มหาเวทย์จักรพรรดิ ภาคจอมราชันย์

ตอนที่ 16 : ใจดวงเดียวกัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 887
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    9 ก.ค. 51

บทที่  16  ใจดวงเดียวกัน

ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสเดินนำโรม รันและเรเซียลัดเลาะมาตามทางเล็กๆ สองข้างทางเป็นทุ่งหญ้าสีทอง สูงประมาณสองฟุต มุ่งหน้าไปยังภูเขาสูงที่เห็นอยู่ไม่ไกล ระหว่างทางฟาเรียกับบาลาสช่วยกันร้องเพลงประสานเสียง โดยมีฟิลกับไรซานเป็นลูกคู่ให้ สร้างความครื้นเครงให้กับโรม รันและเรเซียเป็นอย่างมาก

"ท่านฟาเรียกับท่านบาลาสร้องเพลงเพราะจังเลยค่ะ" เรเซียชม

"ขอบใจที่ชมนะ จริงๆ แล้วฟิลกับไรซานร้องเพลงเพราะกว่าข้ากับเจ้าเฒ่าซะอีก" ฟาเรียบอกพร้อมยิ้มให้ รันกับเรเซียหันมามองฟิลกับไรซานทันที

"ถ้าให้เป็นลูกคู่แบบเมื่อกี้น่ะได้ แต่ถ้าจะให้ร้องเดี่ยวน่ะ ไม่ไหว" ไรซานรีบปฏิเสธ

"ท่านไรซานรีบปฏิเสธเชียวนะคะ" เรเซียพูดน้ำเสียงขำๆ ก่อนหันมาทางฟิล

"ว่าแต่ท่านฟิลร้องเพลงเพราะจริงหรือเปล่าคะ"

"ไม่รู้เหมือนกัน เพราะข้าไม่เคยร้องเพลงให้คนอื่นฟัง นอกจากเจ้าพวกนี้" ฟิลตอบ

"ข้าอยากฟังท่านฟิลร้องเพลง ร้องให้ฟังได้ไหมคะ" รันรีบพูด มองฟิลตาแป๋ว

"ข้าก็อยากฟังท่านฟิลร้องเพลงเหมือนกันครับ" โรมพูดขึ้นมา เช่นเดียวกับเรเซียที่พยักหน้าเช่นกัน

"จะดีเหรอ เกิดพวกเจ้าหูอักเสบขึ้นมา จะโทษข้าไม่ได้นะ" ฟิลหัวเราะเบาๆ

"ไม่อักเสบหรอกค่ะ ร้องให้ฟังหน่อยน๊า นิดเดียวเอง น๊า ท่านฟิล" รันพูดอ้อน ยิ้มหวานให้ฟิล

ฟิลอมยิ้ม มองรันด้วยความเอ็นดู หมุนตัวเดินนำออกไปพร้อมกับร้องเพลงออกมา โดยมีฟาเรีย ไรซานและบาลาสปรบมือให้จังหวะ  โรม รัน เรเซียหันมายิ้มให้กัน  ท่านฟิลร้องเพลงเพราะจริงๆ  เสียงทุ้มกังวานสดใสแต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นนุ่มนวลน่าฟังมาก

นกตัวเล็กๆ สามสี่ตัว บินมาเกาะไหล่ของฟิล ส่งเสียงเจื้อยแจ้วเหมือนกับต้องการจะร่วมร้องเพลงด้วย ทำให้ทุกคนหัวเราะออกมา ขณะที่ฟิลหยอกล้อนกเหล่านั้นด้วยความเอ็นดู รอยยิ้มสดใส บวกกับดวงตาที่ส่องประกาย ยิ่งทำให้ใบหน้าคมสันของฟิลน่ามองมากยิ่งขึ้น 

รันมองฟิลที่ร้องเพลงและหยอกล้อกับนกตัวเล็กๆ ด้วยความรู้สึกหลากหลายปะปนกัน มีทั้งความชื่นชมประทับใจ ผสมกับความรู้สึกอบอุ่น อ่อนหวานนุ่มนวล เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับผู้ชายคนไหนมาก่อน และ แตกต่างไปจากความรู้สึกที่มีให้กับท่านราฟหรือโรม

"เจ้ามองท่านฟิลตาเป็นประกายเชียว ปลื้มใช่ไหม" เรเซียหันมากระเซ้าเบาๆ มองรันด้วยแววตาล้อเลียน ทำให้รันหน้าแดงก่ำ รีบพูดกลบเกลื่อน

"ไม่ใช่สักหน่อย แค่สงสัยว่า ท่านฟิลทำยังไง นกจึงบินมาเกาะที่ไหล่ต่างหากล่ะ"

"อยากรู้จริงๆ เหรอ เดี๋ยวข้าถามให้ เอาไหม"

"ไม่ต้อง" รันเอ็ดเบาๆ แต่เรเซียหัวเราะชอบใจ รีบตะโกนเรียกฟิลเสียงดัง

"ท่านฟิลคะ รันมีเรื่องสงสัยจะถามค่ะ"

ฟิลหยุดร้องเพลง ใช้นิ้วลูบหัวนกที่เกาะบ่าพร้อมผิวปากเบาๆ นกส่งเสียงร้องออกมาก่อนบินจากไป จากนั้นฟิลหันมายิ้มให้รัน ขณะที่รันแอบหยิกต้นแขนเรเซียเบาๆ แต่เรเซียกลับหัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจ

โรมอมยิ้ม มองน้องสาวด้วยความเอ็นดูปนขบขัน ก่อนพูดขึ้นมา

"ข้าได้ยินเสียงน้ำไหลดังมาจากข้างหน้า แสดงว่าน้ำตกคงอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ใช่ไหมครับ"

