มหาเวทย์จักรพรรดิ ภาคจอมราชันย์

ตอนที่ 12 : คู่กัด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 916
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    12 มิ.ย. 51

บทที่ 12 คู่กัด

เมื่อได้ข้อมูลของอสูรจากกลุ่มเสนาธิการของแม่ทัพปีศาจ  อนากอลให้จัสติน ไอเน็กและแมคคอลพักอยู่ที่นี่ เพื่อรอท่านราฟกลับมาจากหุบเขามรณะ โดยรับปากว่าจะช่วยพูดเรื่องการลดหย่อนโทษให้แก่คนทั้งสาม สร้างความดีใจให้กับกลุ่มเสนาธิการแม่ทัพปีศาจเป็นอย่างมาก

 จากนั้นทั้งสามคนได้ขอตัวไปพักในห้องที่กาลาฟและไวท์ไลฟ์จัดให้ เมื่อทั้งสามคนเดินออกไปจากห้องรับรอง แอเรียลได้พูดขึ้น

"ท่านอนากอล จะทำยังไงกับแคลโลดีครับ"

"พรุ่งนี้ เจ้าไปนำตัวแคลโลมาที่นี่"

 "แคลโลจะอยู่ที่บ้านหลังนั้นอีกหรือครับ"

 "ที่ที่อันตรายที่สุด ก็คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด เชื่อข้าสิ แคลโลยังอยู่ที่บ้านหลังนั้น"

 "พรุ่งนี้ข้าจะไปนำตัวแคลโลมาที่นี่เองครับ"

 "ข้าจะให้บียอฟกับวลาเนียร์ไปกับเจ้าด้วย"

 "ครับ ท่านอนากอล"

 "ข้าจะไปหาท่านไวท์ไลฟ์ เจ้าจะมาด้วยกันไหม" อนากอลชวน

 "ไปสิครับ ท่านอนากอล ข้าอยากรู้ว่าท่านไวท์ไลฟ์ตรวจสอบพิษที่ใช้ทำร้ายไซบรัสกับแซนดราได้หรือยัง" แอเรียลบอก ทั้งคู่ไปหาไวท์ไลฟ์ที่ห้อง เมื่อมาถึงที่ห้องของไวท์ไลฟ์ พบว่าไวท์ไลฟ์กำลังผสมยาในถ้วยบดยาเล็กๆ โดยมีกาลาฟเป็นลูกมือ

 "ท่านไวท์ไลฟ์ ทราบแล้วหรือครับว่าเป็นพิษชนิดใด" แอเรียลถามด้วยความดีใจ

 ไวท์ไลฟ์เงยหน้าจากการบดยา ยิ้มให้อนากอลและแอเรียล

 "ครับ พิษที่อสูรใช้คือว่านกลืนวิญญาณ"

 "ว่านกลืนวิญญาณหรือครับ" แอเรียลถามซ้ำ ไวท์ไลฟ์พยักหน้า อธิบายให้ฟัง

 "ว่านกลืนวิญญาณเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก เจริญเติบโตได้ดีในดินที่ชื้นแฉะ ต้นที่โตเต็มที่จะมีความสูงประมาณหนึ่งถึงสองฟุต กิ่งและใบเป็นสีดำสนิท ใบยาวรี ดอกเป็นสีแดงทับทิม มีกลิ่นหอมเอียนๆ"

"ปกติ เราจะใช้ใบของมันมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย เพื่อใช้แก้อาการวิงเวียน ปวดศีรษะ แต่ต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสม หากใช้ตัวยามากเกินไป จะทำให้เกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรง"

"ส่วนดอกของมันมีพิษ หากดมกลิ่นของมันเข้าไป จะทำให้เกิดอาการชาตามมือตามเท้า อสูรนำดอกและใบของมันมาสกัดเป็นผง ทำให้พิษของมันมีความเข้มข้นมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้พิษของมันไร้กลิ่น ไร้สี ทำให้ยากต่อการสังเกต จากนั้นนำมาใช้ร่วมกับเวทย์มนต์ เพื่อโจมตีศัตรู"

"เมื่อร่างกายได้รับพิษที่สกัดจากว่านกลืนวิญญาณเข้าไป มันจะเข้าไปทำลายระบบประสาท และระบบทางเดินหายใจ ทำให้ชาตามมือตามเท้า หายใจหอบถี่ เหงื่อซึมทั่วร่าง หากสกัดการลุกลามของพิษไม่ได้ จะทำให้ชีวิตภายในเวลาอันรวดเร็ว"

"ท่านไวท์ไลฟ์จะใช้ยาอะไรถอนพิษของมันครับ" แอเรียลถาม มองไปที่ถ้วยยาในมือของไวท์ไลฟ์

 "ข้าใช้รากของมันเป็นยาถอนพิษครับ"

