มหาเวทย์จักรพรรดิ ภาคจอมราชันย์

ตอนที่ 11 : องครักษ์รุ่นแรก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 836
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    4 มิ.ย. 51

บทที่ 11  องครักษ์รุ่นแรก

สัตว์อสูรได้พาออกัสและเชอร์เบทกลับมาถึงดินแดนของอสูร โดยพาไปหาครีซอล องครักษ์อีกคนหนึ่งของอาร์ทีเมีย ซึ่งนอนพักภายในห้องของตัวเอง

เมื่อครีซอลเห็นสภาพของทั้งคู่ก็รีบสั่งให้หน่วยแพทย์ของอสูร เข้ามาทำการรักษาอย่างเร่งด่วน จากนั้นไปรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้จอมอสูรทราบ

"ออกัสกับเชอร์เบทได้รับบาดเจ็บสาหัสเหรอ เป็นไปได้ยังไง"  จอมอสูรถามด้วยความสงสัย

"เป็นความจริงครับ ท่านโรติเฟอร์"

"ใครเป็นคนทำร้ายพวกมัน"

"เห็นว่าเป็นแม่ทัพเทพครับ แต่ข้าไม่ทราบว่าชื่ออะไร"

จอมอสูรทุบโต๊ะเสียงดัง ใบหน้าถมึงทึงด้วยความไม่พอใจ

"เฮอะ! แม่ทัพเทพงั้นเรอะ ข้าไม่ได้ทำอะไรพวกมันสักหน่อย หนอย! กล้ามาหาเรื่องข้าก่อนเลยเรอะ"

ครีซอลกลืนน้ำลายลงคอ  แสดงว่าท่านโรติเฟอร์คงจะไม่ทราบเรื่องที่ท่านอาร์ทีเมียสั่งให้หน่วยพิฆาตไปเก็บขุนพลเทพแหงๆ

"ในเมื่อมันกล้าหาเรื่องข้าก่อน ข้าก็จะตอบโต้มันคืนเช่นเดียวกัน ครีซอล"

"คร้าบ" ครีซอลรับคำเสียงอ่อย ไม่กล้าบอกความจริงกับจอมอสูรว่า อาร์ทีเมียเป็นคนเริ่มเรื่องนี้ก่อน

"ข้าให้เวลาสิบห้านาที เรียกประชุมแม่ทัพ ขุนพล และหัวหน้าหน่วยต่างๆ ที่ห้องประชุม"

"ครับ" 

เมื่อลับร่างของครีซอล จอมอสูรลุกขึ้นเดินไปเดินมาด้วยความหงุดหงิด  แค่เจ้าราฟ ราชาปีศาจในตำนานปรากฏตัวขึ้นมา ข้าก็จะกระอักเลือดอยู่แล้ว ไหนจะพวกเทพอีก เห็นทีข้าต้องไปหาเซพิโอล่าซะแล้ว ไม่อย่างนั้นคงรับมือเทพกับปีศาจไม่ไหว

 สิบห้านาทีต่อมา แม่ทัพ ขุนพล และหัวหน้าหน่วยต่างๆ ของอสูร ได้เข้าร่วมประชุมพร้อมกัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด เมื่อทุกคนรู้ว่าออกัสและเชอร์เบท ที่เป็นหัวหน้าและรองหัวหน้าหน่วยพิฆาตโดนแม่ทัพเทพทำร้ายบาดเจ็บสาหัส

"ท่านโรติเฟอร์ ให้ข้าไปจัดการกุดหัวแม่ทัพเทพคนนั้นด้วยเถอะ" ไซลาเรีย กล่าวน้ำเสียงไม่พอใจ

"ไซลาเรีย ใจเย็นก่อนสิ" มิวเคอร์เอ่ยปราม ดวงตาฉายแววครุ่นคิด น่าแปลก ทำไมจู่ๆ แม่ทัพเทพจึงมาทำร้ายออกัสกับเชอร์เบทได้นะ

"พวกนั้นโดนทำร้ายปางตายแบบนี้ เจ้าจะมาบอกให้ใจเย็นอีกเหรอ" พีเนียสพูดเสียงขุ่น ขณะที่อัลบูโก แม่ทัพอสูรอีกคนนิ่งเงียบ มองสบตามิวเคอร์อย่างใช้ความคิดเช่นกัน

ในกลุ่มแม่ทัพอสูรสี่คน มิวเคอร์สนิทกับอัลบูโก เพราะนิสัยคล้ายกันคือใจเย็น มีเหตุผล  ส่วนไซลาเรียสนิทกับพีเนียส ทั้งคู่นิสัยเหมือนกันคือใจร้อนวู่วาม ดื้อดึงและชอบเอาชนะ  ในสี่คนนี้มิวเคอร์ฉลาดและฝีมือดีที่สุด จึงได้รับความไว้วางใจจากจอมอสูรและอาร์ทีเมีย แต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าแม่ทัพอสูร

"ข้าคิดว่าการที่ออกัสและเชอร์เบทโดนแม่ทัพเทพทำร้าย อาจมีสาเหตุมาจากสองคนนี้ไปทำร้ายเทพก่อน" มิวเคอร์เอ่ยขึ้น

"ทำไมเจ้าคิดแบบนั้น" จอมอสูรถาม

"เมื่อวานตอนบ่าย ข้าเห็นออกัสกับเชอร์เบทมาหาท่านอาร์ทีเมียที่ห้อง" มิวเคอร์บอกเสียงเรียบ มองไปที่ครีซอลซึ่งนั่งก้มหน้านิ่งเงียบ ครีซอลยิ้มแห้งๆ เงยหน้ามองทุกคน พูดอ้อมแอ้มในลำคอ

"ท่านอาร์ทีเมียสั่งให้หน่วยพิฆาตไปลอบสังหารขุนพลเทพทั้งแปดคนครับ"

 คำพูดของครีซอลทำให้บรรยากาศในห้องเงียบไปชั่วขณะ โรติเฟอร์กระแอมสองสามครั้ง พูดแก้เก้อ

"งั้นเหรอ แสดงว่าพวกนี้ทำงานพลาดน่ะสิ"

"ครับ" ครีซอลตอบ ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก เฮ้อ! นึกว่าจะโดนท่านโรติเฟอร์ตำหนิซะแล้ว

"แต่การที่เทพทำกับคนของเราแบบนี้ ข้าก็ยอมไม่ได้อยู่ดี" โรติเฟอร์กล่าวเสียงเข้ม ใบหน้าเคร่งเครียด

"ท่านโรติเฟอร์พูดถูก ข้าไม่ยอมให้เผ่าพันธุ์อื่นมาหยามเผ่าพันธุ์อสูรของเราเด็ดขาด" ไซลาเรียพูดเสียงแข็ง ดวงตาลุกวาว ภาพเหตุการณ์ตอนปะทะคารมกับโรซาร์เนียร์แวบผ่านเข้ามา ทำให้ยิ่งหงุดหงิด ชิ! แค่ปีศาจพลัดถิ่น ทำมาอวดดีกับแม่ทัพอสูรอย่างข้า