"ประสาทหูเจ้าไวจัง พอพ้นชายป่าข้างหน้านั่นก็ถึงน้ำตกแล้ว" ฟาเรียพูดน้ำเสียงร่าเริง ชี้มือไปข้างหน้าซึ่งเป็นป่าโปร่งขึ้นเรียงเป็นแถวยาว

"เจ้าจะถามอะไรท่านฟิล ก็ถามซะนะ เดี๋ยวพี่กับคนอื่นจะเดินไปรอที่น้ำตก" โรมหันมาพูดกับรัน ก่อนเดินเข้าไปหาฟิลที่ยืนอยู่ข้างหน้า เอียงหน้าไปกระซิบข้างหูเบาๆ

"ข้าเปิดโอกาสให้แล้ว จะคุยหรือจะสารภาพอะไรก็รีบๆ นะครับ"

ฟิลมองโรมแบบอึ้งๆ แต่โรมทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้  หันไปเรียกเรเซียที่ยืนข้างๆ รัน

"เรเซีย ขึ้นมาเดินเป็นเพื่อนข้าหน่อยสิ"

 "ค่า ท่านโรม จะไปเดี๋ยวนี้แหละค่ะ" เรเซียยิ้มกว้าง หันมามองรันแบบล้อๆ รีบวิ่งขึ้นไปหาโรมทันที

"พวกเราไปกันเถอะครับ" โรมพูดยิ้มๆ หันมาพยักหน้าให้เรเซีย ก่อนเดินออกไปพร้อมกัน ขณะที่ไรซาน ฟาเรียและบาลาส หันมายักคิ้วให้ฟิล

ฟิลทำปากขมุบขมิบด่าเบาๆ ทำให้ทั้งสามคนหัวเราะออกมาพร้อมกัน หมุนตัวเดินตามหลังโรมไป แต่ไม่วายหันมาทำหน้าทะเล้นใส่ พร้อมชูสองนิ้วให้ ทำนองว่าสู้ๆ  ฟิลจึงยกเท้าทำท่าจะเตะ เพื่อนๆ ทั้งสามคนหัวเราะเสียงดังลั่น รีบวิ่งไปหาโรมที่ยืนอมยิ้มคอยอยู่ตรงชายป่าข้างหน้า

ฟิลถอนหายใจ นึกด่าเพื่อนในใจ ไอ้พวกบ้า! ชอบล้อกันดีนัก ก่อนหันกลับมามองรันที่ยืนนิ่งอยู่กับที่

"เจ้ามีอะไรจะถามข้าหรือรัน" ฟิลเดินเข้ามาใกล้ ถามขึ้นมาน้ำเสียงอ่อนโยน

 รันทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ แกล้งหันไปมองทางอื่น  บ้าจริง! ทำไมต้องใจสั่นด้วย ใช่ว่าจะไม่เคยคุยกับท่านฟิลตามลำพังมาก่อนซะเมื่อไหร่ แต่น่าแปลกที่ครั้งนี้กลับรู้สึกประหม่าชอบกล

"คุณหนูรันครับ ข้ายืนอยู่ตรงหน้านะครับ คุณหนูหันหน้าไปมองทางนั้น จะคุยกับต้นไม้หรือครับ" ฟิลถามน้ำเสียงยานคาง รันหันกลับมามองฟิลทันที

"บ้าน่ะสิ! ใครจะไปคุยกับต้นไม้ อย่ามาหาเรื่องข้านะ" รันแกล้งว่าเสียงดัง

"โหย! ถามแค่นี้ ทำไมต้องดุกันด้วยล่ะคร้าบ ดุแบบนี้ ระวังจะไม่มีใครมองนะครับ"

"ฮึ! ไม่ได้อยากให้ใครมามองสักหน่อย ไม่อยากมองก็ไม่ต้องมอง ไม่ได้ว่าอะไรนี่" 

"อืม..ม จริงด้วยแฮะ ไม่อยากมองก็ไม่ต้องมอง แล้วถ้าอยากมองล่ะครับ จะอนุญาตให้มองทุกวันได้หรือเปล่าครับ" ฟิลถามยิ้มๆ มองสบตารัน ทำให้รันรีบหลบตา ก้มหน้ามองพื้น

"ว่าไงล่ะครับ ถ้าอยากมอง จะอนุญาตให้มองหรือเปล่า" ฟิลถามซ้ำ มองรันด้วยแววตาอ่อนโยน

"กะ กะ  ก็ต้องดูก่อนว่าใครอยากมอง" รันตอบตะกุกตะกัก

"เหรอครับ แล้วถ้าใครคนนั้น คือข้าล่ะครับ"

รันเงยหน้ามองฟิล พบว่าอีกฝ่ายมองอยู่ก่อนแล้ว แววตาอบอุ่นอ่อนโยนเจือหวานนิดๆ ที่มองมา ทำให้รันใจเต้นแรง หน้าแดงก่ำด้วยความเขินจัด  ขยับเท้าเบี่ยงตัวออกข้าง แต่ฟิลก้าวมาขวางไว้

"อย่าหนีสิครับคนเก่ง ตอบคำถามของข้าก่อน"

"ขะ ขะ ข้า" รันพูดไม่ออก ยิ่งเห็นสายตาที่เปิดเผยความรู้สึกของฟิลที่มองมา ยิ่งทำให้พูดไม่ออก