 แอเรียลทำตาโตเมื่อได้ยินคำตอบของไวท์ไลฟ์ 

 "ได้ยินไม่ผิดหรอกครับ ท่านแอเรียล แม้ว่าใบและดอกของมันจะมีพิษ แต่รากของมันเป็นยาถอนพิษชั้นดีเลยทีเดียว เอาล่ะ ข้าขอเอายาถ้วยนี้ไปให้ท่านไซบรัสกับท่านแซนดราทานก่อนนะครับ" พูดจบ ไวท์ไลฟ์ก็ถือถ้วยยาเดินออกไป อนากอลหันมามองกาลาฟที่กำลังเก็บถ้วยบดยา อีกฝ่ายยิ้มให้ พูดน้ำเสียงนุ่มนวล

"ไวท์ไลฟ์เชี่ยวชาญในเรื่องพิษมาก ข้ารับรองว่าท่านไซบรัสกับท่านแซนดราจะต้องปลอดภัย ส่วนเรื่องพลังชีวิตที่ถูกสูบออกไปนั้น คิดว่าใช้เวลาสักระยะนึง พลังก็จะกลับมาเหมือนเดิม"

 "ขอบคุณพวกท่านมาก" อนากอลยิ้มให้กาลาฟ

 "ไม่เป็นไรครับ นี่ก็ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว พวกเราไปที่ห้องอาหารกันดีกว่า วันนี้คนมากันเยอะแยะ บรรยากาศคงจะครึกครื้นนะครับ"

"พอท่านกาลาฟพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ท้องข้าก็ร้องซะดังลั่นเลย ได้ยินกันหรือเปล่าเนี่ย" แอเรียลพูดติดตลก อนากอลและกาลาฟหัวเราะออกมาเบาๆ

 "ถ้างั้น ก็ไปที่ห้องอาหารกันเถอะ" อนากอลเอ่ยชวน

 "ครับ ท่านอนากอล"

 อาหารมื้อเย็นครึกครื้นพอสมควร แม้ว่าจะมีพวกเสนาธิการของแม่ทัพปีศาจเข้าร่วมโต๊ะ บรรยากาศก็ไม่ตึงเครียดอย่างที่คิด เป็นเพราะว่าแม่ทัพเทพแอเรียลหาเรื่องขำขันมาเล่าให้ฟัง เรียกเสียงหัวเราะของทุกคนได้เป็นอย่างดี ทำให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้

 หลังอาหารมื้อเย็นผ่านไป ทุกคนก็แยกย้ายกันกลับห้องพักของตัวเอง คงเหลือแต่อนากอล แอเรียล และกาลาฟ ส่วนไวท์ไลฟ์ขอตัวไปดูอาการของไซบรัสกับแซนดรา

"ขอบใจเจ้ามาก ที่ทำให้มื้อเย็นของวันนี้ไม่ตึงเครียดจนเกินไป" อนากอลหันมาพูดกับแอเรียล

"ไม่เป็นไรครับ การสร้างเสียงหัวเราะเป็นงานถนัดของข้าอยู่แล้วครับ" แอเรียลตอบน้ำเสียงสบายๆ

"เสียดายที่ท่านมิคาเอลกับท่านราเฟลไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย ไม่งั้นพวกเราคงได้หัวเราะกันมากกว่านี้นะครับ" กาลาฟพูดยิ้มๆ

แอเรียลทำตาโต รีบแย้งทันที

"ท่านกาลาฟ พูดผิดพูดใหม่ได้นะ ขืนให้ราเฟลอยู่ที่นี่ด้วย พวกเสนาธิการของแม่ทัพปีศาจ คงไม่กล้ากินอาหาร เพราะราเฟลมันขี้หงุดหงิด แถมปากยังเปราะอีกต่างหาก ขืนนั่งกินข้าวด้วย พวกนั้นจะกินกันไม่ลง"

"แอเรียล พูดเกินไปหรือเปล่า ระวังน้า หากเข้าหูราเฟลล่ะก็ เจ้าจะลำบาก" อนากอลพูดอย่างขำๆ

"เรื่องนี้ไม่มีทางรู้ถึงราเฟลหรอกครับ ถ้าท่านอนากอลกับท่านกาลาฟไม่บอก อ๊ะ! อย่าบอกนะว่าพวกท่านคิดจะเล่าเรื่องนี้ให้ราเฟลฟังน่ะ โอ๊ย! ไม่เอานะ ข้าขี้เกียจฟังเจ้าราเฟลมันบ่น" แอเรียลทำหน้าตกใจ ยกมือขึ้นมาอุดหูทั้งสองข้าง

 อนากอลกับกาลาฟหัวเราะด้วยความชอบใจ เพราะขำท่าทางของแอเรียล

"ถ้าเจ้ายังพูดเสียงดังแบบนี้ รับรองว่าต้องเข้าหูราเฟลแน่นอน อย่าลืมสิว่าในนี้มีขุนพลเทพตั้งหลายคน บางทีอาจมีใครได้ยินคำพูดเมื่อกี้ของเจ้า แล้วเอาไปเล่าให้ราเฟลฟังก็ได้" 

