มหาเวทย์จักรพรรดิ ภาคจอมราชันย์

ตอนที่ 13 : สืบข่าว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 802
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    18 มิ.ย. 51

บทที่ 13  สืบข่าว

เมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้

หลังอาหารมื้อเช้าผ่านไป อนากอลสั่งให้แอเรียลไปนำตัวแคลโล เสนาธิการของไกเซอร์มาที่นี่ โดยมอบหมายให้บียอฟกับวลาเนียร์ตามไปด้วย

"ระวังตัวด้วย" อนากอลกำชับ

"ครับ ท่านอนากอล" แอเรียลรับคำ จากนั้นร่างของแอเรียล บียอฟและวลาเนียร์ก็เลือนหายไป เมื่อลับร่างของคนทั้งสาม อนากอลหันมาถามขุนพลเทพที่เหลืออยู่

"ไซบรัสกับแซนดราอาการเป็นยังไงบ้าง"

"เมื่อวานตอนเย็น หลังจากท่านไวท์ไลฟ์ให้ทานยาถอนพิษ วันนี้ทั้งคู่อาการดีขึ้นมากค่ะ" เบลลารายงานให้ทราบ อนากอลพยักหน้า สองคนนั้นต้องใช้เวลานานทีเดียวกว่าจะฟื้นฟูพลังชีวิตที่ถูกสูบออกไป 

"พวกเจ้าไปพักผ่อนเถอะ ข้าจะไปหาท่านกาลาฟสักหน่อย"

"ครับ/ค่ะ ท่านอนากอล" ทุกคนรับคำ แยกย้ายกันกลับห้องพักของตัวเอง

ที่ห้องโถงด้านล่าง กาลาฟกำลังสั่งงานฟิคเกอร์ โดยมีนอยด์กับเอลสันยืนอยู่ด้วย เมื่อเห็นอนากอลเดินตรงมา ฟิคเกอร์ นอยด์และเอลสันก้มศีรษะทำความเคารพ อนากอลยิ้มให้ ก่อนพูดขึ้น

"ท่านกาลาฟ ข้าอยากได้แผนผังภายในของวังนี้ ไม่ทราบว่าต้องไปขอที่ใคร"

"ท่านอนากอลจะเอาไปทำไมหรือครับ"

"จะเอามาตรวจสอบ เพื่อใช้วางค่ายกลเทพชั้นสูง"

 กาลาฟยิ้มกว้าง ชี้มือมาที่ฟิคเกอร์ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ

"ท่านอนากอลอยากได้ข้อมูลหรืออยากรู้เรื่องอะไรก็ถามฟิคเกอร์ได้เลยครับ"

"เหรอ อืม..เจ้าพอจะว่างไหม ข้าอยากให้เจ้าพาข้าสำรวจวัง" อนากอลหันมาถามฟิคเกอร์

"ว่างครับ ท่านอนากอล"

"ท่านกาลาฟ ข้าขอยืมตัวฟิคเกอร์สักครู่นะ" อนากอลบอกกาลาฟ หันมาพยักหน้าให้ฟิคเกอร์ อีกฝ่ายจึงเดินนำอนากอลออกไป โดยมีสายตาของนอยด์กับเอลสันมองตามหลังทั้งคู่ไป

"ท่านอนากอลดูดีจัง ยังกับเทพบุตรแน่ะ" นอยด์เอ่ยขึ้น เอลสันพยักหน้าเห็นด้วย หันมาถามกาลาฟ

"ท่านอนากอลยังไม่มีครอบครัวหรือครับท่านกาลาฟ"

"ใช่แล้วล่ะ ไม่ใช่เฉพาะท่านอนากอลหรอกนะที่ยังเป็นโสด แม่ทัพเทพคนอื่นๆ ก็โสดเช่นกัน" 

"ทำไมพวกเขาไม่คิดจะแต่งงานมีครอบครัวบ้างครับ" นอยด์สงสัย

"ข้าจะไปรู้ได้ยังไง ไว้พวกเจ้าไปถามท่านเหล่านั้นเองแล้วกัน ดีไหม" กาลาฟเสนอขึ้นมา

"ใครจะกล้าถามล่ะครับ มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขานะครับ" นอยด์รีบพูด

"นั่นสิครับ ขืนไปถามแบบนั้น อาจโดนว่าเอาได้ว่าเสียมารยาท" เอลสันเห็นด้วย กาลาฟหรี่ตามองนอยด์กับเอลสัน

"อ้อ! รู้ว่าเสียมารยาท แล้วยังจะมาถามข้าอีกนะ" กาลาฟแกล้งว่าเสียงดัง นอยด์กับเอลสันหัวเราะแห้งๆ รีบเปลี่ยนเรื่องทันที

