หน้าที่ 1
 
ชื่อเรื่อง :  Books of Reversal: Terra Online [ดอง]
ใครแต่ง : ซ่อนนาม
19 เม.ย. 56
92 %
65 Votes  
#1 REVIEW
 
เห็นด้วย
27
จาก 28 คน 
 
 
แวะมาพูดคุยด้วยครับ ^^

(แจ้งลบ)
  
เขียนเมื่อ 7 ก.พ. 54
เนื่องด้วยกระทู้ http://www.dek-d.com/board/view.php?id=2049034 ซึ่งมีจุดประสงค์ในการแลกเปลี่ยนความเห็นกันมากกว่าจะเป็นการวิจารณ์นะครับ (ไม่กล้าวิจารณ์ครับ...)

แรกเห็นนิยายเรื่องนี้ขอบอกตามตรงว่าตกใจ ถึงจะเป็นแนวเกมออนไลน์แต่กลับให้ข้อมูลละเอียดยิบ (เหมือนจะสร้างเกมด้วยตัวเองกันเลยทีเดียว) แต่ผมคิดว่าคนที่อ่านละเอียดจริง ๆ คงมีไม่เยอะหรอก แถมส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องพื้นฐานทั่วไปสำหรับคนเล่นเกมออนไลน์อยู่แล้วน่ะ ดังนั้นความเห็นส่วนตัวผมว่าควรจะมี ‘คู่มือฉบับเล็ก’ เอาไว้สำหรับคนที่เคยเล่นเกมอื่นมาบ้างแล้ว ซึ่งจะรวมจุดเด่นที่ทำให้เกมเทร่าแครูเลียนี้พิเศษกว่าเกมอื่น อันจะทำให้ข้อมูลสมบูรณ์ยิ่งขึ้นและดูดีมากในกลุ่มลูกค้าหลักสายออนไลน์ครับ


หมายเหตุ ตัวหนังสือสีจางมากครับ แต่นี่ไม่ใช่ความผิดท่านหรอกเพราะผมก็เจอบ่อย สีที่มันเขียนว่าออโตฯ คือสีเทาครับ หากอยากได้ตัวหนังสือสีดำจริง ต้องคลิกเลือกสีดำ(ที่ไม่ใช่ออโตครับ)

สิ่งแรกที่ผมแปลกใจก็คือเกมนี้ดูเหมือนจะสร้างโลกใหญ่มากเลย แถมการเดินทางที่โท เลือกใช้ก็คือการเดิน(?) ก็จริงนะครับถึงจะเป็นตัวละครเกมมีสคิล มีความสามารถแตกต่างออกไป(ผมไม่แน่ใจว่าคนที่อยู่สาย agi จะเดินทางเร็วกว่าคนสายถึกหรือไม่หรือมากแค่ไหน) ถึงจะเป็นแค่ระดับทวีปแต่ในเมื่อโลกมันใหญ่ขนาดกว่าโลกจริง 3 เท่าก็ไม่ใช่เล่นแล้วครับ

เรื่องการย้อนอดีตมาในเกมเป็นเรื่องหนึ่งที่ผมยังจินตนาการไม่ออกแฮะ... หมายความเซอเวอร์คำนวณความเป็นไปได้ออกมาแล้วให้ตัวละครตัวนี้เกิดขึ้นมาโดยเหมือนจะรู้เรื่องอนาคต หรือย้อนเวลามาจริง ๆ กันแน่นะ ? แถมตอนแรกโผล่มาเหมือนเด็กไม่รู้อะไรเลย พอสักพักยิ่งกว่ารู้อีก.... (เหมือนจงใจไปดักรอโทในป่า แล้วก็มาพบกับซิลวัสตั้งแต่ต้นแล้วมากกว่านะ)


เกริ่นเล็ก ๆ ไปแล้วจากนี้จะขอสรุปความคิดเห็นหลังจากอ่านมาถึงตอนที่ 30 (พันธมิตรใหม่จากเซเรีย) แล้วนะครับ...

ท่านซ่อนนามเป็นนักเขียนคนหนึ่งที่ยิ่งเขียนยิ่งมีพัฒนาการในด้านภาษานะครับ คำแนะนำบทแรก ๆ ค่อนข้างวกวนเป็นบางจุด ซึ่งในช่วงหลัง ๆ คำบรรยายดีขึ้นมากเลยครับ

มาที่การเปิดเรื่องบ้าง ตอนเข้าเกมทำได้ดีครับ แถมตัดเหตุการณ์ไปไวมากไม่มีเรื่องหยุมหยิมให้รำคาญใจ(1 ตอนข้าม 6 ปี) นั่นหมายความว่าเล่นมาตั้งแต่ ม.1 เลยใช่ไหมครับนั่น ? แต่ก็อีกนั่นแหละ 6 ปีกับ 1 หน้า... ผมว่ามันควรจะมีเล่าอดีตแบบแง้ม ๆ กันบ้างนะครับนั่นมาถึงก็บู๊แหลกเลย