"ท่านอนากอลพูดถูกครับ ถึงพวกเราจะนั่งคุยในห้องอาหาร แต่ประตูก็เปิดกว้างแบบนี้ หากมีใครบังเอิญผ่านมาได้ยินคำพูดของท่านแอเรียล แล้วเอาไปบอกให้ท่านราเฟลฟังล่ะก็" กาลาฟทำท่าสยอง

 แอเรียลรีบลุกขึ้นเดินไปปิดประตูห้องอาหารอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เดินยิ้มแต้มานั่งคุยต่อ

"เอ้า! ปิดประตูแล้วครับ คราวนี้ก็นินทาราเฟลได้เต็มปากเต็มคำแล้วสิ"

"แล้วกัน! แอเรียล ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะมีนิสัยชอบนินทาคนอื่นแบบนี้ เฮ้อ! เสียแรงที่ไว้ใจ" อนากอลแกล้งถอนหายใจเสียงดัง

กาลาฟหัวเราะเสียงดังลั่น  ท่านอนากอลก็ตลกหน้าตายเหมือนกันนะนี่ ในขณะที่แอเรียลหัวเราะแห้งๆ

"ท่านอนากอลพูดซะเสียหาย ไม่นินทาก็ได้ครับ ป่านนี้พวกมิคาเอลกับราเฟลจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้นะครับ"แอเรียลพูดเป็นการเป็นงาน

"อืม..คิดว่าอีกสักวันสองวัน พวกนั้นคงจะส่งข่าวมา" อนากอลคาดคะเน

"หวังว่าคงไม่เกิดเรื่องกับพวกเขานะครับ" กาลาฟเอ่ยน้ำเสียงกังวล

 "พวกนั้นฝีมือสูง ไม่ต้องห่วงหรอก" อนากอลบอกให้สบายใจ

 "ท่านกาลาฟ พวกนั้นไม่มีทางพลาดท่าอสูรหรอกครับ แต่ข้ากลัวว่าราเฟลกับซารีน่าจะไปทะเลาะกันระหว่างทาง งานนี้ดูไม่จืดแน่" แอเรียลบ่นให้ฟัง

 "จริงด้วยสิ ราเฟลปากไวและชอบแกล้งคน ส่วนซารีน่าก็ท่าทางใช่ย่อย" อนากอลเห็นด้วย

"คงไม่เป็นไรมั้งครับ ท่านมิคาเอลกับดิพเทอเรียก็ยังอยู่ คงจะห้ามปรามทั้งคู่ได้บ้าง" กาลาฟบอก ทั้งๆ ที่ในใจก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

"ภาวนาให้เป็นอย่างนั้นนะครับ แต่หากไม่ใช่ล่ะก็ งานนี้ก็ตัวใครตัวมัน" แอเรียลพูดน้ำเสียงปลงๆ

                                          ****************************************************

หลังจากออกไปหาข่าวในเมืองซันไทม์ตั้งแต่บ่าย จนกระทั่งเวลาเย็น กลุ่มของมิคาเอลก็แวะรับประทานอาหารที่ร้านแห่งหนึ่ง ปรึกษาเรื่องงานกันเล็กน้อย จากนั้นจึงกลับที่พัก

มิคาเอลเดินนำดิพเทอเรียเข้ามาในห้องพัก มันเป็นห้องพักขนาดเล็ก ภายในมีเตียงนอนหนึ่งเตียง ตั้งชิดริมผนัง ด้านข้างมีตู้ใส่เสื้อผ้าหนึ่งตู้ ข้างๆ มีโต๊ะขนาดเล็กวางไว้พร้อมเก้าอี้หนึ่งตัว ถัดไปเล็กน้อยเป็นห้องน้ำ

มิคาเอลถอนหายใจ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยพักห้องเดียวกับผู้หญิงมาก่อน เพราะเจ้าราเฟลเล่นพิเรนทร์แท้ๆ เชียว เฮ้อ! ลำบากชะมัด

"เอ่อ..ท่านมิคาเอล จะอาบน้ำก่อนหรือเปล่าคะ ข้าจะได้ไปรอข้างนอก" ดิพเทอเรียพูดเสียงเบา รู้สึกกระดากชอบกล เพราะเกิดมาก็ไม่เคยนอนห้องเดียวกับผู้ชายมาก่อน

"อืม..เจ้าอาบก่อนเถอะ ข้าจะลงไปข้างล่าง"

"ขอบคุณค่ะ"

มิคาเอลยิ้มให้ รีบเดินออกมาจากห้องอย่างรวดเร็ว เฮ้อ! พรุ่งนี้ต้องรีบหาข่าวในเมืองนี้ให้เสร็จ จะได้ย้ายไปเมืองอื่นต่อ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ข้าคงบ้าซะก่อน

ผ่านไปพักใหญ่ มิคาเอลจึงกลับเข้ามา พบว่าดิพเทอเรียอาบน้ำเปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้ว