"ท่านไซบรัสกับท่านแซนดราจะหายเป็นปกติเมื่อไหร่ครับ"

"ข้าจะไปรู้ได้ยังไง ต้องไปถามไวท์ไลฟ์สิ"

"ท่านกาลาฟ ไหนว่าสนิทกับท่านไวท์ไลฟ์ยังไงล่ะครับ แล้วทำไมเรื่องนี้จึงไม่รู้ล่ะครับ"

"สนิทแล้วไง ไม่ได้หมายความว่าข้าต้องรู้ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับไวท์ไลฟ์นี่นา"

"โธ่! ท่านกาลาฟอย่าแกล้งกันแบบนี้สิครับ" นอยด์กับเอลสันพูดเสียงอ่อย มองกาลาฟตาละห้อย อีกฝ่ายจึงยกมือเขกหัวทั้งคู่เบาๆ ด้วยความหมั่นไส้

"โอ๊ย! เจ็บนะครับ ท่านกาลาฟ" นอยด์กับเอลสันเอามือกุมหัว กาลาฟหัวเราะด้วยความชอบใจพูดเป็นการเป็นงาน

"ท่านไซบรัสกับท่านแซนดราโดนสูบพลังชีวิตออกไปห้าส่วน แถมยังได้รับพิษเข้าไปอีก แม้จะถอนพิษได้แล้ว แต่ก็ต้องใช้เวลารักษาตัว คงอีกนานทีเดียว กว่าพลังชีวิตจะกลับมาเหมือนเดิม"

นอยด์กับเอลสันมีสีหน้าเคร่งขรึม ทั้งคู่พอจะทราบเรื่องราวจากเอเกอร์และวลาเนียร์ที่เล่าให้ฟังบ้างแล้ว

"ทำไมทำหน้าแบบนั้น" กาลาฟถามเมื่อเห็นสีหน้าของทั้งคู่

"ข้าเป็นห่วงท่านพ่อครับ" นอยด์บอกน้ำเสียงกังวล เอลสันก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน กาลาฟมองทั้งคู่นิ่งไปครู่หนึ่ง พูดเสียงเนิบๆ

"ท่านเอเกอร์เป็นทหาร หน้าที่ของทหารก็คือการปกป้องคุ้มครองคนในเผ่าพันธุ์จากการรุกรานของศัตรู"

"ข้าทราบครับว่าท่านลุงเป็นทหาร และทราบด้วยว่าหน้าที่ของทหารคืออะไร แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังกังวลใจอยู่ดี ข้าเป็นเด็กกำพร้า โดนพ่อกับแม่ทิ้งไปตั้งแต่อายุสามขวบ หากไม่ได้ท่านลุงกับท่านป้าเก็บข้ามาเลี้ยง ป่านนี้ข้าอาจจะตายไปแล้วก็ได้"

"ดังนั้นพอทราบเรื่องที่อสูรใช้วิธีสกปรกเล่นงานท่านไซบรัสกับท่านแซนดรา ข้ากับนอยด์ก็เลยกังวลใจ กลัวว่าท่านลุงจะไปพลาดท่าให้อสูร เราสองคนไม่อยากสูญเสียท่านลุงไปครับ" เอลสันพูดเสียงสั่น

กาลาฟถอนหายใจ ใช้มือโอบบ่านอยด์กับเอลสันไว้คนละข้าง พูดน้ำเสียงเคร่งขรึม

"ท่านเอเกอร์ไม่มีทางพลาดท่าให้อสูรง่ายๆ หรอก ยิ่งเกิดเรื่องแบบนี้กับท่านไซบรัสและท่านแซนดรา ก็ยิ่งทำให้พวกเราต้องเพิ่มความระมัดระวังในการสู้กับอสูรมากขึ้น"

นอยด์กับเอลสันมองหน้ากาลาฟพร้อมกัน

"ไม่ต้องห่วง ท่านราฟกับท่านเกรซ ไม่ยอมให้อสูรทำร้ายคนของพวกท่านหรอก" กาลาฟพูดน้ำเสียงอ่อนโยน นอยด์กับเอลสันพยักหน้า กาลาฟปล่อยมือจากบ่าของทั้งคู่ พูดชวนขึ้นมา

"พวกเราไปเยี่ยมท่านไซบรัสกับท่านแซนดรากันเถอะ"

"ครับ ท่านกาลาฟ" ทั้งคู่รับคำพร้อมกัน เดินตามกาลาฟเข้าไปในวังส่วนใน เพื่อไปยังห้องพักของไซบรัสกับแซนดรา

