มหาเวทย์จักรพรรดิ ภาคจอมราชันย์

ตอนที่ 14 : ทักทาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 788
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    25 มิ.ย. 51

บทที่ 14 ทักทาย

 ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมา หญิงชราเดินนำกลุ่มของมิคาเอลมาที่บ้านหลังหนึ่ง มันเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวตั้งอยู่บนเชิงเขา ซึ่งปลูกแยกห่างออกมาจากบ้านหลังอื่นๆ  หญิงชราไขประตูบ้านเปิดออกอย่างช้าๆ กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นสาบสางโชยออกมา ทำให้ทั้งสี่คนต้องเอามือปิดจมูก

"เชิญพวกท่านเข้าไปหลบฝนในบ้านก่อนเถอะ ไว้ฝนซาแล้วค่อยออกเดินทาง" หญิงชราหันมาบอก เดินนำเข้ามาข้างใน ทั้งสี่คนสบตากันนิดนึงก่อนเดินตามเข้าไป ประตูปิดเข้าหากันเสียงดังปัง ทั้งสี่คนหันไปมองพร้อมกัน หญิงชรายิ้มเล็กน้อย พูดเสียงแหบพร่า

"ไม่มีอะไรหรอก แค่ลมพัดน่ะ"

ข้างในบ้านมืดสนิทเหมือนกับอยู่ในถ้ำ ทั้งสี่คนปรับสายตาให้ชินกับความมืดอย่างรวดเร็ว พบว่าข้างในเป็นห้องโล่งกว้าง พื้นบ้านเป็นไม้กระดานที่นำมาขัดต่อกัน เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดตามจังหวะการก้าวเดินของทุกคน หญิงชราเดินไปจุดตะเกียงที่วางอยู่บนโต๊ะ แสงวับๆ แวมๆ ของตะเกียงทำให้มองเห็นภาพภายในรางๆ  

มิคาเอล ราเฟล ดิพเทอเรียและซารีน่ากวาดตามองอย่างละเอียด มีโต๊ะขนาดกลางวางชิดริมผนัง บนโต๊ะมีกาน้ำและแก้วใบเล็กๆ จำนวนหนึ่งวางไว้ใกล้ๆ กับตะเกียง ถัดมาเล็กน้อยมีตู้ไม้สูงประมาณ 1.5 เมตรตั้งอยู่ ทั้งสี่คนขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เมื่อสังเกตเห็นคราบอะไรบางอย่างติดอยู่บนมุมด้านขวาของตู้

รอยคราบที่เห็นลักษณะคล้ายกับน้ำหกกระเด็นไปติดไว้เป็นหยดเล็กๆ  แสงวับๆ แวมๆ ของตะเกียงทำให้มองไม่ถนัด ทั้งสี่คนคิดเหมือนกันว่ามันไม่น่าจะใช่คราบน้ำ เพราะหากเป็นคราบน้ำที่บังเอิญกระเด็นไปถูกตู้ แค่ทิ้งไว้ไม่นาน น้ำก็จะซึมหายเข้าไปในเนื้อไม้ ไม่น่าจะเหลือคราบทิ้งไว้แบบนี้ เว้นซะแต่ว่าเป็นคราบอย่างอื่น

หญิงชราเดินนำทั้งสี่คนไปนั่งที่โต๊ะซึ่งตั้งอยู่มุมห้อง พูดขึ้นมาทำลายความเงียบ

"บ้านข้าอาจจะคับแคบไปหน่อย แต่ก็พอจะหลบฝนได้" 

"ไม่เป็นไรครับ" มิคาเอลตอบน้ำเสียงสุภาพ

หญิงชราหยิบแก้วน้ำที่คว่ำอยู่บนโต๊ะ ขึ้นมาวางเรียงกัน จากนั้นหยิบกาน้ำขึ้นมาถือไว้ ค่อยๆ รินน้ำใส่ในแก้วทั้งสี่ใบ ควันจางๆ ลอยกรุ่นขึ้นมา ส่งกลิ่นหอมเอียนโชยมากระทบจมูก

"ดื่มชาก่อนสิ ชาของที่นี่ รสชาติดีนะ"  หญิงชรายื่นแก้วใส่ชาส่งให้ ทั้งสี่คนรับมาถือไว้ ซารีน่าก้มมองน้ำใสๆ ในแก้ว ย่นคิ้วเล็กน้อย ใช้ขาสะกิดเท้าดิพเทอเรียที่นั่งใกล้กัน พร้อมส่งสายตาเตือนมิคาเอลและราเฟล

"อ้าว! ทำไมไม่ดื่มล่ะ หรือว่าพวกเจ้าไม่ชอบชา" หญิงชราท้วงขึ้นมา เมื่อเห็นทั้งสี่คนวางแก้วชาบนโต๊ะ

"ชอบสิคะ แต่เท่าที่ข้าทราบมา แต่ละที่ก็มีวิธีการดื่มชาไม่เหมือนกัน ข้าอยากให้ท่านป้าช่วยสาธิตวิธีการดื่มชาของที่นี่ให้ดูหน่อยจะได้ไหมคะ" ซารีน่ายิ้มหวาน พูดน้ำเสียงประจบ

มิคาเอล ราเฟลและดิพเทอเรียอมยิ้ม มองซารีน่าที่ปั้นหน้าไร้เดียงสาด้วยความขบขัน เฮ้อ! ช่างทำไปได้

หญิงชราอึ้งไปครู่หนึ่ง มองซารีน่าอย่างจับผิด เมื่อเห็นแววตาใสซื่อบวกกับรอยยิ้มหวานๆ ทำให้ต้องลอบถอนใจ ข้าคงคิดมากไป