 "ไม่ตอบคำถามแบบนี้ แสดงว่าไม่อนุญาตให้มองใช่ไหมครับ" ฟิลถามน้ำเสียงตัดพ้อ รันใจหายวาบ รีบเงยหน้าขึ้นมา พูดรัวเร็วจนแทบจะฟังไม่ได้ศัพท์

 "ไม่ใช่นะ ถ้าเป็นท่านฟิลล่ะก็ จะมองตลอดชีวิตก็ยังได้"

 คำตอบของรัน ทำให้ฟิลยิ้มทั้งปากและตา ขณะที่รันอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนีหายไปซะตรงนั้น  รีบเดินหนีออกมา แต่ฟิลคว้าแขนไว้ ดึงตัวเข้ามาใกล้ ใช้มือทั้งสองข้างยึดไหล่รันไว้ ก้มหน้าลงมาถามใกล้ๆ

"พูดใหม่อีกครั้งสิครับ ข้าได้ยินไม่ชัด"

"ไม่เอา ก็บอกไปแล้วนี่"  รันพูดเสียงเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน ก้มหน้างุดๆ 

"งั้นข้าขออนุญาตทวนคำพูดเมื่อกี้อีกครั้งนะครับ ว่าข้าได้ยินถูกต้องไหม" ฟิลพูดยิ้มๆ เมื่อเห็นรันพยักหน้าให้ จึงอมยิ้มแกล้งพูดผิดๆ

"เมื่อกี้คุณหนูรันบอกว่า อนุญาตให้ท่านฟิลมองผู้หญิงคนอื่นได้ตลอดเวลา ใช่ไหมครับ"

 "คนบ้า! ข้าไม่ได้พูดแบบนั้นสักหน่อย" รันทุบอกฟิลเสียงดังปึ้ก มองฟิลตาเขียวปั้ด

"เหรอครับ ถ้าไม่ได้พูดแบบนั้น แล้วพูดแบบไหนล่ะครับ"

"ข้าบอกว่าถ้าเป็นท่านฟิลล่ะก็ จะมองตลอดชีวิตก็ยังได้" รันบอกเสียงห้วน แต่ทำให้ฟิลหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น รันจึงรู้ว่าตกหลุมพรางของฟิลเข้าให้แล้ว ยกมือทุบอกฟิลรัวไม่ยั้งมือ

"โอ๊ย! เจ็บนะ ทุบเอา ทุบเอา แบบนี้ก็ช้ำในตายกันพอดี" ฟิลรวบมือทั้งสองข้างของรันเอาไว้

"เชอะ! แค่นี้ไม่ตายหรอก เจ้าเล่ห์นักนะ" รันว่าให้อย่างหมั่นไส้

"เจ้าเล่ห์ที่ไหนกันครับ ชอบใส่ความข้าอยู่เรื่อย" ฟิลโอดครวญ

"ก็เมื่อกี้ไง ฮึ แกล้งพูดผิดๆ ให้ข้าฟัง ถ้าเมื่อกี้ เกิดข้าบอกไปว่าใช่ ข้าพูดแบบนั้นจริงๆ ท่านก็คงแอบไปมองผู้หญิงคนอื่นลับหลังข้าใช่ไหม ดีนะ ที่ข้าไหวตัวทัน" รันต่อว่าเป็นชุด

ฟิลทำตาโต มองรันด้วยแววตารักใคร่ไม่ปิดบัง อยากจะดึงร่างตรงหน้าเข้ามากอด แต่ต้องหักห้ามใจเอาไว้ เพราะมันไม่เหมาะสมที่จะทำแบบนั้น

  แม้ท่านราฟ ท่านเกรซและโรมจะอนุญาตให้คบหากับรันได้ก็จริง แต่ฟิลก็ไม่มีความคิดที่จะใช้ความไว้วางใจที่ทั้งสามคนมอบให้ มาฉวยโอกาสล่วงเกินรันไม่ว่าจะต่อหน้าหรือลับหลัง เพราะการทำแบบนั้นเหมือนกับไม่ให้เกียรติท่านราฟ ท่านเกรซ โรม และก็รัน ซึ่งเป็นคนที่ฟิลรัก

"ทำไมไม่ตอบล่ะ ข้าพูดถูกใช่ไหม แบบนี้ต้องทุบให้หนักๆ" รันพยายามบิดมือออกจากการเกาะกุมของฟิล แต่ฟิลจับไว้แน่นไม่ยอมปล่อย 

"ถ้าข้าคิดจะมองผู้หญิงคนอื่นจริงๆล่ะก็ คงไม่อยู่เป็นโสดจนมาเจอเด็กดื้อ จอมแก่นแสนซนแต่น่ารักแบบเจ้าหรอก" ฟิลพูดน้ำเสียงจริงจัง มองรันด้วยแววตาหวานซึ้ง

"จะไปรู้เหรอ เกิดต่อไป ท่านไปเจอผู้หญิงที่สวย น่ารักและก็เรียบร้อยกว่าข้า ท่านอาจเปลี่ยนใจหันไปมองผู้หญิงพวกนั้นก็ได้"

"ไม่มีเด็ดขาด ข้าจะมองเพียงเจ้าคนเดียวเท่านั้น และจะเป็นแบบนี้ตลอดไป" ฟิลพูดหนักแน่น แววตามั่นคงจริงจัง ทำให้รันยิ้มออกมา เอียงคอมองฟิลด้วยแววตาอ่อนโยน

"หากท่านไม่เปลี่ยนไป ข้าก็จะมองท่านเพียงคนเดียวเท่านั้น และจะเป็นแบบนี้ตลอดไปเช่นกัน"