ฟิคเกอร์เดินนำอนากอลมาตามทางเดินที่ปูด้วยอิฐบล็อกสีน้ำตาลแดง เพื่อสำรวจพื้นที่ภายในวังอย่างละเอียด ทั้งคู่เดินผ่านสวนดอกไม้ที่อยู่ในวังชั้นใน ดอกไม้หลากสีสันกำลังบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ โชยมา ภายในสวนดอกไม้มีศาลานั่งเล่นตั้งเรียงราย นางกำนัลกลุ่มหนึ่งกำลังจัดดอกไม้ใส่แจกัน เมื่อเห็นอนากอลกับฟิคเกอร์เดินผ่านมา ต่างมองด้วยความสนใจ หันมากระซิบกันเบาๆ

ฟิคเกอร์ถอนหายใจ  เฮ้อ! เดินกับท่านอนากอลนี่ลำบากใจจริงๆ  เหมือนกำลังถูกเปรียบเทียบยังไงก็ไม่รู้ อย่างกับเทพบุตรกับคนแคระอะไรประมาณนั้น

"ฟิคเกอร์ เป็นอะไรหรือเปล่า" อนากอลหยุดเดิน ถามด้วยความสงสัย

"เปล่าครับ" ฟิคเกอร์รีบปฏิเสธ

"เปล่าอะไร ข้าเห็นเจ้าถอนหายใจ มีอะไรหนักใจหรือเปล่า ข้าพอจะช่วยได้ไหม" อนากอลถามน้ำเสียงนุ่มนวล ฟิคเกอร์มองอนากอลด้วยความชื่นชม ท่านอนากอลใจดีจัง

"ไม่มีอะไรจริงๆ ครับ"

อนากอลหัวเราะเบาๆ ดวงตาสีม่วงอ่อนทอประกายสดใส ยิ่งทำให้ใบหน้าคมสันน่ามองมากยิ่งขึ้น

"ถ้าไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีเรื่องอยากให้ข้าช่วย ก็บอกมาได้นะ ข้ายินดี"

"ขอบคุณครับ ท่านอนากอล"

"ไม่เป็นไร รีบเดินเถอะ"

"ครับ ท่านอนากอล"

ทั้งคู่ใช้เวลาสำรวจพื้นที่อยู่พักใหญ่ โดยอนากอลได้ซักถามข้อมูลต่างๆ จากฟิคเกอร์จนเป็นที่พอใจ จึงชวนฟิคเกอร์เดินกลับมาทางเดิม ขณะนั้นนางกำนัลจัดดอกไม้เสร็จแล้ว กำลังทยอยลุกขึ้นเดินออกมาจากศาลานั่งเล่น เมื่อเห็นอนากอลกับฟิคเกอร์เดินกลับมา จึงหยุดอยู่กับที่เพื่อให้ทั้งสองคนเดินผ่านไปก่อน

เมื่ออนากอลเดินผ่าน นางกำนัลต่างถอนสายบัวทำความเคารพ อนากอลยิ้มบางๆ ก้มศีรษะทักทายแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา ก่อนเดินหายเข้าไปในห้องโถงพร้อมฟิคเกอร์ โดยไม่รู้ว่าพวกนางกำนัลมองตามหลังไปด้วยความชื่นชมจนลับสายตา

 เมื่อทั้งคู่กลับเข้ามาภายในห้องโถง อนากอลจึงพูดขึ้น

"ขอบใจมาก ที่ช่วยพาข้าเดินสำรวจวัง"

"ไม่เป็นไรครับ ท่านอนากอล"

"เจ้าไปทำงานต่อเถอะ ข้าไม่กวนเจ้าแล้วล่ะ" อนากอลยิ้มให้ ฟิคเกอร์ก้มศีรษะทำความเคารพ หมุนตัวเดินออกไป อนากอลก้มมองแผนผังภายในวังที่ฟิคเกอร์มอบให้ นัยน์ตาฉายแววครุ่นคิด

"ระบบป้องกันภายในวังดีอยู่แล้ว ข้าแค่เสริมในส่วนปลีกย่อยก็แล้วกัน" อนากอลรำพึงเบาๆ ถือแผนผังเดินกลับเข้ามาในห้องพักของตัวเอง จากนั้นกางแผนผังบนโต๊ะ ตรวจสอบทุกจุดอย่างละเอียด เพื่อจัดการวางค่ายกลเทพป้องกันพื้นที่ทั้งหมดภายในวังอีกชั้นหนึ่ง

                                                      *****************************************************

ที่บ้านของแคลโล ขณะนั้นแคลโลกำลังนั่งคุยกับโจนาธานด้วยใบหน้าเคร่งเครียด

"นายท่าน กลับไปหาท่านราฟเถอะครับ ข้าไม่อยากให้ท่านทำผิดไปมากกว่านี้" โจนาธานพูดอ้อนวอนขอให้แคลโลยอมกลับใจ