แนวเรื่องตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนที่อ่านนี้นับว่าเป็นแนวเกมออนไลน์ผสมกับสงครามโดยแท้ เพียงแต่ส่วนตัวคิดว่ามิติทางด้านเกมมันจะมากเกินไปหน่อย... ผมอยากเห็นมิติในโลกจริงบ้างครับ ถึงจะได้โควตาอะไรมาก็เถอะแต่ว่า เจ้าโท นี่มันใช้ชีวิตอยู่ยังไงเนี่ย... วัน ๆ เล่นแต่เกมเลยหรือ พ่อแม่ ไม่มีบทบาทอะไรเลยหรือ ? แล้วเพื่อน ๆ เองก็เหมือนกันครับ ถึงแม้โทจะเป็นคนเดียวที่ไม่ต้องสอบ แต่ทั้งชีวิตจะให้บู๊กับเกมโดยไม่พบปะเพื่อนเลยก็ไม่ไหวนะครับ ขอยกตัวอย่างการ์ตูนสัก 2-3 เรื่องนะครับที่เขาสร้างมิติเกมและมิติโลกจริงให้ดูดีได้จริง ๆ นั่นคือเรื่อง .Hack(ยุ่น), Yureka(เกาหลี) และ EXE(ไทย)

*ดูดีนี่ไม่ได้หมายความว่า 50:50 นะครับ เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นการ์ตูน-นิยายเกมก็ต้องเน้นเกม... อีกอย่างหนึ่งผมมองว่าชีวิตในโลกจริงอาจจะเป็นตัวสร้าง event คั่นสถานการณ์ภายในเกมได้อีกด้วยครับ (บทอ่านเจอแต่รบกันท่าเดียวติดต่อนาน ๆ มันรู้สึกเหนื่อยน่ะครับ แทนที่จะอินเลยกลายเป็นเฝือไปแทนอะไรแบบนั้นครับ)

ท่านอาจจะเกรงว่าชีวิตข้างนอกนั้นจะทำให้คนอ่านค้าง หรือเบื่อแต่ความจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้นหรอกครับ การที่ท่านใส่บทที่ 26 ที่แสดงกิจวัตรประจำวันของโทออกมา... มันเหมือนท่านซ่อนเองพยายามตัดบทภายนอกออกไป(แค่แสดงเหตุผลให้จบ ๆ ไปเท่านั้นเอง)

ป.ล. ผมอยากเห็นบทที่อยู่ดี ๆ เพื่อนโทรมาชวนไปเที่ยว ไปติว ไม่ก็ชวนไปทำให้มีชีวิตชีวากว่านี้... หรือไม่ก็มีสาวให้ตามจีบหรือคุยกันข้างนอกบ้าง อะไรประมาณนั้นครับ (อีกอย่างผองเพื่อนที่เล่นเกมมาตลอดพอจะสอบเข้าพี่แกทั้งหมดพร้อมใจกันอ่านหนังสือโดยไม่มีล็อคอินเข้าเกมเลยนี่ก็ค่อนข้างผิดหลักพอควรเลยล่ะครับ... ให้บทมันบ้างก็ได้นะครับ)

ป.ล.2 ท่านซ่อนนามอาจจะวางบทพวกนี้ไว้ภายหลัง... แต่จากการอ่านมาถึงบทที่ 30 ผมรู้สึกอย่างนั้นครับซึ่งมันค่อนข้างขัดพอสมควรเลย

ป.ล.3 จังหวะที่ทำให้คนรู้สึกอินได้ไม่ใช่มีแต่จังหวะที่รวดเร็วและกระชับนะครับ... การที่จะรู้สึกถึงความเร็วได้คุณก็ต้องรู้จักความช้า และ ’จุดตัด’ ระหว่างช้าและเร็วนั่นล่ะครับที่ผมมองว่ามันสร้างความตื่นเต้น และกระตุ้นอารมณ์ผู้อ่านได้ดีกว่าลุยเร็วไปจังหวะเดียว เมื่อไม่มีข้อเปรียบเทียบคนย่อมมองไม่เห็นความเร็วที่แตกต่าง และเมื่อใดที่ท่านซ่อนไม่สามารถรักษา ‘ความเร็ว’ นั้น... คนอ่านก็จะมองมุมกลับว่ามันเริ่มอืดและเฉื่อยลงเรื่อย ๆ ครับ

ป.ล.4 ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ

ป.ล.5 ยังไงขอแอดเรื่องเอาไว้ก่อนก็แล้วกันครับ เพราะผมยังไม่สามารถอ่านเรื่องทั้งหมดของท่านได้ในคราวเดียว (เดี๋ยวคิวไม่เดิน....ฮา)

ป.ล.6 เรื่องดาวคะแนน... เนื่องจากผมไม่สามารถคิดคะแนนให้ใครได้ ทุกอย่างเป็นเพียงความเห็นของผมเท่านั้น ทุกคนมีความชอบที่แตกต่างกันไปเพราะเช่นนั้นขอแจก 5 ครับ (เพราะจุดประสงค์หลักคือคอมเมนต์มากกว่านี่นะ)


คำผิดของแถมครับ (มีน้อยมากเลยแฮะ)
*ใช้ ctrl + f หาเอานะครับ
ตอนที่ 5 หลุก >> หลุด
ตอนที่ 6 จะเป็นเพอร์เฟ็กต์(ตัดเป็นดีกว่ามั้ง)
ตอนที่ 7 คำที่ลงท้ายว่า “เซ้” มันดูแหม่ง ๆ นะครับ ความจริงน่าจะใช้ เซ่ สิ หรืออะไรทำนองนั้นมากกว่า
ตอนที่ 19 ซาซ่ม
หลัง ๆ ไม่ค่อยได้หาคำผิดนะ อ่านรวดเดียวเลย (เพราะเขียนลื่นขึ้นมากครับ)
     
 
26 ธ.ค. 58
94 %
81 Votes  
#2 REVIEW
 
เห็นด้วย
26
จาก 27 คน 
 
 
"ฮา"

(แจ้งลบ)
  
เขียนเมื่อ 9 ก.พ. 54
“ฮา”

ไม่มีอะไรบรรยายเรื่อง The Bible ได้มากกว่านี้อีกแล้ว คนเขียนคงไม่คิดจะลงตีพิมพ์อะไรทั้งนั้น เพราะฉะนั้นงานเขียนถึงออกมามีชีวิตเหลือเชื่อ และที่เหลือเชื่อกว่าคือคนแต่งเป็นผู้หญิง...(เฮ้ย!!)