"ข้าคิดว่าน่าจะเริ่มงานของพวกเราได้แล้วนะครับ ขืนปล่อยให้ชักช้าเนิ่นนานไป มันอาจจะเกิดผลเสียกับฝ่ายเราได้" อัลบูโกพูดเนิบๆ

"ข้าเห็นด้วยกับอัลบูโก ยิ่งราชาปีศาจปรากฏตัวออกมาแบบนี้ หากพวกเราไม่ชิงลงมือก่อน ตำรามหาเวทย์จักรพรรดิ ที่พวกเราต้องการ อาจโดนพวกนั้นชิงตัดหน้า" พีเนียสพูดเป็นการเป็นงาน

จอมอสูรใช้มือลูบคางเบาๆ ดวงตาฉายแววครุ่นคิด อืม..มันก็ถูกอย่างที่เจ้าพวกนี้ว่านั่นแหละ ขืนชักช้าพวกเราอาจพลาดโอกาสที่จะได้ครอบครองตำรามหาเวทย์จักรพรรดิ ทีนี้ก็จะจัดการกับราชาปีศาจยากเข้าไปอีก

"มิวเคอร์ เจ้ามีความเห็นว่ายังไง" จอมอสูรถามมิวเคอร์ที่นั่งเงียบไม่ออกความเห็นใดๆ

"ข้าคิดว่าพวกเราควรรอให้ท่านอาร์ทีเมียกลับมาจากฝั่งโน้นก่อนดีกว่าครับ" มิวเคอร์บอกเสียงเรียบ

"ทำไมต้องรออาร์ทีเมียด้วย" จอมอสูรแปลกใจ

ข้าคิดว่าที่ท่านอาร์ทีเมียเดินทางไปฝั่งโน้น คงไม่ได้แค่ไปเที่ยวอย่างที่บอกท่านหรอกครับ แต่น่าจะมีอะไรมากกว่านั้น บางทีท่านอาร์ทีเมียอาจต้องการไปหยั่งกำลังของฝ่ายโน้นดูก่อนก็เป็นได้"

"จริงของเจ้า เพราะการที่อาร์ทีเมียสั่งให้หน่วยพิฆาตลอบสังหารขุนพลเทพ ก็แสดงว่าต้องมีข้อมูลบางอย่างอยู่ในมือบ้างแล้ว แต่อาจจะไม่มากพอ ทำให้ต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติม" จอมอสูรเห็นด้วย เพราะรู้จักนิสัยของบุตรชายเป็นอย่างดี

"แต่ระหว่างที่รอท่านอาร์ทีเมียกลับมา ข้าคิดว่าพวกเราควรจะเตรียมกำลังไว้ให้พร้อมก็ไม่เสียหายนี่ครับ ท่านโรติเฟอร์" เดอร์แรม ขุนพลอสูรเสนอขึ้นมา

"ข้าเห็นด้วยกับข้อเสนอของเดอร์แรม เพราะทันทีที่ท่านอาร์ทีเมียมีคำสั่งลงมา พวกเราก็เคลื่อนทัพถล่มมันให้กระจุยไปเลย" ไซลาเรียสนับสนุนเต็มที่

"คนอื่นล่ะ เห็นด้วยหรือเปล่า" จอมอสูรหันไปถามสมาชิกคนอื่นๆ ที่นั่งอยู่ในห้องประชุม เมื่อเห็นทุกคนพยักหน้า จอมอสูรก็ยิ้มพอใจ พูดเสียงดัง

"ดี ถ้างั้นพรุ่งนี้ ข้าจะไปทะเลพฤกษา"

"ไปหาท่านราชินีหรือครับ" ครีซอลถาม

"เออ! ข้าจะไปหาเซพิโอล่า"  จอมอสูรตอบน้ำเสียงเบื่อหน่าย ถ้าไม่ใช่เพราะต้องการให้เซพิโอล่ามาช่วยล่ะก็ จ้างให้ ข้าก็ไม่อยากไปเจอหน้า

ทุกคนในห้องประชุมก้มหน้ามองโต๊ะ แอบขำในใจ  รู้ดีว่าท่านจอมอสูรกับท่านราชินีไม่ค่อยลงรอยกัน เพราะเหตุนี้จึงต้องแยกกันอยู่ ส่วนท่านอาร์ทีเมียก็ไปๆ มาๆ ระหว่างที่นี่กับทะเลพฤกษา

ทะเลพฤกษาเป็นดินแดนที่ลึกที่สุดของอสูร มันอยู่ลึกเข้าไปจากบริเวณนี้หลายพันกิโลเมตร แม้ชื่อจะฟังไพเราะแต่อสูรรู้ว่าที่นั่นเหมือนกับนรกดีๆ นี่เอง

การเดินทางไปที่ทะเลพฤกษาไม่ใช่เรื่องง่าย ทหารอสูรที่ไม่ชำนาญทางเอาชีวิตไปทิ้งไว้ที่นั่นนับร้อยศพ เพราะหลงเข้าไปในป่าอสรพิษ ซึ่งเป็นค่ายกลของท่านราชินีที่วางเอาไว้ล้อมรอบทะเลพฤกษาอีกชั้นหนึ่ง ดังนั้น หากท่านจอมอสูรต้องการแจ้งข่าวให้ท่านราชินีทราบ ก็มักจะไปด้วยตัวเองหรือไม่ก็ให้ทหารระดับหัวหน้าหน่วยไปแจ้ง เพราะไม่อยากสูญเสียทหารโดยไม่จำเป็น

โรติเฟอร์กวาดสายตามองทุกคนในห้อง สั่งเสียงเข้ม

 "ช่วงที่ข้าไม่อยู่ พวกเจ้าคอยจับตาดูกลุ่มปีศาจที่อยู่กับเราเอาไว้ให้ดี โดยเฉพาะไกเซอร์"

"ครับ ท่านโรติเฟอร์" ทุกคนรับคำพร้อมกัน ก่อนแยกย้ายกันกลับที่พักของตัวเอง โดยไม่รู้เลยว่าการประชุมครั้งนี้มีบุคคลอื่นล่วงรู้เหตุการณ์อย่างละเอียด

"หึหึ พวกเจ้าคิดว่าข้าเป็นใครกัน ถึงจะยอมให้ถูกจับตามองได้ง่ายขนาดนั้น" ไกเซอร์นั่งไขว่ห้าง เท้าแขนข้างหนึ่งไว้บนเก้าอี้ ที่อยู่ในห้องพักของตัวเอง มืออีกข้างหนึ่งแบออก มีแสงเรืองๆ สีฟ้าอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อแสงจางหายไปปรากฏเส้นผมเส้นเล็กๆ หนึ่งเส้นอยู่ในมือของไกเซอร์

