I am a Grim || เกิดใหม่ที่ต่างโลก ดันเป็นกริมซะได้

ตอนที่ 47 : ( ภาค 2 - สงครามเทพเจ้า ) บทที่ 47 เทพแห่งความตาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 628
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    25 มี.ค. 60

บทที่ 47 เทพแห่งความตาย

 

 

 

“สเตตัส!!!” ชายหนุ่มผมดำร้องเสียงดัง ขณะอยู่ด้านหน้าประตูวิหารซึ่งเปลี่ยนไปหลังการคืนชีพ

 

วิหารสีดำขนาดใหญ่ มีประตูโลหะปิดแน่นหนา กริมหนุ่มได้ทดสอบด้วยการชกและต่อยก่อนหน้าหลายครั้ง แต่ผลที่ได้เป็นความไม่พอใจ เพราะไม่ว่าจะส่งกำลังไปขนาดไหน ประตูก็ไม่สั่นไหว

 

“แล้วเรื่องค่าสถานะที่ไม่มีให้เห็น” ไคท์กล่าว หลังพบว่าตัวเขาเองไม่มีหน้าต่างค่าสถานะให้เห็นอีกต่อไป

 

“แบบนี้เราจะวัดความแข็งแกร่งของตัวเองยังไง?

 

ขณะที่จ้องไปยังประตูสีดำนั่น เหตุการณ์คล้ายกับครั้งแรกซึ่งเขาเคยมองก็เกิดขึ้น

 

ประตูวิหารเทพอสูร ประเมิน : ไม่สามารถทำลายได้

 

ให้มันได้แบบนี้ไคท์กล่าวเมื่อเห็นข้อความบนอากาศ

 

“ถ้าเราไม่สามารถทำลายประตูได้ แล้วจะเข้าไปในตัววิหารได้ยังไง” กริมหนุ่มกล่าวขณะยกมือขึ้นลูบคาง

 

เขาไม่รู้วิธีที่เข้าไปในวิหาร ซึ่งต้องเข้าผ่านประตูสีดำเบื้องหน้า

 

“นี้เราเป็นเทพ หรืออะไรสักอย่างที่ระบบได้บอก ก่อนถีบออกจากระบบแน่นะ”

 

กริมหนุ่มรู้สึกสับสน นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกที่เปลี่ยนไป ความสามารถและพลังพิเศษต่างๆที่เคยมีก็ถูกทำลายไปด้วย เหลือแต่พลังปราณที่ตนฝึกอยู่ไม่กี่อย่าง และดวงตาแห่งพระเจ้าที่แสดงพลังของมันกับประตูวิหาร

 

แต่พลังของดวงตาแห่งพระเจ้ากลับไม่สามารถให้คำตอบตัวตนของเขาอย่างละเอียดได้

 

เทพอสูร : ระบุไม่ได้

 

“เยี่ยม! เยี่ยม! ฮาๆๆ” ไคท์หัวเราะอย่างขมขื่น ขณะที่เสียงของเขาก้องออกไป มิติต่างสั่นไหวตามเสียงหัวเราะของเขา

 

“หืม..ไหนดูสิว่าตอนนี้เราสามารถทำอะไรได้บ้าง” หลังจากสงบใจลง ไคท์จึงเริ่มทดสอบทักษะต่างๆ ทั้งเรียกใช้ทักษะต่างๆที่น่าจะใช้ออกได้

 

แน่นอนว่าเริ่มแรกเขาทดสอบเวทย์มนตร์ที่ตนเคยมี แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาจึงหันกลับมาที่พลังปราณแทน

 

ก้าวพริบตา

 

เคล็ดหมาป่าฟื้นกำลัง

 

เคล็ดอสูรค้ำฟ้า

 

“มีแค่สามอย่างนี้ที่เราสามารถใช้ได้”

 

ก้าวพริบตา ทำให้เขาสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วและว่องไว

 

เคล็ดหมาป่าฟื้นกำลัง ช่วยให้ร่างกายของเขาสามารถฟื้นตัวได้ดีเยี่ยม

 

สุดท้ายเคล็ดวิชาอสูรค้ำฟ้า พลังของมันไม่แน่ชัด แต่จากความจำเลือนรางของอาจารย์ปู่ เคล็ดวิชานี้จะช่วยให้เขา“แข็งแกร่ง...”