"ท่านมิคาเอลไปอาบน้ำเถอะค่ะ เดี๋ยวข้าจะออกไปข้างนอกบ้าง" ดิพเทอเรียพูด ลุกขึ้นเดินไปข้างนอกทันที มิคาเอลรีบจัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย ผ่านไปยี่สิบนาที ดิพเทอเรียจึงกลับเข้ามา

"เรียบร้อยแล้วหรือคะ"

"อืม" มิคาเอลพยักหน้า มองไปรอบห้องแล้วต้องถอนหายใจอีกรอบ ห้องพักนี้เล็กชะมัด ข้าจะนอนตรงไหนดีล่ะเนี่ย เมื่อหันกลับมา พบว่าดิพเทอเรียจ้องมองอยู่ก่อนแล้ว จึงยิ้มเก้อๆ

"เอ่อ..เจ้านอนบนเตียงแล้วกัน เดี๋ยวข้าจะนอนที่พื้นเอง"

"ขอบคุณค่ะ" ดิพเทอเรียเดินอ้อมหลังมิคาเอลไปที่เตียง เมื่อขึ้นไปนั่งเรียบร้อย ก็หยิบผ้าห่มขึ้นมาคลี่ออก แต่ยังไม่กล้าล้มตัวลงนอน

 มิคาเอลยิ้มบางๆ เดินมาข้างเตียง เอนตัวทอดยาวไปกับพื้น ใช้มือหนุนแทนหมอน

"เจ้ารีบนอนเถอะ พรุ่งนี้เช้าเราต้องหาข่าวอีก ราตรีสวัสดิ์" มิคาเอลพูดน้ำเสียงอ่อนโยน ดิพเทอเรียถอนหายใจเบาๆ เอื้อมมือไปดับตะเกียงในห้อง ก่อนล้มตัวลงนอน

               *********************************************************************

ด้านราเฟลกับซารีน่า หลังจากแยกกับมิคาเอลและดิพเทอเรียแล้ว ทั้งคู่ก็เข้ามาในห้องพัก ห้องของทั้งคู่ก็ไม่ต่างจากห้องพักของมิคาเอล คือค่อนข้างเล็กและมีเตียงนอนหนึ่งเตียง

ราเฟลเดินมาหย่อนกายบนเตียงอย่างสบายอารมณ์ เหลือบตามองซารีน่า พบว่าอีกฝ่ายยืนหน้างอ

"ท่านราเฟล มีแค่เตียงเดียว แล้วจะนอนกันยังไง" ซารีน่าถาม

"ก็นอนด้วยกันสิ ไม่เห็นเป็นไร ข้าไม่ถือหรอก" ราเฟลพูดหน้าตาย แต่ทำให้ซารีน่าหน้าแดง

"บ้า! ข้าเป็นผู้หญิงนะ จะให้นอนเตียงเดียวกับผู้ชายได้ยังไง"

ราเฟลนั่งขัดสมาธิ เอามือข้างหนึ่งเท้าคาง มองหน้าซารีน่าพูดยิ้มๆ

"ผู้หญิงเหรอ อืม..จะว่าไปแล้ว เจ้าก็หน้าตาดีนะ แต่รูปร่างไม่ค่อยเร้าใจ ไอ้ที่จะนูนมันก็ไม่ค่อยนูน ไอ้ที่จะเว้ามันก็ไม่ค่อยเว้า ข้างหน้ากับข้างหลังเหมือนกันจนแทบจะแยกไม่ออก แบบนี้ถึงนอนเตียงเดียวกันกับข้า ก็ไม่เกิดอะไรขึ้นมาหรอก สบายใจได้" พูดจบ ราเฟลก็ลุกขึ้นเดินไปเข้าห้องน้ำ

ซารีน่ายืนอ้าปากค้าง ทั้งอายทั้งโกรธกับคำพูดของราเฟล หน้าแดงก่ำไปจนถึงใบหูและลำคอ พูดอะไรไม่ออกไปครู่หนึ่ง เมื่อตั้งสติได้ ราเฟลก็ผลุบหายเข้าไปในห้องน้ำแล้ว

"บ้า! บ้าที่สุด! ผู้ชายอะไรปากจัดยิ่งกว่าผู้หญิง" 

ซารีน่ากระทืบเท้าเบาๆ ด้วยความหงุดหงิด ปากบางเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง ฮึ! มาว่าข้ารูปร่างไม่ค่อยเร้าใจงั้นเหรอ ทุเรศที่สุด!