  ฟิลยิ้มกว้าง ปล่อยมือรัน จากนั้นล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อของตัวเอง หยิบของสิ่งหนึ่งออกมา มันเป็นกำไลข้อมือ ทำด้วยคริสตัลสีแดงใส บนตัวกำไลสลักเป็นรูปมังกรสีแดง อ้าปากเห็นเขี้ยวแหลมยาว

"ตระกูลมังกรของพวกเราจะมีเครื่องประดับประจำตัวทุกคน เอาไว้ใช้ป้องกันอันตรายจากมนต์ดำต่างๆ สิ่งนี้คือเครื่องประดับประจำตัวข้า ข้าให้เจ้า ยื่นมือมาสิ" ฟิลพูดน้ำเสียงอ่อนโยน

"จากวันนี้และตลอดไปเจ้าคือชีวิตของข้านะรัน"

รันมองฟิลด้วยความรู้สึกเต็มตื้นในหัวใจ ยื่นมือข้างขวาส่งให้  ฟิลค่อยๆ บรรจงสวมกำไลให้รัน ซึ่งปรากฏว่าสวมได้พอดี รันยกมือขึ้นสูง กำไลคริสตัลส่องแสงแวววาวสดใส รันยิ้มกว้างด้วยความชอบใจ

"ท่านให้ข้าแล้ว ห้ามมาขอคืนภายหลังนะ ข้าไม่คืนให้เด็ดขาด"

"โอ้โห! งกซะด้วย"

"แน่นอนอยู่แล้ว ของของท่านก็คือของของข้า กำไลนี้เป็นของข้าแล้วนะ ห้ามมาทวงคืน เข้าใจไหม"

"เข้าใจคร้าบ" ฟิลทำท่าตะเบ๊ะ ก้มศีรษะคำนับรันอย่างล้อเลียน รันหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนชวนขึ้นมา

"ไปหาท่านพี่กันเถอะค่ะ"  รันคว้ามือฟิลให้วิ่งตามมา เสียงหัวเราะของทั้งคู่ดังก้องไปทั่วป่า แสงแดดยามบ่ายที่ส่องลงมากระทบร่างคนทั้งสอง ทำให้ร่างของทั้งคู่ส่องประกายราวกับแสงของดวงดาวในยามค่ำคืน 

เมื่อทั้งคู่มาถึงน้ำตก พบว่าเรเซียลงไปนั่งแช่อยู่ในแอ่งน้ำขนาดใหญ่ ที่รองรับน้ำที่ไหลลงมาจากชั้นต่างๆ ของน้ำตก รอบๆ แอ่งน้ำเต็มไปด้วยดอกไม้ป่านานาพรรณ ส่งกลิ่นหอมชื่นใจ  ถัดไปจากแอ่งน้ำที่เรเซียลงไปนั่งแช่นั้น มีโขดหินน้อยใหญ่ตั้งเรียงราย โรมกับไรซานนั่งคุยกันบนโขดหินก้อนหนึ่ง เมื่อเห็นทั้งคู่เดินมาก็โบกมือทักทาย ก่อนเรียกให้มานั่งด้วยกัน

"ท่านฟาเรียกับท่านบาลาสไปไหนล่ะคะ ทำไมไม่เห็น" รันหันมาถามไรซาน เมื่อกวาดสายตามองไปโดยรอบแล้วไม่เห็นฟาเรียกับบาลาส

ไรซานอมยิ้มชี้มือไปข้างบน รันมองตามไป พบว่าข้างบนเป็นเขาสูง มองเห็นน้ำจำนวนมากไหลลงมาตามชั้นต่างๆ ลดหลั่นกันลงมาจนถึงแอ่งน้ำขนาดใหญ่ของพื้นข้างล่าง

"ไหนคะ ไม่เห็นมี"

โรมหัวเราะเบาๆ ชี้มือไปบนจุดที่สูงที่สุด รันแหงนหน้ามองจนสุดสายตา ก่อนอุทานออกมา เมื่อเห็นว่าบนยอดเขานั้น มีร่างของคนสองคนลอยตัวอยู่กลางอากาศ

"พวกเขาจะทำอะไรกันคะ"

"กระโดดน้ำน่ะสิ สองคนนี้ ชอบเล่นแผลงๆ แบบนี้เป็นประจำ" ฟิลอธิบายให้ฟัง พูดไม่ทันขาดคำ ก็ได้ยินเสียงฟาเรียตะโกนลงมาน้ำเสียงร่าเริง

"พวกเจ้าดูให้ดีนะ นี่คือท่ากระโดดน้ำที่สวยที่สุดในโลก" พูดจบ ฟาเรียก็ตีลังกาม้วนตัวสามรอบ ก่อนพุ่งดิ่งลงมาด้วยความเร็วสูง ตามด้วยบาลาสที่ไม่ยอมน้อยหน้า ตีลังกาม้วนตัวสามรอบพุ่งลงมาเช่นกัน

"ตูม ตูม" ร่างของฟาเรียกับบาลาสพุ่งลงมาใกล้กับบริเวณที่เรเซียนั่งแช่น้ำ ทำให้เรเซียอุทานเสียงดังลั่น

 โรมและรันมองด้วยความทึ่ง สุดยอดจริงๆ ขนาดพุ่งลงมาจากที่สูงขนาดนั้น แต่น้ำในแอ่งกลับนิ่งสนิท ไม่มีแม้แต่รอยกระเพื่อม ทำได้ไงเนี่ย

ฟาเรียกับบาลาสโผล่พรวดขึ้นมา ชูสองนิ้วให้ทุกคนพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง

"พวกเจ้าลงมาเล่นน้ำด้วยกันสิ ไปนั่งบนโขดหินแบบนั้นจะสนุกอะไร" ฟาเรียตะโกนเรียกเสียงดัง