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ขำได้ตลอดเวลาก็คือความคิดของนายแว่นนี่แหละ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหมอนี่จะต้องหาคำบรรยายพิลึก ๆ มายัดสมองตัวเองได้ทุกทีคงต้องบอกได้คำเดียวว่า “โคตรอัจฉริยะ” (ขนาดเจ็บแทบตายยังมีมาแซวตัวเองอีก ฮ่า ๆ) และเพราะเป็นมุมมองบุคคลที่ 1 ผ่านแว่นของนายแว่นชื่อคล้ายหมู(นิกร) ทำให้ภาพที่ออกมาจะไม่กว้างแบบแฟนตาซีทั่วไป ทว่าสิ่งที่แลกมาก็คือ “พลังความคิดอันยิ่งใหญ่ของนายแว่น” มาเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนนั่นเอง

พออ่านมาถึงตอนที่ 3 (ถามมาก) จะว่าไปมันก็ถามมากจริง ๆ นั่นแหละ แถมตอบไม่ตรงคำถามอีกต่างหาก ตอนนี้อาจจะยิงมุกมากไปหน่อยแฮะ ไอ้ความแรงของคุณท่านพ่อตอนแรกมันก็พาให้ขำอยู่ครับ ต่ำสักพักจะเริ่มรู้สึกว่า ‘อีกแล้วเหรอ’ เพลา ๆ บ้างก็ได้นะครับท่าน (เน้นยิงหนักไม่กี่ตูมแต่แรงจนคนอ่านหน้าหงายดีกว่า ฮ่า ๆ)

และส่วนต่อมาที่คิดว่าเป็นปัญหาอยู่คือ ‘ความยาว’ ครับ... ความยาวในที่นี้ก็คือความยาวของฉากหนึ่งฉาก และความยาวของตอนหนึ่งตอน เนื่องจากท่านยิงมุกเยอะมาก ซึ่งทำให้แต่ละตอนนั้นยาวเอาเรื่อง ความจริงแล้วหากหั่นตอนให้สั้นกว่านี้ได้ก็จะเยี่ยมมากเลยล่ะนะ

*อ่านมาถึงตอน 4 กำลังทำไทม์ไลน์ของชีวิตนายแว่น 6 ขวบช่วยรีไรท์วิจัย... ช่วง ม. ต้นต้องอยู่ไทยเพราะเป็นนักเลงอยู่ ม.5 อายุ 14 งั้น ม.1 ก็อายุ 9 ขวบ...? และแล้วมาที่ตอนเด็กติดพ่อ ม.6 อายุ 16 อายุแว่นคุงกระโดดนะครับ - -!

(ตอนเด็กติดพ่อนี่ลองเขียนแนวมุมมองบุคคลที่ 3 หรือ ดูลื่นดีนะครับนั่น แต่เรื่องเบาลงเยอะเลย สิ่งสำคัญคือต้องระวังว่าคนอ่านจะตามอารมณ์ไม่ทันเอา... ในที่นี้ทำได้ดีเลยครับ นับว่าลื่นไหลพอจะไม่ขัดอะไรนัก)

ภาพรวมความคิดของนายแว่นจะเป็นอะไรที่แรงมาก แต่ก็ลื่นไหลได้อย่างเหลือเชื่อ ทำให้งานมีพลังและอารมณ์ได้มากโข นิยายเรื่องนี้อ่านบางครั้งก็รู้สึกเหนื่อย แต่บ่อยกว่าที่รู้สึกว่า “คิดได้ไง” และต้องนับถือในความกล้าของท่านที่เขียนงานแนวนี้ขึ้นมาเป็นอย่างยิ่งเลยครับ ^^


ของแถมคำแปลก ๆ
ตอนที่ 2 อย่างปกป้อง ?


ป.ล. ชื่อคนท่านตั้งมาได้รั่วมากโอโหแต่ละคน นิติ นิติกร แบบนี้ เชื่อเลยจริง ๆ

ป.ล.2 ตารางการฝึกอะไรนั่นมีสู้กับหมีอีกนะ พวกจอมยุทธเหรอครับ ฮ่า ๆ

ป.ล.3 เพลงน่าจะไว้ด้านบนครับ เผื่ออยากปิดจะได้ไม่ต้องเลื่อนลงมาไกลนัก

ป.ล.4 คุณโมรู้เรื่องเด็กแว้นท์เยอะมาก -0-

ป.ล.5 ชอบไอ้มุกเสียงจางมาก (สู้กับตำรวจสักตั้งนั่นน่ะนะ)

