มหาเวทย์จักรพรรดิ ภาคจอมราชันย์

ตอนที่ 19 : ศัตรูที่มองไม่เห็น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 747
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    29 ก.ค. 51

บทที่ 19  ศัตรูที่มองไม่เห็น

ที่หุบเขามรณะ หลังจากได้ฟังรายงานจากอนากอลเกี่ยวกับเรื่องของอสูร ท่านราฟก็มานั่งคุยกับพวกฟิลที่โต๊ะนั่งเล่นอยู่พักใหญ่ จนเวลาดึกพอสมควร พวกฟิลจึงขอตัวกลับบ้าน

 เมื่อพวกฟิลกลับไปแล้ว รันได้บอกให้ท่านราฟกับท่านเกรซทราบว่า พรุ่งนี้ตัวเองกับเรเซียจะไปฝึกวิชาเพิ่มเติมกับพวกแม่ของฟิล

"ดีแล้วจ้ะ พวกเจ้าต้องขยันและตั้งใจฝึกนะ" ท่านเกรซกำชับ

"ค่ะ พวกเราจะตั้งใจเต็มที่ ท่านแม่ไม่ต้องห่วง" รันรับคำแข็งขัน แต่ท่านราฟกับโรมมองอย่างไม่เชื่อถือด้วยรู้นิสัยของรันดีว่า ชอบหาเรื่องโดดฝึกวิชาเป็นประจำ

"ที่เจ้าว่าตั้งใจน่ะ ตั้งใจฝึกวิชาจริงๆ ใช่ไหม พูดให้ชัดๆ หน่อยสิ"

"อ้าว! ท่านพี่ ทำไมพูดแบบนี้ล่ะ"

"ก็เวลาท่านพ่อให้เจ้าฝึกวิชาทีไร พี่เห็นเจ้าปวดหัวตัวร้อนเป็นไข้ทุกครั้งเลยนี่ พี่ก็เลยต้องถามเจ้าให้แน่ใจว่า ที่ตั้งใจน่ะ ตั้งใจอะไร ตั้งใจฝึกวิชา หรือว่าตั้งใจหาเรื่องแกล้งป่วย จะได้ชวนกันไปเล่น" 

"ข้ารู้น่า แต่คราวนี้ไม่เหมือนกัน ท่านพี่คอยดูก็แล้วกัน"

"ได้สิ แล้วพี่จะคอยดูว่า คราวนี้เจ้าจะป่วยเป็นอะไรอีก" โรมพูดหน้าตาย รันยกมือทุบไหล่พี่ชายเสียงดังปึ้กด้วยความหมั่นไส้

"โอ๊ย!  พี่ไม่ใช่ท่านฟิลนะ ที่จะยอมให้เจ้าทุบเอา ทุบเอา" โรมแกล้งโวยเสียงดัง รันหน้าแดงก่ำ ทุบไหล่โรมรัวไม่ยั้ง ปากก็ว่าไปด้วย

"ท่านฟิลมาเกี่ยวอะไรด้วย อย่าหาเรื่องข้านะ"

"ถ้าไม่เกี่ยว ทำไมเจ้าต้องหน้าแดงด้วยล่ะ ดูสิ หน้าแดงจนเขียวแล้วนั่นน่ะ"

"ท่านพี่! หยุดพูดเลยนะ" รันว่าเสียงดัง มองโรมตาเขียว ท่านราฟและเรเซียหัวเราะชอบใจ

"เจ้าก็ชอบแกล้งน้องซะจริง" ท่านเกรซหันมาตีแขนโรมเบาๆ

"โธ่! ท่านแม่ครับ ถ้าไม่ให้แกล้งน้องสาวตัวเอง แล้วจะให้ข้าไปแกล้งใครล่ะครับ"

"เจ้าก็หาแฟนสักคนสิ จะได้มีคนให้แกล้งทุกวัน" ท่านราฟพูดทีเล่นทีจริง

"ไม่ไหวมั้งครับ ท่านพ่อ"

"ทำไมล่ะ เจ้าไม่อยากมีคนไว้คอยพูดคุยบ้างหรือลูก" ท่านเกรซถาม

"ตอนนี้ข้ายังไม่อยากคิดเรื่องนี้ครับ เพราะยังมีภาระที่ต้องรับผิดชอบอีกมาก" โรมพูดสีหน้าเคร่งขรึม

"พ่อรู้ ว่าเจ้าหนักใจเรื่องตำแหน่งผู้นำคนต่อไปของเหล่าเทพและปีศาจ แต่พ่อกับแม่เชื่อว่าเจ้าทำหน้าที่นี้ได้และมั่นใจว่าทำได้ดีด้วย ดังนั้นเจ้าอย่าจริงจังหรือเครียดกับเรื่องนี้จนเกินไป" ท่านราฟบอกน้ำเสียงอ่อนโยน

"ท่านพ่อพูดถูก แม่อยากให้เจ้ากับน้องมีช่วงเวลาของคนหนุ่มสาวแบบคนธรรมดาทั่วไป หากเจ้าเจอใครที่น่าสนใจก็ลองมองๆ ดูก่อน ไม่ต้องห่วงว่าพ่อกับแม่จะว่า เจ้ารักใคร พ่อกับแม่ก็รักด้วย" ท่านเกรซยิ้มให้โรม

"ขอบคุณครับ แต่ตอนนี้ข้ายังไม่เจอใครคนนั้นเลยครับ สงสัยท่านพ่อกับท่านแม่คงต้องรออีกนาน"

"ท่านพี่จะเจอใครได้ยังไง ในเมื่อตั้งแต่ออกจากบ้านมา ผู้หญิงที่เจอด้วยก็มีแค่ข้า ท่านลอร่าแล้วก็เรเซีย อ้อ! ยังมีท่านดิพเทอเรียกับท่านซารีน่าที่เพิ่งเจอกันตอนประชุม นอกนั้นก็ไม่เห็นมีใคร" รันพูดเจื้อยแจ้ว โรมอมยิ้มมองน้องสาวด้วยความหมั่นไส้ ยกมือขยี้ผมรันเบาๆ

"นั่นสิ ใครจะเหมือนเจ้าล่ะ ออกจากบ้านปุ๊บ ก็เจอท่านฟิลปั๊บ"

"ท่านพี่! อีกแล้วนะ" รันหน้างอ ค้อนใส่พี่ชายวงใหญ่ ทำให้ทุกคนหัวเราะชอบใจเสียงดัง

"อาจจะจริงอย่างที่รันว่าก็ได้ค่ะ ท่านโรมไม่ค่อยได้ไปไหน ก็เลยทำให้ไม่เจอคนที่ถูกใจ ข้าคิดว่าหากท่านโรมได้เดินทางท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ บางทีอาจจะเจอคนถูกใจก็ได้ค่ะ" เรเซียเสนอความเห็น

"แบบนี้ดีไหม หลังจัดการเรื่องราวต่างๆ เสร็จแล้ว พ่อจะให้เจ้าเดินทางท่องเที่ยวสักห้าปี จากนั้นค่อยกลับมารับตำแหน่งผู้นำคนใหม่ บางทีช่วงห้าปีที่เจ้าเดินทางท่องเที่ยว อาจจะเจอคนถูกใจก็ได้" ท่านราฟเสนอ

"ก็ดีเหมือนกันนะท่านราฟ ว่าไงลูก เห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านพ่อหรือเปล่า" ท่านเกรซเห็นด้วย

โรมมองหน้าท่านราฟกับท่านเกรซสลับกัน เมื่อเห็นแววตาจริงจังของท่านทั้งสองแล้ว ทำให้อดหัวเราะออกมาไม่ได้ ท่าทางท่านพ่อกับท่านแม่จะกังวลเรื่องนี้น่าดู

"ว่าไงลูก เห็นด้วยหรือเปล่า" ท่านเกรซถามซ้ำ

"ก็ได้ครับ" 

ท่านราฟกับท่านเกรซยิ้มชอบใจ จากนั้นท่านราฟหันมาทางเรเซีย

"หมดปัญหาไปหนึ่งเรื่อง คราวนี้ก็มาเรื่องของเจ้าบ้าง"

