มหาเวทย์จักรพรรดิ ภาคจอมราชันย์

ตอนที่ 17 : แผนการ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 811
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    23 ก.ค. 51

บทที่ 17  แผนการ

กลุ่มของมิคาเอลใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเองกลับมาถึงที่พักในช่วงบ่าย โดยมิคาเอลใช้มนต์ย่อส่วนเด็กอสูรให้มีขนาดเล็กเท่าเม็ดถั่วลิสง พร้อมปิดผนึกพลังเวทย์นำมาเก็บไว้ในอกเสื้อของตัวเอง ด้วยความที่ทั้งหมดรีบร้อนกลับมา จึงไม่ได้สำรวจร่างกายของตัวเองว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อยหรือเปล่า

ดังนั้นเมื่อเดินเข้ามาในโรงแรม จึงรู้สึกแปลกใจต่อสายตาของเจ้าของโรงแรมและเด็กรับใช้ที่มองมา พอก้มมองตัวเอง พบว่าแต่ละคนมีสภาพเปียกปอน ผมเผ้ายุ่งเหยิง ตามร่างกายเลอะเทอะไปด้วยคราบดินโคลน ทำให้หันมามองหน้ากัน อดหัวเราะออกมาไม่ได้

"พวกเจ้าขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนเถอะ" มิคาเอลบอกดิพเทอเรียและซารีน่า ด้วยน้ำเสียงขำๆ มิน่าล่ะ เจ้าของโรงแรมถึงได้มองพวกเราด้วยสายตาแปลกๆ แบบนั้น

"แล้วพวกท่านล่ะคะ เสื้อผ้าก็เปียกฝนเช่นกัน ขืนปล่อยทิ้งไว้ อาจไม่สบายได้" ดิพเทอเรียถามด้วยความเป็นห่วง มิคาเอลกับราเฟลยิ้มบางๆ ก่อนที่มิคาเอลจะพูดขึ้น

"พวกเจ้าก็รีบขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดให้เรียบร้อย พวกเราจะได้ขึ้นไปอาบบ้าง"

"ได้ค่ะ พวกท่านรอแป๊บนึงนะคะ ไปเร็ว ซารีน่า" ดิพเทอเรียหันไปคว้ามือซารีน่า พาเดินแกมวิ่งขึ้นไปห้องพักอย่างรวดเร็ว มิคาเอลอมยิ้ม ไม่ยักรู้ว่าขุนพลปีศาจจะห่วงคนอื่นเป็นด้วย

"เจ้าคิดว่าการที่อาร์ทีเมียยอมปล่อยเด็กคนนี้ มีอะไรแอบแฝงหรือเปล่า" ราเฟลถามขึ้นมา เมื่อลับร่างของสองสาว   มิคาเอลพยักหน้า มือข้างหนึ่งชี้ไปที่อกเสื้อที่เก็บเด็กอสูรไว้ ส่วนอีกข้างใช้นิ้วชี้แตะปากตัวเอง

ราเฟลหรี่ตาลง เข้าใจความหมายทันที เจ้าเด็กอสูร กำลังฟังว่าพวกเราคุยอะไรกันบ้าง น่าเตะสักป้าบ คิดพลางยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นสูง แต่มิคาเอลรีบสั่นหัวพร้อมกับกระโดดถอยหลังมาหนึ่งก้าว

 "ไม่เอาน่า ข้าว่าเจ้าไปชวนซารีน่าทะเลาะดีกว่า อย่ามาหาเรื่องเด็กเลย" มิคาเอลยักคิ้วให้ราเฟล

"น่าสนแฮะ ยายนั่นน่าแกล้งจะตาย ยั่วนิดยั่วหน่อย ก็โมโหแล้ว" ราเฟลยิ้มชอบใจ เมื่อนึกถึงซารีน่า

"ไปแกล้งเขามากๆ ระวังจะโดนวางยาเข้าสักวัน อย่าลืมว่า ซารีน่าเชี่ยวชาญในเรื่องพิษมาก"

"ถ้ากลัวก็ไม่ใช่ข้าน่ะสิ" ราเฟลยักไหล่ เมื่อเห็นมิคาเอลอมยิ้ม จึงถามขึ้นมา

"เจ้ายิ้มอะไรนักหนา"

"ก็คนมันอารมณ์ดี จะให้ร้องไห้หรือยังไง" มิคาเอลตอบหน้าตาย

"อารมณ์ดีเรื่องอะไร เอ๊ะ! หรือว่าอารมณ์ดีที่ได้กอดดิพเทอเรีย" ราเฟลแซวแรง เล่นเอาอีกฝ่ายสะดุ้ง

"จะบ้าหรือไง เหตุการณ์เมื่อกี้มันฉุกละหุก ข้าไม่ใช่พวกชอบฉวยโอกาสสักหน่อย" มิคาเอลพูดเสียงดุ

"รู้หรอกน่า ว่าเจ้าไม่ใช่คนแบบนั้น แต่จะว่าไปแล้ว ดิพเทอเรียน่ารักดีนะ เจ้าไม่สนบ้างเหรอ"

"เฮ้ย! พูดบ้าๆ ท่านราฟให้มาทำงาน ไม่ใช่ให้มาจีบสาว"

"ข้าก็แค่หวังดี เห็นเจ้าอยู่เป็นโสด กลัวว่าจะเหงาใจ"

"ขอบใจ แต่เจ้าก็โสดไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่จีบซารีน่าบ้างล่ะ จะได้ไม่เหงาใจ" มิคาเอลประชด

"ไม่เอาหรอก ผู้หญิงอะไร เถียงคำไม่ตกฟาก ใจร้อน ขี้โมโห โวยวายเก่ง แถมดื้ออีกต่างหาก" ราเฟลบ่น

"โอ้โห! นอนห้องเดียวกันแค่คืนเดียว เจ้ามองนิสัยซารีน่าทะลุเลยหรือนี่"

"ก็ข้าเป็นคนช่างสังเกตนี่นา"

"คนเราจะช่างสังเกต ช่างจด ช่างจำก็เฉพาะเรื่องที่เราสนใจ" มิคาเอลพูดยิ้มๆ พร้อมหลิ่วตาให้ราเฟล

"พูดบ้าๆ ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย" ราเฟลปฏิเสธเสียงแข็ง มองมิคาเอลตาเขียว แต่อีกฝ่ายกลับหัวเราะชอบใจเสียงดัง ก่อนชะงักเมื่อเห็นดิพเทอเรียกับซารีน่าเดินลงมา