ผ่านไปพักใหญ่ ราเฟลจึงเดินออกมาจากห้องน้ำ พบว่าซารีน่าไม่อยู่ในห้อง อดหัวเราะออกมาไม่ได้ ยายซารีน่าเอ๊ย จะแกล้งให้ร้องไห้ขี้มูกโป่งเลย

ราเฟลขึ้นไปนอนบนเตียงอย่างสบายอารมณ์ สิบห้านาทีผ่านไป ซารีน่าจึงเดินเข้ามาหน้าตาบูดบึ้ง

"ข้าอาบน้ำเสร็จแล้ว เจ้าก็ไปอาบน้ำซะสิ จะได้นอนกันสักที" ราเฟลพูดยิ้มๆ

"ท่านก็ออกไปคอยข้างนอกสิ ข้าจะได้เข้าไปอาบน้ำ" ซารีน่าบอกเสียงห้วน พยายามข่มใจไม่ให้โกรธ

"ทำไมข้าต้องออกไปคอยข้างนอกด้วย"

"อ้าว! ก็ทีท่านอาบน้ำ ข้ายังออกไปคอยข้างนอกเลยนะ" ซารีน่าเริ่มขึ้นเสียง

"ข้าไม่ได้บอกให้เจ้าออกไปคอยข้างนอกนี่ เจ้าออกไปเองต่างหากล่ะ"

"มันเป็นเรื่องของมารยาท เข้าใจไหม ท่านสะกดคำว่ามารยาทไม่เป็นหรือไง"

"เจ้าจะอาบน้ำหรือไม่อาบก็เรื่องของเจ้า แต่ข้าไม่ออกไปหรอก ง่วงนอนแล้ว" ราเฟลแกล้งหาว เอามือปิดปาก ทำตาปรือ ล้มตัวลงนอนตะแคงหันหลังให้ซารีน่า

ซารีน่ากำมือเข้าหากัน แทบจะร้องกรี๊ดออกมาดังๆ มองราเฟลด้วยความแค้นใจสุดๆ  คนบ้า! แกล้งข้าใช่ไหม ดี! งั้นคืนนี้อย่าหวังว่าจะได้นอนอย่างเป็นสุขเลย

ซารีน่าเดินเข้าห้องน้ำปิดประตูเสียงดังปัง  ราเฟลหันหน้ากลับมา อมยิ้มชอบใจ  

ผ่านไปยี่สิบนาที ซารีน่าเดินออกมาจากห้องน้ำ มองไปที่ราเฟลที่นอนหันหลังให้ พบว่าอีกฝ่ายหลับแล้ว เสียงลมหายใจดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แสดงว่าหลับสนิท ชิ! พอแกล้งคนอื่นได้ก็นอนหลับปุ๋ยเชียว

ซารีน่าหันรีหันขวาง แล้วข้าจะนอนตรงไหนกันล่ะเนี่ย จะให้นอนบนเตียงรึไง ไม่เอาหรอก มองไปที่พื้นข้างเตียง เม้มปากเข้าหากัน ขืนนอนตรงนั้น เกิดท่านราเฟลนอนดิ้นแล้วกลิ้งหล่นลงมา ข้าไม่ยิ่งแย่เข้าไปอีกหรือ 

ซารีน่าถอนหายใจ เดินมาที่ตู้เสื้อผ้า ข้างๆ มีที่แคบๆ พอให้นอนได้ ตัดสินใจเอนตัวลงนอน หันหลังให้ราเฟล ก่อนหลับตาลง ความง่วงผสมกับความเหนื่อยจากการหาข่าวทั้งวันทำให้ซารีน่าหลับไปในเวลาอันรวดเร็ว

ราเฟลพลิกตัวกลับมา มองไปที่ซารีน่าที่นอนขดตัวข้างซอกตู้เสื้อผ้า ลุกขึ้นจากเตียง เดินเข้ามาใกล้พบว่าซารีน่าหลับสนิท ราเฟลใช้มือเขี่ยปอยผมที่หล่นมาปรกหน้าให้อย่างเบามือ  ก้มลงช้อนร่างซารีน่าขึ้นมา พาไปวางไว้บนเตียง หยิบผ้าห่มออกมาคลี่ห่มให้ จากนั้นราเฟลก็เดินมาล้มตัวลงนอนบนพื้นข้างเตียง

                               *****************************************************

 วันรุ่งขึ้น ดิพเทอเรียตื่นนอนตั้งแต่เช้ามืด ค่อยๆ ลุกจากที่นอน ด้วยเกรงว่าจะทำให้มิคาเอลที่นอนหลับสนิทตกใจตื่น หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเรียบร้อย ดิพเทอเรียเดินมานั่งคุกเข่าข้างๆ มิคาเอล นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจใช้มือเขย่าตัว เรียกเบาๆ

"ท่านมิคาเอลคะ"

ดิพเทอเรียเรียกซ้ำอีกสองครั้ง แต่มิคาเอลยังหลับสนิท ดิพเทอเรียถอนหายใจเบาๆ ท่านมิคาเอลนอนขี้เซาจัง ดิพเทอเรียมองไปที่หน้าต่างซึ่งปิดอยู่  อืม..ให้แสงแดดปลุกท่านมิคาเอลก็แล้วกัน

ดิพเทอเรียเดินมาเปิดหน้าต่าง อากาศยามเช้าสดชื่นเย็นสบาย  ดิพเทอเรียวางมือบนขอบหน้าต่าง มองด้านนอกด้วยความสนใจ  ดวงอาทิตย์สีส้มระเรื่อกำลังโผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมาช้าๆ 