 

“แล้วแบบไหนถึงอธิบายคำว่าแข็งแกร่งได้...”  ไคท์คิดหาคำอธิบายจนรู้สึกปวดหัว เขาจึงไล่ความคิดนี้ออกไป

 

“ส่วนการจัดการกับความตาย...” ไคท์จึงลองเรียกหา พร้อมมองรอบๆสถานที่

 

ขณะนึกถึงความสามารถใน การจัดการกับความตาย จู่ๆไคท์ก็เจ็บในดวงตาขึ้นมา ส่งผลให้กริมหนุ่มชักมือขึ้นปิดดวงตาทั้งสองเอาไว้ทันใด

 

“อ๊ากกกกกกกกก!!!

 

ความเจ็บปวดวิ่งอยู่ภายในดวงตาของเขา เจ็บยิ่งกว่าเข็มนับพันกำลังทิ่มแทง

 

“หยุด... หยุด! อ๊ากกกกก!

 

แต่ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าใดอาการปวดตาก็ไม่หาย กริมหนุ่มไม่รู้สาเหตุและไม่มีทางเลือก เขาจึงลองยกมือที่บังดวงตาออก

 

“นั่นคืออะไร?

 

โลกที่ไคท์มองเห็นได้เปลี่ยนไป เขามองเห็นโลกเป็นสองสี

 

...ดำ... และ ...ขาว...

 

เกิดอะไรขึ้นกับตาของเรา

 

หลังจากนั่นไม่นาน ไคท์ก็มองเห็นสิ่งที่ผิดปกติมากกว่าเดิม เขามองเห็นสัตว์ มนุษย์ ปีศาจ หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตที่ไม่สมควรจะได้เห็นมัน

 

พวกมันต่างมีตัวตนเป็นเงาสีดำเข้ม...

 

“ช่วยด้วย”

 

“ได้โปรด ให้พวกข้าได้ไป”

 

“ได้โปรดปลดปล่อยพวกข้า”

 

เสียงของสิ่งมีชีวิตมากมายซึ่งกริมหนุ่มไม่เคยเห็นมาก่อน พวกมันต่างร้องโหยห้วนด้วยความเจ็บปวดและทรมาน ขณะเร่งเคลื่อนตัวมาทางเขา

 

“หยุด...”

 

....พึง!!!....

 

ราวกับโลกขาวดำทั้งหมดเชื่อฟังคำพูดของเขา ร่างซึ่งเป็นเงาดำล้วนหยุดนิ่งอยู่กับที่ และไม่มีสักร่างที่เคลื่อนไหวต่อ

 

“พวกเจ้าเป็นตัวอะไรกัน แล้วทำไมถึงอยู่กันในสถานที่แห่งนี้” กริมหนุ่มเอ่ยขึ้น ขณะมองไปยังเงาดำทั้งหลาย ซึ่งกะจำนวนผ่านสายตาแล้วมีไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านตัว

 

“...” แต่ทั้งหมดยังคงนิ่งไม่เคลื่อนไหวและพูดตอบกลับมา ทำให้ไคท์เอะใจบางอย่าง

 

“ข้าให้พวกเจ้าพูดได้!” ไคท์เอ่ยเสียงดัง

 

ทันใดหลังจากนั่น เสียงพูดมากมายก็แทรกกันออกมา ส่งผลให้กริมหนุ่มไม่สามารถแยกแยะฟังเสียงใดเสียงหนึ่งได้

 

“หยุดก่อน!

 

ทุกอย่างกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

 

“ข้าขอฟังจากเจ้าก็แล้วกัน!” ไคท์เลือกที่จะชี้ไปยังเงาเงาหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้ตัวเขามากที่สุด

 

รูปลักษณ์ของเงาซึ่งไคท์ชี้นั่นคล้ายกับวัวแต่มีส่วนบนเป็นมนุษย์ สิ่งมีชีวิตนั่นอาจเป็น มิโนทอร์ก็ได้

 

“พวกเจ้าเป็นตัวอะไร?” ไคท์เอ่ยกับเงามิโนทอร์

 