"เรียบร้อยแล้วค่ะ เชิญพวกท่านขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะค่ะ" ดิพเทอเรียรีบบอก

"พวกเจ้าไปคอยที่ร้านอาหารตรงหัวมุมก่อน เดี๋ยวพวกเราตามไป" มิคาเอลบอก ดิพเทอเรียกับซารีน่ารับคำพร้อมกัน เดินออกไปจากที่พัก เมื่อลับร่างของทั้งคู่ ราเฟลหันมามองมิคาเอล พูดน้ำเสียงจริงจัง

 "เจ้าลองเอาคำพูดข้าไปคิดดูใหม่นะ ข้าว่าเจ้ากับดิพเทอเรียเหมาะสมกันมาก" พูดจบ ราเฟลก็เดินหนีขึ้นห้องไป มิคาเอลยืนอึ้งไปครู่หนึ่ง ถอนหายใจออกมา รีบเดินขึ้นห้องไปอย่างรวดเร็ว

ยี่สิบนาทีต่อมา มิคาเอลและราเฟลก็มาสมทบกับดิพเทอเรียและซารีน่าที่ร้านอาหาร หลังทานอาหารมื้อเที่ยงที่เลยเวลามาเกือบสองชั่วโมงเสร็จเรียบร้อย มิคาเอลก็ชวนทุกคนไปเดินเล่นในตลาด ซึ่งทุกคนเห็นด้วย

ดิพเทอเรียกับซารีน่าเดินมองดูข้าวของต่างๆ ด้วยความสนใจ โดยมิคาเอลกับราเฟลเดินตามหลังมาทิ้งระยะห่างพอสมควร  เมื่อเดินมาถึงร้านขายเสื้อผ้าผู้ชาย ดิพเทอเรียหยุดมองอยู่ครู่หนึ่ง ถอนหายใจออกมาเบาๆ

"เจ้าเป็นอะไร ถอนหายใจทำไม" ซารีน่าถามด้วยความสงสัย

"เปล่า ไม่ได้เป็นอะไร" ดิพเทอเรียปฏิเสธ หันหน้าไปมองทางอื่น ซารีน่ามองเข้าไปในร้านขายเสื้อผ้า กวาดสายตามองไปทั่ว จนมาสะดุดตากับเสื้อผ้าชุดหนึ่ง จึงพยักหน้าเข้าใจ

"ชุดนั้นสวยดีนะ สีน้ำเงินเข้มตัดกับสีขาว เห็นแบบนี้ทำให้นึกถึงท่านโรซาร์เนียร์ เจ้าว่าไหม"

"อืม.ม" ดิพเทอเรียรับคำในคอเบาๆ ดวงตาหมองลง เมื่อนึกถึงโรซาร์เนียร์

ซารีน่ามองดิพเทอเรียด้วยความเข้าใจ ทำไมจะไม่รู้ว่าดิพเทอเรียชื่นชมท่านโรซาร์เนียร์มากแค่ไหน แต่ท่านโรซาร์เนียร์จะรับรู้ถึงความรู้สึกของดิพเทอเรียหรือเปล่า อันนี้ซารีน่าไม่แน่ใจ

"อย่าคิดมาก ข้าเชื่อว่าท่านโรซาร์เนียร์ต้องกลับมาหาท่านราฟแน่"

"เจ้าคิดแบบนั้นจริงๆ เหรอ"

"จริงสิ ทหารปีศาจรู้กันทั้งนั้นว่าท่านโรซาร์เนียร์นับถือและชื่นชมท่านราฟจะตายไป ดังนั้นไม่มีทางที่ท่านโรซาร์เนียร์จะร่วมมือกับอสูรหรอก" ซารีน่าพูดด้วยความมั่นใจ

"ข้าก็คิดเหมือนเจ้า เพียงแต่อดกังวลใจไม่ได้อยู่ดี"

 "เชื่อข้าสิ ท่านโรซาร์เนียร์ต้องกลับมา เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น" ซารีน่าปลอบ ก่อนเปลี่ยนเรื่อง

"จริงสิ เมื่อคืนนี้เจ้าพักกับท่านมิคาเอล เป็นยังไงบ้าง"

"ท่านมิคาเอลเป็นสุภาพบุรุษมาก สละที่นอนบนเตียงให้ข้า ส่วนตัวเองก็ลงไปนอนที่พื้น" ดิพเทอเรียพูดด้วยน้ำเสียงชื่นชม

"ดีจัง ผิดกับท่านราเฟลลิบลับ รายนั้นหาความเป็นสุภาพบุรุษไม่เจอ แม้แต่นิดเดียว" 

ดิพเทอเรียมองซารีน่าด้วยความสงสัย พลางนึกไปถึงเหตุการณ์แปลกๆ ระหว่างซารีน่ากับท่านราเฟลเมื่อเช้า ประกอบกับคำพูดเมื่อกี้ของซารีน่า ทำให้ดิพเทอเรียหน้าแดงระเรื่อขึ้นมา ดึงมือซารีน่าให้เข้ามาใกล้ตัว กระซิบถามน้ำเสียงตกใจ

"เมื่อคืนนี้ท่านราเฟลล่วงเกินเจ้า ใช่หรือเปล่า"  

"บ้าหรือไง! ใครจะไปยอมให้ท่านราเฟลล่วงเกิน อย่าพูดบ้าๆ นะ" ซารีน่าปฏิเสธ แต่ใจกลับนึกไปถึงภาพเหตุการณ์ตอนที่เถียงกับราเฟลเมื่อเช้า ทำให้หน้าแดงจัดเป็นลูกตำลึงสุก รีบหันหน้าหนีไปมองทางอื่น

อาการของซารีน่าทำให้ดิพเทอเรียมีสีหน้าเคร่งเครียด คว้าไหล่ซารีน่าให้หันกลับมา พูดเสียงเครียด

"ซารีน่า บอกความจริงมาเดี๋ยวนี้ ท่านราเฟลล่วงเกินเจ้าใช่ไหม ทำไมเจ้าถึงไม่โวยวายหรือขัดขืนล่ะ ปล่อยเนื้อปล่อยตัวแบบนี้ได้ยังไง"