"จริงด้วย รัน ท่านโรม ท่านฟิล ท่านไรซานลงมาเล่นน้ำกันเถอะค่ะ" เรเซียกวักมือเรียกทุกคน

"ไม่เอา เดี๋ยวเปียก" รันรีบปฏิเสธ โรมหันมามองฟิล พยักหน้าให้อย่างรู้กัน ก่อนที่รันจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็ถูกโรมกับฟิลช่วยกันจับแขนคนละข้าง แล้วโยนลงมาในน้ำเสียงดังตูม

"ว๊าย! ท่านพี่ ท่านฟิล ทำแบบนี้ได้ไง" รันโวยวายเสียงดัง มองโรมกับฟิลตาเขียวปั้ด ผมยาวสีแดงเพลิงเปียกลู่แนบไปกับหลัง โรมกับฟิลหัวเราะเสียงดังลั่น ก่อนจะอุทานออกมา เมื่อไรซานใช้มือผลักทั้งคู่ให้หล่นลงไปในน้ำเสียงดังตูมเช่นเดียวกัน

โรมกับฟิลโผล่พรวดขึ้นมาจากน้ำ หันมาต่อว่าไรซานที่ยืนหัวเราะชอบใจบนโขดหินพร้อมกัน

"ท่านไรซานขี้โกงนี่ครับ"

"ใช่ ใช่ ลงมาเดี๋ยวนี้เลยนะ คนอื่นเขาเปียกกันหมดแล้ว มีแต่เจ้าคนเดียวเท่านั้นที่ยังไม่เปียก"

"เรื่องอะไรจะลงไป" ไรซานพูดกลั้วหัวเราะ ดวงตาสีม่วงอ่อนทอประกายขบขัน บาลาสหันมายักคิ้วกับฟาเรีย ก่อนจะดำลงไปในน้ำ ใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเองมาโผล่ด้านหลังไรซาน

"เสียใจด้วยเพื่อน ยังไงเจ้าก็ต้องเปียกเหมือนคนอื่น" บาลาสพูดยิ้มๆ ไรซานรีบหันกลับมา เป็นจังหวะเดียวกันกับที่บาลาสใช้มือผลักเต็มแรง ทำให้ไรซานหล่นลงมาในน้ำ

เมื่อไรซานโผล่ขึ้นมาจากน้ำ ก็โดนโรม ฟิลและฟาเรีย ช่วยกันกวักน้ำใส่หน้า

"เฮ้ย! เล่นรุมกันเหรอ ได้เลย นี่แนะ เอาคืนไป" ไรซานโวยเสียงดัง ใช้มือกวักน้ำใส่ทุกคนมือเป็นระวิง โดยมีเรเซียกับรันเป็นผู้ช่วย

"เจ้าเฒ่า มัวแต่ไปยืนเต๊ะท่าอยู่นั่นล่ะ รีบลงมาช่วยกันหน่อยเร็ว" ฟาเรียตะโกนเรียกพลาง ใช้มือกวักน้ำสาดใส่ไรซาน รันและเรเซียไปพลาง

"ได้เลยเพื่อน" บาลาสหัวเราะเสียงดังลั่น กระโดดลงมาในน้ำเสียงดังตูม

จากนั้นสงครามสาดน้ำก็เริ่มขึ้น ท่ามกลางเสียงหัวเราะที่ดังลั่นไปทั่วป่า ห้อมล้อมไปด้วยมิตรภาพอันอบอุ่นของทุกคนที่มีให้กัน

                                                 ***********************************************************

เวลาเดียวกันกับที่พวกโรมไปเที่ยวที่บ้านขององครักษ์  แม่ทัพเทพแอเรียลและขุนพลเทพทั้งสองคนคือบียอฟและวลาเนียร์ ได้นำตัวแคลโล เสนาธิการของแม่ทัพปีศาจไกเซอร์ กลับมาถึงเมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้

"พวกเจ้าพาแคลโลไปคอยที่ห้องประชุมก่อน ข้าจะไปรายงานให้ท่านอนากอลทราบ" แอเรียลสั่ง

 "ครับ ท่านแอเรียล" บียอฟและวลาเนียร์รับคำ

 สิบนาทีต่อมา อนากอล แอเรียล กาลาฟและไวท์ไลฟ์ก็เข้ามาในห้องประชุม เมื่อแคลโลเห็นอนากอล หน้าที่ซีดอยู่แล้วก็ยิ่งซีดเข้าไปอีก

 "ไม่เจอกันนาน ท่านสบายดีหรือ" อนากอลทักทายด้วยรอยยิ้ม เดินมานั่งเก้าอี้ตรงข้ามกัน โดยแอเรียล กาลาฟและไวท์ไลฟ์นั่งเก้าอี้ตัวถัดมา ในขณะที่บียอฟและวลาเนียร์ถอยมายืนด้านหลังอนากอล

 "สบายดีครับ ท่านอนากอล" แคลโลตอบเสียงเบา ก้มหน้ามองพื้น บีบมือทั้งสองข้างแน่น 

 "ข้ามีเรื่องอยากจะถามท่าน" อนากอลพูดเสียงเรียบ เมื่อเห็นแคลโลยังคงก้มหน้า จึงพูดขึ้นมาช้าๆ

 "เมื่อวานท่านราฟสั่งให้ขุนพลเทพทั้งแปดคน ไปนำตัวจัสติน ไอเน็ก แมคคอลและก็ท่านมาที่นี่ ปรากฏว่าขุนพลเทพทั้งหกคนทำงานที่ได้รับมอบหมายสำเร็จด้วยดี ยกเว้นไซบรัสกับแซนดรา"