“พวกข้าเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณซึ่งไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถไปเกิด หรือหายไปได้ พวกข้าติดอยู่ที่มิติแห่งนี้มาช้านาน จะตายก็ไม่สามารถตายได้...” จิตวิญญาณมิโนทอร์กล่าว

 

“จนทั้งได้พบกับท่าน เทพแห่งความตาย ท่านสามารถทำลายดวงวิญญาณให้หายไปอย่างแท้จริง ทั้งยังสามารถส่งไปเกิด หรือทำอย่างไรกับสิ่งที่ใกล้ตายก็ได้ ได้โปรด ช่วยปลดปล่อยพวกข้าด้วย!!!” มันกล่าวทั้งเงาของมันยังแนบไปกับพื้นดิน คล้ายว่าถ้าตัวตนของมันยังอยู่ มันคงกำลังก้มหัวให้กับกริมหนุ่ม

 

“....” ร่างอื่นๆต่างมีท่าทีเปลี่ยนแปลงหลังจากที่จิตวิญญาณของมิโนทอร์ก้มหัวให้กับกริมหนุ่ม พวกมันต่างกลายเป็นเงาแนบติดกับพื้นทั้งหมด

 

“....” กริมหนุ่มนิ่งไปหลังได้ยินและเห็นภาพเบื้องหน้า

 

“แล้วข้าจะได้อะไรจากการที่ปลดปล่อยพวกเจ้า...” ไคท์เอ่ยเสียงเรียบขึ้น

 

“เจ้าอาจจะไม่รู้หรือรู้อยู่แล้ว”

 

“ข้าไม่ใช่พระเจ้า หรือเทพสวรรค์ ที่จะตอบรับคำขอหรือสิ่งที่พวกเจ้าต้องการ” ไคท์กล่าว ก่อนหันหลังให้กับวิญญาณทั้งหนึ่งล้านดวง

 

“แต่...ข้าจะให้โอกาสกับพวกเจ้าก็แล้วกัน…”

 

“จงพูดในสิ่งที่พวกเจ้าจะมอบให้กับข้า” กริมหนุ่มกล่าวเสียงดัง

 

หลังจากคพประกาศ กริมหนุ่มก็ยังคงยืนนิ่งอยู่ เขากำลังรอฟังคำตอบจากจิตวิญญาณที่ไม่สมบูรณ์ทั้งหลาย

 

ไม่ใช่แค่ไคท์ยังขาดข้อมูลอยู่ ทั้งเรื่องสิ่งตอบแทนที่เขากำลังรอนั่นก็เหมือนกัน กริมหนุ่มไม่แน่ใจว่าวิญญาณเหล่านี้จะให้ผลตอบแทนแบบไหนมา

 

ขณะที่สงสัยอยู่นั่น เงามิโนทอร์ซึ่งอยู่ใกล้สุดก็ชี้นิ้วของตนไปยังประตูวิหาร

 

“ประตูนั่นเมื่อเปิดออกท่านจะได้พบกับผู้คุ้มกันวิหาร ท่านมีตัวเลือกอยู่สองวิธีในการเป็นเจ้าของวิหารนั่น”

 

“หนึ่งท่านต้องนั่งบนบัลลังก์ สองท่านต้องเอาชนะผู้คุ้มกันทั้งหมด แต่ทั้งสองทางนั่น ท่านจะไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริง”

 

“หากท่านต้องการเป็นเจ้าของที่แท้จริงของวิหาร ท่านจะต้องทำการปลิดชีพตนเองบนบัลลังก์ ในขณะที่ผู้คุ้มกันทั้งหมดอยู่รายล้อม และต้องเป็นหลังจากที่ท่านสามารถเอาชนะหัวหน้าผู้คุ้มกันวิหารได้แล้ว เมื่อนั่นผู้คุ้มกันที่แท้จริงและวิหารแท้จริงจึงจะปรากฏขึ้น ในเวลานี้สิ่งทั้งหลายยังเป็นเพียงสิ่งลวงตา” เงามิโนทอกล่าว พร้อมกับค่อยๆคลานเข้ามาหากริมหนุ่ม

 

“ได้โปรดเทพแห่งความตาย ข้าขอวิงวอนต่อท่าน ข้าอยู่มานานแสนนานแล้ว ข้าอยากจะไปเกิดใหม่ ไม่ก็ขอหายไปตลอดการ ได้โปรดเมตตาข้าด้วย” มิโนทอร์กล่าวพร้อมกับก้มหน้าลงห่างจากไคท์หนึ่งเมตร

 

เมื่อเห็นแบบนั่นกริมหนุ่มจึงชะงักไป เขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะดิ้นร่นและแสวงหาความตายขนาดนี้... ไม่สิทุกตนในสถานที่แห่งนี้ล้วนตายไปหมดแล้ว

 

แต่เขาดันไม่รู้วิธีปลดปล่อยอีกฝ่ายด้วยนี่สิคือปัญหาที่แท้จริง...