 "อย่ามองข้าด้วยสายตาแบบนี้นะ ข้าไม่ได้มีอะไรกับท่านราเฟลสักหน่อย" ซารีน่าหน้าแดงก่ำ พูดเสียงดังใส่หน้าดิพเทอเรีย โดยไม่รู้ว่ามิคาเอลกับราเฟลเดินเข้ามาทันได้ยินคำถามของดิพเทอเรียพอดี แต่ทั้งคู่ไม่เห็นเพราะยืนหันหลังให้

"พวกเจ้าคุยอะไรกันเหรอ ท่าทางเคร่งเครียดกันจัง" ราเฟลถามขึ้นมาจากด้านหลัง

ดิพเทอเรียกับซารีน่าสะดุ้งโหยง รีบหันมามองพร้อมกัน

"ไม่มีอะไรค่ะ พวกเราขอตัวสักครู่นะคะ ตามข้ามาทางนี้ เราต้องคุยกันให้รู้เรื่อง"  ซารีน่ารีบบอก พร้อมกับดึงมือดิพเทอเรีย พาเดินหายไปอีกด้านอย่างรวดเร็ว

"เจ้าไปแกล้งซารีน่าแบบไหนกันเหรอ ทำไมดิพเทอเรียจึงคิดว่าเจ้าไปล่วงเกินคู่หูของเขา" มิคาเอลหันมาถามราเฟลน้ำเสียงขบขัน นึกถึงใบหน้าและน้ำเสียงเคร่งเครียดของดิพเทอเรียเมื่อครู่แล้ว อดยิ้มออกมาไม่ได้

"ก็พูดแหย่ตามปกติของข้านี่แหละ ไม่ได้แกล้งอะไรไปมากกว่านั้นหรอก"

"จริงเหรอ แล้วทำไมดิพเทอเรียจึงเข้าใจผิดไปได้ขนาดนั้นนะ"

"ข้าจะไปรู้ได้ไง ต้องไปถามซารีน่าแล้วล่ะว่า ไปทำอะไรให้ดิพเทอเรียเข้าใจผิดหรือเปล่า"

"หรือว่าซารีน่าไปแสดงอาการแปลกๆ ให้ดิพเทอเรียเห็น ซึ่งอาการที่ว่านั้น ต้องเกี่ยวข้องกับคำพูดของเจ้าที่ไปพูดแหย่เขาไว้ มันก็เลยทำให้ดิพเทอเรียเข้าใจผิดไปซะใหญ่โต" มิคาเอลคาดคะเน ถามขึ้นมา

"เจ้าไปพูดแหย่ซารีน่าเรื่องอะไร"

"ข้าแหย่ยายนั่นตั้งหลายเรื่อง จำไม่ได้แล้วว่าแหย่เรื่องอะไรบ้าง" ราเฟลเฉไฉไม่ยอมบอกว่าพูดอะไรกับซารีน่าไว้บ้าง มิคาเอลอมยิ้ม มองอย่างรู้ทันด้วยรู้จักนิสัยของราเฟลเป็นอย่างดี

 "ข้าเห็นเจ้าคุยกับผู้หญิงก็เฉพาะเรื่องงานเท่านั้น เพิ่งมีซารีน่านี่แหละ ที่เจ้าชอบหาเรื่องตอแยด้วย ชักสงสัยแล้วสิว่า ทำไมเจ้าจึงชอบหาเรื่องแกล้งซารีน่า"

"ที่ข้าแกล้งซารีน่าก็เพราะหมั่นไส้ต่างหากล่ะ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นสักหน่อย"

"ให้มันจริงอย่างที่เจ้าพูดนะ ว่าแกล้งเพราะหมั่นไส้ ไม่ได้แกล้งเพราะอย่างอื่น" มิคาเอลหัวเราะเบาๆ ทำให้ราเฟลมองตาขุ่น ขยับปากจะด่า แต่มิคาเอลยกมือห้าม

"ข้าขี้เกียจฟังเจ้าบ่น เจ้าจะแกล้งซารีน่าเพราะเหตุผลอะไรก็เรื่องของเจ้า แต่อย่าแกล้งให้แรงเกินไป ถึงซารีน่าจะเป็นขุนพลปีศาจ แต่ซารีน่าก็เป็นผู้หญิง ยังไงก็สู้เจ้าซึ่งเป็นแม่ทัพเทพและเป็นผู้ชายไม่ได้อยู่แล้ว คิดถึงข้อนี้ให้มากๆ เข้าไว้" มิคาเอลพูดเสียงหนัก 

"รู้แล้วน่า" ราเฟลบอกเสียงห้วน มิคาเอลยิ้มพอใจ หันไปมองซารีน่ากับดิพเทอเรียที่เดินเคียงมาด้วยกัน โดยซารีน่าหน้าหงิกงอ ขณะที่ดิพเทอเรียยิ้มเจื่อนๆ

"คุยกันเสร็จแล้วเหรอ" มิคาเอลถามด้วยรอยยิ้ม

"ค่ะ ท่านมิคาเอล" ดิพเทอเรียบอกเสียงเบา ก้มหน้ามองพื้น ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอาย ข้านี่แย่จริง คิดอะไรไปได้ขนาดนั้นนะเนี่ย เกือบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ไปซะแล้ว

มิคาเอลมองดิพเทอเรียด้วยแววตาอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว พูดน้ำเสียงนุ่มนวล

"ถ้างั้นพวกเราไปเดินดูของด้านโน้นกันเถอะ"

"ค่ะ ท่านมิคาเอล" ดิพเทอเรียกับซารีน่ารับคำพร้อมกัน เดินตามหลังมิคาเอลกับราเฟลไปทันที

มิคาเอลทำตัวเป็นไกด์จำเป็น พาทุกคนเดินเข้าร้านโน้นออกร้านนี้อย่างสนุกสนาน เมื่อเดินมาในร้านขายผ้าพันคอ และเสื้อหนาว มิคาเอลเดินดูด้วยความสนใจ ก่อนซื้อผ้าพันคอสองผืน จากนั้นเดินมายื่นผ้าพันคอให้ดิพเทอเรียกับซารีน่าคนละผืน

"ใกล้จะถึงหน้าหนาวแล้ว พวกเจ้าเอาไว้ใช้นะ" มิคาเอลบอกน้ำเสียงอ่อนโยน

"ขอบคุณท่านมิคาเอลมากค่ะ" ดิพเทอเรียกับซารีน่ายิ้มด้วยความดีใจ มองมิคาเอลด้วยแววตาขอบคุณอย่างจริงใจ ขณะที่ราเฟลเดินหายเข้าไปในร้านขายเครื่องประดับและของกระจุกกระจิกสำหรับผู้หญิงที่อยู่ติดกัน ครู่หนึ่งราเฟลก็เดินออกมายื่นโบว์ผูกผมสีหวานๆ สองเส้นให้ดิพเทอเรียและกิ๊บติดผมสองคู่ให้ซารีน่า

