The GRAY ทฤษฎีรัก นักดนตรีสีเทา

ตอนที่ 3 : TULIP’s Sunflower...2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 740
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    19 พ.ย. 58

2…

 

 

ปัจจุบันอายุยี่สิบหกปี...

 

สีผม น้ำตาลเข้ม

 

ส่วนสูง 182 cm.

 

น้ำหนัก 68 kg.

 

สีที่ชอบ สีเปื้อนๆ สีไหนก็ได้

 

ของโปรด กาแฟนมไม่ใส่น้ำตาล

 

สิ่งที่ยึดถือ เรื่องเวลา

 

อื่นๆ ที่ควรรู้ เขานอนแค่วันละสามชั่วโมงไม่ขาดไม่เกิน

 

สาวในสเป็ก ผมไม่แน่ใจนะ...

 

 

ฉันนอนเอกเขนกเปิดนิตยสารอ่านไปเรื่อยตามประสา อย่าเข้าใจผิดนะ ฉันไม่ได้สนใจเขา แต่คนเราจะทำงานกับใครมันก็ต้องสอบประวัติกันบ้าง (เอ หรือที่จริงฉันก็สนใจอยากรู้นิดๆ นะ ไม่รู้สิ...) ในเมื่อตอนนี้ฉันงานเข้า ต้องลากสังขารตามไปสัมภาษณ์เขาต่อในวันพรุ่งนี้ เฮ้อ ฉันทำใจแล้วล่ะว่าช่วงนี้ชีวิตฉันต้องหายใจเข้าออกเป็น ทิวลิป เหลือเกิน

 

“นี่แกเตรียมตัวรึยังตะวัน เอ้อระเหยอยู่ได้” ยัยมายูเพื่อนสาวเจ้าเก่าของฉันเข้ามายืนค้ำหัวเทศนา รอบที่สามแล้วนะยะตั้งแต่ตกเย็นมานี้

 

ฉันนิ่วหน้า

 

“นี่แกดูตื่นเต้นไปไหมเนี่ย เลิกคิดจุกจิกเรื่องงานฉันแล้วไปปั่นวิจัยของแกไปไป๊” ฉันไล่อย่างไม่ไว้หน้า

 

มายูเป็นนักศึกษาปริญญาโทผู้เอาแต่ใช้หัวสมองอันปราดเปรื่องของหล่อนหมกมุ่นอยู่กับเรื่องผู้ชาย

 

ก็บ่นไปอย่างนั้น... ที่จริงฉันชินแล้วล่ะ เราเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เนื่องจากมายูมีแม่เป็นคนไทย (ฉะนั้นมายูจึงเข้าใจภาษาไทยทะลุปรุโปร่ง) ยัยตัวเล็กจึงหาเรื่องถ่อมาเรียนในไทยด้วยทุนแลกเปลี่ยน จากนั้นพอเรียนจบเราก็สับหน้าที่กัน ฉันมาทำงานที่บ้านเกิดเมืองนอนของเธอบ้าง

 

ฉันกับมายูเช่าห้องชุดอยู่ด้วยกันเพราะบ้านมายูก็ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวงอย่างโตเกียว

 

“เฮ้อ... ฉันละอยากกลายร่างเป็นแกซะจริง บุญหล่นทับลูกเบ้อเริ่มกลับทำหมางเมิน นี่ถ้าเป็นฉันนะ ฤดูร้อนเป็นใจแบบนี้ แม่จะลงทุนซื้อบิกินี่คอเล็คชั่นใหม่ล่าสุดใส่ไปด้วยให้มันรู้แล้วรู้แรดไปเลย”

 

เจ๋ง แรดไปเลย...