"ที่นี่ไม่มีพิธีรีตองหรอก แค่ยกเข้าปากแล้วก็ดื่มเข้าไป" หญิงชราบอกอย่างขอไปที ซารีน่าลุกขึ้นมายืนข้างๆ หญิงชรา หยิบแก้วชาขึ้นมาถือไว้

"อ๋อ!  แค่ยกขึ้นมาแบบนี้ แล้วก็ดื่มเข้าไปใช่ไหมคะ" ซารีน่าจ่อแก้วชาเข้าที่ปากของตัวเอง สายตาเหลือบมองหญิงชราที่มองอย่างลุ้นๆ

"ใช่ ใช่ แบบนั้นแหละ ดื่มเข้าไปสิ" หญิงชราคะยั้นคะยอ ดวงตาทอประกาย

"ค่ะ จะดื่มให้หมดแก้วเลย"

หญิงชรามองซารีน่าตาไม่กะพริบ ไม่ทันคาดคิด ซารีน่าใช้มือข้างหนึ่งบีบปากของหญิงชราให้อ้าออก กรอกน้ำชาในมือลงไปอย่างรวดเร็ว

"อ่อก..ก  จะ เจ้าทำบ้าอะไร" หญิงชราตกใจ ตาเหลือก พยายามใช้มือปัดแก้วชาออก แต่ไม่สำเร็จ น้ำชาไหลลงสู่คออย่างรวดเร็ว หญิงชราปัดมือซารีน่าเต็มแรง ทำให้แก้วชากระเด็นลงไปตกแตกกับพื้น

หญิงชรากุมคอแน่น ไอค่อกแค่ก หันมามองซารีน่าตาวาว น้ำเขียวๆ ไหลยืดออกมาจากปากหยดบนพื้นเลอะเทอะ ส่งกลิ่นเหม็นคาวคลุ้ง 

"พวกแกเป็นใคร" หญิงชราตวาดเสียงดัง ใบหน้าบิดเบี้ยวไปมา ร่างค่อยๆ เปลี่ยนสภาพเป็นซากศพแห้งๆ ดวงตาทั้งคู่แดงก่ำ ผมยาวกระเซอะกระเซิงรกรุงรัง กลิ่นเหม็นสาบสางโชยออกมาจากร่าง

มิคาเอลและราเฟลสบตากัน ที่แท้ร่างตรงหน้าเป็นศพของคนที่ตายไปแล้ว แต่คงถูกบังคับด้วยมนต์ ทำให้สามารถออกมาใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป คนที่ใช้มนต์บังคับซากศพได้ มีแต่พวกอสูรเท่านั้น

"ท่านมิคาเอล ท่านราเฟล" ดิพเทอเรียเรียกทั้งคู่ เมื่อได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกดังลั่นอยู่หน้าบ้าน พร้อมกับเสียงทุบประตูดังโครมๆ

"ยายเฒ่าอย่างุบงิบกินคนเดียวสิ แบ่งให้พวกเราด้วย"

"ใช่ ใช่ ข้าจะกินพ่อหนุ่มคนที่เป็นหัวหน้า เปิดประตูสิยายเฒ่า"

"ข้าจองนังผู้หญิงสองคนนั่นนะ เนื้อคงหวานน่าดู"

มิคาเอล ราเฟล ดิพเทอเรียและซารีน่าทำตาปริบๆ โห! กะจะกินพวกเราจริงๆ หรือนี่

เสียงทุบประตูดังขึ้นเรื่อยๆ หญิงชราอาศัยจังหวะที่พวกมิคาเอลมองไปที่ประตู อ้าปากกว้างเห็นเขี้ยวแหลมยาว พุ่งกระโจนเข้าใส่ซารีน่า

"โครม" ซารีน่าสะบัดมือโดยที่ไม่ได้หันมามอง ร่างหญิงชรากระเด็นไปชนผนังห้อง ร่วงครูดลงมากองกับพื้น น้ำสีเขียวขุ่นไหลออกจากปากเป็นทางยาว หนอนสีเขียวตัวขนาดเท่านิ้วโป้งพุ่งออกมาจากปาก จมูกและหู เต้นยุบยั่บดิ้นพล่านไปมาบนพื้น กลิ่นเหม็นฉุนกึกโชยไปทั่วห้อง

ดิพเทอเรียและซารีน่าเอามือปิดจมูก รู้สึกคลื่นไส้จนอยากจะอาเจียนออกมา  มิคาเอลชี้มือไปที่ร่างของหญิงชราปล่อยลำแสงสีทองออกไป ร่างของหญิงชราสลายไปเหลือแต่ความว่างเปล่า

ประตูไม้ถูกผลักเข้ามาเต็มแรงจนบานประตูปลิวไปกระแทกฝาผนังเสียงดังโครม ซากศพจำนวนมากดาหน้ากันเข้ามา กลิ่นเหม็นสาบสางตลบอบอวลไปทั่วห้อง

 ราเฟลเงยหน้ามองข้างบน ตวัดมือออกไป หลังคาบ้านหายไปทั้งแถบ ฝนเทกระหน่ำลงมาจนพื้นชื้นแฉะเจิ่งนองไปด้วยน้ำ มิคาเอลคว้าแขนดิพเทอเรีย ขณะที่ราเฟลคว้าแขนซารีน่า ลอยตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

