มหาเวทย์จักรพรรดิ ภาคจอมราชันย์

ตอนที่ 10 : คำมั่นสัญญา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 815
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    28 พ.ค. 51

บทที่ 10   คำมั่นสัญญา

 ที่เมืองน็อธ บิ๊ก ซิตี้ ทุกคนกำลังคอยการกลับมาของแม่ทัพเทพแอเรียลอย่างกระวนกระวายใจ  อนากอล กาลาฟและไวท์ไลฟ์เดินไปคอยนอกห้อง ขุนพลเทพและเสนาธิการของแม่ทัพปีศาจ นั่งคอยอยู่ในห้อง

 เบลลาเดินไปเดินมา ชะเง้อมองออกไปข้างนอกอย่างร้อนใจ  จนเบลาอีสเริ่มรำคาญ

"เบลลา เจ้านั่งนิ่งๆ เหมือนคนอื่นไม่ได้หรือไง เดินไปเดินมาอยู่ได้"

"ไม่ต้องมายุ่ง" เบลลาตวาดเสียงดัง หน้างอง้ำ 

"ข้าไม่อยากยุ่งกับเจ้าหรอก แต่รำคาญ" เบลาอีสบ่น

 "ถ้าเจ้ารำคาญ ก็ออกไปข้างนอกสิ มานั่งบ่นอยู่ในนี้ทำไม" เบลลาพูดกระแทกเสียง เริ่มอารมณ์เสีย

 "เจ้าจะพูดให้มันน่าฟังกว่านี้ไม่ได้หรือไง หน้าตาสวยซะเปล่า พูดมาแต่ละคำ ฟังแล้วอยากจะวิ่งหนี" วลาเนียร์ที่นั่งอยู่มุมหนึ่งของห้องว่าด้วยความไม่พอใจ

 เบลลาคอแข็ง หน้าชากับคำพูดของวลาเนียร์ เม้มปากจนเป็นเส้นตรง สะบัดหน้ามองไปทางอื่น

 "พวกเจ้าใจเย็นหน่อยสิ นี่ไม่ใช่เวลามาทะเลาะกัน วลาเนียร์เจ้าก็พูดแรงไป เบลลาก็เหมือนกัน พูดให้มันนุ่มนวลน่าฟังกว่านี้หน่อยสิ" เอเกอร์พูดเสียงเนิบๆ มองทั้งคู่อย่างตำหนิ

 วลาเนียร์ถอนหายใจ ลุกขึ้นเดินออกไปนอกห้อง  เบลลาก้มหน้า  ในกลุ่มขุนพลเทพด้วยกัน เบลลาเกรงใจเอเกอร์กับธอร์นสันมากที่สุด ดังนั้นพอโดนเอเกอร์ตำหนิตรงๆ จึงทำให้เถียงไม่ออก

ไอเน็ก จัสตินและแมคคอล สบตากันพร้อมอมยิ้ม ทั้งสามคนไม่ค่อยชอบเบลลาสักเท่าไหร่ แม้เบลลาจะหน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตา แต่ด้วยความที่มีนิสัยเจ้าอารมณ์ จึงทำให้ไม่มีใครอยากยุ่งด้วย

ห้านาทีผ่านไป แอเรียลและขุนพลเทพทั้งสองคนก็ปรากฏตัวขึ้น ทุกคนกรูเข้ามา เมื่อเห็นสภาพของไซบรัสกับแซนดราต่างมีสีหน้าตกใจ  แอเรียลรีบสั่ง

"ใครก็ได้ ช่วยไปตามท่านไวท์ไลฟ์มาให้หน่อย"

"ข้าไปเองครับ" เบลาอีสรีบเดินออกไป ไม่ถึงหนึ่งนาที อนากอล กาลาฟ ไวท์ไลฟ์และวลาเนียร์ก็เดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว เมื่อไวท์ไลฟ์มาถึง ทุกคนต่างถอยให้ไวท์ไลฟ์เข้าไปตรวจดูอาการของไซบรัสกับแซนดรา

"เกิดอะไรขึ้นแอเรียล" อนากอลถามสีหน้าเคร่งขรึม ทุกคนยกเว้นไวท์ไลฟ์มองแอเรียลพร้อมกัน 

แอเรียลถอนหายใจ เล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น ตลอดเวลาที่ฟังแต่ละคนมีสีหน้าเคร่งเครียด เบลลากำมือเข้าหากัน ดวงตาลุกวาว เบลาอีสกับวลาเนียร์ขบกรามเข้าหากันด้วยความโกรธ ส่วนเอเกอร์ บียอฟและธอร์นสันแม้จะนิ่งเงียบ แต่ดวงตาขุ่นมัวอย่างเห็นได้ชัด

"อสูรสองคนนั้นตายหรือเปล่าแอเรียล" อนากอลถาม แอเรียลส่ายหน้า

"ไม่แน่ใจครับ ข้ามัวแต่ห่วงไซบรัสกับแซนดรา จึงไม่ได้ตรวจสอบว่าพวกมันตายหรือเปล่า"

อนากอลหันไปถามไวท์ไลฟ์ ซึ่งกำลังตรวจอาการของไซบรัสกับแซนดราอย่างละเอียด

"ท่านไวท์ไลฟ์ อาการของไซบรัสกับแซนดราเป็นยังไงบ้าง"

"พลังชีวิตถูกสูบออกไปห้าส่วน ส่วนพิษที่ได้รับเข้าไป แทรกซึมลุกลามไปทั่วร่างกายเกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์ครับ ท่านอนากอล"

"สองคนนี้จะตายหรือเปล่าคะ ท่านไวท์ไลฟ์" เบลลาหน้าซีดเผือด ถามเสียงสั่น

ไวท์ไลฟ์ถอนหายใจ พูดด้วยความหนักใจ

"ข้ายังตอบอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ก่อนอื่นข้าจะต้องสกัดการลุกลามของพิษไม่ให้แพร่กระจายไปมากกว่านี้ จากนั้นค่อยตรวจสอบว่าทั้งคู่ได้รับพิษชนิดใดเข้าไป เพื่อจะได้ใช้ยาถอนพิษรักษาได้ถูกต้อง"