เส้นผมของไกเซอร์ ไม่ได้ใช้เพียงแค่เชิดวิญญาณเท่านั้น แต่มันสามารถเคลื่อนที่แทรกซึมไปในสถานที่ต่างๆ ได้โดยที่ไม่มีใครมองเห็น โดยจะทำหน้าที่เหมือนกับสายโทรศัพท์ เพื่อใช้ในการดักฟังข้อมูลต่างๆ ของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งความสามารถแบบนี้ของไกเซอร์ ไม่มีใครรู้มาก่อน แม้กระทั่งท่านราฟ

ไกเซอร์ลุกขึ้นยืน พวกเจ้าก็ไม่ได้ฉลาดไปกว่าข้านักหรอก ข้าจะเล่นตามเกมของพวกเจ้าไปก่อน แล้วหลังจากนั้น..  ไกเซอร์หัวเราะแผ่วเบา ดวงตาฉายแววอำมหิตออกมา

"ไกเซอร์!  มัวทำอะไรอยู่ ทำไมยังไม่ออกมากินอาหารเย็นอีก" ซานฟรีสตะโกนเรียกเสียงดังอยู่หน้าห้อง ไกเซอร์ถอนหายใจเบาๆ เจ้าซานฟรีสมันจะตะโกนอะไรนักหนาของมันนะ

"ไกเซอร์ ทำไมไม่ตอบ เป็นอะไรหรือเปล่า" ซานฟรีสเอาหูแนบกับประตูห้อง ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย จู่ๆ ประตูก็เปิดออกทำให้ซานฟรีสเสียหลัก เซถลาเข้าไปในห้องชนกับไกเซอร์ที่ยืนอยู่ข้างใน

"เฮ้ย!" ทั้งคู่ร้องพร้อมกัน เมื่อตั้งหลักได้ต่างฝ่ายต่างถอยหลังคนละก้าว ซานฟรีสต่อว่าทันที

"จะเปิดประตูทั้งที ทำไมไม่บอกกันบ้าง"

"จะให้ข้าตะโกนบอกว่ากำลังจะเปิดประตูแล้วนะ เหมือนที่เจ้าตะโกนเรียกข้างั้นเหรอ" 

"ข้าไม่ได้ตะโกนสักหน่อย"

"อ้อ! แบบนี้ไม่เรียกว่าตะโกน แล้วบ้านเจ้าเรียกว่าอะไร"

"เรียกว่าพูดเสียงดัง" ซานฟรีสตอบหน้าตาย ไกเซอร์ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ถามขึ้น

"ได้เวลาอาหารเย็นแล้วหรือ"

"ก็ใช่น่ะสิ โรซาร์เนียร์ใช้ให้ข้ามาตามเจ้า"

"แล้วคนอื่นล่ะ"

"โรซาร์เนียร์ให้โดโรทีไปตามชูร่า ป่านนี้คงนั่งรอที่โต๊ะแล้วมั้ง"

ไกเซอร์พยักหน้ารับรู้ เดินไปที่ห้องอาหารขนาดเล็กที่อยู่ในเรือนรับรองโดยมีซานฟรีสเดินตามหลังไป เมื่อทั้งคู่มาถึงพบว่าโดโรทีกับชูร่ายังมาไม่ถึง

"อ้าว! สองคนนั้นยังไม่มาอีกหรือ" ซานฟรีสพูดลอยๆ ไม่ได้เจาะจงว่าถามใคร ครูเกอร์รีบตอบ

"ชูร่าไม่ได้อยู่ในห้องครับ คิดว่าน่าจะออกไปเดินเล่น ท่านโรซาร์เนียร์ก็เลยให้โดโรทีออกไปตามครับ"

"เหรอ แล้วชูร่านึกอะไรขึ้นมา จึงอยากจะเดินเล่นตอนเย็นๆ แบบนี้" ซานฟรีสสงสัย

"เจ้าจะรู้ไปทำไม หรือว่าอยากไปเดินเล่นกับชูร่าด้วย" เวอร์บีการ์ถามยิ้มๆ

"ข้าไม่ใช่ผู้หญิงนะ ถึงอยากจะไปเดินเล่นกับเจ้าชูร่ามันน่ะ" ซานฟรีสว่าเสียงดัง เวอร์บีการ์หัวเราะด้วยความชอบใจ ส่วนโรซาร์เนียร์ส่ายหน้า เฮ้อ! เจ้าซานฟรีสนี่ เสียงดังคงเส้นคงวาจริงๆ

ไม่ถึงห้านาที โดโรทีกับชูร่าก็เดินเข้ามา เมื่อเห็นทุกคนนั่งคอยอยู่ก่อนแล้ว ชูร่ารีบขอโทษทันที

"ขอโทษด้วยครับที่ทำให้พวกท่านรอนาน ข้านั่งชมวิวเพลินไปหน่อย"

"ช่างเหอะ มาทานอาหารได้แล้ว" โรซาร์เนียร์ตัดบท เรียกให้ทุกคนนั่งประจำที่ จากนั้นก็ลงมือทานอาหารร่วมกัน บรรยากาศเป็นไปอย่างสบายๆ ไม่อึดอัดเหมือนกับมื้อค่ำของเมื่อวานที่ทานร่วมกับอสูร

หลังทานอาหารเรียบร้อย  ทั้งหมดคุยเรื่องงานกัน โดยโรซาร์เนียร์และไกเซอร์เสนอให้กลุ่มปีศาจพยายามตีสนิทกับอสูร เพื่อล้วงข้อมูลสำคัญๆ มาใช้วางแผนรับมืออสูร ซึ่งทุกคนเห็นด้วย

"ชูร่า ข้าคิดว่าเจ้ามีโอกาสมากที่สุดในการทำให้อสูรตายใจ" ไกเซอร์พูดขึ้นมา โรซาร์เนียร์ชำเลืองมองไกเซอร์ พูดดักคอ

"เจ้าหมายถึงขุนพลอสูรที่ชื่อจัสไทนาล่ะสิ"

ไกเซอร์ยิ้มแทนคำตอบ ชูร่ามีสีหน้าเรียบเฉย ตอบน้ำเสียงเคร่งขรึม

"ข้าจะลองดูครับ ท่านไกเซอร์"

ไกเซอร์ยิ้มพอใจกับคำตอบของชูร่า ขณะที่โดโรทีและครูเกอร์มีสีหน้าไม่สบายใจ ทั้งคู่มองชูร่าด้วยความเป็นห่วง แต่ไม่กล้าพูดอะไรออกมา

ทั้งหมดสนทนากันอีกครู่หนึ่ง จากนั้นจึงแยกย้ายกันไปพักผ่อน ไกเซอร์ชวนเวอร์บีการ์กับซานฟรีสไปเดินสำรวจบริเวณรอบที่พัก  ชูร่าขอตัวกลับไปที่ห้อง  ส่วนโรซาร์เนียร์นั่งอยู่ที่โต๊ะทานอาหาร  โดโรทีกับครูเกอร์เดินมาหยุดตรงหน้า

"ท่านโรซาร์เนียร์ครับ"

"มีอะไร" โรซาร์เนียร์ถาม มองโดโรทีกับครูเกอร์สลับกัน

"เราสองคนรู้สึกไม่สบายใจครับ" โดโรทีบอกน้ำเสียงกังวล

"เรื่องอะไร"