ป.ล.6 ไอคิว 136 น้อยไปครับ อย่างนายแว่นเอาไป 180+ ครับถ้าถึงขั้นช่วยรีไรท์วิจัย ดร. ได้ รวมทั้งการทำขอสอบคณิตศาสตร์ระดับ ป.โท อย่างง่ายดายแบบนี้... อย่างผมเองวัดมาก็ได้ 120-133(แล้วแต่เจ้าที่ทำ หากเจอโจทย์ภาษาปะกิตเยอะหน่อยมันก็น้อยหน่อย) แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันพิเศษอะไรสักนิด ผมเองเลขก็ยังโง่อยู่เลยครับ เอาแค่เลข ม. ปลายที่ห่างไปนานก็ตายแล้วครับ = =

ป.ล.7 เนื่องด้วยกระทู้ http://www.dek-d.com/board/view.php?id=2049034 ซึ่งมีจุดประสงค์ในการแลกเปลี่ยนความเห็นกันมากกว่าจะเป็นการวิจารณ์นะครับ (ไม่กล้าวิจารณ์ครับ...)

ป.ล.8 เรื่องดาวคะแนน... เนื่องจากผมไม่สามารถคิดคะแนนให้ใครได้ ทุกอย่างเป็นเพียงความเห็นของผมเท่านั้น ทุกคนมีความชอบที่แตกต่างกันไปเพราะเช่นนั้นขอแจก 5 ครับ (เพราะจุดประสงค์หลักคือคอมเมนต์มากกว่านี่นะ)

ป.ล.9 ทั้งหมดเป็นความคิดเห็นส่วนตัวครับ
     
 
ใครแต่ง : A.T.Ruby
28 ก.ค. 56
98 %
1289 Votes  
#3 REVIEW
 
เห็นด้วย
25
จาก 27 คน 
 
 
แวะมาพูดคุยด้วยครับ ^^

(แจ้งลบ)
  
เขียนเมื่อ 10 ก.พ. 54

***เนื่องจาก comment นี้ยาวไปหน่อยซึ่งมันเดือดร้อนพื้นที่ของนิยายเรื่องนี้จึงขอตัด ใครอยากอ่านแบบเต็มรบกวนไปลิงค์ข้างล่าง (หรือไม่ก็ที่ตอน 8 ตอบคอมเมนต์ของเรื่องนี้ครับ)

http://writer.dek-d.com/dek-d/writer/viewlongc.php?id=685413&chapter=3

ภาพรวมของเนื้อหาคิดว่าเป็นเรื่องราวของริน เนเน่ และแกรนด์ สามคนที่มีพลังของ ลม น้ำ และไฟ ซึ่งถูกเชื่อมโยงกันเข้าด้วยกันด้วยโชคชะตาให้ต้องทำภารกิจอันแสนสำคัญ (ล่าสุดก็เริ่มออกเดินทางกันแล้ว) การดำเนินเรื่องดีแล้วครับตัวละครมีชีวิตชีวาและมีสีสันดี การบรรยายก็ลื่นไหลดี การใช้ภาษาที่มีคนพูดกันว่าไม่เหมาะกับแฟนตาซี ผมกลับมองว่าเป็นสเน่ห์อีกรูปแบบ เพราะถึงจะเป็นแฟนตาซีแต่เราก็ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดแบบโบราณเสมอไป เพียงแต่ต้องระวังไม่ให้ระดับภาษากระโดดนะครับ แบบทำให้มันเป็นพื้นฐานของยุคในเรื่องไปเลย

ป.ล. เรื่องดาวคะแนน... เนื่องจากผมไม่สามารถคิดคะแนนให้ใครได้ ทุกอย่างเป็นเพียงความเห็นของผมเท่านั้น ทุกคนมีความชอบที่แตกต่างกันไปเพราะเช่นนั้นขอแจก 5 ครับ (เพราะจุดประสงค์หลักคือคอมเมนต์มากกว่านี่นะ)
     
 
ใครแต่ง : K.W.E.
25 ก.ค. 64
90 %
92 Votes  
#4 REVIEW
 
เห็นด้วย
24
จาก 25 คน 
 
 
“เป็นเรื่องที่อ่านแล้วอมยิ้มได้เพราะความน่ารัก”

(แจ้งลบ)
  
เขียนเมื่อ 11 ก.พ. 54
ภารวมของเรื่อง ในตอนแรกนั้นแม้จะไม่ได้โลดโผนอะไรนักแต่ก็งดงามและน่ารัก สองชีวิตที่ผูกพันกันอย่างลึกซึ้งพร้อมความสัมพันธ์ที่ค่อย ๆ แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และต่อมาในท้ายที่สุดจากความน่ารักน่าชัง ก็ต้องแปรเปลี่ยนและย่างเท้าเข้าสู่สงคราม(ที่น่าจะยิ่งใหญ่มาก....) เนื้อเรื่องเริ่มกระชับและเข้มข้นมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในด้านการใช้ภาษาในการบรรยายก็เรียบง่าย แต่กลับดึงความรู้สึกของตัวละครออกมาได้เต็มที่ทีเดียวครับ (โดยเฉพาะมีอาที่ดูมีมิติเป็นพิเศษหากไปเทียบกับคนอื่น)

