I am a Grim || เกิดใหม่ที่ต่างโลก ดันเป็นกริมซะได้

ตอนที่ 112 : ( ภาค 3 - สงครามต่างโลก ) บทที่ 2 เรียกข้าจอมมารก็แล้วกัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 387
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    22 ก.ค. 60

บทที่ 2 เรียกข้าจอมมารก็แล้วกัน

 

 

 

เหนือท้องฟ้าไกลออกไปจากสนามรบ อากาศโดยรอบกำลังถูกฉีกออกจากกันและกินรัศมีกว่าสิบกิโลเมตร เกิดเป็นช่องว่างของมิติขนาดใหญ่ ก่อนที่การฉีกขาดของมิติจะหยุดลง แล้ววัตถุประหลาดก็ค่อย ๆ โผล่ออกจากรอยแยกดังกล่าว

 

วัตถุที่ว่ามีรูปร่างคล้ายกับผืนดินขนาดใหญ่ซึ่งกำลังลอยอยู่บนอากาศ มีพื้นที่กว่าสิบตารางกิโลเมตร! และมันกำลังเคลื่อนตัวอยู่บนอากาศด้วยความรวดเร็ว!!!

 

“โอ้ว ที่นี่ดูแล้วไม่เหมือนกับแผ่นดินบ้านเกิดของข้าจริง ๆ” เสียงดังออกจากปากของอัศวินในชุดเกราะสีม่วง ทอรัส ซึ่งในเวลานี้ตัวมันเป็นหนึ่งในสิ่งที่เรียกว่า เทพอสูร จากโลกอีกใบ แต่คำอธิบายถึงตัวตนของมันบนโลกใบนี้ คงไม่สามารถตีความหมายที่ใกล้เคียงได้ นอกจากจะเรียกพวกมันว่า พระเจ้า

 

“เจ้าก็อย่าตื่นเต้นให้มันมาก” เสียงดังออกจากปากของชายหนุ่มในชุดกุนซือสีดำ ซึ่งกำลังถือพัดขนนกโบกไปมา คุโระหนึ่งในเทพอสูรอีกตนพูดกับแม่ทัพเกราะม่วง

 

“นายท่าน พวกเราควรจะทำอะไรเป็นอย่างแรก?” คำถามดังขึ้นทันใด ซึ่งคำถามนี้หลุดออกมาจากปากของอัศวินในชุดเกราะและผ้าคลุมสีน้ำตาลเข้ม เดลโลหรือร่างที่แท้จริงคือ คิเมร่าเป็นคนที่ถามออกมา

 

จบคำพูดของเทพอสูรทั้งสาม ร่างของชายหนุ่มพร้อมกับบัลลังก์สีดำสนิทค่อย ๆ ปรากฏตัวขึ้นบนอากาศและลอยอยู่ในระดับที่สูงกว่าศีรษะของเทพอสูรทั้งสาม

 

ร่างของชายหนุ่มซึ่งสวมชุดสีดำสนิททั้งตัว ใบหน้าหล่อได้รูปประดับด้วยรอยยิ้มตลอดเวลา ผิวสีขาวมีเลือดฝาด ดวงตาสีดำสนิท เส้นผมสีดำยาวจนถึงกลางหลัง...

 

“หืม?” เสียงในลำคอดังออกจากร่างที่กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ ท่ามกลางเหล่าสัตว์อสูร ปีศาจ และผู้เข้าร่วมกับวิหารเทพอสูรทั้งหมด

 

“นั่นสิ พวกเราควรจะทำอะไรดี” น้ำเสียงที่ดูสนุกสนานแต่ไม่สามารถอ่านความคิดที่แท้จริงดังออกมาจากร่างซึ่งกำลังนั่งอยู่บัลลังก์ ส่งผลให้เหล่าผู้ติดตามทั้งหมดนิ่งเงียบไป

 

“...” หลังจากที่ตอบออกไป ไคท์ก็กวาดตามองลงไปยังพื้นดินเบื้องล่าง เขาพบว่าที่พื้นดินกำลังเกิดการต่อสู้ขึ้นโดยรอบ

 

“พวกมันกำลังทำสงครามกัน เพราะอะไร?” ไคท์เอ่ยเสียงเรียบ โดยไม่คิดเอาคำตอบ แต่ทันใดนั่นหนึ่งในผู้ติดตามก็เสนอตัวขึ้นมา

 

“ท่านจ้าววิหาร ถ้าต้องการรู้ข่าวข้ายินดีที่จะลงไปสืบ” เสียงดังออกมาจากซามูไรหนุ่มผู้มีเส้นผมสีดำ ดวงตาสีดำ ใบหน้าหล่อคมคาย เรนหัวหน้าหน่วยสอดแนมพูดออกมา

 

“หืม...เอาใหม่ ข้าไม่ชอบชื่อนั่น” ไคท์เอ่ยเรียบ ๆ แต่ความกดดันจากพลังจิตที่อยู่รอบ ๆ ตัวเขานั่นไม่ได้เงียบตาม...