"แสดงว่าหากไม่สามารถสกัดการลุกลามของพิษได้ ทั้งคู่ก็จะตาย ใช่ไหม" อนากอลถาม

ไวท์ไลฟ์ก้มมองไซบรัสกับแซนดราที่นอนหายใจแผ่วๆ ดวงตาฉายแววครุ่นคิด จะว่าไปแล้ว อสูรชอบใช้พิษที่มีความรุนแรงและแพร่กระจายได้เร็ว หากเป็นคนอื่นโดนพิษเข้าไปมากขนาดนี้ คงตายไปแล้ว

แต่ที่พิษในร่างไซบรัสกับแซนดราแพร่กระจายได้ช้า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทั้งคู่เคยดื่มเลือดของท่านเกรซเข้าไป เพื่อแสดงความจงรักภักดี สมัยที่ท่านราฟสร้างตำรามหาเวทย์จักรพรรดิขึ้นมาใหม่ๆ

เลือดของท่านเกรซมีคุณสมบัติพิเศษ เพราะสามารถเป็นทั้งยาพิษและยาแก้พิษในเวลาเดียวกัน เชื่อกันว่าพิษที่ร้ายแรงที่สุดในโลกนี้ก็คือเลือดของท่านเกรซนั่นเอง

"ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ แต่ทั้งคู่มีเลือดของท่านเกรซอยู่ในร่างกาย ทำให้พิษไม่สามารถลุกลามได้เร็ว ข้าคิดว่าพวกเรายังพอมีทาง"

"ท่านไวท์ไลฟ์ จะใช้วิธีไหนสกัดการลุกลามของพิษครับ" ธอร์นสันถาม

"ข้าจะใช้มนต์เฉพาะของตระกูล บวกกับพลังชีวิตของข้าถ่ายทอดให้คนทั้งสอง เพื่อหยุดยั้งการลุกลามของพิษ หากได้ผล ข้าก็จะรักษาตามขั้นตอน ที่ได้บอกพวกท่านไปเมื่อกี้"

"หากทำแบบนั้น ท่านจะต้องสูญเสียพลังชีวิตของตัวเองไปมากทีเดียว" อนากอลพูดด้วยความเป็นห่วง

"ไม่เป็นไรครับ ท่านอนากอล พลังชีวิตสามารถฟื้นฟูได้ในภายหลัง ก็เหมือนกับการกินอาหารนั่นแหละครับ เพียงแต่อาจจะต้องใช้เวลาสักระยะ พลังชีวิตจึงจะกลับมาเต็มร้อยเหมือนเดิม"

"พลังชีวิตที่ใช้ร่วมกับมนต์รักษาของท่าน จำเป็นต้องเป็นของท่านหรือเปล่า" อนากอลถาม

"ไม่จำเป็นครับ ใช้ของใครก็ได้ ท่านอนากอลถามทำไมหรือครับ" ไวท์ไลฟ์ย้อนถาม ก่อนชะงักเมื่อเห็นแววตาของอนากอล หรือว่า.. แล้วสิ่งที่ไวท์ไลฟ์คาดเดาก็ถูกต้อง เมื่อได้ยินคำพูดประโยคต่อมาของอนากอล

"ถ้าอย่างนั้น ใช้พลังชีวิตของข้าเถอะ เพราะข้าใช้เวลาฟื้นฟูเร็วกว่าท่านแน่นอน"

"ท่านอนากอล!" ทุกคนอุทานพร้อมกัน

"หากข้าไม่สั่งให้ทั้งคู่ไปที่นั่น พวกเขาก็คงไม่เป็นแบบนี้"

คำพูดของอนากอลทำให้ทุกคนนิ่งอึ้ง พูดอะไรไม่ออก อนากอลเดินไปที่ไซบรัสกับแซนดรา ทั้งคู่มอง อนากอลนิ่ง น้ำใสๆ เอ่อขึ้นมา ปากสั่นระริก  อนากอลยิ้มให้ พูดน้ำเสียงอ่อนโยน

"ข้ากับท่านไวท์ไลฟ์ จะสกัดการลุกลามของพิษให้พวกเจ้า" พูดจบ ก็หันมาบอกไวท์ไลฟ์

"ท่านไวท์ไลฟ์ ข้าพร้อมแล้ว"

ไวท์ไลฟ์ถอนหายใจ แต่ไม่มีทางเลือก รู้จักนิสัยของท่านอนากอลดีว่าเป็นคนที่ถ้าตั้งใจจะทำอะไรแล้วต้องทำให้ได้ ติดจะดื้อนิดๆ เหมือนท่านเกรซไม่มีผิด ต่างกันตรงที่ท่านเกรซดื้อซึ่งๆ หน้า แต่ท่านอนากอลดื้อเงียบ สมแล้วที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน

อนากอลวางมือลงไปบนร่างของไซบรัสกับแซนดรา ขณะที่ไวท์ไลฟ์เริ่มร่ายมนต์ พลังสีทองจากฝ่ามือของอนากอลกำลังไหลเข้าสู่ร่างของคนทั้งสอง ห้องทั้งห้องเจิดจ้าไปด้วยพลังเทพชั้นสูงของอนากอล

ผ่านไปยี่สิบนาที ไวท์ไลฟ์เริ่มยิ้มออก เมื่อไซบรัสกับแซนดราสำลักเลือดสีดำออกมาเป็นก้อน ส่งกลิ่นคาวคลุ้งไปทั่วห้อง  เบลลากับวลาเนียร์ใช้ผ้าเช็ดเลือดให้  ใบหน้าของไซบรัสกับแซนดราเริ่มมีสีเลือด  เนื้อตัวเริ่มอุ่นขึ้น มือและเท้าขยับได้บ้างเล็กน้อย แสดงว่าวิธีของไวท์ไลฟ์ได้ผล สามารถหยุดยั้งการลุกลามของพิษได้

ไวท์ไลฟ์หยุดร่ายมนต์ หันมามองอนากอล พบว่าอีกฝ่ายมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นมาตามใบหน้า แต่ใบหน้ายังมีเลือดฝาดตามปกติไม่ได้ซีดเซียวอย่างที่ควรจะเป็น อดทึ่งไม่ได้ ท่านอนากอลมีพลังชีวิตสูงมาก เกือบจะเทียบเท่าท่านราฟกับท่านเกรซเลยทีเดียว