สำหรับการบรรยายที่ทำให้ดูแตกต่างนั้นคิดว่าเป็นเพราะ... ส่วนใหญ่ผู้เล่าจะบรรยายให้เห็นเลยว่าใครเป็นคนแบบไหน กระทั่งตัวฟิลเองก็ตาม (เน้นย้ำบ่อยมากว่าเกลียดมังกร แต่การกระทำก็ไม่ค่อยแสดงออกนัก) และแม้จะเป็นตอนแล้วก็ตาม 15 ผู้เขียนก็ยังพยายามบรรยายเรื่องอุปนิสัยของฟิลทั้งในเรื่องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และความละเอียดรอบคอบซึ่งเป็นมุมมองของคนเขียน แต่ในทางกลับกันภาพของมีอานั้น ส่วนใหญ่จะแสดงออกด้วยการกระทำของตัวเอง และเป็นภาพที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากความคิดของฟิลอีกทีหนึ่ง โดยทางคุณ K.W.E. แทบจะไม่บรรยายในมุมมองของตนเองเลย ซึ่งนี่อาจจะเป็นจุดที่ทำให้มีอาดูมีชีวิตและโดดเด่นกว่าใคร

*ผมคิดว่าบางครั้งท่านอาจไม่จำเป็นต้องเน้นย้ำอะไรมากนักก็ได้ครับ เพราะในช่วงที่สู้กับอัศวินมังกรฟิลก็แสดงให้เห็นแล้วว่าตนมีความสามารถอย่างที่ท่านอยากให้เห็น บางครั้งการเน้นย้ำด้วยการกระทำมันจะทำให้ดูมิติของฟิลดูเปิดกว้างขึ้นมาอีกด้วยครับ

การเริ่มเรื่องด้วยการสร้างโลกนับเป็นแนวคิดมาตรฐานอย่างหนึ่งที่ได้ผลดีเสมอครับ แต่การจะทำให้คนอ่านอินไปกับโลกของเราได้นั้นส่วนหนึ่งต้องพยายามทำให้ ‘รวบรัด’ สักหน่อย ยกเว้นส่วนที่เราต้องการเน้นที่จะใส่คำบรรยายอย่างดีให้ดูโดดเด่นขึ้นมาครับ ซึ่งมันจะช่วยให้ความอยากรู้อยากเห็นของคนเพิ่มมากขึ้นได้มากเลยเชียว

จากบทนำส่วนสร้างโลกของท่าน K.W.E. ออกจะดูธรรมดาไปนิดหนึ่งเพราะเล่าอารมณ์เดียวกันมากไปหน่อยน่ะ แต่...ช่วงท้ายของตอนที่เกี่ยวกับกำเนิดมีอาทำได้เยี่ยมเลยครับ จังหวะนิ่มมากแต่ช่วยเพิ่มความอยากรู้ได้ดีจริง ๆ

หลังจากอ่านมาพักหนึ่ง และแม้จะมีคำเปรยว่าฟิลเกลียดมังกร... แต่เท่าที่อ่านมา ท่าน K.W.E. เองก็ไม่ได้เน้นความเกลียดชังตรงนี้เท่าไหร่ ในทางกลับกันผมกลับมองว่าฟิลเข้าใจโลก และเห็นใจมังกรซึ่งถูกมนุษย์จับมาเป็นทาสแล้วนำมาใช้ในสงครามมากกว่าครับ ซึ่งสิ่งที่แฝงอยู่นี้นับเป็นสเน่ห์ของฟิลจริง ๆ (ผมชอบแนวคิดในจุดนี้ครับ) และอาจเป็นเพราะฟิลได้เจอกับเรื่องเลวร้ายมามาก อีกทั้งอยู่คนเดียวมาตลอดเลยทำให้มองโลกในมุมมองที่แตกต่างออกไปจากคนอื่นอย่างที่เป็นก็ได้...

ในทางกลับกันหลวงพ่อที่เชียร์ให้เด็กไปเป็นอัศวินมังกร (ต้องไปรบ) นี่มัน เอ่อ.... ทำให้ผมไม่ชอบตัวละครตัวนี้เอาเสียเลยแฮะ... (และถึงตอนที่ 17 คุณหลวงพ่อนี่ก็ยังคิดจะส่งเสริมฟิลออกรบเช่นเคย... แถมออกรบคู่กับพ่อ...) ความจริงคนเป็นพ่อ(เครนี่)ไม่น่าจะอยากให้ลูกออกรบเลยนะครับ ทั้งความเป็นห่วงหรืออะไรก็ตาม ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ผมยากจะทำความเข้าใจได้... (สรุปคือมันไม่ใช่ปัญหาของเรื่องท่านหรอกครับแต่เป็นปัญหาเรื่องแนวคิดของผมเองมากกว่า)


คำแปลกขอเสนอเป็นทางเลือกครับ

บทนำ หากผู้ทำลายเป็นมังกร >> หากผู้รุกราน
ร้องออดด้อน >> อ้อน

ตอนที่ 2 ความทรงจำอันแสนสุข... ผมว่าแปลก ๆ นะครับเพราะว่าพ่อก็จากไป แม่-น้องเสียชีวิต หากคิดตามหลักทั่วไปมันคือความทรงจำระทมทุกข์มากกว่านะ (ดังนั้นหากจะเลี่ยงก็อาจจะใช้ว่า สถานที่อันมีความทรงจำเปี่ยมล้น / สถานที่ซึ่งเก็บรวบรวมความทรงจำทั้งชีวิตของเขาเอาไว้ อะไรประมาณนั้นครับ)
คำว่า “ก็ได้” เยอะไปหน่อยนะครับ บางครั้งตัดออกความก็ไม่เสีย อันนี้ต้องลองอ่านดูล่ะครับ
แบบไม่สบตา >> โดยไม่สบตา