 ทั้งคู่มีท่าทีอึกอัก สบตากันเหมือนกับต้องการให้อีกฝ่ายเป็นคนพูด โรซาร์เนียร์ถอนหายใจเบาๆ

"เจ้าสองคนก็พูดออกมาสิ มัวแต่เกี่ยงกันแบบนี้ แล้วข้าจะรู้ได้ยังไง"

 โดโรทีกับครูเกอร์ยิ้มแห้งๆ ก่อนที่ครูเกอร์จะพูดขึ้น

"เราสองคนห่วงชูร่าครับ"

"ห่วงเรื่องอะไร"

"เรื่องงานที่ท่านไกเซอร์มอบหมายให้ชูร่าทำครับ" โดโรทีบอก โรซาร์เนียร์พยักหน้าเข้าใจ พอจะคาดเดาได้ว่าโดโรทีกับครูเกอร์ห่วงเรื่องอะไร

"ข้ารู้ว่าเจ้าสองคนกังวลใจเรื่องอะไร ไม่ต้องห่วง หากจัสไทนาหรืออสูรคนไหนก็ตามคิดจะสูบพลังชีวิตของชูร่าหรือพวกเจ้าล่ะก็ ข้าจะบั่นคอมันเอง" โรซาร์เนียร์พูดเสียงเรียบ แต่แววตาเด็ดเดี่ยวจริงจัง

"ขอบคุณท่านโรซาร์เนียร์มากครับ" ทั้งคู่พูดพร้อมกัน รู้สึกเบาใจขึ้นมา เมื่อได้ยินคำพูดของโรซาร์เนียร์

"ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก พวกเจ้าไปพักผ่อนเถอะ"

"ครับ ท่านโรซาร์เนียร์" ทั้งคู่รับคำพร้อมกันก่อนเดินออกไป โรซาร์เนียร์มองตามหลังทั้งคู่ไป

"ข้าไม่เคยลืมสิ่งที่อสูรทำกับปีศาจเมื่อร้อยห้าสิบปีก่อน เพราะฉะนั้นแม้จะต้องแลกด้วยชีวิต ข้าก็จะไม่ยอมให้พวกมันสูบพลังชีวิตของพวกเจ้าเด็ดขาด" โรซาร์เนียร์พึมพำเบาๆ ดวงตาแข็งกร้าว

หลังออกมาจากห้องอาหาร ชูร่ากลับเข้ามาในห้อง เดินไปนั่งบนเตียง หันหน้าเข้าหาผนังห้อง แบมือข้างหนึ่งออกมา ปรากฏแมงมุมตัวเล็กขนาดเท่าปลายนิ้วก้อยจำนวนสี่ตัวอยู่บนฝ่ามือ ชูร่าร่ายมนต์ แมงมุมทั้งสี่ตัวชักใยสีทองไปบนผนังห้องพร้อมกัน ไม่ถึงหนึ่งนาที ใยแมงมุมขนาดกลางก็เสร็จเรียบร้อย

"เอาล่ะ ขอดูหน่อยสิว่า พวกเจ้าสืบได้ข่าวอะไรบ้าง"

ใยแมงมุมบนผนังห้องเรืองแสงสีทอง ค่อยๆ ปรากฏภาพขึ้นมา ชูร่านั่งขัดสมาธิ ใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง มองภาพที่ปรากฏขึ้นมาด้วยความพอใจ มันเป็นภาพการประชุมของอสูรในห้องประชุมนั่นเอง

ยี่สิบนาทีผ่านไป ภาพการประชุมก็เปลี่ยนเป็นภาพอื่นๆ ชูร่ามองอยู่ครู่ใหญ่ จึงร่ายมนต์อีกครั้ง ใยแมงมุมบนผนังห้องก็หายไปเหลือเพียงความว่างเปล่า

"พรุ่งนี้ จอมอสูรจะไม่อยู่ที่นี่ ส่วนอาร์ทีเมียก็อีกหลายวันกว่าจะกลับ ช่างเหมาะเจาะจริงๆ ต้องชิงลงมือช่วงที่สองคนนี้ไม่อยู่"  ชูร่าลุกขึ้นยืน บิดกายไล่ความเมื่อยขบ ยิ้มออกมา

"ข้าจะทำให้พวกเจ้าค่อยๆ สูญสิ้นพลังชีวิตจนตายไปเอง"

                                                   ******************************************************

 องครักษ์รุ่นแรกเดินนำคณะของท่านราฟมาตามถนนเส้นเล็กๆ สองข้างทางเป็นป่าโปร่งขึ้นเรียงรายตลอดแนว เมื่อพ้นเขตป่าโปร่งออกมา ทุกคนมองเห็นบ้านเรือนขนาดต่างๆ กัน ตั้งเรียงรายเป็นระเบียบเรียบร้อย เหมือนกับเมืองๆ หนึ่ง

 "โอ้โห! เหมือนกับเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งเลยนะนี่" รันกับเรเซียอุทานเบาๆ ไม่อยากจะเชื่อว่าภายในหุบเขาแห่งนี้จะมีบ้านเรือนมากมายขนาดนี้

 โรมมองด้วยความสนใจเช่นกัน ตระกูลมังกรแห่งหุบเขามรณะใหญ่มาก ผิดจากที่คิดไว้เยอะทีเดียว

 เวลานั้นเย็นมากแล้ว ชาวหุบเขามรณะส่วนใหญ่อยู่ภายในบ้าน มีบางส่วนจับกลุ่มคุยกันตามทางเดิน เมื่อหันมาเห็นท่านราฟ ต่างอุทานเสียงดังลั่น 

 "ท่านราฟ!  ท่านเกรซ ! พวกท่านกลับมาแล้ว"

 เสียงตะโกนดังลั่นปากต่อปาก ทำให้คนที่อยู่ในบ้านโผล่หน้าออกมาดู เมื่อเห็นท่านราฟกับท่านเกรซ  ทุกคนก็วิ่งออกมาจากบ้านของตน ทำความเคารพพร้อมกัน

 โรม รันและเรเซียรู้สึกอึ้งกับภาพที่เห็น คิดไม่ถึงว่า ท่านราฟกับท่านเกรซ จะมีอิทธิพลต่อคนในหุบเขามรณะมากขนาดนี้ บางคนกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีอายุ ส่วนเด็กๆ ต่างจ้องมองกลุ่มของท่านราฟด้วยความสนใจปนสงสัย

 หลังจากทักทายถามสารทุกข์สุขดิบกันแล้ว ท่านราฟได้แนะนำโรม รันและเรเซียให้ทุกคนรู้จัก จากนั้นองครักษ์รุ่นแรกได้พาคณะของท่านราฟไปยังบ้านพักขนาดกลาง ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้าน

 รันกับเรเซียชอบบ้านหลังนี้มาก เพราะมีดอกไม้นานาชนิดปลูกไว้รอบๆ บ้าน สองสาวถึงกับตาโต จับมือกระโดดโลดเต้นด้วยความถูกใจ