"เฮ้อ! สำเร็จ เราไม่เพียงแค่หยุดการลุกลามของพิษได้เท่านั้น แต่ยังทำให้พิษบางส่วนหลุดออกมากับเลือดของทั้งคู่ด้วย พวกท่านดูนี่สิ" ไวท์ไลฟ์ใช้มือชี้ไปที่ผ้าของเบลลากับวลาเนียร์ที่นำมาเช็ดเลือดให้ไซบรัสกับแซนดรา ทุกคนมองพร้อมกัน พบว่านอกจากเลือดสีดำเป็นก้อนที่ติดบนผ้าแล้ว ยังมีเศษผงสีขาวขุ่นเล็กๆ จำนวนหนึ่งปะปนอยู่ด้วย เบลลายิ้มด้วยความดีใจ โผเข้ากอดแซนดราแน่น พูดปนสะอื้น

"แซนดรา เจ้าไม่ตายแล้ว"

ไวท์ไลฟ์ถอนหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยก็หยุดยั้งการลุกลามของพิษได้ ที่เหลือก็ตรวจสอบว่าอสูรใช้พิษชนิดใดเล่นงานไซบรัสกับแซนดรา เมื่อรู้ว่าเป็นพิษชนิดใดก็จะทำให้รักษาได้ง่ายขึ้น

"พาท่านไซบรัสกับท่านแซนดราไปพักในห้องก่อนเถอะ ข้าขอเวลาตรวจสอบพิษสักครู่ จะได้รักษาตามขั้นตอนต่อไปได้" ไวท์ไลฟ์บอก

เอเกอร์กับเบลลาอาสาประคองไซบรัสกับแซนดราพาไปพักในห้องที่จัดไว้ให้ กาลาฟช่วยไวท์ไลฟ์นำผ้าเปื้อนเลือดที่มีเศษผงสีขาวไปตรวจสอบที่ห้อง  บียอฟมองอนากอล พูดด้วยความเป็นห่วง

"ท่านอนากอล นั่งพักสักครู่ดีกว่าครับ"

"ขอบใจมาก ข้าไม่เป็นอะไร พวกเจ้ามาถึงเหนื่อยๆ ควรไปพักผ่อนได้แล้ว ส่วนทางนี้ ข้าจัดการเอง"

"แต่ว่า" ธอร์นสันจะพูด แต่อนากอลยกมือห้าม ธอร์นสันจึงนิ่งเงียบ หันไปมองคนอื่นที่เหลือ

"พวกเจ้าไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวข้าจะอยู่เป็นเพื่อนท่านอนากอลเอง" แอเรียลบอก

"ครับ" ธอร์นสัน เบลาอีส วลาเนียร์และบียอฟ ทำความเคารพอนากอลกับแอเรียลพร้อมกัน ก่อนเดินออกไปจากห้อง เหลือแต่ไอเน็ก จัสตินและแมคคอล ที่ไม่ได้เดินตามออกไป เพราะรู้ว่าอนากอลมีเรื่องจะพูดด้วย

 "ท่านอนากอล พวกเราเคยเจออสูรแค่ครั้งสองครั้งเท่านั้นเองครับ แต่ไม่เคยคุยรายละเอียดใดๆ ทั้งสิ้น" ไอเน็กรีบพูดขึ้นมาโดยไม่รอให้อนากอลถาม

"พวกเรายอมรับว่าเคยเจอกับอสูร แต่ก็ติดต่อผ่านทางแคลโลทั้งนั้นครับ" จัสตินกล่าวเสริม

"พวกท่านพอจะทราบหรือไม่ว่า แคลโลติดต่ออยู่กับใครในฝ่ายอสูร" อนากอลถาม

"ไม่ทราบครับ" ทั้งสามคนพูดพร้อมกัน ไม่ยอมสบตาอนากอล

แอเรียลมองคนทั้งสามอย่างไม่เชื่อถือ เหลือบตามองอนากอล อีกฝ่ายยิ้มมุมปาก พูดเสียงเรียบ

"หากพวกท่านคิดว่าคำตอบที่ดีที่สุดในตอนนี้คือไม่ทราบ ข้าก็ขอให้พวกท่านไม่ทราบ ไปให้ตลอด รอจนกว่าท่านราฟจะกลับมาสอบถามความจริงจากพวกท่านเองก็แล้วกัน" อนากอลหันไปพยักหน้ากับแอเรียล หมุนตัวเดินออกไปจากห้อง เสนาธิการปีศาจทั้งสามคนหน้าซีด รีบเรียกเสียงดัง

 "เดี๋ยวก่อนครับ ท่านอนากอล"

 อนากอลหันกลับมามอง ซ่อนรอยยิ้มเอาไว้ภายใต้สีหน้าที่เรียบเฉย

 "มีอะไรหรือ"

 จัสติน ไอเน็กและแมคคอลกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ ก่อนที่จัสตินจะพูดขึ้น

 "แคลโลติดต่ออยู่กับเสนาธิการทหารของอสูร ชื่อไทลาเปีย ครับ"

 "นอกจากไทลาเปียแล้ว ยังมีคนอื่นอีกหรือไม่"

"มีครับ" ไอเน็กตอบเสียงเบา อนากอลอมยิ้ม ถามต่อ

"พวกท่านพอจะบอกข้อมูลของอสูรให้ข้าทราบ ได้หรือไม่"

 เสนาธิการปีศาจทั้งสามคนสบตากัน ไม่มีทางเลือกแล้ว หากไม่ให้ข้อมูลกับท่านอนากอล พวกเราอาจโดนท่านราฟเพิ่มโทษอีกหนึ่งกระทง ข้อหาปกปิดข้อมูลของศัตรู  คิดได้ดังนั้น แมคคอลจึงพูดขึ้น

"ท่านอนากอลต้องการทราบเรื่องอะไร โปรดถามมาได้เลยครับ"

                                                ************************************************************

ด้านท่านราฟ หลังจากทุกคนในคณะก้าวเข้ามาในลูกบอลสีดำที่มาดักรออยู่กลางทาง ลูกบอลสีดำได้พาทุกคนพุ่งดิ่งลงหุบเหวข้างล่างด้วยความเร็วสูง ลงมาจนเกือบถึงก้นเหว จึงหยุดนิ่งอยู่กับที่ มันค่อยๆ หมุนไปทางซ้ายมือ ซึ่งมีแสงสว่างลอดออกมาจากโพรงหินที่ซ่อนอยู่กลางหุบเขา