"เงียบนะ! โจนาธาน คนอย่างข้าเดินหน้าแล้วไม่ถอยหลังเด็ดขาด" แคลโลพูดน้ำเสียงไม่พอใจ

"นายท่าน ได้โปรดเชื่อข้าสักครั้ง กลับไปสารภาพความผิดกับท่านราฟเถอะครับ หากยังดื้อดึงต่อไป พวกเราอาจถูกท่านราฟฆ่าตายนะครับ"

"ข้าบอกให้เงียบ!" แคลโลตวาดเสียงดัง โจนาธานก้มหน้านิ่ง นายท่านกำลังหลงผิด ข้าจะทำยังไงดี

เสียงกระดิ่งหน้าประตูบ้านดังขึ้นมาขัดจังหวะการโต้เถียงของคนทั้งคู่ แคลโลมองอย่างไม่สบอารมณ์ หันมาสั่งโจนาธานเสียงห้วน

"เจ้าไปดูซิว่าใครมา"

"ครับ นายท่าน" โจนาธานรับคำ เดินตรงไปที่ประตู ขณะที่แคลโลสบถในลำคอเบาๆ ด้วยความหงุดหงิด เทอรีนอยด์ลูกชายของแคลโล และเป็นองครักษ์พิทักษ์แคว้นสก๊อตโตลา กำลังนอนพักรักษาตัว ที่เกิดจากการปะทะกับไรซานบริเวณคุกส่วนกลาง ได้ยินเสียงโต้เถียงกัน จึงลุกขึ้นจากที่นอน เดินออกมาด้านนอก

"ท่านพ่อ ทะเลาะอะไรกับโจนาธานหรือครับ"

แคลโลมองบุตรชายที่อยู่ในสภาพพันผ้าพันแผลเต็มตัวด้วยความหงุดหงิด

"เจ้าออกมาด้านนอกทำไม ร่างกายยังไม่หายดีไม่ใช่หรือ"

"ข้าจะนอนได้ยังไง ในเมื่อพวกท่านทะเลาะกันเสียงดังแบบนี้"

แคลโลกัดฟันกรอด บ้าชะมัด! แผนที่พวกเราอุตส่าห์วางไว้ พังทลายลงไม่เป็นท่า คิดไม่ถึงว่าท่านราฟกับท่านเกรซจะโผล่มาได้จังหวะพอดี

"โจนาธานไปไหนแล้วล่ะครับ"

"ข้าให้ไปดูว่ามีใครมาหา" แคลโลชะงักคำพูดค้างไว้แค่นั้น เมื่อโจนาธานเดินกลับเข้ามาหน้าซีดเผือด

"ใครมาเหรอ เจ้าจึงทำหน้าเหมือนกับเห็นผี" เทอรีนอดย์ถามด้วยความสงสัย

"หวัดดี แคลโล" เสียงห้าวๆ ดังขึ้นพร้อมกับผู้ชายสองคนเดินตามหลังโจนาธานเข้ามา เทอรีนอย์มองด้วยความแปลกใจ เพราะไม่เคยรู้จักผู้ชายสองคนนี้มาก่อน แต่แคลโลถึงกับหน้าถอดสี

"บียอฟ! วลาเนียร์!" แคลโลพูดด้วยความตกใจ ซวยแล้ว!  ขยับตัวจะลุกขึ้น

"อย่าขยับนะแคลโล!" เสียงทุ้มกังวานดังขึ้น พร้อมกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง ปรากฏกายขึ้นด้านหลังบียอฟและวลาเนียร์   แคลโลใจเต้นโครมคราม เหงื่อแตกพลั่ก มือทั้งสองข้างชื้นไปด้วยเหงื่อ

"ทะ ท่าน อะ แอเรียล" แคลโลพูดเสียงสั่น   แม่ทัพเทพแอเรียลมาเองเลยหรือนี่

แอเรียลยิ้มให้ เดินมานั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามกับแคลโล โดยบียอฟและวลาเนียร์เดินมายืนด้านหลัง ทั้งสามคนมองแคลโล ด้วยแววตาที่ทำให้แคลโลไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว

"พวกเจ้าเป็นใคร" เทอรีนอยด์ถามเสียงห้วน มองแอเรียลด้วยความไม่พอใจ

"เด็กนี่ ลูกชายเจ้าหรือ" แอเรียลไม่ตอบคำถามของเทอรีนอยด์ แต่กลับย้อนถามแคลโลที่นั่งตัวลีบบนเก้าอี้ หน้าซีดเหมือนคนจะเป็นลม

