ยังโดนตาเฒ่าฟาคอลเล่นงานซะอ่วม แล้วเด็กพวกนั้นจะรับมือไหวหรือเนี่ย

"เห็นทีข้าต้องทำน้ำผลไม้รสพิเศษขึ้นมาซะแล้ว อย่างน้อยก็พอป้องกันไม่ให้เด็กๆ พวกนั้นช้ำในตายได้" ท่านเกรซพึมพำเบาๆ หันหลังเดินตรงไปที่บ้านของรีนอลทันที

                                                                           *************************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

474 ความคิดเห็น