 

“เอ่อ...” เรนชะงักทันใด

 

“เรียกข้าว่า จอมมารข้าชอบชื่อนี้ มันดูเหมือนว่าจะทำอะไรก็ง่ายไปหมด” ไคท์เอ่ย ส่งผลให้ซามูไรหนุ่มพยักหน้ารับและรีบพูดออกมา

 

“ท่านจอมมาร ข้ายินดีที่จะพาหน่วยสอดแนมลงไปสืบที่ด้านล่าง ว่ามีอะไรเกิดขึ้น” เรนพูดออกมา ขณะที่เม็ดเหงื่อไหลออกตามส่วนต่าง ๆ แน่นอนว่าหลายคนอาจจะไม่เห็นหรือรู้ถึงความน่ากลัวของ ไคท์ เดอกริมแต่เรนกับพี่ชายของเขาซึ่งเป็นซามูไร พวกเขามีสัมผัสพิเศษและถูกฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก ดังนั่นสัมผัสทั้งห้ารวมถึงการรับรู้ของพวกเขาจึงไวเป็นอย่างมาก

 

ไคท์ เดอกริม...ไม่สิ จอมมารเป็นตัวตนที่ไม่ปกติคือสิ่งที่เรนคิด เพราะในบางคืนเขาแอบได้ยินเสียงกัดฟันหรือร้องด้วยความเจ็บปวดหลุดออกมาจากห้องของจอมมาร คล้ายกับว่าตัวเขากำลังต่อสู้หรือข่มปีศาจเอาไว้ภายในตัว...

 

แต่นั่นเป็นเพียงสิ่งที่ผู้ติดตามของไคท์กำลังคิด

 

ในความเป็นจริงแล้วหลังจากที่ไคท์ได้ก้าวเข้ามาในสายของพลังจิต ตัวเขาก็เริ่มทำการทดสอบพลังของตัวเองอยู่ภายในห้องนอนหลายครั้ง แน่นอนว่า...เพราะเป็นการทดสอบพลังที่ไม่เคยทำมาก่อน หลายครั้งที่ความผิดพลาดเกิดขึ้นและส่งผลให้เขาได้รับบาดเจ็บ

 

และเป็นธรรมดาที่เขาจะร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เพราะมันเป็นการทดสอบของพลังจิต ไม่ใช่ร่างกายที่แข็งแกร่งของเขา...

 

ส่งเรนลงไป แล้วเราก็กลับไปนั่งฝึกวิชาในห้องให้สมกับเป็นจอมมารจึงเป็นความคิดของเขาที่ยังค้างคากับการฝึกพลังจิต

 

เขาซึ่งนั่งมองหน้าซามูไรหนุ่มอยู่นานก็พยักหน้าออกมา

 

“ดี งั้นเจ้าก็พาคนลงไป ต้องการกี่คนก็พาลงไป แต่อย่าให้เกิดความสูญเสียโดยไม่จำเป็น ถ้าเกิดอะไรขึ้นต้องแบกหน้ากลับมารับโทษกับข้าและทอรัส” ไคท์พูดออกไป ตัวเขาให้ความสำคัญกับพรรคพวกในวิหารพอสมควร การตายของคนในวิหารไม่ใช่ข่าวดีสำหรับเขา เพราะการที่สูญเสียคนไปหนึ่งคนนั่นหมายถึงต้องฝึกคนใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกคน...

 

“ข้าเข้าใจแล้ว” เรนกล่าวรับ ก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปเรียกปีศาจฝีมือดีมายี่สิบตน ก่อนที่ทั้งหมดจะขึ้นไปนั่งบนหลังของกริฟฟอนอย่างเป็นระเบียบ โดยไร้ซึ่งคำโต้แย้งหรือความไม่พอใจ

 

“พวกเราได้รับหน้าที่ให้ลงไปสืบหาข่าวที่ด้านล่าง หาข้อมูลที่เกี่ยวกับโลกใบนี้ สงครามที่กำลังเกิดขึ้น และข่าวอื่น ๆ มากเท่าที่จะมากได้” เรนพูด ก่อนจะโยนเครื่องประดับไปให้คนในหน่วยที่ถูกเลือกไปคนละชิ้น

 