"เอ๋! เรื่องของข้าหรือคะ" เรเซียทำหน้างงๆ เช่นเดียวกับรันและโรม

"ใช่แล้ว" ท่านราฟพยักหน้า จากนั้นจึงพูดเป็นการเป็นงาน

"หากจัดการเรื่องอสูรเรียบร้อยแล้ว ข้าคิดว่าเรย์นอลต้องกลับมาหาเจ้า เมื่อถึงตอนนั้น เจ้าคิดหรือยังว่าจะทำยังไงต่อไป"

คำถามของท่านราฟ ทำให้เรเซียนิ่งอึ้ง นั่นสินะ หากเวลานั้นมาถึงจริงๆ ข้าจะทำยังไง ครอบครัวข้าจะยอมรับท่านเรย์นอลหรือเปล่า ในเมื่อท่านเรย์นอลเป็นปีศาจ คิดมาถึงตรงนี้ เรเซียก็กัดปากแน่น มือเผลอจับจี้ที่ห้อยคอโดยไม่รู้ตัว

"ขะ ข้าไม่รู้ค่ะ" เรเซียตอบเสียงสั่น รันเอื้อมมือมาบีบมือเรเซียเบาๆ นึกกังวลใจแทนเรเซียขึ้นมา เพราะยังจำท่าทีของท่านลอร่าที่มีต่อท่านเรย์นอลได้ดีว่าเป็นยังไง

โรมมองเรเซียด้วยความเห็นใจ หันมาสบตาท่านราฟและท่านเกรซเป็นทำนองว่าอยากให้ยื่นมือมาช่วยในเรื่องนี้ ซึ่งทั้งคู่พยักหน้าให้ ก่อนที่ท่านเกรซจะพูดขึ้น

"เรเซีย ข้าขอถามอะไรเจ้าสักอย่างได้ไหม"

"ได้ค่ะ ท่านเกรซ"

"เจ้ามีความรู้สึกดีๆ ให้กับเรย์นอลใช่ไหมจ๊ะ"

เรเซียหน้าร้อนผ่าว ก้มหน้างุด ตอบเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่ทำให้ท่านราฟกับท่านเกรซยิ้มพอใจ

"ท่านย่าของเจ้า คงไม่ใช่คนไร้เหตุผล ไว้จัดการเรื่องอสูรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าจะไปคุยกับท่านย่าของเจ้าให้เอง สบายใจได้" ท่านเกรซบอกน้ำเสียงอ่อนโยน

"จริงหรือคะ ท่านแม่" รันรีบถามด้วยความดีใจ

"จ้ะ ให้เสร็จเรื่องทุกอย่างก่อน แล้วพ่อกับแม่จะไปคุยกับย่าของเรเซียเอง" ท่านเกรซยิ้มให้

"ขอบคุณค่ะ ท่านเกรซ" เรเซียมองท่านเกรซด้วยความขอบคุณ โรมกับรันยิ้มด้วยความโล่งใจ ลองท่านแม่รับปากแล้ว เรื่องนี้ก็หายห่วง ที่เหลือก็แค่รอเวลาเท่านั้นเอง

"นี่ก็ดึกมากแล้ว พวกเจ้าไปพักผ่อนเถอะจ้ะ" ท่านเกรซบอก

"ครับ/ค่ะ"  โรม รันและเรเซียรับคำพร้อมกัน ลุกขึ้นเดินไปยังห้องนอนของตัวเองทันที ท่านราฟหันมาบอกท่านเกรซน้ำเสียงนุ่มนวล

"เจ้าไปนอนก่อนเถอะ ข้าจะออกไปอ่านหนังสือตรงระเบียงสักหน่อย"

"ค่ะ ท่านอย่าอ่านหนังสือเพลินจนนอนดึกนะคะ" ท่านเกรซเตือนด้วยความเป็นห่วง ด้วยรู้นิสัยของท่านราฟดีว่า เวลาอ่านหนังสือทีไร มักจะอ่านเพลินจนลืมเวลา

"รู้แล้วครับ" ท่านราฟก้มศีรษะคำนับอย่างล้อเลียน ท่านเกรซหัวเราะเบาๆ ก่อนเดินหายเข้าไปในห้อง ท่านราฟหยิบหนังสือเล่มโปรดออกมา ลุกขึ้นเดินออกไปด้านนอกทันที

                                                     *******************************************************************

  เมืองพอร์ตแลนด์ เมืองหลวงของแคว้นสก็อตโตลา

 ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบในยามวิกาล ผู้คนต่างนอนหลับพักผ่อนบนที่นอนอันอบอุ่นในบ้านเรือนของตัวเอง หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกับงานที่ทำมาตลอดทั้งวัน

 ภายในห้องทำงานของมาร์เดโล ผู้ครองแคว้นสก๊อตโตลา ขณะนั้นมาร์เดโลกำลังนั่งอ่านรายงานข่าวด่วนที่หน่วยข่าวส่งมาให้ เมื่ออ่านจบก็เงยหน้าขึ้นมองชายสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า

"พวกเจ้าส่งทีมแพทย์ลงพื้นที่แล้วหรือยัง"

"ส่งไปเมื่อเช้าชุดหนึ่งครับ ส่วนชุดที่สองจะตามไปพรุ่งนี้" หนึ่งในสองตอบน้ำเสียงเคร่งเครียด มาร์เดโลเอนหลังพิงเก้าอี้ เป่าลมออกจากปากเบาๆ ดวงตาฉายแววกังวล นึกถึงข้อความในรายงานที่เพิ่งอ่านจบไปเมื่อครู่

ในรายงานแจ้งว่า เกิดเรื่องประหลาดขึ้นในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองพอร์ตแลนด์ไปสองร้อยกิโลเมตร มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งได้ป่วยเป็นโรคประหลาดโดยไม่ทราบสาเหตุ ทุกคนที่ป่วยจะมีรอยปื้นขนาดเท่าฝ่ามือเกิดขึ้นตรงกลางหน้าอก พร้อมมีตุ่มใสขนาดเท่าเมล็ดถั่วลิสงโผล่ขึ้นมาบนรอยปื้นนั้น ที่น่าประหลาดก็คือตุ่มใสที่ว่าจะเต้นตุบๆ เหมือนกับการเต้นของหัวใจมนุษย์ไม่มีผิด 

หลังรอยปื้นเกิดขึ้นมาได้เจ็ดวัน ชาวบ้านกลุ่มนั้นก็หายตัวไปอย่างลึกลับ คนในหมู่บ้านจึงช่วยกันออกตามหา แต่ก็ไม่พบร่องรอย จนผ่านไปสองอาทิตย์ก็พบศพของชาวบ้านหนึ่งในกลุ่มนั้นตรงเชิงเขาริมแม่น้ำ

ศพที่เจอมีสภาพนอนหงาย ดวงตาเบิกโพลง อ้าปากกว้าง ร่างกายแห้งเหี่ยวจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ตรงหน้าอกเป็นรูกลวงมีขนาดเท่ากำปั้น เมื่อตรวจสอบบริเวณใกล้เคียงก็ไม่พบหลักฐานอื่นใด ไม่มีรอยเลือดหรือร่องรอยของการต่อสู้ สร้างความแปลกใจให้กับชาวบ้านที่พบศพเป็นอย่างมาก

หลังจากเจอศพแรก คนในหมู่บ้านก็ระดมกำลังออกค้นหาคนอื่นที่เหลือในรัศมีสามกิโลเมตร ก็พบกับศพอื่นๆ ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกันกับศพแรก ใช้เวลาหาอยู่หนึ่งวันเต็มๆ ก็เจอครบทุกศพ  ชาวบ้านจึงนำศพพวกนี้กลับมาเก็บไว้ในโกดังเก็บศพของหมู่บ้าน ตั้งใจจะเผาทำลายศพในวันรุ่งขึ้น