"พวกเจ้าเป็นผู้หญิง ควรจะแต่งตัวซะบ้าง จะได้ดูอ่อนหวานมากกว่านี้"

"ขอบคุณค่ะ ท่านราเฟล" ดิพเทอเรียกล่าวขอบคุณ ขณะที่ซารีน่ามองราเฟล พร้อมถามขึ้น

"ทำไมท่านไม่ซื้อโบว์ผูกผมให้ข้าเหมือนกับดิพเทอเรียล่ะ ซื้อกิ๊บให้ข้าทำไม"

"อ้าว! ก็เจ้าผมสั้นนี่นา ก็ต้องใช้กิ๊บสิ ถ้าซื้อโบว์ให้เจ้า แล้วเจ้าจะเอาไปผูกตรงไหน จะไปผูกคอหรือไง"

"ข้าไม่ใช่สัตว์เลี้ยงนะ ถึงจะได้เอามาผูกคอน่ะ"

"ก็นั่นสิ แล้วเจ้าจะโวยวายทำไมที่ได้กิ๊บแทนโบว์ผูกผม"

"ข้าไม่ได้โวยวาย แค่ถามเฉยๆ ท่านนี่ชอบหาเรื่องข้าจริงๆ" ซารีน่าว่าใส่หน้า ก่อนเดินหนีไปทางอื่น

"เจ้าว่าใครชอบหาเรื่องเจ้า" ราเฟลตะโกนถามตามหลัง แต่ซารีน่าไม่ยอมหันมาตอบ ราเฟลมองด้วยความขัดใจ หันมามองมิคาเอลกับดิพเทอเรีย

"พวกเจ้าอยู่ที่นี่ก่อนนะ เดี๋ยวข้ามา" พูดจบ ราเฟลก็เดินตามซารีน่าไปอย่างรวดเร็ว มิคาเอลส่ายหน้าเบาๆ หันกลับมามองดิพเทอเรีย พบว่าอีกฝ่ายมองผ้าพันคอกับโบว์ในมือด้วยแววตาอ่อนโยน

"เจ้าชอบของที่พวกเราซื้อให้หรือเปล่า" มิคาเอลถามขึ้นมา

"ชอบค่ะท่านมิคาเอล ไม่เคยมีใครซื้อของให้พวกเรามาก่อน เพิ่งมีพวกท่านเป็นคนแรก" ดิพเทอเรียยิ้มให้มิคาเอล อีกฝ่ายมองด้วยแววตาอ่อนโยน พูดน้ำเสียงนุ่มนวล

"ข้าดีใจที่เจ้าชอบ และจะดีใจยิ่งขึ้น ถ้าเห็นเจ้าได้ใช้มัน"

ดิพเทอเรียคลี่ผ้าพันคอออก มิคาเอลมองด้วยความแปลกใจ ดิพเทอเรียเงยหน้าขึ้นพร้อมยิ้มให้

"งั้นข้าขออนุญาตใช้มันให้ท่านดูตอนนี้เลยแล้วกันนะคะ เผื่อหน้าหนาวมาถึง พวกเราอาจจะติดภารกิจ จนทำให้ข้าไม่ได้ใช้มันให้ท่านเห็น" พูดจบ ดิพเทอเรียก็จัดแจงพันผ้าพันคอให้มิคาเอลดู

"เป็นอย่างไรบ้างคะ" ดิพเทอเรียถาม มิคาเอลอมยิ้ม เดินเข้ามาใกล้ก้มหน้าลงมาพูดเบาๆ

"ขอโทษนะ" มิคาเอลใช้มือจัดผ้าพันคอให้อย่างเบามือ ขณะที่ดิพเทอเรียยืนนิ่งด้วยความประหม่า เพราะไม่เคยใกล้ชิดผู้ชายขนาดนี้มาก่อน

"เอาล่ะ เรียบร้อย" มิคาเอลยิ้มพอใจ เงยหน้าขึ้นจากการจัดผ้าพันคอ พบว่าดิพเทอเรียยืนก้มหน้า ใบหน้าแดงก่ำไปจนถึงใบหู พูดขอบคุณเสียงเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน

มิคาเอลยิ้มบางๆ มองดิพเทอเรียด้วยความเอ็นดู พูดชวนขึ้นมา

"ไปหาสองคนนั้นกันเถอะ ป่านนี้ไม่รู้ว่าจะทะเลาะกันไปถึงไหนแล้ว" 

"ค่ะ ท่านมิคาเอล"

มิคาเอลกับดิพเทอเรียเดินตามหาซารีน่ากับราเฟล จนเจอทั้งคู่กำลังทะเลาะกันตรงทางแยก ก่อนถึงโรงแรม โดยซารีน่าพยายามเดินหนี แต่ราเฟลก็ยังเดินตามไปตอแย มิคาเอลเห็นดังนั้น จึงหันมาบอกดิพเทอเรีย

"เจ้าพาซารีน่าไปคอยที่ร้านอาหารก่อน ส่วนราเฟลเดี๋ยวข้าจัดการเอง" พูดจบ มิคาเอลก็รีบเข้าไปดึงตัวราเฟลออกมา ขณะที่ดิพเทอเรียเข้าไปดึงตัวซารีน่าพาไปสงบสติอารมณ์ที่ร้านอาหาร

เมื่อเห็นว่าดิพเทอเรียพาซารีน่าเดินออกไปแล้ว มิคาเอลจึงหันมาทางราเฟล

"เจ้าไปเดินตามหาเรื่องซารีน่าทำไม"

"ก็ซารีน่าไม่ยอมหันกลับมาตอบคำถามของข้าทำไมล่ะ ข้าก็เลยต้องถามให้รู้เรื่อง"

 "ทีเวลาคนอื่นไม่ตอบคำถามของเจ้า ข้าก็ไม่เห็นว่าเจ้าจะเดือดร้อนจนถึงขั้นเดินตามแบบนี้เลยนี่"

"มันไม่เหมือนกัน" ราเฟลพูดเสียงห้วน แต่ทำให้มิคาเอลอมยิ้ม

"ไม่เหมือนกันตรงไหน"