ตอนที่ 15 ไปเวลาเปียก

ป.ล. มังกรที่ไม่ทำสัญญากับมนุษย์จะต้องตาย ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นคำสาปอะไรสักอย่างของมนุษย์โบราณเลยแฮะ
ป.ล.1 ฉากต่อสู้ครั้งแรกดูเหมือนจะมีการเน้นย้ำอะไรมากไปนิดหน่อยนะครับ เช่นตอนมีอาวิ่งไปหาฟิลเพื่อดูอาการ ก็ไม่น่าจะต้องตัดฉากไปอธิบายฝั่งโจรให้มากมายนัก (แค่ต่อว่า พวกโจรวิ่งหนี + ทิ้งกองเงินไว้เอาไว้ก็น่าจะพอครับ เพราะตัดฉากแล้วอารมณ์มันหลุดนี่สิ)
ป.ล.2 แอบแซว ตอน 9 แววพลัง L เริ่มลอยมาให้เห็น
ป.ล.3 หมาป่าตอน 11 มันตื้อจริง ๆ นะเนี่ย แถมฉลาดมาก ถึงขั้นมีการคาดการณ์ว่าหากปล่อยให้ฝนหยุดตกตัวเองจะอดล่าเหยื่อเพราะอาจมีคนสัญจรไปมาเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก... แบบนี้มันฉลาดกว่าตัวร้ายละครไทยอีกนะครับเนี่ย (อ้าว อยู่ดี ๆ วกกลับไปแว้งกัดละครไทยซะงั้น... ฮ่า ๆ)
ป.ล.4 ว่าแต่ฟิลคุยกับหมาป่าไม่รู้เรื่องเหรอครับ
ป.ล.5 ยังคงอยู่ในตอน 11 มังกรมีอาโหดมากกกก
ป.ล.6 ตอน 12 ฟิลประกาศเลี้ยงต้อยแล้วววว
ป.ล.7 ตอนที่ 15 ฟิลมีจุดยืนดีครับ แต่แปลกใจนิดหน่อยที่คนใจดีอย่างฟิลมีความคิดจะเข้าร่วมสงครามอยู่กับเขาเหมือนกัน (เห็นตอบรับเฉยเลยว่า ถ้ามีสงครามเกิดขึ้นจะเข้าร่วมแน่)
ป.ล.8 ตอนที่ 16 นับเป็นจุดไคลแมกซ์ของเรื่องเลยก็ว่าได้ แม้การทำสัญญาจะดูเรียบง่าย แต่ท่านถ่ายทอดออกมาได้มีพลังมากครับ ^^
ป.ล.9 ตอนที่ 16 มีมี่รู้จักกับเจ้าแม่มังกรอีวา.... หรือว่า..... คำใบ้ใกล้ครบล่ะ แต่สงสัยนิดนึงว่าฟิลเองก็มีสายเลือดของมังกรอยู่ด้วยหรือไม่.... ^^
ป.ล.10 โหท่านเล่นถมหนาชื่อกราไนต์แบบนี้ยิ่งกว่าหวยล็อคอีกนะ แหม่เก็บไว้ให้คนอ่านลุ้นบ้างก็ดีนะครับ
ป.ล.11 เนื่องด้วยกระทู้ http://www.dek-d.com/board/view.php?id=2049034 ซึ่งมีจุดประสงค์ในการแลกเปลี่ยนความเห็นกันมากกว่าจะเป็นการวิจารณ์นะครับ (ไม่กล้าวิจารณ์ครับ...)
ป.ล.12 เรื่องดาวคะแนน... เนื่องจากผมไม่สามารถคิดคะแนนให้ใครได้ ทุกอย่างเป็นเพียงความเห็นของผมเท่านั้น ทุกคนมีความชอบที่แตกต่างกันไปเพราะเช่นนั้นขอแจก 5 ครับ (เพราะจุดประสงค์หลักคือคอมเมนต์มากกว่านี่นะ)
     
 
11 พ.ค. 56
97 %
139 Votes  
#5 REVIEW
 
เห็นด้วย
12
จาก 13 คน 
 
 
แวะมาพูดคุยด้วยครับ ^^

(แจ้งลบ)
  
เขียนเมื่อ 10 ก.พ. 54
สิ่งแรกที่อยากจะบอกคือ ‘ผมตาสั้นครับ’

ตัวหนังสืออาจจะได้มาตรฐานในการส่งโรงพิมพ์ทว่าสำหรับอ่านในเน็ตมันเล็กไปหน่อยนะ (อย่างน้อยก็ควรจะขนาด 16 ครับ)