ลูกบอลสีดำพุ่งเข้าไปในลำแสงที่ลอดออกมา ตรงดิ่งลึกเข้าไป ลึกเข้าไป จนหยุดนิ่งที่ผนังถ้ำข้างหน้า ซึ่งเป็นส่วนที่ลึกที่สุด ลูกบอลสีดำค่อยๆ เปิดออกกลายเป็นทางเดินขนาดใหญ่

เมื่อก้าวออกมาจากลูกบอลสีดำจนครบทุกคน ลูกบอลก็หายไปเหลือแต่ความว่างเปล่า 

 โรม รันและเรเซียเหลียวมองรอบด้านด้วยความแปลกใจ ที่ที่ยืนอยู่ตรงนี้เป็นพื้นที่กว้างภายในถ้ำแห่งหนึ่ง อากาศข้างในไม่ได้อับชื้น ตรงกันข้ามกลับเย็นสบาย เหมือนกับมีลมพัดผ่านตลอดเวลา

 โรมมองผนังถ้ำที่อยู่ข้างหน้าอย่างวิเคราะห์ หันมาถามท่านราฟ

 "ท่านพ่อครับ หุบเขามรณะอยู่ด้านหลังผนังถ้ำ ใช่ไหมครับ"

 คำพูดของโรมทำให้รันกับเรเซียตาโต รีบเดินมาสำรวจผนังถ้ำที่อยู่ข้างหน้า

 "เจ้าสองคนทำอะไรจ๊ะ" ท่านเกรซถาม เมื่อเห็นรันกับเรเซียใช้มือลูบผนังถ้ำเบาๆ

 "ก็ท่านพี่บอกว่าหุบเขามรณะอยู่หลังผนังถ้ำ ข้ากับเรเซียก็เลยลองลูบผนังถ้ำนี้ดู เผื่อมันอาจจะเปิดให้เราเข้าไปข้างในได้ค่ะ"

 คำตอบของรันทำให้ทุกคนหัวเราะออกมา โรมส่ายหน้า เดินมากระตุกผมรันเบาๆ

 "โอ๊ย! เจ็บนะท่านพี่" รันโวยวายเสียงดัง รีบหันมาฟ้องท่านราฟ

"ท่านพ่อคะ ท่านพี่ดึงผมข้า"

  "เฮ้ย!"  โรมทำตาโต รีบคว้าตัวรันเข้ามา ยกมือปิดปากเอาไว้ รันดิ้นขลุกขลักไปมา พอสะบัดตัวได้ก็วิ่งหนีโรมไปรอบๆ ถ้ำ ปากก็ร้องตะโกนเสียงดัง

 "ช่วยด้วย! ท่านพี่รังแกข้า องครักษ์ของข้าอยู่ไหน ช่วยข้าด้วย" รันเอามือป้องปาก ตะโกนพลางวิ่งหนีโรมไปพลาง ท่านราฟกับท่านเกรซส่ายหน้าไปมา ในขณะที่องครักษ์ทั้งสี่คนยืนอมยิ้ม เรเซียหัวเราะจนน้ำตาไหล

 "พอได้แล้ว วิ่งเล่นไล่จับเหมือนเด็กๆ ไปได้" ท่านเกรซแกล้งดุ ทำให้รันหยุดนิ่งอยู่กับที่ รีบเดินมากอดแขนท่านเกรซ เอียงศีรษะซบไหล่ เงยหน้ามองยิ้มหวาน พูดอ้อน

 "ท่านแม่ก็เห็นนี่คะ ว่าท่านพี่แกล้งข้าก่อน"

 "พี่ไปแกล้งอะไรเจ้า" โรมถามยิ้มๆ เอามือกอดอก มองรันด้วยความเอ็นดูปนหมั่นไส้

 "ก็ท่านพี่ดึงผมข้าเมื่อกี้ แถมยังเอามือมาอุดจมูกข้าอีก เกิดข้าหายใจไม่ออกขึ้นมา ท่านพี่จะว่ายังไง"

 โรมใช้มือจิ้มจมูกรันเบาๆ พร้อมกับก้มหน้าลงมาพูดใกล้ๆ

 "โวยวายเก่งนักนะ ใครว่าพี่เอามืออุดจมูกเจ้า พี่เอามืออุดปากต่างหากล่ะ"

"ก็เหมือนกันนั่นแหละ มือท่านพี่ใหญ่จะตายไป พอปิดปากมันก็ปิดจมูกไปด้วย" รันยังเถียงข้างๆ คูๆ ท่านราฟส่ายหน้าอมยิ้ม สบตากับท่านเกรซเป็นทำนองให้ห้ามศึกได้แล้ว

"พอเถอะลูก พี่เขาก็แค่ล้อเล่นนิดหน่อยเท่านั้นเอง"

"ท่านพ่อคะ ท่านแม่เข้าข้างท่านพี่อีกแล้ว" รันหันไปบอกท่านราฟ

"ท่านแม่ไม่ได้เข้าข้างโรม แต่พูดไปตามเนื้อผ้า" ท่านราฟบอก

"ทะเลาะกับท่านพี่ทีไร ข้ามักจะโดนว่าเสมอ เฮ้อ!" รันแกล้งถอนหายใจเสียงดัง สายตาหันไปเห็นองครักษ์ยืนอมยิ้มอยู่ใกล้ๆ จึงทำหน้าเจ้าเล่ห์ เรียกฟิลเสียงดัง

"ท่านฟิล"

ฟิลยกมือชี้ตัวเอง  รันพยักหน้า ฟิลเดินเข้ามาใกล้ ถามขึ้น

"มีอะไรหรือครับ"

 "ท่านฟิล ท่านเป็นองครักษ์ของข้าใช่ไหม"

  "ครับ" ฟิลพยักหน้างงๆ  เอ..มาอารมณ์ไหนอีกล่ะเนี่ย

 "เมื่อกี้ข้าโดนรังแก ทำไมท่านไม่เข้ามาช่วยข้า แบบนี้เขาเรียกว่าบกพร่องต่อหน้าที่ ใช่หรือเปล่า"

 ทุกคนอมยิ้ม ยกเว้นฟิลที่ทำหน้าเหวอ  ท่านราฟกับท่านเกรซมองฟิล อยากรู้ว่าฟิลจะตอบรันยังไง