 

“ฉันไปทำงานนะยะ แกกะจะให้ฉันใส่บิกินี่จีสตริงเป็นซับใน แล้วใช้เวลาทำงานให้คุ้มค่าด้วยการยั่วยวนเขามาพรากความบริสุทธิ์ของฉันหรือไง”  

 

“เออสิยะ โอกาสงามๆ แบบนี้หาได้ง่ายที่ไหน นานๆ ทีจะมีหนุ่มหล่อเลิศเลอเพอร์เฟ็ค พลัดหลงเข้ามาใกล้พอจะคร่าความบริสุทธิ์ของแกได้”

 

ฉันขึงตาใส่

 

“ไหนแกสะกดคำว่า ไม่งาม ให้ฉันฟังที”

 

ไอ้บ้านี่ ไม่จริงเสียหน่อย ที่ฉันยังโสดก็เพราะไม่ถูกใจใครหรอกย่ะ ฉันไม่ได้จนผู้ชาย ตอนนี้ฉันยังไม่มองใครเพราะโสดแบบนี้กำลังสบายโว้ย! (คุ้นๆ ไหม ยืมเพลงของ ZaZa มาใช้น่ะ)

 

มายูหัวเราะชอบใจ

 

“นี่อย่ามาทำปากแข็งเลยน่า เห็นๆ อยู่ว่าผู้ชายคนนี้เข้าสเป็กแก”

 

“อะไร” ฉันเหล่มองด้วยความระแวง

 

“เอ้า ก็มันจริง ดูหนังดูอะไรด้วยกันก็เห็นแกเล็งแต่ผู้ชายมาดเย็นเฉียบ”

 

“ไม่เกี่ยวกันซะหน่อย” ถึงฉันจะชอบผู้ชายสไตล์มาดนิ่งแต่แฝงความร้ายกาจไว้ในที แต่หมอนั่นน่ะ ไม่ต้องลากเข้ามารวมด้วยก็ได้

 

“เกี่ยวอยู่แล้วละย่ะ แกทำเป็นหัวแข็งสร้างกำแพงก็เพราะกลัวว่าตัวจะหวั่นไหวล่ะสิ”

 

มาเต็ม... และคำพูดของมายูก็ปักอกฉันเต็มๆ ด้วย

 

“ไม่ใช่แบบนั่นนะ ไม่ต้องมายัดเยียดฉัน!

 

มายูหัวเราะลั่น

 

“แค่นี้ก็ต้องขึ้นเสียง โอ๊ย ฉันไปทำงานฉันต่อดีกว่า แล้วคืนนี้เข้านอนอย่าลืมตั้งนาฬิกาปลุกนะ ถ้าพรุ่งนี้แกสายล่ะก็ หนุ่มหล่อในสเป็กได้ลอยแพแกแบบไม่ใยดีแน่ๆ”

 

แล้วแม่นั่นก็เดินนวยนาดกลับเข้าห้องตัวเอง ส่วนฉัน...

 

ก็กรีดร้องในใจเป็นบ้าเป็นหลังอยู่คนเดียวน่ะสิ

 

ฉันอยากจะกลายร่างเป็นเมดูซ่าแล้วสาบไอ้เพื่อนบ้าให้กลายเป็นหินไปเลย มันจะได้อ้าปากพูดไม่ได้ไปชั่วชีวิต หนุ่มหล่อในสเป็กอะไรกัน เหลวไหลทั้งนั้นแหละย่ะ!

 

รอยยิ้มสุดท้ายที่ทิวลิปทิ้งไว้ให้ผุดกลับเข้ามาในหัวฉัน...

 

ไม่นะ! ออกไปซะ นายไม่ใช่ ให้ตายสิ ถึงฉันจะหวั่นไหวไปกับหนุ่มมาดเย็นเฉียบแต่ฉันก็เกลียดคนดังนะ

 

และทิวลิป ผู้ชายมาดเย็นเฉียบคนนั้นก็มีชื่อเสียงโด่งดังคับทวีป ฉะนั้น... เขาไม่ใช่อะไรทั้งนั้นนอกจากงาน อย่าได้หลงกลไปกับยัยเพื่อนบ้ามายูทีเดียวทานตะวัน

 

งาน... งาน... งาน...

 

และคืนนี้ฉันจะรีบเข้านอนแล้วล่ะ เพราะต้องตื่นเพื่อออกไปทำงาน งานของฉันไม่จบไม่สิ้นก็เพราะหมอนั่นคนเดียวแท้ๆ อย่าคิดว่าหล่อแล้วฉันจะไม่ถือสานะ แทนที่จะสัมภาษณ์ให้มันจบๆ ไป มีที่ไหนหาเรื่องให้เราต้องโร่ตามไปต้อยๆ นี่ถ้าฉันไม่กลัวถูกไล่ออกจากงานที่ฉันรักละก็...