"อย่าให้มันหนีไป" เสียงห้าวๆ จากร่างของเด็กผู้ชายคนเดียวกับที่ร่ายมนต์เรียกฝน ออกคำสั่งเสียงเข้ม ซากศพเงยหน้ามองข้างบน อ้าปากกว้าง น้ำลายไหลยืดเป็นทางยาว พุ่งตัวตามทั้งสี่คนขึ้นมา

มิคาเอลกับราเฟลแบมือออกมา ปรากฏคันธนูสีเงินเหลือบทอง มิคาเอลยิงออกไปอย่างรวดเร็ว ลูกธนูสีเงินแตกออกเป็นเก้าดอกพุ่งใส่ซากศพที่ตามขึ้นมาอย่างแม่นยำ ร่างซากศพสลายกลายเป็นไอสีดำ

ราเฟลยิงธนูออกไป ลูกธนูพุ่งเสียบร่างแรกแล้วทะลุไปโดนร่างที่สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปดและเก้าซ้อนกันเป็นตับ ร่วงลงมาปักบนพื้นดินสลายกลายเป็นควันเหลือแต่ความว่างเปล่า

ดิพเทอเรียตวัดมือ เถาวัลย์สีดำจำนวนมากพุ่งทะลุจากพื้นดินขึ้นมา ฟาดใส่ซากศพเสียงดังตูม ควันสีดำพวยพุ่งออกมาจากซากศพที่โดนเถาวัลย์เข้าไป ร่างสลายกลายเป็นไอหายไปในอากาศ

ซารีน่าปล่อยไอพิษสีดำจากมือโจมตีใส่ซากศพ ร่างแล้วร่างเล่าที่โดนไอพิษของซารีน่าเข้าไป ต่างสลายกลายเป็นผุยผง

"ชิ! ฝีมือไม่เลวเลย" เด็กผู้ชายที่ยืนสั่งการข้างล่าง มองอย่างขัดใจ พวกมันเป็นใครกันแน่

ขณะที่กำลังครุ่นคิดด้วยความสงสัย สายตาเหลือบไปเห็นนกสองตัวบินมาจากทางทิศเหนืออย่างรวดเร็ว นกนั่น มนต์โจมตีของท่านอาร์ทีเมียนี่นา มาที่นี่ทำไม

มิคาเอลกับราเฟลซึ่งกำลังยิงธนูใส่ซากศพ รู้สึกได้ถึงรังสีอำมหิตจากด้านหลัง รีบหันกลับมาเป็นจังหวะเดียวกับที่นกสองตัวขยายตัวเองใหญ่ขึ้น ดวงตาสีแดงปล่อยลำแสงออกมา

"พรึบ" มิคาเอลและราเฟลกางบาเรียพร้อมกัน ลำแสงปะทะกับบาเรีย เกิดแสงสว่างวาบไปทั่วท้องฟ้า ดิพเทอเรียและซารีน่าหันมามองด้วยความตกใจ ตะโกนออกมาพร้อมกัน

"ท่านมิคาเอล! ท่านราเฟล!"

 บาเรียเทพสะเทือนแต่มิคาเอลกับราเฟลยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ทั้งคู่ย่นคิ้ว พลังโจมตีสูงมาก ฝีมือใครกัน  ซากศพบางส่วนโดนลำแสงสีแดงเข้าไปต่างสลายหายไปในอากาศ

นกสองตัวส่งเสียงกรีดร้องดังลั่น คลื่นเสียงของนกสองตัวกระแทกใส่บาเรียเทพ แต่ไม่สามารถทะลวงเข้ามาได้ มิคาเอลกับราเฟลหงายมืออีกข้าง คันธนูในมือหายไปแต่กลับมีขลุ่ยมาแทนที่ ทั้งคู่เป่าขลุ่ยพร้อมกัน

เสียงของขลุ่ยปะทะกับคลื่นเสียงแหลมลึกของนกสองตัว เกิดแรงดันในอากาศอย่างรุนแรง ดิพเทอเรียและซารีน่ากางบาเรียออกมาป้องกันเสียง ในขณะที่บ้านเรือนด้านล่างสั่นสะเทือน  ฝนที่เกิดจากเวทย์มนต์หยุดตกแล้ว  ซากศพที่เหลืออยู่โดนคลื่นเสียงสองชนิดกระแทกใส่ กรีดเสียงร้องโหยหวนก่อนที่ร่างจะสลายไป

เด็กผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างล่างร่ายบาเรียออกมาเช่นกัน เงยหน้ามองการต่อสู้ของสองฝ่ายด้วยความสงสัยปนแปลกใจ  สองคนนั้นเป็นใครกันแน่ ทำไมจึงสามารถต่อกรกับมนต์โจมตีของท่านอาร์ทีเมียได้

คลื่นเสียงปะทะกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงดัง สะเก็ดไฟปลิวว่อนลงมายังพื้นข้างล่าง หล่นกระแทกใส่บาเรียของเด็กผู้ชายเต็มแรง เด็กผู้ชายตาเหลือกรีบกระโจนออกจากบาเรียของตัวเอง

บาเรียแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ เด็กผู้ชายกระเด็นกลิ้งไปกระแทกโขดหินเสียงดังโครม ลุกขึ้นนั่งกุมท้อง หน้าเหยเกด้วยความเจ็บปนจุก  เมื่อหันไปมองบริเวณที่ตัวเองยืนอยู่เมื่อครู่ พบว่าพื้นดินหายไปทั้งแถบ

"ฝีมือดีจริงๆ แม่ทัพเทพทั้งสอง" เสียงทุ้มกังวานดังมาจากปากของนกที่โจมตีมิคาเอลและราเฟล