รุ่งเช้า เมื่อชาวบ้านเตรียมเตาเผาเรียบร้อย ก็ได้ไปเปิดโกดังเก็บศพ ปรากฎว่าศพเหล่านั้นได้หายไป เมื่อตรวจสอบประตูหน้าต่างก็พบว่าอยู่ในสภาพปกติ ไม่มีร่องรอยของการงัดแงะ พอสอบถามยามประจำหมู่บ้าน ก็แจ้งว่าไม่พบเห็นสิ่งใดผิดปกติ ทำให้ชาวบ้านเกิดความหวาดผวา

เจ็ดวันต่อมา ชาวบ้านหกคนที่เป็นชายฉกรรจ์ เริ่มมีปื้นแดงขึ้นตรงหน้าอก ลักษณะเหมือนกับชาวบ้านกลุ่มก่อนหน้านี้ไม่มีผิด ทำให้ทุกคนเกิดความกลัว เกรงว่าเหตุการณ์จะซ้ำรอยเดิม หัวหน้าหมู่บ้านจึงแจ้งข่าวมายังส่วนกลาง เพื่อขอให้จัดส่งทีมแพทย์ฝีมือดีเข้ามาที่หมู่บ้านโดยด่วน

"นอกจากทีมแพทย์ที่พวกเจ้าส่งไปแล้ว ยังมีทีมอื่นอีกหรือเปล่า" มาร์เดโลถามน้ำเสียงเคร่งเครียด

"มีทหารฝีมือดีกองหนึ่งตามไปด้วยครับ ข้าเผื่อเอาไว้ในกรณีที่มีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นครับ"

 "อืม..รอบคอบดี ว่าแต่เทอร์รีนอยด์ไม่ติดต่อมาบ้างเลยหรือ" มาร์เดโลถามถึงเทอรีนอยด์ ซึ่งเป็นองครักษ์พิทักษ์แคว้นสก๊อตโตลา ที่หายตัวไปตั้งแต่เกิดเรื่องราชาปีศาจปรากฏตัวขึ้นที่เมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้

"ท่านเทอรีนอยด์เพิ่งติดต่อมาเมื่อกี้เองครับว่า ไม่สบาย ขอลางานหนึ่งอาทิตย์ครับ"

"ปกติเห็นแข็งแรงจะตายไป เกิดจะมาไม่สบายอะไรเอาตอนนี้" มาร์เดโลบ่นด้วยความหงุดหงิด ตั้งใจว่าจะปรึกษาเรื่องข้อเสนอที่ราชาปีศาจยื่นมาให้สักหน่อย ดันป่วยซะได้

"พวกเจ้าไปได้แล้ว พรุ่งนี้หากทีมแพทย์ส่งข่าวมา รีบรายงานข้าทันที" มาร์เดโลสั่ง ชายสองคนก้มศีรษะทำความเคารพ หมุนตัวเดินจากไป

มาร์เดโลหยิบรายงานเมื่อกี้มาอ่านทวนอีกรอบ ดวงตาฉายแววครุ่นคิด หรือว่า..จะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ราชาปีศาจบอกเอาไว้ บ้าชะมัด!  มาร์เดโลถอนหายใจเสียงดัง  

"ท่าทางท่านมาร์เดโล จะมีเรื่องหนักอกหนักใจ ไม่ทราบว่ามีอะไรที่พอจะให้ข้าช่วยได้บ้างหรือเปล่า"

เสียงทุ้มกังวานสดใสดังขึ้น พร้อมกับชายคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า มาร์เดโลเพ่งตามอง ก่อนย้อนถามเสียงห้วนด้วยความไม่พอใจ

 "เจ้าเป็นใคร เข้ามาในห้องนี้ได้อย่างไร"

"ใช้น้ำเสียงให้มันน่าฟังกว่านี้หน่อยสิ ท่านมาร์เดโล"

เสียงห้าวๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง มาร์เดโลสะดุ้ง รีบหันกลับมามอง พบผู้ชายสามคนยืนเรียงกัน มาร์เดโลขยับตัวจะลุกขึ้น แต่หนึ่งในนั้นวางมือลงบนบ่ากดให้นั่งลง ขณะที่อีกสองคนมองมาร์เดโลด้วยสายตาเย็นเยียบ

อากาศในห้องที่เคยอบอุ่นกลับเย็นยะเยือกอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้า เดินเข้ามาทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามกับมาร์เดโล ด้วยท่าทางสบายๆ

"ขอโทษด้วย ถ้าหากทำให้ท่านตกใจ ข้ามีธุระจะคุยกับท่านนิดหน่อย"

"ข้าไม่รู้จักเจ้า จะให้คุยด้วยได้ยังไง" มาร์เดโลพูดเสียงแข็ง ก่อนนิ่วหน้า เมื่อหนึ่งในกลุ่มคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง ใช้มือบีบบ่ากดน้ำหนักมือลงไปจนชาไปทั่วร่าง

"ข้าเพิ่งบอกไปเมื่อกี้ไม่ใช่เหรอว่า ใช้น้ำเสียงพูดจาให้มันน่าฟังกว่านี้หน่อย"

มาร์เดโลหน้าเหยเก รู้สึกเจ็บบ่าจนทนแทบไม่ไหว เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นมาตามใบหน้า ขณะที่ชายหนุ่มตรงหน้ามองด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนพยักหน้าช้าๆ ผู้ชายที่กดบ่ามาร์เดโลจึงถอนมือออก

"ท่านจะคุยธุระอะไรกับข้างั้นหรือ" มาร์เดโลพูดเสียงอ่อน ร่างกายซีกขวาชาจนแทบจะขยับตัวไม่ได้

 ชายหนุ่มตรงหน้ายิ้มพอใจกับท่าทีของมาร์เดโล พูดแนะนำตัวเอง น้ำเสียงร่าเริง

"ก่อนอื่นข้าขอแนะนำตัวเองให้ท่านรู้จักสักนิดนึง ข้าคืออาร์ทีเมีย บุตรชายของจอมอสูรโรติเฟอร์"

คำพูดนั้น ทำให้มาร์เดโลเย็นวาบไปทั่วร่าง มองอาร์ทีเมียตาค้าง พูดเสียงสั่น

"ทะ ท่าน ปะ เป็น อะ อสูร"

อาร์ทีเมียพยักหน้า มาร์เดโลเหงื่อแตกพลั่ก ใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาข้างนอก มองอาร์ทีเมียที่นั่งอยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกพรั่นพรึง ถามเสียงแหบพร่า

"แล้วท่านต้องการคุยธุระอะไรกับข้า"

 "ข้าต้องการคุยกับท่านเกี่ยวกับเรื่องของ ตำรามหาเวทย์จักรพรรดิ"

                                                                ****************************************************

เวลาเดียวกันที่ดินแดนของอสูร ภายในห้องพักของชูร่า

"ได้เวลาแล้ว" ชูร่าลุกขึ้นจากที่นอน เดินมานั่งขัดสมาธิบนพื้นห้อง จากนั้นก็ท่องมนต์เบาๆ พลันปรากฏแมงมุมสีทองจำนวนหนึ่งมีขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียวค่อยๆ โผล่ขึ้นมาจากพื้นห้องรายล้อมร่างชูร่าเอาไว้

ชูร่าวางมือทั้งสองข้างนาบลงไปกับพื้นห้อง ใยสีทองออกจากมือแทรกซึมทะลุพื้นห้องลงไปข้างล่าง ซึ่งเป็นพื้นดิน ใยแมงมุมทั้งสองเส้นชอนไชพื้นดินลึกลงไป ลึกลงไปเรื่อยๆ จนอยู่ที่ความลึกระดับห้าสิบเมตร ใยแมงมุมจึงหยุดนิ่งอยู่กับที่

แมงมุมสีทองที่รายล้อมร่างชูร่าเอาไว้ เข้าแถวเรียงหนึ่งเดินมาบนมือของชูร่า ก่อนจะทะลุมือของชูร่าไต่ตามใยสีทองลงไปในพื้นดินอย่างช้าๆ ไม่นานนัก แมงมุมสีทองก็ไต่ลงไปจนหมด