 

ขนาดนั่นเอง ทันใดมือข้างขวาของไคท์ก็เรื่องแสงสีดำทมึนขึ้น

 

ด้วยความสงสัยกริมหนุ่มจึงมองไปที่มัน สลับกับเงามิโนทอร์

 

หรือสิ่งนี้จะเป็นพลังในการจัดการกับความตาย

 

ไคท์จึงยื่นมือไปยังเงาร่างซึ่งอยู่เบื้องหน้าทันใด....

 

“อ้า.....ขอบคุณ!!! ขอบคุณเทพแห่งความ!!! หากชาติหน้าข้าถือกำเนิดใหม่และจำเรื่องทุกอย่างได้ ข้าจะกลับมารับใช้ท่าน!!!” เงามิโนทอร์กล่าวขณะที่ค่อยๆสลายไป จนหายไปในที่สุด...

 

“ส่วนพวกเจ้า” ไคท์กวาดสายตาไปยังเงาที่เหลือ

 

“จงบอกสิ่งที่พวกเจ้าแต่ละคนรู้ให้ข้าฟัง และห้ามเป็นเรื่องเดียวกัน แล้วข้าจะปลดปล่อยพวกเจ้าหลังจากนั่น...”

 

จากนั่นเรื่องราวนับแสน นับล้านจากจิตวิญญาณทั้งหลายก็ทยอยออกจากปากของแต่ละดวง ด้วยเหตุนี้เองทำให้ไคท์ค้นพบความสามารถในฐานะเทพอีกข้อ

 

เขาสามารถรับฟังและจำเรื่องเล่าจากดวงวิญญาณเอาไว้ได้ ถึงบ้างเรื่องจะไม่มีประโยชน์ก็ตาม เพราะเป็นเรื่องชีวิตครอบครัวครอบครัวหนึ่ง และไคท์แทบกลั่นหัวเราะไม่อยู่เพราะหลังจากที่ฝ่ายชายเล่าจบ ฝ่ายหญิงก็มาเล่าในมุมมองของตนบ้าง ทำให้ไคท์ต้องเม้มริมฝีปากแน่นตลอดเวลา

 

โชคดีที่อำนาจของเขาอยู่เหนือดวงวิญญาณทั้งหมด ทำให้พวกวิญญาณไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมอง จึงไม่เห็นสีหน้าของเทพแห่งความตายขณะที่ฟังเรื่องราวนับไม่ถ้วน...

 

“จงเงยหน้าขึ้นมา เจ้าอยากจะตายหรืออยากจะไปเกิดใหม่” ทุกครั้งหลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวของดวงวิญญาณนั่นๆจบไป ไคท์จะเอ่ยคำถามเดิมซ้ำๆ

 

“ข้าอยากที่จะเกิดใหม่...” เสียงตอบกลับ

 

“ได้ จงไปตามเส้นทางที่เจ้าเลือก” แล้วเทพแห่งความตายก็ใช้มือที่มีพลังสีดำลอยวนเวียนอยู่แตะไปยังหน้าผากของอีกฝ่าย

 

เหตุการณ์ซ้ำๆเกิดขึ้นอีกหลายต่อหลายครั้ง แต่ไคท์ก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ซึ่งนี่เองก็น่าจะเป็นความสามารถของเขาด้วยเช่นกัน

 

จนกระทั่งถึงวิญญาณดวงสุดท้าย

 

“ข้ามีชื่อว่า เดล ข้าเป็นเทพอสูรมาก่อน....”