 "สวยจัง! อย่างกับบ้านตุ๊กตาแน่ะ"

 โรมมองบ้านพักด้วยความพอใจ บ้านหลังนี้น่าอยู่มาก บรรยากาศร่มรื่นและเงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจจริงๆ

 "ชอบบ้านหลังนี้หรือเปล่าครับ ท่านโรม" ฟาคอลเดินเข้ามาถาม

 "ชอบครับ ท่านฟาคอล" โรมตอบพร้อมยิ้มให้

 "ฮี่ๆๆ ข้าดีใจ๊ ดีใจ ที่ท่านโรมชอบ" ฟาคอลยิ้มชอบใจ มองโรมด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ มีผลให้โรมเกิดอาการขนลุกชันขึ้นมา แววตาของท่านฟาคอลให้ความรู้สึกเสียวสันหลังยังไงก็ไม่รู้แฮะ

 "ฟาคอล! ท่านราฟเรียกเจ้าตั้งสองรอบแล้วนะ แล้วนั่นไปยุ่งอะไรกับท่านโรมน่ะ" แบนนาสเรียกเสียงดัง

"แหม! ก็ท่านโรมน่ารักนี่นา ข้าก็เลยอยากเข้ามาคุยด้วย เจ้าอิจฉาหรือไง"  ฟาคอลตะโกนตอบกลับไป โดยที่สายตาไม่ได้ละไปจากใบหน้าของโรมแม้แต่น้อย ขณะที่โรมมองฟาคอลที่ยืนจ้องหน้าตัวเอง ด้วยความรู้สึกหวั่นใจ ชักไม่ค่อยดีซะแล้วสิ รู้สึกสังหรณ์ใจพิกล

 "ใครจะไปอิจฉาเจ้า ยังไงๆ ท่านโรมก็ต้องอยู่ที่นี่กับพวกเราอยู่แล้ว" แบนนาสตอบกลับมาด้วยรอยยิ้ม แต่ทำให้โรมขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความสงสัย   ฟาคอลทำตาโต รีบพูดด้วยความตกใจ 

 "โอ๊ะ! ท่านโรมอย่าทำหน้านิ่วคิ้วขมวดแบบนี้สิครับ ดูไม่น่ารักเลย ท่านโรมต้องยิ้มหวานๆ จึงจะน่ารัก" ฟาคอลยิ้มหวาน เอียงคอมองโรม ตาส่องประกายระยิบระยับ เหมือนกับเด็กๆ ที่กำลังถูกใจของเล่นชิ้นใหม่

โรมยิ้มแห้งๆ ไม่ชอบแววตาของท่านฟาคอลเลยจริงๆ มองแต่ละครั้ง เล่นเอาหายใจไม่ทั่วท้อง

"ฟาคอล! ข้าเรียกจนคอจะแตกอยู่แล้ว ไม่ได้ยินหรือไง" ท่านราฟตะโกนเรียกเสียงดัง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความขบขัน เมื่อเห็นฟาคอลมองโรมอย่างพอใจ เฮ้อ! ท่าทางจะสนใจโรมเอามากนะเนี่ย

"ขอโทษคร้าบ ท่านราฟ ข้ามัวแต่มองท่านโรมเพลินไปหน่อย เด็กอะไรไม่รู้ น่ารักน่าชังจริงๆ" ฟาคอลรีบวิ่งไปหาท่านราฟ แต่ไม่วายหันมายิ้มหวานให้โรม ที่ยืนอึ้งกับคำพูดประโยคสุดท้ายของฟาคอล จนรันกับเรเซียเดินเข้ามาใกล้ มองโรมด้วยความสงสัย

"ท่านโรม ไม่สบายหรือเปล่าคะ" เรเซียถาม

 โรมฝืนยิ้มออกมา ยกมือลูบหน้าตัวเองเบาๆ หันไปมองฟาคอลที่คุยกับท่านราฟอีกมุมหนึ่งด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก

"ขอบใจมาก ข้าสบายดี ไม่ได้เป็นอะไร" โรมพูดน้ำเสียงอ่อนโยน

รันกับเรเซียมองอย่างไม่เชื่อ ทั้งคู่มองไปที่ฟาคอลที่อยู่ห่างออกไป ก่อนหันมามองโรมอีกครั้ง

"เมื่อกี้ ท่านฟาคอลเข้ามาพูดอะไรกับท่านพี่หรือคะ" รันถาม

"ไม่ได้คุยอะไรหรอก จริงสิ พี่เห็นเจ้าสองคนกระโดดโลดเต้นกันใหญ่ แสดงว่าชอบบ้านหลังนี้ใช่ไหม" โรมปฏิเสธก่อนเปลี่ยนเรื่อง

"ค่ะ เราสองคนชอบบ้านหลังนี้มาก" รันกับเรเซียประสานเสียงตอบพร้อมกันเสียงดัง

ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสเดินตรงมาที่กลุ่มของโรม เมื่อเดินเข้ามาถึง ทั้งสี่คนสังเกตเห็นโรมมีหน้าตาไม่ค่อยสดชื่น ทำให้หันมามองหน้ากันด้วยความสงสัย ก่อนที่ไรซานจะถามขึ้นมา

"โรม เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมหน้าตาไม่ค่อยสดชื่นเลย"

"ข้าไม่ได้เป็นอะไรครับ" โรมตอบเสียงเบา รันเดินเข้ามาใกล้ฟิล สะกิดแขนเบาๆ อีกฝ่ายหันมายิ้มให้

"มีอะไรหรือรัน"

"ท่านฟิล เมื่อกี้ท่านปู่ฟาคอลเข้ามาคุยอะไรไม่รู้กับท่านพี่ พอท่านปู่ฟาคอลไปแล้ว ท่านพี่ก็มีอาการอย่างที่เห็นนี่แหละค่ะ" รันบอกให้ฟัง มีผลให้องครักษ์ทั้งสี่คนทำตาโต ฟาเรียกับบาลาสรีบเข้ามาสำรวจร่างกายของโรมอย่างรวดเร็ว

"ไหนดูซิ ตาเฒ่าฟาคอลแกล้งอะไรเจ้าหรือเปล่า" ฟาเรียพูดด้วยความร้อนใจ โรมยืนอึ้งพูดอะไรไม่ออก จากปฏิกิริยาของพวกท่านฟิล แสดงว่าท่านฟาคอลเป็นบุคคลอันตรายอันดับหนึ่งที่ห้ามเข้าใกล้เด็ดขาด

"เอ ร่างกายก็ปกติดี ตาเฒ่าฟาคอลไม่ได้วางยาอะไรนี่นา แต่ทำไมเจ้าจึงดูแย่ขนาดนี้นะ" บาลาสพึมพำเบาๆ ฟิลกับไรซานมีสีหน้ากังวลใจ ทั้งคู่มองโรมด้วยความเป็นห่วง

"เมื่อกี้ตาเฒ่าฟาคอล พูดอะไรกับเจ้าหรือ บอกให้พวกเรารู้ได้ไหม" ฟิลถามน้ำเสียงห่วงใย ทุกคนมองโรมพร้อมกัน โรมถอนหายใจ ตัดสินใจเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น

ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสทำหน้าสยองกับคำบอกเล่าของโรม  เริ่มมองเห็นเค้าลางแห่งความโชคร้ายรอโรมอยู่ข้างหน้า

"ท่านปู่ฟาคอลเป็นคนแบบไหนหรือคะ ทำไมพวกท่านถึงได้มีอาการแปลกๆ แบบนี้คะ" เรเซียถาม

องครักษ์ทั้งสี่คนยิ้มเจื่อนๆ ก่อนถอนหายใจออกมาพร้อมกัน ด้วยไม่รู้จะอธิบายสรรพคุณเกินบรรยายของตาเฒ่าฟาคอลให้ทุกคนฟังยังไง

"อะแฮ่ม! คือข้าเองก็ไม่รู้จะพูดยังไง เอาเป็นว่า พวกเจ้าอยู่ที่นี่สักสองสามวัน ก็จะรู้เอง" บาลาสตอบน้ำเสียงเคร่งขรึม รันกับเรเซียมองหน้ากันงงๆ เพราะไม่เข้าใจ

โรมถอนหายใจอีกครั้ง สีหน้าเต็มไปด้วยความหนักใจ สงสัยต้องระวังท่านฟาคอลให้ดีซะแล้วสิ ท่าทางท่านฟาคอลไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่ายๆ ซะด้วยสิเนี่ย     

 "เอ้า! เด็กๆ ทำไมไปยืนคุยกันตรงนั้นล่ะจ๊ะ มาทานอาหารเย็นกันได้แล้ว" ท่านเกรซตะโกนเรียกเสียงดัง กวักมือเรียกทุกคนให้เข้าไปในบ้าน

"ท่านแม่เรียกแล้ว พวกเราเข้าไปในบ้านกันเถอะครับ" โรมบอก ก่อนเดินนำทุกคนเข้าไปในบ้าน เพื่อรับประทานอาหารร่วมกัน

บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน เฟเบียซกับรีนอลเข้าใจหาเรื่องสนุกๆ มาเล่าให้ทุกคนฟัง ส่วนฟาคอลกับแบนนาสคอยพูดแหย่หลานๆ ทั้งสี่คน จนเกิดการโต้เถียงกันขึ้น แต่กลุ่มหลานๆ สู้ฝีปากฟาคอลกับแบนนาสไม่ได้ ทำให้ทั้งสี่คนหน้าหงิกหน้างอ เหมือนเด็กๆ สร้างความประหลาดใจให้กับโรม รันและเรเซียเป็นอย่างมาก เพราะไม่เคยเห็นองครักษ์ทั้งสี่คนในมุมแบบนี้มาก่อน

เรด อีเกิ้ล กินอาหารเงียบๆ ไม่ต่อปากต่อคำกับใคร เพราะรู้ดีว่าการปะทะคารมกับองครักษ์รุ่นแรกที่อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ เป็นเรื่องลำบาก โอกาสชนะแทบจะเป็นศูนย์ จึงเลือกที่จะนิ่งเงียบ

  หลังอาหารเย็นผ่านไป ท่านราฟกับท่านเกรซจึงสอบถามเรื่องราวของเรด อีเกิ้ลกับองครักษ์รุ่นแรก

 "เรด อีเกิ้ลบอกว่าทะเลาะกับพวกเจ้า ข้าอยากรู้ว่าทะเลาะกันเรื่องอะไร" ท่านราฟถาม

 แบนนาสหัวเราะในลำคอ ชำเลืองมองเรด อีเกิ้ลที่นั่งก้มหน้าเงียบ

 "ไม่มีอะไรหรอกครับท่านราฟ แค่หยอกล้อกันตามประสาคนแก่ๆ แต่เจ้านกเฒ่ามันขี้น้อยใจ งอนตุ๊บป่อง บินหนีออกไปเฉยเลย"

"ใครว่าข้าขี้น้อยใจ" เรด อีเกิ้ลเถียงเสียงดัง

"ก็แบนนาสเพิ่งพูดอยู่เมื่อกี้ ว่าเจ้าเป็นนกเฒ่าขี้น้อยใจ นั่งใกล้กันแท้ๆ ไม่ได้ห่างกันเป็นสิบยี่สิบเมตรสักหน่อย ทำไมไม่ได้ยิน เอ๊ะ! หรือว่าหูตึง" ฟาคอลบีบเสียงเล็กเสียงน้อย พร้อมยักคิ้วให้

 เรด อีเกิ้ลสะบัดหน้าพรืด พยายามข่มอารมณ์โกรธเอาไว้

"หยอกล้อกันเรื่องอะไร ทำไมเรด อีเกิ้ลจึงได้น้อยอกน้อยใจขนาดนั้น" ท่านเกรซถามนุ่มนวล อดขำกับท่าทางของเรด อีเกิ้ลไม่ได้

"คืออย่างงี้ครับ หลังจากพวกท่านนำเรด อีเกิ้ลที่นอนหลับอุตุอยู่ในดาบไม้ มาฝากไว้กับพวกเราที่นี่ ข้าก็เลยให้เฟเบียซนำดาบไปเก็บที่บ้านของฟาคอล" รีนอลเริ่มเล่าให้ฟัง

"เมื่อเรด อีเกิ้ลตื่นขึ้นมาก็บินออกมาถามหาพวกท่าน ข้าก็บอกไปว่าพวกท่านเบื่อหน่ายกับการใช้ชีวิตในดินแดนแถบนี้ ต้องการจะออกเดินทางเพื่อท่องเที่ยว จึงนำเจ้ามาฝากไว้กับพวกเราที่นี่"

"เรด อีเกิ้ลก็ถามว่าพวกท่านจะกลับมาเมื่อไหร่ ข้าบอกว่าไม่รู้ เพราะพวกท่านไม่ได้บอกเอาไว้ เจ้าเรด อีเกิ้ลไม่เชื่อ หาว่าพวกเราโกหก ข้ากับเฟเบียซก็ยืนยันว่าพวกท่านไม่ได้บอกไว้ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่"

"เรด อีเกิ้ลก็เลยงอน ไม่ยอมพูดกับพวกเรา ซึ่งพวกเราก็ขี้คร้านจะสนใจกับนกเฒ่าเจ้าอารมณ์เหมือนกัน ในเมื่อไม่อยากพูด พวกเราก็ไม่เดือดร้อน" รีนอลพูดน้ำเสียงขำๆ

 เรด อีเกิ้ลหันมาค้อนขวับใส่รีนอลแต่รีนอลยักไหล่ เล่าต่อด้วยน้ำเสียงสบายๆ

"เรด อีเกิ้ลไม่ยอมพูดกับพวกเราตั้งนาน จนสองเดือนผ่านไป จึงเป็นฝ่ายมาคุยกับพวกเราก่อน สงสัยจะคันปากยิบๆ จนทนไม่ไหว"

"เดี๋ยว! เจ้าว่าใครปากคันยิบๆ ฮะ" เรด อีเกิ้ลโวยใส่รีนอล ที่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