ชูร่ายิ้มพอใจ ร่ายมนต์อีกครั้ง ใยแมงมุมสีทองที่อยู่ใต้พื้นดินเรืองแสงสีทองสว่างไสว แมงมุมที่เกาะอยู่บนใยแมงมุมต่างพ่นใยสีทองออกมา เพื่อสร้างรังแมงมุมของตัวเอง มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางหนึ่งฟุต ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง รังแมงมุมนับร้อยรังก็สร้างเสร็จ เกาะยึดพื้นชั้นใต้ดินครอบคลุมพื้นที่สองในสามของดินแดนอสูรเอาไว้

แมงมุมสีทองแต่ละตัวไต่ไปอยู่ประจำรังของตัวเอง จากนั้นส่งสัญญาณผ่านใยแมงมุมเส้นหลักสองเส้นมาให้ชูร่ารับรู้ว่าทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย

"อสูรทุกคนที่อยู่ในรัศมีหนึ่งพันกิโลเมตร จากที่ที่ข้าอยู่ ระยะเวลาไม่จำกัด จนกว่าพวกมันจะค่อยๆ สูญสิ้นพลังชีวิตจนเจ็บป่วยตายไปเอง" ชูร่าออกคำสั่ง

ใยแมงมุมเส้นหลักสองเส้นกระตุกเบาๆ เหมือนจะบอกให้รู้ว่ารับทราบ ชูร่ายิ้มพอใจ ร่ายมนต์อีกครั้ง ใยแมงมุมที่ยึดติดกับฝ่ามือทั้งสองข้างก็หลุดออกหล่นบนพื้นห้อง ลากตัวเองจมหายลงไปในพื้นดิน

"พวกเจ้าจะเริงร่าได้อีกไม่นานหรอก" ชูร่าพึมพำเสียงกร้าว ลุกขึ้นเดินไปนั่งบนเตียง ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบจี้ออกมาดู ภาพเหตุการณ์ตอนเจอกับเรเซียครั้งแรกผ่านเข้ามาในห้วงความคิด

"นางฟ้าตัวน้อยๆ ของข้า เจ้าเติบโตขึ้นมาก งดงามและน่ารักเหมือนตอนนั้นไม่มีผิด" ชูร่ายิ้มบางๆ ดวงตาอ่อนโยนลง ชูร่าเอนตัวลงไปบนเตียง ใช้มือข้างหนึ่งหนุนไว้ใต้ศีรษะ มืออีกข้างยกจี้ขึ้นสูง

"ข้าไม่ยอมตายอยู่ที่นี่หรอก ไม่ว่ายังไงก็ต้องกลับไปหาเจ้าให้ได้ คราวนี้แหละ จะพาเจ้าหนีไปอยู่ที่อื่น ไปให้ไกลจากพี่สาวจอมหวงและขี้บ่น ข้าจะไม่ยอมให้ใครพรากเจ้าไปจากข้าเด็ดขาด"

 ชูร่าเก็บจี้กลับเข้าไปในอกเสื้อตามเดิม แหงนหน้ามองเพดานห้องคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปต่างๆ นานา จนผล็อยหลับไปในเวลาไม่นาน

                                                                    ***********************************************************

ด้านไกเซอร์ หลังจากแน่ใจว่าทุกคนนอนหลับสนิท ไกเซอร์ก็กลบกลิ่นไอปีศาจของตัวเองพร้อมกับใช้มนต์พรางตัวร่วมกับมนต์เคลื่อนย้ายตัวเองมาปรากฏตัว ณ สถานที่แห่งหนึ่งภายในดินแดนอสูร

สถานที่แห่งนี้คือเทือกเขาที่ทอดตัวเป็นแนวยาวคล้ายกำแพงขนาดใหญ่ ตั้งอยู่หลังประตูดินแดนอสูร หากข้ามเทือกเขานี้เข้ามาจะพบกับป่าดงดิบซึ่งมีเนื้อที่หลายร้อยตารางกิโลเมตร ถัดจากป่าดงดิบเข้ามาก็จะเป็นทะเลสีครามสดใสกั้นพื้นดินตรงนี้กับที่อยู่ของพวกอสูรทั้งหมด ซึ่งอยู่ในปราสาทขนาดใหญ่บนยอดเขาสูง

ขณะนี้ไกเซอร์ยืนอยู่ตรงเชิงเขาทางด้านทิศใต้ โดยยังคงใช้มนต์พรางตัวและกลบกลิ่นไอปีศาจเอาไว้ จากนั้นแหงนหน้ามองขึ้นไปยอดเขา ตรงนั้นมีสิ่งที่ไกเซอร์ให้ความสนใจตั้งแต่วันแรกที่เหยียบเข้ามาที่ดินแดนอสูร แต่ยังไม่มีเวลามาสำรวจ ไกเซอร์ลอยตัวขึ้นสูง เพื่อสำรวจพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียด ก่อนจะลอยตัวลงต่ำบนยอดเขา มองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าด้วยความสนใจ 

สิ่งที่เห็นก็คือ รูปปั้นเทวรูปขนาดใหญ่ ความสูงไม่ต่ำกว่าแปดเมตร ยืนเรียงรายเป็นแถวยาว บ้างถือกระบองขนาดใหญ่ บ้างถือโล่พร้อมดาบ บ้างถือกงจักร ทุกตัวล้วนมีใบหน้าน่ากลัว สวมชุดเกราะสีดำมีหนามแหลมยื่นออกมาหนึ่งฟุต จากสายตาที่เห็นมีไม่ต่ำกว่ายี่สิบตัว ทั้งหมดยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ มีเถาวัลย์หนามสีดำเลื้อยพันเอาไว้อย่างแน่นหนา เทวรูปทุกตัวยืนหลับตา กลางหน้าผากมีอักขระสีดำแกะสลักเอาไว้

ไกเซอร์ถอนสายตาจากเทวรูปที่อยู่ตรงหน้า หันมามองทางซ้ายมือ พบว่ามีทางเดินเล็กๆ ก่อด้วยอิฐบล็อกสีดำใช้สำหรับให้เดินลงไปข้างล่าง เมื่อหันมามองทางขวามือ พื้นที่ตรงนั้นเป็นหน้าผาขนาดใหญ่ แต่ที่ทำให้ไกเซอร์สนใจก็คือ เทวรูปเกือบสิบตัวที่นอนคว่ำไปกับพื้น โดยเอาศีรษะวางบนมือทั้งสองข้างที่ประสานกัน หันหน้าออกไปทางด้านนอก ถ้ามองจากฝั่งทะเลลาวาเข้ามา จะเห็นเฉพาะใบหน้าของเทวรูปบนยอดเขาเท่านั้น

ไกเซอร์เดินมาสำรวจเทวรูปที่นอนคว่ำกับพื้นอย่างละเอียด เทวรูปตรงนี้สวมชุดเกราะสีดำเช่นกัน ต่างกันตรงที่ไม่มีเถาวัลย์หนามสีดำเลื้อยพันร่างกายเอาไว้ นอกจากนี้ในมือเทวรูปก็ปราศจากอาวุธ  

ไกเซอร์ยืนกอดอก มองเทวรูปที่นอนคว่ำกับพื้นครู่หนึ่ง ก่อนหันไปมองเทวรูปที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ ดวงตาฉายแววครุ่นคิด เทวรูปสองกลุ่มนี้มีบางอย่างที่แตกต่างกัน หรือว่า..