 "สองคนนั้นได้รับคำสั่งให้ไปนำตัวท่านมา แต่พวกเขากลับโดนอสูรโจมตี คล้ายกับว่าพวกอสูรมาดักคอยพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว ข้าสงสัยว่าทำไมอสูรจึงไปป้วนเปี้ยนใกล้ๆ กับบริเวณบ้านของท่าน"

 "ข้าไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้นครับ"   แคลโลรีบปฏิเสธ อนากอลยิ้มบางๆ มองแคลโลอย่างประเมินท่าที ในขณะที่แอเรียลมีสีหน้าไม่พอใจ เช่นเดียวกับบียอฟและวลาเนียร์

 "บริเวณที่ไซบรัสกับแซนดราสู้กับอสูร อยู่ห่างจากบ้านของท่านแค่สองร้อยเมตร ท่านไม่ได้ยินเสียงต่อสู้กันบ้างเลยหรือ" อนากอลถาม   แคลโลกัดปากเบาๆ ในหัวกำลังนึกหาคำแก้ตัว

 "สงสัยข้าคงจะนอนหลับ จึงทำให้ไม่ได้ยินเสียงการต่อสู้ที่เกิดขึ้นน่ะครับ"

 "โกหก! เจ้าโกหกหน้าด้านๆ" บียอฟกับวลาเนียร์ตวาดเสียงดังด้วยความโกรธ มองแคลโลตาขุ่น

 "ใจเย็นก่อนสิ บียอฟ วลาเนียร์" อนากอลหันมาปราม  บียอฟกับวลาเนียร์ถอนหายใจ ก้มหน้ามองพื้น ส่วนแอเรียลสบตากับกาลาฟและไวท์ไลฟ์ คิดเหมือนกันว่า แคลโลปากแข็งน่าดู

"แสดงว่าท่านคงหลับลึกสินะ จึงไม่ได้ยินเสียงการต่อสู้ที่เกิดขึ้น"

"ครับ ท่านอนากอล" แคลโลรีบตอบ

"งั้นข้าขอถามท่านอีกข้อนึง"

"ครับ ท่านอนากอล"

อนากอลเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาสีม่วงทอประกาย ถามน้ำเสียงราบเรียบ

"มิคาเอลกับราเฟลบอกว่า เห็นท่านพูดคุยกับอสูรสองคนที่เฮล เกท ในวันเดียวกันกับที่พวกปีศาจคิดกบฎ จากนั้นพวกแม่ทัพปีศาจก็หนีไปที่นั่น ข้าอยากรู้ว่าทำไมท่านจึงไปอยู่ที่เฮล เกทในวันนั้น"

 แคลโลหน้าเสีย มือเย็นเฉียบ เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นมาตามใบหน้า สองคนนั้นเห็นข้าจริงๆ ด้วย

 "ทำไมไม่ตอบ หรือท่านจะบอกว่าสองคนนั้นตาฝาดไปเองยังงั้นหรือ" อนากอลพูดดักคอ

 "ขะ ข้า ขะ ข้า" แคลโลพูดไม่ออก นิ่งอึ้งอย่างอับจนถ้อยคำ เพราะไม่รู้จะแก้ตัวยังไงดี

"จัสติน ไอเน็กและแมคคอล เลือกที่จะพูดความจริง แล้วตัวท่าน เลือกอะไร ข้าให้เวลาท่านคิดหนึ่งวัน พรุ่งนี้ข้าจะมาเอาคำตอบจากท่าน" อนากอลลุกขึ้นยืน หันมาทางกาลาฟและไวท์ไลฟ์

 "รบกวนท่านทั้งสองจัดการเรื่องห้องพักให้ท่านแคลโลด้วย"

 "ครับ ท่านอนากอล" กาลาฟกับไวท์ไลฟ์รับคำ อนากอลพยักหน้าให้แอเรียลและขุนพลเทพทั้งสองคน ก่อนเดินออกไปจากห้อง ทั้งสามคนรีบเดินตามหลังอนากอลออกไป

 "ตามข้ามา ห้องพักของเจ้าอยู่ด้านนี้" กาลาฟพูดขึ้นมา

 แคลโลถอนหายใจเบาๆ  ลุกขึ้นอย่างหงอยๆ ในหัวกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ฟังจากน้ำเสียงของท่านอนากอลเมื่อครู่  หากข้าไม่พูดความจริง มีหวังหัวหลุดจากบ่าแน่  ท่านไกเซอร์ ข้าจะทำยังไงดีครับ

 "เจ้ายังมีเวลาคิดอีกตั้งหนึ่งคืน จะรีบถอนใจไปทำไม" ไวท์ไลฟ์ประชดให้ด้วยความหมั่นไส้

 แคลโลมองไวท์ไลฟ์ตาขุ่น อ้าปากจะว่า แต่กาลาฟพูดดักคอ

 "เจ้าควรเอาเวลาไปคิดคำแก้ตัวให้ท่านอนากอลฟัง ยังจะดีกว่ามาต่อปากต่อคำกับพวกเราสองคน"

 "พรุ่งนี้เช้า หากเจ้าหาคำตอบที่ทำให้ท่านอนากอลพอใจไม่ได้ล่ะก็" ไวท์ไลฟ์ทำท่าปาดคอตัวเองให้ดู

 แคลโลหน้าซีดเผือด กาลาฟกับไวท์ไลฟ์สบตากัน แอบขำในใจ เจ้าแคลโลต้องโดนอย่างนี้ซะบ้าง