 ราเฟลไม่ยอมตอบ ทำให้มิคาเอลได้ที พูดแทงใจดำ

"ถ้าเจ้าไม่สนใจเขา แล้วเจ้าจะไปเดินตามเขาทำไม ทีเวลาเบลลาเข้ามาคุยกับเจ้า ข้าเห็นเจ้าเดินเลี่ยงอยู่ตลอด แบบนี้มันผิดปกติแล้วนะเพื่อน"

"เจ้าก็รู้ว่าเบลลาคิดยังไงกับข้า แต่ข้าไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นกับนาง ข้าก็เลยไม่อยากคุยด้วย" 

"งั้นที่เจ้าเดินตามหาเรื่องซารีน่า เป็นเพราะว่าเจ้าสนใจเขาจริงๆ น่ะสิ"

ราเฟลมองมิคาเอลแบบไม่พอใจ แต่รู้ว่าพูดไปตอนนี้ก็เสียเปรียบ จึงไม่ตอบคำถาม กลับเดินหนีไปดื้อๆ

"แล้วนั่น เจ้าจะไปไหน" มิคาเอลตะโกนถาม เมื่อเห็นราเฟลเดินไปทางโรงแรม ราเฟลหันกลับมา

"ไปกินข้าวน่ะสิ ถามทำไม"

"ร้านอาหารอยู่ทางนี้ต่างหาก แต่ไอ้ที่เจ้าเดินไปน่ะ มันโรงแรม นี่เจ้าเขินจนหลงทิศหรือไง" มิคาเอลพูดน้ำเสียงขำๆ   ราเฟลหน้าแดง รีบเดินกลับมา มองมิคาเอลตาเขียว

"หยุดพูดเลยนะ! ไปกินข้าวได้แล้ว เดี๋ยวตอนค่ำจะได้แจ้งข่าวให้ท่านอนากอลทราบ" ราเฟลพูดเสียงห้วน เดินนำออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้มิคาเอลยืนหัวเราะอยู่คนเดียว

"กลับไปเมื่อไหร่ ข้าจะเอาไปเล่าให้แอเรียลฟัง" มิคาเอลพูดกับตัวเองเบาๆ รีบเดินตามราเฟลไป

                                                                    ********************************************************

หลังจากเล่นน้ำตกจนล่วงเข้าเวลาเย็น โรมก็ชวนทุกคนกลับบ้าน โดยใช้มนต์ทำให้เสื้อผ้าของทุกคนแห้งสนิท จากนั้นทั้งหมดก็เดินกลับทางเดิม 

"พรุ่งนี้ พวกเจ้าต้องมาฝึกวิชากับท่านแม่ของพวกเราใช่ไหม" ฟาเรียถามรันกับเรเซีย

"ค่ะ ท่านฟาเรีย ไม่รู้ว่าพวกท่านป้าจะดุหรือเปล่า ชักกังวลใจแล้วสิ" เรเซียตอบน้ำเสียงกังวล

"ไม่ดุหรอก ท่านแม่ใจดีจะตาย รับรองว่าเจ้าจะต้องติดใจ" ฟาเรียให้กำลังใจ

รันกับเรเซียมองหน้าฟาเรียที่ตอนนี้ไม่ได้รวบผมขึ้นสูงอย่างที่เคย แต่กลับปล่อยผมสีทองยาวสยายถึงกลางหลัง ทำให้ใบหน้าที่ดูหวานคล้ายผู้หญิง ยิ่งเหมือนผู้หญิงเข้าไปอีก

"มองหน้าข้าแบบนี้ มีอะไรเหรอ" ฟาเรียสงสัย มองรันกับเรเซียที่ยืนยิ้มกว้างอย่างแปลกใจ

"ท่านฟาเรียหน้าหวานมากเลยค่ะ ยิ่งดูก็ยิ่งเหมือนผู้หญิง สวยกว่าผู้หญิงบางคนซะอีกนะคะ" รันรีบพูด

ฟาเรียยิ้มชอบใจ มองเห็นเขี้ยวซี่เล็กๆ ตรงมุมปาก บาลาสที่เดินอยู่ด้านหลังชะโงกหน้ามาแซว

"เจ้าอย่าไปชมมันมาก เดี๋ยวมันติดใจเกิดอยากเป็นผู้หญิงขึ้นมาจริงๆ ล่ะก็ จะยุ่งกันใหญ่"

"ก็ดีสิคะ ข้าอยากให้ท่านฟาเรียเป็นผู้หญิงจริงๆ จะได้ขอฝากตัวเป็นน้องสาวด้วยคน ถึงท่านฟาเรียจะชอบแกล้งคนอื่นอยู่บ่อยๆ แต่ลึกๆ แล้ว ข้ารู้ว่าท่านฟาเรียเป็นคนใจดีมาก" เรเซียพูดทีเล่นทีจริง

"ถึงเป็นพี่สาวไม่ได้ แต่ข้าก็เป็นพี่ชายให้เจ้าได้นะ เอาหรือเปล่าล่ะ"

"ท่านฟาเรียพูดจริงๆ นะคะ" เรเซียถาม เมื่อเห็นฟาเรียพยักหน้าให้ เรเซียก็ยิ้มด้วยความดีใจ

"ขอบคุณค่ะ ท่านฟาเรีย ข้าอยากมีพี่ชายมานานแล้ว"

 "เจ้าต้องเรียกข้าว่าท่านพี่สิ มันจึงจะถูก ไหนลองเรียกใหม่ซิ"

"ขอบคุณค่ะ ท่านพี่"

"ดีมาก ต่อไปหากมีใครรังแกเจ้า ให้มาบอกข้า พี่ชายคนนี้จะจัดการมันเอง" ฟาเรียพูดน้ำเสียงร่าเริง ก่อนหันมามองหน้าบาลาส พูดขู่เสียงดุ

"เจ้าเฒ่า!  เรเซียเป็นน้องสาวของข้าแล้วนะ ห้ามเจ้ามาทำชีกอใส่เรเซียเด็ดขาด เข้าใจหรือเปล่า"

"ใครเขาจะไปคิดอะไรแบบนั้นกันเล่า น้องสาวเจ้าก็เหมือนน้องสาวข้านั่นล่ะ" บาลาสว่าเสียงดัง

"หวงน้องสาวน่าดูเลยนะ ฟาเรีย" ไรซานสัพยอกขึ้นมา

"ใครๆ ก็หวงน้องสาวทั้งนั้น ไม่เชื่อก็ลองถามโรมดูสิ ว่าหวงรันหรือเปล่า" ฟาเรียหันมาถามโรม