"สวยจัง"  ดิพเทอเรียพึมพำเบาๆ มองพระอาทิตย์ยามเช้านิ่งเหมือนถูกมนต์สะกด ลมพัดมากระทบใบหน้าเบาๆ ทำให้ผมยาวสีฟ้าปลิวไสว ดิพเทอเรียมองอยู่ครู่หนึ่ง จึงนึกขึ้นได้ หันกลับมามองมิคาเอล พบว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องมองตัวเองอยู่

"เอ่อ..ท่านมิคาเอล รู้สึกตัวนานแล้วหรือคะ" ดิพเทอเรียถามเสียงเบา รู้สึกประหม่ากับสายตาของมิคาเอล

"ก็ทันได้ยินเจ้าพูดคำว่าสวยจังนั่นแหละ" มิคาเอลตอบยิ้มๆ แต่ทำให้ดิพเทอเรียหน้าร้อนผ่าว ก้มมองพื้น พูดตะกุกตะกัก 

"เอ่อ..ขะ ข้ากำลังจะปลุกท่านอยู่พอดีเลยค่ะ\\

"ขอบใจมาก" มิคาเอลยิ้มบางๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั่ง บิดเอวไปมาสองสามครั้ง มองดิพเทอเรียที่ยืนก้มหน้า พิงขอบหน้าต่าง เรียกเสียงเบา

"ดิพเทอเรีย"

"คะ" ดิพเทอเรียเงยหน้ามองมิคาเอลด้วยความสงสัย เมื่อประสานสายตาคมปลาบของอีกฝ่ายที่จ้องอยู่ทำให้ใจเต้นแรง พูดเสียงสั่น 

 "เอ่อ..ขะ ข้าจะลงไปข้างล่างนะคะ เชิญท่านมิคาเอลจัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยเถอะค่ะ" พูดจบ ดิพเทอเรียก็จ้ำอ้าวไปที่ประตูรีบเปิดออกไปทันที

"อืม..เวลาเขินก็น่ารักดีเหมือนกันแฮะ" มิคาเอลหัวเราะเบาๆ อย่างอารมณ์ดี ลุกขึ้นเข้าห้องน้ำเพื่อจัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย

ดิพเทอเรียเดินลงมาข้างล่างอย่างรวดเร็ว  บ้าจริง! ทำไมข้าจะต้องใจสั่นด้วยนะ ไม่ใช่ท่านโรซาร์เนียร์สักหน่อย คิดพลางสะบัดหัวเบาๆ สูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ หลายครั้งจนรู้สึกว่าหัวใจเริ่มเต้นเป็นปกติ จึงค่อยๆ ถอนหายใจออกมา เฮ้อ! สงสัยข้าจะเหนื่อยเกินไปจนทำให้เพี้ยนๆ ซะแล้ว แย่จริง

เมื่อดิพเทอเรียลงมาข้างล่าง ก็พบราเฟลเดินเตร็ดเตร่อยู่หน้าโรงแรม

"อรุณสวัสดิ์ค่ะ ท่านราเฟล" ดิพเทอเรียทักทายด้วยรอยยิ้ม

"อรุณสวัสดิ์ เจ้าตื่นเช้าเหมือนกันนี่" ราเฟลทักยิ้มๆ

"ซารีน่าล่ะคะ ท่านราเฟล"

"ยังไม่ตื่นเลย นอนขี้เซาชะมัด"

"หรือคะ ปกติซารีน่าเป็นคนนอนไวแล้วก็ตื่นไวนี่นา" ดิพเทอเรียสงสัย

"สงสัยจะเพลียจากการหาข่าวเมื่อวาน มิคาเอลยังไม่ตื่นอีกหรือ" ราเฟลตอบ ก่อนเปลี่ยนเรื่อง เพราะความจริงแล้ว ราเฟลรีบตื่นตั้งแต่เช้ามืด เพื่อทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย จากนั้นก็ลงมาเดินเล่นอยู่หน้าที่พัก เพราะไม่อยากตอบคำถามของซารีน่าเรื่องที่นอน

"ตื่นแล้วค่ะ กำลังอาบน้ำ" ดิพเทอเรียบอก สายตาเหลือบไปเห็นซารีน่าเดินตรงมาจึงทักทาย

"ตื่นแล้วเหรอ ทำไมเจ้านอนตื่นสายนักล่ะ"

"สงสัยคงจะเพลียจากเมื่อวานน่ะ" ซารีน่าตอบ แต่สายตามองไปทางราเฟลที่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ด้วยความสงสัย ทำไมข้าจึงมานอนบนที่นอนได้นะ 

ขณะที่ซารีน่ากำลังครุ่นคิดด้วยความสงสัย มิคาเอลก็เดินลงมาสมทบกับทุกคน

"ขอโทษด้วย ข้านอนตื่นสายไปหน่อย"

"ไม่เป็นไรค่ะ ท่านมิคาเอล ข้าก็เพิ่งลงมาเช่นกัน" ซารีน่ายิ้มให้ แต่ไม่วายหันไปมองราเฟลอีกครั้ง จนดิพเทอเรียสะกิดแขนเบาๆ