"ครับ ท่านแอเรียล" แคลโลตอบเสียงเบา โจนาธานซึ่งอยู่ใกล้เทอรีนอยด์ รีบใช้มือสะกิดเทอรีนอยด์ ส่งสายตาเป็นทำนองว่าให้อยู่เฉยๆ แต่อีกฝ่ายไม่สนใจ มองหน้าแอเรียลเขม็ง

"ทำไมไม่ตอบคำถามของข้า รู้หรือเปล่าว่าข้าคือใคร" เทอรีนอยด์พูดโอ้อวดใส่แอเรียล  

"ข้าไม่อยากรู้ว่าเจ้าเป็นใคร เพราะข้าไม่มีธุระกับเจ้า" แอเรียลพูดน้ำเสียงสบายๆ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายใจ เอ่ยเสียงเรียบ

"บียอฟ! วลาเนียร์!"

"ครับ ท่านแอเรียล" ทั้งคู่รับคำพร้อมกัน เดินไปที่แคลโล ใช้มือยึดแขนแคลโลไว้คนละด้าน

"พวกเจ้าจะทำอะไรท่านพ่อน่ะ" เทอรีนอยด์ตวาดเสียงดัง ลุกขึ้นจะเข้ามาขวาง แต่โจนาธานรีบเข้ามากอดเทอรีนอยด์จากด้านหลัง

"อย่าครับ! ท่านเทอรีนอยด์"

"ปล่อยข้า! ทำไมเจ้าจึงได้มีท่าทางกลัวจนหัวหดแบบนี้ พวกมันเป็นใครกันแน่" เทอรีนอยด์ตะคอกใส่หน้าโจนาธาน พยายามสะบัดตัวให้หลุด แต่โจนาธานกอดไว้แน่น

แอเรียลลุกขึ้นจากเก้าอี้  โจนาธานหน้าซีดเผือด รีบดันเทอรีนอยด์ให้ไปอยู่ด้านหลัง พูดเสียงสั่น

"ท่านแอเรียลอย่าถือสาท่านเทอรีนอยด์เลยครับ ท่านเทอรีนอยด์ไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น"

"ท่านแอเรียล ข้ายอมไปกับพวกท่าน แต่อย่าทำอะไรลูกชายข้า เขาไม่รู้เรื่องจริงๆ" แคลโลซึ่งถูกบียอฟกับวลาเนียร์ยึดแขนไว้ รีบพูดขึ้นมา เพราะกลัวแอเรียลจะทำร้ายบุตรชาย

"เจ้าสองคนคิดว่าข้ามีนิสัยยังไงกันหรือ ถึงได้พูดออกมาแบบนี้" แอเรียลถอนหายใจ ถามน้ำเสียงเซ็งๆ นี่ข้ากลายเป็นคนไม่ดีไปตั้งแต่เมื่อไหร่

เทอรีนอยด์มองหน้าแอเรียลสลับกับแคลโล นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมท่านพ่อจึงกลัวคนกลุ่มนี้ ทั้งๆ ที่ดูท่าทางก็ไม่เห็นจะเก่งสักเท่าไหร่

 แคลโลกับโจนาธานก้มหน้า  แอเรียลพยักหน้าให้บียอฟและวลาเนียร์ ทั้งคู่ร่ายมนต์พร้อมกัน ร่างของบียอฟ วลาเนียร์และแคลโลก็เลือนหายไป  แอเรียลหันมามองโจนาธาน พูดเนิบๆ ชัดถ้อยชัดคำ

 "เจ้าอยู่ที่นี่คอยดูแลเจ้านายน้อยๆ ของเจ้าให้ดี ระวังอย่าให้ไปทำนิสัยแย่ๆ แบบที่ทำใส่ข้าเมื่อกี้กับคนอื่นอีก เพราะถ้าหากคนที่มาวันนี้คือราเฟล เจ้านายของเจ้าอาจต้องพันผ้าพันแผลเพิ่มขึ้นอีกก็ได้"

"ครับ ท่านแอเรียล" โจนาธานรับคำเสียงเบา แอเรียลยิ้มนิดนึง ก่อนที่ร่างจะเลือนหายไป เทอรีนอยด์หันมามองโจนาธานตาขุ่น ถามเสียงห้วน

"พวกมันเป็นใครกันแน่ บอกข้ามาเดี๋ยวนี้"

"แม่ทัพเทพและขุนพลเทพครับ"

คำตอบของโจนาธาน ทำให้เทอรีนอยด์ยืนอ้าปากค้าง หน้าซีดจนเหลือแค่สองนิ้ว เหงื่อแตกพลั่ก มองโจนาธานอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง

"ได้ยินไม่ผิดหรอกครับ"

"พวกเขามาที่นี่ทำไม" เทอรีนอยด์ถามเสียงเบาหวิว รู้สึกเหมือนถูกของแข็งทุบหัวจนมึนงงไปหมด