ไกเซอร์หรี่ตาลง กลั้นลมหายใจของตัวเองเอาไว้ ค่อยๆ เคลื่อนกายไปหยุดตรงหน้าเทวรูปที่นอนคว่ำกับพื้น โดยหยุดอยู่ในระดับเดียวกับสายตาของเทวรูป ก็พบว่าเทวรูปกลุ่มนี้ ดวงตาไม่ได้ปิดสนิท กลับเผยอเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย คล้ายๆ กับคนที่นอนหลับไม่สนิท

ไกเซอร์ร่ายมนต์ ปรากฎงูตัวเขื่องคู่หนึ่ง ลอยค้างกลางอากาศ งูสองตัวเลื้อยไปมาช้าๆ ขณะที่เทวรูปที่นอนคว่ำกับพื้นเริ่มมีปฏิกิริยา เมื่อดวงตาที่เผยอขึ้นเล็กน้อยกลับเปิดเต็มที่ และกลอกตาไปมา จ้องมองการเคลื่อนไหวของงูสองตัวเขม็ง ขณะที่นิ้วมือเริ่มขยับ

ไกเซอร์ร่ายมนต์ให้งูหนึ่งตัวทำท่าจะโจมตีใส่เทวรูปตัวที่อยู่ทางด้านขวามือ ปรากฏว่าเทวรูปหนึ่งในหลายตัวที่นอนคว่ำหน้า ใช้มือตะปบงูเอาไว้ ก่อนบีบมือเข้าหากัน งูเวทย์มนต์ก็สลายไป ส่วนงูอีกตัวก็เลื้อยปราดๆ ลงไปข้างล่างโดยมุ่งหน้าไปทางทิศที่เป็นที่อยู่ของพวกอสูร

 เทวรูปหนึ่งในนั้นเอื้อมมือตามลงมา ไกเซอร์มองอย่างไม่เชื่อสายตาว่า มือของเทวรูปจะยาวขนาดนั้น เพราะจากจุดบนยอดเขากับพื้นข้างล่างห่างกันเกือบแปดร้อยเมตร แต่มือของเทวรูปก็ยังยืดออกมาเรื่อยๆ จนสามารถตะปบงูอีกตัวเอาไว้ได้

 มันดึงงูขึ้นมาจับฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ก่อนหดมือกลับมาวางไว้ใต้คางตามเดิม จากนั้นพวกมันก็กลอกตาไปมา เพื่อสำรวจสภาพพื้นที่อีกครั้ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติ พวกมันก็ค่อยๆ หลับตาลง แต่ยังคงเผยอเปลือกตาขึ้นเล็กน้อยเช่นเดิม

ไกเซอร์ยิ้มพอใจกับการทดสอบเทวรูปเมื่อครู่ เทวรูปกลุ่มนี้ทำหน้าที่เหมือนผู้พิทักษ์ด่านแรก หากมีใครล่วงล้ำเข้ามา ก็จะถูกเทวรูปพวกนี้จัดการ ส่วนพวกนั้น..ไกเซอร์หันไปมองเทวรูปที่ยืนสงบนิ่งใต้ต้นไม้ 

เทวรูปกลุ่มนั้นคงจะเป็นพวกนักรบ ใช้สำหรับการทำศึกสงครามกับศัตรู แต่ตอนนี้คงจะถูกสะกดเอาไว้ สังเกตจากอักขระสีดำบนหน้าผาก รวมทั้งเถาวัลย์หนามสีดำที่พันธนาการร่างกายเอาไว้

ไกเซอร์ค่อยๆ สืบเท้าเข้ามาหยุดตรงหน้าเทวรูปนักรบที่ยืนนิ่ง ดวงตาฉายแววพอใจออกมา

"นักรบชั้นดีแบบนี้ ข้าขอก็แล้วกัน"  

                                                                 *********************************************************

  ภายในห้องพักของมาร์เดโล บัดนี้การพูดคุยธุระของอาร์ทีเมียได้จบสิ้นลงแล้ว อาร์ทีเมียลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ มองมาร์เดโลที่นั่งตัวลีบบนเก้าอี้ด้วยสายตานิ่งเฉย พูดเสียงเรียบ

"ข้อเสนอที่ข้ายื่นให้ท่าน มีแต่ได้กับได้เท่านั้น ข้าคิดว่าคนฉลาดเช่นท่าน คงรู้ดีว่าควรทำเช่นไร" พูดจบ อาร์ทีเมียก็พยักหน้าให้องครักษ์ทั้งสามคนที่ยืนอยู่ด้านหลังมาร์เดโล จากนั้นร่างของคนทั้งสี่ก็เลือนหายไป

มาร์เดโลมีสีหน้าเคร่งเครียด ข้อเสนอที่อาร์ทีเมียยื่นมาให้พิจารณานั้น มันเย้ายวนต่อมกิเลสเหลือเกิน อำนาจใครบ้างไม่อยากได้ แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่โดนหักหลัง

ในขณะที่ข้อเสนอของราชาปีศาจ แม้จะทำให้ตัวเองเสียผลประโยชน์ไปบ้าง แต่ในเรื่องของการรักษาคำพูดแล้ว มาร์เดโลให้น้ำหนักมาทางราชาปีศาจมากกว่า

มาร์เดโลถอนหายใจออกมาอย่างกลัดกลุ้ม ลุกขึ้นเดินไปหยุดตรงหน้าต่าง มองออกไปด้านนอก

ภายใต้แสงของดวงจันทร์ที่ส่องให้ความสว่างในยามค่ำคืน ทำให้เห็นบ้านเรือนน้อยใหญ่ที่ปลูกเรียงรายติดกัน ผู้คนส่วนใหญ่ต่างพากันนอนหลับพักผ่อนอยู่ในบ้าน คงมีเพียงร้านค้าบางแห่งที่ยังเปิดให้บริการ มองเห็นแสงไฟจากตะเกียงเป็นดวงสีเหลืองเล็กๆ สะท้อนให้เห็นบ้างประปราย

การเป็นเจ้าผู้ครองแคว้น ซึ่งปกครองชีวิตของผู้คนมากมาย ทำให้การจะตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง ต้องคิดหน้าคิดหลังให้รอบคอบ หากตัดสินใจผิดพลาด มันย่อมส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างไม่ต้องสงสัย มาร์เดโลยืนเอามือไพล่หลัง มองภาพบ้านเรือนของประชาชนด้วยแววตาครุ่นคิด

ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอของราชาปีศาจหรืออาร์ทีเมีย ต่างก็มีชีวิตของประชาชนเป็นเดิมพันทั้งสิ้น ระหว่างอำนาจที่จะทำให้ยิ่งใหญ่เหนือคนอื่น กับละทิ้งอำนาจที่มีอยู่แล้วในมือออกไป ข้าควรจะเลือกอะไร

มาร์เดโลถอนหายใจอีกครั้ง เดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงาน ปล่อยตัวเองให้จมหมกมุ่นอยู่กับความคิดฟุ้งซ่านอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งฟุบหลับไปในเวลาใกล้รุ่ง

                                                             ********************************************************

หลังออกมาจากปราสาทของมาร์เดโล อาร์ทีเมียชวนองครักษ์ทั้งสามคน เข้ามานั่งทานอาหารในร้านเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ยังเปิดให้บริการตั้งอยู่ตรงหัวมุมก่อนถึงทางแยกที่จะเลี้ยวไปยังโรงแรมที่ทั้งสี่คนพัก

เมื่อทานอาหารเสร็จเรียบร้อย กลุ่มของอาร์ทีเมียก็เดินมาเรื่อยๆ สองข้างทางเป็นบ้านเรือนที่ปลูกติดกัน ชาวเมืองส่วนใหญ่ต่างก็ดับตะเกียงเข้านอนกันตั้งแต่ตอนค่ำ ทั้งสี่คนเดินทอดน่องมาอย่างไม่เร่งรีบ อากาศยามดึกเย็นสบายมีลมพัดมาเป็นระยะ

อีกสองร้อยเมตรจะถึงทางแยกเพื่อเลี้ยวไปยังโรงแรม จู่ๆ อาร์ทีเมียก็หยุดเดิน หันไปมองรอบด้านอย่างสังเกตเช่นเดียวกันกับองครักษ์ทั้งสามคน ที่หันไปมองรอบด้านพร้อมกัน

"ท่านอาร์ทีเมียครับ" ฟลิทเรียกเสียงกระซิบ สีหน้าเคร่งขรึม เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตกลุ่มหนึ่งที่สูงมาก อยู่ในละแวกนี้ น่าแปลกตรงที่ พลังที่ว่าไม่สามารถจับสัญญาณได้ชัดเจนว่าอยู่ตรงไหน

อาร์ทีเมียดวงตาแข็งกร้าว มีคนสะกดรอยตามพวกเรามา แต่ทำไมข้าจึงไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย จนกระทั่งเมื่อกี้ ที่สำคัญมันสะกดรอยตามมาตั้งแต่เมื่อไหร่