“สิ่งนี่เรียกว่าอัญมณีสื่อสาร เป็นสิ่งที่ท่านจอมมารใช้พลังของตนสร้างขึ้นมาและมอบมันให้กับพวกเรา” เรนพูดขณะที่ยกแหวนของตนซึ่งมีอัญมณีสีดำติดอยู่ขึ้นมา

 

“เวลาจะพูดให้เคาะไปที่มันสามครั้ง หรือไม่ก็อัดพลังเวทย์เข้าไปบางส่วน มันก็จะเรืองแสงและทำงาน” เรนพูดก่อนจะทดสอบด้วยการเคาะไปที่แหวนสามครั้งให้กับคนในหน่วยดู

 

..ปึก..ปึก..ปึก.. หลังการเคาะเบา ๆ สามครั้ง อัญมณีที่อยู่กับตัวแหวนในมือของเรนก็ส่องแสงสีดำอ่อน ๆ ออกมา ก่อนที่ชายหนุ่มจะเอามันมาอยู่ใกล้ ๆ กับปากและพูดออกไป

 

“ได้ยินที่ข้าพูดไหม...” เสียงของเรนที่พูดออกมา

 

 “ได้ยินที่ข้าพูดไหม...” เสียงของเรนที่ดังออกมาจากอัญมณีของคนในหน่วย หลังจากนั่นทุกคนก็พยักหน้าเข้าใจในทันใด เพราะนอกเหนือจากนั่นเรนได้ฝึกและสอนพวกเขาในการเป็นสายลับรวมถึงหลักการสอดแนมทั้งหมดแล้ว พวกเขาทั้งยี่สิบคนที่ถูกเลือกมาจึงเป็นยี่สิบคนที่เก่งที่สุดในหน่วย!!!

 

“ไปได้!!!” สิ้นคำสั่งของหัวหน้าหน่วยสอดแนม คนในหน่วยทั้งหมดก็สั่งให้กริฟฟอนกางปีกขึ้นและบินแยกย้ายกันออกไปคนละทิศละทางทันใด โดยเป็นการแยกออกไปเป็นเจ็ดกลุ่ม กลุ่มละสามคนด้วยกัน

 

และแน่นอนว่ากลุ่มที่จะเข้าไปสืบยังเขตที่ซึ่งสงคราม...คือกลุ่มของหัวหน้าหน่วยสอดแนม...

 

 

ด้านบนวิหาร

 

หลังจากที่หน่วยสอดแนมซึ่งนำโดยเรนได้จากไป ทอรัสก็เริ่มวางกำลังของคนในวิหารให้ประจำยังส่วนต่าง ๆ ของตัวเกาะ ถึงแม้ว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น ฮอลหรือจิตวิญญาณแห่งวิหารจะรับรู้ได้ในทันทีก็ตาม แต่นั่นจะเป็นเรื่องยากที่จะส่งกำลังเข้าไปควบคุม

 

“พวกเจ้าก็เอานี้ไปด้วย” ทอรัสเอ่ย ก่อนจะยื่นส่งอัญมณีสื่อสารให้กับเหล่าสมาชิกคนสำคัญ ๆ ถือไว้

 

“โอ้ว...” เสียงร้องออกจากปากของเดลโล ก่อนที่มันจะหันมองไปทางจอมมารทันใด

 

“นายท่าน ข้าว่าของสิ่งนี้น่าจะให้คนอื่นถือติดตัวไว้ดีกว่ารึไม่ เพราะปกติแล้วข้าติดตามท่านอยู่แล้ว มันอาจจะไม่จำเป็นสำหรับข้า” เดลโลพูด ทั้งยังยื่นมันกลับไปให้แม่ทัพเกราะม่วง

 

“เจ้าจงถือเอาไว้ เพราะหลังจากนี้ข้าจะกลับเข้าไปในห้อง บางเรื่องข้าอาจต้องสั่งเจ้าโดยตรง” ไคท์พูดออกมา ซึ่งอัญมณีสื่อสารนี้ยังมีความลับอยู่อีก นั่นคือเรื่องระดับของมัน ซึ่งอัญมณีที่ระดับต่ำจนเกินไปจะไม่สามารถติดต่อกับไคท์หรือจอมมารได้ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เขาได้ทำเอาไว้เพื่อป้องกันความสับสนวุ่นวาย

 

หลังจากนั่นทอรัสก็เริ่มบอกถึงวิธีการใช้หินให้กับคนที่ต้องถือมันเอาไว้ เพื่อให้เข้าใจตรงกัน

 

โดยสรุปแล้วอัญมณีที่จะติดต่อกับจอมมารโดยตรงได้มีสิบห้าชิ้น คือ

อัญมณีของสองสาวหรือภรรยาของไคท์ ลูลู่กับเดธ

อัญมณีของเทพอสูรทั้งแปด ทอรัส เดลโล คุโระ ไทโตะ มุรามาสะ มาซาโนะ เซบาสเตียนและชาลอต