"อย่ารู้เลยครับ ท่านเทอรีนอยด์ไปพักผ่อนเถอะครับ" โจนาธานตัดบท เดินออกไปจากห้องทันที ทิ้งให้เทอรีนอยด์ยืนนิ่งอยู่กับที่อย่างนั้น

                                                            *****************************************************

 เมื่อทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย กลุ่มของมิคาเอลก็เริ่มงาน โดยมิคาเอลกับดิพเทอเรียไปตรวจสอบหมู่บ้านที่อยู่ทางทิศเหนือของเมืองซันไทม์ ราเฟลและซารีน่าไปตรวจสอบหมู่บ้านที่อยู่ทางทิศตะวันออก

สองชั่วโมงผ่านไป ทั้งหมดก็มารวมกลุ่มกัน เพื่อรายงานผล ปรากฏว่าหมู่บ้านที่อยู่ทางทิศเหนือและทิศตะวันออกของเมือง ไม่มีร่องรอยหรือกลิ่นไอของอสูร แสดงว่าพวกอสูรยังไม่ได้เข้ามาในละแวกนี้

"เมื่อวานที่พวกเราไปตรวจสอบหมู่บ้านทางทิศตะวันตก ก็ไม่มีร่องรอยของอสูรเช่นกัน เหลือแต่หมู่บ้านทางด้านทิศใต้" มิคาเอลพูดขึ้นมา

"งั้นจะรออะไร รีบไปตรวจสอบกันเถอะ นี่ก็ใกล้เที่ยงแล้ว คงเสียเวลาไม่มากหรอก" ราเฟลเสนอขึ้นมา

ทุกคนจึงมุ่งหน้าไปยังทิศใต้ของเมืองซันไทม์ โดยควบม้ามาบนเส้นทางสายหนึ่ง ซึ่งเป็นทางโล่งเตียน สองข้างทางเต็มไปด้วยไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ขึ้นเรียงราย  แผ่กิ่งก้านปกคลุมให้ความร่มรื่นแก่ผู้คนที่สัญจรไปมา

เส้นทางสายนี้ทอดยาวลงไปยังพื้นที่ราบข้างล่าง มองเห็นสะพานแขวนข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ มีบ้านเรือนน้อยใหญ่ตั้งเรียงรายอยู่บนเนินเขาลูกเล็กๆ  จากสายตาที่เห็นมีไม่ต่ำกว่าสองร้อยหลังคาเรือน หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองซันไทม์มาทางทิศใต้สิบห้ากิโลเมตร

ทั้งหมดควบม้าให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ คิ้วขมวดเข้าหากัน เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นไอบางอย่างที่ลอยออกมาจากหมู่บ้านข้างหน้า แม้จะเบาบาง แต่ก็รู้สึกได้

"จะเอาไง" ราเฟลพูดขึ้นมาลอยๆ ไม่ได้เจาะจงว่าถามใคร

"พวกเจ้าระวังตัวให้ดี งานนี้อาจได้ออกแรงกันบ้าง" มิคาเอลพูดเสียงเคร่งขรึม

"พวกเราพร้อมแล้วค่ะ ท่านมิคาเอล" ดิพเทอเรียและซารีน่าพูดพร้อมกัน

"เกาะกลุ่มกันไว้ อย่าแยกตัวออกไปเด็ดขาด" มิคาเอลกำชับ จากนั้นทั้งหมดก็ควบม้าลงมาตามเส้นทางที่ทอดยาวลงมาพื้นข้างล่าง ยิ่งเข้าใกล้หมู่บ้านกลิ่นก็ยิ่งรุนแรง จนมาถึงสะพานแขวนข้ามแม่น้ำ กลิ่นกลับหายไปดื้อๆ

ทั้งสี่คนอยู่ห่างจากสะพานห้าเมตร โดยเรียงแถวหน้ากระดานคือมิคาเอล ดิพเทอเรีย ราเฟลและซารีน่าสะพานแห่งนี้มีความกว้างไม่มาก หากจะขี่ม้าข้ามไปก็ต้องเข้าแถวเรียงหนึ่ง 

 ราเฟลหันมามองมิคาเอล ส่งสายตาถามเป็นทำนองว่าจะข้ามสะพานไปไหม ซึ่งอีกฝ่ายพยักหน้าให้  พร้อมกับควบม้านำทุกคนข้ามสะพาน โดยมีดิพเทอเรีย ราเฟลและซารีน่าตามหลังมา