"รีนอลบอกว่าเจ้าคันปากยิบๆ ไม่ใช่ปากคันยิบๆ ฟังให้มันดีๆ หน่อยสิ ไม่นึกเลยว่านอกจากจะหูตึงแล้ว เจ้ายังแก่จนหูเพี้ยนอีกด้วย" เฟเบียซท้วงขึ้นมาหน้าตาย

โรมอมยิ้ม นึกว่ามีเฉพาะท่านฟาคอลคนเดียวซะอีกที่แสบ ที่ไหนได้ อีกสามคนที่เหลือก็แสบไม่เบา

 "พวกเจ้าเข้าข้างกันนี่" เรด อีเกิ้ลโวยวายเสียงดัง

"เรด อีเกิ้ล!" ท่านราฟพูดเสียงดุ มองอย่างตำหนิ ทำให้เรด อีเกิ้ลหุบปาก

 รันกับเรเซียมององครักษ์รุ่นแรกสลับกับเรด อีเกิ้ล ก่อนหันมายิ้มให้กัน งานนี้ดูท่าทางเรด อีเกิ้ลจะเสียเปรียบพวกองครักษ์รุ่นแรกนะเนี่ย

"หลังจากนั้นเหตุการณ์ก็ผ่านไปตามปกติ จนฤดูร้อน เมื่อสองปีก่อน เรด อีเกิ้ลต้องการให้พวกเราออกตามหาพวกท่าน เพราะเห็นว่าผ่านไปสามสิบกว่าปีแล้ว แต่พวกท่านก็ยังไม่กลับมา มันเกรงว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีกับพวกท่าน แต่พวกเราบอกว่าไม่มีอะไรหรอก"

"เรด อีเกิ้ลก็เลยโมโห หาว่าพวกเราไม่ห่วงพวกท่านบ้างล่ะ ไม่ซื่อสัตย์บ้างล่ะ ฟาคอลก็เลยรำคาญ จึงบอกไปว่าถ้างั้นเจ้าก็ออกไปตามหาท่านราฟเองก็แล้วกัน หาเจอเมื่อไหร่ค่อยกลับมาที่นี่"

"เรด อีเกิ้ลโกรธมาก หาว่าฟาคอลผลักไสไล่ส่งตัวเอง ให้ออกไปผจญกับโลกโหดร้ายภายนอก แบนนาสก็เลยพูดหยอกไปว่านกแก่ๆ แบบเจ้าน่ะ ไม่มีอะไรให้กลัวหรอก เพราะไม่มีใครอยากยุ่งด้วย เท่านั้นแหละครับ เป็นเรื่องขึ้นมาเลย เพราะเรด อีเกิ้ลงอนตุ๊บป่อง บินออกไปจากที่นี่ทันที"

"เห็นไหมครับ ท่านราฟ เจ้าพวกนี้มันสารภาพออกมาแล้วว่าพูดจาไม่ดีกับข้า" เรด อีเกิ้ลรีบพูดเสียงดัง

"สารภาพอะไรของเจ้า เขาเรียกว่าเล่าความจริงให้ฟังต่างหากล่ะ" ฟาคอลพูดเสียงยานคาง

ท่านราฟถอนหายใจ เฮ้อ! เรื่องแค่นี้เองหรอกหรือนี่ ที่ทำให้ข้าต้องถ่อสังขารมาถึงที่นี่

"เอาเป็นว่าพวกเจ้าผิดกันคนละครึ่งก็แล้วกัน" ท่านราฟสรุป มององครักษ์รุ่นแรกกับเรด อีเกิ้ลสลับกัน เรด อีเกิ้ลก้มหน้าหงอยๆ ส่วนองครักษ์รุ่นแรกหันมายักคิ้วให้กัน ก่อนพยักหน้ายอมรับคำตัดสินของท่านราฟ

"เอาล่ะ หมดปัญหาไปหนึ่งเรื่อง คราวนี้ก็มาถึงเรื่องต่อไป" ท่านราฟพูดเสียงเคร่งขรึม

"เรื่องอสูรใช่ไหมครับ" เฟเบียซพูดขึ้นมาก่อน

"ใช่ พวกเจ้าคงรู้เรื่องนี้จากพวกทหารปีศาจล่ะสิ"

"ครับ หลังจากทราบเรื่องจากทหารปีศาจแล้ว พวกเราก็สั่งให้พ่อของเจ้าพวกนี้" รีนอลชี้ไปที่พวกฟิล

"ข้าสั่งให้พวกนั้นไปสืบข่าวเรื่องอสูร คาดว่าสักสามสี่วันคงจะส่งข้อมูลสำคัญๆ กลับมาให้ทราบ"

"มิน่าล่ะ ถึงว่าทำไมไม่เห็นหน้าท่านพ่อ ที่แท้ท่านปู่กินแรงลูก เอาเปรียบกันนี่นา" ฟาเรียว่า

"เจ้ามีปัญหาหรือไงหลานรัก" ฟาคอลลากเสียงยาว

"เปล่า ใครอยากมีปัญหากับท่านปู่กันล่ะ" ฟาเรียปฏิเสธทันควัน

"ก็นั่นน่ะสิ ขนาดพ่อของพวกเจ้ายังไม่กล้าหือกับปู่เลยนี่นา ฮี่ๆๆ ฮ่าๆๆๆ" ฟาคอลทำตายิบหยี หัวเราะเสียงแหลมด้วยความชอบใจ   โรมและองครักษ์ทั้งสี่คนยิ้มแห้งๆ ส่วนรันกับเรเซียเกิดอาการขนลุกชัน บรื้อ! เสียงหัวเราะอะไรกันนี่ น่ากลัวชะมัด

"ขอบใจมาก" ท่านราฟยิ้มบางๆ  อืม..ลองพวกนี้ส่งองครักษ์รุ่นสองไปสืบข่าวเองล่ะก็ งานนี้สนุกแน่

"ไม่เป็นไรครับ ท่านราฟ" แบนนาสยิ้มให้

จากนั้นท่านราฟได้เล่าเรื่องของชูร่าให้องครักษ์รุ่นแรกฟังอย่างละเอียด ตลอดเวลาที่ฟังองครักษ์รุ่นแรกมีสีหน้าเคร่งขรึมผิดจากปกติที่เคยเป็น เมื่อฟังจบ

"ท่านราฟไม่ต้องกังวล เรื่องติดต่อกับท่านเรย์นอล ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเรา" เฟเบียซบอก

"ท่านปู่พูดจริงเหรอครับ แสดงว่างานนี้พวกท่านปู่จะออกโรงเองใช่ไหมครับ" ฟิลถาม

 "เฮ้อ! พักนี้ไม่รู้เป็นไง กระดูกกระเดี้ยวของปู่ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ชอบปวดหลังปวดเอว บ๊อย บ่อย โอย..ย ดูสิ เริ่มปวดอีกแล้ว" เฟเบียซพูดเสียงเศร้า ใช้มือข้างหนึ่งจับบั้นเอวเอาไว้ มองหลานสี่คนตาละห้อย