 

แล้วเมื่อกี้ฉันก็ไม่ได้ตั้งใจชมว่าเขาหล่อหรอกนะ!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ในที่สุด ฉันในชุดกางเกงยีนส์สีเทาขายาวรัดรูปกับเสื้อยืดสีขาว (ที่เลือกมาเพื่อความทะมัดทะแมง) รองเท้าบูทส้นสูง (เอาน่า อันนี้ความมั่นใจของฉันเชียวนะ) และเป้สะพายข้างใบโตหนึ่งใบก็เอาชีวิตรอดมายืนปาดเหงื่อสูดกลิ่นอายทะเลที่ท่าเรือโออะระอิได้อย่างงดงาม

 

งาม... งามบ้าอะไรกันเล่า! ฉันปวดเท้า ปวดหลังจนแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว รู้ไหมว่าฉันต้องเดินทางต่อแล้วต่อเล่าตั้งเท่าไรกว่าจะมาถึงนี่ได้

 

จากสถานีโตเกียว มาต่อที่สถานีอุเอะโนะ จากอุเอะโนะนั่งรถไฟต่ออีกหนึ่งชั่วโมงมาลงที่สถานีมิโตะ จากนั้นนั่งรถไฟท้องถิ่นสายคะชิมะต่ออีกยี่สิบนาทีเพื่อมาที่สถานีโออะระอิ เสร็จแล้วอย่า... อย่าได้คิดนะว่ามันจะมาโผล่ที่ท่าเรือนี่เลย เฮอะ เดินต่ออีกตั้งเกือบครึ่งชั่วโมงแน่ะ!

 

ตาบ้าทิวลิป... ถ้าวันนี้ฉันไม่ได้โคตรข่าวโคตรความลับซูเปอร์สตาร์กลับไปละก็ ฉันจะแช่งนายไปยันชาติหน้าเลยคอยดู!

 

“มาถึงเสียที รอคุณตั้งนาน”

 

ฉันสะดุ้งโหยงจนส้นสูงเกือบพลิก ภาษาไทยชัดแจ๋วขนาดนี้ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใครส่งคำทักทายมาให้จากด้านหลัง

 

“คุณ...” ฉันกลับหลังหันและโดนความหล่อกระแทกหน้าเข้าอย่างจัง

 

ทิวลิปกำลังส่งยิ้มให้ฉัน สดใสท้าแดดท้าลมอะไรจะปานนั้น...

 

วันนี้เขาสวมแค่เสื้อกล้ามสีขาวตัวบาง อวดต้นแขนขาวจั๊วะซึ่งเต็มไปด้วยริ้วกล้ามเนื้อแต่พองามน่าหม่ำ กับกางเกงขาสั้นและรองเท้าแตะ แต่... โอ้โหแฮะ ยังหล่อบาดใจได้อย่างแรง ผมสั้นยุ่งๆ กระเซอะกระเซิงเพราะไม่ได้จัดทรงยิ่งส่งให้คนๆ นี้ดูเด็กลงไปอีกหลายปี

 

“จ้องนานไปแล้วคุณ” ทิวลิปโบกมือใส่หน้าฉัน

 

กรรม... นี่ฉันเผลอทำอะไรลงไปเนี่ย

 

เขาหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ

 

“ผมนัดบ่ายสามโมง นึกแล้วว่าถ้าคุณไม่มาตรงเวลาเป๊ะก็คงสายอีก” ทิวลิปเปิดฝานาฬิกาห้อยคอของเขาและชูให้ดู บ่ายสามโมงกับอีกเกือบๆ สองนาที...