 

ด้วยคำกล่าวของอีกฝ่าย ส่งผลให้มือของไคท์ที่กำลังจะแตะอีกฝ่ายเพื่อส่งดวงวิญญาณดวงนี้ไปเกิดต้องนิ่งค้างบนอากาศ

 

“เจ้าพูดว่าอะไรนะ?” ไคท์เอ่ยถามอีกฝ่าย

 

เงาสีดำด้านหน้าได้ยินจึงตอบคำถามอีกครั้ง

 

“ข้ามีชื่อว่า เดล ข้าเป็นเทพอสูรมาก่อน....”

 

“เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า แล้วทำไมเทพถึงได้กลายเป็นจิตวิญญาณเหมือนกับวิญญาณอื่นๆได้” เป็นเทพแห่งความตายที่นึกสงสัยขึ้นมา

 

“พวกมัน...เทพสวรรค์ ไม่สิข้าสมควรเรียกพวกมันว่ามารในคราบเทพ” เงาตรงหน้าที่มีรูปร่างคล้ายกับมนุษย์แต่มีหาง เขาและปีกกล่าว

 

“เจ้าเป็นตัวอะไร?

 

“ข้าคือคิเมร่า...”

 

“คิเมร่า...” ไคท์เริ่มนึกภาพตามหลังจากที่อีกฝ่ายบอกสิ่งที่ตนเองเป็น “แล้วเจ้าจะเลือกเส้นทางไหน?

 

“มีเส้นทางสำหรับการแก้แค้นหรือไม่?” เดลตอบกลับมา ส่งผลให้ไคท์ต้องเค้นสิ่งที่เขารู้ออกมา แต่นี้เป็นคำถามใหม่ซึ่งเขาพึ่งได้พบ

 

“ท่านเป็นเทพแห่งความตาย และเป็นหนึ่งในเทพอสูรที่เหลืออยู่...” คิเมร่ากล่าว ก่อนเงยหน้าขึ้นมองกริมหนุ่มโดยไม่เกรงกลัว ส่งผลให้ไคท์มองเห็นดวงตาที่มีลวดลายประหลาดของอีกฝ่าย

 

“ดวงตานั่น...เป็นเพราะเจ้าก็เป็นเทพใช่ไหม ถึงมีสิ่งที่แตกต่างจากวิญญาณดวงอื่น” ไคท์พูดหลังจากเห็นนัยน์ตาคิเมร่า

 

“นี้เป็นสิ่งที่ข้ามีติดตัวหลังจากกลายเป็นเทพอสูร” เดลพูด

 

“เส้นทางแก้แค้นสินะ” ไคท์กล่าวพรึมพรัม เขาไม่รู้ว่าตนจะสามารถทำอะไรกับเรื่องนี้ได้ แต่ขณะนั่นเอง จู่ๆมือข้างขวาของเขาก็เรืองแสงสีเทาขึ้น!!!

 

ต่างจากสีดำที่ทำให้ไปเกิดใหม่ กับสีขาวที่หมายถึงการหายไป... ความหมายของพวกมันไหลเข้ามาในหัวของเขาอย่างต่อเนื่อง

 

“ถ้าแบบนั่น เจ้าจงถือกำเนิดใหม่ภายในมิติแห่งก็แล้วกัน ข้าจะหาวิธีทำให้เจ้ากลับออกไปด้านนอก” ไคท์กล่าวขณะมองดูแสงสีเทาที่ฝ่ามือ เช่นเดียวกับเดลที่มองตามโดยตลอด

 

“ข้ายินดี!!!” คิเมร่ากล่าวรับก่อนหลับตาลง

 

“....”

 

ไคท์จึงใช้แสงสีเทาดังกล่าวสัมผัสกับร่างของคิเมร่า....

 

 

 

--------- จบบทที่ 47 เทพแห่งความตาย -------


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

252 ความคิดเห็น

  1. #211 win_โอตาคุนารูโตะ (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 15:41
    ยังไม่ได้เห็นยมทูตฝึกหัดเลย... ฮึก... เศร้าใจ
    #211
    0
  2. #107 PeDo Man (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 10 เมษายน 2560 / 06:58
    อ่าว พลังหายหมดเลยเรอะ..
    #107
    1
    • #107-1 Silver Duck(จากตอนที่ 47)
      11 เมษายน 2560 / 19:51
      หายหมดยกเว้นพลังปราณขอรับ
      #107-1