จู่ๆ ก็มีแสงสีเขียวโผล่ลงมาจากท้องฟ้าจากมุมทั้งสี่ทิศพร้อมกัน ก่อตัวเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่ ห่อหุ้มกลุ่มของอาร์ทีเมียเอาไว้

"อาณาเขตปิดผนึกงั้นเหรอ" อาร์ทีเมียหรี่ตา ถ้าสร้างอาณาเขตปิดผนึกได้ล่ะก็ แสดงว่าฝีมือสูงมาก ใครกัน ใช่คนของราชาปีศาจหรือเปล่า

ผู้ที่จะสร้างอาณาเขตปิดผนึกได้ จะต้องมีพลังเวทย์สูง ลักษณะของอาณาเขตปิดผนึกมีหลายแบบ ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้ต้องการแบบไหน แต่ส่วนใหญ่จะใช้กันสองแบบคือ เป็นพื้นที่ป้องกันกับเป็นพื้นที่สำหรับต่อสู้

ฟลิทสะบัดมือเกิดลมหมุนลูกใหญ่จากพื้นดิน ทินเซลแบมือปล่อยลูกบอลน้ำ ส่วนฮันเซย์ปล่อยอุกกาบาตไฟจากมือ พุ่งกระแทกใส่อาณาเขตพร้อมกัน

 "เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ" อาณาเขตปิดผนึกเกิดรอยปริร้าว พลันมีแสงสีน้ำตาลโผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน สร้างอาณาเขตปิดผนึกซ้อนขึ้นมาอีกชั้น อาร์ทีเมียยิงลำแสงสีดำจากนิ้วชี้พุ่งใส่อย่างรวดเร็ว

อาณาเขตปิดผนึกแตกกระจาย พลันมีลำแสงสีแดงและสีน้ำเงินพุ่งมาจากทางด้านซ้ายและขวา ขณะที่ลำแสงสีเขียวโผล่ลงมาท้องฟ้าและลำแสงสีน้ำตาลโผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน ลำแสงสี่สายโจมตีใส่กลุ่มของอาร์ทีเมียพร้อมกันทั้งสี่ทิศ

ฟลิท ทินเซลและฮันเซย์ประกบมือเข้าหากัน ปรากฏพายุหมุน ตามด้วยม่านน้ำแข็งและเปลวไฟขนาดใหญ่ เป็นบาเรียซ้อนกันสามชั้นห่อหุ้มร่างของทุกคน

ลำแสงสีน้ำตาลแตกตัวเองเป็นสี่สายสร้างอาณาเขตปิดผนึกครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดเอาไว้ ขณะที่อีกสามสายที่เหลือเปลี่ยนเป็นธนูน้ำ ธนูลมและธนูไฟ ยิงใส่บาเรียพร้อมกัน เป็นจังหวะเดียวกับที่อาร์ทีเมียซึ่งยืนอยู่ภายในบาเรีย ยิงพลังสีดำลูกใหญ่พุ่งสวนออกมา

ธนูสามดอกปะทะกับพลังของอาร์ทีเมียส่องแสงสว่างจ้า อาร์ทีเมียและองครักษ์ทั้งสามคนมองอย่างไม่เชื่อสายตา เมื่อเห็นธนูน้ำ ธนูลมและธนูไฟรวมกันเป็นหนึ่ง พุ่งทะลวงลำแสงของอาร์ทีเมียเข้ามาอย่างรวดเร็ว

เสียงระเบิดดังสนั่น บาเรียขององครักษ์อสูรแตกเป็นเสี่ยงๆ สะเก็ดไฟปลิวว่อนแตกกระจาย แต่บ้านเรือนที่อยู่ในรัศมีแรงระเบิดกลับไม่ได้รับผลกระทบ เป็นเพราะว่าลำแสงสีน้ำตาลได้สร้างอาณาเขตปิดผนึกป้องกันเอาไว้ก่อนแล้ว ขณะที่พวกอาร์ทีเมียต่างก็พุ่งตัวออกมาก่อนที่บาเรียจะระเบิด

ขณะนี้พวกอาร์ทีเมียกำลังยืนประจันหน้ากับลำแสงสีแดง สีเขียวและสีน้ำเงิน โดยยืนห่างกันสิบเมตร ส่วนลำแสงสีน้ำตาลยังคงสร้างอาณาเขตปิดผนึกป้องกันพื้นที่ทั้งหมดเอาไว้

อาร์ทีเมียก้มมองเศษบาเรียที่แตกกระจายหล่นลงบนพื้นด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ฝีมือสูงจริงๆ สามารถทะลวงพลังของข้าเข้ามา แล้วยังทำลายบาเรียขององครักษ์ที่กางไว้ถึงสามชั้นแตกละเอียดไม่มีเหลือ พวกมันเป็นใครกัน คิดพลาง เงยหน้ามองลำแสงสามสายที่อยู่ห่างออกไป ก่อนพูดขึ้น

"ใจคอจะไม่ยอมโผล่หน้ามาให้เห็นกันหน่อยหรือ"

"หน้าตาของพวกเราไม่น่ามองเท่าท่านอาร์ทีเมียหรอกครับ" เสียงทุ้มกังวานเสียงหนึ่งดังออกมาจากหนึ่งในลำแสงสามสาย อาร์ทีเมียหรี่ตาลง พวกมันรู้จักชื่อข้า 

"รู้จักชื่อข้าซะด้วย พวกเจ้าเป็นใคร มาโจมตีพวกเราทำไม" อาร์ทีเมียถามเสียงห้วน 

"พวกเราแค่ล้อเล่นเท่านั้นเองครับ ท่านอาร์ทีเมียอย่าได้ถือสา"

"ล้อเล่นงั้นหรือ หึ ไม่ยักจะรู้ว่าพวกเจ้าล้อเล่นกันแรงแบบนี้ บอกมาเดี๋ยวนี้ ว่าพวกเจ้าเป็นใคร"

 "เป็นใครไม่สำคัญหรอกครับ เอาเป็นว่าพวกเราขอโทษก็แล้วกันครับ ที่ทำให้พวกท่านไม่พอใจ"

"คิดว่าแค่ขอโทษแล้วเรื่องจะจบง่ายๆ งั้นเหรอ" อาร์ทีเมียพูดเสียงเยาะ มองลำแสงที่อยู่ตรงหน้าเขม็ง

"ก็คิดอยู่เหมือนกันครับว่า พวกท่านคงไม่ยอมให้จบง่ายๆ" น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความขบขัน ยิ่งสร้างความขุ่นเคืองใจให้กับอาร์ทีเมียยิ่งขึ้น ขณะที่ฟลิท ทินเซลและฮันเซย์ขยับตัวพร้อมกัน

"อย่าขยับจะดีกว่าครับ เพราะเมื่อกี้ตอนที่พวกท่านพุ่งตัวออกมาจากบาเรีย ข้าได้วางกับดักเวทย์มนต์เอาไว้แล้ว หากพวกท่านขยับตัวแม้แต่ก้าวเดียว กับดักที่ว่าก็จะทำงานทันที พวกท่านคงไม่อยากเปลืองแรงโดยไม่จำเป็นใช่ไหมครับ" น้ำเสียงนั้นพูดอย่างเป็นต่อ

"เจ้า!" อาร์ทีเมียตาลุกวาว กำมือเข้าหากันแน่น

"อย่าเพิ่งอารมณ์เสียสิครับ กับดักที่พวกเราวางไว้มีระยะเวลาแค่ครึ่งชั่วโมง ดังนั้นรบกวนพวกท่านยืนนิ่งๆ ชมวิวตรงนี้ไปพลางๆ ก่อนนะครับ ครบเวลาเมื่อไหร่ กับดักที่ว่าจะสลายตัวไปเอง ไว้เจอกันคราวหน้าครับ" พูดจบ ลำแสงทั้งสี่สายก็สลายหายไปอย่างรวดเร็ว