 

ฉันหน้าบึ้งขึ้นมาทันที ดี พูดขึ้นมาก็ดี

 

“แล้วคุณเคยนึกไหมว่าที่ๆ คุณให้ฉันมานี่มันทั้งไกลและก็ทั้งลำบากลำบนแค่ไหนกว่าฉันจะมาถึงได้ ฉันออกจากบ้านมาตั้งแต่ยังไม่สิบเอ็ดโมงเลยด้วยซ้ำ ข้าวเที่ยงก็ยังไม่ได้กินจนเดี๋ยวนี้ แล้วนี่ดูสิ ปวดหัวแม่เท้าจนจะก้าวขาไม่ออกอยู่แล้ว อีกอย่าง มันเป็นครั้งแรกของฉันนะท่าเรือโออะระอิ คุณเห็นนี่ไหม แผนที่ยับยู่ยี่เป็นขี้แบบนี้ก็เพราะฉันเปิดดูระหว่างทางเป็นสิบๆ รอบ...”

 

“พอแล้วๆ คุณ” เขาพูดขัดขึ้นมากลางครัน ฉันยังแว้ดไม่จบเลยนะ “ผมรู้แล้วว่าคุณเหนื่อย”

 

ก็ใช่น่ะสิยะ

 

“แต่คุณยิ่งบ่นก็ยิ่งเหนื่อย”

 

อ้าว... ตกลงหมอนี่เห็นใจฉัน หรือรำคาญฉันกันแน่

 

“คุณหิวใช่ไหม แถวนี้มีร้านซูชิตั้งเยอะ ไปกินก่อนดีรึเปล่า”

 

ดีที่สุดเลยล่ะ ฉันพยักหน้าอย่างว่าง่าย เรื่องกินเป็นจุดอ่อนของฉัน แต่ว่าไม่ได้นะ ใครไม่ลองหิวดูสักตั้งไม่รู้ว่ามันทรมานแค่ไหนหรอก และอีกประการ... จุดเริ่มต้นของแรงงานที่ดีก็คือโมเลกุลเล็กๆ ที่เรียกว่าสารอาหารนี่แหละ

 

“งั้นมาเถอะ เอ๊ะ แล้วตกลงคุณก้าวเท้าไหวรึเปล่านะ อยากให้ผมช่วยแบกคุณไหม”

 

แรงดันเลือดฉันพุ่งขึ้นแก้มอย่างแรง ให้ผมช่วยแบกคุณไหม... โอ้ มาย God!

 

“มะ...ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันเดินได้”

 

เชื่อไหมล่ะ ทิวลิปอมยิ้มไปตลอดทางที่เดินนำฉันมายังร้านซูชิ ส่วนฉันก็ใกล้เข้าสู่โหมดหงุดหงิดมากขึ้นทุกที ก็ฉันดูออกนะสิว่าหมอนี่กำลังสนุกที่ได้แกล้งฉัน!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“เอาอีกไหม” ทิวลิปถามเมื่อฉันยัดซูชิชิ้นสุดท้ายบนโต๊ะเข้าปาก

 

“ไม่ละค่ะ ฉันอิ่มแล้ว” ฉันตบพุงอวด “ว่าแต่... แล้วคนอื่นๆ ไปไหนกันหมดคะ”

 

ฉันว่าจะถามตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ทำไมทีมงานพวกนั้นกล้าปล่อยให้คุณมือกีตาร์สุดยอดซูเปอร์สตาร์มาเดินโต๋เต๋อยู่แถวนี้คนเดียว

 

“ใครหรือ คนอื่นๆ”

 

“ก็ทีมงานที่มากับคุณไงคะ พวกช่างไฟ ช่างกล้อง อะไรทำนองนั้น”

 

เขาเลิกคิ้วให้ฉัน

 

“คุณคิดว่าผมมาถ่ายแบบที่นี่งั้นหรือ”

 

“อือฮึ หรือคุณมาทำอย่างอื่นด้วยล่ะ ซุ่มถ่ายปกอัลบั้มใหม่หรือถ่ายสปอทโฆษณา”

 

“ไม่มีอะไรทำนองนั้นหรอก” ทิวลิปปฏิเสธ

 

“หือ?”

 

“ผมมาที่นี่คนเดียว มาเที่ยว” น้ำเสียงเขาอ่อนโยนลงอีกหนึ่งระดับขณะยกมือขึ้นมาเท้าคางด้วยท่าทางสบายๆ “กับคุณ”

 

พื้นดินรอบตัวฉันไหวยวบกะทันหัน ล้อกันเล่นมั้ง หมอนี่กำลังตั้งใจหวานเสน่ห์ใส่ฉันอย่างนั้นสิ กะ กล้าไปแล้ว...