 "จะให้ไปช่วยยังไงล่ะครับ ในเมื่อคนที่รังแกท่าน คือท่านโรมนะครับ" ฟิลพูดเสียงอ่อยๆ ท่านราฟกับท่านเกรซยิ้มชอบใจ มองฟิลด้วยความพอใจ เมื่อหันมามองรัน พบว่ารันทำหน้างอ ค้อนขวับใส่ฟิล พูดเสียงงอนๆ

 "อ๋อ! ถ้าเป็นท่านพี่รังแกข้า ท่านก็จะไม่เข้ามาช่วยใช่ไหม"

 "ไม่ใช่ครับ แต่เมื่อกี้ ข้าเห็นว่าท่านโรมแค่หยอกล้อตามประสาพี่น้อง จึงไม่เข้ามายุ่งครับ"

  "อืม..อืม เหตุผลพอฟังได้ ถือว่าไม่บกพร่องต่อหน้าที่ก็แล้วกันเนอะ" รันย่นจมูกใส่ฟิล ก่อนหัวเราะออกมา ฟิลจึงรู้ว่าโดนรันแกล้งเข้าให้แล้ว ได้แต่ส่ายหัวเบาๆ เฮ้อ! เผลอไม่ได้เลยนะ แสบจริงๆ

 โรมอมยิ้มหันมาสบตากับท่านราฟ พบว่าท่านราฟยืนอมยิ้มเช่นกัน

 "รันชอบหาเรื่องฟิลอยู่เสมอหรือลูก" ท่านราฟถามเบาๆ พอให้ได้ยินกันแค่สองคน

 "ครับ รันชอบหาเรื่องแกล้งว่าท่านฟิลเสมอ"

 "แล้วฟิลทำยังไง"

 "ท่านฟิลไม่ค่อยว่าอะไรรันหรอกครับ ส่วนใหญ่จะยอมอ่อนข้อให้ เจ้ารันก็เลยได้ใจใหญ่"

 ท่านราฟพยักหน้ารับรู้  หันไปมองฟิลที่ยืนคุยกับเพื่อนอีกสามคน ยิ้มออกมา ก่อนส่งเสียงเรียก

 "ฟิล มานี่หน่อยสิ"

 ฟิลรีบเดินตรงไปที่ท่านราฟ  ขณะที่ฟาเรีย ไรซานและบาลาสมองด้วยความสงสัย

 "ท่านราฟเรียกฟิลทำไม พวกเจ้ารู้หรือเปล่า" ฟาเรียถามเพื่อนทั้งสองคน

"จะไปรู้ได้ยังไง ก็ยืนอยู่ตรงนี้ด้วยกันตลอด ถ้าอยากรู้ก็ไปถามท่านราฟเองสิ" บาลาสตอบกวนๆ

"เจ้าเฒ่า! ข้าถามเป็นการเป็นงานนะ เดี๋ยวเหอะ!" ฟาเรียว่า มองบาลาสตาเขียว

"พวกเจ้าสองคนนี่ก็แปลก เวลาเจอเรด อีเกิ้ล ก็สามัคคีกันดี แต่พออยู่ด้วยกัน กลับทะเลาะกันเอง ทำไมไม่สามัคคีกันให้ตลอดล่ะ" ไรซานพูดน้ำเสียงเบื่อหน่าย

 ฟาเรียกับบาลาสหันมาสบตากัน พูดขึ้นมาพร้อมกัน

"เรด อีเกิ้ลถือเป็นศึกภายนอก ส่วนทะเลาะกันเองถือเป็นศึกภายใน" 

"งั้นเหรอ เพิ่งรู้นะเนี่ย ว่าพวกเจ้าแยกศึกออกเป็นภายนอกกับภายใน" ไรซานพูดด้วยความหมั่นไส้

"พวกเราทะเลาะกันเพื่อเป็นสีสันของชีวิตนะ ไม่ได้ทะเลาะกันเอาเป็นเอาตายสักหน่อย" บาลาสรีบพูด

"เจ้าเฒ่าพูดถูก ถึงพวกเราจะทะเลาะกัน แต่ก็ไม่เคยลงไม้ลงมือกันสักครั้ง เจ้าก็รู้นี่นา" ฟาเรียบอก

"ก็ลองลงไม้ลงมือดูสิ ข้าจะจัดการกับพวกเจ้าเอง อยากลองไหมล่ะ" ไรซานพูดทีเล่นทีจริง

"แหะๆ ไม่เอาหรอก เวลาเจ้าโมโหน่ะ น่ากลัวจะตาย" ฟาเรียกับบาลาสหัวเราะแห้งๆ รีบปฏิเสธ

"ถ้าพวกเจ้าไม่อยากให้ข้าโมโห ก็ทำตัวให้มันดีๆ หน่อย" ไรซานได้ที รีบขู่ฟาเรียกับบาลาส

"คร้าบ จะทำตัวให้น่ารักเข้าไว้คร้าบ" ฟาเรียกับบาลาสโค้งศีรษะคำนับไรซาน จากนั้นทั้งสามคนก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน ก่อนจะหันไปมองฟิลที่ยืนคุยกับท่านราฟและโรมอีกด้านหนึ่งด้วยความสนใจ

 "ท่านราฟ มีอะไรจะใช้ข้าหรือครับ" ฟิลถามด้วยความสงสัย

"โรมบอกว่ารันชอบหาเรื่องว่าเจ้าอยู่เสมอ จริงหรือเปล่า" ท่านราฟถาม

"ช่วงแรกๆ ก็มีบ้างครับ แต่ตอนหลังน้อยลงแล้วครับ ท่านราฟ" ฟิลตอบน้ำเสียงนุ่มนวล

ท่านราฟพยักหน้า หันมาสบตากับโรมที่ยืนอมยิ้ม พูดเป็นการเป็นงาน

"เจ้าอย่ายอมให้รันข่มมากเกินไป ไม่งั้นต่อไปจะปราบพยศลำบาก เข้าใจหรือเปล่า"

 ฟิลหน้าแดงก่ำ มองท่านราฟด้วยความตกใจ พูดอะไรไม่ออก

 "ทำไมไม่ตอบล่ะฟิล เข้าใจที่ข้าพูดหรือเปล่า"

 "เอ่อ.คะ ครับ ขะ ข้าจะพยายาม" ฟิลตอบตะกุกตะกัก ไม่กล้าสบตาท่านราฟ

 "ดีมาก" ท่านราฟยิ้มกว้าง พูดต่อ

 "มีอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากจะบอกเจ้า"

 ฟิลมองท่านราฟ ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัย

 "ข้ากับเกรซ พอใจเจ้ามาก โรมก็ชื่นชมเจ้าเช่นกัน ดังนั้นเจ้าไม่ต้องกังวลว่าพวกเราสามคนจะรังเกียจหรือกีดกันไม่ให้เจ้าคบกับรัน"

"ท่านราฟ!" 