ทั้งสี่คนควบม้าเข้ามาในหมู่บ้านอย่างช้าๆ  ผู้คนในหมู่บ้านโผล่หน้าออกมาดูผู้มาเยือนด้วยความสนใจ  บางส่วนจับกลุ่มคุยกันตามทางเดิน เมื่อเห็นกลุ่มของมิคาเอลควบม้าเข้ามาก็หยุดคุย หันมามองเช่นกัน

มิคาเอล ราเฟล ดิพเทอเรียและซารีน่าควบม้ามาหยุดตรงหน้าชาวบ้านที่จับกลุ่มคุยกัน

"ขอโทษครับ ไม่ทราบว่าเมืองซันไทม์อยู่ห่างจากที่นี่มากไหมครับ" มิคาเอลทำทีสอบถามเส้นทาง

"จะไปเมืองซันไทม์หรือพ่อหนุ่ม" ชายวัยกลางคน รูปร่างกำยำถาม มองกลุ่มของมิคาเอลที่ตอนนี้ร่ายมนต์เปลี่ยนรูปร่างหน้าตาและกลบกลิ่นเทพกับปีศาจเอาไว้ด้วยความสนใจ

"ครับ พวกเราต้องการไปซื้ออัญมณีที่เมืองซันไทม์ ได้ข่าวว่าที่นั่นอัญมณีมีราคาถูกและสวยงามกว่าเมืองอื่น" ราเฟลตอบน้ำเสียงสุภาพ

"แล้วพวกท่านมาจากที่ไหนกันหรือ" ชายวัยฉกรรจ์ในกลุ่มถามบ้าง

"พวกเรามาจากเมืองเอเวอร์กรีนค่ะ" ดิพเทอเรียบอกพร้อมยิ้มให้

"พวกเจ้าคงจะเป็นพ่อค้าที่มาหาซื้ออัญมณีเพื่อนำไปขายต่อล่ะสิ" ชายวัยกลางคนคาดเดา

"ใช่ค่ะ" ซารีน่ารับสมอ้างทันที

"เมืองซันไทม์อยู่ห่างจากที่นี่เกือบร้อยกิโลเมตร พวกเจ้าเดินทางไปกว่าจะถึงก็คงมืดค่ำพอดี"

คำตอบของชาวบ้านทำให้ทั้งสี่คนหรี่ตาลง พวกนี้พูดโกหก เพราะจากที่นี่กับเมืองซันไทม์ห่างกันแค่สิบห้ากิโลเมตร แสดงว่าต้องมีอะไรสักอย่าง

"ไกลกันมากขนาดนั้นเลยหรือครับ" มิคาเอลทำตาโต พูดน้ำเสียงตกใจ ราเฟล ดิพเทอเรียและซารีน่าแกล้งทำสีหน้ากังวลเช่นกัน

"ใช่แล้วล่ะ พวกเจ้าพักค้างคืนที่นี่สักคืนก่อนดีไหม แล้วพรุ่งนี้ค่อยออกเดินทางตั้งแต่เช้ามืด จะได้ไปถึงที่นั่นเย็นๆ หน่อย" ชายฉกรรจ์คนแรกเสนอขึ้นมา

"เอ..จะดีหรือคะ" ซารีน่าพูดน้ำเสียงไม่สบายใจ ขณะเดียวกันก็สังเกตลักษณะของคนในหมู่บ้านแห่งนี้ พบว่าชาวบ้านแต่ละคน แม้ภายนอกจะดูเหมือนคนธรรมดาทั่วไป แต่แววตากลับไม่ใช่เช่นนั้น 

"ดีสิ พวกเราไม่ได้ต้อนรับแขกต่างถิ่นมานานมากแล้ว" หญิงชราคนนึงพูดน้ำเสียงดีใจ ดวงตาเต้นระริกมองดูกลุ่มมิคาเอลด้วยความพอใจ

ราเฟลสบตากับมิคาเอลอย่างชั่งใจว่าจะเอาไง อีกฝ่ายยิ้มบางๆ ตอบน้ำเสียงสุภาพ

"อย่าลำบากเลยครับ ไม่ทราบว่ามีโรงแรมหรือที่พักสำหรับนักเดินทางอยู่ใกล้ๆ กับที่นี่บ้างไหม"

 "ไม่ลำบากหรอก พักกับพวกเราที่นี่เถอะ จะต้อนรับอย่างดีทีเดียว" ชายวัยกลางคนโบกมือไปมา คะยั้นคะยอให้พวกมิคาเอลอยู่ที่นี่ ดวงตาฉายแววประหลาด ดิพเทอเรียซึ่งหันมาเห็นเข้าพอดีถึงกับชะงักไปชั่วครู่

 ราเฟลหันไปเห็นเด็กคนหนึ่งที่อยู่ห่างออกไป ทำปากขมุบขมิบเบาๆ พลันท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสกลับมืดครึ้ม ลมพัดมาเบาๆ ก่อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ฝุ่นละอองปลิวฟุ้งกระจาย