 

เขาหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าฉัน อะไรล่ะ ฉันพยายามควบคุมจังหวะการเต้นของชีพจรอยู่ไม่เห็นเหรอ

 

“เห็นได้ชัดว่าคุณไม่ได้ตั้งใจมาพักผ่อนแบบผม”

 

“แหงสิคะ ฉันมาทำงานนี่”

 

สีหน้าทิวลิปสะดุดไปนิดหน่อย

 

“ผมว่าคุณจริงจังกับมันเกินไปนะ ทำตัวตามสบายเถอะ ผมอยากให้คุณสนุก”

 

ก็แล้วฉันจะสนุกได้ยังไงไหนบอกมาซิ เขาเล่นยังไม่ยอมให้ข้อมูลอะไรกับฉันสักกะติ๊ด

 

“ฉันจะสนุกหรือไม่สนุก มันก็ขึ้นอยู่กับคุณนั่นแหละค่ะ ว่าแล้วก็...” ฉันเปิดกระเป๋าสะพายเพื่อหยิบเครื่องอัดเสียงและสมุดจด มาเริ่มกันเสียทีดีกว่า

 

“อิ่มแล้วก็ลุกขึ้นเถอะ”

 

“หา?” ฉันเงยหน้าขึ้นฉับพลัน

 

“ผมจะพาคุณไปเอาท์เล็ท จุดซื้อของตรงโน้น” เขาบอกพร้อมยืนขึ้นเต็มความสูง

 

“ไปทำไมคะ เรานั่งสัมภาษณ์กันตรงนี้ก็ได้ ป้าขายซูชิไม่ว่าอะไรหรอก”

 

ทิวลิปพิจารณาบางอย่างบนใบหน้าฉันสักพักก็หัวเราะขึ้นมาอีก

 

“คุณนี่จริงๆ เลยนะ” แล้วเขาก็ทำเรื่องที่ฉันไม่คาดฝัน...

 

ทิวลิปคว้ามือฉันไปกุม ดึงให้ลุกขึ้นและเดินตามเขาออกมานอกร้าน

 

“คุณเห็นเรือลำนั้นไหม” เขาชี้ไปที่เรือสำราญลำใหญ่ที่จอดเทียบใกล้ฝั่งมากที่สุด

 

“คุณปล่อยมือฉันก่อนได้ไหมคะ” แบบนี้ฉันไม่เห็นอะไรทั้งนั้นแหละ

 

แต่ทิวลิปก็แค่หันลงมามองแล้วทำสีหน้าอ่อนใจในตัวฉัน สีหน้าแบบนั้นมันหมายความว่ายังไง ฉันก็แค่ขอให้เขาปล่อยมือฉัน สิทธิในการปกป้องตัวเองจากความหวั่นไหว เขาปฏิเสธไม่ได้นะ

 

“ผมดีใจที่เขาเลือกคุณมา”

 

“คะ?”

 

“ซันฟลาวเวอร์ลำนั้นจะออกหกโมงเย็น ผมชวนคุณไปเอาท์เล็ทเพราะคุณคงไม่อยากใส่ส้นสูงบนเรือหรอกใช่ไหม”

 

“ซันฟลาวเวอร์ หมายถึงเรือลำนั้นเหรอคะ”

 

“อืม ชื่อของมัน”

 

“ชื่อฉันด้วย” ฉันเผลอยิ้ม มองเรือสำราญลำใหญ่อย่างชื่นชม ที่ข้างๆ ลำเรือเป็นรูปพระอาทิตย์เจิดจ้า และเขียนว่า Sunflower จริงๆ

 

“คุณชื่อ ทานตะวันหรือ”

 

ฉันพยักหน้าให้เขา “ค่ะ”

 

“บังเอิญแฮะ”

 