"ก็หวงครับ แต่จะห่วงมากกว่า เพราะรันยังเด็กและค่อนข้างเอาแต่ใจ" โรมพูดยิ้มๆ รันรีบเถียงทันที

"ข้าไม่ได้เอาแต่ใจสักหน่อย เวลาท่านพี่พูดอะไรมา ข้าก็รับฟังทุกครั้ง แล้วแบบนี้จะว่าข้าเอาแต่ใจได้ไง"

"เจ้ารับฟังก็จริง แต่ถ้าพี่ไม่ขู่หรือดุเจ้าบ้าง ใช่ว่าเจ้าจะยอมทำตามทันทีซะเมื่อไหร่ล่ะ ไม่เชื่อก็ลองถามทุกคนดูสิ ว่าพี่พูดจริงหรือเปล่า"  

"จริงเหรอคะ ท่านฟิล ท่านไรซาน ท่านฟาเรีย ท่านบาลาส" รันหันมาถามองครักษ์เรียงคน ซึ่งทุกคนยิ้มบางๆ พยักหน้ายอมรับ

"เห็นไหม พี่พูดผิดที่ไหนกัน"

"ทราบแล้วเจ้าค่ะ งั้นต่อไป ข้าจะเอาแต่ใจให้มันน้อยลง ดีไหมคะ ท่านพี่" รันลากเสียงยาว ค้อนขวับใส่โรมแล้วพาลมาค้อนใส่ฟิลที่ยืนอมยิ้มอยู่ข้างๆ ด้วยอีกคน เรียกเสียงหัวเราะของทุกคนดังลั่น

ทั้งหมดพูดคุยเรื่องสัพเพเหระทั่วไป จนมาถึงบ้านพักของโรม พบว่าท่านราฟกับท่านเกรซนั่งคอยอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นทุกคนเดินมา ท่านราฟจึงเรียกให้เข้ามาทานอาหารเย็นด้วยกัน

"ขอบคุณครับ ท่านราฟ แต่ว่า" ฟิลจะปฏิเสธ แต่ท่านราฟแกล้งปั้นหน้าเคร่งขรึม พูดเสียงดุ

"เวลาผู้ใหญ่ชวน เขาห้ามปฏิเสธรู้ไหม พวกเจ้าไม่รู้หรือไงว่าคนแก่ๆ ขี้น้อยใจจะตาย"

"เอ่อ...แต่ท่านราฟยังไม่แก่นี่ครับ" ฟาเรียแย้งขึ้นมา

"แม้หน้าตาข้าจะเด็กพอๆ กับพวกเจ้า เผลอๆ อาจจะดูเด็กกว่าด้วยซ้ำไป แต่อายุข้าก็ไม่น้อยแล้วนะ" ท่านราฟพูดหน้าตาย มีผลให้องครักษ์ทั้งสี่คนยืนอึ้งไปถนัด

"ข้าทำอาหารเผื่อพวกเจ้าแล้ว ขืนไม่ยอมกินฝีมือของข้าล่ะก็ ข้างอนจริงๆ นะ" ท่านเกรซพูดน้ำเสียงจริงจัง องครักษ์ทั้งสี่คนหันมามองตากันปริบๆ ก่อนที่ไรซานจะพูดขึ้น

"ตกลงครับ"

ท่านราฟกับท่านเกรซยิ้มพอใจ เดินนำทุกคนเข้าไปในบ้าน จากนั้นท่านเกรซก็ชวนรันและเรเซียให้เข้าไปในครัว เพื่อช่วยยกอาหารออกมาวางบนโต๊ะ โดยท่านเกรซบอกให้หนุ่มๆ ทั้งหลายนั่งคุยกันไปก่อน

"ไม่รู้ว่าป่านนี้ ที่เมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้จะเป็นยังไงบ้างนะครับ ท่านพ่อ" โรมถามขึ้นมา

"เดี๋ยวทานอาหารเสร็จแล้ว ไว้รอให้ค่ำกว่านี้สักหน่อย พ่อจะติดต่อไปหาอนากอล เพื่อสอบถามข่าวคราวทางด้านโน้นว่าเป็นยังไงบ้าง"

"ก็ดีเหมือนกันครับ" โรมเห็นด้วย  ขณะนั้นท่านเกรซ เดินนำรันกับเรเซียออกมาจากด้านในครัว

"เอ้า! หนุ่มๆ อาหารพร้อมแล้วจ้ะ" ท่านเกรซกวักมือเรียกทุกคนให้มานั่งประจำที่ เพื่อทานอาหารร่วมกัน ขณะที่ทานอาหารอยู่นั้น ท่านราฟกับท่านเกรซหันไปเห็นกำไลบนข้อมือของรัน จึงมองด้วยความสนใจ

"กำไลบนข้อมือของเจ้าสวยจัง ไปซื้อมาจากที่ไหนเหรอลูก" ท่านราฟถามขึ้นมา

คำถามของท่านราฟ ทำให้ฟาเรีย ไรซาน บาลาสและเรเซียมีสีหน้ากังวลใจ เพราะรู้เรื่องกำไลข้อมือของรันตอนที่เล่นน้ำตกด้วยกันแล้วว่าฟิลเป็นคนมอบให้  แต่ทั้งสี่คนยังไม่รู้เรื่องที่ท่านราฟอนุญาตให้ฟิลคบกับรันได้

เมื่อได้ยินคำถามของท่านราฟ จึงเกิดความกังวลใจแทนฟิล ด้วยเกรงว่าท่านราฟจะไม่พอใจที่ฟิลถือวิสาสะมอบของให้รัน ผิดกับโรมที่นั่งอมยิ้มเพราะรู้ทุกอย่างดีอยู่แล้ว

"ข้าเป็นคนให้รันเองครับ ท่านราฟ" ฟิลพูดขึ้นมา ท่ามกลางสายตากังวลของเพื่อนๆ ทั้งสามคนรวมทั้งเรเซียที่นั่งหายใจไม่ทั่วท้อง

ท่านราฟกับท่านเกรซมองกำไลอย่างพิจารณา เมื่อเห็นมังกรสีแดงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำธาตุไฟ และเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของฟิล แกะสลักอยู่บนตัวกำไล  ทำให้ทั้งคู่หันมาสบตากัน ก่อนที่ท่านเกรซจะถามขึ้น