 "ข้าอาบน้ำร้อนมาก่อนเจ้า ทำไมจะดูไม่ออกว่าเจ้ากับรันมีความรู้สึกดีๆ ให้กัน จึงอยากพูดกับเจ้าตรงๆ ว่าพวกเราไม่รังเกียจหากเจ้ากับรันจะคบกัน แต่ขอให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม" ท่านราฟพูดน้ำเสียงอ่อนโยน

 "ขอบคุณครับ ท่านราฟ"

 "อย่าทำให้พวกเราผิดหวัง หากเจ้าทำให้ลูกสาวข้าเสียใจล่ะก็ ข้าจะตามล่าเจ้าจนสุดหล้าฟ้าเขียว ไม่เชื่อก็ลองดู" ท่านราฟปั้นหน้าเคร่งขรึม พูดเสียงดุ

 ฟิลมองสบตาท่านราฟ ดวงตาฉายแววจริงจัง พูดช้าๆ แต่หนักแน่นทุกถ้อยคำ

 "ข้าจะไม่ทำให้พวกท่านผิดหวัง และจะไม่ทำให้รันเสียใจเด็ดขาดครับ"

 ท่านราฟพยักหน้ายิ้มพอใจ หันไปเรียกทุกคนให้มารวมตัวกัน

"ท่านฟิลจะเรียกข้าว่าพี่แฟนก็ได้นะครับ ข้าอนุญาต แต่ต้องเรียกเวลาอยู่กันในกลุ่มของพวกเราเท่านั้นนะครับ" โรมเอียงหน้ามากระซิบข้างหูฟิลเบาๆ 

 ฟิลมองโรมแบบไม่เชื่อหูตัวเอง ขณะที่โรมหัวเราะเบาๆ ด้วยความชอบใจ ดวงตาเป็นประกายแพรวพราว ใบหน้าคมเข้มดูน่ามองไปอีกแบบ แตกต่างจากในยามปกติที่มักจะเคร่งขรึมอยู่เสมอ

เมื่อทุกคนเดินมารวมตัวกันครบ ท่านราฟจึงพูดขึ้น

"พวกเราเสียเวลาไปมากแล้ว รีบไปกันเถอะ" ท่านราฟพยักหน้าให้องครักษ์ทั้งสี่คน ฟิล ฟาเรีย ไรซานและบาลาส เดินไปตรงผนังถ้ำ วางมือลงไปพร้อมกัน

 ผนังถ้ำส่องแสง เกิดเป็นรูปมังกรสี่ตัว วิ่งวนบนผนังถ้ำ จากบนลงล่างสลับกัน ผนังถ้ำค่อยๆ เลื่อนขึ้นอย่างช้าๆ แสงสว่างจากข้างในส่องมากระทบร่างของทุกคน  

 ภาพที่ปรากฏต่อสายตาของทุกคนคือ เนินเขากว้างใหญ่ ปกคลุมไปด้วยทุ่งหญ้าสีเขียวขจี สลับกับดอกไม้พุ่มเล็กๆ ที่บานสะพรั่งสีสันงดงาม ผีเสื้อจำนวนหนึ่งบินวนไปทั่วทุ่งหญ้า กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้โชยมากระทบจมูก ทำให้รู้สึกสดชื่น

เมื่อมองจากเนินเขาลงไป พบว่ามีทางเดินเล็กๆ ทอดยาวลงไปยังข้างล่างเป็นพื้นที่ราบ สองข้างทางเป็นป่าโปร่งขึ้นเรียงรายตลอดแนว  ท่านราฟพยักหน้าให้ทุกคนก้าวเข้ามา เมื่อเข้ามาครบทุกคน ผนังถ้ำก็ปิดลง

ท่านราฟนำทุกคนเดินมาตามทางเดินเล็กๆ จนมาหยุดตรงพื้นที่ราบข้างล่าง มีคนกลุ่มหนึ่งยืนคอยอยู่ก่อนแล้ว เมื่อทุกคนเห็นท่านราฟกับท่านเกรซ ก็ทำความเคารพพร้อมกัน

โรม รันและเรเซียมองคนที่มาต้อนรับด้วยความสนใจ คนกลุ่มนี้ประกอบไปด้วยผู้ชายสี่คน ยืนเรียงกัน เมื่อพิจารณาชัดๆ จะเห็นว่ามีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับองครักษ์ทั้งสี่คน ต่างตรงที่มีอายุมากกว่า ทำให้เดาได้ทันทีว่าชายกลุ่มนี้ น่าจะเป็นปู่หรือไม่ก็พ่อของพวกฟิล

"ขอโทษด้วยครับ ไม่คิดว่าท่านราฟจะมาที่นี่ พวกเราจึงไม่ได้เตรียมการต้อนรับไว้" หนึ่งในกลุ่มเอ่ยขึ้น

"ไม่เป็นไร รีนอล" ท่านราฟยิ้มให้ หันมาแนะนำโรม รันและเรเซียให้ทุกคนรู้จัก เมื่อทุกคนได้รับการแนะนำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านราฟจึงถามขึ้น

"ทหารปีศาจมาถึงที่นี่หรือยัง เฟเบียซ"

"มาถึงตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็นแล้วครับ ท่านราฟ" เฟเบียซ ซึ่งเป็นปู่ของฟิลตอบยิ้มๆ

"แล้วตอนนี้พวกนั้นอยู่ที่ไหน" ท่านเกรซถาม

"ข้าให้ไปนั่งสำนึกผิดที่ทะเลคลั่งครับ" ฟาคอล ซึ่งเป็นปู่ของฟาเรียตอบกลั้วหัวเราะ

องครักษ์ทั้งสี่คนกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ โห! ตาเฒ่าฟาคอลให้ทหารปีศาจไปที่ทะเลคลั่งหรือเนี่ย

"ทำไมพวกเจ้าทำหน้าแบบนั้น หรือว่าอยากจะไปที่นั่นด้วย" ฟาคอลถาม ดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์