อัญมณีของสองพี่น้องซามูไร เรนกับเลโอ

อัญมณีของหัวหน้าโกเล็มเหล็ก ทอเรต

อัญมณีของหัวหน้าฝูงกริฟฟอน บาร์ด

อัญมณีของหัวหน้าอัศวิน เวล

 

หลังจากที่จัดการทุกอย่างเรียบร้อย ไคท์ก็ลงมาจากบัลลังก์ ก่อนจะปล่อยให้ฮอลกลับไปพัก แล้วตัวเขาก็เดินกลับเข้าไปภายในวิหารพร้อมกับหญิงสาวทั้งสอง

 

 

ภายในห้องนอนของจอมมาร

 

เตียงขนาดใหญ่สีดำถูกตั้งเอาไว้กลางห้อง เตียงซึ่งสามารถจุคนได้ถึงสิบคน แต่เตียงนี้พวกเขาใช้นอนกันเพียงแค่สามคนเท่านั่น...

 

หลังจากที่ทั้งสามโผล่เข้ามาภายในห้องเป็นที่เรียบร้อย สองสาวก็ผลักให้จอมมารเดินเข้าไปหาเตียง แล้วลงมือปิดและล็อคกลอนประตูเอาไว้ ส่งผลให้ชายหนุ่มมึนงงในท่าทีของพวกเธอ ส่วนมันติคอลนั่น หลังจากที่แม่ของมันปล่อยตัวมันให้เป็นอิสระ มันก็ทำสีหน้าไม่รู้เห็นและเดินไปงีบหลับอยู่มุมหนึ่งของห้อง

 

ข้าหวังว่าจะมีน้องเร็ว ๆคือสิ่งที่มันคิด ก่อนที่มันจะหลับหูหลับตาลง

 

“พวกเจ้าจะทำอะไร” ไคท์เอ่ยถามด้วยความสงสัย แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นรอยยิ้มเจ่าเล่ห์จากสองสาวแทน

 

“ไคท์อ่า...” เสียงดังออกมาจากปากของเทพสาวซึ่งอยู่ในชุดคลุมสีเขียวสดและเธอเริ่มปลดมันออก!

 

“ไคท์...” น้ำเสียงอาย ๆ พร้อมใบหน้าที่แดงจัดของมังกรสาว ซึ่งในเวลานี้เธอเริ่มปลดเสื้อผ้าของตนออกเช่นเดียวกัน

 

“อึก...พวกเจ้าจะทำอะไรข้า เราตกลงกันได้นะ” จอมมารพูดเสียงหลงออกมา ขณะที่ขาทั้งสองของตนก้าวถอยหลังไปเรื่อย ๆ จนสะดุดเข้ากลับเตียงนอนและล้มหงายท้องในที่สุด

 

“จอมมาร คิกคิก” ลูลู่พูดออกมา ขณะที่ทั้งเนื้อทั้งตัวของเธอไม่มีเสื้อผ้าปิดบังร่างกายอีกต่อไป ส่งผลให้เรือนร่างและผิวพรรณที่งดงามยิ่งกว่าภาพวาดของเธอปรากฏออกมาให้ไคท์ได้เห็น

 

“ท่านจอมมารสินะ” เดธพูดออกมา ขณะที่เรือนร่างที่งดงามไม่แพ้กันของมังกรสาวปรากฏต่อสายตาของเขา

 

!!!” แล้วทั้งสองก็พุ่งเข้าหาท่านจอมมารที่พยายามจะขัดขืนและหลบหนีทันใด ไคท์ซึ่งเกือบจะพลั้งมือสังหารพวกเธอโดยไม่รู้ตัวด้วยจิตสำนึก แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าทั้งสองเป็นภรรยาของตน เขาก็รีบหยุดมือเอาไว้ แล้วสีหน้างุนงงก็ปรากฏบนใบหน้าแทน

 

เพราะเขาไม่รู้ว่าตัวเอง ควรจะทำยังไงกับพวกเธอดี จึงปล่อยให้ทั้งสองทำตามที่ต้องการ...

 

“แต่คืนนี้ ข้าขอฝึกวิชานะ” ประโยคสุดท้ายที่ดังออกจากปากของจอมมารหนุ่ม ก่อนที่จะถูกครอบปิดเอาไว้ด้วยริมฝีปากสวยได้รูปซึ่งมีกลิ่นหอมและรสชาติหวานอ่อน ๆ จากหนึ่งในภรรยาของเขา.....

 

 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

252 ความคิดเห็น