"กำไลนี้เป็นเครื่องประดับประจำตัวเจ้าใช่ไหมจ๊ะ"

"ครับ ท่านเกรซ"

ท่านราฟกับท่านเกรซยิ้มบางๆ มองฟิลด้วยความพอใจ การที่ฟิลมอบเครื่องประดับประจำตัว ซึ่งถือเป็นสิ่งล้ำค่าและมีความสำคัญเทียบเท่ากับชีวิตของตัวเองให้กับรัน แสดงถึงความจริงใจที่มีต่อลูกสาวของตัวเอง ทำให้ท่านราฟและท่านเกรซพึงพอใจในตัวฟิลมากยิ่งขึ้น

"เจ้าชอบกำไลที่ฟิลให้หรือเปล่า" ท่านราฟหันมาถามรันที่นั่งก้มหน้างุด

"ชอบค่ะ" รันตอบเสียงเบา ไม่กล้าสบตาท่านราฟกับท่านเกรซ ด้วยเกรงว่าจะถูกดุ

"งั้นก็เก็บรักษาและดูแลมันให้ดีที่สุด อย่าทำหายเชียวนะ ไม่งั้นพ่อจะทำโทษเจ้า" ท่านราฟพูดด้วยรอยยิ้ม ทำให้ฟาเรีย ไรซาน บาลาสและเรเซียที่นั่งลุ้นด้วยใจระทึก ถอนหายใจออกมาเกือบจะพร้อมกัน

"ขอบคุณค่ะ ท่านพ่อ" รันเงยหน้ามองท่านราฟ ยิ้มออกมาด้วยความดีใจ

"อย่าให้ข้าเห็นกำไลอันนี้ไปอยู่บนข้อมือของผู้หญิงคนอื่นนะฟิล ไม่งั้นมีเรื่องแน่" ท่านราฟหันมาพูดกับฟิลด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

"ไม่มีแน่นอนครับ ท่านราฟ" ฟิลตอบเสียงหนัก ท่านราฟยิ้มออกมาด้วยความพอใจ พูดน้ำเสียงร่าเริง

"พวกเจ้าทุกคนช่วยเป็นพยานให้ข้าด้วยนะ ว่าฟิลรับปากข้าแล้วว่าจะไม่นอกใจลูกสาวข้าเด็ดขาด"

"ครับ/ค่ะ ท่านราฟ พวกเราเป็นพยานให้เอง" ทุกคนประสานเสียงตอบพร้อมกันดังลั่น ฟิลกับรันหน้าแดงก่ำ ท่านราฟกับท่านเกรซหัวเราะเสียงดังด้วยความชอบใจ

                                                                 ***************************************************************

ในเวลาเดียวกัน ภายในห้องพักของอาร์ทีเมีย สัตว์อสูรกำลังรายงานเรื่องที่ออกัสและเชอร์เบทโดนแม่ทัพเทพทำร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัสให้อาร์ทีเมียทราบอย่างละเอียด

 "เจ้าบอกว่าท่านพ่อให้เดอร์แรม จัสไทนา ดาวิตาและโรส รวมทั้งทหารฝีมือดีกองหนึ่งไปที่น็อธ บิ๊ก ซิตี้ใช่ไหม" อาร์ทีเมียถามสัตว์อสูรสองตัวที่นั่งหมอบอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย

"ครับ ท่านอาร์ทีเมีย และท่านโรติเฟอร์ฝากมาบอกว่าให้ท่านอาร์ทีเมียรีบทำธุระให้เสร็จ จะได้กลับไปเริ่มงานสักทีครับ" เมสโก หนึ่งในสัตว์อสูรบอกให้ทราบ

"ข้าเพิ่งมาถึงได้แค่สองวัน ท่านพ่อก็จะให้รีบกลับไปซะแล้ว" อาร์ทีเมียพูดน้ำเสียงเบื่อหน่าย ลุกขึ้นจากเก้าอี้นวม เดินไปตรงหน้าต่าง ใช้มือแหวกผ้าม่านมองออกไปด้านนอก

ขณะนั้นเป็นเวลาเย็นมากแล้ว บนท้องถนนมีผู้คนเดินสัญจรไปมา บางคนกำลังจับจ่ายสินค้าตามร้านค้าที่อยู่ข้างทาง บางคนก็นั่งทานอาหารอยู่ในร้านอาหาร บางคนก็เดินเล่นพูดคุยหยอกล้อส่งเสียงดังลั่น

"ตอนนี้พวกเดอร์แรมอยู่ที่ไหน" อาร์ทีเมียถามขึ้น โดยที่ไม่ได้หันหน้ากลับมามอง

"คิดว่าน่าจะอยู่แถวๆ เมืองทรีไลออนครับ" แซพ สัตว์อสูรอีกตัวตอบ 

"ทรีไลออนก็ใกล้กับน็อธ บิ๊ก ซิตี้น่ะสิ"

"ครับ ท่านอาร์ทีเมีย พวกนั้นบอกว่าจะเข้าเมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้พรุ่งนี้เช้าครับ" เมสโกบอกให้ทราบ

"พวกเจ้าไปบอกพวกเดอร์แรมว่า ให้รอข้าก่อน อย่าเพิ่งเข้าไปในเมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้  พรุ่งนี้ข้าจะแวะไปหาเพื่อมอบหมายภารกิจสำคัญให้ทำ"

"ครับ ท่านอาร์ทีเมีย" สัตว์อสูรรับคำ ร่างเลือนหายไปทันที

อาร์ทีเมียหันกลับมามององครักษ์ทั้งสามคนที่ยืนเรียงกัน ถามขึ้นมา

"เมืองพอร์ตแลนด์เป็นเมืองหลวงของแคว้นสก๊อตโตลา ใช่ไหม"

"ใช่ครับ ท่านอาร์ทีเมีย" ทินเซลกับฮันเซย์ตอบพร้อมกัน

"ผู้ครองแคว้นชื่ออะไร พวกเจ้ารู้หรือเปล่า"

"ชื่อมาร์เดโลครับ ท่านอาร์ทีเมีย" ฟลิทตอบ อาร์ทีเมียพยักหน้า ดวงตาฉายแววครุ่นคิด พูดขึ้นมาช้าๆ

"ข้าคิดว่าแม่ทัพเทพที่ทำร้ายออกัสกับเชอร์เบท น่าจะเป็นแอเรียล"