กลุ่มของมิคาเอลขยับมารวมกัน  ขณะที่ชาวบ้านแหงนหน้ามองท้องฟ้า ดวงตาฉายแววกระหยิ่มยิ้มย่อง ก่อนที่หญิงชราจะพูดขึ้น

"ห่างจากที่นี่ไปห้าสิบกิโลเมตรมีโรงแรมสำหรับนักเดินทาง พวกเจ้าคงเดินทางไปไม่ทันก่อนที่ฝนจะลงเม็ดแน่นอน เอาแบบนี้แล้วกัน พวกเจ้าหลบฝนที่นี่ก่อนแล้วค่อยไป ดีไหม พ่อหนุ่ม"

 มิคาเอลยิ้มมุมปาก เจ้าพวกนี้ต้องการให้พวกเราอยู่ที่นี่สินะ ถึงได้ร่ายมนต์เรียกฝนออกมา

"ไม่ต้องคิดมากหรอกน่า ดูสิ ฝนลงเม็ดแล้ว" ชายฉกรรจ์รีบพูด เดินมาดึงม้าที่มิคาเอลนั่งอยู่ ในขณะที่ชายอีกสามคนเข้ามาดึงม้าจากราเฟล ดิพเทอเรียและซารีน่าเช่นกัน

"พวกเจ้าลงมาเถอะ เดี๋ยวข้าจะเอาม้าไปเก็บให้"

"ต้องรบกวนพวกท่านแล้วครับ" มิคาเอลหันมาพยักหน้าให้เพื่อน ราเฟล ดิพเทอเรียและซารีน่าจึงลงจากม้ามายืนที่พื้นดิน

"ตามข้ามาทางนี้เถอะ" หญิงชราเดินนำกลุ่มของมิคาเอลพาหายเข้าไปในหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว โดยมีสายตาของชาวบ้านมองตามไปอย่างพอใจ

 "หึหึ ยังหนุ่มยังสาวแท้ๆ กลับต้องมาสังเวยชีวิตที่นี่ แต่ช่วยไม่ได้ พวกเราไม่ได้สูบพลังชีวิตคนมานานมากแล้ว" ชายวัยกลางคนหัวเราะด้วยความชอบใจ หันมามองม้าสี่ตัวที่เริ่มดิ้นฮึดฮัดไปมา ด้วยรับรู้ถึงอันตรายที่คืบคลานเข้ามาใกล้ตามสัญชาตญาณ

คนในหมู่บ้านนับร้อยกรูกันเข้ามาพุ่งกระโจนเข้าใส่ม้าทั้งสี่ตัว ท่ามกลางเสียงร้องด้วยความตกใจผสมความเจ็บปวดที่ดังลั่น ไม่ถึงหนึ่งนาที ม้าทั้งสี่ตัวก็เหลือแต่โครงกระดูก  บนพื้นดินเต็มไปด้วยคราบเลือดที่สาดกระเซ็นไปทั่ว

ชาวบ้านเงยหน้าจากโครงกระดูกของม้า แหงนหน้าขึ้นสูง อ้าปากกว้างเห็นเขี้ยวแหลมยาว หลายคนหัวเราะเสียงแหลมด้วยความชอบใจ ใช้มือปาดคราบเลือดที่ติดตรงมุมปากอย่างลวกๆ ก่อนหันไปมองเส้นทางที่กลุ่มของมิคาเอลเดินตามหลังหญิงชราไป ดวงตาลุกวาว แสยะยิ้มออกมา    

"ตามไปเร็ว ขืนชักช้า ยายเฒ่าจะงุบงิบสูบพลังชีวิตพวกนั้นจนหมดไม่มีเหลือให้พวกเรา" ชายฉกรรจ์รีบสั่ง ก่อนพุ่งตัวตามไปอย่างรวดเร็ว คนอื่นที่เหลือรีบตามไปเป็นพรวน

"ข้าจองนังหนูตัวเล็กนะ ท่าทางจะอร่อยกว่าคนอื่น"

"ข้าจองพ่อหนุ่มที่ดูเป็นหัวหน้ากลุ่มนะ เนื้อคงหวานพิลึก ฮะๆๆ ฮ่าๆๆๆ ฮี่ๆๆๆ"

 เสียงหัวเราะแหลมยาวบาดหูประสานกับเสียงฟ้าร้องดังครืนครั่นสลับกับเสียงลม ดังลั่นไปทั่วหมู่บ้าน ฟังบาดลึกเข้าไปถึงหัวใจ คล้ายๆ กับเสียงร้องของภูตผีจากขุมนรกก็ไม่ปาน

                                                           *******************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

474 ความคิดเห็น