"แค่กๆๆ แต่ไหนๆ ปู่ก็รับปากท่านราฟไปแล้ว จะให้ปู่ผิดคำพูดได้ยังไง แค่กๆๆ พวกเจ้าเห็นด้วยใช่ไหม" แบนนาสเริ่มไอค่อกแค่ก พลางถามหลานทั้งสี่คนที่นั่งตรงข้ามกันด้วยแววตาเศร้าสร้อย

"เอ่อ..คะ ครับ" ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสตอบพร้อมกัน รู้สึกสังหรณ์ใจพิกล

"เห็นไหม ปู่นึกแล้วเชียว ว่าพวกเจ้าต้องเห็นด้วย โถ...ไม่เสียแรงที่ปู่อุตส่าห์เลี้ยงดูฟูมฟักพวกเจ้ามาอย่างทะนุถนอม มดก็ไม่ให้ไต่ ไรก็ไม่ให้ตอม"  ฟาคอลพูดเสียงเครือ ทำตาแดงๆ ยกชายเสื้อข้างหนึ่งขึ้นมาทำทีซับน้ำตาสะอื้นเบาๆ 

"ดะ เดี๋ยว ท่านปู่"  ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสรีบพูด  แต่โดนรีนอลชิงพูดตัดหน้าซะก่อน

 "ในเมื่อหลานรักทั้งสี่คน เห็นด้วยกับคำพูดของปู่ ดังนั้นภารกิจในครั้งนี้ ปู่ยอมตัดใจยกให้เป็นหน้าที่ของพวกเจ้าก็แล้วกัน นี่ถ้าไม่รักพวกเจ้าจริงๆ จ้างให้ ปู่ก็ไม่ยกภารกิจที่อันตรายแบบนี้ให้ทำหรอกนะ"  รีนอลพูดเสียงขรึม แต่แววตาเต้นระริกด้วยความดีใจที่แย่งหลานสี่คนพูดได้ก่อน

"นึกแล้วเชียว" ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาสพูดออกมาพร้อมกัน

ท่านราฟกับท่านเกรซหัวเราะออกมาเบาๆ เฮ้อ! ตาเฒ่าสี่คนนี้ นิสัยไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ขณะที่รันกับเรเซียกลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อก องครักษ์รุ่นแรก น่ากลัวจัง

"เป็นอันว่า พวกเจ้ารับหน้าที่ติดต่อกับท่านเรย์นอลนะ  แหม! ปลื้มใจจริง จริ๊ง ที่มีหลานน่ารักๆ  แบบพวกเจ้า" ฟาคอลสรุปโดยไม่เปิดโอกาสให้หลานสี่คนได้ปฏิเสธ ทั้งสี่คนทำได้เพียงแค่ยิ้มแห้งๆ กัดฟันรับงานนี้

โรมมองหน้าองครักษ์ทั้งสี่คน ที่ตอนนี้จะยิ้มก็ไม่ใช่ จะร้องไห้ก็ไม่เชิงด้วยความเห็นใจ  ข้าพอจะรู้แล้วครับว่าปู่ของพวกท่านมีนิสัยอย่างไร

เรด อีเกิ้ลแอบขำองครักษ์ทั้งสี่คนในใจ ฮี่ๆๆ เป็นไงล่ะ พูดไม่ออกล่ะสิ เจอฤทธิ์ตาเฒ่าสี่คนนี้เข้าไป

ทั้งหมดพูดคุยกันอีกพักใหญ่ จากนั้นกลุ่มองครักษ์ทั้งหมดได้ขอตัวกลับบ้านของตัวเองเพื่อพักผ่อน สำหรับเรด อีเกิ้ล ท่านราฟให้ไปพักที่บ้านของไรซาน เมื่อทุกคนไปหมดแล้ว ท่านเกรซก็หันมาทางรันกับเรเซีย

"รันกับเรเซียนอนด้วยกันนะจ๊ะ แม่จัดห้องไว้ให้แล้ว เดินตรงไปเลี้ยวขวา ห้องแรกจ้ะ"

"ขอบคุณค่ะ"  สองสาวพูดพร้อมกัน ก่อนเดินออกไป  โรมหันมาถามท่านราฟที่นั่งตรงข้ามกัน

"ท่านพ่อครับ พวกเราจะพักที่หุบเขามรณะกี่วันครับ"

"ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่พ่ออยากรอฟังข่าวจากพ่อของฟิลเขาก่อน"

"เจ้าถามทำไมหรือ" ท่านเกรซถามโรม

"เปล่าครับ แค่อยากรู้เท่านั้นเองครับ

"เจ้าคิดว่าปู่ของพวกฟิลเป็นยังไงบ้าง" ท่านราฟถาม

"ก็..อืม..ท่าทางแสบน่าดูเลยครับ แต่คงจะเก่งมาก"

"ใช่แล้ว พวกนี้ทั้งเก่งทั้งแสบยากจะหาใครเหมือน" ท่านราฟหัวเราะเบาๆ ก่อนพูดเป็นการเป็นงาน

"พ่อกับแม่คิดว่า จะให้เจ้าอยู่ที่นี่เพื่อฝึกวิชาเพิ่มเติมกับองครักษ์รุ่นแรก เจ้าจะว่าไง"

"ข้ายินดีอยู่ที่นี่ครับ ท่านพ่อ"

ท่านราฟยิ้มด้วยความพอใจ ทั้งสามคนคุยกันอีกครู่หนึ่ง ก่อนที่โรมจะขอตัวไปพักผ่อน

"ท่านคิดว่าโรมจะรับแรงกดดันจากตาเฒ่าสี่คนนั้นได้หรือเปล่าคะ" ท่านเกรซถามขึ้นมา หลังจากโรมเดินออกไปแล้ว

"ได้สิ โรมเป็นคนที่มีความอดทนสูงมาก ไม่แน่นะ เกรซ หลังจากโรมฝึกกับพวกนี้เสร็จ เราสองคนอาจจะได้ลูกชายคนใหม่ที่มีความแสบไม่แพ้กับตาเฒ่าสี่คนนี้ก็ได้"

"โอ๊ย! แบบนั้นไม่เอานะ ท่านราฟ ลูกชายข้าออกจะน่ารัก สุภาพเรียบร้อย ขืนกลายเป็นอีกคนล่ะก็ ข้าคงรับไม่ได้แน่นอน" ท่านเกรซบ่นกระปอดกระแปด

 ท่านราฟหัวเราะชอบใจ ลุกขึ้นเดินมากอดเอวท่านเกรซจากด้านหลัง

"เอาน่า อย่าบ่นเลย บ่นมาก แก่เร็วไม่รู้ด้วยนะ"

ท่านเกรซหันมาค้อนให้ ใช้มือบีบจมูกท่านราฟเบาๆ

"เจ้าค่ะ ไม่บ่นก็ได้เจ้าค่ะ" พูดจบ ทั้งคู่ก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน

                                                 ***************************************************************** 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

474 ความคิดเห็น