"ยืนนิ่งอยู่ทำไม ตามข้าไปที่ห้องพักได้แล้ว" กาลาฟขู่เสียงเข้ม หมุนตัวเดินออกไปจากห้อง  

"มัวแต่ยืนตาเขียวอยู่นั่นล่ะ รีบตามกาลาฟไปสิ" ไวท์ไลฟ์หันมาบอกซ้ำ แคลโลทำท่าฮึดฮัด เดินตามหลังกาลาฟออกไป โดยมีไวท์ไลฟ์มองตามหลัง หัวเราะออกมาด้วยความชอบใจ

กาลาฟกับไวท์ไลฟ์เป็นไม้เบื่อไม้เมากับแคลโลมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ทั้งคู่ไม่ชอบนิสัยของแคลโล ดังนั้นพอมีโอกาสได้แกล้งนิดๆ หน่อยๆ จึงไม่ยอมเสียโอกาส รีบรวมหัวกันแกล้งแคลโลทันที

                                            *****************************************************

  ทางด้านอสูร หลังอาหารมื้อเที่ยงผ่านไป จอมอสูรโรติเฟอร์ได้เรียกประชุมทหารอสูรเพื่อสั่งงาน โดยมอบหมายให้ขุนพลอสูรสี่คน ประกอบไปด้วย เดอร์แรม จัสไทนา ดาวิตาและโรส ไปที่เมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้ เพื่อสืบหาว่าแม่ทัพเทพคนไหนเป็นคนทำร้ายออกัสและเชอร์เบท

 สัตว์อสูรไปหาอาร์ทีเมีย เพื่อแจ้งข่าวเรื่องที่ออกัสกับเชอร์เบทโดนแม่ทัพเทพทำร้ายได้รับบาดเจ็บ

 เมื่อสั่งงานเสร็จแล้ว จอมอสูรเรียกขุนพลอสูรทั้งสี่คนมากำชับเสียงเข้ม

 "เมื่อรู้ตัวคนทำร้ายออกัสกับเชอร์เบทแล้ว รีบกลับมารายงานทันที"

"ครับ/ค่ะ" ทั้งหมดรับคำพร้อมกัน 

"ท่านโรติเฟอร์น่าจะให้ทหารฝีมือดีกองหนึ่งติดตามพวกนี้ไปด้วยนะครับ" อัลบูโกเสนอขึ้นมา

"ทำไมต้องขนกันไปเยอะแยะ ไม่เห็นจะเข้าท่า" ไซลาเรียไม่เห็นด้วย

"นั่นสิ ท่านโรติเฟอร์ให้ไปสืบข่าว ไม่ได้ให้ไปสู้กันสักหน่อย เจ้าเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า" พีเนียสพูดเสียงแข็ง มองอัลบูโกอย่างไม่พอใจ

"ข้าไม่ได้เข้าใจอะไรผิด แต่ข้าไม่คิดว่าเทพจะโง่ขนาดให้อสูรลอบเข้าเมืองได้ง่ายๆ หรอกนะ หรือเจ้าคิดว่าเทพกระจอกขนาดนั้น ถ้ากระจอกจริง ป่านนี้ออกัสกับเชอร์เบทก็คงทำงานสำเร็จไปแล้ว ไม่ใช่โดนทำร้ายกลับมาปางตายแบบนี้" อัลบูโกย้อนถามเสียงห้วน เริ่มไม่พอใจขึ้นมา

"พวกเจ้าใจเย็นก่อนสิ อืม..มิวเคอร์ เจ้าคิดว่ายังไง" จอมอสูรรีบห้ามทัพ ก่อนหันมาถามมิวเคอร์

"อย่างที่อัลบูโกบอกนั่นแหละครับ การจะลอบเข้าไปสืบข่าวในเมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้ คงจะทำได้ยาก อย่าลืมว่า แม่ทัพเทพอนากอลฉลาดและเก่งมาก หากเราชะล่าใจ เผลอๆ พวกเราเองจะเป็นฝ่ายโดนย้อนรอยเอาได้ ดังนั้นข้าคิดว่าควรเผื่อไว้ก่อนก็ดีครับ หากปะทะกันจริงๆ พวกเราจะได้ไม่เสียเปรียบ" มิวเคอร์ตอบเสียงขรึม

คำพูดของมิวเคอร์ ทำให้จอมอสูรนึกถึงเรื่องที่ลืมไปนานแล้ว จริงสิ เมื่อร้อยปีก่อน ทางฝั่งเทพมีการแต่งตั้งแม่ทัพเทพชุดใหม่เข้ามาพร้อมกันสี่คน เป็นชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับอาร์ทีเมีย แม่ทัพเทพชุดนี้เก่งมาก โดยเฉพาะอนากอล หัวหน้าแม่ทัพเทพที่มีอายุน้อยและเก่งกาจที่สุด

กิตติศัพท์เรื่องความเก่งกาจและรูปโฉมที่งามสง่าของอนากอล เป็นที่โจษจันเล่าลือกันไปทั่ว จนเข้าหูของอาร์ทีเมีย ทำให้อาร์ทีเมียมาขออนุญาตจากจอมอสูรไปที่ดินแดนของเทพ เพื่อจะดูอนากอลให้เห็นกับตา

จอมอสูรไม่อยากขัดใจ จึงร่ายเวทย์ปลอมแปลงตัวเอง เดินทางเข้ามาที่ดินแดนของเทพพร้อมบุตรชาย  ระหว่างทาง ก่อนถึงดินแดนของเทพสิบกิโลเมตร ก็เจอชายหนุ่มคนหนึ่งเดินสวนทางมา