"สองคนนี้เป็นแม่ทัพเทพหรือนี่" เด็กผู้ชายอ้าปากค้าง มองมิคาเอลกับราเฟลอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง 

"เจ้าเป็นใคร" ราเฟลถามเสียงห้วน เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังมาจากปากนกที่อยู่ตรงหน้า

"อืม..พวกท่านเรียกข้าว่า อาร์ทีเมียก็แล้วกัน"

มิคาเอล ราเฟล ดิพเทอเรียและซารีน่าชะงัก  อาร์ทีเมีย ลูกชายของจอมอสูรโรติเฟอร์เหรอนี่

นกสองตัวส่งเสียงร้องดังลั่น พุ่งลงมายังพื้นเบื้องล่างที่เด็กผู้ชายนั่งอยู่ด้วยความเร็วสูง  มิคาเอล และราเฟลหันไปมองด้วยความตกใจ ตะโกนบอกเสียงดัง

"หลบไป!"

ดิพเทอเรีย ตวัดมือปล่อยเถาวัลย์เข้าขวางนกสองตัว ซารีน่ากระโจนคว้าตัวเด็กผู้ชายออกมา เสียงระเบิดดังสนั่น  แรงอัดกระแทกใส่ดิพเทอเรียทำให้กระเด็นถอยไปด้านหลัง ซึ่งมีโขดหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่

"ระวัง!" มิคาเอลตวัดมือออกไป เชือกเส้นเล็กๆ  ตวัดคล้องเอวของดิพเทอเรียอย่างแม่นยำ มิคาเอลดึงเชือกเข้ามาหาตัวอย่างรวดเร็ว 

"เป็นอะไรหรือเปล่า" มิคาเอลถามอย่างเป็นห่วง มือโอบเอวของดิพเทอเรียไว้หลวมๆ

"มะ ไม่เป็นไรค่ะ" ดิพเทอเรียบอกเสียงเบา หน้าแดงก่ำ มิคาเอลคลายมือออกจากร่างของดิพเทอเรีย

"ขอโทษด้วย ที่ถือวิสาสะ"

"ไม่เป็นไรค่ะ"

นกสองตัวส่งเสียงร้องลั่น บินวนเวียนไปมา ราเฟลถามน้ำเสียงไม่พอใจ

"ทำไมต้องทำร้ายเด็กคนนั้นด้วย เขาเป็นลูกน้องของเจ้าไม่ใช่หรือไง"

"ลูกน้องที่ทำงานผิดพลาด ข้าไม่เก็บไว้หรอกนะ"

"เจ้า!" ราเฟลตาขุ่นมัว แม้แต่เด็กตัวเล็กๆ มันก็ไม่เว้น

"เอาล่ะ วันนี้ข้าสนุกมาก เอาเป็นว่าเด็กคนนั้น ข้ายกให้พวกท่านก็แล้วกัน ไว้เจอกันใหม่นะ แม่ทัพเทพมิคาเอล แม่ทัพเทพราเฟล" เสียงหัวเราะกังวานดังไปทั่ว ก่อนที่นกสองตัวจะเลือนหายไป

มิคาเอลกับราเฟลขบกรามเบาๆ อาร์ทีเมียงั้นเหรอ

"จะทำยังไงกับเด็กคนนี้ดีคะ" ซารีน่าถามขึ้นมา ทุกคนจึงหันมามองเด็กผู้ชายที่ยืนข้างซารีน่าพร้อมกัน

"เอาตัวกลับไปก่อน แล้วค่อยสอบสวนทีหลัง" มิคาเอลบอก

"ดีเหมือนกัน ขืนปล่อยไว้แบบนี้ อาจโดนฆ่าปิดปากได้" ราเฟลเห็นด้วย

"ข้าไม่ไปกับพวกเจ้า" เด็กผู้ชายโวยวายเสียงดัง ซารีน่ายกมือเขกหัวเต็มแรง

"โป๊ก!"

"โอ๊ย! เจ็บนะยายบ้า"

"หุบปาก! เจ้าไม่มีสิทธิ์มาโวยวายหรือต่อรองกับพวกเรา ถ้าไม่อยากเป็นศพก็ตามพวกเรากลับไปซะดีๆ ไม่งั้นข้าเจี๋ยนทิ้งตรงนี้ ว่าไง" ซารีน่าพูดเสียงเหี้ยม

เด็กผู้ชายหน้าจ๋อย ก้มหน้ามองพื้น นึกค่อนขอดในใจ ผู้หญิงอะไร ดุเป็นบ้า สงสัยเป็นสาวแก่แหงๆ

"อย่านินทาข้าในใจเชียวนะ ไอ้หนู ไม่งั้นข้าจับเจ้าเชือดทิ้งจริงๆ ด้วย" ซารีน่าพูดดักคอ

"ใครจะไปนินทาล่ะ ดุแบบนี้ ไม่ยุ่งด้วยหรอก" เด็กผู้ชายบ่นเบาๆ   มิคาเอลกับราเฟลต่างพากันอมยิ้ม 

"กลับกันเถอะ" มิคาเอลบอกก่อนร่ายมนต์ออกมา ร่างของทั้งห้าคนก็เลือนหายไปจากตรงนั้น

                                            *****************************************************

ภายในห้องพักขนาดใหญ่ ของโรงแรมมีชื่อระดับห้าดาวของเมืองพอร์ตแลนด์

"ท่านอาร์ทีเมีย เป็นยังไงบ้างครับ" ฟลิทถาม เมื่อเห็นนกสองตัวที่อาร์ทีเมียส่งไปลองกำลังแม่ทัพเทพบินกลับมาเกาะบ่าอาร์ทีเมีย ซึ่งนั่งไขว่ห้างบนเก้าอี้นวมภายในห้องพัก