“คนที่นี่เรียกฉันว่าฮิมาวาริ แปลว่าดอกทานตะวันเหมือนกัน คุณเรียกแบบนั้นด้วยก็ได้นะ” หมายความว่าเขาเพิ่งรู้ชื่อฉัน แต่นั่นไม่สำคัญหรอก ศิลปินที่ไหนก็ไม่ค่อยจำชื่อนักข่าว กรณีฉันยิ่งแล้วใหญ่ ฉันไม่ใช่แม้แต่นักข่าวด้วยซ้ำ

 

“ไม่ล่ะ ผมไม่ชอบใช้ภาษาญี่ปุ่น”

 

อ้อ นั่นสิ

 

“ไปกันรึยัง ค่อยกลับมามองมันก็ได้”

 

“อะไรนะคะ” ความสนใจฉันยังอยู่ที่เรือ ไม่ค่อยได้ฟังเขาเท่าไร

 

“คุณต้องไปซื้อรองเท้าแตะ ผมว่าน่าจะชุดนอนกับชุดชั้นในด้วยซ้ำนะถ้าประเมินจากกระเป๋าใบเล็กของคุณ ใครที่ไหนไปเที่ยวตากอากาศแล้วพกแต่เครื่องอัดเสียงกับสมุดจดบันทึก”

 

 ฉันชะงัก คำพูดของทิวลิปค่อยๆ ซึมเข้าไปในสมองและกระแทกสารระบบทำความเข้าใจทีละนิด

 

“คุณหมายความว่าไงเที่ยวตากอากาศกับชุดนอนและชุดชั้นใน”

 

“รองเท้าแตะด้วย” เขาอมยิ้ม

 

ไม่ตลกเลยนะ มีอะไรที่ฉันพลาดไปตรงไหนในการมาทำงานวันนี้งั้นเหรอ

 

“คุณจะไปเที่ยวเกาะฮกไกโด[1]กับผมหนึ่งสัปดาห์”

 

หา!!!

 

“ถึงคุณจะประท้วงด้วยการไม่เตรียมอะไรมา ผมก็ไม่ยอมให้คุณเบี้ยวหรอก” ทิวลิปยิ้มให้ ขณะฉันยังช๊อกกับเรื่องเหมาๆ คิดเอาเองฝ่ายเดียวของเขาไม่หาย

 

ไปเที่ยวตากอากาศสองต่อสองกับอีตานักดนตรีมือกีตาร์ หัวหน้าวงสุดยอดซูเปอร์สตาร์ ที่มีป้ายคำว่า GRAY แปะไว้บนใบหน้า พระจ้าววววว!

 

ใครบอกเขากันว่าฉันจะไปด้วย แล้วความมั่นใจในสีหน้าเขาแบบนั้นน่ะ แสร้งทำใช่ไหมฉันจะได้ไม่ต้องกลัว โอ๊ย ให้ตาย ใครก็ได้ช่วยฉันด้วย

 

ความมั่นคงของฉัน หมอนี่ทำอะไรกับมันเนี่ย...

 

 

 

 

 

ผมเริ่มมั่นใจแล้วว่ากำลังเจอปัญหา ดูเหมือนว่าทานตะวันจะไม่รู้ตัวว่าเธอถูกส่งมาให้ผมเพื่ออะไร

-- ทิวลิป --

 

 

 

 


 



[1] เกาะฮกไดโด เป็นศูนย์กลางของหมู่เกาะในจังหวัดฮกไกโด (Hokkaidō)  และเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเขต คือซัปโปโร (Sapporo)










------------------------

The GRAY : ทฤษฎีรัก นักดนตรีสีเทา by...ปัณณ์พิมพ์

TULIP’s Sunflower...2

ทานตะวันต้องรู้นะว่านั่นคือสถาการณ์ในฝันของชาวติ่ง 55

สามารถติดต่อโปได้ตามช่องทางด้านล่าง

Twitter: @PoMyHome_1989

FanPage: FBบ้านของโป 


 

760 ความคิดเห็น

  1. #666 MOONLIGHT (@junchaysa) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2558 / 07:36
    จริงๆ นี่มันฝันของติ่งชัดๆ ให้เป็นตัวแทนเราเลย ขอบคุณนะคะไรท์
    #666
    0
  2. #7 Irisnis (@ai-haibara) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2555 / 22:43
     ลุ้นๆๆๆ ><
    #7
    0