"ทำไมคิดว่าเป็นแอเรียลล่ะครับ" ทินเซลถาม อาร์ทีเมียเดินไปนั่งบนเก้าอี้นวมด้วยท่าทางสบายๆ

"มนต์ที่ข้าส่งไปหามิคาเอลกับราเฟล เจอสองคนนั้นที่เมืองซันไทม์ พร้อมขุนพลปีศาจอีกสองคน แสดงว่าราชาปีศาจเริ่มรุกบ้างแล้ว ด้วยการส่งแม่ทัพเทพกับขุนพลปีศาจออกหาข่าวของพวกเรา"

"ดังนั้นแม่ทัพเทพที่อยู่ที่น็อธ บิ๊ก ซิตี้ก็ต้องเป็นอนากอลกับแอเรียล พวกเจ้าอย่าลืมว่าอนากอลน่ะ เก่งและฉลาดเพียงไร หากคนที่ทำร้ายออกัสกับเชอร์เบทคืออนากอล ป่านนี้เจ้าสองคนนั้นคงโดนพาตัวกลับไปสอบสวนที่น็อธ บิ๊ก ซิตี้แล้ว"

"แต่ถ้าเป็นแอเรียลล่ะก็ แอเรียลต้องรีบพาลูกน้องของตัวเองกลับมารักษาตัวก่อน โดยไม่สนใจว่าออกัสกับเชอร์เบทจะเป็นยังไง ซึ่งข้อนี้เป็นความแตกต่างระหว่างแม่ทัพเทพกับหัวหน้าแม่ทัพเทพ"

ประโยคนั้นแม้ฟังดูเหมือนจะชื่นชมอนากอล แต่องครักษ์ทั้งสามคนรู้ดีว่า ภายใต้น้ำเสียงนั้น เจือไปด้วยความไม่พอใจลึกๆ ที่มีอยู่ถึงคนที่ตัวเองกำลังพูดถึง

"ท่านอาร์ทีเมีย จะทำยังไงต่อไปดีครับ" ฮันเซย์ถาม

"พรุ่งนี้ข้าจะไปสั่งงานให้พวกเดอร์แรมทำ จากนั้นจะไปน็อธ บิ๊ก ซิตี้ แล้วก็กลับ"

"ท่านอาร์ทีเมียจะมอบหมายงานอะไรให้พวกเดอร์แรมทำหรือครับ" ฟลิทถาม

"ไม่มีอะไรหรอก แค่ไปเชิญลูกสาวของราชาปีศาจให้ไปเป็นแขกของข้าที่ฝั่งอสูร"

คำพูดของอาร์ทีเมีย ทำให้องครักษ์ทั้งสามคนหน้าเปลี่ยนสี หันมามองหน้ากันด้วยความตกใจ

"ท่านอาร์ทีเมีย ขืนทำแบบนั้นจริงๆ คงได้เกิดเรื่องใหญ่ ราชาปีศาจไม่ยอมแน่ มันเหมือนกับการหยามกันนะครับ"  ทินเซลท้วงน้ำเสียงไม่สบายใจ เช่นเดียวกับฟลิทและฮันเซย์ที่มีสีหน้าเคร่งเครียด

"นั่นล่ะ คือสิ่งที่ข้าอยากเห็น" อาร์ทีเมียยิ้มชอบใจ ก่อนพูดต่อ

"ราชาปีศาจจะทำหน้ายังไงกันน้า ตอนที่รู้ว่าลูกสาวหายตัวไป แต่ที่แน่ๆ เจ้าพี่ชายคงอยู่ไม่ติดแน่ ท่าทางจะรักน้องสาวมากซะด้วยสิ ข้าอยากเห็นจริงๆ ว่าพี่ชายที่แสนดีและฉลาดเป็นเลิศขนาดที่พวกแม่ทัพปีศาจยังยอมรับนั่น จะทำหน้ายังไง"

"แล้วท่านโรติเฟอร์ทราบเรื่องนี้หรือยังครับ" ฟลิทถาม

"ท่านพ่อยังไม่รู้เรื่องนี้หรอก เจ้าถามทำไม"

"ข้าเกรงว่า หากท่านโรติเฟอร์ทราบเรื่อง อาจจะไม่เห็นด้วยก็ได้ครับ"

"พวกเจ้าเคยเห็นท่านพ่อขัดใจข้าบ้างหรือเปล่า" อาร์ทีเมียย้อนถามองครักษ์ทั้งสามคน เมื่อเห็นทุกคนนิ่งเงียบไม่ยอมตอบ จึงยิ้มบางๆ พูดน้ำเสียงร่าเริง

"พวกเจ้าไม่ตอบก็แสดงว่าไม่มีใช่ไหม ในเมื่อท่านพ่อไม่เคยขัดใจข้าแม้แต่ครั้งเดียว ดังนั้นเรื่องนี้ก็เหมือนกัน มีหรือที่ท่านพ่อจะไม่เห็นด้วย"

คำพูดประโยคนั้น ทำให้องครักษ์ทั้งสามคนมีสีหน้าหนักใจ เริ่มมองเห็นเค้าลางแห่งความยุ่งยากที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า

"คืนนี้ข้ามีงานสนุกๆ ให้พวกเจ้าทำแก้เซ็ง แต่ตอนนี้ข้าขอนอนเอาแรงสักงีบ พวกเจ้าจะไปเดินเล่นที่ไหนก็ไปเถอะ ค่อยกลับมาหาข้าตอนดึกๆ ก็แล้วกัน"

"ครับ ท่านอาร์ทีเมีย" องครักษ์ทั้งสามคนทำความเคารพอาร์ทีเมียพร้อมกัน แล้วร่างก็เลือนหายไป

"หึหึ ถ้าต้องแยกจากกัน พวกเจ้าจะเป็นยังไงบ้างนะ" อาร์ทีเมียหัวเราะเบาๆ เดินเข้าไปที่ห้องชั้นใน ก้าวขึ้นไปนั่งบนเตียงนอนขนาดใหญ่ เอนตัวลงนอนด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

                                                                                                       ************************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

474 ความคิดเห็น

  1. #341 shiro-neko (@shiro-neko) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 / 11:24
    โอ๊ยยยยยยย ยิ่งอ่านยิ่งไม่ชอบอาร์ทีเมียอ่า

    คนอะไร เอาแต่ใจ ชอบใช้คนอื่น

    พี่ทอดหยอดเค้าเกลียดอาร์ทีเมียอะ
    #341
    0