"ไม่เป็นไร แม่ทัพเทพสองคนนั้นฝีมือดีทีเดียว" อาร์ทีเมียลุกขึ้นยืนบิดกายไล่ความเมื่อยขบ ดวงตาฉายแววแข็งกร้าวเล็กน้อยก่อนจางหายไป หันมาเป่าลมใส่นกสองตัวที่เกาะบนบ่า นกสองตัวก็สลายไปในอากาศ

"ข้าจะไปเดินเล่นในตลาดสักหน่อย พวกเจ้าก็มาด้วยกันสิ นั่งอยู่แต่ในนี้มันน่าเบื่อ" อาร์ทีเมียชวน ก้าวเท้าเดินนำออกไป องครักษ์ทั้งสามคนรีบตามหลังไป

ตลาดอยู่ห่างจากโรงแรมที่อาร์ทีเมียพักเกือบหนึ่งกิโลเมตร อาร์ทีเมียกับองครักษ์เดินมาเรื่อยๆ อากาศค่อนข้างร้อน แม้จะมีลมพัดผ่านมาบ้างแต่ก็ไม่ช่วยทำให้ดีขึ้น

เมื่อมาถึงตลาด พบว่าคึกคักไปด้วยผู้คนที่มาจับจ่ายใช้สอยซื้อขายสินค้ากันอย่างเนืองแน่น เสียงจ้อกแจ้กจอแจสลับกับเสียงต่อรองราคาสินค้าดังลั่นฟังไม่ได้ศัพท์

อาร์ทีเมียเดินทอดน่องดูสินค้าต่างๆ อย่างสบายอารมณ์ องครักษ์ทั้งสามคนเดินตามหลังมาเงียบๆ หญิงสาวหลายคนมองอาร์ทีเมียด้วยความสนใจ เพราะไม่ค่อยมีชายหนุ่มหน้าตาดีมาเดินเล่นให้เห็นกันบ่อยนัก

"สาวๆ มองท่านอาร์ทีเมียตาไม่กะพริบเลยครับ" ทินเซลกระซิบบอก อาร์ทีเมียพยักหน้ารับรู้ หันไปส่งยิ้มให้ ทำให้สาวๆ หลายคนถึงกับอายม้วน หน้าแดงก่ำ

อาร์ทีเมียหัวเราะเบาๆ ด้วยความชอบใจ อืม..นานๆ ที บริหารเสน่ห์บ้างก็ดีเหมือนกัน

อาร์ทีเมียเดินมาหยุดที่ร้านขายเครื่องประดับ หยิบต่างหูขนาดเล็กขึ้นมาดูด้วยความสนใจ ใบหน้าของรันแวบผ่านเข้ามา เจ้าเป็นเด็กสาวแบบไหนกันนะ จะเรียบร้อยอ่อนหวานหรือแก่นแก้วแสนซน อยากรู้จริงๆ

"ท่านอาร์ทีเมียจะซื้อไปให้ใครหรือครับ" ฟลิทถาม เมื่อเห็นอาร์ทีเมียหยิบต่างหูพร้อมเงินยื่นให้คนขาย

"ถึงเวลา ก็รู้เอง" อาร์ทีเมียพูดเสียงเรียบ รับเงินทอนพร้อมต่างหูจากคนขายมาเก็บไว้ในอกเสื้อ หันมาบอกองครักษ์ทั้งสามคน

"ไปกันเถอะ"

"ครับ" ทั้งสามคนรับคำ อดสงสัยไม่ได้ ท่านอาร์ทีเมียซื้อของแบบนั้นไปให้ใครกัน ร้อยวันพันปี ไม่เคยเห็นท่านอาร์ทีเมียสนใจผู้หญิงคนไหนมาก่อน แปลกจริงๆ

ทั้งหมดเดินดูของต่างๆ อีกพักใหญ่ อาร์ทีเมียจึงชวนองครักษ์ทั้งสามคนเดินกลับที่พัก โดยมีสายตาของคนกลุ่มหนึ่งที่นั่งทานอาหารอยู่ในร้านข้างทางมองตามไปด้วยความสนใจ

เมื่อกลุ่มของอาร์ทีเมียเดินไปตรงหัวมุม จะเลี้ยวเพื่อตัดเข้าสู่ถนนใหญ่ คนกลุ่มนี้ก็ลุกขึ้นเดินออกมาจากร้านอาหาร เดินตามไปโดยทิ้งระยะห่างพอสมควร

"ท่านอาร์ทีเมีย มีคนสะกดรอยตามพวกเรามาครับ" ฟลิทเอ่ยขึ้น อาร์ทีเมียใช้หางตาชำเลืองมองไปด้านหลัง พูดเสียงเรียบ

"ปล่อยให้มันตามมา"

"ครับ" องครักษ์ทั้งสามคนรับคำ

เมื่อพ้นเขตตลาด เข้าสู่ถนนสายหลักที่ใช้เดินกลับไปยังที่พัก อาร์ทีเมียมองเห็นด้านซ้ายมือมีถนนเส้นเล็กๆ  สองข้างทางมีต้นไม้ขึ้นเรียงราย เส้นทางนี้เป็นทางลัดที่ชาวเมืองมักใช้เดินตัดย่นระยะทาง แต่ค่อนข้างเปลี่ยว อาร์ทีเมียเลี้ยวเข้าเส้นทางด้านซ้ายมือ องครักษ์ทั้งสามคนรีบเดินตามมา