การเปิดเรื่องด้วยนิยายทำได้ดีนะครับ แถมลงท้ายด้วยการที่เจ้าหญิงเงือกจะกระโดดถีบแถมซูเพล็คแม่มดอีก ซึ่งทำให้ทิ้งระยะห่างออกมาจากนิทานค่อนข้างมาก ตรงนี้เป็นส่วนที่ผมชอบเลยล่ะ แต่พอขึ้นบทหนึ่งมันทะ ๆ ชอบกลครับมีพูดถึงนักอ่านด้วย ถึงจะเป็นมุกแต่ผมว่าไม่ค่อยเหมาะกับนิยายเท่าไหร่นะ ท่านเองก็ใช้ภาษาในการบรรยายได้ในระดับยอดเยี่ยมอยู่แล้ว แต่การสร้างโลกโดยอิงปัจจุบันแบบนี้มันจะทำให้ขัดเล็ก ๆ และทำให้ไม่เกิดความรู้สึกอินในเนื้อเรื่องครับ
ตอนที่สาม องค์หญิงเตเต้ไปเปลี่ยนชุดมาใหม่ ท่านบรรยายว่าสมฐานะ แต่ต่อไปกลับบรรยายว่ามันเป็นชุดธรรมดาที่ใคร ๆ ก็หาใส่ได้ (ซึ่งมันทำให้รู้สึกขัดครับ... สมฐานะที่ว่าคือสมฐานะคนธรรมดาหรือ ?)


ภาพรวมทางด้านภาษาท่านใช้คำได้แปลก(ดี)ครับ ส่วนภาษาพูดค่อนข้างต่างระดับกับต่างชนชั้นซึ่งยังไม่ค่อยมีมาตรฐานเท่าไหร่นัก (มีโดดบ่อยใช่เล่น หนักหน่อยก็ อั๊วะ ที่ตอน 4 นี่แหละภาษาจีนมาจากไหนนั่น แล้วไหนจะเต่าถุยอะไรอีก - -) บางทีการบรรยายจะเยิ่นเย้อเกินไป บางครั้งก็ขาดคำไปนิดหน่อย ซึ่งทำให้ความหมายมันดีดไปดีดมาจากที่ควรจะเป็นครับ (แต่ก็อย่างว่าครับเมื่อบรรยายเยอะ เขียนเยอะมันก็มีพลาดกันได้คิดว่าส่วนใหญ่ท่านอ่านทวนก็คงเจอกระมัง)

ภาพรวมของเนื้อเรื่องท่านเขียนเรื่องนี้ออกมาได้น่ารักดีครับ ตัวละครองค์หญิงมีความเป็นตัวของตัวเองดีมาก (คิดไม่ถึงว่าจะจับให้ติดมวยปล้ำซะงั้น) อีกทั้งอารมณ์ของตัวละครก็ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างลงตัว ในด้านความสมเหตุสมผลก็ไม่มีปัญหาอะไรมากมายนัก แต่จุดเด่นที่ทำให้ผมรู้สึกชอบนิยายเรื่องนี้ก็คือคำสอนที่ค่อย ๆ ถ่ายทอดออกมาจากเมดสาวซีเรีย(ที่ดูไม่ธรรมดาเอาเสียเลย) ซึ่งทำให้เรื่องราวไม่ได้มีเพียงความสนุกสนานและไร้สาระแบบนิยายในจำนวนมาก ที่เน้นเอาโหดมันฮาเป็นสิ่งสำคัญครับ (และนั่นมันคือตลาด)

การเล่าเรื่อง ภาพรวมจัดว่าดีมากครับเพราะลื่นไหลมาก บรรยายละเอียดทีเดียว เพียงแต่อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าการเปรียบเทียบกับโลกในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ดูแล้วขัด รวมทั้งภาษาที่กระโดดไปมายังไม่มีมาตรฐานชัดสำหรับตัวละคร และการเล่าเรื่องนั้นบางทีก็เป็นเส้นตรงเกินไปหน่อยอย่างเช่นตอน ซีเรีย เล่าเรื่องวิทยาลัย โซเฟีย การให้ตัวละครหนึ่งพูดอะไรยาวขนาดนั้น(สองย่อหน้า) รวมถึงคำพูดขององค์ชายข้าวเจ้าในตอนที่ 31 ด้วย ถ้ายังไงใช้คำบรรยายช่วยบ้างก็น่าจะดีนะครับ

และที่สำคัญผู้เขียนได้พยายามเล่าเรื่องโดยใบ้ปมต่าง ๆ ชวนให้คิด ชวนให้สงสัยอยู่เรื่อย ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีนะครับที่อยากให้ผู้อ่านคิดตามไปด้วย เพียงแต่อยากจะบอกว่าคำใบ้ไม่ควรใส่เน้นดำเสียทั้งหมดหรอกนะครับ เพราะมันทำให้ง่ายต่อการเดามากเกินไปโขเลยครับ ควรเลือกถมแต่ปมหลักที่อยากให้ผู้อ่านเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งจะดีกว่าครับ (ไม่อย่างนั้นมันอาจจะดูจืดไปสำหรับหลายคนเลยครับ)

--อ่านต่อได้ที่ http://writer.dek-d.com/tongfar/writer/view.php?id=685413 --
เขียนยาวเกินครับมาไม่ครบ
     
 
ชื่อเรื่อง :  The Chronicles of Ares
26 มี.ค. 55
98 %
8 Votes  
#6 REVIEW
 
เห็นด้วย
8
จาก 8 คน 
 
 
แวะมาเยี่ยมครับ

(แจ้งลบ)
  
เขียนเมื่อ 18 ก.พ. 54
“รั่ว”