"เจ้าสะกิดข้าทำไม" ซารีน่าถาม

"ข้าเห็นเจ้ามองท่านราเฟลตั้งหลายครั้ง มีอะไรหรือเปล่า"

 "เปล่า ไม่มีอะไร" ซารีน่าปฏิเสธ หันมาถามมิคาเอล

 "ท่านมิคาเอล พวกเราจะหาข่าวที่เมืองนี้อีกกี่วันคะ"

"หากวันนี้ไม่มีอะไรคืบหน้า พรุ่งนี้เช้า พวกเราจะเข้าไปที่เมืองมูนไลฟ์"

ดิพเทอเรียและซารีน่าพยักหน้ารับรู้ แสดงว่าต้องค้างที่นี่อีกคืนนึงน่ะสิ

"พวกเราไปหาอะไรทานเถอะ จะได้เริ่มงานเช้าหน่อย" ราเฟลบอก เดินนำออกไปอย่างรวดเร็ว ซารีน่ารีบวิ่งตามหลังมา เรียกเสียงดัง

"ท่านราเฟล"

ราเฟลหยุดเดิน หันกลับมามอง

"มีอะไร"

"เมื่อคืน ทำไมข้าถึงมานอนบนเตียงได้ล่ะ" ซารีน่าถาม มองหน้าราเฟลอย่างคาดคั้น

"ข้าจะไปรู้ได้ยังไง"

"ต้องรู้สิ"

"ทำไมข้าต้องรู้ด้วย"

"ก็ท่านนอนห้องเดียวกับข้านี่" ซารีน่าเริ่มหงุดหงิด ราเฟลหันไปมองมิคาเอลกับดิพเทอเรีย ที่เดินตามหลังมาห่างๆ ดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์ออกมา ตะโกนบอกเสียงดัง

"เจ้าสองคนเดินไปก่อนก็แล้วกัน พอดีซารีน่าลืมของไว้ที่ห้องน่ะ"

ซารีน่าจะปฏิเสธ แต่ราเฟลชิงพูดขึ้นก่อน

"ถ้าอยากให้ข้าตอบคำถาม ก็ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น"

มิคาเอลและดิพเทอเรียเดินมาถึงที่ทั้งสองคนยืนอยู่  พบว่าซารีน่ายืนหน้างอง้ำ ขณะที่ราเฟลยืนอมยิ้ม เฮ้อ! สงสัยทะเลาะกันอีกล่ะสิ

"ซารีน่าลืมของเหรอ" มิคาเอลถามน้ำเสียงนุ่มนวล ซารีน่าจำใจพยักหน้าตอบเสียงเบา

"ค่ะ ท่านมิคาเอล"

"งั้นข้ากับดิพเทอเรียไปคอยพวกเจ้าที่ร้านอาหารตรงหัวมุมนะ อย่าช้าล่ะ"

"เออน่า ไม่ช้าหรอก" ราเฟลบอก มิคาเอลกับดิพเทอเรียจึงเดินไปที่ร้านอาหารตรงหัวมุม ห่างจากจุดที่ทั้งหมดยืนอยู่ประมาณสองร้อยเมตร เมื่อทั้งคู่เดินจากไปแล้ว ซารีน่าหันมามองราเฟลตาเขียว พูดเสียงห้วน

"ทำไมต้องโกหกสองคนนั้นด้วยว่าข้าลืมของ แค่ตอบคำถามของข้าแค่นี้ มันยากนักหรือไง"

"ข้าอุตส่าห์หวังดีกับเจ้านะ ไม่อยากให้สองคนนั้นรู้เรื่องนี้"

"ทำไม มันมีอะไรหนักหนาหรือไง" ซารีน่าว่าอย่างหงุดหงิด ราเฟลอมยิ้ม ดวงตาฉายแววขบขัน แกล้งถอนหายใจออกมา

"เมื่อคืน ข้าตื่นขึ้นมากลางดึก เห็นเจ้านอนขดตัวบนพื้นท่าทางน่าสงสาร ข้าก็เลยอุ้มเจ้าขึ้นมานอนกับข้าบนเตียง กะว่านอนเบียดๆ กันหน่อยคงไม่เป็นไร"

"ที่ไหนได้ เจ้านอนดิ้นเหลือเกิน พลิกไปพลิกมาจนมานอนกอดข้าซะแน่น เล่นเอาข้าหายใจไม่ออก ข้าก็เลยลงมานอนที่พื้นข้างล่าง" ราเฟลบอกหน้าตาย   ซารีน่าอ้าปากค้าง ส่ายหน้าปฏิเสธเสียงสั่น

"โกหก! ข้าไม่มีทางนอนกอดท่านหรอก" 

"กอดสิ เจ้ากอดข้าแน่นเลยล่ะ เพราะเหตุนี้ ข้าจึงไม่อยากให้สองคนนั้นได้ยิน กลัวว่าเจ้าจะเสียชื่อ ที่เป็นสาวเป็นนางแล้วมานอนกอดข้า เข้าใจหรือยัง"