กลุ่มคนที่เดินตามมา รีบเร่งฝีเท้าตามมาติดๆ เมื่อเข้ามาถึงกลางทางกลับพบแต่ความว่างเปล่า

"หายไปไหน เมื่อกี้ยังเห็นอยู่แหม็บๆ" หนึ่งในกลุ่มบ่นอย่างหัวเสีย เหลียวมองรอบกายอย่างหงุดหงิด

"นั่นสิ เดินตามกันมาติดๆ ดันหายตัวไปซะได้ เสียเที่ยวจริงๆ" อีกคนบ่นบ้าง

คนกลุ่มนี้เป็นอันธพาล ชอบรีดไถเงินนักท่องเที่ยวต่างถิ่น โดยใช้กำลังข่มขู่หรือรุมทำร้าย อาศัยว่าพวกมากกว่าประกอบกับใช้มนต์ได้บ้างนิดหน่อย ทำให้ไม่มีใครกล้าโวยวายมักจะยอมๆ ให้ จึงทำให้ยิ่งได้ใจ

พวกนี้สังเกตเห็นอาร์ทีเมียหน้าตาดี บวกกับการแต่งตัวที่ดูโดดเด่น เหมือนกับพวกลูกคนมีเงิน ทำให้เกิดความสนใจ จึงสะกดรอยตามมาเพื่อจะรีดไถเงิน

ขณะที่กลุ่มอันธพาลกำลังบ่นด้วยความหงุดหงิด อากาศรอบตัวกลับเย็นลงอย่างรวดเร็ว หมอกสีเทาก่อตัวขึ้นช้าๆ รายล้อมคนกลุ่มนี้เอาไว้

"เฮ้ย! หมอกมาจากไหนกัน"

 อาร์ทีเมียกับองครักษ์ทั้งสามคนปรากฏกายขึ้นตรงหน้า

"พวกเจ้าตามพวกเรามาทำไม" อาร์ทีเมียถาม คนที่ท่าทางเป็นหัวหน้ากลุ่มถูมือไปมาเบาๆ ก่อนพูดขึ้น

"ฮี่ๆๆ ไม่มีอะไรหรอกคุณชาย พวกเราเห็นท่านท่าทางมีเงินใช้เหลือเฟือ เลยอยากจะขอแบ่งมาใช้บ้าง"

"ต้องการได้เงินจากข้างั้นหรือ"

"โถ..คุณชาย เงินนิดๆ หน่อยๆ แค่นี้ ทำเป็นหวงไปได้ ท่านคงไม่อยากให้ใบหน้าหล่อๆ ของท่านต้องมีบาดแผลใช่ป่ะ"

"เข้ามาเอาสิ เงินแค่นี้ ข้าไม่หวงหรอก" อาร์ทีเมียล้วงมือไปในอกเสื้อ หยิบเงินปึกหนึ่งยื่นส่งให้

"ฮ่าๆๆ คุณชายใจดีจริงๆ งั้นข้าไม่เกรงใจล่ะนะ" หัวหน้ากลุ่มเดินมาดึงเงินจากมืออาร์ทีเมีย

เมื่อมือสัมผัสกับเงินในมืออาร์ทีเมีย นักเลงก็ชาวาบไปทั่วร่าง รู้สึกเหมือนถูกอะไรบางอย่างดูดติดแน่น อาร์ทีเมียยิ้มบางๆ พูดน้ำเสียงสบายๆ

"เงินแค่นี้ถ้าเทียบกับพลังชีวิตของเจ้าแล้ว มันน้อยไปด้วยซ้ำ"

"จะ..เจ้า"  นักเลงพูดได้แค่นั้น ไอสีขาวจากร่างถูกดูดเข้ามาในมือของอาร์ทีเมียอย่างรวดเร็ว ร่างค่อยๆ แห้งเหี่ยวจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก โดยที่มือยังจับเงินไว้แน่นเกร็งค้างอยู่ท่านั้น

"เหวอ..อ" คนอื่นที่เหลืออ้าปากค้างด้วยความตกใจ  ร้องตะโกนออกมาไม่เป็นภาษา หันหลังโกยอ้าวอย่างไม่คิดชีวิต อาร์ทีเมียหัวเราะเบาๆ หันมาพยักหน้าให้องครักษ์ทั้งสามคน

ฟลิท ฮันเซย์และทินเซล ปรากฏตัวดักหน้ากลุ่มนักเลงที่เหลือ ใช้มือตะปบคอ สูบพลังชีวิตจนแห้งเหี่ยวคนแล้วคนเล่า ไม่ถึงห้านาทีร่างของนักเลงทั้งหมดก็เหลือแต่หนังหุ้มกระดูกกองอยู่บนพื้น

อาร์ทีเมียเดินมาดูซากศพด้วยแววตาสมเพช โยนเงินในมือลงไปบนร่างเหล่านั้น

"หึหึ อยากได้เงินข้า ก็ต้องแลกกันหน่อย ของฟรีไม่มีในโลกหรอกนะ"

"ท่านอาร์ทีเมียจะให้ทำลายร่างพวกนี้ไหมครับ" ทินเซลถาม

"ไม่ต้อง ทิ้งมันไว้แบบนี้นั่นแหละ ส่วนเงินนั่น ข้าให้เป็นค่าตอบแทน กลับกันได้แล้ว"

"ครับ"

ร่างของคนทั้งสี่เลือนหายไป เหลือทิ้งไว้แต่ซากศพนับสิบรายที่นอนกองบนพื้นดิน

คล้อยหลังอาร์ทีเมียไม่ถึงห้านาที คนกลุ่มหนึ่งปรากฏกายขึ้น หนึ่งในนั้นเดินมาดูศพด้วยความสลดใจ