เขามีบุคลิกที่งามสง่า ใบหน้าคมสันงามราวกับรูปปั้นที่แกะสลักจากช่างฝีมือยอดเยี่ยม  ยิ้มน้อยๆ ตอนมองจอมอสูรกับบุตรชายที่อยู่ในร่างปลอมแปลง เอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงสุภาพอ่อนโยน แต่เต็มไปด้วยความเด็ดขาดว่า พวกเทพต้องไม่พอใจแน่ หากรู้ว่าอสูรลักลอบเข้ามา พวกท่านควรกลับไปยังดินแดนของท่านซะ

เมื่อได้ฟังคำพูดประโยคนั้น สองคนพ่อลูกถึงกับอึ้งไปถนัด เพราะไม่คิดว่าจะมีคนรู้ว่าตัวเองเป็นอสูร ขนาดกลบกลิ่นเอาไว้แท้ๆ แต่ชายหนุ่มตรงหน้ากลับมองออก จึงย้อนถามไปว่า ท่านเป็นใคร

"ข้าชื่ออนากอล แล้วพวกท่านล่ะ ชื่ออะไร"

คำตอบที่ได้รับ ทำให้อาร์ทีเมียยืนนิ่งตะลึง ผู้ชายคนนี้คือแม่ทัพเทพอนากอลที่เขาเล่าลือกัน ด้วยบุคลิกที่งามสง่า สุภาพอ่อนโยน แต่แฝงไปด้วยความเข้มแข็งเด็ดขาด ทำให้อาร์ทีเมียยืนอึ้ง พูดอะไรไม่ออก เป็นครั้งแรกในชีวิตที่รู้สึกว่าตัวเองดูด้อยกว่าคนอื่น 

เมื่ออนากอลถามซ้ำอีกครั้ง จอมอสูรจึงพูดแก้เก้อว่า ต้องขอโทษด้วย พวกเราแค่แวะมาเที่ยว ไม่คิดว่าจะล่วงล้ำเข้ามาในดินแดนของเทพ จากนั้นก็ขอตัวกลับ ซึ่งอนากอลยิ้มให้พร้อมก้มศีรษะลงเล็กน้อย

หลังจากเจออนากอลครั้งนั้น อาร์ทีเมียเริ่มนิ่งขรึม พูดน้อยลง เพราะอาร์ทีเมียภูมิใจในรูปโฉมของตัวเองเป็นอย่างมาก ทำให้มองไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตา

เมื่อเจออนากอล ความมั่นใจและภูมิใจที่มีมาโดยตลอดก็เริ่มสั่นคลอน  ความรู้สึกอยากเอาชนะ ก่อตัวขึ้นในจิตใจของอาร์ทีเมีย จนต้องไปหาเซพิโอล่า เพื่อขอคำแนะนำที่จะทำให้เหนือกว่าทุกคน โดยเฉพาะอนากอล 

จอมอสูรถอนหายใจ เซพิโอล่าให้คำแนะนำอะไรกับบุตรชายบ้าง ตัวเองไม่รู้หรอก รู้แต่ว่าอาร์ทีเมียคล้ายเซพิโอล่ามาก ไม่ว่าจะรูปร่างหน้าตา นิสัยใจคอรวมไปถึงความเฉลียวฉลาด และความอำมหิตเลือดเย็น  เซพิโอล่าตั้งใจจะให้ลูกเป็นเหมือนตัวเองหรือไงนะ ไม่เข้าใจจริงๆ

"ท่านโรติเฟอร์ครับ" มิวเคอร์เรียกเบาๆ เมื่อเห็นจอมอสูรนั่งเหม่อ

"หือ..มีอะไรหรือ" จอมอสูรตื่นจากภวังค์ หันมามองทุกคนที่นั่งเงียบ มองจอมอสูรด้วยความสงสัย

"ตกลงว่าท่านจะให้ทหารติดตามพวกเดอร์แรมไปด้วยไหมครับ" มิวเคอร์ถาม

"เจ้าจัดทหารฝีมือดีกองหนึ่ง ติดตามพวกนี้ไปด้วยล่ะกัน เผื่อต้องปะทะกัน จะได้ไม่เสียเปรียบมากนัก" พูดจบ จอมอสูรก็หันมาทางสัตว์อสูร

"บอกอาร์ทีเมียว่า อย่ามัวแต่โอ้เอ้ รีบทำธุระให้เรียบร้อย จะได้เริ่มงานสักที"

"ครับ ท่านโรติเฟอร์"

"พวกเจ้าจับตาดูความเคลื่อนไหวของแม่ทัพและขุนพลปีศาจเอาไว้ให้ดี อย่าให้คลาดสายตาเด็ดขาด เข้าใจหรือเปล่า" จอมอสูรกำชับแม่ทัพอสูรทั้งสี่คน

"ครับ ท่านโรติเฟอร์" แม่ทัพอสูรสี่คนรับคำพร้อมกัน

"แยกย้ายกันไปทำงานได้แล้ว"

 ทุกคนลุกขึ้นยืนทำความเคารพจอมอสูร ทยอยเดินออกไปจากห้องจนหมด

จอมอสูรเอนหลังพิงเก้าอี้  ดวงตาฉายแววครุ่นคิด นึกถึงบุตรชายที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง  เจ้าแค่ไปเที่ยวจริงๆ หรือว่า..จะไปหาคน คนนั้นกันแน่นะ

"คิดมากก็ปวดหัว ไปหาเซพิโอล่าดีกว่า"   จอมอสูรลุกขึ้นยืน ร่ายมนต์ออกมา ร่างก็เลือนหายไปทันที

                                                   *****************************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

474 ความคิดเห็น