ซารีน่าทำหน้าเหมือนคนจะร้องไห้ ไม่จริงใช่ไหม ข้านี่นะ นอนกอดท่านราเฟล

"ถ้าเจ้าไม่เชื่อ ก็ลองดมตัวข้าสิ นี่ตรงนี้ไง ยังมีกลิ่นกายเจ้าอยู่" ราเฟลเอียงหน้ามากระซิบข้างหู ลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดใบหูทำให้ซารีน่าตัวชา ยกมือขึ้นสูงด้วยความลืมตัว

"ถ้าเจ้าทำร้ายข้าล่ะก็ ข้าจะกอดเจ้าอวดคนในเมืองนี้ ไม่เชื่อก็ลองดู" ราเฟลพูดยิ้มๆ แต่แววตาบอกว่าเอาจริง   ซารีน่าหน้าแดงก่ำ ยกมือค้างไว้นิ่งอยู่อย่างนั้น

"ทำไมทำหน้าแบบนั้น ไม่ต้องกลัวหรอกน่าว่าใครจะรู้เรื่องนี้ ข้ารับปากว่าจะเก็บไว้เป็นความลับสุดยอด รู้กันเฉพาะเราสองคนแค่นั้นเอง" ราเฟลยังคงพูดยั่ว พยายามกลั้นหัวเราะไว้เต็มที่ เมื่อเห็นซารีน่าหน้าซีดสลับแดง ปากบางสั่นระริกด้วยความโกรธที่อัดแน่นอยู่ในใจ

"ไปกินข้าวเหอะ ป่านนี้สองคนนั้นคงคอยแย่แล้ว" ราเฟลบอก หมุนตัวเดินจากไป ทิ้งให้ซารีน่ายืนกำมือแน่น มองตามหลังราเฟลด้วยความแค้น นึกอาฆาตในใจ อย่าเผลอนะ จะชกให้ปากแตกเลย

ราเฟลเดินนำซารีน่ามาที่ร้านอาหารที่มิคาเอลและดิพเทอเรียนั่งคอยอยู่ เมื่อทั้งคู่มาถึงพบว่ามิคาเอลและดิพเทอเรียสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะ  เมื่อเห็นราเฟลกับซารีน่าเดินเข้ามา มิคาเอลจึงเอ่ยขึ้น

"อ้าว! มาพอดี ข้ากำลังบ่นกับดิพเทอเรียว่าพวกเจ้าไปเอาของช้ามาก"

"โทษที อื้อหือ! อาหารน่ากินทั้งนั้น ใครเป็นคนสั่งล่ะเนี่ย" ราเฟลบอก มองอาหารบนโต๊ะด้วยความถูกใจ มิคาเอลยิ้มกว้าง ชี้ไปที่ดิพเทอเรีย

"เก่งจัง นี่ถ้าให้มิคาเอลสั่งอาหารล่ะก็ รับรองว่ากินไม่ลงแหงๆ" ราเฟลหันไปชมดิพเทอเรีย

"ข้าไม่ได้เก่งหรอกค่ะ อาศัยว่าเป็นคนชอบทาน ก็เลยรู้จักอาหารหลากหลายน่ะค่ะ" ดิพเทอเรียบอกเสียงเบา ราเฟลกับมิคาเอลหัวเราะเบาๆ

"นอกจากจะสวย ฝีมือดีแล้ว นิสัยก็เรียบร้อยน่ารัก ผิดกับคู่หูเจ้าเลยนะ" ราเฟลชื่นชมดิพเทอเรียแต่ไม่วายพูดกระทบซารีน่าที่นั่งทานอาหารเงียบๆ  

"แหม! ถ้าข้าเรียบร้อยน่ารักเหมือนดิพเทอเรีย ท่านราเฟลก็คงไม่สนใจข้าน่ะสิ จริงไหมคะ" ซารีน่าพูดประชด ส่งยิ้มหวานใส่ราเฟล ทำให้อีกฝ่ายถึงกับสะอึก 

ซารีน่ายิ้มชอบใจที่เอาคืนราเฟลได้ ทำให้อารมณ์ดีขึ้นทันตา พูดน้ำเสียงร่าเริง

"อาหารมื้อนี้อร่อยม๊าก มาก แบบนี้ต้องกินเยอะๆ จะได้มีแรงทำงาน"  ซารีน่า ตักอาหารเข้าปากเคี้ยวอย่างมีความสุข ผิดกับราเฟลที่นั่งหน้ามุ่ย มองซารีน่าตาเขียว พอเอาคืนข้าได้หน่อยเดียว ยิ้มระรื่นเชียวนะ

"รีบกินสิราเฟล จะได้เริ่มงานกันต่อ" มิคาเอลเตือน เมื่อเห็นราเฟลนั่งนิ่ง

"รู้แล้วน่า" ราเฟลตักอาหารเข้าปากอย่างไม่สบอารมณ์ ในขณะที่ซารีน่าหัวเราะเบาๆ ด้วยความชอบใจ

                                  *******************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

474 ความคิดเห็น