"ฝีมืออสูรใช่ไหม จีนัส"

"ครับ ท่านแฟรงก์"

"โหดจริงๆ นี่ถ้าไม่เห็นกับตา ข้าไม่อยากเชื่อเลย" สก็อตทอดถอนใจ ขณะที่แฟรงก์มีสีหน้าเคร่งเครียด

"กลิ่นไอที่ทิ้งไว้รุนแรงเหลือเกิน แสดงว่าฝีมือสูงมาก ถ้าต้องปะทะกัน สงสัยพวกเราจะลำบาก" จีนัสเอ่ยขึ้นมา หลังจากสำรวจสภาพพื้นที่อย่างละเอียด

"จะทำยังไงกับศพพวกนี้ดีครับ" สก็อตถามแฟรงก์ ที่กำลังมองศพบนพื้นด้วยความรู้สึกหดหู่

"ทำลายร่างพวกนี้ซะ ขืนทิ้งไว้แบบนี้ เดี๋ยวพวกอสูรก็นำมาใช้เล่นงานคนในเมืองนี้หรอก" แฟรงก์บอก

"จริงด้วยครับ ข้าลืมไปว่าอสูรใช้มนต์บังคับซากศพได้" สก๊อตกับจีนัสตวัดมือออกไปพร้อมกัน เกิดแสงสีขาวนวลตาปกคลุมซากศพที่นอนกองบนพื้น แสงสว่างวาบหนึ่งครั้ง ซากศพก็สลายไป

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ หลังจากทั้งสามคนกลับมาจากเมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้ ก็ได้รายงานเหตุการณ์ต่อผู้ครองแคว้นทั้งสิบสองคนที่หอประชุมกลาง ณ เมืองพาราไดซ์ วอล

"อะไรนะ! พวกเจ้าว่าราชาปีศาจปรากฏตัวขึ้นที่นั่นเหรอ" มาร์เดโล หนึ่งในผู้ครองแคว้นทางเหนือ พูดด้วยน้ำเสียงตกใจ เมื่อแฟรงก์บอกว่า ราชาปีศาจได้ปรากฏตัวขึ้นที่เมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้

"ครับ ท่านราฟพร้อมกับทหารปีศาจและทหารเทพ ได้ปรากฏตัวขึ้นที่นั่น" แฟรงก์ตอบน้ำเสียงเคร่งขรึม

"สงสัยมาทวงตำรามหาเวทย์จักรพรรดิ คราวนี้พวกเราได้ตายกันหมด" เรฟ ผู้ครองแคว้นจากฝั่งตะวันตก เอามือกุมขมับ พูดน้ำเสียงเคร่งเครียด

"ใจเย็นๆ ก่อนสิ ท่านราชาปีศาจพูดอะไรกับพวกเจ้าบ้าง" เฟรดเดอริก ผู้ครองแคว้นไลท์ อีส ไลออน ซึ่งเป็นแคว้นที่แฟรงก์เป็นองครักษ์พิทักษ์แคว้นอยู่ ถามขึ้นมา

"ท่านราฟยื่นข้อเสนอมาให้พวกท่านพิจารณาครับ"

ประโยคนั้น ทำให้ผู้ครองแคว้นทุกคนหูผึ่ง รีบถามด้วยความสนใจ

"ข้อเสนออะไร รีบบอกมาสิแฟรงก์"

แฟรงก์ได้บอกข้อเสนอและเงื่อนไขที่ท่านราฟฝากบอกมาถึงผู้ครองแคว้นทุกท่านอย่างละเอียด เมื่อทุกคนได้ฟังต่างหน้าถอดสี บางคนครางออกมาเบาๆ

"บ้าน่า! โกหกหรือเปล่า"

"ท่านราฟให้เวลาพวกท่านตัดสินใจหนึ่งเดือน เมื่อครบกำหนด ท่านราฟจะให้ลูกชายมาทวงคำตอบจากพวกท่านครับ" แฟรงก์บอก

"หนึ่งเดือน! เวลาแค่นี้ พวกเราจะทำอะไรได้" ซาโต้ บ่นอย่างหงุดหงิด

"ท่านราฟยังบอกอีกว่า หากพวกท่านตกลง ท่านราฟจะส่งคนของท่านเข้ามาทันที แต่หากปฏิเสธ พวกท่านต้องเจอศึกสองด้าน ดังนั้นเลือกเอาเองแล้วกันว่าต้องการแบบไหน"

"บ้าชะมัด! เสนอมาแบบนี้ เท่ากับมัดมือชกนี่" การ์ตาลอต โวยเสียงดัง

"ข้าคิดว่าพวกเราควรกลับไปคิดทบทวนข้อเสนอของท่านราชาปีศาจกันอีกครั้ง จากนั้นค่อยมาลงคะแนนเสียงกันว่าใครต้องการแบบไหน" เฟรดเดอริกเอ่ยอย่างใจเย็น

"ข้าเห็นด้วยกับเฟรดเดอริก พวกเรายังมีเวลาในการตัดสินใจ จะรีบร้อนโวยวายไปทำไม" มอลโตพูดน้ำเสียงเนิบๆ คนอื่นๆ นิ่งคิดตาม ก่อนลงมติเห็นด้วยกับข้อเสนอของเฟรดเดอริก