อาร์ทีเมียยืนกำมือแน่น ดวงตาลุกวาว หันมามององครักษ์ทั้งสามคนที่ยืนเงียบอยู่ด้านหลัง ถามน้ำเสียงเย็นเยียบ

"พวกเจ้าคิดว่า พวกมันเป็นใคร"

ฟลิท ทินเซลและฮันเซย์สบตากันเล็กน้อย ก่อนที่ฮันเซย์จะเป็นคนตอบ

"ไม่แน่ใจครับ แต่ดูจากพลังที่ใช้เมื่อครู่ คิดว่าน่าจะเป็นพวกใช้ธาตุทั้งสี่ครับ"

"พวกมังกรจากหุบเขามรณะงั้นเหรอ" อาร์ทีเมียย้อนถามเสียงห้วน

"คิดว่าอาจจะใช่ครับ" ทินเซลตอบ

"ทำไมต้องคิดว่าด้วย ทำไมพวกเจ้าไม่ตอบให้มันชัดๆ ว่าใช่หรือไม่ใช่!" อาร์ทีเมียตวาดเสียงดัง

"ท่านอาร์ทีเมียอย่าเพิ่งโมโหสิครับ ที่พวกเราไม่แน่ใจก็เพราะเท่าที่รู้มาองครักษ์ของราชาปีศาจเก่งและแสบมาก หากเมื่อกี้เป็นพวกมันจริงๆ พวกเราน่าจะโดนล้อเล่นแรงมากกว่านี้ครับ" ฟลิทพูดอย่างใจเย็น

คำพูดของฟลิท ทำให้อาร์ทีเมียนิ่งเงียบ พยายามข่มใจไม่ให้โกรธ พูดเสียงราบเรียบ

"อาจเป็นไปได้ แต่องครักษ์ของราชาปีศาจที่แสบๆ ก็คือรุ่นแรกไม่ใช่เหรอ บางทีเมื่อกี้อาจเป็นรุ่นสองหรือไม่ก็รุ่นสามก็ได้"

"นั่นล่ะครับ ที่พวกเราไม่แน่ใจ" ทินเซลบอก

 "แม้จะไม่สามารถยืนยันได้ว่าใช่พวกมันจริงๆ หรือเปล่า แต่พลังที่พวกมันใช้เมื่อกี้คือพลังแห่งธาตุทั้งสี่แน่นอนครับ" ฟลิทพูดเสียงหนัก

 อาร์ทีเมียพยักหน้า ดวงตาฉายแววครุ่นคิด หากใช่องครักษ์ของราชาปีศาจจริงๆ พวกมันมาทำอะไรที่นี่ และทำไมต้องโจมตีพวกเราด้วย

"จะใช่พวกมันหรือเปล่า สักวันข้าต้องรู้ให้ได้ กลับกันได้แล้ว" อาร์ทีเมียตัดบท ขยับเท้าจะเดินออกไป

"เดี๋ยวครับ ท่านอาร์ทีเมีย" องครักษ์ทั้งสามคนท้วงขึ้นมาพร้อมกัน ทำให้อาร์ทีเมียชะงักเท้า

"มีอะไร"

"เอ่อ..ยังไม่ครบครึ่งชั่วโมงเลยนะครับ" ทินเซลกับฮันเซย์พูดขึ้นมาพร้อมกัน อาร์ทีเมียตวัดสายตามองด้วยความไม่พอใจ

"พวกเจ้ากลัวกับดักของพวกมันหรือไง"

"เปล่าครับ พวกเราเกรงว่าหากกับดักทำงานขึ้นมาจริงๆ ท่านอาร์ทีเมียอาจจะได้รับอันตรายน่ะครับ" ฟลิทรีบบอกเสียงอ่อย

"ให้มันรู้ไป ว่ากับดักแค่นี้จะทำอะไรข้าได้ ไม่ต้องพูดมาก ตามข้ากลับที่พักได้แล้ว" อาร์ทีเมียพูดเสียงกร้าว หมุนตัวเดินออกไปทันที องครักษ์ทั้งสามคนรีบตามหลังไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อก้าวเดินไปได้เพียงแค่ห้าก้าว เกิดเสียงฟู่ดังขึ้นมารอบด้าน พร้อมกลุ่มควันสีขาวโผล่ขึ้นมาจากพื้นดินดักหน้าพวกอาร์ทีเมียเอาไว้  อาร์ทีเมียและองครักษ์ทั้งสามคนขยับตัวในท่าเตรียมพร้อม

ควันสีขาวก่อตัวเป็นตัวอักษรเรียงกันเป็นประโยคลอยค้างกลางอากาศ

"กับดักเวทย์มนต์ที่ว่า ไม่มีหรอกครับ พวกเราแค่ล้อเล่น นอนหลับฝันดีนะครับ ท่านอาร์ทีเมีย"

ตัวอักษรปรากฏอยู่ชั่วครู่ ก่อนสลายหายไปเหลือเพียงความว่างเปล่า

อาร์ทีเมียบดกรามเข้าหากัน ดวงตาโชนแสงเหมือนเปลวไฟ ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยแรงโทสะ ขณะที่องครักษ์ทั้งสามคนก็ใบ้กิน นึกไม่ถึงว่าจะโดนฝ่ายตรงข้ามหลอกเอาดื้อๆ แบบนี้ ทำให้พูดอะไรไม่ออกเช่นกัน

"เอ่อ ท่านอาร์ทีเมียครับ" ฟลิทเรียกเสียงเบา อาร์ทีเมียหันมามอง แววตาที่มองมาทำให้องครักษ์ทั้งสามคนกลืนน้ำลายลงคอ รีบก้มหน้ามองพื้นทันที

อาร์ทีเมียหันหน้ากลับไป จิกเล็บไปบนมือทั้งสองข้างจนเลือดซึมออกมา  ไม่เคยมีใครหยามข้าแบบนี้มาก่อน เพิ่งมีพวกมันเป็นกลุ่มแรก อย่าให้ข้ารู้นะ ว่าพวกมันเป็นใคร

ต่อให้เป็นองครักษ์ของราชาปีศาจก็เถอะ หากใช่พวกมันจริงๆ ล่ะก็ หุบเขามรณะก็หุบเขามรณะเถอะ ข้าไม่ปล่อยไว้แน่ จะถล่มไม่ให้เหลือซาก โทษฐานที่บังอาจมาลูบคมข้า อาร์ทีเมียคิดด้วยความแค้นเคือง

                                                                    ********************************************************

อีกด้านหนึ่ง ขณะที่ท่านราฟกำลังอ่านหนังสือตรงระเบียงด้านนอกของบ้านพัก บริเวณตรงลานกว้างหน้าบ้าน ห่างจากจุดที่ท่านราฟอ่านหนังสือยี่สิบเมตร  ปรากฏควันสีเขียวกลุ่มหนึ่งกำลังก่อตัวขึ้นเป็นรูปกรอบสี่เหลี่ยมขนาดกลางอย่างช้าๆ

ท่านราฟเงยหน้าจากหนังสือ มองภาพตรงหน้าอย่างยินดี ครู่หนึ่งก็ปรากฏใบหน้าคนกลุ่มหนึ่งโผล่ขึ้นมา เมื่อเห็นท่านราฟก็ก้มศีรษะทำความเคารพพร้อมยิ้มให้

"เป็นยังไงบ้าง" ท่านราฟทักทายด้วยรอยยิ้ม

"มีเรื่องด่วนครับ ท่านราฟ" หนึ่งในกลุ่มพูดน้ำเสียงเคร่งขรึม ท่านราฟเลิกคิ้วสูงด้วยความแปลกใจ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินลงบันไดก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้ากรอบสี่เหลี่ยม

"มีเรื่องอะไรหรือ"

หนึ่งในกลุ่มถ่ายทอดเรื่องราวให้ท่านราฟรับทราบ ตลอดเวลาที่ฟัง ท่านราฟมีสีหน้าเคร่งขรึม พยักหน้าเป็นระยะๆ ดวงตาฉายแววครุ่นคิด

"พวกเจ้าคิดว่าเขาไปที่นั่นทำไม" ท่านราฟถาม

"อาจจะไปยื่นข้อเสนอบางอย่างให้พิจารณาก็ได้ครับ"

"ข้อเสนอ?"