"ท่านปู่ อย่าล้อเล่นสิ ใครอยากจะไปที่นั่นกัน" ฟาเรียว่าเสียงดัง

"อ้าว! ก็เห็นพวกเจ้าทำหน้าแบบนั้น ข้าก็นึกว่าอยากจะไปที่นั่นด้วย" แบนนาส ปู่ของบาลาสพูดเสริม

"ไม่ไปเด็ดขาด!" ฟิล ฟาเรีย บาลาสและไรซานประสานเสียงพูดพร้อมกัน

"พวกเจ้าไม่น่ารักเลย ข้ากับแบนนาสอุตส่าห์หวังดี อยากให้พวกเจ้าไปที่นั่น เพื่อรำลึกถึงความหลังอัน หวานชื่น ดันปฏิเสธซะได้" ฟาคอลพูดเสียงเศร้า

"ท่านปู่ฟาคอล โปรดเก็บความหวังดีไว้ในใจเถอะครับ" ฟิลรีบพูด กลัวจริงๆ กับความหวังดีของตาเฒ่าฟาคอล หวังดีทีไร พวกเราอ่วมทุกที

"แหม! ขืนเก็บเอาไว้ในใจ พวกเจ้าก็ไม่รู้น่ะสิว่า ปู่หวังดีกับพวกเจ้า" ฟาคอลบีบเสียงเล็กเสียงน้อย กิริยาท่าทางเหมือนฟาเรียไม่มีผิด เพียงแต่น่าหมั่นไส้มากกว่า 

"ท่านปู่ฟาคอล แบ่งความหวังดีไปให้คนอื่นบ้างก็ได้นะครับ" ไรซานยิ้มเจื่อนๆ

"พวกเจ้าไม่อยากได้ความหวังดีของปู่หรอกหรือเนี่ย เศร้าใจจริงๆ" ฟาคอลทำตาละห้อย แต่แอบยิ้มมุมปาก เป็นยิ้มที่ทำให้องครักษ์ทั้งสี่คน รีบถอยมายืนด้านหลังโรมแทบจะพร้อมกัน 

 "ทำไมพวกเจ้าไปแอบหลังท่านโรมล่ะ มามะ มาให้ปู่กอดให้หายคิดถึงหน่อยสิ คิดถึ๊ง คิดถึง คิดถึงพวกเจ้าที่สุดในโลกเลย" ฟาคอลยิ้มกว้าง กางแขนออก

 "อึ๋ย! ท่านปู่ฟาคอล ไม่ต้องเข้ามากอดพวกเราหรอกครับ" บาลาสปฏิเสธเสียงสั่น   

 "แต่ปู่อยากกอดพวกเจ้านี่นา มันจะได้ดูซาบซึ้งกินใจ" ฟาคอลทำตาเยิ้ม พูดเสียงหวาน

 "ที่ผ่านมาพวกเราก็ซาบซึ้งจนลืมไม่ลงอยู่แล้ว ท่านปู่ไม่ต้องมาเพิ่มความซาบซึ้งให้กับพวกเราหรอก" ฟาเรียส่ายหน้าไปมา ปฏิเสธเสียงหนัก 

 เรเซียเอียงหน้ามากระซิบกับรันเบาๆ

 "ข้าว่าท่านปู่ฟาคอล ต้องร้ายกาจมาก ไม่อย่างนั้นพวกท่านฟิลคงไม่มีอาการแบบนี้หรอก"

 "คงจะจริงอย่างที่เจ้าว่า" รันเห็นด้วย มองฟาคอลด้วยความสนใจ เช่นเดียวกับโรมที่ยืนอมยิ้ม เพราะ นึกขำท่าทางของปู่กับหลานกลุ่มนี้ จากภาพที่เห็น แสดงว่าท่านฟาคอลต้องร้ายและแสบน่าดู ไม่อย่างนั้นพวกท่านฟิลคงไม่มีปฏิกิริยาแบบนี้ 

 "เฮ้อ! พวกเจ้าเป็นหลานที่ไม่น่ารักจริงๆ ไม่รู้จักรักษาน้ำใจของคนแก่บ้างเลย" ฟาคอลส่ายหน้า แกล้งถอนหายใจ มองไปที่เรด อีเกิ้ลที่ยืนเชิดคออยู่ด้านหลังท่านราฟ

 "อ้าว! เจ้านกเฒ่า ในที่สุดก็กลับมาจนได้นะ"

  "เจ้าว่าใครเป็นนกเฒ่าฮะ ตาเฒ่าฟาคอล"

 "แล้วที่ยืนอยู่ตรงนี้ มีใครเป็นนกบ้างล่ะ" ฟาคอลยักคิ้วให้ พูดกวนๆ  เรด อีเกิ้ลหันไปทางท่านราฟ

 "ขนาดต่อหน้าต่อตาท่านราฟ ตาเฒ่าฟาคอลยังว่าข้าแบบนี้ แล้วท่านราฟคิดว่าลับหลังท่าน ข้าจะไม่โดนมันแกล้งหนักกว่านี้หรือครับ"

 "จีบปากจีบคอฟ้องใหญ่เลยนะ เรด อีเกิ้ล" รีนอลว่ายิ้มๆ เฟเบียซกับแบนนาสหัวเราะเบาๆ

"ใครจีบปากจีบคอ พูดให้สวยนะ ตาเฒ่ารีนอล" เรด อีเกิ้ลขึ้นเสียง

"ก็ว่าเจ้านั่นแหละ นี่สงสัยคงไปใส่ไฟพวกเราให้ท่านราฟฟังล่ะสิ ไม่งั้นท่านราฟคงไม่มาที่นี่หรอก ใช่ไหมครับ ท่านราฟ" แบนนาสถามตรงๆ

ท่านราฟพยักหน้ายอมรับ เรด อีเกิ้ลทำเสียงฮึ ในลำคอ หันไปมองท่านเกรซเหมือนต้องการจะหาพวก 

"พวกเราเพิ่งมาถึง ยังไม่ได้นั่งพักให้หายเหนื่อยเลย ข้าว่าพวกเราไปพักกันก่อนดีไหม จากนั้นค่อยมาคุยธุระกัน" ท่านเกรซเสนอขึ้นมา

"ดีเหมือนกันครับ รันกับเรเซียคงอยากจะนั่งพักเต็มทีแล้วใช่ไหม" โรมเห็นด้วย หันมาถามรันกับเรเซีย