"หลังจากนี้อีกสามอาทิตย์ พวกเราค่อยมาประชุมกันที่นี่" เฟรดเดอริกกล่าวขึ้น

จากนั้นการประชุมก็สิ้นสุด ผู้ครองแคว้นต่างแยกย้ายกันกลับแคว้นของตัวเอง เฟรดเดอริกเรียกแฟรงก์ จีนัสและสก๊อตมาปรึกษาหารือเป็นการส่วนตัวในห้องทำงาน

"เท่าที่พวกเจ้าได้พูดคุยกับราชาปีศาจ คิดว่าเขาเป็นคนยังไง" เฟรดเดอริกถาม

"ท่านราฟไม่ได้ดูดุร้ายหรือเหี้ยมโหดอะไรเลย ตรงกันข้าม กลับดูอ่อนโยนและใจดีมากครับ" จีนัสบอก

"ใช่ครับ ท่านเฟรดเดอริก ข้าก็รู้สึกเหมือนกับจีนัส" สก๊อตกับแฟรงก์พูดพร้อมกัน

เฟรดเดอริกมีสีหน้าครุ่นคิด หากสิ่งที่ราชาปีศาจฝากพวกนี้มาบอกเป็นความจริงล่ะก็..  ข้อเสนอของราชาปีศาจก็ไม่ได้เลวร้าย ตรงกันข้ามกลับเป็นสิ่งดีด้วยซ้ำไป

"ข้าเชื่อคำพูดและลางสังหรณ์ของพวกเจ้า"

 "หมายความว่า" แฟรงก์ จีนัสและสก๊อตมองหน้าเฟรดเดอริก อีกฝ่ายพยักหน้า

"ข้ายอมรับข้อเสนอนั่น"

แฟรงก์ จีนัสและสก๊อตสบตากัน แอบยิ้มในใจ  สำเร็จไปหนึ่งแล้วครับ ท่านราฟ

"แต่ข้าไม่แน่ใจว่าคนอื่นๆ จะเห็นด้วยหรือเปล่า" เฟรดเดอริกพูดน้ำเสียงหนักใจ ดวงตาฉายแววกังวลออกมา แฟรงก์ได้โอกาสจึงเสนอขึ้นมา

"ท่านเฟรดเดอริก พวกเรามีข้อเสนอแนะครับ"

"ว่ามา"

"พวกเราสามคนจะเกลี้ยกล่อมพวกองครักษ์พิทักษ์แคว้นให้เห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านราฟ หากพวกเขาเหล่านั้นเห็นด้วย ก็ให้พวกนั้นไปคุยกับผู้ครองแคว้นอีกต่อหนึ่ง ท่านคิดว่าดีไหมครับ"

เฟรดเดอริกนิ่งไปอย่างใช้ความคิด อืม..เข้าท่า พวกผู้ครองแคว้นต่างเกรงใจองครักษ์พิทักษ์แคว้นกันทั้งนั้น หากทำให้พวกนั้นเห็นด้วย บางทีมันอาจจะง่ายขึ้น

"ข้าเห็นด้วยกับข้อเสนอของพวกเจ้า"

แฟรงก์ จีนัสและสก๊อตแทบจะกระโดดด้วยความดีใจ นึกไม่ถึงว่าท่านเฟรดเดอริกจะคุยง่ายกว่าที่คิดไว้

"ถ้างั้น พรุ่งนี้พวกเจ้าก็เริ่มงานได้"

"ครับ ท่านเฟรดเดอริก"

"ระวังตัวด้วย หากเรื่องที่ราชาปีศาจบอกเป็นความจริง ข้าคิดว่าคงมีพวกมันแฝงตัวเข้ามาบ้างแล้ว ถ้าเลี่ยงการปะทะกับพวกมันได้ก็ทำซะ อย่าเสี่ยงโดยไม่จำเป็น" เฟรดเดอริกกำชับด้วยความเป็นห่วง

"ขอบคุณครับ พวกเราจะระวังตัว"

"ดีมาก พวกเจ้าไปพักเถอะ"

"ครับ" ทั้งสามคนรับคำพร้อมกัน เดินออกไปจากห้อง เฟรดเดอริกถอนหายใจออกมา หวังว่าข้าคงตัดสินใจไม่ผิดนะที่เลือกรับข้อเสนอของท่านราชาปีศาจ

วันรุ่งขึ้น เมื่อสะสางงานที่คั่งค้างเสร็จเรียบร้อย ช่วงบ่ายแฟรงก์ จีนัสและสก๊อต ใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเองเดินทางไปหานาธาน ที่เมืองไดมอนริงค์ เมืองหลวงของแคว้นไวท์สกาย เพื่อเกลี้ยกล่อมให้เห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านราฟ

เมื่อทั้งหมดมาถึง พบว่านาธานไม่อยู่ที่เมืองไดมอนริงก์ ทหารแจ้งว่านาธานเดินทางมาทำธุระที่เมืองพอร์ตแลนด์ ทั้งสามคนจึงค้างคืนที่เมืองไดมอนริงค์หนึ่งคืน

รุ่งเช้ากลุ่มของแฟรงก์จึงเดินทางมาที่เมืองพอร์ตแลนด์ ขณะที่กำลังหาของกินในตลาด ทั้งหมดได้กลิ่นไออสูรรุนแรงมาจากทางด้านนี้ จึงรุดมาตรวจสอบและมาพบกับศพของนักเลงกลุ่มนี้เข้าพอดี

"รีบไปเถอะ พวกเราต้องทำงานแข่งกับเวลา" แฟรงก์บอก

"ครับ ท่านแฟรงก์" จีนัสกับสก๊อตรับคำ จากนั้นร่างของทั้งสามคนก็เลือนหายไป

                                                ************************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

474 ความคิดเห็น