"ครับ พวกเขาหายเข้าไปในนั้นเกือบครึ่งชั่วโมง จากนั้นจึงกลับออกมา เมื่อพวกเราเข้าไปตรวจสอบดูภายในนั้น ก็ไม่พบร่องรอยของการต่อสู้แม้แต่น้อย จึงคิดว่าน่าจะเข้าไปเพื่อพูดคุยตกลงอะไรบางอย่างมากกว่า"

ท่านราฟพยักหน้า แสดงว่าฉลาดไม่ใช่เล่น ผิดกับคนเป็นพ่อมากทีเดียว รายนั้นดูท่าทางจะชอบใช้กำลังมากกว่าสมอง

"แล้วลักษณะท่าทางรวมทั้งบุคลิกโดยรวมเป็นยังไงบ้าง" ท่านราฟซักต่อ

แทนคำตอบ หนึ่งในกลุ่มแบมือออกมา ปรากฏควันสีฟ้าก่อตัวขึ้นเป็นรูปใบหน้าของชายหนุ่มคนหนึ่ง ท่านราฟมองอย่างสนใจ ยิ้มน้อยๆ ในสีหน้า หน้าตาดีไม่ใช่เล่น แต่ท่าทางร้ายเอาเรื่องเหมือนกัน

"อย่างที่เห็นนี่แหละครับ หน้าตาและบุคลิกโดยรวมดูดี ดูสบายๆ เหมือนคนเจ้าสำราญ ติดจะเจ้าอารมณ์นิดๆ ที่สำคัญ มีรังสีอำมหิตแผ่กระจายออกมาจนรู้สึกได้ คิดว่าน่าจะเลือดเย็นพอๆ กับท่านไกเซอร์ครับ"

"ขนาดนั้นเลยเหรอ"

"ครับ"

"แล้วฝีมือล่ะ เป็นยังไงบ้าง"

"ฝีมือสูงครับ สามารถทำลายอาณาเขตปิดผนึกได้ทันทีที่ลงมือ คิดว่าหากเอาจริง คงจะสูงกว่านี้"

 "ขนาดนั้นเชียว แล้วองครักษ์ล่ะ"

"เป็นพวกใช้ธาตุทั้งสี่เหมือนกันครับ"

"ตอนปะทะกับข้าที่เฮล เกท ข้าก็ไม่ทันสังเกตพลังที่พวกนั้นใช้ซะด้วยสิ   หึหึ นึกไม่ถึงว่าทางนั้นจะมีผู้ใช้ธาตุทั้งสี่เหมือนกัน แล้วสายไหนล่ะ วิหคหรือพยัคฆ์"

"วิหคครับ"

"วิหคงั้นเหรอ งั้นก็คู่ปรับของพวกเจ้าน่ะสิ"

"ครับ คู่ปรับตัวฉกาจทีเดียว"

"คิดว่าสู้ได้หรือเปล่าล่ะ" ท่านราฟถามยิ้มๆ อีกฝ่ายยิ้มบางๆ ตอบกลับมาน้ำเสียงราบเรียบ

"ตอบยากครับ ขึ้นอยู่กับหลายๆ อย่าง แต่คิดว่าถึงไม่ชนะก็ไม่แพ้แน่นอนครับ"

ท่านราฟพยักหน้ายิ้มพอใจ มองกลุ่มคนตรงหน้าด้วยแววตาชื่นชม พูดกลั้วหัวเราะ

"พวกเจ้าก็ร้ายใช่ย่อยเหมือนกันนี่ ไปยั่วโมโหเขาแบบนั้น ไม่กลัวโดนคิดดอกเบี้ยทบต้นทบดอกหรือไง ท่าทางร้ายเอาเรื่องเหมือนกันนา"

อีกฝ่ายหัวเราะเบาๆ ด้วยความชอบใจ ตอบน้ำเสียงร่าเริง

"ก็ไม่ได้ตั้งใจจะยั่วโมโหหรอกครับ แต่ก็ยังดีกว่าให้พวกท่านพ่อไปเองนะครับ ไม่งั้นหนักกว่านี้อีก"

คราวนี้ท่านราฟเป็นฝ่ายหัวเราะออกมาบ้าง จริงอย่างเจ้าพวกนี้ว่านั่นแหละ ขืนให้ตาเฒ่าพวกนั้นออกโรงเอง คงได้มีคนกระอักเลือดตายกันบ้างล่ะ

"เอาล่ะ ข้ามีงานสำคัญชิ้นหนึ่งให้พวกเจ้าทำ แต่ความเสี่ยงสูงมาก" ท่านราฟพูดเป็นการเป็นงาน

 "ท่านราฟ โปรดสั่งมาเถอะครับ พวกเรายินดีทำให้"

"งั้นฟังให้ดี" ท่านราฟพูดน้ำเสียงเคร่งขรึม จากนั้นจึงคุยรายละเอียดของงานสำคัญให้ฟัง ตลอดเวลาที่ฟัง กลุ่มคนตรงหน้ามีสีหน้าเคร่งขรึม เมื่อฟังจบ

"ท่านราฟโปรดวางใจ พวกเราจะไม่ทำให้ท่านราฟผิดหวัง"

"ขอบใจมาก ข้านี่แย่จริงๆ ชอบหาเรื่องลำบาก มาให้พวกเจ้าทำเสมอ ต้องขอโทษด้วย" ท่านราฟบอกน้ำเสียงเคร่งขรึม อีกฝ่ายรีบสั่นหัวปฏิเสธ

"ท่านราฟอย่าคิดมากสิครับ พวกเรารู้สึกดีใจและภูมิใจทุกครั้งที่ท่านราฟมอบหมายงานให้ทำ เพราะมันหมายความว่าท่านราฟเห็นความสำคัญและเชื่อมั่นในตัวของพวกเรา"

ท่านราฟยิ้มออกมา มองกลุ่มคนตรงหน้าด้วยแววตาอ่อนโยน พูดน้ำเสียงนุ่มนวล

"ขอบใจพวกเจ้าอีกครั้ง อย่าลืมส่งข่าวมาเป็นระยะ และก็ระวังตัวด้วย" ท่านราฟกำชับ

"ขอบคุณครับ พวกเราจะระวังตัว" พูดจบ คนกลุ่มนี้ก็ทำความเคารพท่านราฟพร้อมกัน จากนั้นกรอบสี่เหลี่ยมก็สลายไป

ท่านราฟถอนหายใจ คำพูดของพวกจอห์นยังดังก้องอยู่ในหัว ข้าเชื่อมั่นและเห็นความสำคัญของลูกน้องทุกคน แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เวลาก็เป็นตัวการสำคัญ ที่ก่อให้เกิดช่องว่างเล็กๆ ขึ้นในใจของใครบางคน

ภาพใบหน้าของโรซาร์เนียร์แวบผ่านเข้ามา ท่านราฟถอนหายใจ ระหว่างข้ากับเจ้า อาจมีช่วงเวลาของความไม่เข้าใจกันบ้าง แต่ไม่นานหรอก ข้าจะเชื่อมความรู้สึกนั้นให้กลับคืนมาเหมือนเดิม

ท่านราฟยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เดินไปหยิบหนังสือขึ้นมาถือไว้ ดวงตาฉายแววครุ่นคิด จากรายงานเมื่อครู่ แสดงว่าฝ่ายโน้นเริ่มเคลื่อนไหวเดินเกมแล้วเช่นกัน ท่าทางคู่ต่อสู้ของพวกโรมจะฝีมือร้ายกาจไม่ใช่ย่อย แบบนี้ต้องกำชับพวกฟาคอลให้ฝึกเข้มเต็มพิกัด จะได้ไม่เสียเปรียบอีกฝ่าย

ท่านราฟแหงนหน้ามองดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า ระหว่างลูกชายข้ากับลูกชายเจ้า ใครจะเหนือกว่ากันนะ อยากรู้จริงๆ

                                                               *******************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

474 ความคิดเห็น