"ค่ะ เราสองคนอยากนั่งพักเต็มแก่แล้ว" รันรีบบอก

"แบบนั้นก็ได้ พวกเจ้านำไปแล้วกัน เดี๋ยวคืนนี้เราค่อยมาคุยกัน" ท่านราฟบอก

องครักษ์รุ่นแรกจึงเดินนำทุกคนไปตามถนนเส้นเล็กๆ เพื่อเข้าไปที่หมู่บ้าน

                                                                       ******************************************************* 

 บริเวณชายป่าสีน้ำตาลที่ตั้งอยู่ใกล้กับทะเลลาวา ซึ่งกั้นดินแดนแถบนี้กับเฮล เกท ขณะนี้มีคนกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้น  

"ถึงแล้วสินะ" หนึ่งในกลุ่มพูดขึ้นมา น้ำเสียงสบายๆ มองไปรอบด้านด้วยความพอใจ

"ท่านอาร์ทีเมีย จะเข้าไปที่เมืองพอร์ตแลนด์ตอนนี้เลยหรือเปล่าครับ" ฮันเซย์พูดขึ้นมา

"เมืองพอร์ตแลนด์กับที่นี่อยู่ห่างกันมากไหม" อาร์ทีเมียถาม

"ประมาณสิบกิโลเมตรครับ" ฟลิทตอบ อาร์ทีเมียพยักหน้ารับรู้ ดวงตาฉายแววครุ่นคิด ถามต่อ

"รอบๆ บริเวณนี้ มีผู้คนอาศัยอยู่หรือเปล่า"

"มีครับ แต่อยู่ห่างออกไปอีกประมาณห้ากิโลเมตร ส่วนมากเป็นชาวบ้านธรรมดาครับ"

"เหรอ แล้วพวกที่พอจะใช้เวทย์มนต์ได้ ไม่ได้อยู่ในบริเวณนี้ด้วยหรอกหรือ"

"ไม่มีครับ พวกที่พอจะรู้เวทย์มนต์ อยู่ในตัวเมืองครับ"

"ท่านอาร์ทีเมียถามทำไมครับ" ทินเซลถามด้วยความแปลกใจ

"เปล่าหรอก ถามไม่ได้หรือไง" อาร์ทีเมียมองไปข้างหน้า ซึ่งเป็นทางเดินเล็กๆ สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สีน้ำตาล ที่โดนไอความร้อนจากลาวาเข้าไป

"พวกเจ้าคงไม่ว่าอะไรนะ หากข้าจะบอกให้พวกเราเดินไปเรื่อยๆ ตามทางเล็กๆ ข้างหน้านั่น"

ฟลิท ฮันเซย์และทินเซล มองตามมือของอาร์ทีเมียที่ชี้ไป พบว่าทางเล็กๆ ที่อาร์ทีเมียว่านั้นเป็นถนนลูกรังสีแดง เต็มไปด้วยหินก้อนเล็กๆ เมื่อมองยาวไปจนสุดสายตา พบว่าบางช่วงเป็นหลุมลึก น้ำขังเจิ่งนองสีขุ่นคลั่ก นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยฝุ่นสีแดง ทำให้ต้องถอนใจพร้อมกัน

"ทำไมพวกเจ้าต้องถอนใจด้วย กะแค่เดินไปตามทางที่ข้าบอกแค่เนี่ย มันยากมากนักหรือไง" อาร์ทีเมียถาม องครักษ์ทั้งสามคนยิ้มเจื่อนๆ ตอบพร้อมกัน

"เปล่าครับ หากเป็นความต้องการของท่านอาร์ทีเมีย พวกเราก็ไม่ขัดข้องครับ"

"ดีแล้ว ถ้างั้นก็เดินตามข้ามา" อาร์ทีเมียเดินนำไปอย่างรวดเร็ว องครักษ์ทั้งสามคนรีบเดินตามหลังไป

อาร์ทีเมียเดินฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี ขณะที่องครักษ์ทั้งสามคนเดินตามมาอย่างเงียบๆ มองอาร์ทีเมียที่เดินนำหน้าด้วยความสงสัยว่ากำลังคิดจะทำอะไรกันแน่ แต่การที่อาร์ทีเมียให้เดินมาบนเส้นทางนี้ คงต้องมีอะไรสักอย่าง เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาที่จะพูดเท่านั้นเอง

เมื่อเดินไปได้สักพัก จนห่างจากบริเวณทะเลลาวาประมาณหนึ่งกิโลเมตร อาร์ทีเมียก็หยุดเดิน พูดโดยที่ไม่ได้หันกลับมามอง

"ฟลิท เมื่อวานเจ้าเจอแม่ทัพเทพมิคาเอลกับแม่ทัพเทพราเฟล บริเวณนี้ใช่ไหม"

"ใช่ครับ ท่านอาร์ทีเมีย"

"กลิ่นเทพรุนแรงจริงๆ" อาร์ทีเมียพึมพำเบาๆ ดวงตาแข็งกร้าว นึกว่าต้องระวังแค่เจ้าอนากอลคนเดียวซะอีก เห็นทีงานนี้คงไม่ง่ายซะแล้ว

อาร์ทีเมียหยิบดินขึ้นมากำหนึ่ง ร่ายเวทย์เบาๆ ดินเรืองแสงสีดำ กลายเป็นนกตัวเล็กๆ สองตัว ส่งเสียงร้องไพเราะน่าฟัง มันบินวนรอบตัวอาร์ทีเมีย เหมือนกำลังรอรับคำสั่ง

อาร์ทีเมียก้มลงหยิบดินอีกกำขึ้นมาถือไว้ ยื่นไปตรงหน้านกสองตัว

"ไปทักทาย เจ้าของกลิ่นนี้ให้ข้าหน่อย"

 นกสองตัวบินจากไปทันที อาร์ทีเมียมองตามไปจนลับสายตา ก่อนหันมามององครักษ์ทั้งสามคน

"ข้าขี้เกียจเดินแล้ว ใช้มนต์เคลื่อนย้ายตัวเองไปที่เมืองพอร์ตแลนด์เถอะ"

"ครับ ท่านอาร์ทีเมีย"

ร่างของคนทั้งสี่ค่อยๆ เลือนหายไปจากบริเวณนั้น

                                                                ***************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

474 ความคิดเห็น