พริบตาแรกที่อ่านรู้สึกอย่างนี้เลยครับ ไม่รู้จะสรรหานิยามอะไรมาพูดเลยจริง ๆ (พ่วงด้วยความรู้สึกว่าซวยล่ะจะรู้เรื่องไหมนี่ เพราะชื่อเยอะแยะมากมายก่ายกอง ส่วนตัวเป็นคนความจำสั้นมาก แถมไม่รู้เรื่องเทพนิยายกรีก-โรมันเลยนี่สิ พอตั้งสติได้เลยตัดสินใจไม่จำเลยสักชื่อให้ท่านอธิบายมาดีกว่า)

เรื่องการใช้ภาษา ขอสารภาพว่าเป็นอะไรบางอย่างที่ชวนหัวหมุนพอสมควรครับ หนึ่งสิ่งที่ประหลาดคือระดับของภาษา เนื่องจากความคิดในหัวอาเรส กับสิ่งที่เป็นประโยคคำพูดบางส่วนมันเหมือนอยู่กันคนละมิติเวลากันเลยครับ ซึ่งมันทำให้อ่านแล้วขัด ๆ อยู่บ้างซึ่งไม่ลื่นไหลเท่าที่ควร และพอขัดแล้วคงบอกได้แค่ว่า...ไม่อินครับ

การดำเนินเรื่อง บางทีท่านก็ตัดฉากเร็วมาก ด้วยความที่ตัวละครเยอะทำให้จับประเด็นไม่ค่อยทันครับ ประกอบกับการตัดฉากแต่ละทีนั้น ท่านให้ข้อมูลน้อยมากเลย (ประหนึ่งว่าคนอ่านน่าจะรู้อยู่แล้ว) ประเด็นสุดท้ายของการดำเนินเรื่องคือการสลับไปสลับมาของมุมมองบุคคลที่ 1 กับมุมมองบุคคลที่ 3 ครับ เนื่องจากท่านทั้งสลับฉาก แถมในช่วงบทนำ – ตอนที่ 1 ยังสลับมุมมองเสริมอีกด้วย นี่เป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่ทำให้งงพอสมควรครับ ซึ่งตอนหลังมีการตกแต่งเอาดาบมาคั่นฉาก ก็ดีขึ้นมากเลยครับเพราะไม่ได้ตัดบ่อยมากจนเกินไป แถมช่วยเปลี่ยนบรรยากาศคนอ่านด้วย (วิธีนี้ผมชักชอบเสียแล้วสิ)

หลังจากพ้นช่วงแรก ๆ....

มาจนกระทั่งถึงตอนที่ 8-15 นิยายเรื่องนี้ถึงเริ่มแสดงพลังความสามารถของคุณ ชิโร่ ออกมาจริง ๆ เสียที เนื้อหาที่แสดงถึงความรู้สึกที่เทพสงครามที่มีกับมนุษย์นั้นเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเพราะหญิงสาวหนึ่งคน ช่วงนี้เต็มไปด้วยดราม่าและดูมีน้ำหนักจริง ๆ (และค่อนข้างติดเรทนิด ๆ ด้วยนะครับ.... ฮา) นี่ถ้าท่านชิโร่สามารถดึงพลังของเรื่องที่มีนี้ ให้เกิดกับตอนแรก ๆ ได้จะเป็นเรื่องที่เยี่ยมมากเลยล่ะครับ

อ่านต่อที่ http://writer.dek-d.com/tongfar/writer/view.php?id=685413 นะครับมันมาไม่ครบ
     
 
ชื่อเรื่อง :  Farm of Love
ใครแต่ง : รสดา
31 พ.ค. 61
92 %
7 Votes  
#7 REVIEW
 
เห็นด้วย
3
จาก 3 คน 
 
 
นิยายน้ำดีที่หาได้ยาก

(แจ้งลบ)
  
เขียนเมื่อ 11 ก.พ. 57
ขอโพสแบบสรุปหลังจากตามดูจนตอนสุดท้ายนะครับ (วันที่ 11/2/2014)

ผมเองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาษาหรอกนะ เป็นแค่คนธรรมดาๆ คนนึง
ว่าตามตรงบทหวานๆ คุณ รสดา เขียนดีกว่าผมแบบเทียบกันไม่ได้เลยล่ะ
และคุณรสดา พัฒนาเทคนิคการเขียนได้เร็วจริงๆ
อย่างที่บอกแหละครับ เรื่องอารมณ์คุณทำได้ค่อนข้างดีถึงดีมากอยู่แล้ว
เพียงแต่พวกเรื่องเทคนิค + ความสมเหตุสมผลอาจจะยังแปลกนิดหน่อย
(โดยเฉพาะตอนที่ 1-2)

ถ้าให้ผมเดาล่ะก็ เกี่ยวกับเรื่องรายละเอียด คุณยังไม่แน่ใจว่าควรใส่อะไรลงไปตรงไหน
ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ เขียนไปสักพักก่อนจะมองย้อนอ่านของเดิมคุณจะเห็นเอง

และถ้าจะให้ผมแนะนำล่ะก็ขอให้ลองจินตนาการว่าตัวเองเป็นคนอ่าน และต้องการอะไรอยู่
ข้อมูลบางอย่างเยอะเกินไป และบางอย่างยังน้อยเกินไปสักหน่อย
หากหาความสมดุลตรงนี้ได้ ผมว่างานเขียนของคุณน่าจะก้าวกระโดดเลยนะ

หวังว่าจะช่วยได้นะครับ... ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าควรแนะนำอย่างไรให้เป็นรูปธรรมกว่านี้เหมือนกัน
     
 
หน้าที่ 1